สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

สืบพงศ์ ธรรมชาติ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับร่าง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปและการปรองดอง เพื่อความสามัคคีของประเทศ นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ข้อความในหมวดที่ ๒ ประชาชน และกล่าวถึงหน้าที่ของพลเมืองในการเคารพปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และยังหารือเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมของประชาชน โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับการถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนของพลเมือง

รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สืบพงศ์ ธรรมชาติ สปช. นครศรีธรรมราช หมายเลข ๒๑๖ ได้อ่านรัฐธรรมนูญฉบับร่างที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้ร่างมานะครับ ก็ค่อนข้างจะชื่นใจว่ารัฐธรรมนูญของเรานั้นมีอนาคตแล้วครับ แม้ว่าบางคน บอกว่าจะยาวไป แต่ความเห็นของผมว่าที่เขียนไว้อย่างนั้นก็ทําให้ผู้ปฏิบัติปฏิบัติได้ง่ายขึ้น เพราะบางทีการเขียนสั้นเกินไปก็ทําให้ผู้ปฏิบัติปฏิบัติยาก แล้วก็จะตีความไปในทางที่เฉไฉ ผมใช้คํานี้ ก็มีนะครับ เพราะฉะนั้นการที่จะลงตัวพอดีก็คงจะต้องปรับคําบ้างนั่นล่ะ ถึงแม้ผม บอกว่าจะมีอะไรพอสมควรก็แล้วแต่ แต่อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการซึ่งได้เสียสละเวลา แล้วก็เหน็ดเหนื่อยกันมาก เท่าที่ทราบนะครับ ต้องไปพัทยา ๒ รอบ และในที่สุดก็ออกมา ดังที่เราทราบ โดยการนําของ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ แล้วก็มีนักกฎหมาย ระดับมือต้น ๆ ของประเทศมาช่วยกันดูแลมากทีเดียว เท่าที่ผมเห็นจากรายชื่อที่พิมพ์ใน รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นโดยรวมทั้งเล่มเท่าที่ผมได้อ่านมา ผมก็เห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีมาก ฉบับหนึ่งนะครับ สิ่งที่ใส่เอาไว้ที่แปลกไปกว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่นก็คือเรื่องของการปฏิรูป เรื่อง ของการปรองดอง ถามว่าทําไมเนื้อหานี้ถึงได้มา ก็เพราะว่าประเทศไทยเรามีปัญหา นั่นก็คือ ปัญหาการที่เราไม่สามัคคีกัน เมื่อใส่สิ่งเหล่านี้ลงไปก็เป็นการย้ําเน้นว่าต่อไปนี้ประเทศไทย เราต้องสามัคคีกัน ไม่ใช่อะไรนิดอะไรหน่อยก็ขยายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องยาว จนกระทั่ง ประเทศไทยเราเดือดร้อนกันไปมากทีเดียว นี่คือเรื่องหนึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ตราเอาไว้ค่อนข้างจะมีเนื้อหาที่ทําให้ผู้ปฏิบัติปฏิบัติน่าจะไม่ยาก แต่ก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายลูก ที่จะออกต่อไปนะครับว่าออกกันอย่างไร ออกสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแค่ไหน อันนี้สําคัญอีก เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเชื่อมั่นในคณะกรรมาธิการที่ท่านได้ร่าง ทุ่มเทสติปัญญา ทุ่มเทเวลา อดหลับอดนอนกันมากทีเดียวครับ และบางทีท่านก็เครียด อันนี้ผมเข้าใจ พวกผมก็มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ ต้องดูแล เพราะรัฐธรรมนูญนี้คือรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ทุกคนเป็นเจ้าของ ทุกคนมีสิทธิในการที่จะแสดงความคิดเห็น แล้วก็ดีใจครับที่ดอกเตอร์วินัย พูดเมื่อสักครู่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนพี่น้องชาวไทยได้มีส่วนร่วมมาก แล้วมากจริง ๆ ครับ เหตุที่มากขนาด ๗๗ จังหวัดนะครับ ๑๑ ครั้งแต่ละจังหวัดที่ได้ออกไปรับฟัง แล้วก็อีกหลายครั้ง ซึ่งมีดอกเตอร์ถวิลวดีบ้าง ดอกเตอร์เจิมศักดิ์บ้างไปทําเวทีกัน ผมว่าสิ่งที่ประชาชนเสนอมานั้น ค่อนข้างจะลงตัวแล้วก็เท่าที่ผมไปฟังเกือบทุกเวทีจะลงแบบงานวิจัยแล้วละครับ คือได้ข้อสรุป เรื่องสําคัญที่เขาพูดมาเรื่องการศึกษา เรื่องพลังงาน เรื่องการปกครอง เรื่องการเลือกตั้ง เหล่านี้คือสิ่งสําคัญ อันนี้ผมขอชื่นชมเรื่องรัฐธรรมนูญก่อนนะครับ เวลาก็ผ่านไป ๔ นาที ไม่เป็นไรครับ แต่ก็ดีใจในเรื่องเหล่านี้ เพราะว่าเราไม่มีโอกาสได้พูดโดยรวมทั้งฉบับ เพราะบอกว่าพูดได้แค่ ๒ ภาค ก็แบ่งเวลาให้กับความดีใจตรงนี้แทนพี่น้องประชาชนชาวไทย ทั้งประเทศ ทีนี้พอเข้ามาในส่วนที่ผมจะต้องวิเคราะห์นะครับ ในส่วนของหมวดที่ ๒ ประชาชน หัวใหญ่เราขึ้นว่าประชาชน ทีนี้เราก็เริ่มต้นด้วยคําว่า ประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะ เป็นพลเมือง ซึ่งเมื่อกี้ท่านไกรราศท่านอภิปราย ผมก็เข้าใจที่จริงความหมายระหว่างประชาชน กับพลเมือง ประชาชนก็คือทั้งหมดนั้นละ แต่พอย่อมมีฐานะเป็นพลเมืองตรงนี้หมายความ ทุกคนมีหน้าที่ต้องเป็นกําลังของประเทศ เป็นกําลังของเมืองความหมายเป็นอย่างนั้น หลายท่านเข้าใจครับแต่มีบางท่านอาจจะงงอยู่เหมือนกัน เราขึ้นว่าพลเมืองต้องเคารพปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ทีนี้ก็มีคนมาแย้งอีกว่าแล้วประชาชนไม่ต้องเคารพใช่ไหม อย่างนี้อีกครับ แล้วพอต่อมาพลเมืองต้องไม่กระทําการที่ทําให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่าง คนในชาติหรือศาสนาหรือไม่ยั่วยุ แล้วประชาชนต้องไม่กระทําการหรือเปล่า ทีนี้ก็เกิดข้อแย้ง นิด ๆ ตรงนี้ผมก็เลยฝากกรรมาธิการว่าเราทําอย่างไรให้ผู้อ่านได้เข้าใจตรงนี้มากขึ้น โดยไม่ต้อง ไปตีความอะไรกันมากมาย เพราะฉะนั้นระหว่างประชาชนกับพลเมืองที่จริงทุกคน ในประเทศนี้เป็นประชาชนทั้งหมดละครับ แต่ว่าประชาชนเหล่านั้นเป็นพลเมืองหรือ เป็นแรงของประเทศหรือไม่ เป็นพลังของประเทศหรือไม่ ตรงนี้ครับ จริง ๆ แล้วพวกเรา เข้าใจกันอยู่ เอาล่ะครับทีนี้ก็มีอยู่คําหนึ่งคําว่า ทําให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่างคนในชาติ หรือศาสนา ตรงนี้คําว่า คน ก็มีบางท่านสงสัยอยู่ระหว่างบุคคลหรือเปล่า แต่จริง ๆ แล้ว มันน่าจะเป็นกลุ่มคนที่เกลียดชังกันนะครับ ถ้าใจผมผมว่าน่าจะใช้ว่าระหว่างชนในชาติ เพราะ ชน นี่มันจะกว้างกว่าและใหญ่กว่า เป็นต้น ทีนี้ไปมาตรา ๒๗ ครับ พลเมืองมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ ผมดีใจครับแต่ละข้อนั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ เลยครับ ปกป้องพิทักษ์รักษาเอาไว้ ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เป็นหน้าที่พวกเราจริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นใครทําอะไรที่ค่อนข้างมั่ว ๆ ผมใช้คํานี้ง่าย ๆ เราต้องทักท้วงครับ เราต้องแสดงความคิดเห็นได้ ไม่ต้องไปเกรงใจใครละครับ ประเทศนี้ก็เป็นประเทศของเรา มรดกวัฒนธรรมทั้งหลายเป็นของเราด้วย ไม่ใช่ของคนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งนะครับ แต่มาข้อที่ ๕ ช่วยเหลือราชการ ช่วยเหลือในการป้องกันและขจัดทุจริต ประพฤติมิชอบ แล้วก็มาถึงจนกระทั่งปกป้องพิทักษ์อนุรักษ์และสืบสานขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมของชาติ และผมก็ดีใจมากครับที่คําว่า ศิลปวัฒนธรรมของชาติ หรือวัฒนธรรมอยู่กระจายไปทั่วหลายมาตราทีเดียว อันนี้ถือว่า เป็นความสําเร็จของพี่น้องชาวไทยร่วมกันครับ เพราะว่าศิลปวัฒนธรรมนั้นคือหัวใจ ของสังคมของชุมชน แต่ตรงนี้ผมอยากจะเสนอว่าและสืบสานขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี ที่จริงประเพณีนั้นมีอยู่ ๓ อย่าง คือขนบประเพณี ธรรมเนียมประเพณี และจารีตประเพณี มี ๓ อย่าง เพราะฉะนั้นตรงนี้ควรจะแยกว่า และสืบสานขนบ ธรรมเนียม วรรคถูกแล้วครับ จารีตประเพณี เพราะฉะนั้นประเพณีไทยมี ๓ อย่างถ้าอธิบายไปความหมายเดี๋ยวเวลา จะหมดเสียก่อนนะครับ ก็ไปว่าเป็นมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๘ อันนี้น่าชื่นใจอีกครับ สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ซึ่งเราอภิปรายกันจนกระทั่งผ่านนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก ในเรื่องนี้ แล้วก็มีสมัชชาพลเมือง องค์การตรวจสอบประชาชน ซึ่งเราไม่เคยมี เพราะฉะนั้น ตรงนี้บรรดานักการเมืองทั้งหลายที่ผ่านมานะครับก็อาจจะพูดได้ว่าท่านก็ค่อนข้างได้ใจครับ ไม่มีใครตรวจสอบ ไม่มีใครดูแล ท่านก็ว่าของท่านไปเท่านั้นเท่านี้ แต่ต่อไปนี้ถ้าหากว่าเป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ เรามีสมัชชาคุณธรรม เรามีสมัชชาพลเมือง ซึ่งที่จังหวัดนครศรีธรรมราชขณะนี้เขามีสภาพัฒนานครศรีธรรมราชแล้ว และประชุมกัน เท่าที่ทราบนั้น ๗ ครั้งแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเขาจะช่วยดูแลในเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นทางการแล้วเขาคงทํางานกันจริงจังเพราะเป็นเรื่องที่สําคัญมากนะครับ อันนี้ก็เป็น เรื่องที่ขอชื่นชมเอาไว้ ทีนี้ในมาตรา ๓๕ สิทธิมนุษยชนบอก บุคคลซึ่งเป็นทหาร ตํารวจ ข้าราชการ ซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจํา ตรงนี้ผมยังรู้สึกขัด ๆ อยู่ว่า ข้าราชการ ซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจํา ถ้าใช้คําว่า หรือเงินเดือนประจํา แสดงว่าต้องเป็น กลุ่มเดียวกันครับ ข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจํา น่าจะเป็นว่าข้าราชการ ซึ่งมีตําแหน่งและมีเงินเดือนประจําหรือเปล่า ถ้า หรือ แปลว่ามันต้องเท่ากัน มังคุด หรือ ละมุด หรือลําไย เหล่านี้เป็นต้นนะครับ ทีนี้มันมีอยู่ว่า และเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จํากัดไว้ในกฎหมาย หรือกฎเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัยและจริยธรรม สําหรับข้อนี้ดูเหมือนว่า ข้าราชการนั้นจะมีสิทธิน้อยกว่าประชาชนทั่วไปเมื่ออ่านแล้ว แล้วก็ เว้นแต่จะกํากับไว้ ในกฎหมาย อันนี้ที่เพิ่มไว้ เพราะฉะนั้นผมว่าเขียนอย่างไรให้ดูว่าข้าราชการไม่มีสิทธิต่ํากว่า ประชาชนทั่วไป อันนี้ฝากข้อนี้นะครับ

ทีนี้ในเรื่องมาตราอื่น ๆ ในมาตรา ๔๐ ผมติดใจคําอยู่นิดหนึ่งครับว่าสุดท้ายนะ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คํานี้เรามักจะใช้ติดกันมาว่า ศีลธรรมอันดี แต่ทีนี้ถ้าถามว่าศีลธรรมอันไม่ดีมีไหม อันนี้ก็ฝากว่าศีลธรรมที่ไม่ดีมีไหม ถ้าเป็นศีลธรรมแล้วจะดีทั้งหมดนะครับ

ทีนี้มาเรื่องของการสื่อสาร มาตรา ๔๘ ย่อหน้าที่ ๔ บอกว่า เจ้าของกิจการ สื่อมวลชนต้องเป็นพลเมือง ทีนี้ถ้าไม่ใช่พลเมือง ถ้าเป็นประชาชน เป็นเจ้าของกิจการได้ไหม และพลเมืองไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนหรือถือหุ้น พอมาวรรคนี้บอกว่า และพลเมือง ไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชน ตรงนี้จะทําให้งงครับ และไปตอนหลังก็มีขมวดนิดหน่อย เวลาหมดแล้วผมขยายต่อไม่ได้ ฝากมาตรานี้ด้วยครับ มาตรา ๔๘ ก็ขอไว้เท่านี้ครับ ขอบคุณมาก ท่านประธานครับ