สุจิต เสนอแนวทางสร้างการเมืองใสสะอาด

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

สุจิต บุญบงการ หารือถึงหลักการการเมืองที่ใสสะอาดตามรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำว่าระบบรัฐสภาต้องสอดคล้องกับบริบททางการเมืองและวัฒนธรรมไทย เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557 เช่น อำนาจผู้นำที่มากเกินไปและการคอร์รัปชัน สุจิต บุญบงการ เสนอแนวทางคัดเลือกผู้นำที่ดีโดยกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในระบอบประชาธิปไตย พร้อมหารือเรื่องการควบคุมและประสิทธิภาพในการเลือกตั้ง โดยเสนอให้อำนาจ กกต. ดูแลกระบวนการทั้งหมด และเน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาทุจริตซื้อเสียงต้องอาศัยทั้งระบบกฎหมายและการสร้างแนวคิดใหม่ให้ประชาชนตระหนักถึงสิทธิในการใช้อำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง

ศาสตราจารย์สุจิต บุญบงการ กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพและท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่มีเกียรติทุกท่านนะครับ ผม สุจิต บุญบงการ ในฐานะที่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ ๓ ได้รับมอบหมายจาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อาจารย์บวรศักดิ์ให้มาขยายความเพิ่มเติม ในภาคที่ ๒ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองใสสะอาดแล้วก็การสร้างความสมดุลระหว่างสภา ระหว่างสถาบันทางการเมืองทั้งหลาย แล้วก็นักการเมืองกับการเมืองภาคประชาชนนะครับ ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มีความสําคัญค่อนข้างจะสูง เพราะเนื่องจากว่า เป็นเรื่องหลักของการบริหารของการปกครองชาติบ้านเมืองของเรา ดังนั้นจึงมีเนื้อหาสาระ อันเป็นที่สนใจของท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วก็รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมืองเช่น พรรคการเมือง อดีตนักการเมือง แล้วก็ผู้นําทางการเมืองตลอดจนประชาชนทั้งหลาย ในการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจะให้ได้มา ซึ่งการเมืองที่ใสสะอาดและมีความสมดุลอันเป็นหลักสําคัญของรัฐธรรมนูญที่เรายกร่างกัน ในวันนี้นะครับท่านผู้มีเกียรติ ก็อยากจะขอกล่าวย้ําว่าเราได้มาชี้แจงแล้วก็ปรึกษาหารือ กับท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งหนึ่งแล้วก่อนที่เราจะยกร่างในรายละเอียด ก็คือ เมื่อเราได้มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการจัดทํากรอบในส่วนของภาคนี้ ซึ่งจะเป็นภาค ของการได้มาซึ่งผู้นําและผู้แทนที่ดี การได้มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี แล้วก็การสร้างความสมดุลแห่งอํานาจระหว่างสถาบันที่เกี่ยวข้องนั้น ก็ได้มีการมารับฟังความคิดเห็นจากพวกท่าน ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่มีเกียรติ แล้วเราก็นําเอาความคิดเห็นเหล่านั้นมาปรับใช้กับการยกร่างของเรา ซึ่งเราก็ได้ทํามา อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ แล้วก็มีนาคม เป็นเวลา ๓-๔ เดือน แล้วก็ในคณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเราก็ได้รับความกรุณาจากท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติหลายท่านที่ยอมสละเวลาเข้ามาช่วยเราในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ด้วย รวมทั้งโดยที่ไม่นับท่านสมาชิกสภาปฏิรูปที่เป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เราก็ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านสมาชิกบางท่านที่มีความเห็นอยากจะเข้ามาช่วยนะครับ ดังนั้นในการดําเนินการยกร่างครั้งนี้ก็เรียกได้ว่าเราได้พยายามรับฟังความคิดเห็น ของหน่วยงานต่าง ๆ ของบุคคลต่าง ๆ แล้วก็นํามาสังเคราะห์แล้วก็มาอภิปราย มาพูดจากัน ในคณะอนุกรรมาธิการ แล้วก็นําข้อมติของคณะอนุกรรมาธิการมาสู่การพิจารณาของ คณะกรรมาธิการยกร่างอีกครั้งหนึ่งนะครับ เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งตัวร่างรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ขึ้น และในขณะเดียวกันในการมีมติที่ออกมาเป็นรูปร่างของร่างรัฐธรรมนูญในฉบับสมบูรณ์ ที่ท่านเห็นนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นความสมบูรณ์ที่มันไม่มีการปรับปรุงแก้ไขนะครับ วันนี้แล้วก็ในช่วงเวลาอีก ๑๐ วัน แล้วก็ในอีกระยะเวลาในอาทิตย์ต่อ ๆ มาการรับฟัง ความคิดเห็นจากท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติก็จะเป็นส่วนสําคัญในการที่เราจะนํามา ปรับปรุง แก้ไข ให้มีความเหมาะสมมากขึ้นนะครับ อันนี้เราก็หวังว่าจะได้รับข้อคิดเห็น แล้วก็ข้อแก้ไขที่จะเป็นประโยชน์ต่อการยกร่างของคณะกรรมาธิการต่อไป ผมอยากจะสรุปสั้น ๆ ให้เห็นขยายความว่าในการสร้างการเมืองที่ใสสะอาดแล้วก็ความสมดุลนั้นเรายึดหลัก อะไรบ้างที่เป็นหลักสําคัญ

หลักแรกก็คือว่าเราถือว่าการเมืองที่ใสสะอาดตามรัฐธรรมนูญนั้นจะต้อง เป็นการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อันนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้วในสังคมไทย โดยไม่ต้องมีการมาชี้แจงอะไรเพิ่มเติมครับ เป็นเรื่องของประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ทีนี้ประเด็นที่ มีการพูดจากันมากก็คือว่าระบบรัฐสภาที่เรานํามาใช้นั้นเรายอมรับว่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพทางการเมือง หรือว่าทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ที่เปลี่ยนแปลงไป ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้กล่าวนําในตอนเริ่มต้นแล้วว่า จริง ๆ แล้วเรื่องของการปกครอง เรื่องของการเลือกตั้ง เรื่องของบทบัญญัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับสถาบันทางการเมืองนั้นใช่ว่าเราจะคิดเองทั้งหมดนะครับ มันก็เป็นการประสานแนวความคิด ของประเทศต่าง ๆ ดังนั้นเราไม่สามารถจะตัดขาดได้จากความคิดที่มันมีมาก่อนหน้านั้น เช่นเป็นต้นว่าในระบบรัฐสภานั้นประเทศที่เป็นตัวอย่างแล้วก็มักจะมีการนํามาอ้างอิง กันอยู่เสมอ ๆ แล้วเราก็เอามาใช้เป็นตัวอย่างในการยกร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ก็คงจะไม่แคล้วเรื่องของระบบรัฐสภาที่ใช้อยู่ในอังกฤษ เพราะเนื่องจากว่าอังกฤษนั้น มีการปกครองในระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ดังนั้นก็อาจจะเข้ากับ ประเทศไทยได้ดี แต่อย่างไรก็ตามเราไม่ได้หมายความว่าจะใช้ของต่างประเทศโดยไม่มี การปรับเปลี่ยน ดังนั้นวิธีการที่เราเอามาใช้นี้ก็ใช่ว่าจะเป็นระบบรัฐสภาแบบที่เราใช้ภาษา ที่เข้าใจกัน แม้ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษก็คือแบบคลาสสิค (Classic) หรือเป็นระบบรัฐสภา แบบเวสต์มินสเตอร์ (Westminster) ซึ่งหลายประเทศที่เป็นเมืองขึ้นเก่าของอังกฤษ นําเอาไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย แคนาดา หรือนิวซีแลนด์ แต่เราไม่ได้ นําเอารูปแบบนั้นมาใช้อย่างไม่มีการปรับเปลี่ยน ทีนี้ในกรณีของการนําเอามาใช้นั้นเรามีโจทย์ ที่จะต้องแก้ไขก็คือว่าเราจะต้องแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่มันเกิดขึ้นก่อนเดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นกรณีที่หลายคนตั้งข้อสังเกตไว้ว่ามันเป็นประเด็นที่ไม่อยากจะให้ มีการเกิดขึ้นอีกหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังร่างอยู่นี้ ก็คือการมีผู้นําที่มีอํานาจอยู่อย่างมากเกินไปแล้วก็ใช้อํานาจในทางที่มิชอบ โดยที่ใช้พรรค ที่ตนเองมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ทําให้เกิดปัญหาที่หลายท่านมองว่านําไปสู่ การปกครองแบบระบบพรรคเดียว แล้วก็การเมืองแบบเผด็จการทางรัฐสภาได้ นอกจากนั้น การขยายตัวของการใช้อํานาจที่มิชอบในทางการบริหารราชการบ้านเมือง จนกระทั่ง ก่อให้เกิดการขยายตัวของการใช้นโยบายที่ผิดพลาด นําความเสียหายมาสู่ระบบเศรษฐกิจ และการค้าของประเทศชาติ รวมทั้งการคอร์รัปชัน (Corruption) ที่มีการแพร่ขยายค่อนข้าง จะกว้างขวาง ผมเองก็ไม่อยากที่จะกล่าวย้ําตรงนี้ แต่อยากจะขออ้างถึงบ้างเล็กน้อย เท่านั้นเอง ทีนี้ประเด็นที่เราจะต้องแก้ไขที่จะนํามาใช้ในเรื่องที่ทําให้การเมืองใสสะอาดนั้น มันควรจะเป็นเช่นไร ก็จะเป็นเรื่องของ

ในประเด็นแรกก็คือเราจะต้องสามารถได้ผู้นําทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา คณะรัฐมนตรี รวมทั้งผู้บริหารในระดับท้องถิ่น เราต้องการจะได้ผู้นําทางการเมืองเหล่านี้เป็นผู้นําทางการเมืองที่ดี ซึ่งหมายรวมถึง ผู้ที่จะต้องเป็นผู้ที่มีประวัติแล้วก็มีพฤติกรรมที่ชัดเจนว่าเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมในการที่จะ มาเป็นผู้นําในระบอบตามรัฐธรรมนูญที่เรากําหนดขึ้นไว้ในอนาคตนี้ ก็คือยกตัวอย่าง ผมไม่สามารถจะกล่าวในรายละเอียดได้นะครับ อยู่ในบทบัญญัติในภาค ๒ ค่อนข้างจะชัดเจน ในมาตราต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะดํารงตําแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาแล้วก็ผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็รัฐมนตรี ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติครับ ก็อยากจะขอยกตัวอย่างสั้น ๆ ง่าย ๆ ให้เป็นที่ เข้าใจกันและเป็นสิ่งที่อาจจะมีการพูดขึ้นมาใหม่ อย่างเป็นต้นว่าจะต้องมีพฤติกรรมที่ไม่เคย หลีกเลี่ยงการเสียภาษี เช่นจะต้องมีการยื่นหลักฐานว่าตนเองนั้นเคยเสียภาษีย้อนหลัง ย้อนหลังให้เห็นว่าได้มีการเสียภาษีเป็นระยะเวลาจํานวนหนึ่งที่เราได้กําหนดไว้รัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อให้เห็นว่าเป็นพลเมืองที่ดี ไม่มีความพยายามที่จะเพิกเฉยต่อหน้าที่ที่ตนเองจะต้อง ดําเนินการ

อันที่ ๒ ก็คือจะต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยทําผิดทางอาญาแล้วก็ถึงขนาดถูกพิพากษา ถึงจําคุกแล้วก็ยังพ้นโทษมาแล้วไม่ถึง ๕ ปี อันนี้ก็เป็นจุดที่รู้สึกจะเป็นที่ยอมรับกัน ยกเว้น เป็นความผิดอันกระทําโดยประมาทหรือว่าเป็นความผิดโดยลหุโทษ อันนั้นก็ไม่เข้าข่ายตรงนี้ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างสั้น ๆ ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมถึงการที่ต้องการจะได้ผู้นําที่ดี

นอกจากนั้นแล้วยังมีบทบัญญัติในภาคนี้อีกจํานวนไม่น้อยที่พูดถึงคุณธรรม จริยธรรมที่จะต้องเป็นตัวกําหนดพฤติกรรมในการบริหารราชการของท่านเหล่านี้ว่า โดยภาพรวมภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ก็คือว่าจะต้องคํานึงถึงประโยชน์ส่วนรวมทั้งของประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นและระยะยาว โดยจะไม่คํานึงถึงประโยชน์ส่วนตัว ฉะนั้นในหมวด ที่ว่าด้วยผู้นําที่ดีซึ่งอยู่ในหมวดแรกของภาค ๒ เขียนไว้ชัดเจนว่าในการดําเนินงาน ในการ บริหารราชการบ้านเมืองนั้น ผู้นําเหล่านั้นจะต้องแยกให้ออกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน แล้วก็ผลประโยชน์ของประเทศชาติ และต้องให้ความสําคัญของผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ หรือผลประโยชน์ของประชาชนสําคัญกว่าอย่างอื่น นอกจากนั้นแล้วจะต้อง ประพฤติปฏิบัติตามจริยธรรม คุณธรรมที่สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติได้บัญญัติไว้ เพราะถ้า ท่านไม่ปฏิบัติตามคุณธรรมเหล่านั้น ท่านอาจจะถูกเสนอเรื่องให้ถอดถอนได้ อันนี้ก็เป็น มาตรการอีกอันหนึ่งที่จะเป็นการบังคับให้ท่านผู้นําเหล่านั้นจะต้องประพฤติปฏิบัติ เรายอมรับครับว่าในการเสริมสร้างคุณธรรมให้บุคคลทั้งหลายที่จะเข้ามาสู่วงการเมืองนั้น ไม่ใช่เป็นของง่าย เราจะไปสอนท่านทั้งหลายที่เป็นผู้ใหญ่แล้วให้เปลี่ยนพฤติกรรม ให้เคารพ ในคุณธรรม จริยธรรมอย่างที่เราต้องการเสมอไปนั้นก็อาจจะไม่ใช่เป็นของง่ายที่จะทํา แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องพยายาม และนอกจากจะพยายามพูดหรือว่ากําหนดในแง่ของ การเสริมสร้างแล้ว การบังคับใช้หรือว่าการบังคับพฤติกรรมให้อยู่ในร่องในรอยตามที่ สมัชชาคุณธรรมได้กําหนดไว้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญสูง ดังนั้นเรื่องของผู้นํา ที่จะต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมนั้นถือว่าเป็นส่วนสําคัญของการให้ได้มาของผู้นําในระดับต่าง ๆ ที่เราจะกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นอกจากนั้นแล้วก็เป็นที่รู้กันว่าจะต้องเป็นบุคคล ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยคํานึงถึงตัวบทกฎหมาย คือนอกเหนือจากจริยธรรมและคุณธรรมแล้ว จะต้องคํานึงถึงตัวบทกฎหมาย สิ่งสําคัญที่เราไม่อยากจะให้เกิดขึ้นก็คือว่าพยายามเลี่ยงกฎหมาย หรือพยายามที่จะตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเองโดยที่ไม่คํานึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่บัญญัติไว้ ดังนั้นเพื่อจะให้ตัวเองสามารถได้ประโยชน์จากการตีความดังกล่าวหรือว่า เพื่อจะให้ตนเองนั้นสามารถเอื้อผลประโยชน์ให้กับญาติพี่น้อง พรรคพวกได้อย่างที่ เจตนารมณ์ของกฎหมายแต่ละฉบับไม่ได้พูดถึงอันนี้มีความสําคัญสูงนะครับ ดังนั้นก็เป็นเรื่อง ของการกําหนดการได้มาซึ่งกระบวนการโดยทั่ว ๆ ไปว่าผู้นําที่ดีจะต้องเป็นอย่างไร แล้วก็ จะสามารถบังคับใช้ได้อย่างไร

คราวนี้ลงมาถึงสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนก็คือ

ในประเด็นแรกเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งหรือให้ได้มาซึ่งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอันนี้มีการพูดกันมาก แล้วก็เป็นจุดที่ผมว่าสังคมไทยให้ความสนใจ ในเรื่องนี้สูงมาก ทั้งนี้เพราะว่าเราได้มีการปรับเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งใหม่ โดยใช้ระบบ ที่เราได้พูดกันมาเยอะแล้วผมก็ไม่อยากจะพูดในรายละเอียดอีกมากไปกว่านี้ก็คือว่า เราใช้ระบบสัดส่วนผสมหรือในภาษาอังกฤษใช้คําว่า มิกซ์ เมมเบอร์ โพรพอร์ชันนอล ซิสเต็ม (Mix Member Proportional System) หรือว่าเรียกย่อ ๆ กัน เอ็มเอ็มพี (MMP) ท่านประธาน ท่านพูดไปเยอะแล้วเรื่องนี้ ผมเองก็ไม่อยากที่จะไปขยายความอีก แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า การใช้แนวความคิดอันนี้หรือว่าระบบอันนี้ก็คือเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความถูกต้องของ เจตนารมณ์ของพลเมืองผู้ที่ใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างแท้จริง

ส่วนในแง่ของในระบบนี้ที่เป็นระบบการคิดแบบสัดส่วนผสมนี้ เราก็ยังคง ให้มีการเลือกตั้งทั้งในส่วนของเขตที่เป็นจังหวัด ที่มีการแบ่งเป็นเขตเดียวคนเดียว มีสมาชิกได้เขตละ ๑ ท่าน แล้วก็การเลือกตั้งในส่วนของบัญชีรายชื่อซึ่งจะให้พรรคการเมือง ส่งบัญชีรายชื่อ รวมทั้งกลุ่มการเมืองที่ปฏิบัติตามกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งสามารถ ส่งผู้สมัครในบัญชีรายชื่อได้เช่นกัน แต่บัญชีรายชื่อที่ใช้จะเป็นบัญชีรายชื่อที่เรียกว่าเปิด คือหมายความว่าเราได้มีการแบ่งภาคของการเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อของประเทศไทย ออกเป็นประมาณ ๖ ภาค แล้วแต่ละภาคพรรคการเมืองก็จะส่งผู้สมัครที่จะเป็นผู้แทน ในบัญชีรายชื่อ รวมทั้งกลุ่มการเมืองก็จะส่งจัดทําบัญชีรายชื่อตามจํานวนที่จะกําหนดไว้ ในแต่ละภาคและรายชื่อที่ปรากฏออกมาจะต้องเปิดเผยให้ประชาชนเห็น เพราะฉะนั้น เวลาพลเมืองจะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งท่านก็จะเลือกทั้งพรรค แล้วก็เลือกทั้งตัวบุคคล ในบัญชีรายชื่อ ๑ เบอร์ ๑ คน เพื่อจะให้เห็นว่าท่านมีความนิยมชมชอบในผู้สมัครคนนั้น ทั้งนี้เพื่อจะให้พลเมืองหรือว่าประชาชนผู้เลือกตั้งมีส่วนในการที่จะกําหนดอันดับของผู้สมัคร ในบัญชีรายชื่อ ไม่ใช่ให้พรรคการเมืองเป็นผู้กําหนดแต่เพียงฝ่ายเดียว อันนี้ถือว่าเป็นการเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัครพรรคการเมือง และพลเมืองผู้ลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง ในประเด็นนี้เราก็ได้รับการต่อว่าต่อขานจากพรรคการเมืองจํานวนไม่น้อย เราก็เอาคําคัดค้านเหล่านั้นมาพิจารณาอีกทีหนึ่ง แล้วเราก็ยังคงเห็นว่ามันก็เป็นข้อเสนอ คือหมายความว่ามติของเรานั้นเห็นว่าที่เราเสนอมาอย่างนี้ให้พลเมืองสามารถที่จะลงคะแนนได้ ในบัญชีรายชื่อได้ก็ถือว่ามันอาจจะมีข้อดีมากกว่าข้อด้อยที่มีการพิจารณามาก็ได้นะครับ

ทั้งนี้ข้อดีอีกประการหนึ่ง ก็คือว่าทําให้มีความเชื่อมโยงกันระหว่างผู้สมัคร ในบัญชีรายชื่อกับผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพราะว่าก่อนหน้านั้นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง กาแต่พรรค แต่ไม่เคยสนใจเลยว่าในพรรคนั้นที่คุณกาไป ที่คุณลงคะแนนไปมีผู้สมัครคนไหนบ้าง ในบัญชีรายชื่อนั้นที่รู้สึกว่าใช้ได้ แล้วก็ที่รู้สึกว่าใช้ไม่ได้ มันเป็นการให้สิทธิพรรคการเมือง ในการไปกําหนดผู้สมัครในบัญชีรายชื่อพรรคมากเกินไป ดังนั้นจากการที่เราให้เป็นบัญชีรายชื่อ แบบเปิด แล้วก็ผู้สมัครลงได้นั้นก็อาจจะช่วยทําให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัครกับประชาชน ผู้เลือกตั้ง หรือพลเมืองผู้เลือกตั้งนั้นดีขึ้น อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ลําบาก ไม่เหมาะสม ใช้ไม่ได้ จริง ๆ แล้วท่านผู้เลือกตั้งที่เป็นประชาชนพลเมืองนั้น ท่านกาเพิ่ม อีกทีเดียวเท่านั้นเอง คือธรรมดาตามการเลือกตั้งที่เราใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ท่านก็เลือก เขตเดียวคนเดียว แล้วท่านก็กาพรรคในบัญชีรายชื่อที่ท่านพอใจ อันนี้ท่านก็กาเพิ่มขึ้นมาอีก อันหนึ่งเท่านั้นเองว่าท่านชอบใครในบัญชีรายชื่อพรรคที่ท่านเลือก ที่ท่านกาไปแล้ว อันนั้น ก็จะเป็นอีกจุดหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เพื่อที่จะให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่าง พรรคการเมืองกับผู้นําทางการเมืองที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ แล้วก็ประชาชนเพื่อที่จะให้ได้มา ซึ่งผู้นําทางการเมืองที่สะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกัน ก็เพื่อขจัดเอาคนที่ไม่เหมาะสมออกไปจากบัญชีรายชื่อได้อีกส่วนหนึ่ง อันนั้นก็เป็นเรื่องที่เรา ได้กําหนดไว้

นอกจากนั้นแล้วในการเลือกตั้งเพื่อให้มีการควบคุมการเลือกตั้ง ให้มีประสิทธิภาพ ก็ได้มีการให้อํานาจ กกต. ให้ดูแลการเลือกตั้ง ส่วนผู้ดําเนินการจัดการเลือกตั้ง ก็ยังมีคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งนี้เพื่อจะให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งสามารถที่จะใช้อํานาจในการดูแลการเลือกตั้งทั้งการจัดการการเลือกตั้ง รวมทั้ง เรื่องของผู้สมัคร การหาเสียง แล้วก็ผู้ลงคะแนนเสียงเพื่อจะให้การเลือกตั้งมีความชอบธรรม มากขึ้น เรายอมรับว่าเรื่องการซื้อเสียงไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่จะแก้ไข แต่ในขณะเดียวกัน เราก็พยายามที่จะทําให้การซื้อเสียงมันขยายตัวได้น้อยที่สุด หรือว่ามันลดน้อยลงไป และต่อไปในอนาคตก็อาจจะหมดไปจากสังคมไทย ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติครับ ผมยอมรับว่า การที่จะทําให้การซื้อเสียงหมดไปนี้หาใช่แก้ไขโดยตัวระบบการเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว หรือว่าแก้ไขโดยการเข้มงวดออกกฎหมายมาบังคับ มันจะต้องสร้างแนวความคิดใหม่ให้กับ ผู้เลือกตั้ง แล้วก็ผู้สมัครว่าการเลือกตั้งไม่ใช่เป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เฉพาะหน้าระหว่างผู้สมัครกับผู้เลือกตั้ง มันไม่ใช่อย่างนั้น และเป็นการใช้สิทธิของผู้เลือกตั้ง มันเป็นการแสดงออกซึ่งอํานาจอธิปไตยซึ่งประชาชนพลเมือง ซึ่งเป็นผู้เลือกตั้งนั้นท่านเป็นผู้ มีอํานาจอยู่ อันนี้สําคัญนะครับ ดังนั้นอันนี้เป็นเรื่องที่อยากจะขอย้ํา

มีอีก ๒ เรื่องที่ผมอยากจะขอย้ําในส่วนนี้ก็คือเรื่องของวุฒิสภาจะต้อง เป็นสภาพหุนิยม ทั้งนี้เพื่อจะให้มีความแตกต่างไปจากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เพราะว่าถ้าจะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเพียงอย่างเดียว ลักษณะของสมาชิกก็จะไม่ ต่างไปจากสภาผู้แทนราษฎร อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่มันเคยเกิดขึ้น ดังนั้นเราจึงแบ่งวุฒิสภา ออกเป็น ๓ กลุ่ม คือกลุ่มแรกเลือกกันเองได้แก่ กลุ่มอดีตข้าราชการชั้นปลัดกระทรวง และผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็นสําคัญ กลุ่มที่ ๒ ก็สรรหาจากกลุ่มวิชาชีพ กลุ่มอาชีพต่าง ๆ รวมทั้งกลุ่มเกษตรกรด้วย และกลุ่มที่ ๓ ก็คือเลือกโดยผู้เลือกตั้งแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน จากที่คณะกรรมการกลั่นกรอง ได้คัดไว้ ๑๐ คนแต่ละจังหวัด ทั้งนี้ที่เราออกแบบอย่างนี้ก็เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่าง สภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา อย่างน้อยวุฒิสภาก็สามารถพูดได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับ ประชาชนในระดับหนึ่ง มีความเชื่อมโยงกับพลเมืองในระดับหนึ่ง

เรื่องของคณะรัฐมนตรีก็เป็นเรื่องที่สําคัญที่มีการพูดกันมาก เมื่อเรายึดหลัก ในระบบรัฐสภาเราก็ถือว่านายกรัฐมนตรีจะต้องถูกเลือกโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราใช้กันมาตลอด เป็นแต่เพียงว่าในครั้งนี้ไม่ได้กําหนดลงไปว่าผู้ที่รับเลือกนั้น จะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เราก็เปิดกว้างขึ้นว่าขึ้นอยู่กับความต้องการของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในแต่ละขณะว่าคุณต้องการได้นายกรัฐมนตรีที่เป็นสมาชิกสภา หรือไม่เป็นสมาชิกสภา ทั้งนี้เพื่อที่จะไม่ให้มีปัญหาวิกฤติเกิดขึ้นอีก แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ได้กําหนดไว้อย่างชัดเจนว่าถ้าเป็นการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกันนั้นใช้เสียง เพียงครึ่งหนึ่งก็พอ แต่ถ้าเป็นการเลือกโดยบุคคลที่ไม่ใช่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ถือได้ว่าจะต้องใช้เสียง ๒ ใน ๓ ของสภาผู้แทนราษฎร

ส่วนความสมดุลในอํานาจระหว่างคณะรัฐมนตรีกับสภาผู้แทนราษฎร ก็อยู่ที่อํานาจในระบบรัฐสภาโดยหลักการทั่วไปเรายังคงใช้อยู่ ก็คือว่าให้สภาผู้แทนราษฎร มีอํานาจที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วก็ให้อํานาจของนายกรัฐมนตรีที่จะกราบบังคับทูล ให้พระมหากษัตริย์ทรงยุบสภาได้ อันนี้ก็เป็นหลักของระบบรัฐสภาในปัจจุบันที่ใช้อยู่ แต่ในขณะเดียวกันเราได้มีมาตรการบางประการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความอ่อนแอ ของรัฐบาลผสมที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากระบบเอ็มเอ็มพี หรือระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในแบบสัดส่วนผสม ซึ่งจะมีโอกาสสูงในการที่จะเป็นรัฐบาลผสม เพราะว่ามันเป็นความต้องการ ของการเลือกตั้งแบบนี้ที่จะไม่ให้มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวมาครอบงํารัฐสภา หรือสภาผู้แทนราษฎรอย่างที่เคยเกิดขึ้นไปแล้ว ดังนั้นเมื่อใช้ระบบนี้จึงต้องมีมาตรการมองว่า จะทําอย่างไรรัฐบาลผสมจึงจะมีความเข้มแข็งไม่ให้เกิดความอ่อนแออย่างที่อดีตผู้นําทาง การเมืองและพรรคการเมืองหลายพรรคได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ว่ามันอาจจะนําไปสู่ความวุ่นวาย ทางการเมืองได้ ดังนั้นเราจึงให้การบริหารของรัฐบาลไม่ให้อยู่ภายใต้ความกดดันของพรรค ในรัฐสภาที่มีนโยบายหรือมีความต้องการจะล้มรัฐบาลอยู่เพียงอย่างเดียวหรือให้มี การเปลี่ยนพรรคร่วมรัฐบาลโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร มาตรการดังกล่าวอยู่ในมาตรา ๑๘๑ แล้วก็มาตรา ๑๘๒ ในมาตรา ๑๘๑ ก็คือว่าทางคณะรัฐมนตรีสามารถที่จะขอให้มีการลงมติ ไม่ไว้วางใจตนเองได้ หรือไม่ก็ในมาตรา ๑๘๒ ที่มีการระบุว่าคณะรัฐมนตรีสามารถระบุได้ว่า กฎหมายฉบับใดมีฐานะเหมือนกับการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล อันนั้นอยู่ในมาตรา ๑๘๑ แล้วก็มาตรา ๑๘๒ ทั้งนี้เพื่อที่จะให้เกิดความชัดเจนว่าการขอเสนอมติที่จะไม่ไว้วางใจนั้น จะต้องเป็นเรื่องที่มันเป็นเรื่องรุนแรงจริง ๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่หาเรื่องกันที่จะลงมติไม่ไว้วางใจ

สุดท้ายก็คือว่านักการเมืองยังต้องถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานของรัฐ แล้วก็ จากภาคพลเมือง การตรวจสอบนี้ผมเองก็จะไม่ขยายความ แต่อยากจะให้ท่านกรรมาธิการ ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ได้มาขยายความทีหลัง

ทั้งนี้เวลาจะมองการบริหารราชการในรูปแบบที่เรากําหนดไว้นี้จะต้องมอง ในภาพรวมทั้งหมด อย่ามองดูเฉพาะในส่วนที่เป็นมาตราบางมาตราเท่านั้น เพราะว่าทุกอย่าง มันยึดโยงด้วยกันหมดนะครับ การควบคุมผู้บริหารนั้นไม่ได้ควบคุมตามที่ปรากฏอยู่ในหมวดคณะรัฐมนตรีหรือหมวด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่ยังต้องไปดูในแง่ของหมวดการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐอีก ดังนั้นท่านทั้งหลายใคร่ขอความกรุณาดูให้ครบนะครับ ผมก็ขอใช้เวลาเพียงแค่นี้นะครับ และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจแล้วก็หวังว่าคงจะได้รับข้อคิดเห็นจากท่าน ที่จะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทางคณะกรรมาธิการรับผิดชอบในการยกร่างนี้ ให้สมบูรณ์และดีขึ้นต่อไป ขอบคุณมากครับ