สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

ประภาภัทร นิยม หารือเรื่องสิทธิในการศึกษา โดยเฉพาะมาตรา ๕๒ ของรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิพลเมืองในการได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเสนอแนะว่าควรปฏิรูปการศึกษา โดยการกระจายอำนาจการจัดการศึกษา ระบบการเงิน และระบบการบริหารวิชาการ เพื่อให้การศึกษามีคุณภาพและหลากหลาย

นางประภาภัทร นิยม

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ประภาภัทร นิยม ดิฉันขอโอกาสที่ประชุมที่จะได้นําเสนอความคิดเห็นบางเรื่องในภาค ๑ หมวด ๒ ของร่างรัฐธรรมนูญนี้นะคะ ในเรื่องของสิทธิพลเมือง ดิฉันอยากจะได้ลงไปที่ประเด็นของ มาตรา ๕๒ ซึ่งอยากจะกราบเรียนต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะคะว่า ในภาพรวมทั้งหมดก่อนที่จะเข้าไปในมาตรา ๕๒ ดิฉันขอแสดงความชื่นชมท่านอย่างยิ่ง โดยเฉพาะถ้ามองจากมุมมองเรื่องของกรรมาธิการด้านการศึกษา เราจะเห็นว่าในมาตราต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างได้บรรจุหรือตราเอาไว้ในหลาย ๆ มาตรา มีความเปลี่ยนแปลง ในเรื่องของการศึกษาค่อนข้างเห็นชัดเจนมากนะคะ ซึ่งอันนี้ดิฉันต้องขอแสดงความชื่นชม แล้วก็ขอบคุณกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่ท่านได้ให้ความเอาใจใส่ในเรื่องนี้ เป็นอย่างดียิ่ง อย่างไรก็ดีมันยังมีภาพบางอย่าง ยกตัวอย่างในมาตรา ๕๒ ที่เป็นเรื่องของสิทธิ ในการได้รับการศึกษาที่ได้เขียนเอาไว้ว่า พลเมืองย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกัน ในการรับการศึกษา ที่มีคุณภาพและหลากหลายอย่างทั่วถึงนี้นะคะ เพื่อการพัฒนาตนเอง ที่สอดคล้อง กับวัฒนธรรมท้องถิ่น ความถนัด และศักยภาพของแต่ละบุคคลตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึง ระดับมัธยมศึกษา ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ แล้วก็มีคําวลีหนึ่งที่ว่า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นี้ค่ะ ในวลีนี้มีความสําคัญมากเลยนะคะ วลีนี้เคยถูกบรรจุไว้ตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นะคะ ซึ่งดิฉันก็เข้าใจว่าเป็นเจตนารมณ์ที่ดีอย่างหนึ่งของรัฐธรรมนูญที่จะ พูดถึงการที่ประชาชนหรือว่าบุคคลย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ว่าเรื่องมันเป็นอย่างนี้นะคะ คือในสังคมไทยเราไม่ใช่รัฐสวัสดิการ คือโครงสร้างในการ ใช้งบประมาณต่าง ๆ ของเราไม่ได้เป็นรัฐสวัสดิการ เพราะฉะนั้นในการที่ท่านจะจัดการศึกษา ให้กับทุกคน ทุกระดับ ทุกวัย ทุกคุณภาพ โดยที่ผู้รับการศึกษาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อันนี้ มันไม่เคยเป็นไปได้อย่างนั้นนะคะ สิ่งที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่ปรากฏขึ้นจากการที่มีวลีนี้อยู่ ในรัฐธรรมนูญนี้ มันเป็นอย่างนี้ คือว่าปรากฏการณ์มันเกิดขึ้นว่า แต่เดิมรัฐเป็น ผู้จัดการศึกษาแต่ผู้เดียวด้วย แล้วก็เป็นผู้ซื้อแต่ผู้เดียว เพราะฉะนั้นมันไม่เกิดกลไก ในการแข่งขันเชิงคุณภาพขึ้น อันนี้มันเป็นจุดที่เราอาจจะมองข้ามไปนะคะ แล้วก็ เป็นการที่ทําให้เกิดความอ่อนแอในเรื่องของคุณภาพโดยไม่รู้ตัว เพราะในเมื่อไม่มี การแข่งขันเกิดขึ้นรัฐซึ่งเป็นผู้จัดจะจัดอย่างไร ตัวเองก็เป็นผู้ซื้อซึ่งถ้าหากว่ากลไกระบบบริหาร อื่น ๆ เช่น บริหารบุคคลหรือบริหารด้านวิชาการอ่อนแอลงนี้นะคะ ทั้งหมดก็จะทรุดลงทั่วกัน ทั้งหมดเลยนะคะ ทั้งประเทศพร้อมกันเลย แล้วก็โอกาสที่จะหาจุดตั้งต้นที่จะมีความเข้มแข็ง เพื่อที่จะยืนขึ้นอีกครั้งหนึ่งนี้ ยากมากเลยค่ะเพราะฉะนั้นในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา ครั้งนี้นะคะ เราพยายามที่จะเน้นปฏิรูปใน ๓ ระบบ คือระบบการกระจายอํานาจการจัดการศึกษา แล้วก็ระบบการกระจายเรื่องของการเงิน การคลังเพื่อการศึกษา แล้วก็ระบบการกระจาย การบริหารวิชาการนะคะ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการกระจายงบประมาณ การเงิน ทรัพยากร เพื่อการศึกษาเป็นหนึ่งใน ๓ หลักของการปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้ ซึ่งตรงนี้ได้บรรจุอยู่ใน มาตรา ๒๘๖ เช่นกันนะคะ ข้อความมันจึงจะต่างกันจากที่อยู่ในมาตรา ๕๒ ในมาตรา ๒๘๖ นี้ ระบุไว้ว่ามีการจัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัวโดยตรงแก่ผู้เรียนทุกคนอย่างพอเพียง ตามความจําเป็น และเหมาะสมของผู้เรียนนะคะ สําหรับการศึกษาระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษาทั้งการศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ เพราะฉะนั้นข้อความในมาตรา ๒๘๖ (๒) จึงค่อนข้างจะเป็นแนวทางของการปฏิรูปที่ชัดกว่า แล้วถ้าหากว่า ๒ วลีนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญเดียวกัน มันก็จะเกิดความขัดแย้งกันพอสมควร ทีเดียวนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า คําว่า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ก็อาจจะถูกตีความ แล้วก็ทําให้มิติของเรื่องของการศึกษายังกลายเป็นเรื่องของผู้รับแล้วก็ผู้จัดแต่เพียงผู้เดียว และผู้รับไม่จําเป็นที่จะต้องดูแลเรื่องของการลงทุนเพื่อการศึกษาเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ ดิฉันก็คิดว่าเราคงจะลองดูว่าผลกระทบ ถ้าหากว่ายังเขียนเช่นนี้ต่อไปอะไรจะเกิดตามมา อย่างเช่นเราไม่สนับสนุนให้เกิดผู้ลงทุนทางด้านการศึกษาขึ้นเพราะว่าเราไม่มีผู้ซื้อ ตรงนี้สิ่งที่ เกิดขึ้นแล้วก็คือว่าเมื่อสถานศึกษาใดก็ตามได้รับเงินค่าอุดหนุนรายหัวของผู้เรียนจากรัฐแล้ว ห้ามเก็บค่าเล่าเรียนอีก ตรงนี้ก็หมายความว่าในการพัฒนาเชิงคุณภาพซึ่งต้องลงทุนค่อนข้างสูง จะมีข้อจํากัดทันที แล้วก็สถานศึกษาเอกชนหลาย ๆ แห่งอยู่ยาก พากันปิดไปเป็นจํานวนมาก เพราะว่าสู้ไม่ไหวในภาวะเช่นนี้ รวมทั้งการที่เราไม่สนับสนุนให้มีการลงทุนทางด้านการศึกษา โดยผู้จัดที่หลากหลายที่ผ่านมาด้วยนี่นะคะ ก็ยิ่งเป็นการดึงเอาบุคลากรดี ๆ จากสถานศึกษา เอกชนไปอยู่ภาครัฐอีกด้วยเช่นกัน ก็เหมือนกับว่าเราไม่ได้ไปเสริมความเข้มแข็งให้กับ การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ แล้วก็ไม่ได้ไปสร้างความสมดุลของอํานาจผู้ซื้อกับอํานาจ ผู้ให้บริการ อันนี้ดิฉันคิดว่ามันเป็นความซับซ้อนอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วเราต้องดูโครงสร้าง ในภาพรวมของประเทศว่ารัฐไม่มีความสามารถที่แท้จริงที่จะไปอุดหนุนการศึกษาโดยไม่เก็บ ค่าใช้จ่ายเลยให้เกิดคุณภาพได้ในทุกระดับเป็นไปได้ยากมาก เรายังต้องการผู้มีส่วนร่วม ในการลงทุนเพื่อการศึกษาอีกเป็นจํานวนมาก ดิฉันจึงคิดว่าอาจจะไม่จําเป็นที่จะต้องใช้วลี คําว่า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ท่านอาจจะใช้วลีอื่นก็ได้ที่จะเป็นการกระตุ้นอินเซนทีฟ (Incentive) ในการที่จะให้เกิดการแข่งขันเชิงคุณภาพทางด้านการศึกษาขึ้นนะคะ

แล้วก็อีกประการหนึ่งในมาตรา ๕๒ เช่นกัน ที่เขียนถึงว่าพลเมืองย่อมมีสิทธิ เท่าเทียมกันในการรับการศึกษาที่มีคุณภาพและหลากหลาย ในมุมมองอีกมุมหนึ่งถ้าหากเรา มองในแง่ของการกระจายอํานาจการจัดการศึกษา ประชาชนหรือพลเมืองก็ย่อมมีสิทธิ ที่จะจัดการศึกษาด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราระบุสิทธิตรงนี้ไว้ด้วย ดิฉันว่าก็จะเป็นเรื่องที่ดี แล้วก็เปิดทางให้กับการปฏิรูปการศึกษาง่ายขึ้น ก็ขอนําเรียนกรรมาธิการไว้ ๒ ประเด็นหลัก ๆ เท่านี้นะคะ ขอขอบพระคุณค่ะ