นิพนธ์ เสนอแก้ รธน. ยกเลิกมาตรา ๔๘-๕๐ คุ้มครองเสรีภาพสื่อและวิชาการ

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

นิพนธ์ นาคสมภพ เสนอความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญโดยชื่นชมการบรรจุสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน แต่เสนอให้ไม่รวมประเด็นเทคโนโลยีเนื่องจากเป็นอนาคตที่คาดการณ์ไม่ได้ และเรียกร้องให้หยิบยกปัญหาอื่นๆ ที่ยังไม่มีโอกาสอภิปรายเพิ่มเติม นิพนธ์ นาคสมภพ เสนอว่ามาตรา ๔๘ ที่ห้ามการครองสิทธิข้ามสื่อเป็นกฎหมายล้าสมัยที่ไม่สอดคล้องกับบริบทเทคโนโลยีปัจจุบันและกลไกตลาดเสรี จึงควรยกเลิกหรือแก้ไขโดยอาศัยมาตรการกำกับดูแลที่มีอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญแทน และเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๕๐ โดยตัดคำว่า "องค์กรหนึ่ง" เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตจากการรวมตัวของผู้กำหนดกติกา ผู้ปฏิบัติ และผู้ประเมินผลในหน่วยงานเดียว พร้อมเสนอคุ้มครองเสรีภาพทางวิชาการตามมาตร ๕๑ ให้ครอบคลุมการเก็บข้อมูลวิจัยในสนามจริงที่เสี่ยงต่อการถูกทำร้ายหรือห้ามไม่ให้ดำเนินการ

นายนิพนธ์ นาคสมภพ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นิพนธ์ นาคสมภพ สมาชิกสภาปฏิรูปหมายเลข ๑๑๓ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญเป็นอย่างยิ่งที่ได้บรรจุสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งเป็นเรื่องของส่วนใหญ่ ที่เราได้พูดกันนะครับ แต่อย่างไรก็ดีผมเห็นว่ายังมีบางเรื่องเช่นเรื่องของเทคโนโลยีที่เป็นเรื่อง ของอนาคต เป็นพัฒนาการที่รวดเร็ว เป็นเรื่องที่ไม่ควรนํามาบรรจุไว้ เพราะว่าเราคาดการณ์ไม่ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีบางเรื่องที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ไม่ค่อยได้หยิบยกมาอภิปรายนะครับ ผมจึงขออภิปรายแสดงความเห็นเฉพาะส่วนนี้นะครับ

ในมาตรา ๔๘ วรรคห้า ความว่าเจ้าของกิจการสื่อมวลชนต้องเป็นพลเมือง และเป็นพลเมืองไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนหรือผู้ถือหุ้นไม่ว่าจะโดยทางตรง หรือทางอ้อม หลายกิจการในลักษณะที่อาจจะมีผลเป็นการครอบงําหรือผูกขาดในการนําเสนอ ข้อมูลข่าวสารหรือความคิดเห็นต่อสังคม ท่านครับ การครองสิทธิข้ามสื่อไม่ได้กําหนดไว้ เฉพาะเจาะจงเป็นสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ สื่อเคเบิลทีวี (Cable TV) ภาพยนตร์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือเพลง วิดีโอเกม (Video Game) สื่อออนไลน์ (Online) เจ้าของสื่อมีมากกว่า ๒-๓ สื่อ ๓-๔ สื่อรวมกันนะครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าเขาต้องทําธุรกิจ ความจริง แนวคิดการครองสิทธิข้ามสื่อ วิทยุและโทรทัศน์เป็นแนวคิดของยุคตั้งแต่สงครามเย็น เพราะว่า ๒ สื่อนี้เป็นสื่อที่ประเทศมหาอํานาจได้นํามาเป็นยุทธปัจจัยเพื่อการส่งสาส์น ให้เข้าถึงประชาชนแล้วก็สร้างความเข้าใจ โน้มน้าว ครอบงําความคิดเห็นประชาชนทุกระดับ เพราะว่าสมัยนั้นประชาชนส่วนใหญ่อ่านหนังสือไม่ค่อยออก ประเทศไทยก็เหมือนกันครับ เป็นประเทศที่ถูกครอบงําด้วยการส่งสื่อวิทยุคลื่นสั้นเข้ามารบกวนเป็นภาษาไทย ทั้งโน้มน้าว ทั้งชวนเชื่อเพื่อต่อสู้กันระหว่างลัทธิทุนนิยมกับสังคมนิยม อันนี้เป็นเรื่องเก่ามากนะครับ มหาอํานาจบางประเทศถึงกับว่าจ้างรายการละครบางรายการในประเทศไทยให้แทรกแซง ความเชื่อถือต่อต้านลัทธิบางลัทธิ นั่นเป็นเรื่องเก่ามากครับ วันนั้นวิทยุมีอิทธิพลมาก ต่อความคิด ต่อความเชื่อถือของประชาชน ของคนไทยส่วนหนึ่ง วันนั้นอิทธิพลเป็นเรื่องที่ หลายคนรับไม่ได้ถึงได้มีกฎหมายของการครองสิทธิข้ามสื่อมาในหลายประเทศ วันนี้ผ่านไป กว่า ๔๐ ปีแล้วครับ วิทยุกระแสหลักเปิดเพิ่มมีถึง ๕๐๐ สถานีทั่วประเทศ แบ่งเป็นเอเอ็ม (AM) กับเอฟเอ็ม (FM) อย่างละ ๒๕๐ วิทยุเอฟเอ็มในยุคสื่อเสรีเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ๕ ปีที่แล้ว หรือ ๒ ปีที่แล้วนะครับ ได้เปิดกันมากถึง ๗,๐๐๐ คลื่น คลื่นความถี่นะครับ ในเมื่อเปิดกันมาก ก็แน่นอนบางคลื่นก็สามารถโน้มแน้วให้ประชาชนในท้องถิ่นลุกขึ้นมาต่อสู้กับความคิดและ เลยไปถึงก่อความรุนแรง ต้องยอมรับนะครับ วิทยุในช่วงที่ผ่านมาเป็นพลังหนุนให้เกิดความ รุนแรงจริง ๆ แต่ไม่ใช่เป็นเพราะการหลอมรวมสื่อ เป็นการใช้สื่อหนึ่งสื่อเดียว หรือสื่อโฆษณาชวนเชื่อบางสื่อ บางคลื่นเท่านั้น บางครั้งใช้เป็นรหัสในการระดมพลด้วยซ้ํา เป็นการครอบงําไม่ได้แปลว่าเป็นการครองสิทธิข้ามสื่อ ก่อนยุคหลอมรวมสื่อมีหลายประเทศ ไม่อนุญาตให้เจ้าของกิจการโทรทัศน์เป็นเจ้าของกิจการวิทยุ แต่ก็มีหลายประเทศให้ได้ ทั้งกิจการโทรทัศน์และวิทยุ แต่จํากัดจํานวนผู้รับสาส์นให้มากพอที่จะไม่สามารถโน้มน้าว และครอบงําประชาชนได้ ประเทศไทยมีความคิดตรงกันข้ามนะครับ การให้สัมปทานกิจการ โทรทัศน์ในยุคที่เป็นอนาล็อก (Analog) ที่ผ่านมาถ้ามีโทรทัศน์ ๑ ช่อง ต้องให้วิทยุ ๑ คลื่น มี ๔ ช่อง ได้ ๔ คลื่น ฉะนั้นเราจะเรียกว่าเป็นวิทยุแถมโทรทัศน์ด้วยนะครับ อันนี้คือ การหลอมรวมในเบื้องต้น ต่อมามีการหลอมรวมมากกว่านั้น มีทั้งออนไลน์นะครับ ออนไลน์ ไปหลอมรวมกับทั้งโทรทัศน์ วิทยุ แล้วก็หนังสือพิมพ์ งานวิจัยเรื่องการครองสิทธิข้ามสื่อ ในยุคของการหลอมรวมสื่อนี้ก็มีอยู่ เขียนไว้นะครับ ผมไปอ่านในบทคัดย่อเขียนไว้ว่า หนังสือพิมพ์และสื่อบันเทิงจํานวนมากข้ามสื่อไปทําโทรทัศน์ดาวเทียม แนวคิดห้ามครองสิทธิ ข้ามสื่อเป็นหลักการที่ดีแต่อาจจะใช้ไม่ได้กับประเทศไทย เนื่องจากเมืองไทยมีการทําธุรกิจ ข้ามสื่อมานานแล้ว มีสื่อและช่องทางการรับสาส์นหลากหลาย เมืองไทยยึดหลักการแข่งขัน ตามกลไกของตลาดเสรีและการครองที่ทําให้เกิดการผูกขาดและการกระจุกตัว และผลการกระทบ เชิงลบ งานวิจัยนั้นยังได้บอกอีกว่าแนวทางที่จะกํากับดูแลได้ก็คือจํากัดจํานวนการเป็น เจ้าของสื่อหลัก การส่งเสริมการกํากับดูแลกับสร้างพลังผู้บริโภคให้สื่อมีความเข้มแข็ง และการรู้เท่าทันสื่อ คําแนะนําดังกล่าวมีอยู่แล้วในส่วนต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การจํากัดจํานวนการเป็นเจ้าของสื่อที่เผยแพร่โดยความถี่ของชาติมีอยู่ในมาตรา ๕๐ นะครับ การส่งเสริมกํากับดูแลร่วมกันมีกําหนดไว้แล้วในมาตรา ๔๙ วรรคสี่ การสร้างพลังผู้บริโภคสื่อ ให้มีความเข้มแข็งก็มีกําหนดไว้แล้วในมาตรา ๖๐ สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ก็ได้ร่วมกับสถาบันอิศราก็ออกมาชี้นะครับว่าวันนี้ไม่จําเป็นต้องออกกฎหมายบังคับ เรื่องการครองสิทธิข้ามสื่อแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราติดตามเรื่องผลงานทางวิชาการ หรือว่าติดตามความคิดเห็นเหล่านี้ส่วนใหญ่นะครับ เรื่องของการครองสิทธิข้ามสื่อเป็นเรื่องของ กฎหมายที่ล้าสมัยนะครับ เขียนไว้ดีวิเศษอย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีอีก ๕ ปี ๑๐ ปีข้างหน้า ไม่ทันนะครับ ยิ่งเขียนไว้ยิ่งเป็นข้อจํากัดของความเจริญทางด้านเทคโนโลยีนะครับ ผมจึงเห็นว่า ไม่เหมาะกับการนํามาไว้ให้รกรุงรังในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๘ นะครับ ถ้าตัดออกได้ก็น่าจะ ตัดออกนะครับ ผมเชื่อว่าถ้าตัดออกแล้วประเทศก็ยังมีความมั่นคงอยู่นะครับ เพราะว่า ความมั่นคงเป็นเรื่องของการจํากัดการให้เจ้าของหรือผู้ถือหุ้น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในกิจการสื่อมวลชนต้องมีข้อจํากัดว่าไม่ให้เข้าถึงประชาชนได้มากกว่าที่กฎหมายกําหนด เช่น ไม่ให้เกินร้อยละ ๓๐ ไม่ให้เกินร้อยละ ๔๐ ไม่ให้เกินร้อยละ ๕๐ แต่ขณะนี้สื่อที่เข้าถึง ประชาชนได้มากที่สุดก็เข้าไม่ถึงเกินร้อยละ ๑๐ ในแต่ละสื่อนะครับ ๒-๓ สื่อรวมกันไม่เกิน ๓๐ ไม่เหมือนสมัยก่อนละครเรื่องเดียว ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ เดี๋ยวนี้ไม่ถึงแล้วครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่จําเป็นนะครับ ดังนั้นจึงขอให้ยกเลิกมาตรา ๔๘ วรรคห้าออก และถ้ายังห่วง เรื่องที่จะเป็นสาระของเรื่องนี้ ของเรื่องความมั่นคงก็ต้องเพิ่มการจํากัดสัดส่วนผู้รับสาส์น แต่ละภูมิทัศน์สื่อครับ

เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากเสนอคือมาตรา ๕๐ วรรคสองนะครับ เรื่องของการ ให้องค์กรของรัฐองค์กรหนึ่งทําหน้าที่เป็นองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ คําว่า องค์กรหนึ่ง ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่มีนะครับ แต่มีปรากฏอยู่ในพุทธศักราช ๒๕๕๐ การที่มีองค์กรหนึ่ง ณ ขณะนี้เราก็มีองค์กรหนึ่งขึ้นมาจริง ๆ แล้วก็ทําหน้าที่นี้ แต่จากการตามรับฟังความคิดเห็น ขององค์กรอิสระหรือกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กสทช. นี่นะครับ มีความเห็น หลากหลายมาก จากหลายมุมมองมากนะครับ ปัญหาเหล่านั้นคือปัญหาของการที่มีองค์กรเดียว แล้วมีปัญหานะครับ เมื่อมีปัญหา เรามาดูว่ามีปัญหาอะไรบ้าง บังเอิญผู้กําหนดกติกา ผู้ปฏิบัติ ตามกติกาและผู้ติดตามประเมินผลมาอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้นมันถึงเป็นช่องทางที่ทําให้เกิด การทุจริตได้ง่าย ผมไม่ได้แปลว่า กสทช. ทุจริตนะครับ แต่มันเป็นช่องทางที่กําหนดได้ง่าย เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มีคําว่า องค์กรหนึ่ง เราอาจจะมีองค์กรเดียวก็ได้ เราอาจจะมีหลาย องค์กรก็ได้ แล้วก็ผู้ติดตามและประเมินผลก็อาจจะมีอิสระในการทํางานของเขานะครับ เพราะฉะนั้นถ้าตัดคําว่า องค์กรหนึ่ง ออกก็จะทําให้มาตรา ๕๐ เป็นมาตราที่ค่อนข้าง จะสมบูรณ์ทีเดียวนะครับ

เรื่องที่ ๓ เป็นมาตรา ๕๑ เสรีภาพในทางวิชาการย่อมได้รับการคุ้มครอง เขียนไว้ดีหมดเลยครับ ขาดอยู่อย่างเดียว ปัญหาที่เราพบ วันเลือกตั้ง เราส่งคนออกไปเก็บข้อมูล เชื่อไหมครับ ในการเก็บข้อมูลบางที่ถูกทําร้าย คนเก็บข้อมูลถูกทําร้าย บางที่คนเก็บข้อมูล ถูกห้ามไม่ให้เก็บ ทําไมครับ ขออีก ๑ นาที เมื่อเก็บข้อมูลแล้วจะทําให้เขาสามารถจะล่วงรู้ ได้ว่าในแต่ละที่ ในแต่ละแห่งสามารถที่จะมีตัวเลขจริงของคะแนนเสียงเท่าไร ตัวเลขปลอม เท่าไร เพราะฉะนั้นอันนี้ต้องคุ้มครองครับ ต้องคุ้มครองตรงนี้ไว้ครับว่าให้มีการเก็บข้อมูล การวิจัยในสนามจริง ต้องได้รับความคุ้มครองด้วย ขอบพระคุณครับ