สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

อรพินท์ วงศ์ชุมพิศ เสนอแนะแนวทางในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้มีความยั่งยืน โดยเน้นความสำคัญของความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากรและป้องกันการตีความหรือการฟ้องร้องกันเรื่องการใช้อย่างไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการลงโทษผู้กระทําผิดอย่างเข้มงวดและให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

นางอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพนะคะ ก่อนอื่น ดิฉันต้องบอกก่อนว่าชื่นชมรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างอยู่ในหลาย ๆ ประการ คือชื่นชม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการพยายามแก้ไขปัญหาในอดีตที่ผ่านมาของประเทศเรา ในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งในเรื่องการเมือง การมีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน แล้วก็ยังมีการสร้างกลไกในการกํากับดูแลควบคุมการใช้อํานาจรัฐ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วมของชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

แล้วก็ในประเด็นที่ ๒ ที่ชื่นชมคือการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกําหนด ความต้องการ มีความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ เป็นหูเป็นตาให้แก่ภาครัฐในการตรวจสอบ การดําเนินงานของฝ่ายการเมืองรวมทั้งการทํางานของฝ่ายรัฐด้วย

อีกประเด็นก็คือยอมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่ในขั้นตอนเริ่มต้น ของการทํางาน อย่างเช่นการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งดิฉันดีใจมากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ พูดถึงการทํายุทธศาสตร์ชาติซึ่งเป็นมิติใหม่ที่น่ายินดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนไทยทุกคน สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการกําหนดความต้องการของตนในการพัฒนาประเทศว่าจะให้ไป ในทิศทางใด โดยพิจารณาความเหมาะสมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม แล้วย่อมจะเป็นการดีอย่างแน่นอน และในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ได้มีการกําหนดคําว่า มีการประเมินสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์ด้วย ซึ่งเป็นนิมิตหมายซึ่งดิฉันชื่นชมมากนะคะ จากที่กล่าวมาแล้วใน ๓ วิธีนี้ เราวางมาตรการป้องกันการป้องกันประพฤติมิชอบอย่าง มีประสิทธิภาพทั้งภาครัฐแล้วก็ภาคเอกชน มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจนดิฉันเชื่อว่า หลายคนมีความกริ่งเกรงว่าการขับเคลื่อนการทํางานของภาครัฐจะไม่สามารถดําเนินการ ให้เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าหากไม่มีการวางออกแบบหรือเขียนกลไกในการดําเนินงาน ของภาครัฐให้สอดคล้องกับกระบวนการตรวจสอบใหม่ ๆ ทั้งหลายนี้ให้มันสอดคล้องกันไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้ภาครัฐสามารถดําเนินการได้มีประสิทธิภาพสูงสุดสมตามเจตนารมณ์ ในรัฐธรรมนูญนี้ด้วยนะคะ

นอกจากนี้ดิฉันมีข้อคิดเห็นในรัฐธรรมนูญอีก ๒ มาตรา คือ มาตรา ๖๓ ที่เขียนว่า ชุมชนย่อมมีสิทธิปกป้องฟื้นฟูอนุรักษ์สืบสาน ตรงประโยคตอนท้ายซึ่งเป็นสิ่งที่ แปลกเข้ามาจากที่ดิฉันเคยอ่านในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ คือการเขียนว่า ชุมชน ย่อมมีสิทธิปกป้องฟื้นฟูอนุรักษ์สืบสานและพัฒนาขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาอันดีงามของชุมชนท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วม ในการจัดการบํารุงรักษา ตรงนี้ค่ะ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรม ขีดเส้นใต้ รวมทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรม และทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน ดิฉันคุ้นเคยกับความหลากหลายทางชีวภาพนะคะ เข้าใจว่าการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืนคืออะไร แต่ไม่แน่ใจว่าในมิติตรงนี้ที่มาพูดถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ให้มีการใช้อย่างสมดุล และยั่งยืนนี้หมายความอย่างไรนะคะ บางทีท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญท่านอาจจะ ชี้แจงได้ว่าการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเอามาใช้ในการอนุรักษ์ปกป้อง ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติหรือเปล่า อย่างเช่นภูมิปัญญาชาวบ้านในการเอาต้นไม้มาบวช เอาไว้บอกว่าห้ามตัด ห้ามทําลาย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าจะเข้าใจได้ว่านั่นคือความหลากหลาย ทางวัฒนธรรมที่นํามาใช้ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ว่าเอามา ใช้ประโยชน์ในเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างสมดุลและยั่งยืน ดิฉันคิดว่าบางทีควรจะแยกประโยชน์ตรงนี้ออกจากกันนะคะ จะทําให้ ไม่ต้องมาตีความว่าตรงนี้หมายถึงอะไร ดิฉันเข้าใจเจตนาของท่าน แต่ว่าอาจจะเกิด การตีความขึ้นมาได้นะคะ น่าจะเขียนแยกออกจากกันว่ามีการใช้ประโยชน์ความหลากหลาย ทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน อันนี้เป็นศัพท์ทางเทคนิคทางวิชาการซึ่งอนุสัญญาว่าด้วย ความหลากหลายทางชีวภาพเขียนเอาไว้ในทุกที่ทุกแห่งที่พูดถึงว่าความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นสมบัติของชาติ ของโลกที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์และมีการแบ่งปันกัน อย่างทั่วถึงเป็นธรรม เพราะฉะนั้นบางทีถ้าสลับที่ได้หน่อยก็อาจจะทําให้ความสับสนน้อยลง

ส่วนในมาตรา ๖๔ ดิฉันเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เห็น ในเจตนารมณ์ท่านเขียนว่าเหมือนเดิมทุกประการ แต่ดิฉันอ่านแล้วไม่เหมือน เริ่มต้นด้วยสิทธิ ของพลเมืองที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นธรรม ดิฉันเปรียบกับปี ๒๕๕๐ เริ่มต้นด้วยสิทธิ ของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บํารุงรักษาและการได้ประโยชน์ ตรงนี้คือประเด็นที่ดิฉันจะย้ําว่าท่านทิ้งคําว่า อนุรักษ์ บํารุงรักษา ไป ท่านเริ่มต้นโดยการปล่อยว่า สิทธิพลเมืองน่าจะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการได้ประโยชน์ มันจะดูเหมือนกับว่า เราตั้งใจจะได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติมากไปหรือเปล่า การอนุรักษ์ การบํารุงรักษา หายไปที่ไหนคะ เพราะจริง ๆ นั้นในหลักการจัดการทรัพยากรธรรมชาติมันต้องมีอยู่ ๔ อย่าง คือ ๑. การสงวนรักษา ซึ่งภาษาอังกฤษเราใช้ว่าพรีเซอร์เวชัน (Preservation) คือการเก็บรักษา เอาไว้ไม่แตะต้องเพื่อเก็บไว้เป็นพื้นที่คุ้มครอง เป็นพื้นที่ที่มีความสําคัญต่อระบบนิเวศน์มาก เช่นพื้นที่แหล่งต้นน้ําลําธารซึ่งเราจะต้องสงวนรักษาไว้ห้ามใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด เป็นต้น ในส่วนนี้จะต้องมีค่ะ ถ้าจะไม่พูดถึงนี่ดิฉันเกรงว่าอีกหน่อยพื้นที่ป่าต้นน้ําลําธารก็คงจะมีคน ขอเข้าไปใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมเช่นเดียวกัน การอนุรักษ์หรือคอนเซอร์เวชัน (Conservation) คือการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด ตรงนี้ดิฉันไม่ขัดข้องที่ท่านจะนํามาใช้ โดยชุมชน แต่ต้องใช้อย่างชาญฉลาดไม่ใช่ใช้อย่างทําลายหรือแบบทําลายให้มันหมดไป

แล้วประเด็นที่ ๓ ที่จะต้องมีอยู่ด้วยก็คือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งตรงนี้เราก็พยายามทําอยู่แล้วคือให้ประชาชน พลเมืองเป็นใหญ่ ช่วยกันในการดูแลรักษา เป็นเจ้าของทรัพยากรไม่ให้รู้สึกว่าชุมชนใดเป็นเจ้าของทรัพยากรตรงข้าง ๆ ของตนแต่เพียง กลุ่มเดียว เพราะดิฉันเชื่อว่าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นสมบัติของคนทั้งประเทศ ทั้งชาติ ทั้งกี่สิบล้านคนที่จะมีขึ้นในอนาคตทุกคนมีสิทธิเท่ากัน แล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง ก็คือในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติคือความยั่งยืนหรือซัสเทนอะบิลิที (Sustainability) การจัดการดูแลรักษาใช้ประโยชน์จะต้องคํานึงถึงความอยู่ยั่งยืนตลอดไป ให้มันมีใช้ได้ อย่างยั่งยืนด้วยนะคะ ไม่ใช่ว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา ถึงแม้ในอดีตเราจะพบว่ามีการกีดกัน ผู้เสียโอกาสไม่ให้เข้าไปใช้ประโยชน์ได้เหมือนกับคนที่มีโอกาสตามข่าวที่เราเห็นอยู่ ในหน้าหนังสือพิมพ์ในขณะนี้ ดิฉันก็เห็นด้วยว่ามันควรจะมีวางกฎเกณฑ์ให้ทุกคนเข้าถึง แต่ขณะเดียวกันท่านก็ต้องดูว่าความเป็นธรรมหมายถึงอะไร ถ้าท่านเขียนว่าให้มีการใช้ประโยชน์ ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นธรรม ท่านต้องอธิบายได้ว่า อย่างเป็นธรรมในที่นี้หมายถึงอย่างไร หมายถึงประชากรไทย ๗๐ ล้านคน ทุกคนมีสิทธิใช้ เท่ากันหมดหรือไม่ หรือว่าเฉพาะชุมชนที่อยู่ใกล้กับป่า ชุมชนตรงนั้นมีสิทธิมากกว่าคนอื่น แล้วคนที่อยู่แดนไกลจะใช้ในแง่ไหนอย่างไร เพราะฉะนั้นท่านต้องอธิบายตรงนี้ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการตีความหรือการฟ้องร้องกันเรื่องการใช้อย่างไม่เป็นธรรม

ในมาตรา ๖๔ วรรคสอง ดิฉันติดใจตรงที่เมื่อกี้หลายท่านอภิปรายไปแล้วว่า โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงนี้จะกระทําไม่ได้เว้นแต่จะได้ดําเนินการจัดทํารายงาน ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนโดยบุคคลซึ่งมิได้ มีส่วนได้เสีย นี่คือศัพท์ที่เราใส่เข้ามาใหม่ ดิฉันเข้าใจเจตนาของท่าน ท่านเขียนเอาไว้ชัดเจน บุคคลซึ่งมิได้มีส่วนได้เสีย ซึ่งดิฉันพยายามมองจินตนาการ ดิฉันเป็นประธานอนุกรรมาธิการปรับปรุงระบบอีไอเอ ก็พยายามหาวิธีว่าทําอย่างไรให้การจัดทําอีไอเอโดยผู้ที่มิได้มีส่วนได้เสีย แต่จากการสอบถาม ไม่ว่าท่านจะหาวิธี จะเขียนอย่างไร การจะฮั้วกัน การจะมีส่วนได้เสียกัน ผู้ที่มีความสามารถ ทั้งหลายก็ทําได้ทั้งนั้นค่ะ หมายถึงว่าผู้ประกอบการเขาสามารถมีหนทางที่จะไปติดต่อกับคน ที่เราเลือกมาจากคนกลางให้ไปทําโดยวิธีอื่นก็ได้ ไม่ใช่สิ่งเกินวิสัยที่เขาจะทําได้เลยค่ะ เพราะฉะนั้นการเขียนอย่างนี้ดิฉันคิดว่ามันทําให้เกิดความยุ่งยากในทางปฏิบัติและอาจจะมี ความรับผิดชอบเรื่องการทํางานไม่ทันหรือว่าคุณภาพไม่ได้ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบในส่วนนั้น ตามมา ดิฉันเสนอว่าเหมือนที่ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนามท่านเกษมสันต์พูดมาตั้งแต่ตอนแรกว่า ทําไมเราไม่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ตอนโปรเจกท์ ฟอร์มูเลชัน (Project formulation) เลย พอจะทําโครงการนี้ลงไปถามชาวบ้าน คนในพื้นที่กับคนรอบนอกเลยว่า รัฐบาลจะทําโครงการนี้ตรงนี้นะ จะมีท่าเรือน้ําลึก ท่านเห็นด้วยไหม จะเอาหรือไม่ อย่างไร ท่านอยากเห็นโครงการเป็นอย่างไร ถ้าประชาชนบอกว่าไม่เอาตรงนี้ ไม่ต้องการให้มีท่าเรือ เพราะมันมีปะการัง จะทําเป็นที่อะไรนี่ เราก็ตกลงกันว่าตกลงทําตามนี้ ก็ไม่ต้องไปทําอีไอเอ ก็ทําตามที่ชาวบ้านเขาเห็นชอบ ถ้าอย่างนั้นวิธีนี้ไม่ดีกว่าหรือคะ ทําไมต้องไปหาคนที่ไม่มี ส่วนได้เสียมาจัดทําอีไอเอให้มันยุ่งยากในทางปฏิบัติแล้วก็ปัญหาตามมาเยอะ ดิฉันขอเสนอว่า เราน่าจะเขียนว่าการจัดทํารายงานการประเมินผลกระทบของโครงการที่มีผลกระทบอย่างรุนแรง ให้อยู่บนฐานข้อมูลที่ถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ โดยประชาชนผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วม ในกระบวนการศึกษาตั้งแต่เริ่มต้น และมีการพิจารณารายงานผลกระทบโดยผู้ที่มีความรู้และ มีความเป็นอิสระ นอกจากนี้ให้มีการลงโทษผู้กระทําผิดอย่างเข้มงวด แต่มันจะตรงประเด็น กว่าไหมคะ ดีกว่าเราไปสร้างกฎเกณฑ์เงื่อนไขใหม่ซึ่งยังไม่รู้เลยว่าถ้าหน่วยงานกลางที่รับทํา อีไอเอแล้วมันไม่มีความเป็นอิสระจริง แล้วท่านจะต้องไปแก้โดยการเขียนอะไรต่อไปอีก จะต้องตามแก้กันไปอีกถึงไหน เราเอาหลักการง่าย ๆ คือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกํากับ ดูแลตั้งแต่ต้น ใครทําก็ได้ แต่ประชาชนนั่งดูอยู่ ประชาชนคอยฟ้อง คอยจัดการอยู่ มันก็คง ต้องอยู่บนพื้นฐานนั้นค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ