สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

สุกัญญา สุดบรรทัด พูดถึงข้อท้วงติงและข้อสังเกตเกี่ยวกับมาตรา 26 และ 49 ของรัฐธรรมนูญ เธอแสดงความพอใจที่รัฐธรรมนูญได้พิจารณาเรื่องเหล่านี้ แต่ยังเห็นว่าควรแก้ไขบางส่วนเพื่อให้เหมาะสมกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เธอยังระบุว่า มาตรา 102 ระบุว่า หากไม่ได้ดำเนินการภายในเวลาที่เหมาะสม จะถือว่าผู้มีหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และในกรณีที่เกิดความเสียหาย จะให้ผู้เสียหายฟ้องร้องรัฐให้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย

ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด

กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด ก่อนอื่น ก็ขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมที่ท่านได้พากเพียรพยายามแล้วก็สร้าง รัฐธรรมนูญออกมา ซึ่งดิฉันมีความชื่นชมในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับสื่อมวลชน สําหรับในประเด็นที่ดิฉันจะอภิปรายนั้นก็จะเป็นเรื่องของข้อท้วงติง แล้วก็ ข้อสังเกตบางประการจาก มาตรา ๒๖ ในส่วนของความเป็นพลเมืองและหน้าที่ของพลเมือง แล้วก็ในส่วนของสิทธิมนุษยชน มาตรา ๔๙ องค์การวิชาชีพสื่อมวลชน อันนี้เป็น ๒ มาตราหลัก ที่ดิฉันจะพูดถึงนะคะ ในมาตรา ๒๖ ในเรื่องของความเป็นพลเมืองและหน้าที่ ของพลเมืองได้มีการพูดถึงประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะเป็นพลเมือง แล้วก็เรื่องที่พลเมือง ต้องเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ พลเมืองต้องไม่กระทําการที่ทําให้เกิดความเกลียดชังกัน ระหว่างคนในชาติและศาสนา แล้วก็ในวรรคสุดท้ายจะพูดถึงการสร้างความเป็นพลเมือง ที่มีศักยภาพซึ่งเป็นเป้าประสงค์ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้นะคะ โดยทั่วไปแล้วดิฉันมีความพอใจ แต่ว่ามีข้อท้วงติงนะคะ ในวรรคสามที่บอกว่าพลเมือง ต้องไม่กระทําการที่ทําให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่างคนในชาติหรือศาสนา ก็ต้องขอชื่นชม ที่ท่านให้ความสําคัญกับปัญหาในการใช้สื่อเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ แล้วก็ปลุกเร้าอารมณ์รุนแรง ซึ่งเป็นภัยอันตรายอย่างยิ่งต่อชาติของเรานะคะ แต่คําว่า พลเมืองต้องไม่กระทําการที่ทําให้เกิด ความเกลียดชังกันระหว่างคนในชาติและศาสนานั้นมันสื่อความหมายถึงคนซึ่งอาจจะเป็น คน ๑ คน ๒ คน ๓ คนก็เป็นได้ ทีนี้ถ้าเผื่อว่าเราไปดูในเจตนารมณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งได้อ้างถึงหลักการ มาตรา ๒๐/๒ ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองหรือไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) จะพูดถึงเรื่องของการสนับสนุนให้เกิด ความเกลียดชังในชาติ เผ่าพันธุ์ หรือศาสนา ซึ่งยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การเป็นปฏิปักษ์ หรือการใช้ความรุนแรง ให้สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ซึ่งถ้าเผื่อว่าดูจาก ความหมายอันนี้แล้วจะพบว่ามันเป็นเรื่องของความเกลียดชังระหว่างกลุ่มคนมากกว่าคน เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้มีการแก้ไขคําว่า คน ให้เป็น กลุ่มคน หรือคําว่า ชน อย่างที่ ท่านอาจารย์สืบพงศ์ได้เสนอแนะเมื่อสักครู่นี้ก็ได้ อันนี้ก็คือดูจากเจตนารมณ์ ทีนี้ถ้าดูจาก ความหมายของเฮท สปีช (Hate Speech) หรือการสื่อสารเพื่อสร้างความเกลียดชังเองนั้น จะเห็นได้ว่ามันเน้นในเรื่องของความเป็นกลุ่มคนมากยิ่งขึ้นไปอีก เฮท สปีชหรือการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชังนี้ มันหมายถึงการสื่อสารที่มุ่งให้เกิด ความเกลียดชังระหว่างกลุ่ม โดยพุ่งเป้าไปที่อัตลักษณ์ร่วมที่เป็นฐานของความเกลียดชังนั้น มีการสร้างภาพเหมารวมขึ้นมาเกิดอคติและการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ ระหว่าง เชื้อชาติ ระหว่างศาสนา แล้วก็เผ่าพันธุ์ หรือแม้กระทั่งคนที่ต่างอุดมการณ์ทางการเมือง คนที่ต่างศาสนา ทําให้เกิดความเกลียดชังอย่างรุนแรงระหว่างกัน ซึ่งอาจจะนําไปสู่พฤติกรรม ที่รุนแรง อาจจะเป็นสงครามก็ได้ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่มีอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ก็เพราะว่ามีการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อหลากชนิด โดยไม่คํานึงถึงเหตุผลและความถูกต้อง มันทําให้เกิดสงครามข่าวสารที่ไม่รู้ได้ว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความเท็จ เกิดการแบ่งขั้ว แยกข้าง สังคมอยู่ในความเปราะบาง อ่อนไหว แล้วก็ในท้ายที่สุดอาจจะเกิดการปะทะกัน ระหว่างกลุ่มคนหรือระหว่างรัฐกับกลุ่มคน ซึ่งจะเป็นภัยอันตรายอย่างยิ่ง สิ่งเหล่านี้ได้เคย เกิดขึ้นมาแล้วในรวันดา เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๔ ซึ่งมีการใช้สื่อมวลชนในการประโคมโหมข่าว จนกระทั่งพวกฮูตู (Hutu) ออกมาเข่นฆ่าพวกทุตซี (Tutsi) มีคนตายไปราว ๘๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งตรงนี้เป็นอันตรายอย่างมาก ดิฉันขอบคุณท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ นําประเด็นนี้ขึ้นมาเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็เห็นว่าควรที่จะมีอย่างยิ่ง แต่ควรจะปรับแก้คํา ให้ถูกต้อง เพราะมิฉะนั้นอาจจะทําให้เกิดปัญหาตามมาได้นะคะ

ในส่วนต่อไปที่ดิฉันจะพูดถึงคือเรื่องมาตรา ๔๙ มาตรา ๔๙ นี้เป็นมาตรา ที่ดีมาก มีความชื่นชมอย่างยิ่งกับมาตรานี้ เนื่องจากว่ามันสอดคล้องกับกรอบความคิด ของกรรมาธิการปฏิรูปทั้ง ๓ ด้าน ก็คือเรื่องของเสรีภาพของสื่อบนความรับผิดชอบ เรื่องของ การป้องกันการแทรกแซงสื่อโดยรัฐและทุน ตลอดจนการกํากับดูแลให้สื่อทําหน้าที่ อย่างมีจริยธรรมนะคะ ยิ่งไปกว่านั้นยังได้มีการระบุไว้ในมาตรานี้ บอกว่าให้เจ้าหน้าที่ของสื่อ รัฐมีความเป็นอิสระ อันนี้ชัดเจนมากแล้วก็เป็นเรื่องที่ดีมาก แล้วก็ในขณะเดียวกัน ก็สอดคล้องกับการปฏิรูปสื่อในมาตรา ๒๙๖ อีกด้วยเป็นความดีของมาตรานี้

ทีนี้ในวรรคที่ดิฉันสนใจคือวรรคสี่ ที่บอกว่าให้มีกฎหมายจัดตั้งองค์การ วิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งการจัดตั้งองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนนี้อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นครั้งแรก ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ก็ว่าได้ ในการที่จะมีองค์กรวิชาชีพขึ้นมาสอดส่องดูแล กํากับดูแล สื่อมวลชนด้วยกันเองเป็นประดุจร่มใหญ่ที่ดูแลสมาคมต่าง ๆ ซึ่งก็มีอยู่แล้วในขณะนี้

เรื่องของกฎหมายการจัดตั้งองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนนี้ ถ้าเผื่อว่าดูประกอบ มาตรา ๑๐๒ ระบุว่าหากไม่ดําเนินการภายในเวลาอันสมควร มีการระบุไว้ด้วยในเวลาอันสมควร ซึ่งดิฉันเห็นว่าบางทีอาจจะระบุไว้ได้ด้วยซ้ําไปว่าภายใน ๑ ปี นับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ก็ให้ถือว่าผู้มีหน้าที่กระทําการนั้นละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้น ผู้เสียหายย่อมฟ้องร้องรัฐให้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายเหล่านั้นได้ ซึ่งตรงนี้ก็จะช่วยให้เกิด องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนขึ้นมา ซึ่งมีการระบุไว้อย่างชัดเจนในมาตรานี้ว่าให้บุคคลที่จะอยู่ ในองค์การนี้ประกอบด้วยบุคคลในวิชาชีพสื่อมวลชน ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งผู้แทนองค์การเอกชนและผู้บริโภค ปัญหาที่เกิดขึ้นเท่าที่ผ่านมาในสภาหนังสือพิมพ์ ก็คือว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นบุคคลในวงการสื่อสารมวลชนทั้งสิ้น ซึ่งทําให้เกิดปัญหา แต่ตรงนี้ ในรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่า จะมีบุคคลอื่นเข้ามาทํางานอยู่ตรงนี้ด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก แล้วก็ระบุหน้าที่เอาไว้อย่างชัดเจนว่ามีไว้เพื่อปกป้องเสรีภาพและความเป็นอิสระ ของสื่อมวลชนตามมาตรา ๔๘ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพ เนื่องจากว่า องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนนี้จะต้องมีการสร้างประมวลจริยธรรมของสื่อมวลชนขึ้นมา เพื่อที่จะให้เป็นมาตรฐานจริยธรรมของสื่อทั้งปวงที่มีอยู่ในขณะนี้ที่เป็นสื่อในวิชาชีพ และในขณะเดียวกันก็ทําหน้าที่ในการพิจารณาคําร้องขอความเป็นธรรมของผู้ซึ่งได้รับผลกระทบ จากการใช้เสรีภาพตามมาตรา ๔๘ และคุ้มครองสวัสดิการของบุคคลด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง การกํากับดูแลกันเองนี้เป็นสิ่งที่สําคัญ เพราะว่าเป็นมาตรการสากล ที่ให้คุณค่าแก่สื่อมวลชนว่ามีเกียรติและศักดิ์ศรีที่สามารถตรวจสอบและดูแลกันเองได้ โดยไม่จําเป็นต้องมีใครมาใช้อํานาจแทรกแซง ไม่ว่าจะเป็นอํานาจทุนหรืออํานาจรัฐก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าประชาชนคิดอย่างไรในเรื่องของการกํากับดูแลนี้ ดิฉันได้ไปวิเคราะห์ ข้อมูลของคณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งประมวลจากความเห็นของประชาชนที่ส่งเข้ามาระหว่างวันที่ ๑๗ ธันวาคม ถึงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ แล้วก็เอามาวิเคราะห์ได้พบว่าร้อยละ ๔๖.๓๔ ต้องการให้สื่อมีเสรีภาพ มีจริยธรรม และสร้างสรรค์ มีการกํากับกันเอง และกํากับโดยภาคประชาชน ร้อยละ ๓๔.๑๕ แสดงความขุ่นข้องหมองใจในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อที่ผ่านมา ซึ่งก็หมายความว่าสื่อนั้น ยังมีปัญหาในเรื่องของการทําหน้าที่แล้วก็เป็นเรื่องที่ประชาชนยังไม่พอใจ การที่ให้สื่อ มากํากับดูแลกันเองนั้นเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง นอกจากการกํากับดูแลกันเองแล้ว ทางคณะกรรมาธิการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศก็ยังได้พูดถึงการกํากับดูแล โดยภาคประชาชนแล้วก็โดยองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระอีกด้วย เป็นการดูแลถึง ๓ ระดับชั้นด้วยกัน ซึ่งด้วยมาตรการกํากับดูแลทั้ง ๓ ประการดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้เชื่อว่าจะเป็นมาตรการที่ช่วยให้เกิด ระบบการสื่อสารมวลชนที่มีประสิทธิภาพและมีจริยธรรม แล้วก็จะทําให้เกิดอานิสงส์อันใหญ่ แก่ประชาชนในชาติต่อไป ซึ่งดิฉันก็ขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทุกท่านที่ได้ตั้งอกตั้งใจทํางานนี้ขึ้นมา ขอขอบพระคุณค่ะ