สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๑๓.๐๓ นาฬิกา)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมขอหารือเลยนะครับ ขอสลับมาฝั่งนี้ก่อนนะครับ เป็นท่านเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ เชิญครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ ๖ พรรคเพื่อไทยครับ กระผมใคร่ขอหารือท่านประธานในเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในการสัญจรไปมา ขอให้ประธานได้ประสานไปยังกระทรวงคมนาคมได้ไปก่อสร้างถนนลาดยาง จากตำบลค้อใหญ่ระหว่างบ้านค้อใหญ่ไปบ้านโยธา อำเภอกู่แก้ว แล้วก็ผ่านไปยังบ้านหนองหลัก ตำบลหนองหลัก อำเภอไชยวาน ซึ่งถนนเส้นนี้เหลืออีกประมาณ ๔ กิโลเมตรก็จะทำการ ลาดยางเสร็จ การสัญจรไปมาพี่น้องประชาชนในระหว่าง ๒-๓ อำเภอก็จะได้รับความสะดวก แล้วก็สบาย การขนส่งสินค้าต่าง ๆ แล้วน้ำก็เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้ง ของกระผมนั้น เป็นสิ่งที่ลำบากมากในอำเภอกู่แก้ว หลังจากน้ำประปาบ้านหัวหนองแล้วจากบ้านจีต ถนนก็ยังลำบากมากจากบ้านจีตไปบ้านหัวหนอง แล้วเส้นตรงนี้จะออกเชื่อมไปยังบ้านป่าก้าว อำเภอไชยวาน แล้วก็ผ่านไปยังบ้านคำค้อ ตำบลหัวนาคำ อำเภอศรีธาตุ ฉะนั้นฝากท่านประธานช่วยประสานไปยังกรมทรัพยากรน้ำ ได้ช่วยไปก่อสร้างประปาให้พี่น้องประชาชนในเขตอำเภอกู่แก้ว โดยเฉพาะพี่น้องชาวตำบล โนนทองอินทร์ บ้านหัวหนองได้มีน้ำอุปโภคแล้วก็บริโภคด้วยนะครับท่านประธาน ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล เชิญครับ

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สุโขทัย

กราบเรียนท่านประสภาที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากทางองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งยางเมือง เมื่อกลางวันนี้เองว่าตอนนี้ที่คลองน้ำเย็นตำบลทุ่งยางเมืองซึ่งเป็นคลองเชื่อมไปที่อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย น้ำไม่มีเลยครับ แล้วคลองน้ำเย็นแห่งนี้ซึ่งเป็นคลองที่รับน้ำมาจากท่อทองแดง จังหวัดกำแพงเพชรครับ โดยเฉพาะจะผ่านที่อำเภอเมือง อำเภอพรานกระต่ายของจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อที่จะมาเข้าสู่ที่จังหวัดสุโขทัยครับ ฉะนั้นก็ฝากถึงทางกรมชลประทานให้ช่วยดูในเรื่องของ คลองน้ำเย็นซึ่งไม่มีน้ำพี่น้องต้องการใช้น้ำในการเกษตร

แล้วอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ขาดแคลนน้ำโดยเฉพาะทางชลประทาน ไปดำเนินการขุดอ่างเก็บน้ำไว้แล้วก็ยังไม่สำเร็จ ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไว้คืออ่างกิ่ววัวดำ หมู่ที่ ๕ ตำบลน้ำพุ ซึ่งทางกำนันตำบลน้ำพุก็ได้ร้องมา แล้วอีกคลองหนึ่งก็ฝากถึงทางกรมทรัพยากรน้ำ คลองน้ำพุ ตำบลน้ำพุ ซึ่งเป็นคลองที่เชื่อมกันตั้งแต่หมู่ที่ ๑ ถึงหมู่ที่ ๘ ทั้ง ๘ หมู่เลยครับ ถ้าหากว่ากรมทรัพยากรน้ำได้ไปขุดลอกคลองน้ำพุนี้ให้สมบูรณ์แบบได้พี่น้องประชาชนก็จะ ใช้น้ำในตำบลน้ำพุซึ่งเป็นตำบลที่ขาดแคลนน้ำเป็นอันดับหนึ่งในอำเภอคีรีมาศของจังหวัดสุโขทัย ก็ว่าได้นะครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็มีคลองตะไคร้ บ้านหนองเงินหมู่ที่ ๕ ตำบลบ้านกร่าง อำเภอกงไกรลาศ แล้วก็คลองน้ำจีน วัดบอนหมู่ ๔ ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ก็ฝากถึงทางกรมทรัพยากรน้ำให้ช่วยไปดูแลครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสุนทรี ชัยวิรัตนะ

นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิค่ะ

เรื่องแรก ที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานในวันนี้ก็คือ ดิฉันเองได้รับ การร้องเรียนจากพี่น้องผู้ไปใช้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลค่ะว่า เมื่อพี่น้องเข้าไปใช้บริการแล้วปรากฏว่าบางตำบลไม่มีแม้กระทั่งพยาบาลที่จะคอยดูแลรักษาโรค ที่เขาได้รับความเดือดร้อนแล้วเข้าไปรับการรักษา ก็ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องก็คือกระทรวงสาธารณสุขให้ช่วยดูแลในเรื่องการจัดสรรเจ้าหน้าที่บุคลากรทางด้าน การสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาลหรือว่าเภสัชกรมาช่วยประจำในโรงพยาบาล ที่ได้มีการยกระดับขึ้นมาเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการไปรับการรักษา จากหน่วยงานของรัฐบาลด้วยค่ะ

เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานก็คือดิฉันเองได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องชาวบ้าน หมู่ ๑๔ ตำบลตาเนิน อำเภอเนินสง่า ว่าตอนนี้ห้วยโกรกมะเค็งที่ต้องใช้น้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภคของพี่น้องมีความตื้นเขิน อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลจัดสรรงบประมาณในเรื่องการขุดลอกมาเพื่อดำเนินการให้พี่น้องประชาชน ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นค่ะ

เรื่องต่อไปเป็นเรื่องที่ดิฉันเองได้รับการบอกกล่าวจากพี่น้องในหลายจังหวัด ในหลายส่วนค่ะว่าตอนนี้พี่น้องผู้ทำการปลูกข้าวนาปรัง ตอนนี้กำลังประสบกับปัญหา การขาดแคลนน้ำค่ะ เมื่อปลายปีที่แล้วเราประสบกับปัญหาน้ำท่วมแต่ตอนนี้เขาต้องการ เครื่องสูบน้ำแล้วก็น้ำมันเชื้อเพลิงในการที่จะมาสูบน้ำเข้านาเพื่อให้ข้าวที่เขาทำการปลูก เพื่อชดเชยที่ถูกน้ำท่วมในรอบที่ผ่านมาได้มีการเจริญเติบโตแล้วก็สามารถนำมาขายได้ค่ะ ก็ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย ให้ช่วยดูแลในเรื่องการจัดสรรเครื่องสูบน้ำแล้วก็น้ำมันเชื้อเพลิง ในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านธวัชชัย อนามพงษ์ ครับ

นายธวัชชัย อนามพงษ์ จันทบุรี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ธวัชชัย อนามพงษ์ ส.ส. จังหวัดจันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นกระผม ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมหารือ กระผมในนามประธานคณะกรรมาธิการการส่งเสริม ราคาผลิตผลเกษตรกรรม ได้รับการร้องเรียนเรื่องสินค้าเกษตรตกต่ำ เช่น ยางพารา หอมแดง สับปะรด ส้ม มันสำปะหลัง ก็ไม่ทราบนะครับว่ารัฐบาลชุดนี้ทำอีท่าไหนตกต่ำทุกตัว ขณะนี้ เกษตรกรทำสวนผลไม้ภาคตะวันออกเริ่มห่วงนะครับ เพราะปีนี้ผลผลิตออกมากกว่า ปี ๒๕๕๔ เช่น ทุเรียนจะออกปลายเดือนเมษายน คาดว่าผลผลิตจะออก ๒๒๕,๘๑๓ ตัน มากกว่าปีกลายนะครับ มังคุดจะออกต้นเดือนพฤษภาคม ๘๗,๑๔๕ ตัน เงาะก็น่าเป็นห่วงมาก เพราะออกดอกทั้งจังหวัด กระผมขอฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าได้เตรียมการแก้ปัญหา ผลไม้ภาคตะวันออกหรือยัง ผมไม่อยากเห็นม็อบ (Mob) ต้องมาเดินเย้ว ๆ กลางถนน เอาผลไม้มาทิ้ง ขอให้ท่านประธานช่วยกรุณาฝากรัฐบาลด้วยนะครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล พระนครศรีอยุธยา

ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต ๓ ครับ ขอบคุณครับที่ให้โอกาสหารือในวันนี้นะครับ มีประเด็นที่จะหารือ ๒ เรื่องด้วยกัน ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เกิดเกี่ยวกับผลกระทบจากอุทกภัยในปลายปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมานะครับ

เรื่องแรก คือความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในอำเภอบางไทร ในอำเภอวังน้อย ในอำเภออุทัยและอีกหลายอำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงที่ไม่ได้รับการพิจารณาให้ความช่วยเหลือในการเยียวยาไร่นาเสียหาย จากภัยน้ำท่วมที่ผ่านมา เนื่องจากถูกระบุว่าเป็นผู้ทำนารอบที่ ๓ นะครับ หรือว่าทำนาปีรอบ ๒ ซึ่งทางกรมส่งเสริมการเกษตรนั้นไม่สามารถให้ความช่วยเหลือกับพี่น้องเกษตรกรในส่วนนี้ได้ แน่นอนครับโครงการรับจำนำราคาข้าวเปลือก ๑๕,๐๐๐ บาทของรัฐบาล ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์นั้น เป็นความหวังของชาวนาที่จะลืมตาอ้าปากได้ ชาวนานั้นตั้งใจทำนาอย่างต่อเนื่องครับ แต่ไม่คาดคิดที่จะเกิดมหาอุทกภัยครั้งที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศไทยที่ผ่านมา จึงทำให้ ไร่นาทั้งหมดเสียหายแต่กลับไม่ได้รับการช่วยเหลือ ถ้าอย่างนั้นฝากท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการเกษตรช่วยรับเรื่องนี้ไปพิจารณาและส่งต่อให้ คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือกับพี่น้องที่ทำนาปีรอบ ๒ หรือว่าทำนา ๓ รอบด้วยครับ

ประเด็นที่ ๒ ขอบคุณรัฐบาลที่เร่งรัดในการเยียวยาในงบประมาณฟื้นฟู ในจังหวัดที่น้ำท่วมต่าง ๆ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดหนึ่งที่น้ำท่วมทั้งจังหวัด แต่ก็ได้รับเงินช่วยเหลือ เงินสนับสนุนในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานพอสมควร แต่มีอยู่ ๑ อำเภอในช่วงที่สำรวจนั้นน้ำยังเต็มพื้นที่ ท้องถิ่นต่าง ๆ ท่านนายก อบต. ต่าง ๆ นายกเทศมนตรีรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นไม่สามารถจะสำรวจได้ในช่วงขณะนั้น แต่ตอนหลังนี้ได้สำรวจความเสียหายแล้วได้ส่งเรื่องเข้ามากับคณะกรรมการฟื้นฟูเยียวยา กับกระทรวงมหาดไทยเป็นที่เรียบร้อย อย่างไรก็ดีครับขอความเมตตาผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยให้ การสนับสนุนงบประมาณนี้มาที่อำเภอวังน้อยด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านนคร มาฉิม

นายนคร มาฉิม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ มีเรื่องที่จะ ปรึกษาหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่องที่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

เรื่องที่ ๑ ราคามันสำปะหลังตกต่ำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ท่านประธานครับ ตอนนี้หัวมันสดเหลือเพียงกิโลกรัมละ ๑ บาทเศษ ๆ ซึ่งต่างจากปีที่แล้วครับ ราษฎรได้ขาย ในช่วงรัฐบาลชุดก่อน ราษฎรได้ขายหัวมัดสดกิโลกรัมละ ๓ บาทเศษ ๆ ตอนนี้ลดลงมา เกินกว่าครึ่งหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นความทุกข์ยาก เป็นความทุกข์ร้อนของพี่น้องเกษตรกร ชาวไร่มันสำปะหลังเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญครับ ตอนนี้ทั้งลานตาก ทั้งผู้ซื้อรายย่อยแล้วก็โกดังต่าง ๆ ปิดการรับซื้อครับ รัฐบาลต้องยอมรับถึงความล้มเหลวในเรื่องนโยบายจำนำมันสำปะหลัง ถ้าเกิดว่าไม่ล้มเหลวนะครับ รัฐบาลจะต้องมีมาตรการเร่งด่วนแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ทันที ก่อนที่เกษตรกรจะลุกขึ้นมาประท้วงกันทั่วประเทศ ถือว่าเป็นวิกฤติใหญ่ของพี่น้องเกษตรกร

เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน ตอนนี้จังหวัดพิษณุโลกหลายอำเภอตั้งแต่ อำเภอวัดโบสถ์ อำเภอชาติตระการ อำเภอนครไทย อำเภอวังทอง อำเภอเนินมะปราง ประสบกับปัญหาภัยแล้งแล้วครับ อยากจะให้รัฐบาล นอกเหนือจากมองที่บางระกำโมเดล (Model) แล้วมองที่ต้นน้ำด้วยครับ ต้นน้ำไม่ว่าจะเป็นลุ่มน้ำภาค ลุ่มน้ำแควน้อย ลุ่มน้ำวังทอง และคลองชมพู เหนือเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนขึ้นไป เหนือเขื่อนนเรศวรขึ้นไปที่เป็นลุ่มน้ำ สาขา และห้วยหนองคลองบึงต่าง ๆ จะต้องได้รับการปรับปรุงการดูแล การพัฒนาแหล่งน้ำ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง แล้วก็ขนาดใหญ่ในต้นน้ำต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำและปัญหาอุทกภัยให้กับราษฎรอย่างยั่งยืนด้วย ก็ขอถือโอกาสนี้ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้เร่งรัดดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้ โดยเร่งด่วนที่สุด กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านอำนวย คลังผา ครับ

นายอำนวย คลังผา ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอำนวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย กราบเรียน ท่านประธานว่าอยากจะให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบนะครับ ในเรื่องของมันสำปะหลัง สืบเนื่องในขณะนี้ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยได้สรุปชัดเจนเรื่องรับจำนำมันสำปะหลัง ก็อยากจะฝาก ท่านประธานแจ้งต่อพี่น้องประชาชนที่ได้ฟังการถ่ายทอดของรัฐสภาว่าทางรัฐบาล ได้ดำเนินการรับจำนำเรื่องมันสำปะหลังแล้ว นี่คือเรื่องแรก

เรื่องที่ ๒ ติดเงื่อนไขในเรื่องลานมันสำปะหลังนะครับ ซึ่งเจ้าของลานมันสำปะหลัง ยังไม่เข้าร่วมโครงการนี่คือเรื่องที่ ๒ ซึ่งในขณะนี้ทางรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขให้กับ พี่น้องประชาชนในเรื่องของมันสำปะหลังอย่างเร่งด่วนในขณะนี้แล้ว

เรื่องที่ ๓ ครับท่านประธาน ในขณะนี้ทางรัฐบาลได้วางแผนในเรื่องของต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ก็อยากจะฝากท่านประธานแจ้งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องว่า การที่จะทำงาน ทั้งหมดอยากจะให้ทางหน่วยงานได้ศึกษา ได้สอบถามขอความเห็นจากผู้แทนราษฎรในพื้นที่บ้าง ในการจะขุดสระ ขุดคลอง หนอง บึงต่าง ๆ นี่คือเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ในขณะนี้ส่วนราชการไปนั่งเทียนเอาเองครับ คือไม่เคยสอบถาม อบต. หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ ส.ส. ในพื้นที่เลย เพราะการแก้ปัญหากลัวจะไม่ถูกที่คัน ก็อยากจะฝากให้ ท่านประธาน รัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องของ ๑ อำเภอ ๑ อ่าง ๑ ตำบล ๕ บ่อ และ ๑ หมู่บ้าน ๑๐๐ บ่อนี่โดย ๑ อ่างนี่ทางกรมชลประทานรับผิดชอบไป ๑ ตำบล ๕ บ่อนี่ให้ทาง กรมทรัพยากรน้ำรับผิดชอบ และในส่วน ๑ หมู่บ้าน ๑๐๐ บ่อ ให้ทางกรมพัฒนาที่ดิน รับดำเนินการ ผมคิดว่าหากทำงานสอดคล้องดังนี้แล้ว ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วม ในอนาคตของบ้านเรานี่จะไม่มีน้ำท่วมอย่างแน่นอน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวิรัตน์ วิริยะพงษ์ เชิญครับ

นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สุโขทัย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง

เรื่องแรก คือเรื่องราษฎรซึ่งจะประสบปัญหาภัยแล้งในเขตจังหวัดสุโขทัย ได้ไปติดต่อที่สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดเกี่ยวกับการขอในการให้ทางสำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดนั้น ได้ขุดสระน้ำเพื่อการเกษตร กรณีที่ราษฎรสมทบเงินนะครับ ซึ่งเรื่องนี้พี่น้องประชาชนมีความกังขา ในส่วนที่ดิน เมื่อขุดแล้วปรากฏว่าที่ดินที่ขุดนั้นไม่สามารถไปดำเนินการในส่วนสาธารณประโยชน์ อย่างอื่นได้ จะต้องอยู่ในพื้นที่นะครับ เพราะว่าขุดออกมาแล้วมาทำเป็นคันขอบสระแล้วเหลือ แล้วก็ไปทำให้พื้นที่เขาลดน้อยลงนะครับ อยากหารือท่านประธานผ่านไปยังกรมพัฒนาที่ดิน ให้มีการผ่อนปรนเกี่ยวกับการเอาดินไปให้ทางโรงเรียน ให้ทางวัดถมที่ที่เป็นสาธารณประโยชน์ ไม่ให้ไว้ตรงบริเวณที่ดินของพี่น้องประชาชนซึ่งจะเสียที่ดินในการทำกินนะครับ

เรื่องที่ ๒ ปัญหาการรังวัดการออกโฉนดที่ดินของราษฎรตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งได้ กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำขอออกโฉนดภายใน ๒ ปีนับแต่ พ.ร.บ. ได้มีการบังคับใช้นะครับ ปรากฏว่าหลังวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ มีพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศได้นำ ส.ค. ๑ และ น.ส. ๓ นั้นไปยื่นคำขอเพื่อทำการรังวัดออกโฉนดกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ราย แต่ปรากฏว่า สำนักงานที่ดินในแต่ละจังหวัดนั้นมีปัญหาในเรื่องอัตรากำลังทำให้มีการบริการประชาชน ไม่เพียงพอ จึงกราบฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมที่ดินได้จัดหากำลังหรือได้มีการเดิน ออกสำรวจเพื่อดำเนินการให้แก่ประชาชนด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

รัฐสภายินดี ต้อนรับครูและนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนวัดเปรมศรัทธานะครับ โดย ส.ส. ประพร เอกอุรุ จังหวัดสงขลาครับ เชิญท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย วันนี้ขอทำหน้าที่แทน พระเดชพระคุณท่าน พระภิกษุ พระสงฆ์องค์เจ้า มีอยู่ ๒ ประเด็นหลักครับ ท่านประธานครับ ผมไปร่วมฟังการประชุมของพระภิกษุในเขตเลือกตั้งของผมนะครับ ท่านดีใจครับที่รัฐบาล ได้ผ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านฝากมาว่าอย่างไรเสียก็ช่วยให้แก้เพิ่มให้ด้วยในมาตรา ๗๕ หรือมาตรา ๗๙ ถ้าผมจำไม่ผิดว่าให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ผมก็ไม่รับปาก ผมว่าให้เขาตั้ง สสร. ก่อน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก

ประเด็นต่อมาครับ เขาอยากได้ก็คือเรื่องค่าสาธารณูปโภค เขาบอกว่า โรงเรียนพระเดชพระคุณท่านบอกว่าโรงเรียนนี่รัฐบาลก็ออกค่าใช้ไฟฟ้าให้ ค่าน้ำให้ แต่ทางวัดนี่ ต้องใช้เองทั้ง ๆ ที่ทางวัดก็สอนอบรมจริยธรรมคุณธรรมให้กับลูกกับหลานกับบุคคลทั่วไป ฉะนั้นก็เลยฝากมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนี่นะครับ ช่วยดูแลด้วยอย่างน้อย ๆ ก็ได้ค่าไฟที่จ่ายตามความจริงโดยไม่เกินเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ก็ยังดี เพราะว่าเงินนิตยภัตหรือเงินค่าตอบแทนท่านนั้นก็ได้ไม่มากนัก ก็น่าเห็นใจท่าน วันนี้เศรษฐกิจค่าแรงก็ ๓๐๐ บาท ค่าเงินเดือนก็ ๑๕,๐๐๐ บาท ก็เลยฝากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ดูแลเรื่องนิตยภัต ก็สรุปความแล้วก็คือ ๒ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ก็คือให้ช่วยดูแลในเรื่องค่าสาธารณูปโภคโดยเฉพาะค่าไฟฟ้า ค่าน้ำนั้นยังไม่จำเป็น โดยให้จ่ายตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินเดือนละ ๑,๐๐๐ บาทก็ยังดีนะครับ

เรื่องที่ ๒ ก็คือให้ปรับปรุงเงินค่านิตยภัต ก็คือค่าตอบแทนไปตามสภาวะ เศรษฐกิจนะครับ ก็อย่างน้อย ๆ ก็ได้อนุรักษ์พุทธศาสนาไว้ แล้วสิ่งที่ฝากมาเพิ่มเติมก็คือ ขอให้คณะ สสร. ที่จะแต่งตั้งนี่ช่วยเอาศาสนาพุทธบรรจุในรัฐธรรมนูญว่าเป็นศาสนาประจำชาติ ด้วยครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านยุพราช บัวอินทร์ เชิญครับ

นายยุพราช บัวอินทร์ เพชรบูรณ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ยุพราช บัวอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตหารือท่านประธานเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ ผมได้รับข้อร้องเรียนจากพี่น้องชาวตำบลนางั่ว อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เรื่องขอคัดค้าน โครงการก่อสร้างเตาเผาขยะชีวมวลของสำนักงานเทศบาลตำบลนางั่ว อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นกระผมขอแสดงความคิดเห็นว่าผมไม่ได้ ต่อต้านหรือคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงงานเตาเผาขยะชีวมวลแต่อย่างใด เพราะเชื่อว่า โครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในระยะยาว แต่ทว่าโครงการที่มีมูลค่า การก่อสร้างกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท จะต้องมีความเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และที่สำคัญที่สุด มีผลกระทบ ผลได้ผลเสีย ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ โครงการนี้ท่านจะต้องมีการทำประชามติอย่างถูกต้องและเปิดเผย อย่าทำกันในทางลับ อย่าทำกันเฉพาะผู้นำท้องถิ่น อย่าทำกันเฉพาะพรรคพวกของท่าน แต่ถ้าว่าพี่น้องประชาชนจะต้องมีการลงประชามติอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม ท่านประธานครับ มีพี่น้องประชาชนมากกว่า ๒,๐๐๐ คนครับ ที่ได้ลงชื่อคัดค้านการก่อสร้างโรงงานดังกล่าว ซึ่งผมจะส่งเอกสารนี้ต่อท่านประธานหลังจากที่หารือเสร็จ ท่านประธานที่เคารพครับ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้พี่น้อง ชาวตำบลนางั่ว อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เพราะหากว่าปล่อยเอาไว้อย่างนี้จะทำให้ สูญเสียอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ และที่สำคัญที่สุดแหล่งพื้นที่ในการก่อสร้างโรงงานแห่งนี้ อยู่ใกล้บริเวณลุ่มแม่น้ำป่าสักอาจจะส่งผลกระทบต่อน้ำที่พี่น้องใช้ในการอุปโภคบริโภค และน้ำที่ใช้ในการทำการเกษตร ท่านประธานครับ อีกนิดเดียวครับ พอดีมีแกนนำอีก ๒ ท่าน ซึ่งผมจะส่งรายชื่อให้ท่านประธานในทางลับ เพราะเกรงว่าแกนนำทั้ง ๒ คนจะไม่ปลอดภัย จากการต่อต้านหรือคัดค้านโครงการดังกล่าว ซึ่งมีมูลค่าการก่อสร้างถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาท ขอกราบเรียนท่านประธานได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อช่วย ในการดูแลความปลอดภัยให้สมาชิกทั้ง ๒ ท่านที่ผมจะนำเสนอต่อท่านประธาน ขอกราบ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสิรินทร รามสูตร

นางสิรินทร รามสูต น่าน

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสิรินทร รามสูตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ขอนำปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดน่านมาเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบและเพื่อที่จะแจ้งไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ช่วยได้รับการแก้ไข เนื่องจากหอประชุมของอำเภอท่าวังผาได้เกิด ไฟไหม้ขึ้นในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓ บัดนี้ล่วงเลยมาเป็นเวลาเกือบ ๒ ปีแล้ว หอประชุมยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะทุกวันนี้เวลามีประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็ต้องกางเต็นท์ประชุมกัน แล้วก็เวลามีการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของอำเภอท่าวังผาก็สร้างปัญหาความเดือดร้อนให้กับ พี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก ดิฉันอยากจะขอร้องเรียนมายังท่านแจ้งไปยังกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง ช่วยโปรดจัดสรรงบประมาณให้กับอำเภอท่าวังผาเป็นการด่วน เพราะอำเภอท่าวังผา เป็นอำเภอขนาดใหญ่ เป็นอำเภอระดับ ๙ เพราะฉะนั้นการจัดสรรงบประมาณในการสร้าง หอประชุมนั้นก็ไม่ควรจะต่ำกว่า ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาทนะคะ นอกจากนั้นดิฉันก็ได้รับแจ้งความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนที่ตำบลสะเนียน เนื่องจากถนนเข้าหมู่บ้านห้วยเฮือ ห้วยระพี แล้วก็บ้านสมุนใหม่ เวลาถึงฤดูฝนได้รับปัญหาความเดือดร้อนอย่างมาก และพื้นที่เหล่านั้นเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลุ่มน้ำ ที่ ๑ เอ (1A) ตอนนี้ทางหน่วยทหารพัฒนาได้ไปสำรวจออกแบบ มีแบบแปลนแผนผัง เรียบร้อยแล้ว ต้องใช้งบประมาณประมาณ ๑๘ ล้านบาท ก็อยากจะช่วยให้ทาง กระทรวงกลาโหมช่วยได้อนุมัติงบประมาณในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนนี้ด้วยค่ะ และดิฉันมีเอกสารที่จะนำเสนอต่อท่านประธานสภาด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวัชระ เพชรทอง

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ความทุกข์ยาก ของพี่น้องประชาชนมีทุกวัน

เรื่องแรก นายศิริศักดิ์ พาสุพิพัฒน์กุล ข้าราชการครูโรงเรียนบ้านห้วยแห้ง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ร้องเรียนว่าบิดาคือนายแตอุ คากอ อายุ ๖๔ ปีกับพวก รวม ๓ คน ถูก ตชด. กองร้อยที่ ๓๓๖ ค่ายปางหมู อำเภอปางมะผ้า ซึ่งมีพันตำรวจตรี พงษ์นรินทร์ พลนำ เป็น ผบ.ร้อย กดระเบิดเคโม (Claymore) ตายทั้ง ๓ ศพ และยิงด้วย ปืนเอ็ม 16 (M.16) เฉพาะนายแตอุ คากอ มีบาดแผลถึง ๒๘ แผล ได้ส่งจดหมายร้องเรียน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน บัดนี้ไม่มีความคืบหน้าและได้มา ร้องเรียนที่กระผมในฐานะ ส.ส. บัญชีรายชื่อ และกระผมได้ส่งเรื่องร้องเรียนไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ ผมได้รับหนังสือร้องเรียนแล้วจึงอยากเรียนถามรัฐบาลว่า

๑. นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ทำไมไม่ตอบจดหมายร้องเรียนของประชาชน

๒. กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐยิงประชาชนตายอย่างนี้จะได้ศพละ ๗,๗๕๐,๐๐๐ บาท เท่ากับคนเสื้อแดงหรือไม่ และ

๓. นโยบายปราบปรามยาเสพติดของ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง โปรดระวัง การสังหารเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์

เรื่องที่ ๒ ที่บางลำภูชาวบ้านร้องเรียนมาว่าที่หน้าโรงแรมเวียงใต้ ท่านประธานครับ มีชาวอิสราเอลมาตั้งโบสถ์ทางศาสนาของชาวยิว ปรากฏว่าเป็นที่ชุมนุม ของชาวยิว พี่น้องประชาชนเกรงว่าจะเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดวินาศกรรม มีการวางระเบิดที่นั่น จึงขอให้รัฐบาลระมัดระวังการวางระเบิดในย่านบางลำภู เพราะถนนข้าวสารจะกลายเป็น ทะเลเพลิงในพริบตา

เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ เรื่องค่าเช่าตลาดนัดสวนจตุจักร ได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องประชาชนที่ค้าขายว่ามีการเก็บในราคาที่แพงมาก ขอให้เก็บในอัตราเดิมได้หรือไม่

เรื่องที่ ๔ เนื่องจากน้ำท่วมฝั่งธนบุรี รัฐบาลไม่เหลียวแล พี่น้องประชาชน ฝั่งธนบุรีเรียกร้องขอแยกตั้งจังหวัดใหม่เป็นจังหวัดธนบุรีได้หรือไม่

เรื่องที่ ๕ บุคลากรในศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ป.ป.ช. กกต. ร้องเรียนว่า จะมีการยุบหน่วยงานดังกล่าว ถามว่ายุบเพื่อใคร

เรื่องที่ ๖ การที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อถ่วงดุลอำนาจในศาลยุติธรรม คือศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ถามว่าจะเอาอะไรไปถ่วงดุลกับตุลาการ ซึ่งใช้อำนาจ ในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมีการใช้ทีวี ช่อง ๑๑ ปลุกระดม ให้เห็นด้วยกับเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมต่อศาลยุติธรรม

เรื่องสุดท้าย ท่านประธานครับ เรื่องค่าแรง ๓๐๐ บาท ปรากฏว่าแม้กระทั่ง พนักงานรักษาความสะอาดในสภาผู้แทนราษฎร ชุดสีฟ้าจากบริษัท คลีน ๑๐๙ ได้ค่าแรง เพียงแค่วันละ ๒๒๐ บาท จึงอยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลเรื่องค่าแรง ๓๐๐ บาทให้ได้ทุกคน แม้แต่ในสภาผู้แทนราษฎรจนไปถึงทุกภูมิภาค อย่าได้หลอกลวงประชาชน ขอขอบคุณ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านนิยม วรปัญญา

นายนิยม วรปัญญา บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม วรปัญญา ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับ การร้องเรียนจากราษฎรจำนวนมากว่ากำลังเดือดร้อน อยากจะให้รัฐบาลช่วยฟื้นฟูเยียวยา เพราะตอนที่น้ำท่วมนั้นก็ไม่สามารถสำรวจได้ทั่วถึง ยังตกหล่นไปเยอะ อยากให้สำรวจ เพิ่มเติมอีก และผมก็ได้รับการฝากมาจากพี่น้องว่าท่านประธานได้ช่วยให้มีการหารือ เขาได้รับประโยชน์เยอะ เพราะฉะนั้นก็ขอฝากขอบคุณไปยังท่านประธานด้วยครับ

ประการที่ ๑ กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วก็กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ ที่รัฐบาลเร่งรัดให้มีการฟื้นฟูเยียวยานั้น ก็ขอให้ช่วยเหลือดังมีรายละเอียด ประกอบมาในหนังสือนี้ ผมขอส่งให้ท่านประธานด้วยครับ ๑. ขอให้ช่วยพัฒนาถนนจากวัดเขาตำบล ไปวัดนิคมพัฒนาราม ๒. จากเกาะรังไปหนองโกใหญ่ แล้วก็หนองปล้อง คลองมะนาว และท่าเยี่ยม ๓. ขอให้บูรณะปรับปรุงถนนสายซับหินขวาง เขาสลัดได ไปยังอำเภอศรีเทพ แล้วก็จากสิงห์บุรี โพธิ์ชัย บ้านหมี่ โคกสำโรง ไปสุพรรณบุรีครับ ข้อที่ ๖ ขอให้ถนนจาก บ้านดงดินแดงไปหนองระเริงครับ ๗. สายโคกเจริญ คอกวัว แล้วก็วัดศรีมหาโพธิ์ ท่านประธานครับ มีหลายเรื่อง ขอฝากส่งเป็นหนังสือนะครับ เพื่อไม่ให้รบกวนเวลาของท่านประธานครับ ทั้งหมดก็มี ๑๑ เรื่องด้วยกันครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล พนักงาน ลูกจ้างสำนักงาน เทศบาลเมืองกระทู้ จังหวัดภูเก็ตครับ เชิญท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ ครับ

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดระยอง วันนี้ขออนุญาตหารือท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะให้ท่านได้จริงจังและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ราคาแพงแล้วก็ราคาสินค้าการเกษตรราคาตกต่ำ สืบเนื่องมาจากตั้งแต่ปีใหม่ที่ผ่านมานะครับ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพงเพิ่มขึ้นมากนะครับ ชาวจังหวัดระยองมีความเดือดร้อน หลังจากที่ผมไปพบปะพี่น้องประชาชนก็ได้รับคำร้องเรียนนะครับว่าน้ำมันเชื้อเพลิงก็มีราคา เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาแก๊ส (Gas) หุงต้มก็มีราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคา ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเพิ่มขึ้นตลอดเวลานะครับ แล้วก็สินค้าที่อุปโภค เช่น ข้าวสารก็ขึ้นราคา ต่อเนื่อง ไข่ไก่ น้ำมันพืช ผักสดต่าง ๆ มีราคาขึ้นตลอดเวลา สำหรับอาหารปรุงสำเร็จรูป เช่น ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยวต่าง ๆ ก็ขึ้นราคา พี่น้องประชาชนที่ทำอาชีพรับจ้างแล้วก็ฐานะยากจน จะได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าอุปโภค บริโภคขึ้นราคา ทำให้ไม่มีค่าใช้จ่ายเพียงพอ ที่จะใช้จ่ายในครัวเรือน ก็ขอให้ทางรัฐบาลได้รีบเข้าไปแก้ไขปัญหาราคาสินค้าที่แพงขึ้น อย่างต่อเนื่องนะครับว่ารัฐบาลทำไมถึงแก้ไม่ได้ ปล่อยให้นายทุนได้มีโอกาสได้ถอนทุนคืน หรืออย่างไร อันนี้พี่น้องประชาชนฝากถามมา ส่วนสำหรับสินค้าราคาเกษตรนั้นตกต่ำ อย่างต่อเนื่อง ยางพารา กระผมเคยเรียกร้องไว้ในสภาผู้แทนราษฎรขอให้มีราคายางแผ่นดิบ ชั้น ๓ อย่างน้อย ๑๒๐ บาทขึ้นไป ปัจจุบันก็ยังไม่ได้ มันสำปะหลังระบบจำนำก็ยังล้มเหลวอยู่ ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทก็ยังไม่ได้นะครับ ข้าวเปลือกก็ยังไม่สามารถที่จะจำนำได้ในเขต จังหวัดระยอง ผลไม้ ทุเรียน เงาะ ทุเรียนต่าง ๆ กำลังจะออกมาก็ยังไม่มีสัญญาณว่าได้มี การเตรียมที่จะจัดสรรงบประมาณมาเพื่อพยุงราคาไว้นะครับ สับปะรดก็ราคาตกต่ำนะครับ ก็ขอให้รัฐบาลเร่งให้การช่วยเหลือแล้วก็จะได้เอาเวลาเจียดจากการที่จะไปแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญหรือทำงานการเมืองมาทำงานเพื่อปากท้องพี่น้องประชาชนให้เต็มที่ต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านนิยม เวชกามา

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ซึ่งเป็นความเดือดร้อนได้รับการร้องเรียน จากคณะครูโรงเรียน ตชด. ซึ่งมีอยู่แห่งเดียวของจังหวัดสกลนคร คือโรงเรียนค็อกนิสไทย ตั้งอยู่ที่บ้านพรหมศรีธาตุ ตำบลแมดนาท่ม อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร เนื่องจาก โรงเรียนแห่งนี้ตั้งขึ้นมาโดยบริษัท ค็อกนิสไทย จำกัด เป็นคนจัดสร้างให้ ทีนี้สัญญาจะหมด ในเดือนเมษายน คณะครูยังไม่รู้ทิศทางตัวเองว่าจะได้รับการดูแลอย่างไร ขอฝากถึง ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์สุชาติ ธาดาธำรงเวช ว่าให้เข้าไปดูข้าราชการครูเหล่านั้นด้วยครับ

อีกเรื่องหนึ่ง ต้องฝากถามถึงท่านรัฐมนตรีซึ่งดูแลเรื่องการเกษตร เนื่องจาก พี่น้องปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่จังหวัดสกลนคร จะไม่เหมือนที่อื่น ปัญหาก็คือลานมันสำปะหลัง ในจังหวัดสกลนครมีมาก แต่ไม่รับการรับจำนำจากผู้ปลูกมันสำปะหลังซึ่งมีพื้นที่ปลูก เป็นหลายพันไร่ คือมีลานมันสำปะหลัง แต่ลานมันสำปะหลังเหล่านี้ไม่ได้รับใบอนุญาต ประกอบการอุตสาหกรรม จึงไม่มีสิทธิที่จะรับจำนำ เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนในจังหวัดผม จำนวนมากได้รับความเดือดร้อนมาก ส่วน ธ.ก.ส. เองก็พร้อมที่จะดำเนินการ แต่ว่าลานมันสำปะหลัง จริง ๆ ที่รับจำนำมีอยู่ที่เดียวคือจังหวัดบึงกาฬ ส่วนที่จังหวัดนครพนมก็มีความเดือดร้อน เช่นเดียวกัน ก็ฝากถึงรัฐมนตรีด้วยว่าปัญหาเหล่านี้หมดไปเมื่อไรจะมีการแก้ปัญหาได้

อีกเรื่องหนึ่งที่ฝาก คือเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนริม ๒ ฟาก ของลำน้ำก่ำ วันนี้แห้งแล้งน้ำไม่มีสักหยดแล้วครับ หลังจากที่ช่วงฤดูฝนก็ท่วมไหลบ่าเข้าไร่นา แต่วันนี้น้ำในลำน้ำก่ำซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำโขงจากหนองหาร ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุด ในภาคอีสาน ไม่มีน้ำสักหยดเลยครับ วันนี้เดินข้ามไปมาได้ ผู้ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร ๒ ฟากฝั่ง ได้รับความเดือดร้อน ฝากผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในวันนี้ผมขออนุญาตหารือท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กรณีของ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ปกติแล้วมหาวิทยาลัยแม่โจ้อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่แต่ว่าไปเปิดศูนย์สัญจร หรือว่าวิทยาเขตในภาคใต้นะครับ มีที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี อำเภอเบตง จังหวัดสตูล จังหวัดกระบี่ และจังหวัดพัทลุง ปรากฏว่าทาง สกอ. ได้ไปตรวจสอบคุณภาพ ของการศึกษาที่อำเภอหาดใหญ่ที่เดียว หลังจากพบว่ามีคุณภาพที่ไม่เหมาะสม ก็เลย ทำการปิดศูนย์สัญจรทั้งหมดทั้ง ๗ วิทยาเขต ก็ทำให้บรรดานักศึกษาที่เรียนสาขารัฐศาสตร์ แบบต่อเนื่อง ๒ ปี จึงประสบปัญหาว่าอาจจะไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนต่อ ในโอกาสของ การเรียนของคนในภาคใต้นั้นสำคัญเป็นอย่างยิ่งครับ มีทั้งตำรวจ ทหาร ซึ่งเป็นข้าราชการ ชั้นผู้น้อยซึ่งอยากจะขอทำการศึกษาต่อ มีทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง อบต. อบจ. นักศึกษาที่จบจากวิทยาลัยชุมชนต่างก็มีความสนใจในเรื่องนี้ จึงขออนุญาตที่จะได้ ปรึกษาหารือไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่จะให้ทำการทบทวนในเรื่องนี้ครับ หากว่ามีความจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาการศึกษา ก็ขอให้สนับสนุนการพัฒนาอย่างเต็มที่ และขอให้พิจารณาทบทวนว่าไม่น่าจะหยุดหรือว่ายุติในการจัดการศึกษาที่ศูนย์สัญจร ทั้ง ๗ วิทยาเขต ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านอนุรักษ์ บุญศล ครับ

นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต กราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและ หรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เรื่อง ขอแยกหมู่บ้านคำสะอาด ๒ หมู่ ๘ ขอความกรุณาห้องโสตทัศนูปกรณ์ ฉายภาพนิ่งให้ด้วยนะคะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ดิฉันได้รับการประสานงานจากนายวีระชน ชัยสมบูรณ์ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านคำสะอาด ๒ พี่น้องประชาชนมาร้องเรียนดิฉันที่วัด ในวัดเล็ก ๆ ซึ่งพี่น้องประชาชนนั้นอยู่ตามหัวไร่ปลายนา มี ๒ ภาพด้วยกัน ขอภาพที่ ๒ ที่กำลังปรึกษา จับเข่านั่งคุยกันค่ะ ท่านประธานคะ ตำบลคำสะอาด อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เพื่อขอแยกหมู่บ้าน บ้านคำสะอาด ๒ ตำบลคำสะอาด ประชากรในหมู่บ้านคำสะอาด ๒ นี้ มี ๒๘๔ หลังคาเรือนแล้วค่ะ และยังมีราษฎรที่อยู่อาศัยอยู่ตามหัวไร่ปลายนา สวนยางพารา ประมาณ ๗๐ หลังคาเรือน เพื่อให้การดำเนินงานในการปกครอง การบริหารงานต่าง ๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงขอแยกหมู่บ้าน บ้านคำสะอาด ๒ เป็น ๒ หมู่บ้าน ท่านประธานคะ

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องการติดตาม โครงการจากกระทู้ถาม ที่ ๑๑๒ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ดิฉันได้รับเรื่องการประสานงาน จากนายวิชิต ตาลาคุณ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกศิลา อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร จากกระทู้ถามของดิฉันเอง นางอนุรักษ์ บุญศล กระทู้ถาม ที่ ๑๑๒ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ท่านประธานคะ เพื่อความชัดเจนดิฉันขอแค่ ๑ นาทีค่ะ ผ่านเลขาธิการ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ แล้วผ่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ผ่านหัวหน้า สำนักงานรัฐมนตรี วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ถึงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ลงนามโดยนายชาญนะ เอี่ยมแสง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ต้องชื่นชมว่าเจ้าหน้าที่ของสภานั้นทำงานอย่างรวดเร็วมากนะคะ และในวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๔ นั้นถึงนายอำเภอเจริญศิลป์ ในวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ตอบว่าไม่มีงบประมาณ ดังนั้นแล้วจึงร้องขอผ่านสภาผู้แทนราษฎรค่ะท่านประธานที่เคารพคะ จึงขอให้เสนาบดีที่ทำหน้าที่ปัดเป่าบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนอย่างถาวร แก้ปัญหาร้อนผ่อนคลาย สร้างรายได้ให้กับชุมชน ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์

นางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องของพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ๒ เรื่อง

เรื่องแรก ก็คือเรื่องของบุคลากรทางสาธารณสุขอย่างที่ท่านได้ทราบนะคะว่า บุคลากรทางสาธารณสุขนี้เป็นบุคลากรที่ขาดแคลนในปัจจุบัน แต่เนื่องจากว่าปัจจุบันที่จริง มีบุคลากรที่จบจากสถานที่อุดมศึกษาต่าง ๆ มีมากนะคะ แต่ว่ายังไม่ได้รับการบรรจุ ตอนนี้ ก็ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลหลายแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน แต่ว่าไม่ได้รับการบรรจุ บางคนทำงานมาประมาณสักเกือบ ๑๐ ปีแล้ว ก็อยากจะให้ทางท่านประธานประสานงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขแล้วก็ ก.พ. เพื่อที่จะทำกรอบอัตรากำลัง เพิ่มขึ้นให้เป็นขวัญกำลังใจให้กับบุคลากรทางกระทรวงสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร แล้วก็อื่น ๆ อีกมากมาย ที่ยังไม่ได้รับการบรรจุในปัจจุบันนี้นะคะ

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่ได้ร้องเรียนมาในเรื่องของ การเปิดโอกาสให้เพิ่มความรู้โดยได้รับการศึกษาต่อนะคะ แต่ว่าไม่มีทุนเพื่อที่จะได้รับ การศึกษา อยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ กรอ. ที่จะให้กู้ยืมเพื่อการศึกษานี้ ให้เปิดโอกาสโดยที่ว่าไม่ให้มีเงื่อนไขและมีข้อจำกัดมากมายนัก ก็ให้เอื้ออำนวยต่อการที่จะยืม ได้สะดวกยิ่งขึ้น เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ได้รับการศึกษากันทั่วถ้วนหน้า ก็ขอขอบคุณ ท่านประธานค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสหรัฐ กุลศรี ครับ

นายสหรัฐ กุลศรี สุพรรณบุรี

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ ๕ นั้น ประกอบด้วยอำเภอเดิมบางนางบวช อำเภอด่านช้าง และอำเภอหนองหญ้าไซ เฉพาะ ๔ ตำบล ๔ ตำบลนั้นประกอบด้วยตำบลแจงงาม ตำบลหนองขาม ตำบลทัพหลวง และตำบลหนองราชวัตรครับ ปัญหาที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

เรื่องที่ ๑ ผมได้รับการร้องเรียนจากนายซุ้ย เปี่ยมทอง อยู่หมู่ที่ ๕ บ้านทุ่งนาดี ตำบลหนองขาม อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ร้องเรียนมาว่าในขณะนี้น้ำไม่มีทำนา น้ำไม่มีรดอ้อย เนื่องจากบริเวณดังกล่าวอยู่ไม่ไกลกับเขื่อนกระเสียว ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี จึงร้องเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่ง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ช่วยกันดำเนินการผันน้ำไปสู่บริเวณที่ดังกล่าวเพื่อให้ มีน้ำในการทำนาและรดอ้อยด้วยครับ

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ เรื่องทางเชื่อมต่อระหว่างทางหลวงกับ ทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งเป็นถนนลูกรัง ด้วยประชาชนในหมู่ที่ ๒ บ้านดอนเก้า ตำบลบ่อกรุ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ร้องเรียนมาว่าถนนระหว่างทางหลวงกับทางเข้า หมู่บ้านนั้นเป็นหลุม เป็นบ่อและเป็นทางลูกรัง อยากให้ทางหลวงนั้นดำเนินการเทลาดยาง หรือคอนกรีตเพื่อที่จะให้เป็นการเชื่อมต่อที่ดี แล้วก็ได้เดินทางอย่างสะดวกสบาย จึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคมให้ช่วยดำเนินการแก้ไขและปรับปรุง เพื่อให้การสัญจรเดินทางได้สะดวกและสบายครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณชื่นชอบ คงอุดม ครับ

นายชื่นชอบ คงอุดม กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องของหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้าในเขตพื้นที่บางซื่อ ซึ่งทุกวันนี้ก็มีปัญหาว่าทางโรงพยาบาลที่เป็น โรงพยาบาลที่เคยดูแลพี่น้องประชาชนในเขตบางซื่อก็ได้ยกเลิก เพราะว่าไม่สามารถดูแล พี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็คือโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ซึ่งทุกวันนี้ ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินะครับ ก็ได้จัดให้พี่น้องประชาชนไปใช้สิทธิ ที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะและโรงพยาบาลอนันต์พัฒนา ซึ่งก็อยู่ห่างไกลจากเขตในพื้นที่บางซื่อ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นปัญหาของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนผู้สูงอายุ การที่จะเดินทางไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลก็มีความยากลำบาก เพราะจะไปทางรถเมล์ ก็ต้องต่อหลายต่อ แล้วก็การขึ้นลงรถเมล์ก็ลำบากนะครับท่านประธานครับ ส่วนปัญหา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งนะครับ เพราะว่าก็ไม่ได้มีการชดเชยให้นะครับ ตรงนี้ก็เป็นปัญหาที่พี่น้องประชาชนในเขตบางซื่อได้รับ ผมก็อยากฝากไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกระทรวงสาธารณสุขช่วยดูแล มีทางไหนที่จะทำให้พี่น้องประชาชนในเขตบางซื่อ ของผมได้กลับมาใช้นะครับ ได้มีโอกาสเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในพื้นที่ เพื่อความสะดวกสบาย แล้วก็การเข้าถึงที่เป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนทุก ๆ ส่วนนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านนันทนา ทิมสุวรรณ

นางนันทนา ทิมสุวรรณ เลย

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นันทนา ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทยค่ะ เรื่องที่ดิฉัน จะหารือท่านประธานในวันนี้นะคะ ก็เป็นความเดือดร้อนของครูและนักเรียน โรงเรียน บ้านเลยตาดโนนพัฒนา ตำบลเลยวังไสย์ อำเภอภูหลวง ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาส ทางการศึกษา ได้เปิดการเรียนการสอนระดับชั้นอนุบาล ๑ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ค่ะ ซึ่งในปัจจุบันนั้นก็มีนักเรียน ครูและพนักงานราชการรวมประมาณ ๓๐๐ คน ซึ่งได้รับ ความเดือดร้อนในเรื่องของการขาดแคลนน้ำสะอาดเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคนะคะ และรวมถึงการส่งเสริมการเรียนการสอนทางด้านการเกษตรแล้วก็อาชีพ ซึ่งที่ผ่านมา ทางโรงเรียนนั้นก็ได้อาศัยใช้น้ำจากระบบประปาหมู่บ้านของบ้านเลยตาดและบ้านโนนพัฒนา แต่ในปัจจุบันนี้ทั้ง ๒ หมู่บ้านนั้นก็มีการขยายครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น ทำให้น้ำนั้นไม่เพียงพอ บางวันก็ไหล บางวันก็ไม่ไหลนะคะ จึงสร้างความเดือดร้อนให้กับคุณครู แล้วก็นักเรียน ไม่สามารถที่จะมีน้ำใช้ได้เพียงพอ ทำให้ขาดโอกาสในการที่จะจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในการเรียน การสอน ไม่ว่าจะเป็นการสอนให้เด็กรู้จักแปรงฟัน ทำความสะอาดหลังจากรับประทานอาหาร แล้วก็กิจกรรมการเกษตรทางด้านอื่น ๆ ด้วย ทำให้คุณครูและนักเรียนเหล่านี้ก็เลยได้ทำ หนังสือร้องเรียนมาให้ดิฉันนั้นได้กราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมทรัพยากรน้ำบาดาลนะคะ โดยสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต ๔ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งดูแลรับผิดชอบพื้นที่ตรงนี้ได้ช่วยจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างระบบประปาบาดาล เพื่อให้โรงเรียนเลยตาดโนนพัฒนา เพื่อให้ครูและนักเรียนนั้นมีน้ำใช้ เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค รวมทั้งพี่น้องประชาชนทั้ง ๒ หมู่บ้านด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านธานี เทือกสุบรรณ

นายธานี เทือกสุบรรณ สุราษฎร์ธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม ธานี เทือกสุบรรณ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้รับ การร้องเรียนจากผู้ใหญ่นุกูล เลี่ยงแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๗ ขุนทะเล ว่าถนนสายซีจากหมู่บ้าน ไปสู่มหาวิทยาลัยราชภัฏยังเป็นถนนลูกรัง แล้วก็ไม่ได้รับการซ่อมบำรุง ขอให้ท่านประธาน ได้ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปบูรณะด้วย

สายที่ ๒ ถนนสายบ่อกรัง หนองหญ้าปล้อง ซึ่งเกิดอุทกภัยฝนตกหนัก เมื่อปีที่แล้วจนป่านนี้นะครับยังไม่ได้รับการซ่อมบำรุง ถนนเสียหาย ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะลัดสู่ จังหวัดต่าง ๆ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานีนะครับ

สายที่ ๓ ถนนสายบ่อกรัง-บ้านใหม่ ซึ่งก็ได้รับการเสียหายเหมือนกันครับ ท่านประธานครับ ยังมีถนนสายเลียบเกาะ จากเกาะลำพู เลียบแม่น้ำตาปี ตำบลบางใบไม้ ไปสู่ตำบลคลองน้อย ซึ่งได้รับความเสียหายจากอุทกภัยคราวที่แล้วเหมือนกันนะครับ เสียหายมากมาย

ท่านประธานครับ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีบึงขุนทะเลอยู่ในใจกลางเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อรัฐบาลได้มีแนวนโยบายที่จะขุดแก้มลิงเพื่อที่จะปกป้องเหตุ เมื่อเกิดจากน้ำท่วม ผมก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลด้วยว่าที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี บึงขุนทะเลเนื้อที่ประมาณ ๕๐๐ ไร่นะครับท่านประธาน สามารถที่จะป้องกันแล้วก็เป็นที่พักน้ำ เป็นที่เพาะพันธุ์สัตว์น้ำและยังเป็นที่ท่องเที่ยวได้อีกต่างหากนะครับ ขอฝากท่านประธาน ให้ได้มีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการของรัฐบาลด้วยนะครับ

อีกสายหนึ่งครับถนนสายเขาพลูเพื่อที่เชื่อมออกถนนเซาเทิร์น (Southern) เป็นทางลัดที่พี่น้องประชาชนจะเดินทางจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีเช่นกันนะครับ ถนนเสียหาย มากมาย ก็ขอฝากท่านประธานไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามถนนที่ผมได้เอ่ยถึงทั้งหลายเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานีและพี่น้อง ต่างจังหวัดได้เดินทางสัญจรด้วยความสะดวกครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมคิด เชื้อคง

นายสมคิด เชื้อคง อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม นายสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดอุบลราชธานีครับ มีเรื่องร้องทุกข์ เรื่องการใช้ไฟฟ้าทางการเกษตรเพื่อการเกษตรนะครับ จากนายศิวกร แก้วสง่า แล้วก็คณะ อยู่บ้านเลขที่ ๒๐๖ หมู่ที่ ๗ ตำบลโนนกาเลน อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี มาร้องทุกข์ พร้อมครอบครัว ๕๘ ครอบครัว อีกที่หนึ่งครับ นายอำพล ขมิ้นแก้ว ผู้ใหญ่บ้านศรีเมือง หมู่ที่ ๑๑ ตำบลนาเกษม อำเภอทุ่งศรีอุดม จังหวัดอุบลราชธานี แล้วก็มีร่วมมา ๔๔ ครอบครัว เดี๋ยวผมจะส่งหลักฐานให้ท่านประธานครับ ก็เรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้าการเกษตรครับ เพราะว่า พี่น้องชาวบ้านทางนั้นก็มีอาชีพทางการเกษตรทั้งนั้น ขอไปเท่าไรก็ไม่ได้ ขอทางการไฟฟ้า ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นทางประธานกรุณาแจ้งกระทรวงมหาดไทย แล้วก็การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ด้วยครับ

อีกเรื่องหนึ่งครับ ถนน อบจ. ที่ดูแลอยู่ อบจ. จังหวัดอุบลราชธานี สายบ้านนาดี ไปบ้านกะแอก ตำบลโคกสว่าง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี หน้านี้ก็พอเดินทางได้ครับ แต่ถ้าเป็นหน้าฝน เรียกว่าไปกันไม่ได้เลยละครับ เพราะฉะนั้นกรุณาแจ้ง อบจ. จังหวัดอุบลราชธานี ช่วยดำเนินการครับ

อีกเรื่องหนึ่งครับ หน้าโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม เป็นถนนแค่ ๒ เลน ถนนสาย ๒๔ โชคชัย-เดชอุดม ประชาชนมาใช้โรงพยาบาลจำนวนมากแล้วก็แคบครับ อุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อย ให้กรมทางหลวงกรุณาขยายเป็น ๔ เลน ระยะทางไม่ไกลครับ แค่ประมาณสัก ๑ กิโลเมตรเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นท่านประธานแจ้งกรมทางหลวงด้วยครับ

สุดท้ายครับ ฝากไปถึงกลุ่มสตรีที่มีกองทุนสตรีนะครับ ทางรัฐบาลดำเนินการ ที่บอกว่าให้ไปสมัครที่ กศน. ถึงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ นั้นนะครับ ขยายไปถึง ๓๑ มีนาคม เพราะฉะนั้นให้กลุ่มสตรีไปลงทะเบียนกับ กศน. ตำบล หรือ กศน. อำเภอ แล้วก็พัฒนาชุมชน เพื่อที่จะไปเลือกประธานสตรีประจำหมู่บ้าน ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอท่านสุดท้ายครับ ท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เชิญครับ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมอยากจะขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลครับ ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลได้ทราบหรือไม่ครับ ขณะนี้กำลังจะมีการสำรวจแหล่งปิโตรเลียม ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตทวีวัฒนา ซึ่งกรณีนี้ได้สร้างความวิตกกังวลให้กับพี่น้อง ชาวทวีวัฒนา และมีพี่น้องชาวฝั่งธนบุรี พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครหลายคนได้ร้องเรียน มาถึงตัวกระผม

ในประการแรก ผมได้สืบทราบมาว่าในปี ๒๕๕๑ ทางบริษัท มิตรา เอ็นเนอร์ยี่ ลิมิเต็ด ได้รับสัมปทานจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และในปี ๒๕๕๒ ก็ได้มีการกำหนด จุดสำรวจริมถนนพุทธมณฑลสาย ๒ บนเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ และปี ๒๕๕๔ ก็มีความพยายามที่จะทำการรับฟังความคิดเห็นประชาชน ซึ่งก็ทำอย่างไม่จริงจัง เพราะมีพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงหลายคนได้ร้องเรียนกับตัวกระผมว่า ไม่ทราบถึงโครงการนี้ แต่ในที่สุดเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๔ ทางสำนักนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้รับรองบทวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และได้แจ้งให้บริษัท มิตรา เอ็นเนอร์ยี่ ลิมิเต็ด ทราบในเดือนกันยายนว่าสามารถเข้าไป ดำเนินการได้หลังจากน้ำท่วมในปีที่แล้ว น้ำลดเดือนมกราคม บริษัท มิตรา เอ็นเนอร์ยี่ ลิมิเต็ด ก็ได้เข้ามาเร่งดำเนินการสำรวจพื้นที่ ตามกำหนดการวันนี้ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕ จะเป็นวันแรกที่จะมีการเริ่มสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ครับ เมื่อสักครู่ผมได้ยื่นเอกสาร ถึงกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อที่จะตรวจสอบ และติดตามเรื่องนี้ แต่ผมอยากจะขอฝากไปยังรัฐบาลครับ ถึงประเด็น ๒ ข้อด้วยกันครับ ขอเวลาสั้น ๆ ครับ

อันที่ ๑ ก็คือว่าทางรัฐบาลโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติสำรวจครั้งนี้มีมาตรการ รองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่บริเวณใกล้เคียงอย่างไรครับ

แล้วในประเด็นที่ ๒ ถ้ามีการพบแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่นี้จริง ซึ่งพื้นที่นี้ เป็นพื้นที่อยู่อาศัย เป็นพื้นที่สีเขียว ทางรัฐบาลจะมีนโยบายอนุญาตให้มีการผลิตปิโตรเลียม ในเชิงพาณิชย์บนพื้นที่บริเวณนี้หรือไม่ครับ ขอความชัดเจนตรงนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๘๒ คน
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อเข้าประชุม ๓๘๖ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ ผมขออนุญาตดำเนินการ ตามระเบียบวาระนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ คือรับทราบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนะครับ

ตามที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๕ กรณีพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งและวรรคสองหรือไม่นั้นนะครับ

บัดนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าวได้ตราขึ้น เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศและเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง สำหรับรายละเอียดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผมได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ สำเนาเพื่อแจกให้แก่สมาชิกแล้วนะครับ จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ก่อนที่ที่ประชุม จะพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ ผมขอปรึกษาที่ประชุมเพื่อนำพระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับ ซึ่งปรากฏในระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๑๑ และที่ ๑๒ ขึ้นมาพิจารณาก่อนตามลำดับครับ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๔ วรรคสาม กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาโดยไม่ชักช้า จะมีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือเปล่าครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ไม่มี ผมขออนุญาต ดำเนินการตามนี้นะครับ ในการประชุมเพื่อพิจารณาพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับในวันนี้ นอกจากจะมีการถ่ายทอดทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุ กระจายเสียงรัฐสภาตามปกติแล้วนะครับ ผมได้อนุญาตให้มีการถ่ายทอดทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทยตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑ วรรคสอง จนเสร็จสิ้นการพิจารณา พระราชกำหนดด้วยนะครับ จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วนที่ ๑๑ คือพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

ก่อนที่ผมจะอนุญาตให้รัฐมนตรีแถลงเหตุผล ผมขอเรียนให้ที่ประชุมทราบว่า คณะรัฐมนตรีได้ลงมติเห็นชอบให้เสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ ผมขอหารือที่ประชุมเพื่อขอนำกรอบการใช้จ่าย เงินกู้ดังกล่าวพิจารณาไปในคราวเดียวกันกับพระราชกำหนดฉบับนี้ครับ เชิญท่านไพจิตครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน นครพนม

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย กระผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานเพื่อได้ดำเนินการประชุม พระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ คือพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ นั้น กระผม ขอเสนอให้มีการรวมพิจารณาทั้ง ๒ ฉบับ แล้วก็แยกกันลงมติทีละฉบับซึ่งเป็นพระราชกำหนด ที่มีหลักการแนวพิจารณาทำนองเดียวกันในการแก้ไขปัญหาทางการเงินของชาติทั้ง ๒ ฉบับครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีสมาชิกเสนอให้ รวมพิจารณาเรื่องด่วนที่ ๑๑ และเรื่องด่วนที่ ๑๒ นะครับ แต่เมื่อสักครู่ผมแจ้งยังไม่จบ ขอนิดเดียวครับ เรื่องกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ดังกล่าวผมได้ให้เจ้าหน้าที่แจกเอกสารรายละเอียด ให้กับสมาชิก ได้อนุญาตให้แจกแล้วนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ไม่มีท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ขอพิจารณารวมกันนะครับ ผมขออนุญาตดำเนินการตามนี้ครับ

เรื่องด่วนที่ ๑๑ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวาง ระบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอปฏิบัติหน้าที่ ในนามของคณะรัฐมนตรีกราบเรียนเสนอพระราชกำหนด ๒ ฉบับ เพื่อการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ ได้แก่ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนด ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ด้วยอ้างถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๕ ได้เห็นชอบให้มีการตราพระราชกำหนดขึ้น ๔ ฉบับพร้อมกัน ได้แก่ พระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. ๒๕๕๕ พระราชกำหนด การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ และต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับดังกล่าว เพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมาย และภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘๔ ซึ่งได้กำหนดไว้ให้ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติ สาธารณะและคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไปให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาโดยมิชักช้า ในครั้งนี้รัฐบาลขอเรียนชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นในการออก พระราชกำหนด ๒ ฉบับ คือพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ พร้อมกัน

เนื่องจากในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้เกิดวิกฤตการณ์อุทกภัยอย่างร้ายแรงในหลายพื้นที่ ของประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง ทั้งนี้ธนาคารโลก ได้ประเมินความเสียหายด้านเศรษฐกิจจากภาวะอุทกภัยครั้งนี้คิดเป็นมูลค่าประมาณ ๑.๔ ล้านล้านบาท ความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้ได้กระจายตัวไปทุกภาคส่วนของประเทศ ที่เห็นได้ชัดเจนคือภาคอุตสาหกรรม โดยมีนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดปทุมธานีได้รับความเสียหายจำนวนรวมกัน ๗ แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแหล่งผลิต วัตถุดิบของอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารและเครื่องดื่ม ยาง และผลิตภัณฑ์พลาสติก รวมมูลค่า ความเสียหายกว่า ๒๓๗,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงาน ที่อยู่นอกเขตนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวกระจายตัวอยู่ใน ๘ จังหวัด คิดเป็นมูลค่ารวมกัน ของความเสียหายใกล้เคียงกัน ซึ่งเมื่อรวมมูลค่าความเสียหายทั้งโรงงานที่อยู่ใน นิคมอุตสาหกรรม และนอกนิคมอุตสาหกรรมแล้วคิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกันทั้งสิ้นกว่า ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน ซึ่งได้แก่ อาคารสถานที่ เครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบและสินค้าที่รอการจำหน่ายแล้วยังเกิดความเสียหายต่อรายได้ ทั้งในขณะที่เกิดอุทกภัย และรายได้ในอนาคตจากการที่โรงงานไม่สามารถดำเนินการผลิตได้ ซึ่งได้ประมาณมูลค่าการผลิตของโรงงานที่ได้รับความเสียหายเฉพาะในส่วนของนิคมอุตสาหกรรม จะต้องมีผลกระทบลดลงเป็นมูลค่ากว่า ๓๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งนี้ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่ แต่เพียงในโรงงานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไป ในวงกว้าง เนื่องจากโรงงานที่ได้รับความเสียหายส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่ผลิตชิ้นส่วน และวัตถุดิบต้นน้ำป้อนให้กับโรงงานที่ได้รับผลิตภัณฑ์จากโรงงานเหล่านั้นไปยังในประเทศ หรือต่างประเทศ จึงส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการขาดแคลน ชิ้นส่วน วัตถุดิบในการผลิต รวมทั้งได้ส่งผลต่อการจ้างงานของแรงงานที่อยู่ในกระบวนห่วงโซ่ อุปทานการผลิตดังกล่าวให้จำเป็นต้องหยุด หรือชะลอการดำเนินกิจการ ทั้งนี้ประมาณการว่า มีแรงงานที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้จำนวนกว่า ๙๐๐,๐๐๐ คน สำหรับความเสียหาย ในภาคเกษตรกรรมนั้นมีพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับความเสียหายประมาณ ๑๑ ล้านไร่ และส่งผล กระทบต่อเกษตรกรจำนวนกว่า ๑.๔ ล้านคน สูญเสียรายได้ประมาณ ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งในด้านคุณภาพชีวิต และรายได้ของพี่น้องประชาชน และรายได้ ต่าง ๆ เหล่านั้นมีความเสียหายต่อทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิต ภาคการพาณิชย์ ภาคเกษตรกรรมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และต่อภาคการส่งออกซึ่งมีความสำคัญ เป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ ๗๐ ของรายได้ของประเทศ ปรากฏผลเป็นการขยายตัวของ การส่งออกที่ต่ำกว่าเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจากเดิมเคยคาดหมายว่าจะสามารถขยายตัว การส่งออกได้ถึงเกือบร้อยละ ๒๕ แต่ในที่สุดผลกระทบนี้ได้ส่งผลให้การขยายตัวเพิ่มขึ้น เพียงประมาณร้อยละ ๑๗ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อเสถียรภาพของการค้าส่งและค้าปลีก ทั้งจากปัญหาด้านอุปทานของสินค้าที่ได้รับจากอุปสรรคด้านการผลิต และจากกำลังซื้อ ของผู้บริโภคที่มีความจำเป็นที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูบูรณะกิจการและบ้านเรือน ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งหากพี่น้องประชาชนขาดความมั่นคงทางการจ้างงานและรายได้ จนขาดความเชื่อมั่นในการบริโภคอาจเกิดความเสียหายในภาคการผลิตและการค้าเพื่อการบริโภค เป็นมูลค่าอีกสูงถึง ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ภาวะอุทกภัยได้ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือน ของประชาชนเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ ๕๓ จังหวัด ซึ่งรวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วย คิดเป็นความเสียหายรวมทั้งสิ้นกว่า ๒,๖๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถประเมินความเสียหาย เป็นตัวเงินได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้มีมาตรการฟื้นฟูเยียวยาแก้ไขในเบื้องต้น และกำลังเร่งดำเนินการเพื่อฟื้นฟูความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างสุดความสามารถ ซึ่งความเสียหายดังกล่าวข้างต้นทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือใช้คำ ภาษาอังกฤษที่เรียกเป็นอักษรย่อว่า จีดีพี (GDP) ลดลงอย่างรุนแรง ซึ่งขณะนี้คาดว่า เศรษฐกิจของประเทศในปีปฏิทิน ๒๕๕๔ จะขยายตัวได้เพียงร้อยละ ๐.๑ จากเดิม ซึ่งเคยประมาณการไว้ที่ร้อยละ ๓.๘ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลตระหนักดีว่าผลจาก ความเสียหายในครั้งนี้ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวมเริ่มถดถอยและอยู่ ในภาวะที่มีความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นสาธารณะ จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการฟื้นฟูประเทศ ทั้งการแก้ไข เยียวยาความเสียหาย การป้องกันภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ และการสร้างความเชื่อมั่น ในการประกอบอาชีพของพี่น้องประชาชนและผู้ลงทุน ซึ่งรัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการ เพื่อรับผิดชอบในการดูแลแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศที่ใช้อักษรย่อว่า กยอ. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำที่ใช้อักษรย่อว่า กยน. ซึ่งคณะกรรมการทั้ง ๒ คณะ ได้มีการประชุมและได้ข้อสรุปถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยได้กำหนดให้มีการลงทุน ในโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ซึ่งต้องใช้วงเงินในการดำเนินการประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เนื่องจากวงเงิน ที่ต้องการใช้มีจำนวนสูงและไม่สามารถดำเนินการโดยใช้งบประมาณประจำปีได้ด้วยข้อจำกัด ๒ ประการ

ประการแรก การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณนั้นถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมาย ๒ ฉบับ คือพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ และพระราชบัญญัติการบริหาร หนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ รัฐบาลสามารถกู้เงินเพื่อชดเชย การขาดดุลได้ไม่เกินจำนวน ๕๑๓,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้กำหนดวงเงินขาดดุลงบประมาณไว้แล้ว ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นจึงเหลือวงเงินที่สามารถกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณได้อีกเพียง ๑๑๓,๐๐๐ ล้านบาท

สำหรับข้อจำกัดประการที่ ๒ หากจะรอเพื่อขอใช้วงเงินงบประมาณประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๖ จะทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินโครงการและเพิ่มความเสี่ยงที่จะ ไม่สามารถป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนของปีนี้และในปีถัดไปได้ทันเวลา ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ เพื่อให้กระทรวงการคลัง มีอำนาจกู้เงินในวงเงินไม่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำมาใช้จ่ายในการดำเนินการ ป้องกันภัยพิบัติล่วงหน้าและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นนับจากนี้เป็นต้นไป

ในการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ ให้เกิดผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบและบูรณาการ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ กยอ. จึงพิจารณากำหนด กรอบการลงทุนเพื่อฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ และด้านอื่น ๆ ไว้ดังนี้

๑. แผนงานฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าและระบบนิเวศโดยการปลูกป่า สร้างฝายแม้ว และอนุรักษ์ดินต้นน้ำของแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ท่าจีน และป่าสัก การสร้างอ่างเก็บน้ำ ในลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำป่าสัก และบริหารจัดการเขื่อนเก็บกักน้ำ รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำเป็นวงเงินจำนวน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท

๒. แผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเดิมหรือตามแผนใหม่ ที่วางไว้โดยการจัดทำทางน้ำหลากฟลัดเวย์ (Floodway) หรือทางผันน้ำ ฟลัด ไดเวอร์ชัน แชนเนิล (Flood diversion channel) รวมทั้งถนนและอาคารองค์ประกอบเพื่อรับน้ำหลากจากแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยา ไปยังทางตะวันออกหรือทั้ง ๒ ฝั่ง การจัดทำผังการใช้ที่ดินหรือการใช้ประโยชน์ที่ดินในผัง และปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลักและคันน้ำ ริมแม่น้ำส่วนที่เหลือ รวมทั้งการปรับปรุง ยกระดับถนนและทางหลวงเพื่อป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนและคันกั้นน้ำ ตามแนวพระราชดำริในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล วงเงินจำนวน ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท

๓. แผนงานพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์ และเตือนภัย โดยการจัดทำ ระบบฐานข้อมูล ระบบพยากรณ์ ระบบเตือนภัย แผนเผชิญเหตุ รวมทั้งการจัดตั้งองค์กรให้มี กฎระเบียบที่จำเป็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน วงเงิน ๓,๐๐๐ ล้านบาท

๔. แผนงานการกำหนดพื้นที่รับน้ำนอง และมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับ ผลกระทบจากการใช้พื้นที่เพื่อการรับน้ำ โดยปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานให้เป็นแก้มลิง แม่น้ำประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งมีพื้นที่สำคัญ ได้แก่ พื้นที่ชลประทานของโครงการพิษณุโลก และของโครงการเจ้าพระยาใหญ่ และพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ วงเงินจำนวน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท

๕. แผนการดำเนินการบริหารจัดการน้ำของ ๑๗ ลุ่มน้ำที่เหลือนอกจาก ลุ่มน้ำเจ้าพระยา วงเงินจำนวน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท และ

๖. แผนดำเนินการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ วงเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมกันทั้งสิ้น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และโดยที่บทบัญญัติ มาตรา ๓ แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินนี้ได้กำหนดให้คณะรัฐมนตรี เสนอกรอบการใช้จ่ายเงินต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนเริ่มดำเนินการด้วย คณะรัฐมนตรี จึงขอนำเสนอกรอบในการใช้จ่ายเงินตามพระราชกำหนดในวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟู และสร้างอนาคตประเทศ กยอ. ได้พิจารณา และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบ การบริหารจัดการน้ำ กยน. ได้ร่างแผนการดำเนินงานไว้แล้วต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ ในครั้งนี้ด้วย

ท่านประธานที่เคารพครับ โดยที่การกู้เงินดังกล่าวเป็นการเพิ่มภาระหนี้ สาธารณะให้แก่รัฐบาลที่จะต้องจัดสรรเงินงบประมาณในการชำระดอกเบี้ยและต้นเงินกู้ โดยหนี้สาธารณะที่มีอยู่ในปัจจุบันมีจำนวนรวมทั้งสิ้นประมาณ ๔.๔๕ ล้านล้านบาทนั้น เป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรงจำนวน ๒.๐๔ ล้านล้านบาท หนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อชดเชยความเสียหาย ให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำนวน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ซึ่งหนี้จำนวนนี้นับเป็นจำนวนถึงร้อยละ ๒๗ ของหนี้สาธารณะทั้งหมด หนี้รัฐวิสาหกิจ ที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน ๑.๐๘ ล้านล้านบาท และหนี้อื่น ๆ อีก ๐.๑๘๖ ล้านล้านบาท

ท่านประธานที่เคารพครับสำหรับหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงินซึ่งได้เกิดขึ้นจากการที่กระทรวงการคลังเข้าไปรับภาระความเสียหายของกองทุน ที่เกิดจากการแก้ไขปัญหาวิกฤติของระบบสถาบันการเงินเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งปัจจุบันยังมี วงเงินหนี้คงค้างอยู่ในระดับสูงถึง ๑.๑๔ ล้านล้านบาท โดยเป็นหนี้สาธารณะที่ประชาชน โดยรวมต้องแบกรับภาระชดใช้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระดอกเบี้ย โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะชำระเงินต้นตามเงื่อนไขของพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้ พ.ศ. ๒๕๔๑ และ พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบันสามารถชำระเงินต้นลงได้เพียงประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาท จึงทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องนำเงินภาษีของประชาชนไปชำระดอกเบี้ยหนี้เงินกู้ ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นจำนวนเงินกว่าปีละ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาได้ชำระไปแล้วรวมทั้งสิ้น ๖๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งนอกจากจะเป็นการเสียโอกาส ในการนำเงินไปใช้ลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ แล้วยังอาจเป็นปัญหาด้านความน่าเชื่อถือของประเทศในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะ ให้มีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพด้านการชำระคืน ท่ามกลางสถานการณ์ทางการคลัง ที่รัฐบาลยังคงใช้นโยบายการคลังระบบงบประมาณขาดดุลอยู่ในระยะปัจจุบันและอนาคต อันใกล้ รวมทั้งความจำเป็นที่จะต้องระดมเงินจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อลงทุน วางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศตามแนวทางของพระราชกำหนด ให้อำนาจแก่กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ รัฐบาลจึงเห็นสมควรให้ออกพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ เพื่อเป็นการปรับระบบการบริหารจัดการชำระดอกเบี้ยโดยให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการชำระคืนต้นเงินกู้และชำระ ดอกเบี้ยเงินกู้โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินงานของกองทุน ดังกล่าว ตลอดจนปรับปรุงการจัดหาแหล่งเงินในการชำระต้นเงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ ให้มีความต่อเนื่องเพื่อยอดหนี้สาธารณะจำนวน ๑.๑๔ ล้านล้านบาทดังกล่าวจะได้รับ การบริหารจัดการอย่างมีระบบและย่อมส่งผลให้รัฐบาลมีงบประมาณรายจ่ายเพียงพอ ที่จะนำไปบริหารจัดการหนี้สาธารณะในส่วนอื่นและ หรือนำไปสมทบกับแหล่งอื่นเพื่อที่จะ นำไปใช้ในการบูรณะฟื้นฟูและพัฒนาประเทศอีกทั้งยังเป็นการสร้างเสถียรภาพต่อระบบ การเงินการคลังของประเทศโดยรวม จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจ หลีกเลี่ยงได้เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ จากเหตุผลความจำเป็นที่รัฐบาลได้แถลงมานั้น กระผม และคณะรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าท่านประธานและท่านสมาชิกจะได้เล็งเห็นเจตนารมณ์อันแน่วแน่ ของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติที่เป็นการแก้ไขปัญหาทั้งเฉพาะหน้า และการวางแผนเพื่อการฟื้นฟูบูรณะอนาคตประเทศในระยะยาว ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่รัฐบาลเห็นว่ามีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จึงหวังว่าท่านประธาน และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจะได้ให้การสนับสนุนและพิจารณาเห็นชอบในพระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับ เพื่อรัฐบาลจะเร่งดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน สืบไป ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับครูและนักเรียนสาขาเลขานุการโรงเรียนเกษมโปลีเทคนิค กรุงเทพมหานครครับ และยินดีต้อนรับผู้บริหารท้องถิ่นสมาชิกสภา พนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลบาโร๊ะ จังหวัดยะลา ท่านรัฐมนตรีได้แถลงเสนอเรื่องด่วนที่ ๑๑ เรื่องด่วนที่ ๑๒ เรียบร้อยนะครับ เชิญท่านกรณ์ จาติกวณิช ครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช บัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านได้กรุณาลำดับเหตุผลที่มาของการตราพระราชกำหนด ทั้ง ๔ ฉบับของรัฐบาล โดยที่ท่านได้อ้างถึงความเสียหายจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในช่วง ปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมาได้พูดถึงตัวเลขความเสียหายมหาศาลซึ่งผมก็ขออนุญาตยืนยันอีก ครั้งหนึ่งนะครับว่าอุทกภัยที่ผ่านมานั้นได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับระบบ เศรษฐกิจของประเทศและต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างปฏิเสธไม่ได้ เอาเข้าจริง ทางธนาคารโลกได้ลำดับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยในปี ๒๕๕๔ ว่าเป็นความเสียหาย ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผล ต้นตอที่มาจากธรรมชาติเป็นความเสียหายที่สูงที่สุด อันดับ ๔ ในประวัติการเก็บสถิติของธนาคารโลก ที่เสียหายหนักที่สุดก็น่าจะเป็นสึนามิ ที่เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ลำดับที่ ๒ ก็คือแผ่นดินไหวเมื่อ ๒๐ ปีก่อนที่เกิดขึ้นที่โกเบ ประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน ลำดับที่ ๓ ก็คือพายุแคทรีนา (Katrina) ที่เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา และลำดับที่ ๔ ก็คือ ที่ประเทศไทยเรานั่นเอง เป็นสถิติที่ไม่ได้น่าภาคภูมิใจนะครับที่เราติดอับดับของโลก และประเด็นข้อแตกต่างที่ทางธนาคารโลกได้หยิบยกขึ้นมาในกรณีความเสียหายของประเทศเรา ก็คือความเสียหายนั้น ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ประเทศไทยเราโดยเฉพาะ ในส่วนของรัฐบาล ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ความผิดพลาดในการบริหารจัดการปัญหา ที่มีจุดเริ่มต้นจากภัยธรรมชาติว่าทำไมจึงทำให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลกับ พี่น้องประชาชนมากถึงขนาดนี้ เอาว่า ณ วันที่รัฐบาลเข้ามารับตำแหน่ง รัฐบาลเองก็ได้ ประมาณการว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเราจะอยู่ในลำดับสูงถึง ๔.๕-๕ เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมทำให้ ณ ปัจจุบันตัวเลข เป็นทางการได้มีการปรับลดลงมาว่าอาจจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงแค่ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นี่คือความเสียหายในแง่ของรายได้ของ พี่น้องประชาชนนับหลายแสนล้านบาทที่เกิดขึ้นจากการบริหารที่ผิดพลาดของรัฐบาล ในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วหน้าที่ของพวกเราทุกคนก็คือมองไปสู่อนาคต มองไปสู่ อนาคตว่าเราจะป้องกันไม่ให้มีความเสียหายเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันในปีนี้และปีต่อ ๆ ไป อย่างไร และรัฐบาลก็ได้หาคำตอบด้วยการตราพระราชกำหนดขึ้นมา ๔ ฉบับ โดยอ้างว่า ๔ ฉบับนี้มีความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ตอบโจทย์ประชาชนและผู้ประกอบการ ที่ได้รับความเสียหายและตอบโจทย์ความต้องการในการป้องกันภัยพิบัติหรือภัยที่อาจจะ เกิดขึ้นจากน้ำท่วมในอนาคต ก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่กลางเดือนมกราคมอนุมัติ ๔ พระราชกำหนด แล้วก็ได้มีการลงราชกิจจานุเบกษาในวันที่ ๒๖ มกราคมในทั้ง ๔ พระราชกำหนด โดยที่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านในสภาก็ได้พิจารณา ในรายละเอียดทั้ง ๔ พระราชกำหนด และเราก็ได้เห็นด้วยสนับสนุนการตราพระราชกำหนด ๒ ฉบับโดยรัฐบาลแล้วก็ได้มีการพิจารณาในสภาแห่งนี้ไปแล้ว ได้มีการท้วงติงในรายละเอียด แต่ในหลักการเราก็ได้สนับสนุนให้รัฐบาลได้สามารถที่จะเดินหน้าในการตราพระราชกำหนด ตั้งกองทุนประกันมูลค่าโดยรวม ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นมาเพื่อที่จะรองรับความจำเป็นในการ แสวงหาประกันโดยผู้ประกอบการไทย พระราชกำหนดฉบับที่ ๒ ที่ฝ่ายค้านพิจารณาแล้ว เห็นตรงกับรัฐบาลว่าควรที่จะต้องมีการผลักดันโดยเร็ว ก็คือพระราชกำหนดที่ให้อำนาจ ธนาคารแห่งประเทศไทยในการที่จะจัดสรรเม็ดเงินสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำให้กับ ประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เราเพียงหวังและติดตามว่า รัฐบาลจะเร่งรีบในการดำเนินการตามอำนาจกฎหมายจากที่ได้รับในการออกพระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับนั้น นี่ก็เป็นตัวสะท้อนว่าในส่วนของฝ่ายค้านเองถึงแม้ว่าเรามีความเป็นกังวล ต่อประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา มีเรื่องอะไรที่เราคิดว่า ถ้าเราสนับสนุนได้ก็จะนำมาซึ่งความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของประเทศในสายตาของนักธุรกิจ ทั้งต่างประเทศและในประเทศ รวมไปถึงความมั่นใจในส่วนของพี่น้องประชาชนว่าจะปลอด จากอุทกภัยในอนาคต เราก็ยินดีที่จะสนับสนุน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของ พระราชกำหนด ๒ ฉบับที่วันนี้เรามีหน้าที่ในการพิจารณาร่วมกันในสภาแห่งนี้ ในส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านได้มีความกังวลในแง่ของความชอบทางกฎหมายในการ ตราพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้ ว่าด้วยมาตรา ๑๘๔ ตามรัฐธรรมนูญ และเราก็ได้ทำหน้าที่ ในฐานะฝ่ายค้านในสภาในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีโอกาสได้ตีความเพื่อมีความชัดเจน ในการดำเนินการต่อไป และทางศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ได้กรุณา วินิจฉัยแล้วว่าทั้ง ๒ พระราชกำหนดนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ชอบด้วยกฎหมาย เพราะฉะนั้น วันนี้ท่านประธานครับ หน้าที่ของเราในสภาก็คือพิจารณาในแง่ของความเหมาะสมของ ทั้ง ๒ พระราชกำหนด ซึ่งในส่วนของกระผมเองผมคงจะใช้เวลาไม่มากนักของสภาในการที่จะ พิจารณาความเหมาะสม ใน ๒ มิติด้วยกัน

ในมิติแรก ก็คือมิติคำถามว่ารัฐบาลมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ในการที่จะ ตัดสิทธิและอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติในการที่จะมีส่วนร่วม ในการพิจารณารายละเอียด ของกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจและพี่น้องประชาชนทั้ง ๒ ฉบับนี้ เพราะรัฐบาลเลือกที่จะใช้อำนาจในส่วนของฝ่ายบริหารในการตรากฎหมายในรูปของ พระราชกำหนด ถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าถูกกฎหมายแต่ก็เป็นหน้าที่ของพวกเรา ในสภาที่จะพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะสิทธินี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การลิดรอนสิทธิ ของพวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่เป็นการลิดรอนสิทธิของพวกเราในฐานะ ตัวแทนของพี่น้องประชาชนที่จะปฏิบัติหน้าที่โดยชอบในการที่จะพิจารณาอย่างรอบคอบว่า กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้มีความครบถ้วน มีผลกระทบในเชิงลบเชิงบวกอย่างไรกับพี่น้องประชาชน และมีความจำเป็นที่ควรจะต้องปรับปรุงแก้ไขให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้น อย่างไรหรือไม่ แต่อำนาจนี้ถูกลิดรอนจากพวกเราไป ประชาชนไม่มีโอกาสที่จะให้ตัวแทน ของประชาชนที่เลือกมาปฏิบัติหน้าที่ในสภาได้ทำหน้าที่ในการพิจารณากฎหมาย จึงมีความจำเป็น ที่จะต้องพิจารณาว่าการกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสมและควรที่ได้รับการเห็นชอบ โดยสภาแห่งนี้หรือไม่

ในมิติที่ ๒ ก็คือในส่วนของสาระของพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับว่า พระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจและมีผลต่อความเป็นอยู่ของ พี่น้องประชาชนอย่างไร มีประเด็นใดที่พวกเรามีความกังวลหรือไม่ว่าอาจจะมีผลในทางลบ ที่รัฐบาลอาจจะไม่ได้คิดถึง และควรที่จะมีการพิจารณาถึงขั้นที่จะต้องลงมติไม่เห็นชอบกับ ร่างพระราชกำหนดที่ทางรัฐบาลได้นำเสนอให้สภาได้พิจารณา

ในประเด็นแรก ผมขอที่จะอภิปรายถึงประเด็นที่เกี่ยวกับ พ.ร.ก. ให้อำนาจ รัฐบาลกู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนแรกผมต้องขออนุญาตยืนยันความคิดเห็นของ พรรคประชาธิปัตย์ว่ารัฐบาลไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนในลักษณะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการ ที่จะออกกฎหมายนี้ในรูปของพระราชกำหนด ท่านรองนายกรัฐมนตรีเมื่อสักครู่ได้ชี้แจงเอง ต่อสภาว่าการกู้ในระบบงบประมาณอาจจะไม่ทันท่วงทีต่อการใช้เม็ดเงินนี้ก่อนฤดูฝน ในปี ๒๕๕๕ ประเด็นนี้นอกจากไม่เป็นจริงแล้วยังสะท้อนถึงความหมายว่ารัฐบาลมีความพร้อม ที่จะใช้เม็ดเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก่อนฤดูฝนจะมาเยือน ซึ่งประเด็นนี้คือประเด็นที่เรา มีความกังวลมากที่สุดครับท่านประธาน ถ้าถามว่าเราเห็นด้วยหรือไม่ว่ารัฐบาลควรที่จะ ต้องลงทุน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือมากกว่านั้นในการที่จะป้องกันไม่ให้พี่น้องประชาชน ต้องเดือดร้อนอีกจากน้ำท่วมในอนาคต พวกเราชาวประชาธิปัตย์ยืนยันว่าจำเป็นและเรา สนับสนุนการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคที่จะป้องกันไม่ให้พวกเราต้องเดือดร้อน อีกเช่นเดียวกันกับช่วงปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ตรงนี้เพื่อความชัดเจนนะครับ ยืนยันว่าเห็นด้วยว่า มีความจำเป็นต้องเร่งรีบในการที่จะลงทุนป้องกันไม่ให้เกิดภัยในลักษณะเดียวกันขึ้นอีก แต่ถามว่าเราสนับสนุนหรือไม่ การที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดให้อำนาจตัวเองในการกู้ยืม เพิ่มเติมอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และต้องกู้ให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๖ ผมต้องขออนุญาตเรียนท่านประธานโดยตรงไปสู่ทางรัฐบาลครับว่าเรามองไม่เห็นจริง ๆ ว่า รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องกู้ยืมเงินมหาศาลในรูปของพระราชกำหนดในลักษณะนี้ เรามองไม่เห็นจริง ๆ ว่ารัฐบาลจะใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เมื่อไร อย่างใด จนถึงวันนี้ครับ ท่านประธาน แผนการใช้เงินของรัฐบาลยังไม่ได้มีความชัดเจนใด ๆ ทั้งสิ้น ในช่วงของการวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตเล่าให้ท่านประธานฟังว่าทางศาลได้บอกกับทั้ง ๒ ฝ่าย รัฐบาลและฝ่ายร้องว่าให้ยื่นเอกสารทั้งหมดที่มีในการยืนยันความจำเป็นหรือเหตุผล ในการคัดค้านการออกพระราชกำหนดภายในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ทุกฝ่ายทั้ง ๒ ฝ่ายรวมถึง ทางสมาชิกวุฒิสภาด้วยเป็น ๓ ฝ่าย ก็ได้ยื่นเอกสารครบถ้วน แต่เมื่อมาถึงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่จะต้องมีการชี้แจงด้วยวาจา ทางรัฐบาล ในเช้าวันนั้นได้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมเล่มหนึ่งมีความหนาประมาณเท่ากับเอกสารประกอบ การพิจารณาของเราวันนี้ให้กับทางตุลาการโดยอ้างว่านี่คือเอกสารระบุรายละเอียดการใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ของรัฐบาล แต่ท่านประธานครับ ท่านประธานทราบดีว่าเอกสาร การพิจารณางบประมาณโดยปกติแล้วเพียงแค่กรมเดียวของกระทรวงเดียวก็ตั้งสูงขึ้นมา เท่านี้แล้วครับ แต่อันนี้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพียงไม่กี่แผ่นกระดาษที่ยื่นให้กับศาลในวันที่ พวกเรามีหน้าที่ในการชี้แจงด้วยวาจา และที่สำคัญก็คือจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครได้มีโอกาส ได้เห็นเลยนะครับ ว่าในเล่มนั้นมีการระบุรายละเอียดโครงการเอาไว้อย่างไร ท่านพูดถึง การลงทุนต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจกันว่าจะต้องมีการลงทุนในการสร้าง เขื่อนบ้าง แหล่งเก็บน้ำบ้าง ฟลัดเวย์บ้าง แต่ละโครงการล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลา ในการดำเนินการนับหลายปี ดังนั้นความจำเป็นในการที่จะต้องใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถึงขั้นที่จะต้องออกเป็นพระราชกำหนดนั้นจึงไม่มี ผมท้าวันนี้เลยนะครับ ไปถึงรัฐบาลว่า ภายในปี ๒๕๕๖ มิถุนายนที่ท่านได้ขีดเส้นไว้ว่าท่านต้องกู้ยืมเงินให้ครบถ้วนภายใน สิ้นเดือนนั้น ผมท้าครับว่า ณ วันนั้นท่านได้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อป้องกันน้ำท่วม ตามพระราชกำหนดนี้ไปได้แล้วกี่บาท กี่สตางค์ ผมเชื่อครับ ไม่ถึงครึ่ง เอาเข้าจริงผมเชื่อ ด้วยซ้ำไปว่าไม่ถึง ๑ ใน ๔ หรืออาจจะน้อยกว่านั้น ดังนั้นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการที่จะ ตราพระราชกำหนดนี้จึงไม่มีในสายตาของพวกกระผม ทำไมรัฐบาลถึงไม่กู้ยืมผ่านระบบ งบประมาณ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเมื่อสักครู่นี้ได้ชี้แจงเองนะครับ ว่าเพดานเงินกู้ตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ และ พ.ร.บ. งบประมาณในงบประมาณปีปัจจุบันคือปี ๒๕๕๕ สูงถึง ๕๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่รัฐบาลมีงบประมาณขาดดุลอยู่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังมีเพดานเหลือให้กู้อีกถึง ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสามารถที่จะนำเสนอเป็น พระราชบัญญัติงบประมาณกลางปีได้ พิจารณา ๒ เดือนก็เสร็จครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี พูดไว้ด้วยซ้ำไปว่าจะผลักดันให้มีการพิจารณา ๓ วาระรวด วันเดียวจบ ดังนั้นเม็ดเงิน สามารถที่จะจัดสรรเพียงพอทันท่วงทีต่อการใช้เงินโดยรัฐบาลแน่นอน และนี่คือสาเหตุหลัก ที่เรามองว่าความเหมาะสมในการที่จะตรากฎหมายในรูปแบบนี้จึงไม่มี ประเด็นที่น่ากังวล มากกว่านั้นก็คือผลที่จะมีต่อระบบวินัยทางการคลัง ท่านประธานครับ ถ้ารัฐบาลกู้ยืมผ่าน พระราชกำหนดอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ ความหมาย ในปีงบประมาณนี้ก็คือรัฐบาลจะกู้ยืมเงินเกินเพดานที่มีการกำหนดไว้ตามกฎหมาย ซึ่งวิธีการ การบริหารราชการในลักษณะนี้เป็นวิธีการที่จะนำมาซึ่งความเสียหายต่อระดับความเชื่อมั่น การเพิ่มระดับหนี้ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างไม่จำเป็น และเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณ ให้กับประเทศชาติและพี่น้องประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีโดยไม่จำเป็นอีกต่างหาก เพราะพระราชกำหนดฉบับนี้เมื่อบังคับว่ารัฐบาลจะต้องกู้ยืมเงินทั้งก้อนภายใน สิ้นเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เห็นวี่แววว่ารัฐบาลนั้นจะนำเงินนี้ไปใช้เมื่อใด สิ่งที่ตามมาก็คือภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นเหตุผลในการตราพระราชกำหนด อีกฉบับด้วยซ้ำไปของรัฐบาลว่าต้องการที่จะลดภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลลง แต่พระราชกำหนด ฉบับนี้บังคับให้รัฐบาลกู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๖ เอาเงินมากองไว้เฉย ๆ เพราะว่ายังไม่มีแผนที่จะนำเงินนี้ไปใช้แต่อย่างใด จะทำให้รัฐบาล มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกถึงปีละประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็เป็นเงินภาษีของ พี่น้องประชาชน ผมขอย้ำนะครับ ว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้นเราเห็นด้วยว่า การลงทุนนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ที่เราคิดว่าพี่น้องประชาชนต้องการที่จะรับรู้จากรัฐบาล ในวันนี้ก็คือท่านจะใช้เงินนี้อย่างไร ท่านจะป้องกันไม่ให้เขาต้องรับภาระจากน้ำท่วม จากอุทกภัยอีกอย่างไร ท่านมีแผนในการ จัดทำฟลัดเวย์ มีแผนในการทำทุ่งนาของพี่น้องประชาชนส่วนไหนบ้างไปทำแก้มลิง ท่านต้องเปิดเผยอย่างโปร่งใสให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ ผมขอเท้าความนะครับว่า ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านได้พูดไว้ตั้งแต่ก่อนที่ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ท่านได้พูดไว้ว่าถ้าเพียงแค่รัฐบาลสามารถที่จะนำความชัดเจนว่า จะใช้เม็ดเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้อย่างไร เมื่อใด ให้กับฝ่ายค้านหรือให้กับสภาได้มีโอกาส พิจารณา พรรคประชาธิปัตย์ก็พร้อมที่จะถอนรายชื่อที่ยื่นให้กับศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ตีความทันที แต่จนถึงวันวินิจฉัยและจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมจากทางรัฐบาลใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่งบกลางของงบประมาณประจำปี ๒๕๕๕ ของรัฐบาลที่ได้จัดสรรงบประมาณไว้ ให้กับตัวเอง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ก็คือแก้ปัญหาระยะสั้น รัฐบาล ก็ยังสามารถที่จะมีมติ ครม. จัดสรรเม็ดเงินได้เพียง ๒๒,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ในงบกลางเอง ที่ถือว่าเป็นงบฉุกเฉินครับท่านประธาน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้สามารถที่จะจัดสรรได้ เพียงแค่ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง แล้ว ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่กู้ไปเพิ่มเติมท่านจะ ใช้เมื่อไร อย่างไร ประเด็นนี้รัฐบาลต้องชี้แจงนะครับ วันนี้ท่านรัฐมนตรีก็มาร่วมประชุมกัน หลายท่าน ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ก็มาร่วมประชุม วันนี้พวกเราและพี่น้องประชาชน ที่ติดตามการอภิปราย ต้องการความชัดเจนจากทางรัฐบาลว่าท่านจะใช้เม็ดเงินนี้อย่างไร จะมีผลกระทบต่อพื้นที่ของพี่น้องประชาชนส่วนใดบ้าง

ส่วน พ.ร.ก. โอนหนี้ ท่านประธานครับ พ.ร.ก. โอนหนี้ ของรัฐบาลที่กำลัง จะมีการผลักภาระหนี้ที่ปัจจุบันเป็นหนี้ของรัฐไปเป็นภาระของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่ดูแลโดยทางธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ในหลักความคิด ของความพยายามของรัฐบาลในการแก้ปัญหาภาระหนี้ส่วนนี้พวกผมไม่ติดใจ พวกผมเห็นตรงกันว่า ภาระที่มีต่อภาษีของพี่น้องประชาชนนั้นถ้ามีวิธีในการแก้ไขก็ควรที่จะช่วยกันคิด และพวกผม ก็พร้อมที่จะช่วยกับรัฐบาลในการคิด ประเด็นปัญหาก็คือทางรัฐบาลเองปิดประตู ปิดโอกาส ในการมีส่วนร่วมโดยพวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะร่วมแสดงความคิดเห็น ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้มีความกระชับและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนมากขึ้น

พ.ร.ก. นี้เร่งด่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างไรครับ ภาระหนี้ของกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ผมขอเท้าความให้กับท่านประธาน และพี่น้องประชาชนที่ติดตามการอภิปรายอยู่ได้เข้าใจเล็กน้อย เป็นภาระที่เกิดขึ้นจากคำสั่ง ของรัฐบาลให้รับภาระหนี้ของสถาบันการเงินในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี ๒๕๔๐ มาเป็นภาระ ของรัฐบาลโดยให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้นเป็นผู้รับภาระนี้ไว้ เวลาผ่านไปก็มีความชัดเจนครับว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไม่มี สถานะเพียงพอที่จะรับภาระหนี้มหาศาลก้อนนี้ไว้ได้ ดังนั้นรัฐบาล ๒ รัฐบาล ครั้งแรก คือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปี ๒๕๔๑ และครั้งที่ ๒ รัฐบาลพรรคไทยรักไทยในปี ๒๕๔๕ จึงได้มีความเห็นตรงกันในหลักการความคิดว่าภาระหนี้นี้มันหลีกเลี่ยงที่จะยอมรับว่า เป็นภาระหนี้ของรัฐบาลไม่ได้ ทั้ง ๒ รัฐบาลจึงได้ออกพระราชกำหนดซึ่งเป็นที่มาของ การรับภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นภาระของ กระทรวงการคลังจนถึงทุกวันนี้ และทุก ๆ ปีที่ผ่านมาจากนั้นรัฐบาลทุกรัฐบาลก็ต้องจัดสรร งบประมาณในการที่จะรับภาระดอกเบี้ย แล้วก็ได้มีการชำระเงินต้นไปแล้วบางส่วน นี่คือข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะโอนหนี้ไปไว้ที่ไหนก็ยังเป็นหนี้สาธารณะ เป็นหนี้ ของรัฐบาลอยู่ดี

ประเด็นก็คือภาระหนี้นี้อยู่กับเรามา ๑๐ กว่าปีแล้ว ไม่ได้มีเหตุผลเร่งด่วน ถึงขั้นที่จะต้องออกเป็นพระราชกำหนด ปิดโอกาสให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก ทุกพรรคในสภาผู้แทนราษฎรได้มีโอกาสร่วมพิจารณากฎหมายตามหน้าที่ที่ชอบโดยกฎหมาย ของพวกเรา แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความหละหลวม สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ความไม่ชัดเจน ที่ในงานสัมมนาเมื่อวานนี้เองที่ภาคเอกชนได้มีการจัดขึ้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ได้แสดงออกถึงความกังวลในความไม่ชัดเจนในบางเรื่องในพระราชกำหนดฉบับนี้ ความชัดเจนว่าในกรณีที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเอง มีรายรับไม่เพียงพอต่อการรับภาระนั้นจะเกิดอะไรขึ้น กระทรวงการคลังมีอำนาจในการที่จะ เข้ามาช่วยอุดหนุนกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินหรือไม่ ถ้าไม่มี มีผลอย่างไร ความไม่ชัดเจนในลักษณะนี้ก็คือเหตุผลที่พรรคไทยรักไทย และพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต ได้แก้ปัญหาในแนวทางด้วยการโอนเข้ามาเป็นภาระโดยตรงของรัฐบาล แต่ความคลุมเครือนี้ ปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ตราพระราชกำหนดฉบับนี้ โอนความรับผิดชอบต่อการดูแลทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงิน ทั้ง ๆ ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไม่มี ทรัพย์สินเพียงพอที่จะรับภาระหนี้มหาศาลก้อนนี้ และที่สำคัญครับท่านประธาน รัฐบาลนี้กำลังผลักภาระออกไปจากตนเองไปสู่พี่น้องประชาชนโดยตรง รัฐบาลอ้างว่า เป็นการผลักภาระไปให้กับทางธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้มอบ อำนาจให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยไปเก็บธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มเติม ซึ่งก็เป็นที่รู้กันโดยเปิดเผยว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือธนาคารพาณิชย์เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ก็จะผลักภาระนั้นให้กับลูกค้าของธนาคาร ลูกค้าของธนาคารคือใคร ก็คือพี่น้องประชาชนนั่นเอง และนี่ก็คือความหละหลวมที่ทางพรรคฝ่ายค้านต้องพูดครับ ถ้าพรรคฝ่ายค้านไม่พูดไม่มี ใครคนอื่นแล้วที่จะลุกขึ้นมาปกป้องประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกกระผมต้องใช้เวลาในการที่จะชี้แจงให้กับรัฐบาลเพื่อกลับไป ทบทวนเผื่อที่รัฐบาลจะพร้อมที่จะแก้ไขพระราชกำหนดให้ตอบโจทย์ความต้องการของ พี่น้องประชาชนและไม่มีปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคตต่อไป เพราะนอกจากภาระ เพิ่มเติมที่รัฐบาลได้เพิ่มให้กับธนาคารพาณิชย์ส่งต่อให้กับพี่น้องประชาชนแล้ว รัฐบาลยังต้อง ตอบและชี้แจงให้ชัดเจนด้วยว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาที่จะตามมาในเรื่องอื่น ๆ อย่างไร

เรื่องแรก ประเด็นที่เกิดขึ้นกับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ข้อเท็จจริงก็คือในช่วง ๓ ปี ที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากและในปีนี้สถาบันคุ้มครองเงินฝากก็จะ ค้ำประกันเงินฝากของพี่น้องประชาชนทุกบัญชีที่มีเงินในแต่ละบัญชีไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับรวมทั้งหมดวันนี้ครับท่านประธาน ๕๙ ล้านบัญชี ๕๙ ล้านบัญชีไม่ใช่บัญชีของเศรษฐีนะครับ เป็นบัญชีของพี่น้องประชาชนสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาโดยรวมส่วนใหญ่ในแต่ละบัญชี มีเม็ดเงินฝากอยู่ไม่เกินบัญชีละ ๕๐,๐๐๐ บาทครับท่านประธานครับ เขาเคยได้รับความคุ้มครอง โดยกฎหมายจาก พ.ร.บ. สถาบันคุ้มครองเงินฝากและมีแหล่งที่มาของรายได้เข้าสถาบัน คุ้มครองเงินฝากที่มีความชัดเจนคือเก็บ ๐.๔๐ เปอร์เซ็นต์จากเม็ดเงินฝากโดยรวมในระบบ ของธนาคารพาณิชย์ ๓ ปีที่ผ่านมาสามารถสะสมเม็ดเงินได้เกือบ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ณ วันนี้ แต่ท่านประธานครับ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไม่ว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีจะออกมายืนยัน นั่งยันอย่างไร ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่เพียงพอต่อการรับความเสี่ยงของพี่น้องประชาชน ที่มีบัญชีเงินฝากและมีสิทธิตามกฎหมายที่ได้รับความคุ้มครองจากสถาบันประกันเงินฝาก เพราะอะไรครับ ๕๙ ล้านบัญชีที่ผมบอกว่าได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ท่านประธานทราบไหมครับว่าเม็ดเงินเงินฝากโดยรวมรวมแล้วมีเงินฝากอยู่กี่บาท ๕๙ ล้านบัญชี เม็ดเงินฝากโดยรวม ๒.๖ ล้านล้านบาทครับท่านประธาน ในระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งประเทศ มีเงินฝากอยู่ประมาณ ๗.๕ ล้านล้านบาท แต่ที่อยู่ในบัญชีที่มีเม็ดเงินฝากไม่เกิน ๑ ล้านล้านบาท มีโดยรวมทั้งระบบทั้งสิ้นซึ่งตามกฎหมายต้องได้รับการคุ้มครอง ๒.๖ ล้านล้านบาท ถามว่า เงินในกองทุนสถาบันคุ้มครองเงินฝากวันนี้มีเท่าไรที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลยืนยันว่า เพียงพอ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทมาค้ำประกันให้เม็ดเงิน เงินฝาก ๒.๖ ล้านล้านบาท มันพอได้อย่างไรครับ และวันนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องชี้แจงให้กับ พี่น้องประชาชนก็คือ ในกรณีที่มีปัญหากับสถาบันการเงิน อย่างเช่น ที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต และในกรณีที่สถาบัน คุ้มครองเงินฝากไม่สามารถเพราะไม่มีเงินทุนเพียงพอไปค้ำประกันและดูแลพี่น้องประชาชนได้ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ รัฐบาลต้องรับผิดชอบนะครับ เพราะในกฎหมายนั้นระบุไว้ชัดว่า จะต้องมีการจัดรายได้เข้ากองทุนให้เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ในอดีตที่ผ่านมา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่เก็บถือว่าเพียงพอครับ ภายใน ๓-๔ ปี ขณะที่เศรษฐกิจยังดีอยู่ ความเสี่ยง ต่อสถาบันการเงินยังน้อย คาดว่าน่าที่จะเก็บเม็ดเงินในกองทุนได้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าธนาคารขนาดเล็กมีปัญหาเพียงพอต่อการดูแลพี่น้องประชาชน แต่ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่พอครับ และในวันนี้ด้วยพระราชกำหนดฉบับนี้รัฐบาลกำลังดึงเม็ดเงินทั้งหมดที่ ๓ ปี ที่ผ่านเข้าไปดูแลพี่น้องประชาชนที่มีบัญชีเงินฝากไปชำระหนี้แทนรัฐบาล ไปชำระหนี้กองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินแทนรัฐบาล นอกจากนั้นยังเพิ่มค่าธรรมเนียม ที่เก็บจากธนาคารพาณิชย์อีก .๐๗ เปอร์เซ็นต์เป็น .๔๗ เปอร์เซ็นต์ ต้องมีคำตอบให้กับ พี่น้องประชาชน ๕๙ ล้านบัญชี แต่แค่นั้นยังไม่พอ รัฐบาลได้ประกาศนโยบายอีกต่างหาก ผมต้องขออนุญาตใช้คำว่า ฉวยโอกาส ที่ทางธนาคารพาณิชย์อ้างว่าถ้ารัฐบาลจะเพิ่ม ค่าธรรมเนียม ที่แต่เดิมเขาเคยจ่ายให้กับกองทุนประกันเงินฝาก .๔๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น .๔๗ เปอร์เซ็นต์เพื่อไปชำระดอกเบี้ยนั้น จะเกิดความลักลั่นกับธนาคารของรัฐทำให้ ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถหรือเสียเปรียบในการแข่งขันช่วงชิงเงินฝากเมื่อเทียบกับธนาคาร ของรัฐบาล ซึ่งหลัก ๆ ก็หมายถึงธนาคารออมสินและ ธ.อ.ส. เมื่อเป็นเช่นนั้นรัฐบาลจึงฉวยโอกาส ที่จะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นจะเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารของรัฐด้วยในอัตราเดียวกันคือ .๔๗ เปอร์เซ็นต์ อย่าลืมนะครับว่าสมัยที่ธนาคารพาณิชย์เขาจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าสถาบัน คุ้มครองเงินฝากที่ .๔๐ เปอร์เซ็นต์ ธนาคารของรัฐไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ไม่ได้มีต้นทุนตรงนี้ แต่พอเพิ่มขึ้นจาก .๔๐ เปอร์เซ็นต์เป็น .๔๗ เปอร์เซ็นต์ให้กับธนาคารพาณิชย์ หันมาเก็บเต็ม ๆ .๔๗ เปอร์เซ็นต์เท่ากันจากธนาคารของรัฐ แต่จริง ๆ ไม่ได้เก็บจากธนาคารของรัฐนี่คือ ประเด็น จริง ๆ ที่เก็บก็คือจากพี่น้องประชาชนที่เป็นลูกค้าของธนาคารของรัฐ แล้วถามว่า พี่น้องประชาชนที่เป็นลูกค้าของธนาคารของรัฐ ๒ ธนาคารนี้คือใคร พี่น้องประชาชน ที่ฟังการอภิปรายอยู่ก็คิดเอาเอง ว่าลูกค้า ธ.อ.ส. คือใคร ลูกค้าธนาคารออมสินนั้นคือใคร ก็คือคนยากคนจนทั้งนั้น โอกาสเดียวที่จะเข้าสู่การกู้ยืมในระบบสถาบันการเงินได้ก็คือ ผ่านธนาคารของรัฐ หลุดจากธนาคารของรัฐไปก็เป็นการกู้ยืมนอกระบบแล้ว เพราะฉะนั้น หลักประกันมีบ้างไม่มีบ้าง แต่เนื่องจากเป็นนโยบายของทุกรัฐบาลรวมถึงรัฐบาลของท่านด้วย ก็ต้องการที่จะใช้ธนาคารของรัฐเป็นเครื่องมือในการดูแลพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อย พี่น้องประชาชนที่เป็นชาวไร่ชาวนา พี่น้องประชาชนที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าที่มีรายได้น้อย ก็จะได้ มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินด้วยเงื่อนไขที่มีความเป็นธรรม แต่รัฐบาลบอกว่าจากนี้ไป ถ้าคุณเคยเสียอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ ๙ เปอร์เซ็นต์ คุณก็จะต้องเสีย ๙.๔๗ เปอร์เซ็นต์ ถ้าทางธนาคารอาคารสงเคราะห์ส่งต่อภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจาก พ.ร.ก. นี้ไปให้กับลูกค้า ของธนาคาร หรือถ้าคุณมีบัญชีเงินฝากอยู่ที่ธนาคารออมสิน แนวโน้มโอกาสก็คือ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากคุณก็จะลดลง เพราะต้นทุนของธนาคารออมสินเขาสูงขึ้น อันนี้ เป็นข้อเท็จจริงที่ทางรัฐบาลก็ต้องชี้แจงว่ารัฐบาลจะตอบโจทย์ปัญหานี้อย่างไร ทำไมรัฐบาล จึงคิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องช่วยธนาคารพาณิชย์ด้วยการที่ไปเก็บค่าธรรมเนียมจาก ธนาคารของรัฐ ธนาคารพาณิชย์ท่านช่วยไม่พออีกหรือครับ รัฐบาลนี้ลดอัตราภาษีนิติบุคคล ให้กับธนาคารพาณิชย์จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ลงมาเหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ อ้างว่าที่ลดภาษีนิติบุคคล ก็เพราะต้องการที่จะชดเชยเรื่องของค่าแรง ๓๐๐ บาท ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล แต่ถามเถอะ ทางรัฐบาลเคยไปเช็ก (Check) ดูไหมว่าธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบเขามีลูกจ้างที่มีอัตราค่าจ้าง ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่กี่คน ผมว่าไม่มีเลยกระมังครับ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง น่าจะรู้ดี ไม่มีหรอกครับ เพราะฉะนั้นลดภาษีนิติบุคคลให้กับเขาเขาได้ไปแล้วเต็ม ๆ นี่ท่าน มาทำให้ธนาคารของรัฐบาลต้องเสียเปรียบธนาคารพาณิชย์อีกต่างหาก มีประโยชน์อะไรกันอยู่หรือเปล่าครับ พวกผมไม่เข้าใจกันจริง ๆ ท่านทราบไหมครับว่าคำอ้าง ของธนาคารพาณิชย์ว่าธนาคารของรัฐได้เปรียบ เพราะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมนั้นเป็นการมอง ข้างเดียว ทุกครั้งที่รัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ผมขอถามหน่อยครับว่า ธนาคารพาณิชย์อยู่ไหน ผมไม่ได้ว่าอะไรเขานะครับ ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว แต่ประเด็น ของพวกเราก็คือมันเป็นภาระหน้าที่ของธนาคารของรัฐที่จะต้องดูแลพี่น้องประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็เหมือนกันครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของการประกันรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้กับพี่น้องประชาชน ตั้ง ๕๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. อีก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน เป็นลูกค้าธนาคารออมสิน ที่ธนาคารของรัฐมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ก็ถือเป็นภาระ ที่เขารับที่ธนาคารพาณิชย์ไม่มี และนี่คือสาเหตุที่มีความแตกต่างมันจึงมีความเหมาะสมในแง่ ของค่าธรรมเนียมที่ผ่านมาในอดีต เพราะฉะนั้นประเด็นนี้เป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องชี้แจง ให้กับพี่น้องประชาชนครับว่านโยบายนี้จะนำไปสู่ประเด็นต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ของพี่น้องประชาชนอย่างไร และเพื่ออะไร เพราะรัฐบาลแทนที่จะเอาเม็ดเงินที่จะจัดเก็บจาก ธนาคารของรัฐไปช่วยเร่งจ่ายภาระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ให้หนี้มันหมดไปเร็ว ๆ รัฐบาลกลับบอกว่าไม่ละครับ จะเอาเม็ดเงินส่วนนี้ไปใส่ไว้ในกองทุน ที่จะตั้งขึ้นมาใหม่เรียกว่ากองทุนพัฒนาประเทศ เอาไปใช้นอกระบบงบประมาณ รัฐบาลถ้าจริงใจ ต่อการออกพระราชกำหนดฉบับนี้นะครับ ถ้าจริงใจว่าต้องการที่จะช่วยเร่งลดภาระหนี้สาธารณะ ของประเทศ ทำไมถึงไม่ได้เอาเม็ดเงินส่วนนี้อีกประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ไปช่วยสมทบ รายรับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะจัดเก็บจากธนาคารพาณิชย์ แทนที่จะต้องใช้เวลา ๒๕ ปี หรือ ๓๐ ปีในการแก้ปัญหาหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน อาจจะร่น ลงมาเหลือเพียงแค่ ๑๕ ปี ทำไมไม่ทำครับ และการไปตั้งกองทุนพัฒนาประเทศท่านจะใช้ เม็ดเงินนี้อย่างไร ความโปรงใส่ไม่มี และผมได้ใช้คำนี้นะครับในการสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า การกระทำเช่นนี้โดยรัฐบาล ผมถือว่าเป็นการปล้นคลัง เพราะกำไรและรายได้ของธนาคาร ของรัฐถือว่าเป็นของรัฐเป็นของคลังอยู่แล้ว แต่ท่านดึงออกมาเพื่อมาใช้ในกองทุนพัฒนา ประเทศของท่าน โดยไม่ต้องผ่านระบบงบประมาณ เพื่อนสมาชิกครับ รวมไปถึงเพื่อนสมาชิก ฝั่งพรรคเพื่อไทยท่านคิดดูดี ๆ นะครับว่าท่านเห็นด้วยกับแนวคิดในลักษณะนี้ของรัฐบาล หรือไม่ เพราะสิทธิ อำนาจและหน้าที่ของพวกเราในการที่จะตรวจสอบการใช้งบประมาณนั้น ถือว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ หมวด ๘ เขียนไว้ในเรื่องนี้เรื่องเดียวเลยครับว่าการใช้เม็ดเงิน งบประมาณนั้นต้องออกในรูปของพระราชบัญญัติ คือ พ.ร.บ. งบประมาณประจำในแต่ละปี แต่รัฐบาลกำลังดึงเม็ดเงินที่เป็นรายได้ปกติของรัฐออกไปใช้นอกระบบงบประมาณ อันนี้เป็นสิ่ง ที่ผมถือว่าพวกเราฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรที่จะสนับสนุน ไม่ควรที่จะให้ความเห็นชอบ แล้วก็ เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่พวกกระผมไม่สามารถที่จะสนับสนุนการตราพระราชกำหนดโอนหนี้ ของทางรัฐบาลได้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมก็ได้ใช้เวลามาพอสมควร อยากที่จะเน้น อีกครั้งหนึ่งนะครับว่าไม่ว่าในมิติความเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือในมิติของเนื้อหาสาระ ในกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ ล้วนแล้วแต่มีปัญหา มาตรฐานในการตราพระราชกำหนดในแนวทาง ของรัฐบาลอ้างเรื่องน้ำท่วมทั้ง ๆ ที่การโอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ผมไม่เห็นเลยนะครับว่ามันเกี่ยวกับน้ำท่วมอย่างไร ถ้าใช้มาตรฐานอย่างนี้อนาคตเท่ากับ เป็นการลิดรอนสิทธิ อำนาจและหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติกลับไปให้กับทางฝ่ายบริหาร ผมคิดว่าพวกเราที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติต้องระมัดระวังอย่างมากในการที่จะลงคะแนนเสียง สนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการกระทำของรัฐบาลในแนวนี้ ส่วนในเรื่องของเนื้อหาสาระ ประเด็นที่สำคัญที่สุดในวันนี้ที่ผมอยากจะฝากให้กับทางรัฐบาล ได้ช่วยกรุณาชี้แจง ก็คือประเด็นคำถามว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านจะกู้วันนี้บวกกับ การขาดดุลงบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านมีอยู่แล้วในมืออีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านกำลังจะขอผ่านงบประมาณปี ๒๕๕๖ บวกกับอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านจะตั้ง กองทุนประกัน รวมแล้วเกิน ๑ ล้านล้านบาทนั้น ส่วน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ท่านจะเอาไปใช้ ทำอะไรครับ ส่วนที่เหลือผมยังไม่เห็นท่านสามารถเบิกจ่ายได้เลย ความชัดเจนว่าเม็ดเงินนี้ ท่านจะใช้ทำอะไร มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนส่วนไหนบ้าง เป็นภาระหน้าที่ที่วันนี้ ท่านต้องชี้แจงให้กับเราก่อนที่เราจะสามารถที่จะใช้วิจารณญาณในการที่จะลงคะแนนได้ ส่วนในเรื่องของการโอนหนี้ ประเด็นปัญหามากมายครับที่ท่านต้องชี้แจง ท่านจะดูแล พี่น้องประชาชนควรที่จะได้รับการคุ้มครองโดยสถาบันคุ้มครองเงินฝากอย่างไร ท่านจะดูแล พี่น้องประชาชนที่ใช้บริการธนาคารพาณิชย์อย่างไร ว่าธนาคารพาณิชย์จะไม่ส่งต้นทุน ที่สูงขึ้นทั้งหมดไปเป็นภาระของลูกค้าของธนาคาร ท่านจะตอบคำถามให้กับพี่น้องเกษตรกร ท่านจะตอบคำถามให้กับพ่อค้า แม่ค้าที่เป็นลูกค้าธนาคารออมสิน วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ ทั่วประเทศอย่างไรว่าภาระเพิ่มเติมที่ท่านมอบให้กับทางธนาคารของรัฐนั้นท่านทำไปเพื่ออะไร และจะเป็นภาระปัญหากับเขาอย่างไร เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ยังเป็นความคลุมเครือ ความไม่ชัดเจน ซึ่งความจริงแก้ไขได้ ถ้าเพียงแค่ท่านนำเสนอกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ให้กับสภาได้มีโอกาส พิจารณาในรูปของพระราชบัญญัติตามปกติ ไม่มีปัญหาต่อการเบิกจ่ายหรอกครับ ท่านรู้ดี ผมทราบครับ ผมมั่นใจว่าท่านรู้ดีครับ ว่าเงินอย่างไรก็ใช้ไม่ทันหรอก สำคัญก็คือวันนี้ แผนท่านชัดเจนแล้วหรือยัง ถ้าแผนชัดเจนพวกผมบอกอยู่แล้วครับพร้อมที่จะสนับสนุนทันที แต่วันนี้ยังไม่สามารถที่จะสนับสนุนได้ เนื่องจากความชัดเจนจากทางรัฐบาลยังไม่มีในเรื่องนี้ ดังนั้นวันนี้ก็เป็นส่วนของคำอภิปรายในส่วนของกระผม ในส่วนของท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรต้องขออภัยท่านประธานนะครับ วันนี้ท่านได้ยื่นลาไว้ เพราะท่านไป ปฏิบัติหน้าที่โดยการไปเยือนประเทศญี่ปุ่น แล้วก็เป็นตัวอย่างที่ผมอยากจะสะท้อนให้กับ ท่านประธานได้รับทราบว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่าจะเป็นท่านหัวหน้าพรรคในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรหรือพวกเราทุกคนที่เป็นสมาชิก พร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ท่านอภิสิทธิ์เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นก็เพื่อที่จะไปชี้แจงกับผู้นำทางเศรษฐกิจ ผู้นำทางการเมือง ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโอกาสและปัญหาของบ้านเรา ท่านไป ท่านไม่พูดจาให้ประเทศชาติ เสียหายแน่นอน ท่านไปเพื่อยืนยันว่าประเทศไทยยังมีโอกาสการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และยังมีโอกาสสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่นในการที่จะมาลงทุนและทำกำไรอีกต่อไปในอนาคต และท่านไปเพื่อยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะสนับสนุนทุกมาตรการของรัฐบาล ที่เรามองว่ามีความชัดเจนและประเทศชาติและประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น ในวันนี้พวกกระผมก็จะทวงคำตอบจากทางรัฐบาลใน ๒-๓ เรื่องที่มีความสำคัญตามที่ผม ได้อภิปรายไปแล้วครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับคณาจารย์และนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชครับ เอกสารที่เกี่ยวกับกรอบการใช้จ่ายการกู้เงินที่ให้แจกกับสมาชิก ไม่ทราบว่าแจกหรือยัง เจ้าหน้าที่ดูด้วยนะครับ ตามข้อตกลงของวิป (Whip) ทั้งสองฝ่ายกำหนดกรอบเวลาของ ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ฝ่ายละ ๗ ชั่วโมงนะครับ ซึ่งจะอภิปรายกัน ๒ วันครับ วันนี้กับวันพรุ่งนี้ แต่ฝากวิปช่วยดูในวันพรุ่งนี้ที่บอกว่าจะมีการอภิปรายต่อในเรื่อง พ.ร.ก. ๙ โมงถึง ๑๑ โมง และ ๑๑ โมงถึงเที่ยงเข้ากระทู้ถามสดแล้วค่อยต่อด้วย พ.ร.ก. ช่วยดูข้อบังคับด้วยว่า จะหาทางออกอย่างไร มันเป็น ๒ ขยักเท่าที่ดู ๙ โมงถึง ๑๑ โมงพอครบ ๑๑ โมงก่อนเข้า กระทู้ถามสดอาจจะต้องปิดประชุมหรือเปล่า เพราะฉะนั้นไปดูข้อบังคับจะได้ไม่ต้องมีปัญหา ทีหลัง วิปช่วยประสานด้วยครับ เชิญท่านรัฐมนตรีเฉลิมครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง บัญชีรายชื่อ รองนายกรัฐมนตรี ทางรัฐบาลได้มอบหมาย ให้กระผมมีส่วนร่วมในการชี้แจงพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพและเคารพท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมตอบสั้น ๆ นะครับ และยังมีโอกาสชี้แจง

ข้อที่ ๑ ที่ท่านบอกว่าเหตุผลในการตราพระราชกำหนดนั้น ไม่น่าจะถูกต้อง ข้อนี้ท่านพูดไม่ได้เลยนะ เพราะพรรคท่านไปยื่นตีความแล้ว แล้วศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า การตราพระราชกำหนดถูกต้อง ชอบธรรม ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่ง วรรคสอง

ข้อที่ ๒ เดี๋ยวมันจะเสียหายครับ ท่านบอกว่ารัฐบาลฉวยโอกาส ผมยอมรับว่า รัฐบาลฉวยโอกาส แต่ฉวยโอกาสให้พี่น้องประชาชนคนไทยที่ได้รับผลกระทบมหาอุทกภัย

ข้อที่ ๓ ท่านบอกว่ากู้ทั้งก้อน ไม่มีแผนงาน ยืนยันกับท่านประธานและท่านผู้ชม ทางบ้าน รัฐบาลภายใต้การนำของท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เรากู้ทั้งหมด พระราชกำหนด ทั้ง ๔ ฉบับ และวันนี้พระราชกำหนดบริหารจัดการน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะเรามี แผนงานแล้ว เราถึงกู้ ถึงตราเป็นพระราชกำหนด แต่พระราชกำหนดที่พรรคท่านเคยออกไว้ กู้ ๓๔๙,๙๖๐ ล้านบาท ตัวเลขโดยประมาณ วันนี้คณะรัฐมนตรียังปวดหัวอยู่ เพราะงบไทยเข้มแข็ง ท่านใช้ไม่หมด ผมพูดไม่ได้ท้ารบ แต่ไม่อยากให้ประชาชนเข้าใจผิด ท่านอย่าคิดว่าท่านกู้แล้ว งบมันยังเหลืออยู่ จึงเป็นตัวอย่างว่ารัฐบาลนี้กู้ไม่ได้ ไม่ใช่ คนละประเด็น งบไทยเข้มแข็ง ยังเหลืออยู่ นั่นล่ะออกเป็นพระราชกำหนดทำไม ท่านคาดการณ์ได้ ท่านคิดได้ ผมไม่ใช่ นักเศรษฐศาสตร์ แต่อยากให้ท่านผู้ชมทางบ้านคอยติดตาม เดี๋ยวผมจะเรียงลำดับ บีไอบีเอฟ (BIBF) พีไอบีเอฟ (PIBF) รัฐบาลไหนเปิดเสรีทางการเงินในการจัดตั้งธนาคาร ไม่อย่างนั้นคนรุ่นหลังไม่เข้าใจ ผมเป็นคนอภิปรายเรื่องนี้ในสภา ขอยืนยันว่า ๔ ข้อที่ท่าน กล่าวหาว่าเหตุผลในการตราพระราชกำหนด เรามีเหตุผล ฉวยโอกาส ถูกต้อง ฉวยโอกาสให้ พี่น้องประชาชน และที่ท่านบอกว่ากู้เงินทั้งก้อนเรามีแผนงานแล้ว ทั้งแผนหลัก แผนรอง มีคณะกรรมการ ๒ ชุด มีรายละเอียดครบ ท่านบอกปล้นคลัง ไม่ปล้นครับ รัฐบาลชุดนี้ไม่มีวันปล้น รัฐบาลชุดนี้ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริต แล้วที่ท่านอภิปรายมานี่ผมมีคำตอบหมดเรียบร้อย อธิบายความได้ ผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ครับ แต่มันอ่านหนังสือคนมันก็เข้าใจ แต่ว่า ท่านอย่าไปอุปมาอุปไมยว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำเหมือนตอนท่านออกพระราชกำหนดเงินกู้ ไทยเข้มแข็ง และเอาไปแจกหัวละ ๒,๐๐๐ บาท เอาไปต้นกล้าอาชีพ อ้ายนั้นมันไม่ใช่เรื่อง เร่งด่วนจำเป็น ก็เรียนเบื้องต้นเท่านี้นะครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมเปิดฉากแต่ต้น ทีนี้ท่านพูด ไปแล้วเดี๋ยวเกิดประชาชนไม่ฟังต่อเนื่องก็ไปคิดว่าฉวยโอกาส ไม่มีเหตุผล ปล้น ไม่มีระบบ ทุกอย่างที่ท่านพูดครับ รัฐบาลนี้มีครบถ้วนครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านกรณ์ ก่อน

นายกรณ์ จาติกวณิช บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตสั้น ๆ ครับ เพื่อที่จะให้มีความชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าผมพูดชัดนะครับว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วนี่ประเด็นทางกฎหมายจบนะครับ ผมพูด ยืนยันว่าพูดแน่นอนนะครับว่าการตราพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้ชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างไรก็เป็นหน้าที่ของพวกเราในสภาอยู่ดีที่ต้องพิจารณาในแง่ของความเหมาะสม นี่คือประเด็นที่มีความแตกต่างนะครับ มิเช่นนั้นแล้วทำไมศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสร็จแล้ว เรื่องถึงไม่จบเลยละครับ มันไม่จบ เพราะกระบวนการของมันก็คือต้องมีการนำเสนอ และขอความเห็นชอบโดยสภา เพราะฉะนั้นหน้าที่ของสภาก็คือต้องมาพิจารณาว่ามีความเหมาะสม หรือไม่นะครับ เพียงแต่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้แล้วเท่านั้นเองว่าถูกต้องตามกฎหมาย ถูกต้องตามมาตรา ๑๘๔ ที่ท่านได้อ้าง เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องขอให้มีความชัดเจน และประเด็น ในแง่ของความหละหลวมของทั้ง ๒ พระราชกำหนดยังมี และนี่คือสาเหตุที่ผมได้ยืนยันว่า เป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องพูดครับ และเป็นหน้าที่ของพวกท่านที่ต้องตอบ คราวนี้เมื่อท่าน บอกว่าความพร้อมในส่วนของการใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านมีครบถ้วนแล้ว ก็ดีครับ กรุณาชี้แจงให้กับพวกเราได้รับทราบด้วย เอามาเป็นเอกสารก็ได้ครับ วันนี้ก็ยังไม่สายเกินไป วันพรุ่งนี้เราก็ยังมีเวลาที่จะต้องพิจารณากันอีก ขอดูเอกสารหน่อยครับว่าท่านจะใช้เม็ดเงินนี้ อย่างไร และผมขอให้ท่านได้ชี้แจงให้ชัดเจนนะครับว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านบอกว่า จำเป็นเร่งด่วนมากมายนักที่จะต้องกู้มานี่ ท่านจะใช้เสร็จหมดเมื่อไรครับ ท่านจะเบิกจ่าย ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้หมดเมื่อไร จะสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการที่จะออกในรูปของ พระราชกำหนดให้อำนาจตัวเองกู้ยืมเงินส่วนนี้หรือไม่

เรื่องของไทยเข้มแข็งก็สั้น ๆ เพราะว่าเราคงจะมีโอกาสได้อภิปรายในเรื่องนี้ กันอีกในอนาคต จะต้องมีการรายงานเรื่องของไทยเข้มแข็งต่อสภา ผมขอเรียนนะครับว่า เมื่อรัฐบาลเราพบว่าไม่มีความจำเป็นในการที่จะต้องใช้เม็ดเงินทั้งก้อนตามที่สภาได้ให้อำนาจเรา กู้ยืม เราก็ยกเลิกสิทธิในการกู้ยืมในส่วนที่เหลือ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ท่านย้อนกลับไปดูได้ ครั้งสุดท้ายที่เราตัดสิทธิตัวเองในการกู้ยืมก็คือเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๓ เม็ดเงินเหลืออีก ประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราบอกว่าใช้ไม่ทันก็ยกเลิกสิทธิในการกู้ ก่อนหน้านั้น อยู่ในช่วงของการพิจารณาในชั้นสุดท้ายโดยสภาที่จะให้อำนาจเราผ่านการออกพระราชบัญญัติ กู้ยืมเงินได้อีกถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเราเห็นว่าตามวัตถุประสงค์เดิมที่มีว่ากู้เพียงเพื่อ แก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชน แต่เศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วจากเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแรก ที่ใช้ในรูปของ พ.ร.ก. เราก็ยกเลิก เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ไม่ได้เป็นปัญหาต่อเราครับ เรากู้เมื่อ มีความจำเป็นเท่านั้น สำหรับท่านข้อกล่าวหาของพวกผมจริงครับ ท่านกู้ทั้ง ๆ ที่ท่านยังไม่ทราบว่า สุดท้ายแล้วท่านจะใช้เงินนี้เมื่อไร อย่างไร ถ้าท่านทราบจริงขอให้ชี้แจงครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผม ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ขอบพระคุณท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ท่านบอกว่าการตราพระราชกำหนดถูกต้อง นาน ๆ จะเห็นท่านพูดน่าฟังสักครั้ง ขอบพระคุณจริง ๆ แล้วที่ท่านบอกว่าตอนท่านออกพระราชกำหนด แต่พอไม่ใช้ท่านก็ยกเลิก นั่นน่ะถ้าเป็นจำเลย เขาเรียกว่ารับสารภาพกลางศาล ก็แสดงว่าตอนออกไม่มีเหตุผล แต่กรณีรัฐบาลชุดนี้ ท่านอุปมาอุปไมยว่าจะใช้ไม่หมด ไม่ทัน ผมสรุปสั้น ๆ นาทีเดียว เป้าหมายในการตราพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕

๑. รัฐบาลต้องการสร้างความมั่นใจภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วไปว่ารัฐบาล สามารถรับมือสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นได้อีก

๒. เป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนให้มาร่วมลงทุนกับรัฐบาล ในบางโครงการที่ก่อให้เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ

๓. เสริมสร้างความมั่นคงให้กับกองทุนประกันภัยพิบัติในการรับประกันภัย ในพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วม

ส่วนรายละเอียดพวกผมนั่งอยู่บนนี้พร้อมตอบทุกเม็ด ตอบทุกช็อต (Shot) เอาแค่นี้ก่อน ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านดอกเตอร์อภิวันท์

(นายธนา ชีรวินิจ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านธนา ประท้วงเรื่องอะไรครับ ท่านดอกเตอร์อภิวันท์นั่งก่อนครับ เชิญท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมได้อภิปรายแล้วก็ทำให้เกิด ความเสียหาย ผมเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลสมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ได้มีการเสนอพระราชกำหนด แต่ว่าสิ่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดนั้น มันไม่ครบทุกประเด็น ผมขออนุญาตชี้แจงเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายครับ ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ ท่านธนาครับ ท่านต้องบอกประเด็นก่อน เมื่อกี้ท่านเฉลิมพยายามเปรียบเทียบแล้วก็ ออกความเห็นไปว่าการใช้จ่ายเงิน การกู้เงินของรัฐบาลที่ผ่านมา ท่านบอกประเด็นที่ท่าน เสียหายก่อน เพราะว่าผมฟังดูแล้วน่าจะเป็นท่านกรณ์ หรือท่านอะไรที่เป็นอดีตรัฐมนตรี น่าจะชี้แจงได้

นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผมกำลังจะชี้แจง ท่านประธานว่าสิ่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดนั้นไม่ครบถ้วนทุกประเด็นทำให้มีความเข้าใจ คลาดเคลื่อน ผมกราบเรียนครับว่าสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์เราคงจำกันได้ว่าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ของทั่วโลก ขณะนั้นเราไม่รู้ครับว่าวิกฤติเศรษฐกิจนั้นจะลุกลามบานปลายแค่ไหน รัฐบาล จึงจำเป็นจะต้องมีเงินไว้ในมือสำหรับตอบโต้และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศต่างกับการแก้ไข ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งสามารถบริหารจัดการได้เป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมกราบเรียน และแตกต่างกันก็คือว่าสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์สามารถออกเป็นพระราชกำหนด ๒ ฉบับ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้ แต่เราไม่ทำครับ เพราะเรารู้ว่าจะมีขั้นตอนของการใช้เงินอยู่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องออกโดยพระราชกำหนดทั้งหมดเราจึงออกเป็นพระราชกำหนด ๑ ฉบับ และออกเป็นพระราชบัญญัติ ๑ ฉบับ เพื่อให้รัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาถึงเหตุผล ความจำเป็นของการใช้เงิน แตกต่างจากรัฐบาลของท่านครับ วันนี้ท่านเสนอพระราชกำหนด พร้อมกันทีเดียว ๔ ฉบับ เป็นเงินล้านกว่าล้านบาทโดยที่ท่านไม่มีรายละเอียดในมือที่จะมา ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานจะจบแล้วครับ ท่านฟังนิดเดียวครับ วันนี้ท่านบอกว่าท่านมีรายละเอียดโครงการไม่ว่าจะเป็นโครงการฟลัดเวย์ การก่อสร้าง ป้องกันน้ำท่วมต่าง ๆ ท่านส่งให้สมาชิกดูสักหน่อยสิครับว่ามีอะไรบ้าง ท่านอย่าตีขลุมว่า มีพร้อมหมดแล้ว แต่เมื่อท่านลุกขึ้นพูดผมก็กราบเรียนท่านครับว่ารัฐบาลที่แล้วใช้เงินไม่หมด ก็จริง เพราะเราเห็นว่าเศรษฐกิจสามารถกลับฟื้นตัวมาได้จนไม่จำเป็นต้องสำรองเงิน จะจบแล้วครับท่านประธาน แต่ผมเรียนท่านครับ ท่านบอกท่านมีรายการงบประมาณครบถ้วนหมด และท่านยืนยันว่าจะต้องกู้เงินให้เสร็จในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ ท่านยืนยันกับสภานี้ ได้ไหมครับว่าท่านจะดำเนินการใช้งบประมาณให้เสร็จสิ้นทั้งหมดหนึ่งล้านล้านกว่าบาทนั้น ภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ ถ้าท่านยืนยันกับที่ประชุมแห่งนี้ผมจะรับคำท้าของท่านครับว่า ท่านสามารถใช้เงินได้จริงและมีแผนการใช้เงินจริง ขอบคุณครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับคณะกรรมาธิการฝ่ายนิติบัญญัติแห่งรัฐสภาภูฏานและคณะจำนวน ๑๐ ท่านนะครับ เชิญท่านดอกเตอร์อภิวันท์

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ ก่อนอื่นจะขออภิปรายพระราชกำหนด ฉบับปรับปรุงหนี้เสียก่อน เพราะเนื่องจากว่าเป็นพระราชกำหนดที่อาจจะเข้าใจยากแต่ต้อง ขอเท้าความครับ การล่มสลายของเศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๔๒ มีสาเหตุสำคัญ ๒ ประการ

ประการแรก ก็คือประเทศไทยของเราไปเปิดเสรีทางการเงินในขณะที่ประเทศไทย เรายังไม่พร้อม

สาเหตุประการที่ ๒ ก็คือสถาบันการเงินบริหารผิดพลาดขาดหลักธรรมาภิบาล ปล่อยกู้อย่างไม่มีคุณภาพจนทำให้เกิดหนี้เสียหรือเอ็นพีแอล (NPL) สูงขึ้นถึงเกือบ ๔๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นยอดเงินที่เสียหายทั้งสิ้น ๒.๗ ล้านล้านบาท รัฐบาลในขณะนั้นก็พยายามแก้ไข ช่วยเหลือด้วยความเชื่อที่ผิดของรัฐบาล ด้วยความเชื่อที่ผิดของธนาคารแห่งประเทศไทย เชื่อว่าสถาบันการเงินนั้นล้มไม่ได้ เป็นความเชื่อที่ผิดครับ ผิดหลักการบริหารอย่างรุนแรง สถาบันการเงินไหนไม่บริหารอย่างมีประสิทธิภาพต้องปล่อยให้ล้ม เพียงแต่ว่าต้องมี หลักประกันให้กับผู้ฝากเงิน หลังจากนั้นรัฐบาลในขณะนั้นจึงได้ตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ขึ้นมาเพื่อรับโอนหนี้เสียเอ็นพีแอลจำนวนทั้งสิ้น ๗๗,๐๐๐ ล้านบาท โอนเพียง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หลังจากนั้นอีกเช่นเดียวกันครับก็ได้ตั้งรัฐวิสาหกิจขึ้นมาในกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินคือบริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ เพื่อเข้ามา ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลของธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ ซึ่งเป็น จุดเริ่มต้นของการล่มสลายของสถาบันการเงิน นอกนั้นก็บริหารสินเชื่อหนี้เสียของอีก ๘ สถาบันการเงิน ปัญหาเศรษฐกิจก็ยังไม่ทุเลาลงครับ จนกระทั่งต้องมีการปิดสถาบันการเงิน จำนวนทั้งสิ้นเกือบ ๖๐ แห่ง นั่นแสดงให้เห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าในปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๔๒ นั้น เราได้ใช้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าไปรับภาระแทนสถาบันการเงิน โดยทำให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินมีหนี้สินจากการเข้าไปอุ้ม สถาบันการเงินเป็นจำนวนทั้งสิ้นตามที่ผมจะเรียนให้ฟัง เข้าไปอุ้มผู้ฝาก ช่วยเหลือผู้ฝาก เป็นเงินทั้งสิ้น ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าไปฟื้นฟูกิจการสถาบันการเงินโดยการเพิ่มทุน เป็นเงินทั้งสิ้น ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเข้าไปช่วยเหลือบริหารหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล เป็นจำนวนมากถึง ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกนั้นก็เป็นดอกเบี้ยค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็นหนี้สินที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนี้ มีหนี้สินทั้งสิ้น ๑.๔ ล้านล้านบาท หลังจากนั้นรัฐบาลก็ได้ตั้ง ปรส. ขึ้นมาเพื่อขายสินทรัพย์ ที่ยังพอมีมูลค่าของสถาบันการเงินต่าง ๆ สินทรัพย์ทั้งสิ้น ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขายได้เท่าไร ขายได้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจึงทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ประสบความสำเร็จ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ท่านธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงได้หาหนทางที่จะแก้ไขช่วยเหลือเยียวยากองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินครับ โดยออกพระราชกำหนดฉบับแรกขึ้นมา ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้หนี้และโดยการออกพันธบัตรครั้งแรก เราขอเรียกว่า เป็นพันธบัตรเอฟ ๑ (F1) เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท การผ่อนดอกเบี้ย ให้เป็นภาระของงบประมาณประจำปี ส่วนการผ่อนการใช้คืนต้นเงินกู้ใช้อย่างไร รัฐบาล ในสมัยนั้นก็ตั้งกองทุนใช้คืนต้นเงินกู้ขึ้นมาโดยเอาเงินจากที่ไหนครับ มาจาก ๓ ส่วน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของกำไรของธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วนอกจากนั้นก็จะมีเงินส่วนหนึ่ง ที่ได้จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หลังจากนั้นก็จะให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดให้กองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเอาเงินสะสมของตัวเองเข้ามาสมทบกับกองทุน เพื่อใช้ต้นเงินกู้นี้ ก็หวังว่าจะใช้หนี้ต้นเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้เสร็จภายใน ๓๐ ปี ต่อมา ในปี ๒๕๔๑ เช่นเดียวกันครับ รัฐบาลขณะนั้นก็ได้ออกพระราชกำหนดขึ้นมาอีกฉบับหนึ่ง ให้กระทรวงการคลังเข้าไปค้ำประกันเงินกู้จากการออกพันธบัตรของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งขอเรียกว่า พันธบัตรเอฟ ๒ (F2) มีมูลค่าทั้งสิ้นเท่าไรครับ ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ภาระการส่งต้นเงินกู้นั้นให้เป็นภาระของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินเอง เพราะว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นผู้ออกพันธบัตรเอฟ ๒ เอง เหตุการณ์ก็ดำเนินมาเรื่อย การแก้ไขเศรษฐกิจก็ยังไม่ดี จนกระทั่งถึงปี ๒๕๔๕ ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ท่านสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เห็นความจำเป็นว่าจะต้องเข้ามาช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินอีกครั้งหนึ่ง จึงได้ออกพระราชกำหนดขึ้นมา ๒ ชุด ชุดแรกคือให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ ๒ เป็นเงินทั้งสิ้น ๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เช่นเดียวกัน ภาระจ่ายดอกเบี้ยก็ให้เป็นภาระของงบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศ ส่วนการใช้คืน ต้นเงินกู้นั้นได้มีการออกพระราชกำหนดอีกฉบับหนึ่งแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยเงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ พระราชบัญญัติว่าด้วยเงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ คืออะไรครับ ผมต้องเรียนพี่น้อง บรรดาสมาชิกให้ทราบว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีบัญชีอยู่ ๒ บัญชี บัญชีแรกคือบัญชี ผลประโยชน์ประจำปี บัญชีที่ ๒ คือบัญชีสำรองพิเศษ บัญชีสำรองพิเศษเอาไว้ใช้สำหรับ หนุนค่าเงิน พระราชบัญญัติเดิมกำหนดไว้อย่างนี้ว่าให้เอาดอกผลจากเงินทุนสำรองของ ธนาคารแห่งประเทศไทยโอนเข้าบัญชีผลประโยชน์ประจำปี แล้วอนุญาตให้ใช้จ่าย ได้อย่างเดียวคือให้ใช้จ่ายเกี่ยวกับการบริหารค่าเงินตรา เมื่อใช้จ่ายแล้วมีเงินเหลือเท่าไร ตามพระราชบัญญัติเดิมให้เอาโอนเข้าบัญชีสำรองพิเศษ การออกพระราชกำหนดในสมัยนั้น แก้ไขตรงนี้ครับ เงินที่เหลือจากการใช้จ่ายให้โอนเข้าไปใช้ต้นเงินกู้พันธบัตรเอฟ ๒ และเอฟ ๓ (F3) ทั้ง ๒ ครั้งเป็นจำนวนเงิน ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ หวังว่าจะใช้หนี้เอฟ ๒ และเอฟ ๓ ได้ภายในเวลา ๑๙ ปี แต่ปัญหาเนื่องจากว่าความเสียหาย ทางเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ นั้นมีจำนวนมากถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท จึงทำให้การแก้ไขปัญหานี้ เป็นไปด้วยความยาก การใช้คืนต้นเงินกู้ การใช้คืนดอกเบี้ยเงินกู้ไม่ประสบความสำเร็จครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่มีรายได้เพียงพอที่จะจัด ๙๐ เปอร์เซ็นต์มา การขายรัฐวิสาหกิจ ก็ไม่สามารถทำได้เพราะถูกต่อต้านจากบรรดาสมาพันธ์รัฐวิสาหกิจ กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินเองก็ไม่มีผลกำไรครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเงินเข้ามาสมทบ ท่านประธานครับ ปรากฏว่าเวลาผ่านมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๑ จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๕ ในปัจจุบัน ปรากฏว่าใช้หนี้ต้นเงินกู้ไปได้เพียงแค่ ๒.๖ แสนล้านบาท ก็ยังเหลือต้นเงินกู้อีก ๑.๑๔ แสนล้านบาท เป็นภาระหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นให้กับลูกหลานของเรา กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ปรึกษาหารือกันแล้วมีความเห็นพ้องต้องกันเลยนะครับว่าถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ หนี้สิน จากพันธบัตรเอฟ ๑ เอฟ ๒ และเอฟ ๓ จะต้องมีภาระในการใช้หนี้ทั้งดอกเบี้ยและต้นเงินกู้ เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า ๕๐ ปีจึงจะใช้หมด เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นครับว่าต้องหาเงิน จากที่ใดมาชำระต้นเงินกู้และดอกเบี้ยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะ ของประเทศของเรา พระราชกำหนดฉบับนี้จึงเกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๕ ระบุไว้เลยว่าจะต้องมีบัญชีสะสมขึ้นมาบัญชีหนึ่งในกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน บัญชีสะสมนี้เอาขึ้นมาไว้ทำไม มีภารกิจหลัก ๆ แค่ ๓ ภารกิจครับ ภารกิจแรก ใช้คืนดอกเบี้ยเงินกู้ของเอฟ ๑ เอฟ ๒ และเอฟ ๓ ภารกิจที่ ๒ ก็คือใช้คืนต้นเงินกู้ของเอฟ ๑ เอฟ ๒ และเอฟ ๓ ทั้งหมด ภารกิจที่ ๓ ก็คือเงินสะสมนี้ก็ใช้บริหารจัดการในส่วนของการใช้คืน ต้นเงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ อันนี้คือภารกิจหลักของบัญชีสะสมนี้ แต่เนื่องจากว่าฝ่ายกฎหมาย ของธนาคารแห่งประเทศไทยไปเขียนไว้ค่อนข้างวกวน ผมจะสรุปให้ฟังนะครับว่าบัญชีนี้ มันมาจากอะไร บัญชีนี้มี ๔ ประเภทครับ

ประเภทแรก มี ๓ ชนิด ชนิดแรกของประเภทแรกคืออะไร คือให้เอาเงิน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของธนาคาร ผลประโยชน์กำไรสุทธิของธนาคารแห่งประเทศไทยใส่เข้าไป ในบัญชีนี้ บัญชีนี้ก็คืออะไรครับ ก็คือการใช้คืนต้นเงินกู้ของเอฟ ๑ เก่า จำได้ไหมครับ ผมได้พูดไปตอนต้นแล้ว นอกจากนั้นบัญชีที่ ๒ คืออะไรครับ ให้เอาเงินสินทรัพย์ที่คงเหลือ ในบัญชีสะสมประจำปีของธนาคารแห่งประเทศไทยหลังจากหักค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเงินตรา แล้วเอามารวมอยู่ในบัญชีสะสมนี้ ก็คือบัญชีใช้ดอกเบี้ยเงินกู้ ต้นเงินกู้เดิมของเอฟ ๒ และเอฟ ๓ นั่นเอง จะเห็นว่าการใช้คืนต้นเงินกู้ของเอฟ ๑ มารวมแล้ว แล้วก็เอาบัญชีใช้ต้นเงินกู้ของเอฟ ๒ เอฟ ๓ มารวมแล้ว หลังจากนั้นเงินส่วนที่ ๓ ก็คือหักจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินเข้ามาสะสมช่วยสมทบในบัญชีสะสมนี้ตามอัตราส่วนที่คณะรัฐมนตรี กำหนดว่าจะเป็นอัตราส่วนเท่าไร ก็ต้องเรียนเพื่อนสมาชิกให้ทราบครับ บางท่านก็บอกว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินอาจจะไม่มีรายได้ ในปีไหนที่กองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไม่มีรายได้ ครม. ก็รู้ว่าจะต้องไม่มีเงินสะสมนี้ จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเพื่อไม่ให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินรับภาระ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นเงินส่วนที่ ๒ นี่ละ เรื่องสำคัญครับ ด้วยหลักการที่ว่าใครเป็นผู้ทำเสียหายคนกลุ่มนั้นจะต้องรับผิดชอบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๔๒ นั้น ส่วนหนึ่งเกิดมาจากสถาบันการเงิน ขาดหลักธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้นในเมื่อกลุ่มสถาบันการเงินเป็นผู้ทำเสียหาย ๑๕ ปีที่ผ่านมา ผลักภาระให้พี่น้องประชาชนเป็นคนรับผิดชอบในการใช้หนี้คืน ไม่ว่าจะเป็นต้นเงินกู้ ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ยเงินกู้โดยผลักภาระไปที่งบประมาณแผ่นดิน พระราชกำหนดฉบับนี้ละครับหลักการถูกต้อง คือโอนความรับผิดชอบของความเสียหายกลับคืนสู่ผู้ที่ทำความเสียหายคือสถาบันการเงิน เพราะฉะนั้นพระราชกำหนดฉบับนี้จึงกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยนำส่งเงินจากสถาบันการเงิน ทั้งหลายในอัตราส่วนร้อยละประจำปีตามเงินเฉลี่ยค่าเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองที่ท่านกรณ์ ได้พูดไปแล้ว แต่มีข้อแม้ว่าเมื่อบวกกับเงินที่จะนำสมทบเข้ากองทุนรับประกันเงินฝากนั้น จะต้องไม่เกินร้อยละ ๑ ต่อปีของเงินเฉลี่ยเงินฝากทั้งปี และนอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเรียกเก็บเพิ่มเติมอีกถ้าในกรณีที่สถาบันการเงินใดไม่สามารถ จ่ายเงินได้ตามกำหนดหรือไม่จ่ายเลย ก็จะต้องมีบทลงโทษครับแล้วก็ให้เก็บเพิ่มเติมขึ้นอีก ในส่วนที่ยังไม่ได้จ่ายหรือจ่ายไม่ครบ ๒ เปอร์เซ็นต์ เงิน ๒ เปอร์เซ็นต์ที่ได้เพิ่มเติมก็ต้อง เอาเข้ารวมบัญชีสะสมเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นบัญชีสะสมก็มี ๕ แล้วนะครับ นอกจากนั้นก็ยังมีบัญชีสะสมประเภทที่ ๓ ตามที่ผมเรียนไปตอนต้นครับ กองทุนใช้คืน ต้นเงินเอฟ ๑ ในสมัยรัฐบาลชวนนั้นประกอบด้วย ๓ ส่วนครับ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของผลกำไร ธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วก็ยังเหลืออะไรครับ เหลืออีก ๒ อย่างก็คือการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ยังค้างอยู่ในกองทุนคืนต้นเงิน พระราชกำหนดฉบับนี้ก็บอกว่าให้เอาเงินที่เหลือในกองทุน คืนต้นเงินของพันธบัตรเอฟ ๑ เข้ามารวมกับบัญชีสะสมนี้ด้วย แต่เมื่อมีการใช้บังคับแล้ว กองทุนการใช้ต้นเงินกู้เดิมก็มีอันหมดสิ้นสภาพไป นอกจากนั้นยังมีเงินสมทบที่ ๔ ก็คือ ดอกผลจากเงินที่ได้เรียนมาทั้งหมด ก็หวังว่าด้วยวิธีการอย่างนี้ก็จะทำให้สามารถใช้คืน ต้นเงินกู้ ใช้คืนดอกเบี้ยเงินกู้ได้ภายใน ๒๐ ปี ผลประโยชน์เกิดอะไรขึ้นครับ ประโยชน์ ที่ได้รับชัดเจนเป็นการลดภาระของพี่น้องประชาชน ลดภาระอะไรครับ เพราะปกติจะต้อง ไปจ่ายดอกเบี้ยงบประมาณปีละ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อผลักภาระไปให้สถาบันการเงินแล้ว รัฐบาลก็สามารถเอาเงินงบประมาณนี้ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ไปพัฒนาประเทศสร้างความ เจริญรุ่งเรืองให้กับพี่น้องประชาชน ที่บอกว่าลดภาระอะไรครับ ผมเชื่อมั่นในความเป็น วิชาชีพของธนาคารแห่งประเทศไทย เขาจะไม่ปล่อยภาระให้อยู่กับประชาชนครับ มันมีวิธีการ ง่ายนิดเดียว โดยการกำหนดอัตราส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตรา ที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดภาระของพี่น้องประชาชนแต่ภาระจะไปตกกับใครครับ จะเป็นการ ลดกำไรของสถาบันการเงินซึ่งชอบแล้วโดยหลักการ เพราะว่าท่านเป็นคนทำเสียหายท่านก็ต้อง รับผิดชอบในความเสียหายนี้ อันนี้คือการลดภาระของพี่น้องประชาชนที่เห็นอย่างชัดเจน เป็นความคิดเห็นแตกต่างที่ผมจะต้องเรียนท่านสมาชิกให้ได้รับทราบ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขอขอบคุณบรรดาศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งครับที่ท่านได้วินิจฉัยว่าพระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับนั้นไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ด้วยความสำนึกว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประชาชน รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายต่ออุทกภัยที่เกิดภัยพิบัติต่อพี่น้องประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าการที่รัฐบาลรับผิดชอบต่อประชาชนนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนซึ่งขอขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้หนี้ขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการน้ำและพัฒนาประเทศนั้น ผมขออภิปรายในเวลาสั้น ๆ ว่า ก็เป็นพระราชกำหนดเหมือนกับพระราชกำหนดอื่น ๆ ที่อนุญาตให้กระทรวงการคลังกู้หนี้ ที่ผ่านมาเหมือนกันครับ แต่หลายท่านอาจจะมองว่าทำไมไม่มีแผน ในพระราชกำหนดฉบับนี้ เขียนไว้ชัดเจนว่าก่อนที่รัฐบาลจะนำเงินไปใช้จะต้องนำเสนอแผนให้รัฐสภารับทราบเสียก่อน อันนี้เป็นการตรวจสอบชั้นแรก การตรวจสอบชั้นที่ ๒ ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าหลังจากที่ สิ้นปีงบประมาณไปแล้วไม่เกิน ๒ เดือนรัฐบาลต้องเอาแผนที่กำหนดว่าใช้จ่ายเงินอะไร มารายงานต่อรัฐสภาเพื่อทราบว่าได้ทำอะไรไปบ้าง ใช้เงินเท่าไร ผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างไร อันนี้คือการตรวจสอบชัดเจนครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะไปทำปู้ยี่ปู้ยำไม่ได้แน่นอนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาของเราหลายท่านจบวิศวะ ผมเองจบปริญญาเอกวิศวกรรมโยธา ท่านดอกเตอร์สามารถ ราชพลสิทธิ์ ก็จบปริญญาเอก วิศวกรรมโยธา ท่านประธานสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ก็จบปริญญาโทวิศวกรรมโยธา เราทั้งหลาย อยากจะเข้าไปช่วยรัฐบาลและ กยน. ในการแก้ปัญหาจัดการน้ำแต่ทำไม่ได้ครับ ติดขัดด้วย กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๖ รัฐบาลเองก็จะเรียกเราไปใช้ก็ใช้ไม่ได้ครับ ไม่กล้าครับ เพราะกลัวจะถูกถอดถอนเหมือนกับเพื่อนสมาชิกที่ไปช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่ดอนเมือง ถูกเสนอถอดถอนไปถึง ๘ คน แต่ท่านประธานครับ ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนหนึ่ง ผมรับทราบปัญหาจะเรียนเสนอต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำหรือ กยน. สั้น ๆ ดังนี้ครับ

ปริมาณน้ำฝนที่ตกในประเทศไทยเราตามสถิติแล้วเพียงพอต่อการบริโภค เพียงพอต่อการใช้น้ำในการเกษตรครับ แต่ปัญหาของบ้านเราก็คือเราไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ เราเก็บกักน้ำได้ปีละไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อไว้ใช้จ่ายในการเกษตรและการบริโภค ซึ่งเพียงพอแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในปีไหนที่ฝนตกน้อยน้ำแล้งครับ ในปีไหนที่ฝนตกมาก น้ำท่วม เพราะฉะนั้นปัญหาของประเทศไทยก็สลับวนเวียนกันอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบจักสิ้น คือน้ำแล้ง ๒ ปี น้ำท่วม ๕ ปี น้ำแล้ง ๕ ปี น้ำท่วม ๒ ปี วนเวียนกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการแก้ไขจะต้องมีการบูรณาการอย่างเป็นระบบ บัดนี้รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำขึ้นมาอย่างเป็นระบบเพื่อมาเป็นเจ้าภาพ ในการบูรณาการครับ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น ๓ พื้นที่ พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่กลางน้ำ และพื้นที่ ปลายน้ำ ถูกต้องแล้วครับ ปัญหาน้ำท่วมเกิดจากอะไรครับ ปัญหาน้ำท่วมเราจะต้องพิจารณา จากพื้นที่ปลายน้ำ ปัญหาน้ำท่วมอันเกิดขึ้นจากปริมาณน้ำจากต้นน้ำและกลางน้ำ ไหลลงสู่ ปลายน้ำมากกว่าปริมาณน้ำจากปลายน้ำไหลลงสู่ทะเลครับ เพราะฉะนั้นวิธีการจัดการไม่ยาก ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีอะไรมากมาย ทำอย่างไรปริมาณน้ำและความเร็วของน้ำจากบริเวณต้นน้ำ และกลางน้ำจะไหลลงให้ช้าที่สุด แล้วก็ทำอย่างไรน้ำบริเวณปลายน้ำจะไหลลงสู่ทะเล ให้เร็วที่สุด ความคิดมีอยู่แค่นี้เองไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอะไรมากมายนะครับ เพราะฉะนั้น มันก็จะมีคำตอบทันทีครับจะต้องทำแก้มลิงหรือทะเลสาบขนาดใหญ่ตามบริเวณลุ่มน้ำต่างๆ ทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็มีปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ป่าสักอะไรหลายอย่าง หลายลุ่มน้ำ เรามาพิจารณาดูครับว่าต้นน้ำคืออะไร ก็จะต้องทำ ทะเลสาบหรือแก้มลิงในจังหวัดเชียงราย จังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ จังหวัดพะเยา หรือบริเวณ ที่อยู่ต้นน้ำเหนือเขื่อนทั้งสิ้นเพื่อกักเก็บน้ำได้อย่างน้อย ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ กลางน้ำสำคัญกว่าครับ เพราะพื้นที่กลางน้ำรับทั้งปริมาณฝนตกใต้เขื่อนแล้วก็ปริมาณน้ำ ที่ระบายออกมาจากเขื่อน เพราะฉะนั้นต้องมีแก้มลิงมากกว่า ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ก็คือ ๕,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับพื้นที่บริเวณปลายน้ำก็เช่นเดียวกันครับ ถึงแม้ว่า จะเป็นพื้นที่ที่น้ำไหลลงสู่ทะเล ก็ต้องเตรียมแก้มลิงไว้อีกประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร การเก็บกักน้ำในเขื่อนทั้งหมดเกือบ ๓๐ เขื่อนจะต้องระบายน้ำให้ระบายตลอดทั้งปี รักษาปริมาณน้ำในเขื่อนไว้ไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันแก้มลิงที่จะสร้างขึ้นมาก็ต้องรักษาน้ำให้อยู่ปริมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะเวลาที่น้ำทะเลหนุนคือเดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม จะต้องงดการระบายน้ำออกจากเขื่อนโดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์และรวมถึง เขื่อนเล็ก ๆ อีกเกือบ ๓๐ เขื่อน ต้องลดการระบายน้ำขึ้นมาเพื่ออะไรครับ ไม่ให้น้ำ มันมาปะทะ กับน้ำทะเลที่หนุน ก็เป็นการลดปริมาณน้ำที่ไหลลงจากต้นน้ำและกลางน้ำลงมาสู่ปลายน้ำ เพื่อช่วยให้ปลายน้ำระบายน้ำลงทะเลให้เยอะ วิธีการทำอย่างไรครับ เรามีหน่วยราชการที่มี เครื่องมือค่อนข้างเยอะ กระทรวงกลาโหม มีกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองทัพบก มีกองพลทหารช่าง มีกองพลพัฒนาในกองทัพภาค เรียกเขามาให้งานให้เขาเข้ามาเป็นตัวที่ จะมาทำการก่อสร้างแก้มลิง กรมชลประทานก็มีเครื่องมือ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ก็มีเครื่องมือ ในขณะเดียวกันเทศบาลนั้นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบางจังหวัดก็มี เครื่องมือ ก็ใช้จ่ายงบประมาณอย่างนี้ล่ะครับไปให้ส่วนราชการที่มีเครื่องมืออยู่เดิมแล้ว เอามาใช้จ่ายในการทำแก้มลิง และในขณะเดียวกันคูคลองทั้ง ๖,๐๐๐ คูคลองในประเทศไทย ทุกภาครวมถึงภาคใต้ด้วยก็ต้องได้รับการขุดลอกคูคลอง ในส่วนพื้นที่ปลายน้ำครับ เรื่องสำคัญ ก็คือต้องขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะว่าพื้นที่ระบายน้ำลงสู่ทะเล แม่น้ำมีอยู่แค่ ๓ แม่น้ำ เท่านั้นเองครับ แม่น้ำท่าจีนซึ่งก็ระบายได้น้อยเพราะว่าคดเคี้ยวไปมา ท่านไปดูเถอะครับ แม่น้ำท่าจีนมีคลองคดเคี้ยวมาก ปริมาณน้ำไหลลงสู่ทะเลก็ช้ามาก กยน. ต้องวางแผนครับ ในอนาคตจะต้องมีการตัดคลองลัดของแม่น้ำท่าจีนเพื่อเร่งให้น้ำระบายลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด ปีที่ผ่านมาน้ำท่วมเพราะอะไรครับ เพราะว่าน้ำที่ไหลลงทะเลทั้งหมดผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา เพียงแม่น้ำเดียวเป็นหลักครับ ก็ระบายไม่ทัน ผมยังดีใจได้ข่าวที่กรมเจ้าท่าเริ่มขุดลอกสันดอน ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ก็เป็นส่วนหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องรีบทำ แต่ผมเสนอความคิดเห็นครับ ท่านลอกแม่น้ำเจ้าพระยาเลยครับตั้งแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่ออะไรครับ เพื่อเป็นการเร่งให้น้ำระบายสู่ทะเลได้เร็วขึ้นและในอนาคตถ้าจำเป็นอาจจะต้อง มีแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่ ๒ ท่านประธานครับ เมื่อปีที่ผ่านมาแม่น้ำบางปะกงไม่ได้รับภาระในการระบายน้ำที่ท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล จังหวัดสมุทรปราการเช่นเดียวกันครับ เขาเตรียมรอคูคลองไว้สำหรับระบายน้ำ ลงทะเล ก็ปรากฏว่าไม่ได้มีน้ำไหลลงทะเลเลย ก็เพราะความเชื่อว่าที่กลัวว่ากรุงเทพมหานคร น้ำจะท่วมครับ ก็ต้องเรียนอย่างนี้ครับ ในปีต่อไปกรุงเทพมหานครโดยความสมัครใจ ของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องเปิดโอกาสให้น้ำที่ท่วมในแต่ละจังหวัดปริมณฑลนี่ไหลเข้าสู่ คลองต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานครในระดับที่เหมาะสมนะครับ ในระดับที่ไม่ทำให้กรุงเทพมหานคร ได้รับภาระน้ำท่วมด้วย อันนี้ก็เป็นการช่วยกันระหว่างรัฐบาล ประชาชนทุกจังหวัดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ พระราชกำหนดฉบับนี้ให้อำนาจรัฐบาลหรือกระทรวงการคลัง กู้หนี้เพื่อมาใช้จ่ายในการพัฒนาระบบป้องกันน้ำ ซึ่งมีแผนค่อนข้างชัดเจนแล้วนะครับ ผมเห็นแผนแล้วล่ะ แต่อย่างไรก็ตามก็จะต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลครับว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กยน. นี่น่าจะรับฟัง ความคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในแต่ละจังหวัดด้วยครับ ผมเรียนยืนยันว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขารู้ปัญหาดีครับว่าในแต่ละจังหวัดนั้นปัญหาน้ำท่วมมันเกิดจากอะไร และเกิดตรงไหน เกิดเท่าไร ท่านอย่าไปดูแผนที่ตามแผนที่การปกครองนะครับ กำหนดแก้มลิง ต้องกำหนดโดยแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเท่านั้น ขณะนี้จิสด้า (GISTDA) มีพร้อมครับ แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเราก็จะเห็นเลยครับว่าระดับชั้นความสูงของแต่ละพื้นที่ เป็นอย่างไร เอามาเทียบกับแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเมื่อปีที่น้ำท่วม ท่านก็จะเห็นเลยว่า น้ำมันเข้าไปแก้มลิงธรรมชาติตรงไหนบ้าง ก็เอาพื้นที่ธรรมชาติตรงนั้นละครับมากำหนด เป็นทะเลสาบ เป็นแก้มลิงที่จะระบายน้ำ เมื่อเวลามีฝนตกมากก็ระบายเข้าสู่แก้มลิง ปีไหน ฝนตกน้อยก็ระบายน้ำจากแก้มลิงมาใช้สำหรับอุปโภคและการเกษตร วิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น จะแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา ผมขอสนับสนุน พระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับครับ เพราะเห็นว่าการที่รัฐบาลเข้ามารับภาระแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องเร่งด่วน เหมือนกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย มาแล้วนะครับ ขอขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านดอกเตอร์ศุภชัย ศรีหล้า

นายศุภชัย ศรีหล้า อุบลราชธานี

ท่านประธานที่เคารพ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับ ท่านดอกเตอร์ศุภชัยขอนิดหนึ่ง หลังจากท่านดอกเตอร์ศุภชัยแล้ว เดี๋ยวผมจะได้แจ้งนะครับ ท่านจะได้เตรียมตัวได้นะครับ มีท่านไชยา พรหมา และกลับมาที่ท่านประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ แล้วก็ครูมานิตย์ หลังจากครูมานิตย์แล้วท่านศุภชัย ใจสมุทร นะครับ เชิญท่านดอกเตอร์ ศุภชัยครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า อุบลราชธานี 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ได้พิจารณาเรื่องที่ถือได้ว่า มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายการเงินที่มีความสำคัญ ครั้งที่ ๒ นับเนื่องจากเราทำหน้าที่ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้มา ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานคงจะจำได้ว่า เราพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พุทธศักราช ๒๕๕๕ ซึ่งถือเป็น กฎหมายการเงินฉบับแรกของคณะรัฐบาลชุดนี้ งบประมาณจำนวนนั้นมียอดเงินทั้งหมด ๒,๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลนี้ได้นำเสนอต่อสภาเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายนที่ผ่านมา และสภาของพวกเราได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ใช้เวลาร่วม ๒ เดือน เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมายมาชี้แจงต่อพวกเรา หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้นมีบุคลากรที่รับผิดชอบโดยตรงในแต่ละโครงการมาให้รายละเอียด มีการตั้ง คณะอนุกรรมาธิการงบประมาณหลายคณะ ซักถาม สอบถามรายละเอียดจากผู้ปฏิบัติจริง จากทุกหน่วยงาน หลังจากนั้นไม่พอสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังมีโอกาสแปรญัตติในวาระที่สอง และให้ความเห็น และในขณะเดียวกันในวาระที่สามเราก็มีการลงมติ ซึ่งเป็นการพิจารณา ครั้งสำคัญ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานเรื่องของพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พุทธศักราช ๒๕๕๕ ซึ่งมีขั้นตอนมีรายละเอียดต่าง ๆ เพื่ออยากกราบเรียนท่านประธานว่า ในระบอบประชาธิปไตย การถ่วงดุลอำนาจโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความสำคัญและมีความจำเป็นต่อการ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง วันที่ ๙ พฤศจิกายน เข้าสู่วาระแรกจนกระทั่ง เราพิจารณาในวาระที่สามเมื่อวันที่ ๖ มกราคมที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ ๒ เดือน โดยประมาณกว่าเราจะอนุมัติงบประมาณให้ไปถึงพี่น้องประชาชน นั่นแปลว่าเราใส่ใจ ในรายละเอียด มีความสำคัญ เราพิจารณาโดยรอบคอบ เงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชน ชอบที่เราจะต้องดูโดยละเอียดโดยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ แต่ในขณะที่เรา พิจารณาอยู่ในขณะนี้เป็นการพิจารณาพระราชกำหนดซึ่งเกี่ยวข้องกับการเงิน ครั้งที่ ๒ ต่อเนื่องจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณอย่างที่ผม ได้กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ พิจารณางบประมาณมีเอกสารหลายพันเล่ม มีบุคลากรมาชี้แจงหลายพันคน ใช้เวลาร่วม ๒ เดือนอย่างที่ผมกราบเรียน แต่ในขณะที่ พ.ร.ก. ๔ ฉบับ หรือพระราชกำหนด ๔ ฉบับที่เราพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ใช้เวลาเพียงน้อยนิด ถ้าใช้เวลาเพียงน้อยนิดแปลว่ารัฐบาลให้ความสำคัญ กับการพิจารณาของสภาน้อยมาก นั่นแปลว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับตัวแทนของ พี่น้องประชาชนน้อยเกินไปหรือไม่ ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้น ในการกราบเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่าพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับที่รัฐบาลนำเสนอ ต่อสภาแห่งนี้ ไม่มีรายละเอียด ไม่รอบคอบ ไม่คำนึงถึงสภาผู้แทนราษฎร ไม่คำนึงถึงการเป็น ตัวแทนของพี่น้องประชาชน หรือว่ารัฐบาลชุดนี้ดูถูกสภาชุดนี้แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ศักดิ์ศรีของสภาผู้แทนราษฎรอยู่ที่การพิจารณาเงินที่เป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชน ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับมียอดเงินสูงมาก ท่านประธาน ตามผมสักนิดนะครับ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเราอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ ๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ต่อจากนั้นเราพิจารณากฎหมายการเงิน ๒ ฉบับ ซึ่งผ่านที่ประชุมแห่งนี้ไปแล้ว ท่านประธานจำได้ไหมครับ ตอนนั้นมีพระราชกำหนดกู้เงิน เพื่อจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานจดตามผมครับ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทแรกกู้ไปแล้วนะครับ นอกจากนั้นรัฐบาลกู้อีกฉบับหนึ่งครับ นั่นคือการกู้ เพื่อให้การช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช่ไหมครับ และวันนี้กำลังจะมากู้อีกครับท่านประธานครับ ซึ่งเป็นการกู้ครั้งที่ ๓ กู้ในครั้งนี้ รัฐบาลอ้างว่ากู้เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ยอดเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท บวก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช่ไหมครับ นั่นแปลว่ากำลังจะกู้อีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ เท่านั้นยังไม่พอครับ กำลังจะกู้อีกฉบับหนึ่งคือฉบับที่ ๔ ฉบับนี้อ้างว่ากู้เพื่อปรับปรุง การบริหารหนี้เงินกู้อีกจำนวน ๑,๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานรวมตัวเลข ๔ ฉบับสิครับ ถ้าท่านประธานรวมตัวเลข ๔ ฉบับ จะเห็นยอดเงินว่าเป็นยอดเงินทั้งสิ้น ๑,๘๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานเขียนถูกไหมครับ ๑,๘๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าท่านประธานเขียนไม่ถูกท่านประธาน เขียนง่าย ๆ ครับ ท่านประธานเขียนตัวเลข ๑๘๔ แล้วเติมตัวเลข ๐ เข้าไปอีก ๑๐ ตัวครับ ท่านประธาน นั่นคือยอดเงินตัวเลข ๑,๘๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งวันนี้คนไทย ๖๕ ล้านคน กำลังจะต้องรับผิดชอบ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมกราบเรียนเรื่องนี้เพื่ออยากจะกราบเรียน ต่อท่านประธานต่อไปว่ายอดเงินจำนวนมหาศาลยอดนี้มีความสำคัญมาก ท่านประธาน จำได้ไหมครับ ก่อนหน้านั้นคุยนักคุยหนาอย่างไรครับ บอกว่าหาเงินเก่ง หาเงินเป็นอย่างไรครับ วันนี้ผมไม่เห็นหาเงินเลยครับ ผมเห็นนับจากวันแรกที่เข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดิน วันแรกที่อ้างว่างบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ก็กู้แล้วล่ะครับยอดหนึ่งครับ วันนี้ พ.ร.ก. ๔ ฉบับกู้อีก ครั้งที่ ๒ ไหนบอกว่าเป็นนักหาเงินอย่างไรครับ วันนี้ผมเห็นแต่รัฐบาลนี้กู้เงิน ๆ ท่านประธานครับ ไหนบอกว่าจะทำให้คนไทยรวยขึ้นอย่างไรครับ แต่วันนี้เพิ่มหนี้ให้กับคนไทยทั่วทั้งประเทศ ใช่ไหมครับ ถ้าเพิ่มหนี้ให้กับคนไทยทั้งประเทศไม่ได้ทำให้คนไทยรวยขึ้น ผมจึงอยาก จะกราบเรียนต่อท่านประธานเลยว่าในรายละเอียดเงิน ๑,๘๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผมกราบเรียน ต่อท่านประธานว่าตัวเลข ๑๘๔ ตามท้ายด้วยเลข ๐ อีก ๑๐ ตัว เอกสารมีเท่านี้หรือครับ ถ้าเอกสารมีเท่านี้คือเอกสารที่มีอยู่ในมือผมมีทั้งหมด ๑๙ หน้านะครับ ท่านประธานครับ เอกสารที่อยู่ในมือผมขณะนี้เป็นพระราชกำหนดที่ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธาน ในเบื้องต้นจากหน้าที่ ๑ ถึงหน้าสุดท้ายมี ๑๙ หน้า ถ้ามี ๑๙ หน้า ท่านประธานคิดคำนวณได้นี่ครับ ๑,๘๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เอกสารมี ๑๙ หน้า หน้าหนึ่งมีมูลค่าเท่าไร ท่านประธานทราบไหมครับ หน้าละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ถ้าหน้าละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สภาผู้แทนราษฎรทำได้แค่ดูเท่านี้หรือครับ ท่านประธานครับ ทำได้แค่ดูเท่านี้หรือครับ ไหนบอกว่าคำนึงถึงศักดิ์ศรีของพี่น้องประชาชนอย่างไรครับ ไหนบอกว่าตัวแทนของพี่น้องประชาชนมีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตยอย่างไรครับ ถ้าให้ความสำคัญกับตัวแทนของพี่น้องประชาชนทำไมเอกสารมีเท่านี้ละครับ หน้าละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธานครับ นี่เป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากกราบเรียน ต่อท่านประธาน

ในประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียนต่อท่านประธานก็คือว่าในแผนงาน ในโครงการที่ท่านอ้างนักอ้างหนาบอกว่าวันนี้มีกรอบวงเงินการใช้จ่าย ถ้าท่านอ้างว่ามีกรอบ วงเงินการใช้จ่าย อยู่ในมือผมครับ เพิ่งได้รับวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ กรอบวงเงิน ที่ท่านพูดถึงวันนี้มีทั้งหมดอยู่ ๒ หน้าครับ ถ้ามีอยู่ ๒ หน้า ผมอยากจะกราบเรียน ต่อท่านประธานนะครับ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดอุบลราชธานี ท่านประธานก็เป็นตัวแทนชาวอีสานเช่นเดียวกับผม ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรอบวงเงินนี้ มีอยู่ทั้งหมด ๖ รายการที่สามารถนำไปใช้จ่ายได้ ท่านประธานที่เคารพครับ กรอบวงเงินที่ ๑ บอกว่ามีแผนงานโครงการฟื้นฟู มีอนุรักษ์ดินและน้ำที่สำคัญ ๆ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำสะแกกรัง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำมูล แม่น้ำชี แม่น้ำโขงอยู่ที่ไหนครับ ท่านประธาน ลำปาวอยู่ไหนครับ ลำเซบก ลำเซบายอยู่ที่ไหนครับ ท่านประธานครับ ทำไมไม่มี ในรายการเหล่านี้ละครับ แล้วพี่น้องชาวอีสานที่นั่งอยู่ในซีกโน้นดูบ้างหรือเปล่าครับ

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ถ้าเราบอกว่ามีแผนการฟื้นฟูในข้อ ๒ บอกว่า จะบูรณะฟื้นฟูในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อีสาน ๑๐ กว่าจังหวัดไปไหนครับ ท่านประธาน

หรือแม้กระทั่งประเด็นที่ ๓ บอกว่ามีเรื่องของการทำแก้มลิงเพื่อรองรับน้ำ ท่านประธานที่เคารพครับ ยอดเงินตรงนี้ใช้เงินกว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำอยู่ ๒ พื้นที่ใหญ่ ๆ ทำที่จังหวัดพิษณุโลกและโครงการเจ้าพระยาใหญ่ น้ำท่วมอีสานของเรา ผมอภิปรายในสภา ท่านประธานจำได้ใช่ไหมครับ ผมอภิปรายคราวนั้นผมบอกว่าอย่าลืมพี่น้องอีสานสิ อย่าคิดถึง พี่น้องชาวอีสานเฉพาะตอนหาเสียงเลือกตั้ง แต่ในเวลาที่เงินจะลงไปถึงพี่น้องชาวอีสาน ไปหลับอยู่ไหนกันหมด ส.ส. อีสาน ท่านไปหลับอยู่ตรงไหนครับ ลุกขึ้นมาทวงหน่อยสิครับ เพราะนี่คืองบประมาณแผ่นดินที่จะกลับไปหาพี่น้องชาวอีสานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงขอแสดงความเสียใจต่อ พ.ร.ก. เงินกู้ทั้ง ๔ ฉบับ ไม่ได้มีประโยชน์ต่อพี่น้องอีสานเลย แม้แต่น้อย น่าเสียดายคิดถึงเราเฉพาะตอนเลือกตั้ง แต่วันใดที่มีอำนาจ มีวาสนา ลืมคนอีสาน เสียสิ้นครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านไชยา พรหมา

นายไชยา พรหมา หนองบัวลำภู 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย พระราชกำหนด ๔ ฉบับ ที่เราเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ใน ๒ ฉบับแรกได้รับความเห็นชอบ จากสภานี้ไปแล้ว เรากำลังพิจารณา ๒ ฉบับที่มีความสำคัญ อย่างน้อยใน ๒ ฉบับที่กำลัง พิจารณาอยู่นี้ก็เป็นหลักประกันแล้วว่าสิ่งที่รัฐบาลได้มีความกล้าหาญในการที่จะออก พระราชกำหนดกู้เงินจำนวน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูประเทศ นั่นก็คือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าการออกพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนั้น ไม่ขัดกับ รัฐธรรมนูญแต่ประการใด พระราชกำหนดที่ผมจะอภิปรายในเวลาที่จำกัดนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ เป็นภัยพิบัติ อันใหญ่หลวงที่ธนาคารโลกได้ประเมินความเสียหายถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่า เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในรอบ ๕๐ ปีของประเทศนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ มีความจำเป็น อย่างยิ่งที่รัฐบาลเองจะต้องสร้างความเชื่อมั่น ประชาชนไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจบริการ ถามว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หรือว่าปีนี้หรือปีหน้าน้ำจะท่วมอีกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้อง สร้างความเชื่อมั่นต่อสิ่งเหล่านี้ให้กับพี่น้องประชาชน เราต้องยอมรับครับว่าน้ำท่วมครั้งนี้ ได้สร้างความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม มีผลกระทบเป็นวงกว้าง ดังนั้นการออก พระราชกำหนดดังกล่าวของรัฐบาลใน ๔ ฉบับนี้ จึงมีความสำคัญและเกิดประโยชน์สูงสุด ของประเทศในการที่จะเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ให้กับพี่น้องประชาชน ให้มีความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลนั้นมีความตั้งใจที่จะเข้าไปเยียวยา แก้ไขปัญหา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟู ประเทศหลังภาวะน้ำท่วม ท่านประธานที่เคารพครับ ประโยชน์ของการออกพระราชกำหนด ดังกล่าวนี้ที่เห็นได้ชัดในขณะนี้ก็คือ การลดภาระเรื่องของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ของรัฐบาลจากนี้ไป เห็นได้ชัดว่าการโอนภาระหนี้ตามพระราชกำหนด การปรับปรุง โครงสร้างที่เรียกว่า การปรับโครงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้น ทำให้เกิดประโยชน์ทางด้าน งบประมาณอย่างยิ่ง ในแต่เดิมนั้นครับ ท่านประธานครับ หนี้ที่เกิดขึ้นจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำนวน ๑.๔ ล้านล้านบาท ที่เกิดขึ้นในภายใต้สถานการณ์ วิกฤติทางการเงินเมื่อปี ๒๕๔๐ นั้น ได้เป็นภาระของประเทศ จากวันนั้นจนถึงวันนี้เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไปแล้วว่าระยะเวลา ๑๔ ปีที่ผ่านมา หนี้ ๑.๔ ล้านล้านบาทนั้น วันนี้ลดเหลือเพียง ๑.๑๔ ล้านล้านบาท นั่นหมายความว่าเงินต้นลดเพียง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง ในขณะที่แต่ละปีนั้นกระทรวงการคลัง เราต้องจัดงบประมาณซึ่งมาจากเงินภาษีอากร ของประชาชนไปจ่ายภาระดอกเบี้ยในปีหนึ่งประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับท่านประธาน ระยะเวลา ๑๔ ปีที่ผ่านมา หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่เป็น ภาระทางด้านงบประมาณ ที่จ่ายดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังรับผิดชอบนั้น รวมแล้วเบ็ดเสร็จ ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถามว่าเงิน ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทหรือแต่ละปีนั้น ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่เป็นดอกเบี้ยนั้น มันสามารถเอาไปพัฒนาประเทศ ไปแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชนในสิ่งที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมากมาย วันนั้นการบริหาร จัดการหนี้ก้อนนี้จึงมีความจำเป็นที่จะทำให้เห็นมีความเด่นชัดขึ้นว่าจากนี้ไปหนี้จำนวน ๑.๑๔ ล้านล้านบาทนั้น มีระยะเวลาในการที่จะหมดหนี้ไม่เกิน ๒๕ ปีจากนี้ไป รายได้ส่วนนี้ ไม่ใช่เป็นการโอนหนี้หรือที่เขาเรียกว่า เป็นการซุกหนี้ แต่ประการใด หนี้ยังอยู่เหมือนเดิมครับ ท่านประธานครับ แต่การที่โอนภาระที่เดิมนั้นแบ่งความรับผิดชอบระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยรับผิดชอบเงินต้น กระทรวงการคลัง รับผิดชอบดอกเบี้ย วันนี้เมื่อโอนการบริหารจัดการหนี้ไปอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะใช้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการหนี้ก้อนนี้ เป็นภาระ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายจากการบริหาร ควบคุมสถาบันการเงิน ในอดีตที่ผิดพลาด ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นได้ว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการโอนภาระ การบริหารจัดการหนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเอาเงินมาจากไหนครับ ในการใช้หนี้เงินกู้ ใช้หนี้เงินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำนวน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท มีแหล่งที่มาอยู่ ๓ แห่งครับ ท่านประธานครับ

แหล่งที่ ๑ มาจากผลกำไรของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กฎหมายได้กำหนดว่า ถ้าผลกำไรมีก็สามารถนำกำไร ๙๐ เปอร์เซ็นต์นั้นไปใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินได้

แหล่งที่ ๒ มาจากการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ เรามีทุนสำรองระหว่างประเทศในขณะนี้ประมาณเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านยูเอสดอลลาร์ ปีหนึ่งมีผลกำไรจากการบริหารเงินก้อนนี้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และ

แหล่งที่ ๓ นั้น เป็นไปตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ นั่นก็คือให้อำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทย ออกกำหนดการเก็บค่าธรรมเนียมจากฐานบัญชีเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งนั้นเก็บจาก ลูกค้าในอัตรา ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ในอดีตนั้นเอาหนี้ก้อนนี้ไปไว้ที่สถาบันคุ้มครองเงินฝาก วันนี้ มีเงินกองทุนในสถาบันคุ้มครองเงินฝากประมาณเกือบ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น มีเพื่อนสมาชิกจากภาคฝ่ายค้านถามว่าถ้าเกิดว่าในอนาคต มีความเสียหายต่อบัญชีเงินฝากของประชาชนแล้วจะทำอย่างไร ท่านประธานครับ วันนี้สถาบันคุ้มครองเงินฝากและกฎหมายใหม่ที่จะมีผลบังคับในเดือนสิงหาคมนั้น นั่นก็คือ ธนาคารพาณิชย์คุ้มครองเงินฝากบัญชีของประชาชนในอัตราไม่เกินบัญชีละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมคิดว่าถ้าเกิดความเสียหายในอนาคตเกิดขึ้น เงินกองทุนก้อนนี้ที่เก็บไว้แล้วประมาณเกือบ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จากฐานบัญชีเงินฝากของประชาชนที่มีอยู่ในขณะนี้ ในธนาคารพาณิชย์นั้น คิดว่ามีความเพียงพอ แต่ในขณะเดียวกันท่านประธานที่เคารพครับ ผมฝากไปยังรัฐบาล ฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านนั่งอยู่ การที่รัฐบาลโดยธนาคาร กระทรวงการคลังไปตกลงกับสมาคมธนาคารพาณิชย์ว่า ตาม พ.ร.ก. จะต้องเก็บค่าธรรมเนียมจากบัญชีเงินฝาก ฐานบัญชีเงินฝากทั้งธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐในอัตรา ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์นั้น เป็นข้อเรียกร้องที่ธนาคารพาณิชย์ บอกว่าเพื่อให้เกิดการแข่งขันในการระดมเงินฝากให้มีความเป็นธรรมบนพื้นฐานเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ผมไม่เห็นด้วยครับ ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่เห็นด้วยก็เพราะว่าเวลาเกิดปัญหาวิกฤติ ของประเทศ ท่านประธานครับ มีเฉพาะธนาคารของรัฐเท่านั้นครับ ที่ไปโอบอุ้มและดำเนินกิจการ ของธนาคารสนองนโยบายของรัฐบาล ในอดีตธนาคารออมสิน ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ รับผิดชอบเรื่องอะไรครับ รับผิดชอบเรื่องโครงการพักหนี้เกษตรกร รับผิดชอบเรื่องโครงการ แก้หนี้นอกระบบ โครงการธนาคารประชาชน รับผิดชอบเรื่องแท็กซี่เอื้ออาทร รับผิดชอบ เรื่องบ้านเอื้ออาทร รับผิดชอบเรื่องแปลงสินทรัพย์เป็นทุน รับผิดชอบในสิ่งที่นโยบาย ของรัฐบาลเป็นนโยบายที่ไปถึงมือคนจน ไปถึงมือของพี่น้องประชาชนผู้ยากไร้ แต่ถามในมุมกลับว่า ธนาคารพาณิชย์วันนี้เขาบริหารภายใต้การสนองตอบให้ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นนะครับ แต่ในขณะเดียวกันธนาคารของรัฐนั้น ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐต้องดูแลพี่น้องประชาชน ที่เป็นคนยากคนจน พี่น้องที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนเหมือนกับลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ วันนี้การเก็บเงินค่าธรรมเนียมเข้ากองทุนในอัตรา ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เลือกว่าธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐนั้น ผมถึงบอกว่าไม่มีความเป็นธรรม เพราะว่าการที่ไม่เรียกเก็บ จากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐนั้น รายได้ของรัฐก็ไม่ได้สูญเสียครับ รายได้ส่วนนี้ที่เป็นผลกำไร จากการบริหารของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐนั้น มันเข้าเป็นรายได้แผ่นดินอยู่แล้ว มันไม่กระทบ ต่อส่วนที่เป็นเงินรายได้แผ่นดินในการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลของประเทศนี้ต่อไป เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมถึงบอกว่าวันนี้ธนาคารพาณิชย์ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะฉะนั้น การเก็บเงินเข้ากองทุนที่เป็นแหล่งรายได้ใน ๓ แหล่งที่ผมกราบเรียนตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้นั้น จะทำให้การบริหารจัดการหนี้ที่มีอยู่ในขณะนี้มีโอกาสในการที่จะแก้ไขปัญหาและมีคำตอบ ให้กับประชาชนว่าหนี้สาธารณะจำนวน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ที่สะสมมาเป็นเวลา ๑๐ กว่าปีนั้น มีระยะเวลาในการที่จะแก้ไขปัญหาบริหารจัดการหนี้จบภายในระยะเวลาไม่เกิน ๒๕ ปี ดังเหตุผลที่ผมได้กราบเรียนกับท่านประธานมาแล้ว เสียดายครับเวลามีจำกัด ผมยังเหลือ ประเด็นอีกมากมายในการที่จะอภิปรายเพื่อให้เห็นว่าการออกพระราชกำหนด ๔ ฉบับครั้งนี้ เป็นประโยชน์สำหรับประเทศชาตินี้ และเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลนั้นจะต้องไปฟื้นฟู และเยียวยา ฟื้นฟูประเทศสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านประเสริฐ เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ วันนี้เป็นโอกาสดีที่เราจะได้มีการพิจารณา พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับครับ

ฉบับที่ ๑ ก็เป็น พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อแก้ไข พูดกันง่าย ๆ ฟังง่าย ๆ ก็คือแก้ไข ปัญหาน้ำท่วมนะครับ

ฉบับที่ ๒ ก็เป็น พ.ร.ก. โอนหนี้ โอนหนี้จากรัฐบาลไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วก็ประชาชนผู้ฝากเงินเป็นผู้รับผิดชอบอีก ๑ ฉบับนะครับ

ท่านประธานครับ ตั้งแต่รัฐบาลนี้แถลงนโยบายเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ จนถึงวันนี้ก็คือวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ รัฐบาลนี้บริหารราชการแผ่นดินมา ๖ เดือน กับ ๖ วัน แล้วครับ ๖ เดือนกับ ๖ วันของรัฐบาลนี้ ได้มีการขอกู้เงินมาแล้วหลายครั้งครับ

ครั้งที่ ๑ ก็คือกู้เงินตามงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ เป็นจำนวนเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

ครั้งที่ ๒ ก็กู้เงินเพื่อจัดตั้งกองทุนประกันอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท

ครั้งที่ ๓ ก็คือวันนี้กู้เงินแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท

รวม ๓ ครั้งใน ๖ เดือนกับ ๖ วัน ขอกู้มาแล้ว ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้นะครับ รัฐบาลชุดนี้ก็ต้องขอกู้เงินอีกเพื่อชดเชยการขาดดุล งบประมาณ ปี ๒๕๕๖ อีกไม่น้อยกว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นในปีนี้รัฐบาลชุดนี้ จะต้องมีเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นอีก ๑,๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท พูดง่าย ๆ ก็คือ ๑.๑๕ ล้านล้านบาท เป็นรัฐบาลที่กู้เร็วครับ แล้วก็กู้มากจริง ๆ วันนี้รัฐบาลมาขอกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อแก้ไข ปัญหาน้ำท่วมให้กับประเทศ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้กับประเทศมีคนอยู่ ๒ กลุ่มครับ

กลุ่มที่ ๑ ก็คือกลุ่มคนไทยที่ถูกน้ำท่วม

กลุ่มที่ ๒ ก็คือกลุ่มที่เป็นนักลงทุนจากต่างชาติ หรือบางครั้งเราก็เรียกกันว่า นายทุนข้ามชาติ

กลุ่มที่เป็นคนไทยไม่ค่อยมีปัญหาเพราะจะกำก็ตาย จะคลายก็รอด จะให้เงิน ชดเชยเท่าไรก็เอาเท่านั้นครับ จะจ่ายเร็วจ่ายช้าก็ไม่เป็นไรครับ รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องไปทำโรด โชว์ (Road show) แผนเรื่องน้ำท่วมให้กับคนไทยเท่าไร แต่คนต่างชาติไม่ได้ครับ รัฐบาลก็ต้อง ออกไปทำโรด โชว์ให้กับนักลงทุนให้กับนายทุนต่างประเทศ รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ก็ยังต้องออกไปเสนอแผนป้องกันน้ำท่วมในเวทีโลก ไปสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนต่างชาติที่จะ มาลงทุนในประเทศไทย ให้เขามั่นใจครับว่าน้ำจะไม่ท่วม ถ้าเขาไม่เชื่อเขาก็ไม่ลงทุน ถ้าเขาไม่เชื่อ เขาก็ถอนทุน ถ้าเขาไม่เชื่อเขาก็ย้ายการลงทุนครับ กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่สะท้อนแผนป้องกันน้ำท่วม ของรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ได้ดีที่สุดครับว่าสิ่งที่รัฐบาลนำไปเสนอในเวทีโลกว่าสิ่งที่รัฐบาลนำไป โรด โชว์ให้กับนักลงทุนในต่างประเทศ ต่อจากนี้ไปจะทำให้ประเทศไทยน้ำหายท่วมได้หรือไม่ ไม่ใช่นำไปเสนอแล้วก็เสร็จ เขาไม่เชื่อครับ ไม่ใช่นำไปเสนอแล้วเขาก็จะยอมรับ ไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้ ใช้เม็ดเงินในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมมากจริง ๆ ใช้เงินงบประมาณในปี ๒๕๕๕ แก้ไขปัญหา น้ำท่วมไป ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ก็มาเสนอขอกู้อีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ ใช้เม็ดเงินในการแก้ไขปัญหา ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ก็ไม่ได้แปลว่า จะสร้างความเชื่อถือให้กับนักลงทุนในต่างประเทศได้ครับ เขาไม่เชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนมากแล้ว แปลว่าน้ำจะไม่ท่วมครับ เขาเชื่อประสิทธิภาพของการลงทุน ของระบบป้องกันน้ำท่วม ของรัฐบาลที่นำไปเสนอ ถ้าเงื่อนไขในการทำประกันภัยจะเป็นตัวชี้วัดได้อีกตัวหนึ่งครับว่า รัฐบาลชุดนี้จะมีแผนป้องกันน้ำท่วมได้ดีจริงหรือไม่ บริษัทที่รับประกันภัยเขาจะเป็นบริษัท ที่ละเอียดมากครับ เขาจะต้องดู ถ้าเขารับประกันภัยแล้วเขาเจ๊งเขาไม่รับหรอกครับ ในอดีต ที่ผ่านมาเขารับประกันภัยจากบริษัทข้ามชาติไปเยอะแยะมากมาย แต่ไม่เคยเจอปัญหา เป็นภาระของบริษัทประกันภัย มีปีที่ผ่านมาเท่านั้นเองครับ ที่บริษัทประกันภัยในต่างประเทศต้องจ่ายเงินเคลม (Claim) ค่าประกันให้กับคนไทย ให้กับ นักลงทุนต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทย รวมเป็นเม็ดเงินรวมกันถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ บริษัทประกันภัยเขาถึงมีความจำเป็นต้องดูแผนป้องกันน้ำท่วมว่าใช่หรือเปล่าครับ ที่รัฐบาล นำเสนอแล้วแก้ไขปัญหาได้จริง ต่อจากนี้ไปถ้าแผนของรัฐบาลแก้ไขปัญหาได้ไม่จริง รับรองได้ เขาไม่รับประกันจากบริษัทที่มาลงทุนในประเทศไทยครับ ไม่ว่าบริษัทนั้นจะเป็นคนไทย หรือบริษัทนั้นจะเป็นนายทุนต่างประเทศ แต่ถ้าแผนการของรัฐบาลดีเขาก็รับครับ แต่ถ้าบอกว่าดีแต่เขายังไม่ค่อยเชื่อถือเขาก็รับครับ แต่ว่าเงื่อนไขประกันต้องปรับเปลี่ยนใหม่ เงื่อนไขประกันต้องเป็นเงื่อนไขที่สูงครับ ผลประโยชน์ก็ต้องลดลง เบี้ยประกันก็ต้องสูงขึ้นครับ บริษัทข้ามชาติเมื่อเขาตัดสินใจจะมาลงทุนเขาทำอย่างไรครับ นายทุนต่างประเทศเขาส่งแต่ทุน มาครับ ตัวแทนที่เขาจะมาเขาก็ส่งเฉพาะเจ้าหน้าที่ของเขามาเป็นตัวแทนของนายทุน นายทุนจริง ๆ ไม่มาครับ จะมาทำไมละครับ เขาลงทุนไปทั้งโลก แต่เขาต้องมีหลักประกันครับว่า เมื่อลงทุนในประเทศไทยแล้วถ้าเกิดน้ำท่วมแล้วเขาต้องไม่เจ๊งนะครับ ถ้าเจ๊งเขาก็ไม่มา วิธีที่จะทำให้เขาไม่เจ๊งเขาทำอย่างไรครับ เขาก็ต้องซื้อประกันภัยครับ วันนี้ต้องยอมรับครับว่า บริษัทประกันภัยมีปัญหาครับ รัฐบาลชุดนี้รู้ไหมครับ รู้ยิ่งกว่ารู้ครับ รัฐบาลชุดนี้จึงส่งคนไปครับ ไปที่ไหนครับ ไปต่างประเทศ ไปเจรจากับบริษัทประกันภัยต่อระดับโลกครับ พอคนของรัฐบาล กลับมาพูดว่าอย่างไรครับ พูดว่าบริษัทประกันภัยต่อต่างชาติพร้อมที่จะรับประกันให้กับ คนไทยแล้วไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาจริงไหมครับ ไม่มีปัญหาจริงครับ แต่บริษัทเขารับประกัน เขาปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในการรับประกันลูกค้าในประเทศไทยใหม่ทั้งหมดครับ จากเดิมที่เคยท่วม ๗ วันแล้วจ่าย วันนี้ต้องท่วม ๑ เดือนครับ แล้วถึงจะจ่าย เขาก็ลดการคุ้มครองลงอีกครับ เบี้ยประกันก็ต้องปรับเพิ่มขึ้นอีกมหาศาลครับ อย่างนี้เป็นการสะท้อนแผนป้องกันน้ำท่วม ของรัฐบาลที่วันนี้เรากำลังพิจารณากันอยู่ในสภานี้ล่ะครับว่ายังไร้ประสิทธิภาพอยู่ครับ ตัวชี้วัดก็คือตัวบริษัทประกันครับ พูดง่าย ๆ ก็คือเขาเชื่อว่าปีนี้น้ำจะยังท่วมอยู่ครับ ที่เขาไม่เชื่อ แผนของรัฐบาลเพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ เพราะว่ารัฐบาลยิ่งพูดก็ยิ่งพันตัวเอง พูดง่าย ๆ ครับ ฟังง่าย ๆ ก็คือรัฐบาลพูดเรื่อง ๗ นิคมใหญ่ที่ถูกน้ำท่วมครับ พูดว่าต่างชาติที่มา ลงทุน ผู้ประกอบการไทยที่มาลงทุนใน ๗ นิคมใหญ่ที่ถูกน้ำท่วมไปเมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลบอกว่า ไปกู้เงินเลยครับ กู้จากธนาคารออมสินวงเงินเท่าไรครับ ๖,๐๐๐ ล้านบาทครับ ไปกู้เสร็จ แล้วรัฐบาลจะใช้เงินนี้ให้เปล่า ๒ ใน ๓ ครับ นิคมออกเอง ๑ ใน ๓ ใน ๖,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลต้องออก ๔,๐๐๐ ล้านบาท นิคมออก ๒,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลจะไปเอาเงินจากที่ไหนมา ให้เขาครับ รองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ก็บอกว่าจะไปเอาเงินจากกองทุนประกันภัยที่ออกตาม พ.ร.ก. ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอเอาเข้าจริงเอาให้เขาไม่ได้ครับ เพราะผิด พ.ร.ก. ครับ อย่างนี้ก็แปลว่าพอพูดไปแล้วทำไม่ได้ เขาก็ไม่เชื่อครับ ส่วนคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม การประกันธุรกิจประกันภัยเขาก็ออกมายอมรับครับ ยอมรับว่าเงินกองทุน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผ่าน พ.ร.ก. ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ละครับ ที่เป็นต้นทุนการรับประกันภัยต่อก่อนจะส่งต่อให้ บริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศอาจไม่เพียงพอ ต้องเพิ่มเงินกองทุน แต่ขณะเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์จะบอกว่าเอาเงินจากกองทุนนี้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ไปให้เปล่า กับนิคม รัฐบาลทำตัวเองให้ขาดความเชื่อมั่นครับ ต่างชาติเขาก็เลยไม่ค่อยเชื่อมั่นต่อการทำของ รัฐบาลในชุดปัจจุบัน ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ก็เหมือนกันครับ ทัวร์ (Tour) นกขมิ้น ๕ วัน ๔ คืน ไม่ทราบว่าบริษัทไหนจัดทัวร์ให้ครับ ไปทัวร์เยอะแยะครับ บอกว่า รัฐบาลต้องการพื้นที่ทำแก้มลิง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ เพื่อรองรับน้ำ ๖๐,๐๐๐ ล้าน ปัจจุบันนี้มี พื้นที่รองรับหลายพื้นที่ครับ ก็แจกแจงกันมาเยอะแยะละครับ ทั้งบึงสีไฟ มีพื้นที่ ๓๐,๐๐๐ ไร่ บึงบอระเพ็ดมีพื้นที่ ๑๓๐,๐๐๐ ไร่ แล้วก็พื้นที่อื่น ๆ รวมกันแล้วมีอยู่แล้ว ๑,๕๐๐,๐๐๐ ไร่ พอพูดจบครับ ต่างชาติเขาก็เดี๋ยวนี้ทันสมัยครับ เขาใช้ดาวเทียมยิงลงไปดู พื้นที่ที่รัฐบาล เอามาพูดนี่นะครับ ปรากฏว่ามันมีจริงครับพื้นที่นี้ ๑,๕๐๐,๐๐๐ ไร่ แต่ประชาชนเข้าไปบุกรุก เข้าไปยึดครองอยู่ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งครับ อย่างนี้รัฐบาลจะทำอย่างไรครับ รัฐบาลเวลาลงพื้นที่ ก็ไม่เคยบอกให้ชัดครับ บอกกับประชาชนก็บอกไม่ได้ ไม่ได้เตรียมตัวไปครับ ไม่ได้เตรียมตัวไป บอกว่าจะชดเชยให้กับประชาชนเขาไร่ละเท่าไร จะชดเชยอย่างไร และจะชดเชยได้เมื่อไร แล้วก็เงินที่เขายังไม่เคยได้รับเมื่อปีที่ผ่านมาน้ำท่วมใหญ่ เขาจะไปร้องที่ไหน จะไปเอาเงิน ที่ไหนก็ไม่ได้บอกครับ ฝ่ายผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเขาก็รอฟังนายกรัฐมนตรีว่า เงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาลบอกว่าจะให้เปล่าไปสร้างเขื่อนในนิคมจะทำอย่างไรครับ ก็ไม่ได้พูด นายกรัฐมนตรีมัวแต่ไปบอกว่าขอบคุณประชาชนที่มาต้อนรับ ชาวบ้านที่ไปรอฟัง จะเอาเงิน นักอุตสาหกรรมที่รอฟังว่าเมื่อไรนายกรัฐมนตรีจะเอาเงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาทมาให้ สร้างเขื่อนก็เลยมึนตึ๊บกันไปหมด ท่านประธานครับ ผมสงสารประเทศชาติจริง ๆ ผมสงสาร ประชาชนในประเทศนี้จริง ๆ ครับ ผมเหนื่อยแทนประชาชนในประเทศครับ ท่านประธานครับ ผมต้องขออภัยครับ ที่ไม่สามารถรับหลักการตาม พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับนี้ได้ครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับที่เข้าสู่สภาในวันนี้นั้น จริง ๆ ในบรรยากาศของการอภิปรายนั้นมันล้าไปเสียแล้วครับ เพราะว่าถ้าเราได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ๔๕ หน้า เขียนไว้ชัดเจนเลยครับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างทำไปเถอะ เพื่อเป็นการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินกู้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของการโอนหนี้ ผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์หรอกครับ ท่านประธานครับ ผมไม่ใช่นักเศรษฐกิจ แต่ผมมุมมองในนักวิชาการในฐานะที่คนมาจากครู แล้วก็ได้เห็นปัญหาที่มันเกิดเมื่อเร็ว ๆ นี้ พร้อมกับท่านประธาน พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ แล้วก็ได้ฟังเพื่อนผมที่อยู่ ตรงกันข้าม ๒-๓ คน ผมนึกว่ามหาวาทกรรมจะไปพร้อมหาวาตภัย วันนี้ยังอยู่ครับท่านประธาน และมันจะเดินกันไปได้อย่างไรล่ะครับ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าการกู้เงินครั้งนี้ ผมว่าตั้งแต่ผมจำความได้ ผมความรู้น้อยด้อยปัญญา แต่การกู้เงินครั้งนี้กู้มาแก้ปัญหาเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทย อย่างจริงจังครับ ปี ๒๕๔๐ บอกว่าฟองสบู่แตก ก็ไม่รู้แตกตรงไหน ผมก็ไม่เข้าใจ ก็ได้แต่มองเห็น ชาวบ้าน บ้านผมที่จังหวัดสุรินทร์เขาบอกมันแตกอย่างไร ฟองสบู่แตกเหมือนแก้วแตกไหม พอมาปี ๒๕๕๒ อันนี้ไปกันใหญ่ก็ว่าแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) จังหวัดสุรินทร์บ้านผม มันกินแต่ลาบ กินแต่ส้มตำครับ มันไม่รู้หรอกว่าแฮมเบอร์เกอร์อะไร แต่พอรู้ ๆ กันมาบอกว่า มาทำไทยเข้มแข็ง ผลสรุปแล้ววันนี้จบไปแล้วโครงการนี้ครับ ปัญหาเกิดขึ้นมาก็ดังที่เห็น ดังที่เป็นข่าว เขาก็เลยถามต่อว่าตกลงโครงการนี้ทั้งไทยเข้มแข็งแล้วก็ใครเข้มแข็งกันแน่ พอมาวันนี้เกิดมหาอุทกภัยทุกคนเห็นหมด ผมอยู่จังหวัดสุรินทร์ผ่านมาไม่ได้ครับ เพราะตั้งแต่ จังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คนมันเดือดร้อน เดือดร้อนมาตั้งแต่จังหวัด นครสวรรค์ จังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลก จนมาถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้วก็มา กทม. วันนี้นักลงทุนก็เริ่มที่จะคิดหนัก รัฐบาลก็จะแก้ปัญหา พี่น้องที่อยู่ตรงกันข้ามกับผม ผมก็ไม่โทษเขาหรอกครับ เพราะเป็นประเพณี จะให้เขาคิดเหมือนเรานี้ไม่ได้หรอกครับ ต้องคิดต่างนะครับ ถ้าเราซ้ายเขาต้องขวา แต่ว่าวันนี้การอภิปรายเรื่องนี้ผมถึงบอกว่ามันเฉื่อยชาไปแล้วสำหรับผม ผมไม่ต้องดูตัวเลข หรอกครับ เพราะแม้กระทั่งศาลเองเขาเห็นปัญหา แล้วมหาอุทกภัยครั้งนี้มันเป็น ๑ ใน ๕ ของโลกที่จะบังเกิด แล้วมันก็จะเกิดไปข้างหน้าอีกครับ ท่านประธานครับ ทีนี้ถามว่าวันนี้กู้มา ทำไมล่ะ เงิน พูดกันแบบครูบ้านนอกเลยครับ ก็กู้มาด้วยความจำเป็นที่จะต้องมาแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนคนไทยที่บอกว่าตรงนั้นก็ลำบาก ตรงนี้ก็ต้องบูรณาการ ตรงนี้ก็ซ่อมแซม ตรงนั้น ก็ต้องสร้าง แล้วหลังจากนั้นเราก็โดนกระแนะกระแหนอีก ผมสงสารรัฐบาลยิ่งลักษณ์นะครับ เอาคำว่า เอาอยู่ เอาอยู่ แล้ววันหน้าอะไรจะเกิดขึ้นอีกละครับ ห้ามไม่ให้ฝนตก ห้ามไม่ให้ คนออกลูกนี่ท่านประธานมันห้ามไม่ได้นะครับ ต้องปล่อยเขา ธรรมชาติมันก็ย่อมเกิด ก็ต้องเตรียมการมาอีกครับ รัฐบาลก็ต้องไป เพื่อนผมที่อยู่ตรงข้ามก็ถามว่าทัวร์นกขมิ้น อย่างนี้มันน่าจะเลิกกันได้แล้วครับท่านประธาน เพราะวันข้างหน้าเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไร แล้วก็การเตรียมการมันต้องมี เพราะทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น วันนี้นักลงทุนต่างประเทศ ต้องถอนตัวไปนี่ พี่น้องที่อยู่บ้านผมจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดอุบลราชธานี เขาเดือดร้อนแน่ครับ เพราะเราอาศัยแรงงานที่มาทำอยู่ที่นี่ ฉะนั้น ต้องกู้มาเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง เตรียมในเรื่องของการทำฟลัดเวย์บ้าง แก้มลิงบ้าง หรือโครงการต่าง ๆ ที่ทำให้น้ำมันเดินลงไปได้ง่าย แม้กระทั่งว่าปลูกป่าอย่างยั่งยืน ท่านประธานครับ แล้วถามว่าใครได้ประโยชน์ ผมยืนยันเลยว่าโครงการเที่ยวนี้นี่ประชาชน ได้ประโยชน์อย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานอย่าไปจินตนาการสิครับ ผมไม่อยากให้ เพื่อนผมหลาย ๆ คนจินตนาการว่าถ้าเอามาแล้วคนนั้นจะโกง คนนี้จะโน้นจะนี้จะนั้น มันต้องคิดวันที่ตัวเองกู้ วันนี้นี่รัฐบาลนี้มีความมุ่งหวังสูง ท่านประธานครับ ด้วยเวลาอันจำกัด ถามว่าใครได้ประโยชน์ ประชาชนสิครับ พี่น้องประชาชนเราได้ประโยชน์จากการสร้างงาน เราได้ประโยชน์จากนักลงทุนต่างประเทศเชื่อถือ เราได้จากหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่าง เพราะรัฐบาลเรานี่พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่นะครับ ผมไม่ได้พูดพี่น้องทั้งประเทศ เขาเชื่อมั่น บังเอิญเที่ยวนี้เขาสงสารนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ครับ เข้ามาบริหารประเทศวันที่ ๓ กรกฎาคม วันที่ ๒๕ กรกฎาคม แถลงนโยบาย เดือนพฤศจิกายนฝนตกอย่างมหาศาลดังที่เห็น เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม เดือนมกราคม บริหารทั้งมหาอุทกภัย บริหารทั้งมหาวาทกรรม บริหารทั้งมหาน้ำลาย ปวดหัวครับท่านประธาน แต่ดีหน่อยที่ประชาชนพี่น้องเขาให้กำลังใจ เขาเชื่อมั่น เขาเชื่อมั่นเรามาตลอด ท่านประธานก็คงทราบเราอยู่ด้วยกันนะครับ เขาก็ให้ กำลังใจรัฐบาลในการทำงานต่อไป เพื่อความก้าวหน้า เพื่อความมุ่งหวังของชาวบ้าน เพราะเขา อยากเห็นความมั่นคงในชีวิตของพวกเขา เขาจึงให้โอกาสกับรัฐบาลนี้ ผมไม่อยากให้พี่น้อง ที่อยู่ซีกตรงกันข้าม ผมใช้คำว่า ตรงกันข้าม นะครับ เป็นห่วงมากเถอะครับ วันนี้ทุกวิถีทางแล้ว ที่ทำนะครับ จนศาลวินิจฉัยออกมาแล้ว ก็ปล่อยให้รัฐบาลทำงานไปเถอะครับ ค่อยมาว่ากัน สภาแห่งนี้ยังเปิดโอกาสให้อภิปรายไม่ไว้วางใจ สภาแห่งนี้ยังให้ตรวจสอบอีกอย่างมากมาย แต่วันนี้ต้องให้รัฐบาลเขาเดินหน้าไปข้างหน้าก่อน พวกผมเองไม่ใช่ว่าอยู่ฝ่ายรัฐบาลแล้ว จะไม่ตรวจสอบ เราก็ตรวจสอบ อันไหนที่เป็นโครงการทะแม่งออกมาเกิดการคอร์รัปชัน (Corruption) เกิดความไม่ชอบมาพากล เราเอาแน่นอนครับ ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าเราก็เป็น ผู้แทนราษฎรเราก็มาจากการเลือกตั้ง แล้วเรามาเห็นการบริหารบ้านเมือง บริหารไปในทางที่ ไม่ถูกต้อง เราก็ไม่เห็นด้วย แต่วันนี้มันเป็นความจำเป็น แล้วก็จำเป็นอย่างมหาเร่งด่วนด้วยครับ เราถึงอยากเห็นการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านมานั้นแก้ปัญหา แล้วก็แก้ในอนาคตอย่างยั่งยืน เมื่อความเชื่อมั่นมันเกิดขึ้นในประเทศได้แล้วเป็นเหมือนกับในอดีตในสมัยท่านทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่สึนามิ ท่านประธานจำได้ พอเกิดสึนามิขึ้นมา แก้ปัญหาเดือนเดียวจบ เกือบหมด ท่านประธานครับ ทั่วโลกให้การยอมรับ แม้กระทั่งว่าญี่ปุ่นนี่เกิดสึนามิลูกหลังนี่ ต้องเชิญท่านทักษิณ ชินวัตร ไปบรรยาย ผมจำเป็นต้องเอามากล่าวอ้างครับ เพราะมันเป็น เรื่องจริง นี่วันนี้โชคดีนะครับ เอาเรื่องวาตภัย มหาวาตภัยเข้ามานี่ไม่มีใครไปคุย ถ้าไม่อย่างนั้น ก็หาว่าเรากู้มาก็เพื่อคนคนเดียวอีกนะครับ เดี๋ยวก็เดือดร้อนตามกันไปอีก ผมก็เลยอยากฝาก รัฐบาลชุดนี้ว่าเงินที่กู้มาผมเห็นด้วย แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง แล้วเกิดประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลสำหรับพี่น้องประชาชนครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป เป็นท่านศุภชัย ใจสมุทร แล้วก็หลังจากท่านศุภชัยแล้วนะครับ ท่านจะได้เตรียมตัวนะครับ มีท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ท่านนริศ ขำนุรักษ์ ท่านสุรสาล ผาสุข ท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ นะครับ เชิญครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพิจารณาพระราชกำหนด ๒ ฉบับ ซึ่งจริง ๆ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญท่านได้วินิจฉัยว่า เป็นการออกพระราชกำหนดที่ถูกต้องตามกฎหมาย ประเด็นที่ผมอยากจะขออนุญาตอภิปราย คงไม่ใช่เป็นเรื่องว่าเป็นการดำเนินการที่ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พระราชกำหนดฉบับแรกที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือ พระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ สิ่งที่อยากจะเรียนกับท่านประธานก็คือว่าในช่วงเวลาที่สภาแห่งนี้ได้มี การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ กัน สิ่งที่ท่านหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คือท่านชวรัตน์ ชาญวีรกูล ได้มีการอภิปรายในวันนั้น ก็คือท่านเห็นว่าการจัดงบประมาณของรัฐบาลเป็นการจัดในลักษณะที่เป็นเหมือนทั่ว ๆ ไป ในทุก ๆ ปี ไม่มีความแตกต่าง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วประเทศไทยเพิ่งผ่านปัญหาอันร้ายแรง ก็คือมหาอุทกภัย และพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นเอกชน ประชาชนโดยทั่วไปหรือว่า นักลงทุน นักธุรกิจ ก็ประสบปัญหาอย่างรุนแรงมาก ท่านเองวันนั้นได้มีการเสนอว่ารัฐบาล ควรที่จะมีการจัดสรรงบประมาณเพียงพอไม่ว่าจำนวนใดก็ตาม เพื่อจะเข้ามาแก้ปัญหา สิ่งที่เกิดขึ้นให้มันเป็นระบบและอย่างเพียงพอ สิ่งที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานก็คือ ผมก็คิดเอาเองครับว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่นี่ ก็คงเป็นไปตามคำแนะนำของหัวหน้าพรรคผม สิ่งที่ท่านได้ทำไปก็จึงเป็นเรื่องที่เราสนับสนุน เพราะเห็นว่ามันเป็นแนวทางที่ท่านพึงจะต้อง กระทำ ในเรื่องของการที่จะต้องมีเงินจำนวนมากพอในการที่จะเข้ามาแก้ปัญหา ประเด็น มันอยู่ที่ว่าหลังจากนี้เป็นต้นไปก็คงเป็นเรื่องที่เมื่อท่านกู้เงินมาในการที่จะมาวางระบบบริหาร จัดการน้ำ แล้วก็สร้างอนาคตประเทศไทยอย่างที่ท่านมีกฎหมายออกมาเรียบร้อยแล้วนี่นะครับ สิ่งที่ท่านจะต้องทำก็คือ สิ่งที่เราเป็นห่วงก็คือการใช้เงินอย่างคุ้มค่าให้เป็นประโยชน์อย่างสูงสุด ซึ่งก็คงพูดในเชิงหลักการละครับ ผมจะไม่มีการไปกล่าวหาว่ารัฐบาลกู้เงินมามีแผนในการ ที่จะมาทุจริตกัน ผมไม่เชื่อว่าท่านจะทำอย่างนั้น ผมเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดินนี้ครับ ผมเชื่อว่าถ้าใครก็ตาม ราชการไหนก็ตาม รัฐบาลไหนก็ตาม ถ้ามีการกระทำอะไรที่เป็นการนำเงิน ของแผ่นดินไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ ท่านไม่มีทางที่จะเจริญรุ่งเรืองและประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นผมมั่นใจครับว่าเมื่อท่านได้กู้เงินมาแล้วนะครับ ท่านจะต้องใช้เงินให้มันเป็นประโยชน์ และคุ้มค่า และผมมั่นใจว่าสภาแห่งนี้ก็คงที่จะได้ติดตามในการบริหารเงินของท่านว่าท่านจะต้อง ทำอย่างไร เพื่อนสมาชิกพรรคเดียวกับผมนี่นะครับ ก็หลายท่านก็เป็นห่วงว่าท่านเองท่านเป็น สมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ท่านอยู่จังหวัดสุโขทัยท่านก็กลัวว่าจังหวัดสุโขทัยน้ำท่วมทุกปี ปัญหาที่นั่นแม่น้ำยมก็เป็นปัญหาใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ก็คงต้องฝากว่าการบริหารจัดการน้ำ ณ ที่จังหวัดสุโขทัย ถึงแม้ว่าจะไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัฐบาลอยู่ ท่านก็คงจะช่วยดูแลด้วย นี่ผมพูดแทนสมาชิกของเราซึ่งอยู่จังหวัดสุโขทัยอยู่ ๒ ท่าน รวมทั้งจังหวัดชัยนาทด้วยครับ ท่านเลขาธิการพรรคของผมก็อยู่จังหวัดชัยนาท ท่านก็เป็นห่วงว่าวันนี้อยู่ฝ่ายค้าน ก็เกรงว่า จะไม่ได้รับการดูแลอย่างควรที่จะต้องเป็น ผมจะไม่เข้ารายละเอียดเรื่องกฎหมายฉบับนั้น หรอกครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่อยากจะเข้าไปก็คือพระราชกำหนดอีกฉบับหนึ่ง ก็คือ พระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ การดูแลอย่างควรที่จะต้องเป็น ผมจะไม่เข้ารายละเอียดเรื่องกฎหมายฉบับนั้นหรอกครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่อยากจะเข้าไปก็คือพระราชกำหนดอีกฉบับหนึ่ง ก็คือพระราชกำหนด ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งเรื่องนี้ผมพยายามที่จะมาจับเย็บเล่มให้มันเป็น เล่มเดียวกันกับเรื่องน้ำท่วม คิด ๒ ตลบ ๓ ตลบ ผมว่ามันไม่เข้ากันเลย ร่างพระราชกำหนด ของท่าน ๔ ฉบับ ที่เสนอเข้ามาเป็นแพคเกจ (Package) ปฏิบัติการสายฟ้าแลบของรัฐบาลที่เข้ามา ก็คือเรื่องของหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เรื่องความช่วยเหลือ ทางการเงินแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เรื่องให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้ที่กำลัง เสนอเข้ามาวันนี้ แล้วก็เรื่องกองทุนประกันภัย ๓ เรื่อง ผมว่ามันไปกันได้อยู่ ยกเว้นเรื่อง ที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่ เรื่องหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน สิ่งที่อยากจะเรียนต่อท่านประธานก็คือผมไม่เห็นว่าเรื่องนี้จะออกเป็นพระราชกำหนดได้ ที่พูดตรงนี้ไม่ได้ไปเถียงศาลรัฐธรรมนูญ แต่กำลังจะบอกว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหาเก่าแก่ อันยาวนานที่มันเกิดขึ้นจากในอดีตของรัฐบาลที่เข้าไปแก้ปัญหาและเมื่อวันหนึ่งเราจะโอนหนี้ จากของรัฐบาลไปให้แบงก์ชาติไปแบกแทน คำถามก็คือว่ารัฐบาลจะไปตัดสินใจคิดเอาเอง ออกเป็นกฎหมายคืออำนาจในการออกพระราชกำหนดเสียเองโดยไม่มาถามสภาซึ่งเป็นที่ ที่ตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศมาชุมนุมกันอยู่หรือครับ ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องด่วน จำเป็นที่จะต้องออกเป็นพระราชกำหนด ผมมองว่าเรื่องนี้ถ้ารัฐบาลจะให้เกียรติผู้แทน ของประชาชนท่านต้องมาปรึกษาหารือกันอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่มามัดมือชกกัน ณ วันนี้ท่านจะมา ออกเป็นกฎหมายเรียบร้อยแล้ว แล้วก็มาขอมือ ซึ่งท่านมาขอกี่ครั้ง ๆ แน่นอนละครับท่าน ก็ได้ของท่านไปแน่นอน ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องซึ่งมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ไม่สมควรจะออกเป็นพระราชกำหนดหากแต่จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ในการที่สภาแห่งนี้จะได้ร่วมกันปรึกษาหารือว่ามันสมควรที่จะโอนหนี้ไปให้แบงก์ชาติ จริงหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่เพียงใด ซึ่งมันเป็นเรื่องที่จำเป็นแต่ในที่สุดท่านก็คิดปัจจุบันทันด่วน ท่านก็รวมกันเป็น ๔ ฉบับ โยนโครมมาให้สภาแห่งนี้ยกมือรับรองให้เป็นกฎหมายของท่าน ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย ท่านประธานครับ เรื่องของการโอนหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ผมเองก็ต้องเรียนตรง ๆ ว่าในช่วงชีวิตที่ผมเคยเป็นทนายความ ผมเองเป็นผู้ได้รับผิดชอบในการเข้าไปดูแลธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ ผมได้รับการแต่งตั้งจาก กระทรวงการคลังในขณะนั้นให้ไปดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดกับธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ หรือบีบีซี (BBC) และครั้งนั้นละครับเป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปสัมผัสกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่ว่า ผมไม่เคยมีความรู้มาก่อนและได้พบว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นเครื่องไม้เครื่องมือของธนาคารแห่งประเทศไทย ในการเข้าไปแก้ปัญหาในเรื่องของสถาบันการเงินเหล่านั้น และผมมีความรู้สึกว่าวันนั้น ผมจะไม่พูดย้อนหลังตำหนิอะไรมากมายนอกจากจะบอกว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินได้เข้าไปทำหน้าที่เกินสมควรต่าง ๆ มากมาย ซึ่งมันเป็นผลให้เกิด การก่อหนี้ขึ้นมาในปัจจุบัน แน่นอนครับ การที่มันมีเหตุที่ทำให้สถาบันการเงินมันต้องล้ม แล้วกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้เข้าไปดำเนินการในการไปอุ้ม ตรงนั้นก็เป็นแนวคิดนโยบายของฝ่ายการเมืองในยุคนั้นหรือธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ผลจากตรงนั้นวันนี้เรากำลังมาคุยกันว่าหนี้ที่มันเกิดขึ้นตอนนั้นผมไม่อยากจะบอกว่า เป็นความผิดพลาดของเรกกิวเลเตอร์ (Regulator) อย่างธนาคารแห่งประเทศไทยที่ใช้ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าไปดำเนินการหรือไม่ อย่างไร แต่วันนี้เราก็ต้องมาแก้ปัญหากัน คำถามก็คือไม่ว่าใครจะเป็นลูกหนี้ ใครเป็นหนี้ ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลหรือธนาคารชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย ความรู้สึกของผมก็คือในสายตาของ บุคคลภายนอกหรือต่างประเทศเขาก็ไม่ได้มองความแตกต่างระหว่างรัฐบาลกับแบงก์ชาติ กระมังครับ แต่วันนี้ถ้าแบงก์ชาติกลายเป็นวันดีคืนร้ายกลับกลายเป็นคนที่มีหนี้ขึ้นมาแบกหนี้ ในสิ่งที่ตัวเองก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกับรัฐบาลแล้วรัฐบาลโยนหนี้ไปเฉย ๆ ผมว่าเป็นสิ่งที่ต้องคิดกันให้ดีว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่นะครับ ผมเองก็ต้องเรียนตามตรงว่า เมื่อสักครู่นี้พูดถึงอดีตตอนที่เข้าไปทำงานแล้วไปรู้จักเอากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน ตอนนั้นท่านสมาชิกหลายท่านก็อภิปรายกันแล้วว่ามันมีการปิดสถาบันการเงิน กันถึง ๕๖ สถาบันการเงิน ความเสียหายก้อนแรกเกิดขึ้นก็ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ถ้าเรามาคิดกันดูว่าในที่สุดแล้วหนี้มันเป็นเท่าไรกันนี่ เราก็ยังพบว่าวันนี้หนี้สินมันก็ยังมี มากมายมหาศาลที่จะต้องใช้หนี้กัน ถ้าเอา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ทางแบงก์ชาติเองก็ได้มีการ ประกาศออกแถลงในข่าวของธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับที่ ๒๒/๔๕ ว่ามีการขาดทุนสุทธิ ประมาณ ๑.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อหักจากหนี้ที่ผมบอกไปสักครู่นี้ออก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เหลืออีกประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งต้องมาใช้หนี้กัน คำถามว่าวันนี้เรามาพูดคุยกันว่า จะมีการแก้หนี้กันอย่างไร จะแก้ปัญหากันอย่างไร ผมว่าคงไม่ต้องพูดกันว่าคราวนั้นใครถูก ใครผิด มันเป็นเรื่องของการที่โยนกันไปโยนกันมา แต่ในที่สุดแล้วผู้ที่รับภาระก็คือประเทศไทย วันนี้ประเทศไทยเราจะเดินหน้ากันอย่างไร แน่นอนครับ มันเป็นปัญหาที่เราจะต้องพูดคุยกัน ให้ชัดเจน แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะมีการพยายามที่จะโยนเข้าไปให้เป็นหนี้ของแบงก์ชาติ ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นเพียงเพื่อที่จะเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้มีความสามารถ ในการที่จะกู้เงิน มีช่องว่างในการที่จะกู้เงินมากขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง หลายท่าน บอกว่าท่านยังมีเงินอยู่มากมายที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปกู้เงินเพื่อมาใช้ และจริง ๆ ก็คือท่านก็ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูดเรื่องการโอนหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงินไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ มองในเรื่องความสมเหตุสมผล ที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องแบกภาระในเรื่องหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือมีการกดดันให้กับธนาคารพาณิชย์ต้องผลักภาระให้กับผู้ฝากเงิน แล้วก็ผู้กู้ต่าง ๆ นานานี่ ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาที่ท่านรัฐบาลจะต้องแก้ วันนี้มีการพูดกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ และธนาคารของรัฐ ซึ่งมีภาระที่เกี่ยวกับเรื่องการส่งเงินเพื่อชำระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่มันไม่เหมือนกันนะครับ เรื่องของการเก็บเงินสมทบเงินฝาก เข้าไปสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งเป็นปัญหาที่มันดูว่าวันนี้ท่านกำลังจะบุกเข้ามาในธนาคาร ของรัฐด้วยในการที่จะทำตรงนี้เพื่อที่จะให้มาแก้หนี้ตรงที่มันเป็นยอด ๑.๔ ล้านล้านบาท อะไรของท่าน ซึ่งผมมองว่าวันนี้รัฐบาลต้องแสดงจุดยืนให้ชัด วันนี้ถ้าท่านให้ธนาคารของรัฐ ต้องรับภาระด้วย นั่นหมายถึงว่าธนาคารรัฐซึ่งมีหน้าที่ช่วยรัฐบาลในการที่จะมาโอบอุ้ม พี่น้องประชาชนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนจนจะต้องมารับภาระมากขึ้นหรือเปล่า และในที่สุด ผลมันก็จะกระทบกับใคร ประชาชนคนยากคนจนด้วยไหมครับ นี่คือสิ่งต่าง ๆ ซึ่งผมเอง ก็อยากฝากท่านว่าวันนี้แน่นอน พ.ร.ก. ฉบับนี้อย่างไร ๆ มันก็ต้องผ่านมือท่านกันแน่นอน เพราะมือท่านมีจำนวนกันมากมายมหาศาล แต่ในที่สุดแล้วหลังจากที่ออกมาเป็นฉบับนี้ไปแล้ว ท่านจะต้องรักษาความเป็นอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทยไว้ได้อย่างไร ท่านเขียน กฎหมายไว้ซึ่งเป็นช่องโหว่ในการที่ท่านจะล้วงเข้าไปข้างในธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ ความเป็นอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทยลดน้อยถอยลง และมันอาจจะก่อให้เกิด ภาพลักษณ์ที่เสียหายในสายตาของต่างชาติหรือไม่ เรื่องนี้ผมก็ต้องฝากท่าน เพราะเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่เราไม่ได้ทำกันในบ้าน แต่เราทำอะไรกันในบ้าน เราทำอะไรกันในบ้านของเราเอง แต่เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนบ้านใกล้เรือนเคียง หรือประเทศอื่นเขาก็ต้องรับรู้ การรักษา สถานะความน่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ควรที่จะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ในการที่จะเข้ามาดูแลด้วย ผมไม่เห็นด้วยกับการที่ก่อนหน้านี้มีหลายท่านซึ่งมีการแสดง ความคิดเห็นนะครับ มีนักวิชาการอาวุโสประจำรัฐบาล มีการมาวิจารณ์เรื่องว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลา ที่เหมาะที่สุดในการที่จะดำเนินการในเรื่องของการโอนหนี้ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีความเข้มแข็งด้านการเงินเป็นอันดับที่ ๑๗ ของโลกถึง ๑๘๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ผมว่ามันน่ากลัวเพราะอาจทำให้ประชาชนทั่วไปคิดเอาว่า เงินสำรองระหว่างประเทศเอามาใช้เพื่อเป็นการจัดการภาระหนี้นั้นได้ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว เงินนี้เราต้องเตรียมไว้ให้กับรองรับความต้องการซื้อสกุลเงินต่างประเทศด้วยเงินบาท หรือแม้กระทั่งว่าตามที่ท่านมีการพยายามพูดว่าตำหนิธนาคารแห่งประเทศไทยว่าถ้าปิดประตู ไม่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทำอะไรได้ แบงก์ชาติก็เป็นรัฐอิสระแล้วชอบพูดให้สังคม ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ขาดหลักประชาธิปไตย เพราะรัฐมนตรี นักการเมืองมาจากประชาชน แบงก์ชาติไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาพูดให้ไม่ไว้วางใจประชาชน ซึ่งคำพูดเหล่านี้ มันเป็นเหมือนกับการแทรกแซงสถาบันการเงินในยุคนั้น ท่านครับ ผมยังมีโควตาในพรรคอยู่พอสมควรในเวลา ขอต่อไม่เกิน ๒ นาทีครับ เรื่องต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการอะไรต่าง ๆ เราก็จะเห็นว่ามันก็เป็น ความพยายามที่จะแทรกแซงธนาคารแห่งประเทศไทยจนทำให้มีการบิดเบือนในการ ทำหน้าที่และทำให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าไปแบกรับหน้าที่ จนมาถึงปัจจุบัน สิ่งที่ผมเรียนให้ทราบก็คือว่าแน่นอนครับ วันนี้ก็คงต้องพูดอีกครั้งว่า อย่าไปโทษใครกัน อย่าไปพูดย้อนหลังว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นสมัยท่าน พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งตอนนั้นท่านทักษิณ ชินวัตร เข้าใจว่าเป็นรองนายกรัฐมนตรีอยู่ วันนี้เรามาพูดถึงปัจจุบันว่า วันนี้ประเทศไทยของเราจะเดินหน้าไปด้วยกันร่วมกันแก้ปัญหาหนี้นี้ไปด้วยกันอย่างไร น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า วันนี้ก็คงต้องฝากท่านประธานไปยังรัฐบาล วันนี้ท่านได้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ไปแล้ว ท่านต้องดำเนินการให้มันเป็นที่เหมาะที่ควร รักษาเกียรติภูมิของประเทศไทยไว้ให้เห็นว่า รัฐบาลหรือธนาคารแห่งประเทศไทยก็ล้วนแล้วแต่จะร่วมกันในการที่จะแก้ปัญหาหนี้สินนี้ ที่มันเกิดขึ้นให้ก่อให้เกิดความสมบูรณ์ แล้วก็ใช้หนี้ให้หมดไปโดยเร็วที่สุดโดยไม่ให้ มีผลกระทบต่อประชาชน ธนาคารพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝากเงินหรือผู้กู้เงินจะไม่มี ผลกระทบจากวิธีการที่ท่านกำลังจะดำเนินการ หรือแม้กระทั่งว่าธนาคารแห่งประเทศไทย คงไม่คิดตัดสินใจในการที่จะพิมพ์ธนบัตรเพื่อมาแก้ปัญหานี้ด้วย ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมจำเป็นจะต้องพูดย้อนหลังครับ เรื่องของพระราชกำหนดเมื่อมีความจำเป็น เร่งด่วน มีวิกฤติขึ้นกับประเทศชาติครั้งใดเราก็จำเป็นจะต้องออกพระราชกำหนด เพราะว่า ถ้าเป็นพระราชบัญญัติแล้วอาจจะไม่ทันต่อสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้น ท่านประธานครับ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ อยู่ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วันนี้เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในรัฐบาลที่แล้วได้ใช้พระราชกำหนด ปรากฏว่าเอาไปสมทบเงินคงคลัง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเอาไปใช้ในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ ๒๕๕๕ เงินเร่งด่วน ในพระราชกำหนดฉบับนั้นยังใช้ไม่หมดครับ เร่งด่วนแบบไหนครับ วันนี้เงินหมุนเวียนมีอยู่ ๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเงินที่จะต้องใช้ในปี ๒๕๕๕ ในพระราชกำหนดฉบับที่ผ่านมานั้น ยังเหลืออีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลืออีก ๑๓ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล การใช้เงินตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ มาถึงปี ๒๕๕๔ สมควรที่จะยุติแล้ว แต่วันนี้ยังได้ตั้งงบประมาณอีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อใช้ในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งในปี ๒๕๕๕ เร่งด่วนไหมครับ ดังนั้นการออกพระราชกำหนดต้องดูภารกิจว่าภารกิจนั้นจำเป็นกับประเทศและประชาชน มากเท่าไร พระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ท่านประธาน ง่าย ๆ เลยครับ วิกฤติสถาบันการเงิน ๒๕๔๐ รัฐบาลก่อนนั้นได้อุ้มสถาบันการเงิน ไม่ว่าธนาคารต่าง ๆ ยักษ์ใหญ่ ที่มีหน้ามีตาอยู่ในสังคมไทย ณ วันนี้หลายตระกูล รัฐบาลเป็นผู้อุ้มหนี้ให้เขา ท่านประธานครับ ๑๕ ปีมาแล้วครับที่แบงก์ทั้งหลายสร้างกำไรให้กับตัวเอง เอาเงินเข้าผลกำไรให้กับตัวเอง วันนี้รัฐบาลเจอมหาอุทกภัย เจอวิกฤติใหญ่หลวง ท่านประธานครับ หนี้ที่ซุกอยู่ใต้พรม หนี้ที่รัฐบาลลวงโลกไว้ ๑,๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ซ่อนไว้ครับ ทำให้รัฐบาล ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นภาระงบประมาณทุกปี ๖๐,๐๐๐ ล้านบาททุกปี ท่านประธานครับ เราย้ายหนี้ตรงนี้เอาไปไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งมีเสรีภาพ ทางการเงินไม่ผูกพันกับกระทรวงการคลัง มีอิสระที่จะดำเนินการทางด้านการเงินได้ ท่านประธานครับ เมื่อเอาหนี้ ๑ ล้านล้านบาทไปอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ช่องว่าง งบประมาณที่เราสามารถที่จะเอางบประมาณปีต่อไปไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ และประชาชนได้มากขึ้น นี่คือความจำเป็น พระราชบัญญัติฉบับนี้จำเป็นเพราะยกหนี้ที่รัฐบาล อุ้มไว้เอาออกนอกระบบไป แล้วธนาคารต่าง ๆ ต้องรับผิดชอบ คุณอยู่สบายมา ๑๕ ปี วันนี้ คุณต้องใช้คืน คุณหลีกเลี่ยงภาษีของประชาชนมา ๑๕ ปี วันนี้เขาจะเก็บเงินคืนหนี้ที่ท่าน ได้ก่อไว้ นี่คือความจำเป็นของพระราชกำหนดฉบับนี้ท่านประธานครับ พระราชกำหนด การบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศไทย ท่านประธานครับ เราล่าช้ามา ๔๐ วันครับ ๔๐ วันที่จะต้องไปขุดลอก ๔๐ วันที่จะต้องไปเตรียมการแก้ปัญหาเร่งด่วน ฝนตกมาแป๊บเดียว น้ำขึ้นเลยครับ ผมไม่สบายใจบ้านผมก็ถูกน้ำท่วม แต่ว่าถูกพักไว้ ๔๐ วันนิ่ง ๆ ท่านประธานครับ ฟ้ามาโปรด เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ศาลเขาบอกว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ การฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าต้นน้ำเป็นภารกิจแรก ทางภาคเหนือบ้านผมลดการตัดไม้ทำลายป่า ปลูกป่าเพิ่มขึ้นเพื่อดูดซับน้ำฝนที่ตกลงมา ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ พอพ้นจากภาคเหนือมา มาช่วงของภาคเหนือตอนล่างทำทางน้ำครับ จัดการให้น้ำมันไหลให้เร็วที่สุดเพื่อลงสู่ทะเล ไม่ว่าวิธีใดก็ตามใช้เงินอยู่ ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท นี่สำคัญครับทำน้ำให้ไปเร็วที่สุด ท่านประธานครับ วันนี้การแจ้งเหตุการณ์รวบรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องของปัญหาอุทกภัย ปัญหาน้ำของประเทศ จำเป็นมากเทคโนโลยีสื่อสาร ๓,๐๐๐ ล้านบาท พื้นที่รับน้ำภาคกลาง จังหวัดลพบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง อันนี้จะต้องเห็นใจพี่น้องภาคกลาง จำเป็นจะต้อง เป็นพื้นที่รับน้ำบริหารจัดการอยู่ที่ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน การบริหารภาพรวม ของลุ่มน้ำ ๑๗ ลุ่มน้ำพูดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็มีอยู่ ๑๗ ลุ่มน้ำ ไม่ได้บูรณาการ ทำตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้างไม่ประสบผลสำเร็จ วันนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บริหารแบบบูรณาการ ให้เงินอยู่ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อบริหารลุ่มน้ำ ๑๗ ลุ่มน้ำ ท่านประธานครับ แล้วฟื้นฟู ประเทศไทยอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท สร้างภาพลักษณ์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติ ท่านประธานครับ ๒ ฉบับที่รัฐบาลได้รับอานิสงส์แล้วเพื่อจะนำมาแก้ปัญหานั้นวันนี้เราได้แล้ว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกว่าถ้าศาลไม่อนุมัติยิ่งลักษณ์จะต้องลาออกจากนายกรัฐมนตรี วันนี้ศาลอนุมัติมา ๒ ฉบับแล้ว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดว่าอย่างไร รับผิดชอบไหมครับ ท่านไม่ต้องลาออกจากหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ท่านไม่ต้องลาออกจากนายกรัฐมนตรีเงา

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาประเด็น ได้ไหมครับ อย่าไปพาดพิง

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอโทษประชาชนก็พอครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านนริศ เสร็จแล้วรัฐบาลขอชี้แจงข้อซักถาม ข้อสงสัย

นายนริศ ขำนุรักษ์ พัทลุง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตอภิปราย พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคต ประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ เพียงฉบับเดียว แต่ว่าขอลงในรายละเอียดเพราะว่าเท่าที่ผมได้ศึกษา และติดตามเราพบว่ารัฐบาลชุดนี้พยายามที่จะอธิบาย พยายามที่จะขอความเห็นใจ ขอการอนุมัติจากสภา จากศาลรัฐธรรมนูญ จากสื่อมวลชนและจากพี่น้องประชาชนว่ารัฐบาล ได้พบเห็นว่าประชาชนได้ประสบความเดือดร้อนจากภัยพิบัติที่ผ่านมา ทำให้พี่น้องประชาชน ทำให้ภาคเอกชนและภาครัฐได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติที่ผ่านมา รัฐบาลจึงขอกู้เงิน ในวงเงินดังกล่าวเพื่อที่จะเรียกร้องความเชื่อมั่นให้กลับขึ้นมาโดยขอกู้เป็นเรื่องเร่งด่วนนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าถ้าดูจาก พ.ร.ก. ฉบับนี้ ผมก็ไม่พบหรอกครับว่าจะได้สร้าง ความมั่นใจอะไรให้กับประชาชนได้นะครับ กับภาคเอกชน กับภาครัฐขึ้นมาได้บ้างนะครับ ๒. ผมดูหลังการทำงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาจากการสัมภาษณ์ของท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องบางท่านจากทัวร์นกขมิ้น นกแก้ว เราก็พบว่ารัฐบาลได้ทำลาย ความเชื่อมั่นซ้ำลงไปอีก ได้ให้ความหวังที่ไม่สามารถเป็นจริงให้กับประชาชนได้เลย ในบางเรื่องที่กระผมจะอธิบายกับท่านประธานต่อไปนี้นะครับ เรื่องที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย จบลงไปคือเรื่องปลูกป่า ด้วยวงเงิน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ว่าให้ปลูกป่า ๓๓๐,๐๐๐ ไร่ให้แล้วเสร็จภายใน ๓ เดือน ผมว่า ทำไม่ได้ครับ เทวดาก็ทำไม่ได้ครับ เพราะว่ากล้าไม้แค่กล้าไม้ในทางวิชาการต้องเพาะชำกล้าไม้ ข้ามปี ๙ เดือนเป็นอย่างน้อยครับ กล้าไม้ดีที่สุดต้องข้ามปีถึงปลูกได้ อันนี้ ๓ เดือนเพาะไม่ได้ครับ ไม่มีกล้าไม้เลยในขณะนี้ ๒. พื้นที่ จะเอาพื้นที่ที่ไหนมาครับ นอกจากไปปลูกในป่าที่มีป่าอยู่แล้ว ประเทศไทยมีป่าอยู่ ๒ แบบครับ ๑. ป่าอนุรักษ์ซึ่งมีต้นไม้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องปลูก นี่เป็น รับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และประเทศไทยมีป่าอีกป่าหนึ่งคือป่าเสื่อมโทรม อยู่ในรูปแบบป่าสงวนแห่งชาติมีอยู่ ๑,๒๐๐ กว่าป่า แต่ว่าจริง ๆ แล้วป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเสื่อมโทรม ประชาชนยึดครองเกือบหมดแล้ว ไปเอาป่าที่ไหนกลับมาจากมือประชาชน ถึง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ ไม่มีวันเป็นจริงได้ครับ และหากดื้อดึงจะทำผมกลัวว่าจะมีการฟอกป่า เกิดขึ้น ป่าบางป่าขณะนี้อยู่ในรูปแบบป่าของต้นน้ำ ๒. ป่าปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ ป่าเหล่านั้นกราบเรียนท่านประธานครับว่าขณะนี้มีการบุก ผมในฐานะกรรมาธิการก็ไปดู เหลือป่าจริง ๆ ก็ประมาณสัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถูกบุกรุกแผ้วถางยึดครอง เจ้าหน้าที่เบิกเงิน ค่าบำรุงไปด้วยแต่ว่าทำอะไรไม่ได้ครับ บางสวนเป็นสวนยาง การเอาเงินจำนวน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ลงไปปลูกต้นไม้อีกครั้งซ้ำในที่เดิมเป็นการฟอกป่าที่เจ้าหน้าที่ได้ปล่อยปละละเลยเอาไว้แล้ว ในระยะเวลาที่ผ่านมานี้ครับ รัฐบาลต้องมีคำตอบนะครับว่ารัฐบาลต้องไม่ปลูกป่าในป่า ที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว ไม่ปลูกป่าในพื้นที่ป่า รัฐบาลต้องปลูกป่าในพื้นที่เสื่อมโทรม แล้วผมอยากให้รัฐบาลใช้กลไกอื่นในการปลูกป่าเพราะว่าถ้าปลูกป่าโดยกลไกเดิมคือกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็จะเป็นการฟอกป่าอีก อยากให้รัฐบาล ใช้กลไกทหารก็ได้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้หรือเอกชนก็ได้เข้าไปปลูก หน่วยงาน กลไกเดิมเป็นผู้ตรวจสอบนะครับ นี่เป็นเรื่องที่ ๑ ซึ่งเป็นจริงไม่ได้เลย ทั้งพื้นที่ก็ไม่มีให้ปลูก ๒. กล้าไม้ก็ไม่มีวันทำได้ภายใน ๓ เดือน นี่ไม่คิดรวมถึงปลูกนะครับ นี่เป็นการให้ความหวังประชาชนที่ไม่อาจจะเป็นจริงได้ เรื่องฝายแม้วก็เช่นเดียวกันครับ ต้องไม่ทำในพื้นที่ป่าที่เป็นป่าอนุรักษ์ เพราะว่าการทำฝายแม้วคือการฟื้นฟูสภาพป่า ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง ต้องไปทำในป่าเสื่อมโทรมนะครับ รัฐบาลต้อง ไม่ทำนะครับ เรื่องแก้มลิงอันนี้เห็นด้วยครับ เรื่องแก้มลิง แต่ว่าท่านต้องขุดแก้มลิงในห้วย หนองคลองบึงตามสภาพที่เป็นอยู่เดิมนะครับ ไม่ใช่ท่านไปขุดตามสภาพที่เป็นจริงในขณะนี้ เพราะไม่อย่างนั้นประชาชนที่เขาครอบครองที่บุกยึดถือไว้นี่เขาคิดว่ารัฐบาลให้เขานะครับ ท่านต้องขุดตามแนวเขตเดิมให้ได้ เอามาให้ครบนะครับ ซึ่งส่วนนี้ก็ใช้เงินถึง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็มากทีเดียว แต่ว่าผมจำเป็นจะต้องพูดกับท่านประธาน ๒ เรื่อง คือฟลัดเวย์ ซึ่งใช้เงินถึง ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ขณะนี้ยังไม่มีรูปแบบไปทางไหนเลย ยังไม่มีข้อยุติ มีแต่วงเงิน เท่านั้นที่มีความชัดเจน ในรายการอื่นก็เช่นกันครับ ไม่มีความชัดเจนนอกจากวงเงินอย่างเดียว ที่มีความชัดเจน

ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องกำแพงนิคมที่มีความยาว ๑๔๑ กิโลเมตร ใช้เงิน ๔,๘๓๓ ล้านบาท มีความสูง ๔ เมตร ๒ อย่างนี้คือฟลัดเวย์กับกำแพงนิคม ผมว่าต้องทำอีไอเอ (EIA) นะครับท่านประธาน รัฐบาลบอกให้ทำให้เสร็จภายใน ๓ เดือน ทำได้อย่างไรครับ กำแพงสูง ๔ เมตร สูงมากนะครับ มันกระทบพี่น้องประชาชนที่อยู่ รอบนิคมอุตสาหกรรม ผมเห็นใจนิคมอุตสาหกรรม เขาจำเป็นต้องป้องกันตัวเองไว้ให้ดีที่สุด เพราะว่าเขาได้รับผลกระทบมาก แต่ประชาชนที่อยู่นอกนิคมอุตสาหกรรมนี่รัฐบาลจะดูแล เขาอย่างไร แล้วเงื่อนไขอีไอเอก็ระบุชัดครับว่าพื้นที่ที่เป็นเขื่อนกักเก็บน้ำหรืออ่างเก็บน้ำที่มี การกักเก็บน้ำ ๑๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ ๑๕ ตารางกิโลเมตรขึ้นไป ต้องทำ อีไอเอ ฟลัดเวย์ ผมเชื่อว่าสเปก (Spec) นี่มากว่า ๑๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรขึ้นไป และมีพื้นที่ มากกว่า ๑๕ ตารางกิโลเมตรขึ้นไป ต้องทำนะครับ รัฐบาลต้องใช้เวลายืดระยะเวลาไปเท่าไร ก็ต้องทำ ประเทศไทยไม่เคารพการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ได้ครับ เพราะว่า ประชาชนจะได้รับความเดือดร้อน และนี่คือความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ถ้ารัฐบาลเดินหน้า โดยไม่เอาอีไอเอเข้ามานี่นักลงทุนต่างประเทศเขาก็ไม่เชื่อมั่น เพราะว่าไม่รู้กฎ ไม่รู้เกณฑ์ อยู่ตรงไหนนะครับ

ท่านประธานครับ ยกตัวอย่างอีกสักเรื่องนะครับ เรื่องที่เป็นจริงไม่ได้ก็คือ เรื่องหญ้าแฝกที่รัฐบาลกำลังสั่งทำนี่นะครับ ให้ภายใน ๓ เดือนนี่ ผมสำรวจหญ้าแฝกขณะนี้ มีอยู่ ๒๐ ล้านกล้า ไม่มีสต็อก (Stock) เลย และใช้เวลาถึง ๔ เดือนกว่าจะมีหญ้าแฝกออกมา ที่จะปลูกเพื่อที่จะยึดดินแก้มลิงได้นี่ครับ รัฐบาลให้ความหวังว่าจะทำหญ้าแฝกให้จบให้สิ้น ภายในเวลา ๓ เดือนซึ่งเป็นจริงไม่ได้ นี่คือความหวังที่รัฐบาลได้ให้กับประชาชนและเป็นจริง ไม่ได้ ในช่วงประสบภัยพิบัติธรรมชาติ ระดับโฆษกรัฐบาลได้ออกมาแถลงบอกว่าจะดูแล แก้ไขปัญหา ๕,๐๐๐ บาท และซ่อมแซมบ้านให้กับพี่น้องประชาชนภายใน ๓ วัน ท่านประธานคงได้ยิน นี่กี่เดือนแล้วครับ คนยังไม่ได้รับ ๕,๐๐๐ บาทได้ครบถ้วน ค่าซ่อมแซม บ้านยังไม่ได้รับครบถ้วน แล้วรัฐบาลจะให้ความหวังกับพี่น้องประชาชนได้อย่างไรในวงเงิน ขนาดนี้ แล้วก็ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนแต่อย่างใด ผมจึงกราบเรียนท่านประธานครับว่า โดยพฤติกรรมของรัฐบาลที่ผ่านมาซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มุ่งวงเงินเป็นหลักแต่ไม่มีรายละเอียด

๒. รัฐบาลได้ให้ความหวังที่เป็นไปไม่ได้โดยเฉพาะการปลูกป่า ซึ่งการปลูกป่าถาวร เฉลิมพระเกียรติที่ผมกราบเรียนท่านประธานแต่ต้นนี่เป็นโครงการของรัฐบาลในยุคของ พรรคประชาธิปัตย์ที่ท่านชวนเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็มีการบุกรุก ผมกลัวว่าจะมีการฟอกป่า เอางบประมาณไปลงซ้ำในปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติเพราะไม่มีพื้นที่ใดอีกแล้วนะครับ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่อาจที่จะรับพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับได้ เพราะรัฐบาล มีเป้าหมายเฉพาะวงเงินงบประมาณ รัฐบาลไม่มีความชัดเจนในโครงการและรัฐบาลได้ให้ ความหวังที่เป็นจริงไม่ได้กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นโครงการปลูกป่า หญ้าแฝก แก้มลิง ฟลัดเวย์ และสร้างกำแพงกันน้ำของนิคม ซึ่งรัฐบาลให้ความหวังที่เป็นจริงไม่ได้เลย ผมจึงไม่อาจรับ พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับนี้ได้ครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับคณาจารย์ นักศึกษา โปรแกรมวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี 🔗

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ชี้แจงในบางเรื่องบางประเด็น เมื่อสักครู่ผมนั่งอยู่ที่อาคารด้านหลังติดตามฟังการอภิปรายอย่างใกล้ชิดของท่านผู้ทรงเกียรติ ทุกท่าน มีท่านหนึ่งอภิปรายผมไม่อยากระบุชื่อเดี๋ยวพาดพิงก็จะยืนประท้วง แต่ฟังแล้ว ไม่คาดคิดว่าท่านเอาตัวเลขมาจากไหนว่ารัฐบาลจะกู้เงิน ๑.๘ ล้านล้านบาท ในความเป็นจริง รัฐบาลกู้เงินเพียง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ท่านเข้าใจผิด การปรับโครงสร้างหนี้ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ไม่ใช่การกู้เงิน ประชาชนฟังตกใจโทรศัพท์มาหาผม โอ้รัฐบาลชุดนี้ ทำไมมันจะกู้กันใหญ่ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ไม่ใช่การกู้เงิน กระทรวงการคลังเป็นลูกหนี้ต้นเหตุ จากธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลังต้องจ่ายดอกเบี้ย หนี้สาธารณะสูงขึ้น รัฐบาลเขาบริหารราชการจัดการแผ่นดินเป็น เขาจึงคิดหาวิธีการ เพราะแต่ละปีงบประมาณนี่ ลงทุนมานิดเดียว รายจ่ายประจำ รายจ่ายประจำ รายจ่ายประจำ กู้ได้เท่านี้ ลงทุนไม่มี เมื่อไม่ลงทุนมันไม่มีกำไร ผมจึงย้ำประเด็นที่ ๑ การปรับโครงสร้างหนี้ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ไม่ใช่เงินกู้

เรื่องที่ ๒ รัฐบาลคิดเป็นครับ แต่แบงก์ชาติมีเงินเยอะ ก็บอกเอาออกมาสัก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเถอะ แล้วไปให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ นี่ก็ไม่ใช่รัฐบาลกู้ รัฐบาลกู้จริง ๆ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นกองทุนประกันภัย ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการให้ กระทรวงการคลังกู้เพื่อการวางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศไทย แล้วท่านยังไกลไปอีกว่าคนอีสานไม่ได้อะไร ได้สิครับ ไปประชุม ครม. สัญจรที่จังหวัดอุดรธานี รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง ต้องดำเนินการภายในรัฐบาลชุดนี้ โครงการโขง-ชี-มูล ก็ไม่ละเลย แต่ที่ไม่ได้กำหนดอะไรต่อมิอะไรในพื้นที่ภาคอีสานเพราะภาคอีสานไม่ถูกน้ำท่วม เราต้องการ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมซึ่งรายละเอียดผมก็มีตั้งใจว่าจะชี้แจงวันพรุ่งนี้ แต่ยืนยันกับท่านประธาน และท่านสมาชิกที่เคารพ และท่านผู้ติดตามการเมืองทางบ้าน รัฐบาลไม่ได้กู้เงิน ๑.๘ ล้านล้านบาท กู้ทั้งหมด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านสมาชิกจะเข้าใจอย่างนั้นก็เป็นสิทธิของท่าน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจากธนาคารชาติ แบงก์ชาติ รัฐบาลก็ไม่ได้กู้เป็นแต่เพียงให้แบงก์ชาติ ไปปล่อยธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ในราคาดอกเบี้ยต่ำ ผมกราบเรียนท่านประธานต่อนะครับ ไม่อยากให้ใครได้อภิปรายซ้ำซาก แต่ถ้าท่านฟัง คำชี้แจงแล้ว ยังจะพูดซ้ำซากประชาชนเขาก็ไม่ฟังท่าน มักจะพูดว่ารัฐบาลมัดมือชก เสนอตัวเลข ไม่มีกรอบ ตรวจสอบไม่ได้ ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับท่านประธาน ท่านเปิด ร่างพระราชกำหนด มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง ดูสิครับ มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง ความสรุปว่า ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาท หรือเงินตราต่างประเทศ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อให้นำไปใช้จ่ายในการวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศโดยให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้ ต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนดำเนินการ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะดำเนินการ ต้องเสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้ต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนดำเนินการ ผมขยายความอีกนิดหนึ่ง จากบทบัญญัติในมาตรา ๓ วรรคหนึ่ง แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ ของรัฐบาลที่ต้องการให้ฝ่ายนิติบัญญัติโดยรัฐสภารับทราบกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด เพื่อติดตามการตรวจสอบการใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสทั้งก่อนและเริ่มดำเนินการ ระหว่างและหลังดำเนินการให้เสร็จสิ้น รัฐสภาก็คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ถ้าไม่เข้าใจ มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง ก็จะอภิปรายซ้ำซ้อน ท่านไปเปิดมาตรา ๗ อีกมาตราสิครับ เขียนเอาไว้ชัดครับ มาตรา ๗ ภายใน ๖๐ วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ แปลว่า ๓๐ กันยายน ต่อไปอีก ๒ เดือน เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน ก็หมายความว่าภายในเดือนพฤศจิกายน กระทรวงการคลัง จะต้องรายงานการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ที่กระทำในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้ว ให้รัฐสภารับทราบ โดยรายงานดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุรายละเอียดของการกู้เงิน วัตถุประสงค์การใช้จ่ายเงินกู้ รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ ตรงไหนครับ ที่ว่าปกปิด ตรงไหนครับ ที่ท่านไม่ทราบ ในมาตรา ๓ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๗ ระบุไว้ชัด และนอกจากนี้ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งชนะเลือกตั้งถล่มทลายไม่โกงครับ เพราะไม่ได้ไปซื้อพวกข้างพรรค ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะประชาชนเขามอบมา แล้วอย่าไปบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่รักพี่น้องประชาชนคนอีสานครับ ตรงนั้นเป็นฐานกำลังสำคัญของพรรคเพื่อไทย แต่เราก็รักคนทั้งประเทศเช่นเดียวกัน เมื่อสมาชิกได้อ่านมาตรา ๓ วรรคแรก และอ่านมาตรา ๗ แล้ว ท่านจะสบายใจว่า ๑. ต้องขออนุมัติแจ้งกรอบ แสดงเหตุผล และเมื่อสิ้นปีงบประมาณ ๖๐ วัน ใช้จ่ายเงินไป แล้วก็ต้องรายงานต่อรัฐสภาเพื่อทราบ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ไม่ใช่ท้าทาย ถ้ารัฐบาลชุดนี้ มีสิ่งส่อพิรุธ ๑. ท่านสามารถยื่นเรื่องเข้าคณะกรรมาธิการคณะต่าง ๆ ได้ ๒. ท่านยื่นกระทู้ถามสด หรือกระทู้ถามทั่วไปถามได้ ๓. ท่านสามารถยื่นให้องค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. สตง. ตรวจสอบ ๔. ท่านมีสิทธิยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ อย่าไปพูดคลุมเครือว่ารัฐบาลได้รับอนุมัติจากพระราชกำหนด แล้วจะไปกระทำในสิ่งไม่ดีไม่งาม ผมขอยืนยันครับว่าการออกเป็นพระราชกำหนดมันเป็นฉุกเฉินเร่งด่วนจำเป็น ศาลกรุณา ตัดสินแล้ว แล้วรายละเอียดในเหตุผลผมจะเอาไว้ชี้แจงพรุ่งนี้ แต่รอบนี้เอาแค่ข้อกฎหมายก่อนว่า มันไม่มีนะครับ ที่จะไปทำงุบงิบเมื่อพระราชกำหนดผ่านสภาแล้ว ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประท้วง หรือครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า อุบลราชธานี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมเป็นผู้เดียวที่อภิปรายเรื่องงบประมาณแล้วบอกว่าไม่ได้ไปลงที่อีสาน แล้วท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม ขออนุญาตเอ่ยนามท่านบอกว่าอีสานน้ำไม่ท่วม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ตกลงท่านประท้วง หรือเปล่าครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า อุบลราชธานี

ผมขอใช้สิทธิพาดพิงครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมกรุณาลุกขึ้นมาตอบแล้วบอกว่าที่ไม่มีงบไปลงอีสาน เพราะว่าอีสานน้ำไม่ท่วม ท่านประธานจำได้ไหมครับ รอบที่แล้วที่เราอภิปรายกันตอนมหาอุทกภัย ผมยืนยันว่าอีสานน้ำท่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดอุบลราชธานีบ้านผมซึ่งเป็นพื้นที่ปลายน้ำ อันนั้นน้ำท่วมแน่นอน ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมครับ ท่านอย่าลืมสิครับ ท่านไปหาเสียง อีสานหลายครั้ง หรือว่าท่านจะลืมไปแล้วครับ ท่านครับ อีสานน้ำท่วมหลายจังหวัดครับ มูล ชี โขง โดยเฉพาะลำเซบก ลำเซบาย ลำปาว ท่วมหลากมาเลยครับ จังหวัดศรีสะเกษ บ้านท่านปวีณก็ท่วมครับ หรือว่าท่านปวีณก็ลืมไปแล้วว่าบ้านตัวเองน้ำท่วม ท่านก็ไป จังหวัดศรีสะเกษหลายครั้งครับ อันนี้คือข้อเท็จจริงที่อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธาน ในสภาแห่งนี้เราพูดความจริงกันดีกว่าว่าอีสานไม่ได้รับงบประมาณก็บอกว่าลืมคนอีสาน ไปแล้วก็แค่นั้นเองครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สมควรแล้วครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานสภา ที่เคารพ จริง ๆ ท่านผู้อภิปรายกับผมนี่แฟนกันนะ สมัยอยู่พรรคความหวังใหม่ก็ไปกินข้าว บนศาลาวัดด้วยกัน นัยของผมหมายความว่าที่ได้รับมหาอุทกภัย ท่วมบ้างเล็กน้อยอะไร ต่าง ๆ รัฐบาลเขามีงบเยียวยา ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเป็นนักการเมืองจากที่อื่น ไปอีสาน มากที่สุด ๒๐ จังหวัดผมหลับตาเห็นภาพ ที่พูดหมายความว่าไม่ท่วมหนัก คือมันไม่ได้ เสียหายหนัก แต่รัฐบาลออกพระราชกำหนดคราวนี้เพื่อเอาไปดูแลที่เกิดมหาอุทกภัย แล้วอีสานเราก็มีงบ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทไปดูแล ผมรักคนอีสาน ผมเว้าเป็น ผมมักคัก ๆ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านรัฐมนตรีสุรพงษ์

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านประธานครับ อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าวันนี้สภาได้พิจารณาร่างพระราชกำหนด ๒ ฉบับด้วยกัน ซึ่งพรรคฝ่ายค้านได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ตีความแล้ว เห็นชอบให้รัฐบาลสามารถตราพระราชกำหนด ๒ ฉบับที่ค้างอยู่ก็คือ ฉบับแรก พระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ วงเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อีกฉบับหนึ่งที่วันนี้กำลังพิจารณาก็คือพระราชกำหนด ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งมีเงินต้น ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นลูกหนี้ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท และในแต่ละปีนั้นรัฐบาลจะต้องเอาเงินภาษีประชาชนจ่ายเป็นดอกเบี้ย ปีละ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งวันนี้รัฐบาลก็ได้นำเสนอพระราชกำหนดนี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าทุกครั้งที่ท่านนายกรัฐมนตรีกับตัวกระผมเดินทางไป เยือนประเทศต่าง ๆ ในการประชุมผู้นำอาเซียน (ASEAN) ก็ดี การประชุมเอเปก (APEC) ก็ดี หรือแม้กระทั่งเวิล์ด อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) ทุกครั้งครับ เราก็จะต้อง พูดถึงการฟื้นฟูประเทศไทยอันเนื่องมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติคือเหตุการณ์น้ำท่วม และพูดถึงการวางระบบการบริหารจัดการน้ำ การป้องกันน้ำท่วมในอนาคตซึ่งทุกครั้งก็จะ พูดถึงวงเงินที่เราตั้งใจไว้ว่าจะจัดการในเรื่องนี้เพื่อให้ต่างชาติเกิดความเชื่อมั่นในประเทศไทย ทุกครั้งก็จะพูดถึงวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และผมเองกับท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจง ต่อต่างชาติว่าขณะนั้นฝ่ายค้านก็ได้ยื่นเรื่องเข้าสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทางต่างประเทศ เขาก็เป็นห่วง เขาก็แสดงความห่วงใย เขาก็บอกว่าให้เราอย่าได้ท้อถอย มีกำลังใจนะครับ และเขาหวังว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทคงจะได้รับการอนุมัติจากศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ ต้องกราบขอบพระคุณศาลรัฐธรรมนูญครับที่ท่านได้วินิจฉัยออกมาซึ่งเป็นประโยชน์ต่อ พี่น้องประชาชนและประเทศชาติเพราะท่านเข้าใจถึงปัญหา แต่สิ่งที่ฝ่ายค้านไม่เข้าใจปัญหานั้น ผมก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรนะครับ ก็ถือว่าเป็นโชคดีของประเทศไทยและประชาชนคนไทย ที่ไม่ได้เลือกฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาล เพราะท่านมองไม่ออกว่าน้ำท่วมขนาดนี้แล้วเราจะต้อง ฟื้นฟูประเทศระดับใดบ้างนะครับ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านคิดก็แล้วกัน ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าเมื่อช่วงที่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เข้ามาบริหาร บ้านเมืองนั้น ตอนนั้นเกิดแฮมเบอเกอร์ ไครซิส (Hamburger Crisis) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐบาลในขณะนั้นได้ออกพระราชกำหนดเงินกู้โครงการไทยเข้มแข็ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และพระราชบัญญัติไทยเข้มแข็งอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในเวลาเดียวกันเป็น ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานคงจำได้นะครับ แต่พระราชบัญญัติ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นได้ตกไป แต่พระราชกำหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ท่านก็ยืนยัน ในที่ประชุมแห่งนี้ล่ะครับว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ซึ่งผมเป็นฝ่ายค้านในขณะนั้น ผมมองว่าไม่ใช่ เป็นเรื่องเร่งด่วนเพราะว่าเหตุการณ์นั้นยังไม่เกิดมาถึงประเทศไทย เกิดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อีกมุมหนึ่งของโลก ยังเดินทางมาไม่ถึงประเทศไทย แต่อันนี้น้ำท่วมเห็น ๆ เลยครับ พี่น้องประชาชนเดือดร้อนไม่มีบ้านพักอาศัย โรงงานต้องหยุดกิจการ น้ำท่วมโรงงาน ท่วมถนนมากมาย อันนี้สิครับเป็นเรื่องเร่งด่วน ต้องขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญเป็นอย่างสูงครับ ที่ท่านได้เห็นสิ่งเหล่านี้และได้อนุมัติมา ท่านประธานครับ ผมว่าวันนี้สิ่งที่คนไทยได้รับ จากรัฐบาลชุดนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงินที่มีเงินต้น ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้อง เป็นผู้รับผิดชอบเงินต้น แล้วก็ดอกเบี้ยของเงินต้นก้อนนี้อย่างที่ผมได้กราบเรียนว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี จะต้องใช้เงินภาษีราษฎรที่เก็บได้จ่ายเป็นดอกเบี้ยปีละ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ จ่ายมากี่ปีแล้วครับ เป็นเงินเท่าไรครับ เงินก้อนนี้ก็ยังคงค้างอยู่ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะมองว่าเงินต้นก้อนนี้โตเองไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นก็ไม่คิดจะจ่ายเงินต้น ซึ่งไม่ได้ครับ วันนี้เราอยู่ในฐานะประเทศที่กู้เงิน เราต้อง ยอมรับครับ เราจะกู้เงินจากเขาถ้าเราไม่สร้างความเชื่อมั่นให้เขาเห็นว่าเรานั้นมีความจริงใจ ที่จะใช้หนี้ พยายามที่จะหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ ใครเขาอยากจะปล่อยกู้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดฉบับที่ ๔ เพื่อที่จะให้ปรับปรุงแก้ไขหนี้ ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้นเป็นสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่พึงกระทำ เป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าในแต่ละปีนั้น ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทเอามาพัฒนาประเทศได้เป็นอย่างมาก และธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นที่จริงแล้วมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นหน่วยงานอยู่ภายใต้ธนาคารแห่งประเทศไทย กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนี่ครับเคยเอาหนี้ที่เกิดขึ้นในอดีต ไปบริหารผ่านบรรษัทสินทรัพย์ไทย บสท. และ บสก. ขายหนี้สินออกไปใครได้ประโยชน์ครับ มีหลาย ๆ บริษัทที่เขาใช้คำว่า ใครล้มบนฟูก ประโยชน์เกิดขึ้นกับใคร ซื้อหนี้เน่าในราคาถูก ๆ แล้วไปบริหารใหม่ทำกำไรได้อย่างมากมายมหาศาล ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องแก้ไขครับ เราจะปล่อยทิ้งเรื่องนี้ไว้ไม่ได้ โชคดีที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีทักษิณ บริหารเมื่อปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ ในช่วงนั้นมีหนี้อีกก้อนหนึ่งมีหนี้ไอเอ็มเอฟ (IMF) ทุกคนรู้ว่าประเทศไทยเป็นหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟเงินกู้เกือบ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าไม่มีท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณหนี้ก้อนนี้ก็ยังค้างอยู่ แล้ววันนี้ เราก็ต้องมาจ่ายดอกเบี้ย แต่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณท่านสามารถบริหารประเทศใช้หนี้ เงินกู้ไอเอ็มเอฟได้เป็นผลสำเร็จ ท่านประธานครับ พูดแล้วอย่างกรณีน้ำท่วม ถ้าไม่มี ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณสร้างสนามบินสุวรรณภูมิไว้ประเทศไทยเจ๊งครับ เพราะสนามบิน ดอนเมืองน้ำท่วม ส่วนไหนที่ใช้คำว่า ดอน นำหน้าในอดีตไม่ท่วมแต่วันนี้น้ำท่วม คำที่ว่า เป็นหนองนำหน้า อย่างหนองงูเห่าน้ำกลับไม่ท่วม อันนี้ละครับคือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่มันเกิดขึ้น ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าเมื่อกี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านบอกว่าท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อจะช่วย ให้รัฐบาลนี้ได้ทำงานง่ายขึ้น ผมอยากจะกราบเรียนว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะไปประเทศญี่ปุ่น วันที่ ๖ วันที่ ๗ วันที่ ๘ วันที่ ๙ จะนำนักธุรกิจไป ๓๐ คน แล้วก็จะมีการประชุมร่วมกับ นักธุรกิจญี่ปุ่น สิ่งแรกที่จะต้องพูดให้นักธุรกิจญี่ปุ่นเข้าใจก็คือการสร้างความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลไทยได้จัดสรรงบประมาณเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าพูดเป็นภาษาฝรั่งก็ ๑๑.๕ พันล้านเหรียญมันจะดูหรูมากเพราะเป็นเงินก้อนใหญ่ที่จะมาบริหารจัดการป้องกัน ภัยพิบัติ บริหารจัดการระบบน้ำ ดูแลอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ซ้ำซ้อน ขึ้นอีก และเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ต้องขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยทันกาล ที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะไปยื่น เพราะฉะนั้นความเชื่อมั่นเกิดขึ้นแน่นอนครับ ต่างชาติไม่หนี การลงทุนไปประเทศอื่นแน่นอน แล้วผมก็ขอบคุณผู้นำฝ่ายค้านถึงแม้ท่านจะไปก่อนล่วงหน้า เราก็ถือว่าช่วยกันทำงานไม่เป็นไรครับ ถ้าประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองถึงแม้เราจะทะเลาะกันบ้าง เห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ผมก็คิดว่าคนไทยได้ประโยชน์ ผมอยากจะเห็นบรรยากาศเช่นนี้เกิดขึ้น ท่านประธานครับ นอกจากนั้นแล้วการไปครั้งนี้ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะร่วมลงนาม กับท่านนายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่นเป็นลักษณะจอยท์ สเตทเม้นท์ (Joint statement) เพื่อหาความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่น โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการน้ำและความร่วมมือ ด้านการเชื่อมโยงในประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะแนวอีสท์ เวสท์ คอริดอร์ (East West corridor) ผมคงจะมีเรื่องชี้แจงเพียงแค่นี้ แล้วก็ต้องขอขอบคุณสภาแห่งนี้ที่วันนี้ได้มีโอกาสพิจารณากัน และหวังว่าคงจะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไปด้วยดี ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านกรณ์ มีอะไรครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวถึงการตราพระราชกำหนด ที่เรียกกันว่าพระราชกำหนดไทยเข้มแข็งโดยรัฐบาลที่แล้วซึ่งผมเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง นอกเหนือจากนั้นท่านได้พาดพิงถึงฝ่ายค้านในรัฐบาลในสภาชุดปัจจุบันนะครับว่าไม่เข้าใจ ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากอุทกภัย เพราะฉะนั้นใน ๒ ประเด็นนี้ขออนุญาตชี้แจงสั้น ๆ

ในประเด็นแรก ในส่วนเรื่องของไทยเข้มแข็งที่ท่านบอกว่าในกรณี การตราพระราชกำหนดในสมัยนั้นไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากประเด็นปัญหา เป็นประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นที่ต่างประเทศ โดยที่เหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย ตรงนี้ ผมต้องขออนุญาตเรียนเลยนะครับว่าท่านเข้าใจผิดอย่างมหันต์ ผมนึกว่าท่านได้ไปอยู่ กระทรวงการต่างประเทศแล้วคงไม่ได้มีโอกาสฟังท่านอภิปรายเรื่องเศรษฐกิจอีกนะครับ วันนี้ท่านได้กลับมาอภิปรายเรื่องเศรษฐกิจก็ยังมีมาตรฐานเหมือนเดิม ข้อเท็จจริงก็คือ ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเริ่มต้นที่ต่างประเทศนั้นมันมาถึงเมืองไทยแล้วตั้งแต่ประมาณ ๓ เดือนก่อนที่คุณอภิสิทธิ์จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ของประเทศเราในไตรมาสสุดท้ายของปี ๒๕๕๑ ติดลบ ๓ เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาสแรก ของปี ๒๕๕๒ ติดลบอีก ๗ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ผมไม่ทราบว่าท่านใช้มาตรฐานใดในการที่จะนำมา กำหนดว่าผลของวิกฤติเศรษฐกิจต่างประเทศยังไม่มาถึงประเทศไทย คนไทยกันเองนี่นะครับ ตกงานถึง ๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน ณ เวลาที่เราได้ตราพระราชกำหนดไทยเข้มแข็งเทียบกับ จำนวนพี่น้องประชาชนคนไทยที่ ณ ปัจจุบันว่างงานอยู่ไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ คน ในเวลาปัจจุบัน เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนตอนนั้นเดือดร้อนแล้ว และที่ท่านอ้างว่าภัยยังไม่มาถึง ประเทศไทยนั้นจึงไม่เป็นความจริง และนั่นก็คือสาเหตุที่สภาแห่งนั้น รัฐบาลสมัยนั้น และศาลรัฐธรรมนูญในสมัยนั้นได้มีคำวินิจฉัยเช่นเดียวกันว่า พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งนั้น มีความจำเป็นเร่งด่วนจริง ส่วนที่ท่านอ้างว่าฝ่ายค้านไม่เข้าใจนะครับว่าจะต้องแก้ไขปัญหา น้ำท่วมนี้อย่างไร ก็เป็นการไม่เข้าใจหรือการเข้าใจผิดของท่านอีกในเหตุผลที่มาของ เสียงท้วงติงและคัดค้านการตราพระราชกำหนดกู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ของรัฐบาลของท่าน ผมได้เปิดการอภิปรายของผมเมื่อเช้านี้นะครับ ชัดเจนครับว่าเราเห็นความจำเป็นเร่งด่วน ในการที่จะต้องรีบดำเนินการในการลงทุน ในการลงทุนในการสร้างระบบสาธารณูปโภค เพื่อป้องกันไม่ให้ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่แล้วเกิดขึ้นอีกในปีนี้หรือในอนาคตต่อไป และประเด็นที่เรากังวลก็คือแผนของท่านนั้นยังไม่มีความชัดเจนครับ วันนี้ในการประชุมสภา ร่วมกัน ท่านได้นำเสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินก็คือ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กระดาษ ๒ แผ่นเองครับ แผ่นครึ่งด้วยซ้ำไปครับ ๒ แผ่น แต่มีตัวอักษรเพียงแค่ ๑ หน้าครึ่ง นี่คือกรอบการใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านบอกว่า พร้อมแล้ว ผมถึงได้ท้ารัฐบาลท่านอย่างไรครับว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะใช้เมื่อไร ท่านจะใช้หมดเมื่อไร เพราะการตราพระราชกำหนดหมายถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ท่าน ต้องกู้ยืมเงินเดี๋ยวนี้ วันนี้ ต้องใช้วันนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่ใช้กู้มากองไว้เฉย ๆ ครับ ท่านบอกว่าท่านจะไป ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ด้วยความภาคภูมิใจท่านจะนำ พ.ร.ก. ฉบับนี้ไปอวดเขาด้วย ท่านใช้ คำว่า มันจะดูหรูมากที่ท่านสามารถที่จะถือเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไปโชว์ประเทศญี่ปุ่น เขาว่าเราร่ำรวย ผมขออนุญาตชี้แจงท่านนะครับว่าประเทศญี่ปุ่นเขาทราบครับว่าเงินเรามี และอีกอย่างเงินนี้จริง ๆ ก็ไม่ใช่เงินของเรานะครับเราก็ต้องไปกู้มาอยู่ดี แต่เขาก็ทราบครับว่า เราสามารถกู้ยืมเงินได้ ประเด็นที่เขาอยากจะรู้จากท่านผมขอเตือนท่านไว้ก่อนที่ท่านจะเริ่ม เดินทางเลยครับ ก็คือเงินนี้ท่านจะใช้ทำอะไร และท่านจะใช้เงินนี้เมื่อไร นี่คือประเด็น ที่เขารอฟังคำตอบจากรัฐบาลของท่านอยู่ ไม่ใช่ว่าเรามีเงินที่เราสามารถที่จะกู้ยืมเงินมาอวด เขาได้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรัฐมนตรี สักเล็กน้อยนะครับ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ เดี๋ยวถ้าประชาชนที่ฟังทางบ้านไม่เข้าใจจะหาว่าผมไม่รู้เรื่องกรณี พระราชกำหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนั้นนี่นะครับท่านประธาน พระราชกำหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ไทยเข้มแข็งได้พูดชัดเจนว่าเอา ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปิดหีบ เอาอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปลงทุนในโครงการ ไม่มีรายละเอียดเช่นกันครับ และผมนี่บอกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ไม่ถึง เพราะเหตุการณ์มันยังไม่มาไม่ถึงเมืองไทย ในที่สุดปลายปีงบประมาณ ท่านใช้เงินแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทปิดหีบ และท่านก็เอา ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เหลือมาขอสภานี้ไปใช้ ไทยเข้มแข็งอีก ท่านยังพูดอีกหรือครับว่าท่านแม่นยำ ตัวเลขท่านละเอียด ท่านมาคิดเลข แข่งกับผมไหมครับ ท่านไม่ได้แม่นเรื่องตัวเลขเลย และผมไม่ได้คิดว่าจะต้องเอาเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไปโชว์ประเทศญี่ปุ่นเขา ให้มันดูหรู ไม่ใช่ครับ ผมไปพูดให้เขาฟังว่า วันนี้รัฐบาลไทยได้เตรียมวงเงินไว้เพื่อจัดการระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ในอนาคต เพื่อฟื้นฟูประเทศ เพื่อสร้างสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รายละเอียดของโครงการเหมือนที่สมัยท่านเอา พ.ร.ก. เข้าสภาแห่งนี้ ไม่มีรายละเอียดครับ ท่านประธาน ผมเป็นคนลุกขึ้นขอเอง ท่านเคยทำอย่างไร ผมก็ทำอย่างนั้น ไม่มีรายละเอียด เหมือนท่าน แต่ผมมีกรอบการใช้เงินครับ และเมื่อถึงกำหนดเวลาที่ใช้เงินเสร็จก็ต้องรายงาน เข้าสู่สภา วันนี้เงินไทยเข้มแข็งของท่านยังเหลืออยู่นะครับ ยังใช้ไม่หมดเลยนะครับ เป็น พ.ร.ก. เร่งด่วนของท่านเหมือนกัน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔ ปีเงินยังอยู่ครับ เดี๋ยวผม จะมาแฉในสภานี้ว่ามันยังค้างเติ่งตรงไหนบ้าง มันไม่เข้าใครออกใครตรงไหนบ้าง ขอบคุณครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านกรณ์ อีกสักรอบนะครับ ขอเป็นรอบสุดท้ายแล้วกระมัง เชิญครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สุดท้ายจริง ๆ นะครับ เพื่อให้มีความชัดเจน เพราะว่าท่านรัฐมนตรีได้อ้างถึง เหตุผลในการตราพระราชกำหนดไทยเข้มแข็ง ได้บอกว่าเราได้กำหนดไว้ว่าเราจะใช้เม็ดเงิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการที่จะ ท่านใช้คำว่า ปิดหีบ ก็คือในการชดเชยเงินคงคลังนะครับ และท่านได้พาดพิงว่าผมไม่แม่นตัวเลข แต่ตัวท่านละครับ ไม่แม่นในกฎหมายและข้อเท็จจริง ของตัวพระราชกำหนด เพราะคำพูดที่ชัดเจนที่มีบทบัญญัติไว้ก็คือเราจะใช้เงินไม่เกิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการชดใช้เงินคงคลัง เมื่อไม่มีความจำเป็นที่จะต้องชดใช้เงินคงคลัง เต็มจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็จึงไม่จำเป็นที่จะต้องชดใช้เงินคงคลัง ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็นำเงินส่วนที่เหลือมาใช้ในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนด้วยการลงทุน ในโครงการต่าง ๆ ต่อไป เพราะฉะนั้นความชัดเจนมีอยู่เพียงแค่นั้นครับ เดิมทีเราคาดว่ารายได้ ของรัฐบาลอาจจะต่ำกว่าเป้าถึง ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเราสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ทำให้รายได้ของรัฐบาลฟื้นกลับคืน ทำให้เราจำเป็นต้องชดใช้เงินคงคลังเพียงแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็ใช้เท่านั้น ส่วนที่ท่านบอกว่าตัวไทยเข้มแข็งนั้นมีเงินเหลืออยู่ไม่ได้ใช้ อันนี้เรื่องจริงครับ ถ้าเราไม่จำเป็นต้องใช้เงินทั้งหมดซึ่งเป็นเงินกู้เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ได้ตามเป้าหมายวัตถุประสงค์ของการตราพระราชกำหนดแล้ว เราก็หยุดกู้ นี่คือวิธีการ บริหารทางเศรษฐกิจ การบริหารทางการเงินการคลังที่ถูกต้องครับ ไม่ได้ใช้เงินเกินความจำเป็น ผมหวังเช่นเดียวกันนะครับว่า ท่านได้ขอกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จากพระราชกำหนด ฉบับนี้ของท่านในวันนี้ ถ้าท่านสามารถที่จะลงทุนแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ด้วยเงินเพียงแค่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมหวังว่าท่านไม่หาวิธีจะเอาเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เหลือนั้น ไปใช้ทำอย่างอื่นนะครับ ใช้เท่าไรก็ใช้เท่านั้นตามความจำเป็น นี่คือเงินกู้ครับ ไม่ใช่เงินของเรา ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สมควรครับ ท่านสุรสาล ผาสุข ครับ

นายสุรสาล ผาสุข สิงห์บุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรสาล ผาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย ต่อข้อคิดเห็นที่มีต่อ พระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ กระผมขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นที่มีต่อพระราชกำหนด ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ในประเด็นที่เป็นมุมมองของกระผมดังต่อไปนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นนั้นจะขอใช้เวลาสั้น ๆ เนื่องจากว่ามีท่านสมาชิสภาผู้แทนราษฎร ได้พูดถึงประเด็นนี้ไปหลายท่านแล้ว แต่ว่าเพื่อความต่อเนื่องจึงขออนุญาตที่จะกราบเรียนที่มาที่ไปของหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำนวน ๑,๑๔๒,๑๐๑ ล้านบาท สั้น ๆ ดังต่อไปนี้ครับ หนี้ของ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินดังกล่าวนั้นเกิดจากการออกพันธบัตร ที่เรียกว่าเอฟไอดีเอฟ ๑ (FIDF1) และเอฟไอดีเอฟ ๓ (FIDF3) เพื่อชดเชยความเสียหาย ให้กับกองทุน เอฟไอดีเอฟ ๑ นั้นเป็นวงเงินรวมทั้งสิ้น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจำหน่ายได้ ๕๑๒,๘๒๔ ล้านบาทนะครับ พันธบัตรจำนวนนี้ชำระคืนเงินต้นโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งนำเงินมาจากเงินกำไรสุทธิของธนาคารแห่งประเทศไทย เงินรายได้จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนดอกผลของกองทุน ซึ่งได้ชำระไปแล้วทั้งสิ้นนับจนถึงปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ เป็นเงินเพียง ๓๖,๗๒๕ ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ดอกเบี้ยที่ต้องชดใช้นั้นรับผิดชอบ โดยกระทรวงการคลังซึ่งตั้งเป็นงบประมาณเอาไว้ ณ ถึงปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ เช่นเดียวกัน กระทรวงการคลังตั้งงบประมาณไว้เพื่อการชำระดอกเบี้ยไปแล้วถึง ๓๙๓,๕๕๓ ล้านบาท เฉลี่ยแล้วปีละประมาณ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท อย่างไรก็ตามแต่นะครับ ภายใต้เงื่อนไขตรงนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นได้แสดงความรับผิดชอบเอาไว้ว่าหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนี้นะครับ ได้ชำระต้นเงินกู้เอฟไอดีเอฟ ๑ หมดสิ้นแล้ว ธนาคารก็จะนำเงินมาชำระในส่วนที่เป็นดอกเบี้ย ที่ใช้เงินงบประมาณซึ่งได้ชำระไปก่อนแล้วจนครบถ้วน เงินก้อนนี้คงค้างชำระอยู่ประมาณ ๔๖๓,๒๗๕ ล้านบาท

ในประการที่ ๒ นะครับที่เป็นส่วนหนึ่งของหนี้เงินกู้ เป็นส่วนหนึ่งของหนี้ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนี้ก็มาจากการออกพันธบัตรเอฟไอดีเอฟ ๓ วงเงิน ๖๙๓,๓๒๗ ล้านบาท ชำระคืนเงินต้นไปแล้วโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ๑๔,๕๐๑ ล้านบาท กระทรวงการคลังตั้งงบประมาณเพื่อชำระดอกเบี้ยไปแล้วทั้งสิ้น ซึ่งเป็นจำนวนค่อนข้างสูงถึง ๒๖๓,๑๗๘ ล้านบาท เฉลี่ยปีละประมาณ ๓๙,๐๐๐ ล้านบาท คงมียอดค้างชำระสำหรับพันธบัตรเอฟไอดีเอฟ ๓ อยู่ที่ ๖๗๘,๘๒๖ ล้านบาท ยอดค้างชำระ ๒ ยอดนี้รวมกันจึงเป็นที่มาของหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จำนวน ๑.๑๔๒ ล้านล้านบาทครับท่านประธาน ถ้าถามว่าสาเหตุอะไรที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ชำระคืนเงินต้นได้น้อย กราบเรียนสั้น ๆ ว่ามาจากสาเหตุ ๒ ประการที่ผมวิเคราะห์ดูนะครับ คือ ๑. ธนาคารมีรายได้จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมีจำนวนเล็กน้อย ประกอบกับมีการหยุดชะงัก ในการดำเนินการการแปรรูปด้วย ประการที่ ๒ เกิดจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ดำเนินนโยบายรักษาค่าเงินบาทเมื่อปี ๒๕๔๐ ส่งผลให้ธนาคารประสบปัญหาการขาดทุน จำนวนมากโดยนับถึงสิ้นปี ๒๕๔๔ ยังมีส่วนของทุนติดลบถึงประมาณ ๑๓๗,๐๔๗.๙๙ ล้านบาท ในส่วนของดอกเบี้ยซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบนั้นนะครับ เราจะพบว่าดอกเบี้ย ที่กระทรวงการคลังชำระนะครับ รวมเป็นเงินสูงถึง ๖๕๖,๗๑๓ ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวน ที่ค่อนข้างมากพอสมควรนะครับ แล้วก็ดำเนินการมาโดยรัฐบาลทุกรัฐบาล เนื่องจากว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นยังไม่สามารถชำระคืนเงินต้นเอฟไอดีเอฟ ๑ ได้ครบ เนื่องจาก ปัจจุบันนี้ก็ยังมียอดขาดทุนสะสมอยู่ที่ประมาณ ๑๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพ จากที่ผมกราบเรียนมานั้นประกอบกับเหตุผลและความจำเป็นต่อไปนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ บ่งบอกด้วยว่าเพราะเหตุใดรัฐบาลจึงได้ออกพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ดังต่อไปนี้

ประการที่ ๑ แน่นอนครับท่านประธานครับ รัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องฟื้นฟูประเทศจากอุทกภัย

ประการที่ ๒ กราบเรียนท่านประธานว่าหนี้ที่ผมกราบเรียนมานั้นเกิดจาก การบริหารงานจัดการของกองทุน แม้ว่ากองทุนจะได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง ให้ดำเนินการก็ตาม แต่รัฐบาลก็ดี กระทรวงการคลังก็ดี ธนาคารแห่งประเทศไทย และกองทุนนั้นย่อมมีความเกี่ยวพันกันอยู่ ดังนั้นเมื่อเกิดสภาพคล่องเกิดขึ้นรัฐบาล และธนาคารก็จำเป็นต้องเข้าไปดูแลเพื่อแก้ปัญหาให้กับกองทุนอย่างแน่นอน

ประการที่ ๓ เพื่อลดภาระงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลที่จะนำไปชำระ เป็นดอกเบี้ยของพันธบัตรเอฟไอดีเอฟ ๑ และเอฟไอดีเอฟ ๓ ซึ่งรวมกันแล้วมากกว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี

ประการที่ ๔ การหารายได้เพิ่มของรัฐบาลนั้นถ้าจะขึ้นภาษีก็ยังไม่น่าจะเป็นอยู่ ในห้วงเวลาที่เหมาะสม เพราะว่าจะเป็นการผลักภาระให้กับประชาชน ในขณะที่ประเทศชาติ และประชาชนนั้นยังได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอยู่

ประการที่ ๕ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ในห้วงเวลาที่จำเป็น เช่นนี้ กระผมคิดว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้นสมควรที่จะ แสดงความกตัญญูต่อประเทศชาติและประชาชนด้วยการเข้ามารับผิดชอบเกี่ยวกับการชำระ คืนเงินต้น ต้นเงินกู้ และชำระดอกเบี้ยเงินกู้ในส่วนที่กระทรวงการคลังกู้ เพราะต้นเงินกู้ และดอกเบี้ยดังกล่าวนั้นเป็นผลพวงมาจากการดำเนินงานของกองทุนในการแก้ปัญหาวิกฤติ ของระบบสถาบันการเงินเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ จากเหตุผลและความจำเป็น ที่ได้กราบเรียนมานั้น การออกพระราชกำหนดฉบับนี้จึงถือว่าเป็นการตัดสินใจที่รัฐบาลเดินมา ถูกทางแล้วนะครับ โดยเมื่อศึกษารายละเอียดสำคัญแล้วการออกพระราชกำหนดสามารถ ตอบโจทย์ได้ตรงประเด็น และยังคงรักษาหลักการเดิมเกี่ยวกับที่มาของเงินในการชำระหนี้ ที่กำหนดไว้ในพันธบัตรเอฟไอดีเอฟ ๑ และเอฟไอดีเอฟ ๓ ในส่วนของการเพิ่มเติมก็คือ การอนุญาตให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินได้ในอัตรา ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๑ อย่างไรก็ตาม ท่านประธานที่เคารพครับ กรณีกองทุนมีเงินไม่พอชำระหนี้กระทรวงการคลังก็ยังสามารถ ที่จะมีอำนาจในการปรับโครงสร้างหนี้ได้ รวมถึงการยุบพันธบัตรเอฟไอดีเอฟ ๑ โดยให้โอนเงิน คงเหลือทั้งหมดเข้าบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้พันธบัตรเอฟไอดีเอฟ ๓ ซึ่งอยู่ ในความรับผิดชอบดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น สามารถบริหารจัดการต่อไปได้ภายใต้พระราชกำหนดนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตจตุจักร พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้พิจารณาอนุมัติพระราชกำหนด ๒ ฉบับ ฉบับแรกก็คือเรื่องของ การกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อบริหารน้ำ ฉบับที่ ๒ คือการโอนหนี้ภาระจากรัฐบาลที่ต้อง จ่ายไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย จำนวน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท พระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้มีผล ไปแล้วครับ เพราะว่ามีลักษณะเป็นพระราชกำหนด หรือเรียกย่อ ๆ ว่า พ.ร.ก. พ.ร.ก. นี้ เป็นอำนาจของรัฐบาลครับ รัฐบาลออกกฎหมายปังมีผลทันทีเลยครับ ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วก็มีผล ไม่ต้องรอสภาครับ แต่เขาอนุญาตให้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น เที่ยวนี้รัฐบาล ก็อ้างเรื่องของน้ำท่วมเป็นความจำเป็นเร่งด่วนในการออกพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้ แต่ต้องย้ำกับท่านประธานและท่านผู้ชมอีกครั้งว่ามันมีผลมาตั้งแต่รัฐบาลตัดสินใจเคาะโต๊ะ แล้วครับ พอมันเป็นอย่างนี้ครับ ปรากฏว่าพรรคฝ่ายค้านไปยื่นกับศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตีความ แล้วผมเล่าให้ท่านฟังวันนี้ครับว่าเอ๊ะถ้าเกิดว่าไปยื่นตีความ พ.ร.ก. จะทำให้ การช่วยเหลือน้ำท่วมล่าช้าหรือเปล่า เปล่าครับ เพราะพระราชกำหนดมีผลไปแล้ว และถามว่า ยื่นตีความทำไม ไปขวางทางรัฐบาลเขาทำงานทำไม คำตอบคือรัฐบาลทำแปลก ๆ อย่างไรครับ เวลาไปดูในพระราชกำหนดมีเอกสารอยู่ ๓ แผ่น บอกกู้เงิน ฉบับแรกครับ กู้เงินบริหารน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หน้าตาก็เหมือนตอนที่พรรคประชาธิปัตย์กู้ไทยเข้มแข็งละครับ มี ๓ แผ่น เหมือนกันครับ แต่ความแตกต่างคือตอนไทยเข้มแข็งมีการระบุรายละเอียดโครงการครับ และมาแจกกันดูเรียบร้อยหมดว่าทำที่ไหน อะไร อย่างไร หมู่ไหน อำเภอไหน ตำบลไหน ชัดเจนครับ พวกผมในพรรคประชาธิปัตย์เราก็เถียงกันอยู่นานว่าตกลงจะยื่นตีความดีไหม พ.ร.ก. เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็เลยวางกลยุทธ์กันว่า ผมเชื่อว่าเดี๋ยวรัฐบาลจะต้อง รีบคายออกมาว่าทำที่ไหนบ้าง เราจะได้ทำการตรวจสอบได้ครับ ท่านประธานเชื่อไหมครับ เพิ่งไปรู้รัฐบาลมีแผนซึ่งเป็นแผนคร่าว ๆ ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ วันที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ไปยืนแถลงครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ยื่นเอกสารให้ศาลหนาขนาดนี้ยื่นไปที่ศาลครับ เราก็เอาละสิ อยากดูว่าไส้ในคืออะไรครับ วันนี้ก็รอดูว่าไส้ในคืออะไรครับ ท่านประธานอยากดูไหมครับ ไส้ในรัฐบาลนี้ในโครงการ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำอะไรบ้างครับ ขึ้นสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ผมขออนุญาตท่านประธานไว้แล้วครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ท่านประธานดูนะครับ อันนี้พูดตรง ๆ ผมไม่มีอ้อมค้อมครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลบอกจะไปทำของ ดังต่อไปนี้ แล้วไม่มีรายละเอียดอื่นว่าทำที่ไหนครับ เช่น ฟื้นฟูต้นน้ำ ต้นน้ำปิง วัง ยม น่าน แม่น้ำสายต่าง ๆ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้นน้ำทั้งหมดปลูกป่าด้วย ทางน้ำหลากที่เขาเรียกว่า ฟลัดเวย์ครับ ทำ ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท ระบบเตือนภัย ๓,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ช่วยพื้นที่ น้ำนอง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ที่ได้รับผลกระทบอีก ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้งนะครับ ช่วยพื้นที่น้ำนองเดี๋ยวได้เจออธิบายกัน พัฒนา ๑๗ ลุ่มน้ำทั้งหมดที่เหลืออีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท และอื่น ๆ ตามโครงการอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมทั้งหมด ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วนี่คือ รายละเอียดของรัฐบาลนี้ที่ให้ในการบริหารน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แค่นี้ชัดเจนครับ ท่านประธานครับ มันแตกต่างสิ้นเชิงกับการบอกว่าโครงการไปทำที่หมู่ไหน ตำบลไหน อำเภอไหน แล้วแบบนี้หรือครับที่จะให้พวกผมผ่านในการอนุมัติวันนี้ ผมเห็นแค่นี้ครับ แล้วก็นึกว่าวันยื่นศาลจนกระทั่งถึงวันนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์จะออกมาพูด ในรายละเอียดว่าคืออะไร ผมจะให้ท่านประธานดูครับ เมื่อกี้ผมขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้ง เรื่องของพื้นที่น้ำนองนะครับ เอาละครับสไลด์นี้ลงนะครับ มาดูปริมาณน้ำในปีที่แล้วว่า เกิดอะไรขึ้น ไปดูสไลด์ที่ ๕ ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลครับ ก่อนจะเข้าสไลด์นี้นะครับ ผมจะอธิบายท่านก่อนว่าปริมาณน้ำเฉพาะในปี ๒๕๕๕ ในเดือนมกราคม ปริมาณน้ำทั้งหมด ในเขื่อนประเทศไทยอยู่ที่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ปีนี้นะครับ เยอะมากครับ ในขณะที่เดือนมกราคม ปีเดียวกัน ปี ๒๕๕๔ อยู่เพียงแค่ ๖๘ เปอร์เซ็นต์ครับ แปลว่าปีนี้น้ำเยอะครับ แล้วนี่ละทำไม ฝ่ายค้านถึงยื่นตีความ เพราะผมอยากดูว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท จะไปสร้างฟลัดเวย์ที่รับน้ำนอง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ของท่านมันที่ไหนครับ จังหวัดไหน อำเภอไหน ตำบลไหน ส.ส. เขาจะได้ ไปดูแลพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง และผมบอกนะครับภาคกลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รับน้ำเต็ม ๆ นะครับ ท่านตอบเขาอย่างไรครับ อีกหลากหลายจังหวัดในเขตลุ่มน้ำภาคกลาง ท่านมี ส.ส. ทั้งของรัฐบาลและของฝ่ายค้าน ท่านต้องบอกเขาสิครับ ไม่อย่างนั้น ส.ส. จะชี้แจงอย่างไรครับ มาดูปริมาณน้ำว่าทำไมพวกผมตีความครับ ท่านดูนะครับ คุณยิ่งลักษณ์ รับตำแหน่งวันที่ ๑๐ สิงหาคม พร้อมในการบริหารประเทศ ดูนะครับเส้นกลางสีแดงที่ขีด ตรงกลางอยู่บริเวณระหว่างสีชมพูกับสีเหลืองนะครับ นั่นละครับวันที่ ๑๐ สิงหาคม ปริมาณน้ำ ในเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ท่านเก็บน้ำไว้เรื่อยเลยครับ เส้นสีแดงเห็นไหมครับขึ้นทะลุแนวกั้น สูงสุดไปแล้วครับ เดือนกันยายน เดือนตุลาคม ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศโครงการ บางระกำโมเดลตั้งแต่นู้นนะครับ แต่ถามว่าเดือนกันยายน เดือนตุลาคม ทำไมท่านไม่ปล่อยน้ำ นี่คือการบริหารน้ำแบบที่บอกว่าเอาอยู่อย่างไรครับ แล้วมันเอาไม่อยู่อย่างไรครับ เห็นชัดเจนว่า ความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นเพราะอะไรครับ แต่เอาครับวันนี้สถานการณ์มันเลยจุดที่จะตำหนิอะไร กันแล้ว ท่านก็ยังใหม่ในการมาบริหารประเทศ ทำไมจะให้โอกาสนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่ได้ครับ เอาลงได้เลยครับ แต่ พ.ร.ก. ผมก็หวังว่าท่านจะบอกไปยังผู้แทนประชาชนเขาว่าจะทำที่ไหน เป็นฟลัดเวย์ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เห็นแบบสไลด์ที่ ๑ เอาขึ้นอีกทีครับ รูปผมไม่เป็นอะไรครับ นี่ครับ พื้นที่น้ำนอง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดไหนบอกผมครับ ตำบลไหน อำเภอไหน ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ออกมาพูดให้ชัด สมัยท่านอยู่กระทรวงพาณิชย์ท่านไป ทำงานกระทรวงการคลัง สมัยอยู่กระทรวงพาณิชย์จำนำข้าว จำนำมันสำปะหลัง จำนำข้าวโพด วันนี้ชาวนานั่งปวดหัวกันหมดแล้วครับ ตอนท่านอยู่กระทรวงพาณิชย์ วันนี้ท่านมาอยู่ กระทรวงการคลังท่านตอบให้ชัดนะครับ เพราะงานนี้เป็นงานที่ท่านรับผิดชอบโดยตรง เอาละครับชัดเจนนะครับ แล้วนี่คือสิ่งที่ฝ่ายค้านอย่างพวกผมร้องศาลรัฐธรรมนูญ เพราะอยากดูรายละเอียดครับ เพราะตอนไทยเข้มแข็งรายละเอียดชัดเจน ถ้าไม่ทำภายใน ปี ๒๕๕๓ ไม่เสนอมาราชการอดครับ ไม่ได้โครงการครับ ของท่านเขียนแค่นี้แล้วออกเป็น พ.ร.ก. ครับ อ้างฉุกเฉิน แล้วพวกผมอยู่เฉย ๆ ได้อย่างไรล่ะครับ รายละเอียดเอามาคุย แล้วบอกให้หมดนะครับ เพราะว่า ส.ส. ในสภาแห่งนี้เขาจะได้ลงไปชี้แจงครับ กรุงเทพมหานคร ท่านใช้เงินเป็นแสนล้านบาทที่จะมาทำแนวถนนใหม่ ตรงไหนล่ะครับ แล้วคูคลองที่ท่านจะขุดลอก ที่วันนี้บอกว่ากรุงเทพมหานครไม่ต้องดูโยนไปให้ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ขุดลอก ชาวบ้านที่เขาอยู่ริมคลองต่าง ๆ เขาต้องเตรียมตัวในการขนย้าย สลัมต่าง ๆ ที่บุกรุก คนเหมือนกันนะครับ ท่านต้องบอกให้ชัดว่าย้ายตรงไหน อะไร อย่างไร นี่ละครับ คือสิ่งที่ผมถามหา แล้วนี่คือสิ่งที่ผมร้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อดูรายละเอียดครับ มาดูอีกฉบับครับ ฉบับแรกผมชัดเจนนะครับเรื่องน้ำท่วม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมผมยกมือให้ท่านไม่ได้วันนี้ ผมไม่เห็นรายละเอียดนอกจากสไลด์แผ่นเมื่อกี้และหนังสือฉบับนี้ ซึ่งก็ไม่มีรายละเอียดครับ

มาดู พ.ร.ก. ฉบับที่ ๒ ครับ พ.ร.ก. โอนหนี้ที่รัฐบาลต้องจ่ายให้กับกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไปอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ๑.๑๔ ล้านล้านบาท เป็นหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่เกิดสมัยวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ หลักการของรัฐบาลชุดนี้ผมเป็นทีมเศรษฐกิจของ พรรคประชาธิปัตย์ผมบอกท่านเลยดีครับ เพราะว่าแบงก์นั้น ๆ ที่ล้มไปกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าไปอุ้มไปช่วยก็มีหน้าที่จะต้องเก็บเงินออกมาแล้วจ่าย หลักการของท่านดีมาก ไม่มีปัญหาครับ แต่ประเด็นที่มันมีปัญหาเรื่องของเรื่องก็คือว่า ท่านตัดสินใจในการออกพระราชกำหนดซึ่งรัฐบาลออกเองแล้วมีผลมันไม่รอบคอบครับ ทำไม ผมบอกมันไม่รอบคอบ วันนี้แหล่งเงินสำคัญที่จะไปจ่ายหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินคือไปให้สถาบันการเงิน พูดง่าย ๆ แบงก์พาณิชย์เก็บค่าต๋งมาจ่ายทั้งหมด ดีแล้วผมเห็นด้วย เอาเลยครับ แต่บทบัญญัติของ พ.ร.ก. ท่านไม่มีบทบัญญัติใดในการที่จะ ห้ามไม่ให้แบงก์พาณิชย์ผลักภาระไปยังผู้ฝากผู้กู้ ท่านรู้ไหมครับคณะกรรมการนโยบายการเงิน กนง. ของธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลดอัตราดอกเบี้ยมา ๒ หน ๒ หน ขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้ง ไม่มีแบงก์ไหนลดดอกเบี้ยให้กับพี่น้องประชาชนเลย เพราะ พ.ร.ก. ของท่านฉบับนี้ มันไม่ได้เขียนโดยความรอบคอบห้ามผลักภาระไปยังผู้ฝากผู้กู้ ถามว่าถ้าเข้าสภาแห่งนี้ผมมี ข้อเสนอดีกว่านั้นไหม ผมบอกท่านเลยครับ รัฐบาลนี้กำลังจะมีนโยบายในการลดภาษีนิติบุคคล จาก ๓๐ เหลือ ๒๓ หายไป ๗ คำถามถามว่าทำไมไม่บอกแบงก์พาณิชย์เขาล่ะ ผมไม่ลดให้คุณ อีก ๗ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือคุณเอามาเข้ากองทุนแล้วค่อย ๆ คืนกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินไปเรื่อย ๆ จนหนี้หมด แล้วคุณถึงจะได้สิทธิ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ผมพูด ภาษาชาวบ้านนะครับ เพราะในขณะเดียวกันแบงก์ก็ต้องอะไรครับ ทำกำไรให้เกิดขึ้นด้วย แล้วก็คืนเงินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไปด้วย แต่วันนี้ มันไม่ใช่ พ.ร.ก. โอนหนี้ของท่านมันผลักภาระเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ให้กับผู้กู้ผู้ฝาก เพราะคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลดอัตราดอกเบี้ย ๒ หน ดอกเบี้ยปลีกของธนาคารพาณิชย์ไม่ขยับเลยครับ นี่คือความไม่รอบคอบของท่านที่พวกผม อนุมัติไม่ได้วันนี้ ไม่พอครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ครับ ทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ท่านกำลังจะตกหล่มอีกครั้งของแบงก์พาณิชย์วันนี้ เขามาบอกท่านว่าท่านไปเรียกเก็บออกมา ๐.๔๗ ของเงินฝาก ทำให้แบงก์พาณิชย์ปกติสู้กับแบงก์เฉพาะกิจของรัฐไม่ได้ เช่น สู้กับธนาคารออมสิน ไม่ได้ สู้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ สู้กับธนาคาร ธ.ก.ส. ไม่ได้ ผมบอกท่านอย่าไปเชื่อแบงก์พาณิชย์ เขาหลอกครับ ผมพูดตรง ๆ เลยครับเอาแบบนี้ ถามกี่ทีตอบผมสิครับ ลูกค้าแบงก์ออมสิน กับลูกค้าแบงก์ไทยพาณิชย์มันเคยเหมือนกันไหมครับ ลูกค้า ธ.ก.ส. กับลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์ มันเคยเหมือนกันไหมครับ ธนาคารกสิกรไทย มันไม่เหมือนกันท่านประธาน เพราะว่า แบงก์เฉพาะกิจกับธนาคารพาณิชย์มันใช้ลูกค้าคนละเซคเตอร์ (Sector) คนละกลุ่มกันครับ ถ้าวันนี้ท่านตัดสินใจให้แบงก์เฉพาะกิจต้องเรียกเงินเก็บเข้าไปอีก ท่านกำลังทำให้เครื่องมือ ของรัฐที่เขาเรียกว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจอ่อนแอลงครับ อย่าทำนะครับ แล้วประเด็นสำคัญ ท่านบอกว่าเงินทั้งหมดไม่ได้เอาไปชดเชยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน แต่จะไปตั้งกองทุนพัฒนาประเทศไทยต่างหาก แล้วก็เอาเงินไปใช้จ่ายได้ ใส่วงเล็บขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้ง โดยไม่ต้องนำส่งเข้าเป็นเงินงบประมาณครับ จำกองสลากกินแบ่งรัฐบาล หวย ๒ ตัว ๓ ตัว ได้ไหมครับ ออกหวย ออกหวย ออกหวย เงินเข้ากองสลากกินแบ่งรัฐบาล มาขอบริจาค ทุจริต วงจรอุบาทว์มันจะเกิดขึ้นอีกเพราะเงินมันไม่เข้าสู่ระบบ อย่าทำนะครับ ท่านทำท่านต้องผ่านสภาแห่งนี้ และผมฝากท่านประธาน ฝากพี่น้องพรรคเพื่อไทยที่เป็น รัฐบาลและมีเสียงข้างมาก เรื่องแบบนี้ต้องช่วยกันตรวจสอบแล้วเราพร้อมเป็นกำลังใจ ให้รัฐบาลในฝ่าวิกฤติน้ำ แต่ที่ผมได้เรียนกับท่านประธานตั้งแต่ตอนต้นจนถึงตอนนี้ว่าสิ่งที่ พรรคประชาธิปัตย์ต้องยื่นตีความ เพราะเราไม่เห็นแผนฟื้นฟูน้ำว่าหมู่ไหน ตำบลไหน อำเภอไหน แล้วเราไม่เห็นว่าเราจะไปชี้แจงกับชาวบ้านอย่างไรว่าบ้านพี่ทางน้ำผ่านพี่อยู่ไม่ได้แล้ววันนี้ ช่วยบอกแผนเถอะครับวันนี้ก็ยังไม่บอก แล้วตอบโจทย์สังคมอย่างไร นี่คือสิ่งที่เราเป็นห่วงครับ แล้วผมบอกท่านประธานนะครับ ปีนี้เราพยายามจะเร่งเครื่อง ฝ่ายค้านพยายามที่จะขอแผน ให้เร็วที่สุด วัตถุประสงค์คือต้องการเร่งเครื่องท่านเท่านั้นล่ะครับ ไม่มีวัตถุประสงค์อย่างอื่น คุยกันแบบสุภาพบุรุษ เพราะอยากให้ท่านฝ่าฟันวิกฤตินี้ไปให้ได้ แต่เราก็ยังไม่เห็นทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นผมไม่สามารถที่จะอนุมัติให้ผ่านแผนแบบนี้โดยที่ไส้ในไม่มีได้ครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ผมหยิบเอกสารที่เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติ ๗ ต่อ ๒ ที่พรรคฝ่ายค้านหรือว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ไปยื่น ให้วินิจฉัยนะครับ เขามีคำวินิจฉัยออกมาอย่างนี้ ท่านประธานครับ พระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ประจำปี ๒๕๕๕ และพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินปี ๒๕๕๕ เป็นไปเพื่อประโยชน์ในอันที่จะ รักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ไม่ต้องพูดซ้ำ ท่านประธานครับ เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ไปยื่นร้องคัดค้านใน พ.ร.ก. ๒ ฉบับนี้ครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะไปพูดถึง พ.ร.ก. ผมในฐานะคนกรุงเทพมหานครแม้จะผ่านชีวิตในน้ำท่วมมาบ้าง แต่ก็ไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับปลายปีที่แล้ว ท่านประธานครับ ผมศึกษาข้อมูลบางอย่าง ของประเทศในโลกใบนี้ครับว่าเขาต่อสู้กับน้ำท่วมอย่างไร ก็ไปพบประเทศหนึ่งน่าสนใจครับ และกรรมาธิการหลายคณะก็ตั้งใจบอกว่าจะไปดูก็คือประเทศเนเธอร์แลนด์หรือฮอลแลนด์ กังหันสีส้มท่านประธานรู้จักอยู่แล้วทีมฟุตบอลเขาดัง แต่ท่านประธานเชื่อไหมครับ หลายท่านนั้นไม่เข้าใจว่าทำไมประเทศนี้จึงแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แล้วประชากรเขาทั้งประเทศ ทำไมจึงยินยอม แม้จะมีผลกระทบกันบ้างทั้งทางด้านของธรรมชาติบ้าง แต่สุดท้ายปลายทาง และธรรมชาติอยู่ แต่มนุษย์ตายอย่างนี้ ฝรั่งมังค่าเขาบอกไม่เอา ต้องเอาคนอยู่ก่อน แล้วเดี๋ยวเราไปพยุงธรรมชาติครับ ท่านประธานครับ ผมแนะนำประเทศฮอลแลนด์อย่างนี้ครับ มาจาก ภาษาดัตช์ (Dutch) ชัดเจนครับ แปลว่า ที่ต่ำ แต่ว่าประเด็นน่าสนใจถ้าเกิดขึ้นภาพ ท่านประธาน จะเห็นนะครับว่าในยุโรป ในประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นติดทะเลทั้ง ๒ จุด ขอดูภาพที่เป็นแผนที่ ท่านประธานดูนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

เดี๋ยวผมจะล้อต่อครับว่าทำไม ประเทศไทยจึงต้องทำเสียทีเถอะ แล้วทำไมมันจึงต้องเป็นวาระเร่งด่วนที่มันต้องเริ่ม ดำเนินการครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ปากแม่น้ำทั้งหลายแหล่ที่เกิดขึ้น ๓ สายจากยุโรป ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำไรน์ (Rhine) แม่น้ำวาล (Waal) แม่น้ำเมิส (Meuse) ก็ทำให้บริเวณ ประเทศเนเธอร์แลนด์เหนือประเทศเบลเยียมขึ้นไปประสบปัญหาน้ำท่วมครับ วันดีคืนดี น้ำทะเลหนุน ท่านประธานครับ ทางด้านซ้ายมือครับ น้ำก็หนุนก็เข้าท่วมพื้นที่ด้านในครับ แปลกไหมครับว่าประเทศไทยพอน้ำท่วมเราจะวางแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ก็มักจะมีคนคัดค้านครับ หวังหรืออย่างไรว่าอนาคตจะให้ลูกหลานเราต้องซื้อเรือมาพายกันอีก ท่านประธานที่เคารพครับ ทางด้านซ้ายมีปรากฏการณ์จากน้ำทะเลซึ่งประเทศไทยมีลักษณะ กำลังจะคล้ายกัน คือน้ำทะเลหนุน ระดับพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ระดับต่ำ กว่าปกติแล้วนะครับ บางปีเราจะเจอปัญหาน้ำเหนือไหลมาปุ๊บเจอน้ำทะเลหนุน กรุงเทพมหานครบริเวณอ่าวไทยก็มีปัญหาเกิดขึ้นครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ เราจะรอลุ้นกันเอาเองใช่ไหมครับว่าแกนโลกเอียงปุ๊บ น้ำบนหิมะละลาย น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ประเทศไทยจะท่วม คนสมุทรปราการ คนสมุทรสาคร คนสมุทรสงคราม แล้วก็หลายจังหวัด ที่อยู่ใกล้เคียงโดยเฉพาะกรุงเทพมหานครจะต้องรอรับน้ำกันอีกเมื่อไรครับ ถ้าไม่ทำวันนี้ พ.ร.ก. ไม่ออกวันนี้ และรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ทำผมเชื่อเลย ท่านประธานครับ ไม่น่าเกิน ๕ ปีครับ กรุงเทพมหานครจะหายไปครึ่ง เพราะฉะนั้นประเด็นนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน อย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ประวัติศาสตร์ของชาวดัตช์ ท่านประธานครับ เขาก็เจอปัญหา แบบนี้มาโดยตลอด สุดท้ายปลายทางแล้วเขาทำอะไรรู้ไหมครับ ท่านประธานครับ ก็กั้นแม่น้ำ แล้วก็กั้นแนวทะเลครับ ผมอยากให้ท่านประธานดูภาพต่อไปครับ เป็นภาพน่าสนใจครับ นี่เป็นหลักเหตุผล ท่านประธานเห็นเส้นสีน้ำเงินไหมครับ สีน้ำเงินนั้นที่ขึ้นอยู่นั่น ท่านประธานครับ คือแนวกั้นเขื่อน หมายความว่าอย่างไรครับ ถ้าเกิดทางด้านซ้ายมือทะเลเหนือเวลาน้ำทะเลหนุน ขึ้นมาน้ำมันก็ไหลเข้าประเทศ ก็เหมือนกับจังหวัดสมุทรปราการทุกวันนี้เราลอดสะพานแขวน ผ่านวงแหวนอุตสาหกรรมออกไป วันดีคืนดีน้ำทะเลหนุนก็ท่วมกันตั้งแต่ปากน้ำจนกระทั่งถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นี่เป็น แนวคิดของฝรั่งครับท่านประธานครับ แล้วเขาเริ่มในปีไหนท่านประธานรู้ไหมครับ ปี ๑๙๕๐ โดยประมาณครับ ทำไมเขาจึงเริ่มครับ หรือใครอยากจะให้คนตายครับ ในประเทศฮอลแลนด์ หรือว่าเนเธอร์แลนด์ ท่านประธานครับ มีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์อุทกภัยในลักษณะแบบนี้ ละม้ายคล้ายประเทศไทยนี่ล่ะครับ จำนวนประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าคน ประเทศไทยเสียชีวิต ๑๐๐ กว่าคน ก็ยังมีคนค่อนแคะนะครับว่า ทำอย่างไรให้คนตาย แต่ก็ยังดีกว่าฆ่ากันตายครับ ท่านประธานครับ ธรรมชาติมันมามันไม่บอกครับแต่เราควบคุมมันได้ ปัญหาที่ผมพบ เป็นประจำท่านประธานครับตั้งแต่โตมานี้นะครับ ช่วงนี้จะเจอภัยแล้งแล้ว เดี๋ยวสักพักล่ะครับ เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม ภัยฝนอีกแล้วน้ำท่วมอีกแล้ว เดือนธันวาคม เดือนมกราคม ภัยหนาวอีกแล้วประเทศไทยมันก็วนอยู่อย่างนี้ชีวิต เดี๋ยวก็มีงานแล้วครับ ไปช่วยน้ำท่วม เดือนธันวาคมไปแจกผ้าห่ม เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม ไปช่วยภัยแล้ง ชีวิตไม่ต้องทำอะไรกันแล้วครับ คนประเทศไทยวัน ๆ วนอยู่กับ ๓ สิ่งนี้ ที่ผมพูดอย่างนี้นะครับท่านประธาน ในปี ๑๙๕๓ ทำไมรัฐสภาของเนเธอร์แลนด์ที่เขามี การประชุม แล้วตัดสินใจเห็นพ้องต้องกันครับว่าออกพระราชกำหนด ออกพระราชบัญญัติ หรือว่าโหวตกันในสภาให้ทำระบบป้องกันน้ำอย่างยั่งยืนครับ จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าทำแล้วประเทศไทยมันไม่ท่วมเลยนี้นะครับ ธนาคารโลกก็บอกแล้วปีที่แล้วสูญเสียไปเท่าไรครับ ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นลงทุน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รายละเอียด ต้องค่อย ๆ ทำเพราะเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดขึ้น แล้วที่สำคัญฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ในการตรวจสอบ สามารถทำได้อยู่แล้ว ผมอยากจะบอกท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในเหตุการณ์ที่น่าสนใจนี้นะครับ มันเป็นการประเมินค่าทางเศรษฐกิจ หามิได้ครับ ท่านอาจจะมองตัวเลขว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในพระราชกำหนดฉบับนี้ดูเหมือนเงินเยอะเหลือเกิน กองในห้องประชุมนี้เต็ม แต่ผลระยะยาวครับ ต่อไปนี้เราไม่ต้องมายุ่งแล้วครับ หน้าแล้งเราก็ผันน้ำให้พี่น้องเกษตรกรได้ใช้งานได้ครับ หน้าฝนเราไม่ต้องกลัวครับ น้ำมันก็ไหลไปสู่ฟลัดเวย์ออกทางอ่าวไทย ถึงเวลาเราสร้างเขื่อนกั้น น้ำทะเลหนุนเราก็สูบน้ำออกไปในงบประมาณที่เราทำ พอหน้าหนาวเอาล่ะเราควบคุมไม่ได้ ท่านประธานครับ หน้าหนาวปิดแอร์ทั้งประเทศไม่ได้ แต่เมื่อเศรษฐกิจประเทศดีประชาชน ไม่ต้องมาตกทุกข์ได้ยากจากอุทุกภัยน้ำท่วม ไม่มีปัญหาเรื่องภัยแล้งมันก็สามารถซื้อผ้าห่มได้ ท่านประธานครับ พี่น้องอยู่ภาคเหนือติดฮีทเตอร์ (Heater) ได้ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น อันนี้ละครับเป็นการสร้างโครงสร้างอย่างเป็นระบบและเป็นระเบียบในอนาคตครับ แน่นอนครับ ผมไม่ย้อนกลับไปในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นะครับว่าท่านกู้เงินอย่างไร แต่ท่านก็มี เหตุผลที่จะอธิบายในสภานี้เช่นเดียวกันครับ เพียงแต่ว่าเหตุผลลักษณะตอนนั้นกับตอนนี้ ต่างกันครับ ที่บอกต่างกันก็เพราะว่าตอนนั้นเอาล่ะท่านบอกว่าความมั่นคงของเศรษฐกิจ อากาศธาตุไหมครับ จับต้องได้ไหมครับ ถ้าถามผมผมก็ต้องบอกว่าจับต้องไม่ได้เหมือนกัน แต่น้ำท่วมที่ผ่านมานี้จับต้องได้เต็ม ๆ ท่านประธานครับ เศรษฐกิจย่ำแย่ อุตสาหกรรมก็ล้มครืน ยอดขายรถยนต์ประมาณการกันไว้น่าจะประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ คันก็ขายกันไม่ถึง อย่างนี้ การลงทุนในประเทศไทยก็เป็นปัญหาเหมือนกันท่านประธานครับ ผมบอกอย่างนี้ ท่านประธานครับ ในเรื่องของพระราชกำหนดฉบับนี้นะครับ อยากจะให้ท่านเร่งทำตั้งแต่ ต้นน้ำเลยครับ ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย แม่สายโน่นเลยนะครับ ไล่ลงมาจนกระทั่งมาถึง กรุงเทพมหานครและอ่าวไทยครับ น้ำมา ๒ ทางครับ ท่านจะทำฟลัดเวย์ ท่านจะทำแก้มลิง หรือท่านจะผันน้ำตามระบบต่าง ๆ เชื่อมปิง วัง ยม น่าน ท่านประธานครับ น้ำมาปิงก็ผันไปวัง วังมาน้อยก็ผันไปยม ยมมาน้อยก็ผันไปน่าน ประสานงานกันเป็นเครือข่ายอย่างนี้กรุณารีบทำ เลยครับไม่ต้องรอน้ำท่วมท่านประธานครับ ฝนบางทีมันไม่ได้ตกทั้งประเทศหรอกครับ ตกภาคเหนือเยอะ ตกภาคกลางมาก ตกภาคอีสานน้อยก็ผันน้ำกันอย่างเป็นระบบครับ ผมให้ ท่านประธานดูภาพนี้ท่านประธานครับ เป็นภาพที่เนเธอร์แลนด์หรือว่าฮอลแลนด์นี้ละครับ ตอนสมัยที่เราหาเสียงกันก่อนเลือกตั้งวันที่ ๓ กรกฎาคมท่านประธานครับ เขื่อนเหล่านี้ที่เรา พูดกันก็คือการถมทะเลแล้วสร้างเขื่อน จะเป็นจะตายกันครับ มนุษย์มันต้องจินตนาการท่านประธาน เป็นภาพเขื่อนนะครับ เจ้าหน้าที่ช่วยขึ้นภาพเขื่อนด้วยนะครับ อันนี้ครับท่านประธานครับ เป็นภาพเขื่อนลักษณะเหมือนกัน ถ้ารัฐบาลชุดนี้ได้กรุณาทำผมเชื่อว่าเสร็จอีกทีหนึ่งก็ ๕ ปี ๖ ปี ๗ ปีข้างหน้าครับ ถึงเวลาน้ำทะเลหนุนท่านประธานครับ กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ไม่มีปัญหาครับ ถึงเวลาน้ำทะเลลดต่ำลงก็เปิดประตูเขื่อนระบายออกไปครับ ที่สำคัญมีการ ถมทะเล เนเธอร์แลนด์ท่านประธานครับ มีพื้นที่เพิ่มขึ้นมาประมาณ ๔,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร เกิดจากอะไรรู้ไหมครับ เกิดจากการสร้างเขื่อนกั้นครับ พอน้ำทะเลไม่เข้ามา พอเขื่อนกั้น เรียบร้อยครับ คนก็เริ่มอพยพเข้าไปอยู่อาศัยสร้างเมืองใหม่ได้กว่า ๕ เมืองท่านประธานครับ มีคนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คนเข้าไปอยู่ เกิดอะไรขึ้นครับ เกิดการจ้างงาน เกิดนิคมอุตสาหกรรม เกิดการทำงาน เกิดการท่องเที่ยวต่าง ๆ เรามองอนาคตเถอะครับ ปีที่ผ่านมาเราก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นแบบนี้ท่านประธานผมก็ไม่อยากครับ เจ็บปวดกับน้ำท่วม มาพอสมควร เพราะฉะนั้นอนาคตเราอยากให้ประเทศมันเดินหน้าไปได้จาก พ.ร.ก. เหล่านี้ครับ ส่วนหน้าที่ในการตรวจสอบพรรคฝ่ายค้านท่านจะตรวจสอบอย่างไร โครงการนั้นจะทำได้ หรือไม่ได้เป็นหน้าที่ของท่านครับ แล้วผมก็เชื่อโดยสุจริตว่ารัฐบาลนั้นก็ต้องมีความตั้งใจครับ เพราะฉะนั้นการสร้างโครงข่ายต่างๆ เราก็ช้ามา ๔๐-๕๐ วันแล้วท่านประธานครับ ถ้าพระราชกำหนดนี้จะช้าอีก โชคดีนะครับที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยไป ๗ ต่อ ๒ ว่าไม่ขัด เราจะได้เดินหน้ากันครับ พรุ่งนี้อภิปรายอีก ๑ วันแล้วลงมติจบ ต่อไปนี้เราไม่ต้อง กังวลแล้วครับ หน้าแล้ง หน้าน้ำท่วม หน้าหนาว สุดท้ายปลายทางท่านประธานครับ ถ้าเรามองประเทศเป็นที่ตั้ง เรามองพี่น้องประชาชนเป็นคนของเราทุกคน ไม่เลือกว่าจะชอบ ฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แล้วเราขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิธีการแบบนี้ครับ ต่อไปนี้ ประเทศไทยจะเจริญครับ จะมีคนแต่ละประเทศต่าง ๆ ที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมเดินทาง มาดูงานในบ้านเราครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านวิฑูรย์ นามบุตร ครับ

นายวิฑูรย์ นามบุตร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิฑูรย์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมกราบเรียน กับท่านประธานและบอกพี่น้องประชาชนครับว่าผมนี่อยู่ฝ่ายตรวจสอบ ผมจะไม่คัดค้าน จะไม่ต่อต้าน ไม่ขัดขวางการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เป็นนโยบายที่แถลง ต่อสภา แต่พวกผมจะทำหน้าที่ทวงถาม ติดตามว่าอะไรที่รัฐบาลหาเสียงไว้ แถลงนโยบายไว้ ท่านทำจริงหรือไม่ ท่านทำบางส่วน ท่านพูดสิบทำหนึ่ง พูดร้อยทำสิบหรือไม่ เราจะทำหน้าที่ ตรวจสอบและทวงถามแทนพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมี ๒ ประเด็น ที่จะตั้งคำถาม และอยากขอคำตอบจากรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ

ประการที่ ๑ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานและยืนยันอีกครั้งว่าผมจะ ไม่คัดค้านการแก้ปัญหาน้ำท่วม ไม่ทัดทานการแก้ปัญหาของประชาชน แต่สิ่งที่ผม นำอภิปรายวันนี้เพราะพวกผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการของรัฐบาล ท่านอ้างศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ศาลท่านดูและพิจารณาเรื่องข้อกฎหมายว่าไม่ขัด แต่ท่านครับ ศาลรัฐธรรมนูญท่านไม่ลงรายละเอียด ไม่ได้มาก้าวก่ายแทรกแซงการบริหารของรัฐบาล นั่นคือท่าทีที่ต้องเข้าใจตรงกัน ทำไมผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการของรัฐบาลครับ มันไม่เหมาะสมครับ ท่านประธาน ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนและตัวแทนของประชาชน การตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกันมันไม่เกิด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตเรียน ท่านประธานครับว่าที่สมาชิกถามคนแล้วคนเล่านี่ ที่บอกว่ามีแผนแล้ว พร้อมแล้ว โครงการ ทุกอย่างพร้อม มันไม่ยากเลยนะครับ ถ้าท่านพร้อมจริง ถ้าท่านมีจริง พูดกันมานี่ ๔-๕ ชั่วโมงเลยครับ ก็ยังไม่มีแผนอะไรให้กับพวกเรา ไม่รู้เลยครับว่าทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าจะมีเอกสารเพิ่มท่านเอามาให้เพิ่มเถอะครับ พวกเราก็จะได้ ไม่ซักไม่ถามท่านมากมาย

ประการต่อมาที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานก็คือว่า ท่านประธานครับ ผมมั่นใจว่า ณ วันนี้รัฐบาลออก พ.ร.ก. ท่านก็ยังไม่รู้ครับ คนทำก็ยังไม่รู้เลยครับว่าฟลัดเวย์ ทำที่ไหนครับ ผันน้ำทำอย่างไรครับ แก้มลิงทำที่ไหนครับ ผมต้องพูดย้ำพูดซ้ำอยู่อย่างนี้ หรือครับ เพราะรัฐบาลไม่ได้ชี้แจงเรื่องนี้ให้กับพวกเราครับ แต่ผมอยากเสนอรัฐบาลอย่างนี้ครับ ท่านครับ งบประมาณที่มีอยู่แล้วนี่ท่านไปเร่งรัดสิครับ งบฟื้นฟู งบน้ำท่วม งบประมาณ ทั้งปกติ ทั้งงบกลาง ท่านเร่งออกมาใช้ครับ ผมดูงบประมาณปี ๒๕๕๔ อยู่ที่ไหนครับ สมมุติเช่นอยู่กระทรวงศึกษาธิการ อยู่ สพฐ. ใช้ยังไม่หมดเลยครับ อยู่กรมอาชีวศึกษา ใช้ยังไม่หมดเลยครับ แล้วมาดูงบปี ๒๕๕๕ ครับ งบปี ๒๕๕๔ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ยังใช้ไม่หมดครับ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย ก็ยังใช้ไม่หมด ท่านประธานครับ มาดูงบ ปี ๒๕๕๕ พวกเราไปเป็นกรรมาธิการงบประมาณ ส.ส. เราอนุมัติ งบประมาณให้ถึงวันนี้ผลเป็นอย่างไรครับ ผมไปตรวจสอบกับกรมบัญชีกลางมาแล้วครับ งบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ผมเอาเฉพาะงบฟื้นฟูน้ำท่วมครับ งบที่ช่วยเหลือเกี่ยวกับน้ำท่วม เท่านั้นครับ อยู่ที่กระทรวงอะไรบ้างครับ อยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตรวจสอบกับกรมชลประทาน ตรวจสอบกับกรมบัญชีกลางครับ ถึงวันนี้ยังไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณแม้แต่บาทเดียว อยู่ที่กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท อยู่ที่กรมเจ้าท่า ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ณ วันนี้ยังไม่เดินหน้า ยังไม่มี การเบิกจ่ายเงินงบประมาณครับ ทั้ง ๆ ที่สภานี่ตราเป็นพระราชบัญญัติพวกเราเห็นชอบ ไปนานแล้วครับ อยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เช่นกันครับท่านประธาน อยู่ที่ไหนอีกครับ อยู่ที่งบกลางที่เราพูดกันตลอด ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ มีการเห็นชอบโครงการบางส่วน แต่เม็ดเงินงบประมาณ ณ วันนี้ ยังไม่มีการเบิกจ่ายเลยครับ เหตุผลอย่างนี้ผมว่าพวกเราน่าจะเป็นเหตุผลที่เพียงพอที่จะ ทักท้วงรัฐบาลว่าไปเร่งรีบดำเนินการโครงการที่มีงบให้เสร็จสิ้นได้ไหม อยู่ที่ไหนอีกครับ งบฟื้นฟูหลังน้ำลด อยู่ที่ท้องถิ่นครับ อยู่ที่ท้องถิ่นจำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ณ วันนี้ งบประมาณผ่านมาหลายเดือนกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ยังไม่แจ้งท้องถิ่นเลยว่าจะให้ อบต. เทศบาล อบจ. ที่มีงบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทฟื้นฟูหลังน้ำลด ยังนิ่งเลยครับท่านประธาน รัฐบาลทำอะไรอยู่หรือครับ ถ้าบริหารเก่ง บริหารเป็นนี่ท่านต้องใช้ เงินงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สิครับ ผมรวมตัวเลขงบกลาง งบอื่น ๆ ที่ผมพูดมา สักครู่ที่มีเม็ดเงินงบประมาณแล้วประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ณ วันนี้ยังไม่ได้ใช้เลยครับ เหตุผลอย่างนี้ละครับ ผมคิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลที่เพียงพอว่าการที่รัฐบาลแทนที่จะออกเป็น พระราชกำหนดออกเป็นพระราชบัญญัติได้ไหม ถ้าออกเป็นพระราชบัญญัติมีการตั้ง กรรมาธิการขึ้นได้พิจารณาศึกษาผมเชื่อว่า ส.ส. ในสภาแห่งนี้จะได้มีความคิด ความเห็น จะได้วิพากษ์วิจารณ์จะได้ช่วยกลั่นช่วยกรองให้รัฐบาลครับ ถ้าทำอย่างนี้ผมเชื่อว่ากฎหมาย งบประมาณจะโปร่งใสและไม่ได้ทำอะไรให้เกิดความล่าช้ากับรัฐบาลเลยครับ ผมยกตัวอย่าง เช่น งบประมาณ ๒-๓ แผ่นที่ให้มานี่ ท่านครับ แผนฟื้นฟูอนุรักษ์ป่า ปลูกป่า ฝายแม้ว อนุรักษ์ดิน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าทำเฉพาะปิง วัง ยม และพี่น้องลุ่มน้ำสงคราม ลำน้ำก่ำ ที่อีสานนี่ยังทำรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย ตอบคนละเรื่องเลยครับ ผมไม่อยากจะ ถามต่อ แล้วกรุงเทพมหานคร จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานีละ รถไฟ ความเร็วสูงทำไมไม่ทำ ผมก็ไม่อยากจะถามเพราะวันนี้เรากำลังพูดกันเรื่องน้ำท่วมนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานครับ ว่ารัฐบาล อย่าเลือกปฏิบัติครับ ทำให้ครอบคลุมสิครับ สงสารพี่น้องจังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดนครพนม จังหวัดศรีสะเกษ แม่น้ำมูล แม่น้ำชี แม่น้ำตาปี ลำน้ำเซบก ลำน้ำเซบาย แม่น้ำสงคราม แม่น้ำปากพนัง ลำน้ำก่ำ ลำน้ำพอง ของท่านประธาน ทำกันบ้าง

สุดท้ายท่านประธานครับ สิ่งที่อยากจะเรียนถามท่านประธานผ่านไปยัง รัฐบาลก็คือว่า ผมถามความรู้สึก ผมถามความในใจของรัฐบาล ถามจริง ๆ ครับ ก่อนหน้านี้ ก่อนเลือกตั้งครับ ท่านไปหาเสียงทั่วบ้านทั่วเมืองว่าพรรคประชาธิปัตย์นี่ดีแต่กู้ หาเงินไม่เป็น ถึงวันนี้ครับบรรดาพวกที่กล่าวอย่างนั้นรู้สึกอย่างไร ท่านเคยพูดว่ามาเป็นรัฐบาลนี่จะล้างหนี้ ประเทศไทย แต่พอมาถึงวันนี้ท่านล้างหนี้หรือท่านสร้างหนี้ประเทศไทย ระยะเวลาเพียง ๖ เดือน ๖ วัน ที่มาบริหารประเทศ ท่านกู้มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ๒ ปีกว่านะครับ เพราะฉะนั้นช่วยตอบคำถาม แล้วก็เสียงดัง ๆ ฟังชัด ๆ สิครับว่าท่านคิดอย่างไร ถ้าท่านทำอย่างนี้ หลายคนในรัฐบาลบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์อีสานจะสูญพันธุ์ แต่ถ้าท่านทำอย่างนี้ อีสานไม่ได้รับประโยชน์ หรือได้งบประมาณน้อย ผมว่าไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์สูญพันธุ์ครับ พรรคไหนจะสูญพันธุ์ พี่น้องอีสานคงจะให้โอกาสและตัดสินใจอีกครั้งครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านอนุรักษ์ บุญศล

นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพคะ วิกฤติมหันต์มหาอุทกภัยในปี ๒๕๕๔ ปลายปีที่แล้วนั้นต้องบอกว่าสร้างความเสียหาย ให้กับประเทศไทยเป็นมูลค่ากว่า ๑.๔ ล้านล้านบาทเลยทีเดียวค่ะ ท่านประธานคะตัวเลขนี้ มาจากการประมาณการของธนาคารโลก รัฐบาลเร่งเดินหน้าเยียวยาฟื้นฟูประเทศไทย ไม่เฉพาะภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ รวมทั้งภาคอีสานด้วย เพราะอะไรหรือ ข้อมูล จะมีต่อไปนี้ค่ะ ไม่จริงค่ะ ที่บอกว่างบประมาณไม่ลงในภาคอีสานจะทำให้คนอีสานนั้น สร้างความแตกแยก อีสาน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อยู่นี่ ดิฉันคิดว่าดิฉันได้รับนะคะ และพี่น้อง ประชาชนของดิฉันก็ได้รับเช่นเดียวกัน แล้วยังจะเผื่อแผ่ไปทั้งประเทศ แล้วทุกคนที่เป็น คนไทยที่ได้ชื่อว่าคนไทยภายใต้รัฐบาลชุดนี้นั้นก็จะได้รับเช่นเดียวกันค่ะ ๑.๔ ล้านล้านบาท ตามการประมาณของธนาคารโลก รัฐบาลเร่งเดินหน้าเยียวยาฟื้นฟูประเทศไทยในเชิง โครงสร้างบริหารการจัดการมีการตั้งคณะกรรมการหลักอยู่ ๒ ชุดใหญ่ ๆ ก็คือคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคต (กยอ.) ค่ะท่านประธาน และคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและการวางระบบบริหารจัดการน้ำ หรือ กยน. ยังไม่พอค่ะ ท่านประธาน อันนี้ตั้งมาตั้งนานแล้วยังไม่พอค่ะ แค่นั้นยังไม่พอ การออก พ.ร.ก. กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท เพื่อการวางบริหารจัดการน้ำเพื่อสร้างความเชื่อมั่น คำว่า ความเชื่อมั่น วลีเล็ก ๆ นี้แต่สามารถทำให้ประเทศไทยหมุนเงินได้ครบวงจร เห็นไหมคะ หลายคนออกมาปรามาส บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะไปโรด โชว์ไปเพราะอะไร เพราะการสร้างความเชื่อมั่น เป็นการตัดสินใจ ที่ยิ่งใหญ่ของนักลงทุนเลยค่ะ นี่ล่ะค่ะ วลีเล็ก ๆ ความเชื่อมั่น แต่สามารถทำให้ประเทศชาติ หมุนเงินได้ครบวงจรดังนี้

ข้อ ๑ การดูแลปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำ รวมทั้งแม่น้ำสงครามของดิฉันที่จังหวัดสกลนคร ด้วยนะคะ นั่นคืออีสานของแท้เลยค่ะ

ข้อ ๒ ค่ะ ไม่ให้โรงงานที่โดนผลกระทบจากน้ำท่วมหวั่นไหว คนที่มาลงทุน จากประเทศญี่ปุ่นหรือจากประเทศอื่น ๆ นี่ละคะ เพราะว่ามี กยอ. กยน. และ ๓.๕ แสนล้านบาท สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ประเทศญี่ปุ่นทั้งเจโทร (JETRO) และไจก้า (JICA) เห็นไหมคะ เขาเชื่อมั่น เริ่มเชื่อมั่นมาตั้งแต่นายกรัฐมนตรีลงไปดูต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ทำไมต้องอย่างนั้น มีติดตามตอนต่อไปค่ะ ท่านประธานคะ ถ้าหากว่า ๓,๐๐๐ กว่าโรงงาน ดิฉันคิดคร่าว ๆ ตามภาษาครูบ้านนอก ๓,๐๐๐ โรงงานนี่นะคะ ถ้าเขาย้ายฐานการผลิตไป ๓,๐๐๐ โรงงาน เป็นตัวเลขกลม ๆ นี่ค่ะ ถ้าไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลไม่สามารถที่จะจัดการ การบริหารน้ำได้ เขาย้ายฐานการผลิตออกไป ๓,๐๐๐ โรงงาน คิดตัวเลขง่าย ๆ ถ้ามีคน ในโรงงานนั้น ๓,๐๐๐ คน โรงงานนั้นส่วนมากมาจากคนอีสานกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์เลย เพราะว่ามีข้อมูลมาว่าทั้งประเทศทุกภาคเดินมา ๕ คน จะมีคนอีสาน ๓ คนเสมอ ดังนั้น ในโรงงานจะมีประมาณ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เห็นไหมคะ ๓,๐๐๐ คนในโรงงานแต่ละ โรงงาน บางโรงงานมีเยอะกว่านั้นอีกค่ะ เอา ๓,๐๐๐ คน คูณ ๓,๐๐๐ โรงงาน ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วค่ะ ถ้าเขาไม่มีความเชื่อมั่น ย้ายฐานการผลิตออกไปทั้งหมดทั้งมวล ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน ตกงานทันที ไม่ต้องบอกว่าเด็ดดอกหญ้าสะเทือนถึงดวงดาว กว่านั้นอีกค่ะ มันอาจจะ สะเทือนถึงดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงจ้า อาจจะมืดมิดก็ได้ นี่คือวิธีการคิดง่าย ๆ ในการย้าย ฐานการผลิต เห็นไหมคะ แล้วทีนี้นั้นเงินเดือนละคะ เงินเดือนแต่ละเดือน ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน แรงงาน ๓,๐๐๐ โรงงานที่ถูกน้ำท่วม ๙,๐๐๐,๐๐๐ คนนี่ค่ะ ดิฉันคิดง่าย ๆ อีกตามประสา ครูบ้านนอกของดิฉัน ถ้าเขาได้เงินเดือนคนละ ๒๐,๐๐๐ บาทนะคะ ท่านประธานคะ จะเป็น ๑๘,๐๐๐ ล้านบาทต่อเดือน เห็นไหมคะ ๒๐,๐๐๐ บาทสำหรับคนอีสานแล้ว การอดออม การประหยัด สามารถที่จะส่งกลับบ้าน ใช้ ๑๐,๐๐๐ บาท ส่งกลับบ้าน ๑๐,๐๐๐ บาท มันครบวงจรขนาดไหน ซื้อปุ๋ยใส่นาข้าวได้ จ้างรถไถนาได้ ค่าลูกเรียนที่ต่างจังหวัดได้ เห็นไหมคะ ท่านประธานคะ นี่คือในเรื่องของโรงงานนะคะ ดิฉันคิดดูว่าเป็นรายเดือนแล้ว ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ปีละเท่าไร เอา ๑๘,๐๐๐ ล้านบาทตั้งคูณด้วย ๑๒ ได้ปีละ ๒,๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ขนาดนั้นเลยทีเดียว แล้วทีนี้นั้นเงินเดือนละประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท รวมโอที (OT) นี้ ดิฉันหวง หวงไว้ให้คนที่ทำงานโรงงานที่เขาไม่มีโอกาสที่จะเรียนหนังสือสูง ๆ จากฐานะ ทางครอบครัวไว้ให้ไม่ใช่น้อย ๆ นะคะ ต่อปี ดีกว่าไปทำงานต่างประเทศ พูดภาษาเขาก็ไม่ได้ ข้อมูลที่ไปทำงานต่างประเทศ เรียนให้ท่านประธานทราบข้อมูลเบื้องต้นว่าเดี๋ยวนี้นั้น ที่ประเทศมาเลเซียนี่ละคะ ใกล้ ๆ ค่ะ ท่านประธานคะ คนที่ถูกจองจำอยู่ในคุกเป็นพันคน เลยทีเดียว เพราะว่ากฎหมายมันไม่เหมือนกัน ความคุ้นชินไม่เหมือนกัน อันนี้ดิฉันพูดถึงเรื่อง ของโรงงานนะคะ ในการจัดการบริหารน้ำยังไม่พอค่ะ ท่านประธานคะ ขออีกนิดหนึ่งค่ะ ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลย พ.ร.ก. เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ ๓.๕ แสนล้านบาท ตอกย้ำความเชื่อถือ ความเชื่อมั่น การบริหารประสานชื่อระบือ นั่นก็คือต่างชาติมาลงทุน หมุนเวียนไทย หรือจะปล่อยให้โรงงานย้ายฐานการผลิต หรือจะปล่อย ๙,๐๐๐,๐๐๐ ชีวิต มีสิทธิแค่เลือนหาย รัฐบาลดูแลแผ่เผื่อ เกื้อกูลไทย จึงสร้างความเชื่อมั่น ที่ยิ่งใหญ่ เพื่อไทยทุกคน ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ลพบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานคะ วันนี้สภาเราก็ได้มีโอกาสที่จะร่วมกันพิจารณา พ.ร.ก. ๒ ฉบับจาก ๔ ฉบับ ดิฉันเองโดยส่วนตัวก็หวังเป็นอย่างยิ่งนะคะว่าการประชุมครั้งนี้คงไม่มีสมาชิกท่านผู้มีเกียรติ ท่านใดเสนอการปิดอภิปรายแบบคราวที่แล้วนะคะ เพราะว่าคราวที่แล้วนั้นดิฉันเองนั้น เสียโอกาสในการที่จะอภิปรายถึง ๒ พ.ร.ก. ที่ผ่านไป เพราะว่าจริง ๆ เลยก็ยังติดใจอยู่นะคะ เรื่อง พ.ร.ก. ที่กองทุนส่งเสริมภัยพิบัติที่ทางรัฐบาลนั้นขอกู้ไว้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมองกัน ง่าย ๆ ว่าภาระที่จะต้องชดเชยเกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติน้ำท่วมของพวกเรานี้นะคะ ที่จะต้อง เกิดขึ้น รัฐบาลนั้นจะต้องรับผิดชอบแบบเต็ม ๆ ซึ่งจริง ๆ พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็ผ่านไปแล้วนะคะ ดิฉันเองก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลนั้นจะมีวิธีการที่จะกระจายความเสี่ยงของภัยพิบัติทั้งมวลที่จะ เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ทีนี้ในวันนี้เราร่วมกันพิจารณาที่เกี่ยวกับการวางระบบบริหาร จัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ ชื่อ พ.ร.ก. หวานนะคะ ดิฉันเองอยู่จังหวัดลพบุรี ก็ได้รับการร้องเรียนหรือว่าความคิดเห็นต่าง ๆ นั้นได้มาบอกกับคณะรัฐบาลในวันนี้ด้วย เพราะว่าท่านได้เอ่ยไว้ทั้งหมด ๖ แผน ในการที่จะนำเงินทั้งหมดนั้น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะมาจัดการน้ำแล้วก็วางระบบ อีกทั้งในอนาคตเพื่อที่จะทำอย่างไรไม่ให้น้ำท่วมอีก ทำอย่างไรไม่ให้พี่น้องเรานั้นเดือดร้อน เพราะว่าบอกได้เลยนะคะว่าวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ เป็นวันที่เราทุกท่านทราบนะคะ แต่บางท่านอาจจะลืมไปแล้ว เพราะว่าประตูระบายน้ำ บางโฉมศรีที่จังหวัดสิงห์บุรีนั้นแตก นั่นทำให้จังหวัดลพบุรีพี่น้องประชาชนนั้นเสียชีวิตหลายราย ประสบกับภาวะขาดเงินยากจนมา ณ ถึงขณะเวลานี้ หลาย ๆ ท่านนั้นไม่มีอาชีพแล้วก็ยังไม่รู้ เหมือนกันว่าจะไปทำอะไร วันนี้หวังเป็นอย่างยิ่งนะคะท่านประธาน ฝากท่านประธาน ถึงท่านนายกรัฐมนตรี ทัวร์นกขมิ้นไปที่จังหวัดลพบุรี ไปดูนะคะว่าจะแก้ปัญหาของ จังหวัดลพบุรีได้อย่างไร ดิฉันเองในฐานะที่เป็น ส.ส. ของเขตที่มีการน้ำท่วม ดิฉันก็อยากเห็น เหมือนที่เพื่อน ๆ ส.ส. หลาย ๆ ท่านวันนี้ อยากรู้ว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นทำอะไร เงิน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่บอกว่าจะเอามาช่วยเหลือในพื้นที่รับน้ำนอง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ อยากรู้ว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่มันอยู่ในจังหวัดลพบุรีกี่ไร่ แล้วพี่น้องตำบลไหน หมู่ไหนที่จะต้อง มารับภาระน้ำท่วม แล้วท่วมกี่เดือน บอกว่าท่วม ๓ เดือน ๔ เดือน แล้ว ๓-๔ เดือนนี้ พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดลพบุรีเขาจะทำอะไร ทั้งหมดหลาย ๆ คำถาม ที่หลาย ๆ ท่าน ได้ถามไว้หวังเป็นอย่างยิ่งนะคะว่าพรุ่งนี้ก่อนที่เราจะมีการลงมติ ฝากท่านประธานว่า ฝากท่านรองนายกรัฐมนตรีหรือแม้กระทั่งท่านนายกรัฐมนตรีก็แล้วแต่นะคะ ช่วยจะทำสไลด์ หรือว่าจะทำเป็นเปเปอร์ (Paper) หรือเป็นแผ่นซีดี (CD) อะไรก็ได้ แจกให้กับ ส.ส. ที่อยู่ ในห้องนี้ทั้งหมดเพื่อที่ทุกคนนั้นจะหายกังขา หายสงสัย เราเองนะคะ เราไม่ได้ขัดขวางหรอกค่ะ ที่ว่าจะทำการกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนะคะ ถามว่าดีไหม ดี เพราะว่าจะเป็นการแก้ปัญหา ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่อย่างน้อยประชาชนให้ความไว้วางใจกับ ส.ส. ให้ ส.ส. มาเป็น ตัวแทนในสภา อย่างน้อยท่านต้องมีคำตอบนะคะที่จะลงให้กับชาวบ้าน วันนี้ถึงได้บอกว่าก่อนหน้าที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นจะไปทัวร์นกขมิ้นที่จังหวัดลพบุรี ท้องถิ่น นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมานั่งรวมกันมาคุยกัน บทสรุปของเราชาวจังหวัดลพบุรีก็คือว่า เราไม่ต้องการพื้นที่แก้มลิงเพราะพื้นที่จังหวัดลพบุรีไม่ใช่ที่ที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล จากประสบการณ์ ปี ๒๕๓๘ บางโฉมศรีแตกเราน้ำท่วม ปี ๒๕๕๔ บางโฉมศรีแตกอีก จังหวัดลพบุรีก็น้ำท่วมอีกในฝั่งที่ท่วมเมื่อปีที่แล้ว เราไม่นับทางฝั่งทางทิศตะวันออกของ คลองชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้กรมชลประทานทราบดี ฝั่งหนึ่งมาจากอำเภอโคกสำโรง อำเภอสระโบสถ์ แล้วทำให้อำเภอเมืองบางส่วน แล้วก็อำเภอบ้านหมี่บางส่วนท่วม อันนั้น คือน้ำหลากจากน้ำป่า แต่จากปีที่แล้วที่ทีวีหลาย ๆ ช่องได้ออกให้เห็น ขึ้นเฮลิคอปเตอร์มองลงไป น้ำท่วมเวิ้งว้างมากมาย พื้นที่บางที่สูงถึงขนาด ๔ เมตร ๗ เมตรก็มี ฝากท่านประธานนิดหนึ่ง เรายืนยันเพราะว่าเราบอกว่าวันนี้เราไม่ได้ต้องการ จังหวัดลพบุรีไม่ได้ต้องการพื้นที่แก้มลิง แต่ถ้าหากว่าจะต้องใช้พื้นที่ของจังหวัดลพบุรีเพื่อประโยชน์ของพี่น้องของชาวไทยทั้งประเทศ หรือว่าใครที่จะได้รับผลกระทบ แม้กระทั่งพี่น้องชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ต้องรับน้ำ จากเรา จังหวัดสระบุรี อำเภอหนองโดน หรือพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครก็แล้วแต่ ทั้งจังหวัด ปทุมธานีถามว่าเรายินดีช่วยไหม เรายินดีที่จะช่วย แต่ท่านต้องให้ความกระจ่างกับเราว่า ท่านจะใช้พื้นที่เราหมู่ไหน ตำบลไหน และพื้นที่เท่าไร พื้นที่ตรงนั้นท่านจะใช้ของ กรมธนารักษ์ หรือท่านจะใช้ที่เป็นของชาวบ้านของเอกชน อันนี้ก็ฝากไว้หวังว่าพรุ่งนี้คงจะ ได้รับความกระจ่าง เพื่อที่พี่น้องชาวจังหวัดลพบุรีและพี่น้องที่ถูกภัยน้ำท่วมที่ดูรายการ ถ่ายทอดเขาจะได้ทราบ และเขาก็จะได้สบายใจ ท่านจะใช้พื้นที่เขา ท่านชดเชยเขาอย่างไร ท่านจะช่วยเขาไร่ละเท่าไร ก็ฝากตรงนี้เลยว่าหลาย ๆ เกษตรกรที่ฝากมาบอกว่าขอให้เป็น ตัวเลขที่ชัดเจนด้วย ท่านจะมาบอกรวม ๆ ว่าเดี๋ยวค่อยว่ากัน หรือว่ารวม ๆ ทั้งหมดแบบอันนี้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มาแยกเป็น ๖ แผนแบบนี้ ซึ่งเราไม่เข้าใจ ก็ฝากท่านไว้สำหรับ พ.ร.ก. ฉบับนี้

ส่วนอีก ๑ ฉบับ เกี่ยวกับกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินนั้น ดิฉันเองติดใจอยู่นิดเดียวนึกว่าการโอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท มันเป็นการผลักภาระ ซึ่งถ้ามองกัน จริง ๆ แล้วมันไม่แฟร์ (Fair) แล้วก็มันต้องบอกว่ามันเป็นการเสียเปรียบของธนาคารของรัฐ จริง ๆ ที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสินแล้วก็ ธ.ก.ส. ซึ่งท่านบอกว่าท่านจะต้องไปเก็บ ค่าธรรมเนียมเหมือนกับธนาคารพาณิชย์ อย่างเช่น ธนาคารไทยพาณิชย์หรือธนาคารกรุงเทพ ถามว่าที่ผ่านมาเวลาท่านบอกว่าให้ธนาคารจ่ายเงินชดเชย จ่ายเงินเยียวยา ออมสินไปตั้งโต๊ะ จ่ายให้พี่น้องที่น้ำท่วมครอบครัวละ ๕,๐๐๐ บาท ทำไมท่านไม่ใช้ธนาคารไทยพาณิชย์ ทำไม ท่านไม่ใช้ธนาคารกรุงเทพไป ทำไมท่านต้องใช้แต่ธนาคารออมสิน แล้วก็บอกว่าเวลาจะ จ่ายเงินชดเชยน้ำท่วมท่านก็ให้ ธ.ก.ส. ท่านบอกพักหนี้ท่านก็บอกให้ใช้ ธ.ก.ส. ลดหนี้ ลดดอกเบี้ยต่าง ๆ เหล่านี้ อยากจะบอกว่าถ้าหากใช้กลไกเดียวกันธนาคารของรัฐจะต้อง อ่อนแอ แล้วต่อไปใครจะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือช่วยท่าน ธนาคาร ธ.ก.ส. เองเขาก็มีต้นทุน ที่เขาเอาเงินเหล่านี้มาจ่ายแทนรัฐบาลก่อนที่รัฐบาลจะเอาไปใช้หนี้เขา เพราะอย่างไร ก็แล้วแต่เขาต้องทำตามมติ ครม. อยู่แล้ว ซึ่งเงินตรงนี้ที่จ่ายออกไปมันเป็นเงินที่ไม่ใช่เงินมาจากเงิน ได้เปล่า มันเป็นเงินที่มาจากเงินฝาก ซึ่งเขาก็ต้องไปจ่ายดอกเบี้ยให้กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นฝากท่านประธานนิดเดียวตรงนี้ ทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ดิฉันเองไม่ได้มีความเห็น ขัดแย้งกับทางรัฐบาลหรือจะเห็นด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นพรุ่งนี้ถ้าจะต้องมีการลงมติอยากจะฟังว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีมาอธิบายสิ่งต่าง ๆ แผนงานต่าง ๆ ว่าท่านจะ ทำอะไรกับพี่น้องคนไทย ท่านจะทำอะไรกับประเทศไทยในเมื่อวันนี้ท่านเป็นผู้มีหน้าที่ ที่จะต้องดูแลประชาชนทั้ง ๖๐ กว่าล้านคน ท่านต้องให้ความเชื่อมั่นแล้วก็ความศรัทธาที่จะ ทำให้คนไทยนั้นมีขึ้นต่อคณะของท่าน ยังไม่ต้องต่างประเทศค่ะ วันนี้คนไทยกันเอง ต้องเชื่อมั่นแล้วก็เชื่อใจกันก่อน ก็คงฝากท่านประธาน ฝากไว้ถึงคณะรัฐบาลด้วยความที่ว่าเป็นห่วง แล้วก็พรุ่งนี้อย่างไร ก็แล้วแต่ขอฟังเหตุผลที่มีเหตุผลฟังแล้วมีประโยชน์กับพี่น้องประชาชนของคนไทยทุก ๆ คน ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านพงศ์พันธ์ สุนทรชัย

ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย หนองคาย 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลายชั่วโมง ทางฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านก็ได้อภิปรายเกี่ยวกับ พ.ร.ก. อีก ๒ ฉบับที่ผ่านการพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นความโชคดีของพี่น้องชาวไทยที่รัฐบาลชุดนี้ ให้ความสำคัญในการจัดการดูแลในเรื่องของความเดือดร้อนเร่งด่วน พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับ ที่นำเสนอเข้ามาเมื่อช่วงต้นเดือนผ่านไปแล้ว ๒ ฉบับ อีก ๒ ฉบับ ได้เข้ามาพิจารณาในวันนี้นั้น ผมถือว่ามุมมองของทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างมีมุมมองเป็นของ ตนเอง รัฐบาลบอกว่าเร่งด่วน จำเป็น มีความเร่งด่วนที่จะแก้ปัญหา แต่ฝ่ายค้านบอกว่า ไม่เร่งด่วน ไม่จำเป็น เป็นเรื่องธรรมดาครับท่านประธานครับ มันเป็นเรื่องธรรมดา ที่ฝ่ายรัฐบาลเวลาต้องการที่จะใช้งบประมาณในการบริหารฝ่ายค้านมักจะมองว่าสิ่งเหล่านั้น ไม่มีความจำเป็น ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องของ พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับ โดยเฉพาะฉบับแรก เป็นการแก้ปัญหาเรื่องน้ำที่รัฐบาลได้ขออำนาจให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบ บริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ วงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อสักครู่ เพื่อนสมาชิกซีกฝ่ายค้านบอกว่าพี่น้องชาวอีสานไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร แต่ประโยชน์ส่วนใหญ่ ไปตกอยู่ที่พี่น้องภาคกลาง ภาคเหนือ ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาช่วงวิกฤติน้ำปรากฏเห็นเด่นชัดว่าในภาคกลาง ภาคเหนือพี่น้องประชาชน ได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส ภาคอีสานก็ได้รับความเดือดร้อน เพราะฉะนั้นรัฐบาลได้ตั้งกรอบ ในการแก้ปัญหาทั้ง ๒ ส่วน ถ้าเพื่อนสมาชิกได้พิจารณาดูดี ๆ ในกรอบการใช้เงินของรัฐบาล จะเห็นว่าวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้จัดไปลงในภาคอีสานไม่น้อย โดยเฉพาะกรอบการใช้เงิน เกี่ยวกับเรื่องของลุ่มน้ำทั้ง ๑๗ ลุ่มน้ำในภาคอีสานมีงบประมาณถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท และยังมี งบอุทกภัยท้องถิ่นอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ทุ่มลงไปในภาคอีสาน เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญ อยู่ที่ว่าการจัดการ การใช้งบประมาณของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาเร่งด่วน เฉพาะหน้านั่นคือภาคกลางและภาคเหนือ และภาคอีสานก็มีความจำเป็นเช่นกัน การผันน้ำ จากลุ่มน้ำโขงเข้ามาใช้ในโครงการโขง-ชี-มูล และลุ่มน้ำอื่น ๆ ก็มีความจำเป็น เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าแผนการใช้งบประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กระจายลงไปในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น ทุก ๆ ภาค ทุกภาคส่วนของประเทศไทย

อีกส่วนหนึ่งท่านประธานที่เคารพครับ ใน พ.ร.ก. ฉบับที่ ๔ หรือฉบับที่ ๒ ที่พิจารณาในวันนี้ เป็น พ.ร.ก. ที่ปรับปรุงบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังเพื่อช่วยเหลือ กองทุนเพื่อการเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นการโอนหนี้ จากกระทรวงการคลังไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยในวงเงิน ๑.๔ ล้านล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลต้องจัดงบประมาณ ตั้งงบประมาณไปถึงปีละ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ท่านประธานลองคิดดูสิว่างบประมาณส่วนนั้น ถ้าเรานำมาพัฒนา ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนน เรื่องแหล่งน้ำ งบประมาณเกือบ ๑ ล้านล้านบาท ที่รัฐบาล ต้องสูญเสียไปกับการตัดจ่ายเป็นดอกเบี้ยแทนกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบัน การเงิน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นการสูญเสียโอกาสของพี่น้องประชาชน ผมถือว่า เป็นโครงการเร่งด่วนที่รัฐบาลได้ตัดสินใจอย่างรอบคอบว่าในการที่จะผลักภาระให้ไปเป็นของ ธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะต้องรับผิดชอบช่วยกันนั้นเป็นเรื่องที่ดี เห็นด้วยในการที่จะ นำเงินเหล่านั้นมาปรับปรุงโครงข่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนนหนทาง เรื่องแหล่งน้ำในการพัฒนา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมองว่าในการแก้ปัญหาของรัฐบาล พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับนี้ เป็นความจำเป็นที่มีความสำคัญเร่งด่วน ควรที่จะให้การสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง คนไทย คาดหวังครับท่าน พี่น้องประชาชนคาดหวังกับการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง ราคาผลผลิตทางการเกษตรก็ดี ปัญหาความยากจนต่าง ๆ ประชาชนรอความหวัง จากรัฐบาล ท่านประธานครับ ผมในฐานะที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดหนองคาย ให้กำลังใจ ให้กำลังใจรัฐบาลในการที่จะขับเคลื่อนนำงบประมาณที่ได้ขออนุมัติจากสภา ในวันนี้ไปใช้จ่าย แล้วก็ขอให้กำลังใจกับคณะรัฐมนตรีทุก ๆ ท่าน เพื่อที่จะได้ขับเคลื่อน ในการใช้งบประมาณลงไปให้กับพี่น้องประชาชนอย่างคุ้มค่า ขอสนับสนุน พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสรรเสริญ สมะลาภา

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ร่าง พ.ร.ก. ๒ ฉบับนี้ ณ เวลานี้ก็ผ่านความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ขั้นตอนตอนนี้ก็คือ ในการให้สภา พิจารณาอนุมัติ ซึ่งผมคิดว่าพวกเราก็ต้องพิจารณาในรายละเอียด รวมถึงผลพวงที่จะเกิดขึ้น จากการออก พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับนี้ แต่ก่อนที่ผมจะไปถึงตรงนั้นนะครับ ผมก็ต้องถือโอกาสนี้ เรียนกับพี่น้องประชาชนให้ทราบถึงความจำเป็นในการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน ที่ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ก็เพราะว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาครับ มีการสร้างกระแส ต่าง ๆ ว่าถ้า พ.ร.ก. นี้ถูกศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาหรือฝ่ายค้านยื่นให้พิจารณา ฝ่ายค้านต้อง รับผิดชอบ เพราะว่าเป็นการคัดค้านแผนการป้องกันน้ำท่วม ยังมีการสร้างกระแสอีกครับ บอกว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้ตกไป ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ต้องรับผิดชอบ เพราะว่า ได้ทำการขัดขวางแผนป้องกันน้ำท่วม แม้กระทั่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้ว แล้วก็บอกว่า พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับนี้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญให้ผ่านไป ก็ยังมีการแถลงครับ ยังมีการแถลงบอกว่าฝ่ายค้านจะต้องรับผิดชอบออกมาขอโทษพี่น้องประชาชน ผมคิดว่า ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว โลกของเรามันคงจะกลับกันหรืออย่างไรไม่ทราบ ถ้าท่านประธานจำได้นะครับ สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เราเป็นรัฐบาล เราก็เคยออก พ.ร.ก. ในลักษณะนี้ แล้วก็สมัยนั้น เป็นเรื่องที่เศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำก็จำเป็นที่จะต้องออก พ.ร.ก. มา แล้วฝ่ายค้านซึ่งเป็น ฝ่ายค้านสมัยนั้นแล้วกลับมาเป็นรัฐบาลในตอนนี้ก็ได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เช่นเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญก็ตีความออกมาว่าไม่ขัดด้วยมติเอกฉันท์ครับ แต่เราไม่เคย พูดอะไรเลย ในทางกลับกันครับ เรายังบอกว่าเป็นสิทธิที่ฝ่ายค้านในสมัยนั้นสามารถทำได้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าเราเคารพในการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้านในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นถ้าจะให้รัฐบาลในสมัยนี้บอกว่าให้ฝ่ายค้านรับผิดชอบนะครับ ผมก็คิดว่า การรับผิดชอบนั้นรัฐบาลต้องกลับไปมองดูตัวเองเสียก่อนเมื่อสมัยที่ตัวเองเป็นฝ่ายค้าน เพราะตอนนั้นที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งผ่าน เขารับผิดชอบอย่างไร หรือไม่ ก่อนที่จะมาให้ฝ่ายค้านรับผิดชอบในตอนนี้ ทีนี้ก็มาเข้าเรื่องในเรื่องของ พ.ร.ก. เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ได้ออกมาเพื่อทำแผนป้องกันน้ำท่วม ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ฝ่ายค้าน นึกอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาก็ไปยื่นตีความนะครับ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เรื่องนี้ประวัติยาวไกล แล้วท่านประธานถ้าประธานสังเกตดูนะครับ ก็จะมีความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าในการ สอบถามรายละเอียดในการนำเงินไปใช้ของรัฐบาลนี้ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านได้เคยท้วงไว้ในสภาแห่งนี้ในเรื่องของงบกลาง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่ครับ ว่างบกลางนี้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติ ได้แต่เพียงผู้เดียว ท่านอภิสิทธิ์ได้บอกไว้ว่าขอให้มีรายละเอียดครับ แล้วก็ถ้าไม่รู้จะเอาไปใช้ ทำอะไร ก็เอางบในเรื่องของการป้องกันน้ำท่วมไปใส่ไว้ ติงไว้ตั้งแต่เมื่อไรทราบไหมครับ ตั้งแต่การพิจารณางบประมาณวาระแรก วันที่ ๙ พฤศจิกายน ปีที่แล้วโน่นนะครับ แล้วตอนนั้น ก็ยังมีข่าวอีกครับว่าจะมีการใช้เงินทำแผนป้องกันน้ำท่วมถึง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ติงไว้ เช่นเดียวกันครับ ติงไว้ว่าขอให้เอารายละเอียดมาดู เพื่อความโปร่งใส เพื่อที่พวกเราทุกคน จะได้มีความสบายใจในการอนุมัติงบประมาณ นั่นเรื่องตั้งแต่ปีที่แล้วครับ แล้วรัฐบาล ทำอะไรหรือเปล่าครับ รัฐบาลก็ไม่สนองตอบ พอมาถึงในชั้นกรรมาธิการครับ ก็เสนออีกครับว่า ในเรื่องของงบป้องกันน้ำท่วมนี่ให้รัฐบาลแปรกลับเข้ามา โดยเฉพาะงบในเรื่องของการป้องกัน ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อที่ ส.ส. จะได้ช่วยกันพิจารณาได้ แล้วก็พิจารณากันในรายละเอียดให้เกิด ความรอบคอบ แต่รัฐบาลก็ไม่ตอบสนองอีกเช่นเดียวกัน เรื่องก็มาถึงตอนตรา พ.ร.ก. เมื่อสักเดือนเศษกว่าเราก็มีความพยายามอีกครั้งหนึ่งที่จะขอดูในรายละเอียดว่าเงินนั้น เอาไปใช้ทำอะไร พร้อมให้ความร่วมมือนะครับ พูดไว้อย่างชัดเจนบอกว่าถ้าให้นำ รายละเอียดมาให้พวกเราดู เราก็พร้อมจะให้ความร่วมมือที่จะถอนออกจากการพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็ไม่ตอบสนองอีก ผมคิดว่าท่านประธาน แล้วก็พี่น้องประชาชน ต้องเห็นใจพวกเราครับ จะให้อนุมัติงบประมาณโดยไม่บอกว่าเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง พวกเรา ทุกคนในฐานะผู้แทนราษฎรก็ต้องปกป้องผลประโยชน์ภาษีของพี่น้องประชาชน ขอเรียน ตามตรงครับว่าทำใจลำบากที่จะอนุมัติงบประมาณโดยที่ไม่ทราบว่างบประมาณนั้นนำไปใช้ ทำอะไร เมื่อได้พยายามหลายครั้งหลายหนแล้วนะครับ ในที่สุดก็ไม่มีทางเลือก ช่องทางสุดท้าย และจริง ๆ เราก็ไม่อยากทำหรอกครับ ถ้าหากว่ารัฐบาล มีรายละเอียดมาให้พวกเราดู เราก็ต้องเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ จนมาถึงขณะนี้ครับ หลังจากการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วผ่านไปเกือบเดือนศาลตีความออกมาแล้วว่าไม่ขัด จนมาถึง ณ วันนี้ ท่านประธานทราบไหมครับว่าแผนการใช้เงินก็ยังไม่ออกมา ผมเพิ่งได้รับ เมื่อสักครู่นี้อย่างที่ท่านประธานแจ้งบอกว่าจะมีกรอบการใช้เงินต่าง ๆ เป็นเอกสารของรัฐบาล ทั้งหมด ๔ หน้าด้วยกัน ๒ หน้าเป็นใบปะหน้า โครงการจริง ๆ มีแค่ ๒ หน้าหลังเท่านั้น พูดถึง แผนการแบบคร่าว ๆ เท่านั้นครับ อย่างเช่นว่าจัดทำทางน้ำหลาก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือว่า จัดทำแก้มลิง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เหมือนกับเอกสารงบประมาณในการพิจารณา งบประมาณ ซึ่งเป็นเอกสารงบประมาณโดยสังเขปเท่านั้น ผมต้องขอเรียนครับว่าย้ำว่า โดยสังเขป เพราะว่าการพิจารณางบประมาณจริง ๆ พวกเราทุกคนก็ทราบอยู่ จะมีเล่มเล็ก ซึ่งเป็นเล่มโดยสังเขป เป็นแผนงานต่าง ๆ แต่จากนั้นก็จะตามมาด้วยกล่องใหญ่ ๑ กล่อง แล้วเขาจะบอกว่าในแผนงานนั้นเอาไปทำอะไรบ้าง ที่ไหน และจำนวนเงินเท่าไร ก็ไม่ละ ความพยายามครับ พยายามติดตามใช้ความขยันดูในหน้าสื่อหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ดูในสื่อออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ ก็พบว่ามีรายละเอียดอยู่บ้าง แล้วก็หลงดีใจไประยะหนึ่ง มีรายละเอียดครับ มีตัวเลขบอกว่าที่นั่น ๑,๕๐๐ ล้านบ้าง ๒,๐๐๐ ล้านบ้าง ๖,๐๐๐ ล้านบ้าง ก็หลงดีใจครับ แต่ปรากฏว่าพอไปดูหน่วยของตัวเลขนั้นปรากฏว่าไม่ใช่ล้านบาท แต่ถ้าไปดูกันจริง ๆ ในตัวเลข ที่เสนอออกมาในแผนต่าง ๆ ๑,๕๐๐ ล้านนั้น ๖,๐๐๐ ล้านนั้น มันเป็นล้านลูกบาศก์เมตรครับ เป็นหน่วยการวัดน้ำ ความดีใจนั้นหมดลงเลยทันที สรุปแล้วก็คือว่า ณ ปัจจุบันนี้ยังไม่มีแผนที่ จะนำไปใช้อะไรเลย รัฐบาลควรจะบอกครับ ทำทางน้ำหลาก ทำแก้มลิงที่ไหน ใช้พื้นที่เท่าไร แต่ละที่ใช้เงินจำนวนเท่าไร ก็ควรจะบอกพวกเรามาเพื่อความโปร่งใส แต่นี่ไม่บอกเลยครับ ผมคิดว่าก็ควรจะเห็นใจในการทำงานของฝ่ายค้านที่จะให้เราอนุมัติเงินภาษีทั้ง ๆ ที่เราไม่เห็น เลยว่าเงินภาษีของพี่น้องประชาชนนั้นจะเอาไปใช้ทำอะไรนะครับ ขอเรียนว่าทำใจลำบากจริง ๆ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ครับ ท่านได้ตอบในคำชี้แจงในศาลรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่า ที่ท่านออกเป็น พ.ร.ก. นี้ เพราะว่าท่านต้องประกาศความจำเป็นเร่งด่วนให้กับต่างชาติ ให้มีความเชื่อมั่น แน่นอนที่สุดครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ผมขอเรียนว่าความจำเป็น เร่งด่วนนั้นไม่ได้มีเฉพาะว่าเรามีเงินเท่านั้น แต่ทุกวันนี้สิ่งที่ทุกคนเฝ้าจับตามองอยู่ รวมทั้ง นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศและพี่น้องประชาชนก็คือแผนการปฏิบัติ ซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีเลยครับ แล้วก็ยังมีอีกหลายทางเลือกนะครับ ในการตรา พ.ร.ก. แทนที่จะเป็น พ.ร.บ. ในลักษณะพิจารณา ๓ วาระรวดก็ทำได้ครับ หรือว่าจะเป็นแยกเรื่องเร่งด่วนเป็น พ.ร.ก. เรื่องระยะยาวไม่เร่งด่วนเป็น พ.ร.บ. ก็ทำได้ อันนี้ก็เหมือนในลักษณะของที่พรรคประชาธิปัตย์ เคยทำตอนตรากฎหมายของกองทุนไทยเข้มแข็ง ทำไมไม่ทำครับ รัฐบาลเลือกที่จะมัดรวมกัน เรื่องเร่งด่วน ไม่เร่งด่วนเข้าด้วยกัน แล้วก็มามัดมือพวกเราครับ แล้วก็บอกว่าถ้าไม่พิจารณาให้เรื่องไม่เร่งด่วนผ่าน เรื่องเร่งด่วน ก็จะไม่ผ่านไปด้วย อันนี้ผมถือว่าเป็นการมัดมือพวกเราในการพิจารณา ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ ไม่สมควร ก็อย่างที่เรียนให้ทราบครับ ทำทุกวิถีทางแล้วก็ไม่มีทางเลือกก็จะต้องยื่นให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ อันนั้นก็เป็นเรื่องของ พ.ร.ก. กู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ได้ส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แล้วก็อยู่ในการพิจารณาของพวกเราในขณะนี้

อีกเรื่องหนึ่งครับ เป็นเรื่องของ พ.ร.ก. โอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงิน ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตีความว่าไม่ขัดแล้วมาถึงในมือพวกเรา แล้วอยากให้ท่านประธานดูในรายละเอียดให้ดี แล้วก็ในขั้นตอนการปฏิบัติให้ดีครับ เพราะว่า ดูให้ดีจริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับ ทำไปทำมากลับเป็นว่ากลับมาอยู่ที่เก่า ที่ผมเรียน อย่างนี้ก็เพราะว่าการพิจารณาในเรื่องของการรับภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงิน จะคิดแค่การเก็บเงินแบงก์แล้วไปใช้หนี้อันนั้นไม่ใช่ครับ เรื่องราว ทั้งหมดไม่ได้อยู่แค่นั้น มันต้องเริ่มตั้งแต่การลดภาษีของรัฐบาล รัฐบาลก็ออกเป็นนโยบายครับ ลดภาษีนิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ มาเป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ก็คือลด ๗ เปอร์เซ็นต์ ที่จริง เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยเห็นด้วยเลยครับ เพราะว่าเหตุผลในการลดของรัฐบาลก็คือ บอกว่านำไปชดเชยค่าแรง ๓๐๐ บาทที่เพิ่มขึ้นให้กับบริษัท ห้างร้านที่เราไม่เห็นด้วย ก็เพราะว่าเราเห็นว่าการชดเชยนั้นควรทำครับ แต่ไม่ใช่ทำในลักษณะเหวี่ยงแหไปทุกที่ ควรทำเฉพาะบริษัทห้างร้านที่เขามีการจ้างแรงงานขั้นต่ำเท่านั้น แล้วผมพนันได้เลยครับว่า แบงก์ต่าง ๆ ที่รัฐบาลลดภาษีให้มีการจ้างแรงงานขั้นต่ำน้อยมากบางที่อาจจะไม่มีเลย ทีนี้ พอ พ.ร.ก. นี้ออกก็จะมีการเก็บเงินกลับจากแบงก์คิดออกมาเพิ่มขึ้นก็คือ ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์ ของเงินฝาก คิดออกมาก็ยอดเงินเท่ากัน ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์ของเงินฝาก ก็เท่ากับภาษี ๗ เปอร์เซ็นต์ที่รัฐบาลลดให้ หักลบกลบหนี้ออกมาเหมือนเดิมครับ เท่ากัน คำถามก็คือว่า ความเร็วในการชดใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้น มันแตกต่างจากของเดิมตรงไหนครับ ที่เรียนอย่างนี้มันมี ๒ ทางเลือกครับ

ทางเลือกที่ทำกันอยู่ในตอนนี้ ก็คือว่ารัฐบาลลดภาษีเงินได้นิติบุคคล เงินเข้าคลัง ก็น้อยลง ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไปเก็บเงินจากธนาคาร ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์เข้ามาใช้หนี้กองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน อันนั้นเป็นทางเลือกที่กำลังจะทำในตอนนี้

อีกทางเลือกหนึ่งก็เป็นทางเลือกเดิมที่ใช้กันมาก็คือไม่ลดภาษีครับ เงินเข้าคลัง ก็มากขึ้นแล้วก็เอาเงินจำนวนนี้ไปใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ผลออกมาปรากฏว่าเงินทั้ง ๒ ก้อนนี้เท่ากันครับ เท่ากันแล้วรัฐบาลทำไปทำไม ความเร็ว ในการชดใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินก็เท่ากันครับ คำถาม คือว่ารัฐบาลทำไปทำไม ทั้ง ๆ ที่มันเท่ากันหรือว่ามีวาระแอบแฝงอื่น เรื่องวาระแอบแฝงนี้ ผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องชี้แจงครับ แล้วก็มันสร้างความลักลั่นระหว่างแบงก์เอกชนแล้วก็แบงก์รัฐ เพราะว่าพอเก็บแบงก์เอกชนก็ต้องไปเก็บแบงก์รัฐด้วย แต่เงินที่เก็บแบงก์รัฐไม่ได้เอาเข้าคลังครับ เอาไปตั้งกองทุนอีกกองทุนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้เรียกว่ากองทุนพัฒนาประเทศไทย ซึ่งก็เป็นการ สร้างการใช้เงินแบบใหม่ไม่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เป็นการใช้เงินนอกระบบ อีกแบบหนึ่ง ผมก็คิดว่าเรื่องนี้ละครับเป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วก็เป็นวาระซ่อนเร้นที่รัฐบาล จะต้องพิจารณา แล้วก็ตอบคำถามให้กับพี่น้องประชาชนให้เข้าใจ และผมคิดว่าถ้ารัฐบาลตั้งใจที่จะแก้ไข ปัญหาหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจริง ผมก็แนะนำให้นำเงิน ที่เก็บจากแบงก์รัฐไปสมทบในการใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน อีกก้อนหนึ่งก็จะทำให้ชดใช้หนี้ได้เร็วขึ้นดังเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ ก็เรียนท่านประธานนะครับ การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญก็เสร็จสิ้นไปแล้วตอนนี้เป็นการพิจารณาของสภาเรา แล้วผมคิดว่าผมให้ ๒ พ.ร.ก. นี้ผ่านไม่ได้ แต่อย่างไรก็เชื่อครับว่า ๒ พ.ร.ก. นี้ด้วยเสียงข้างมาก ของรัฐบาลก็ต้องผ่าน แต่ผมก็ขอเรียกร้องถึงจะผ่านท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านก็ควรที่จะต้องชี้แจงให้กับประชาชนเข้าใจ ในคำถามทั้งหมดที่ผมได้ถามมา ทั้งในเรื่องของรายละเอียดในการใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และในเรื่องของวาระซ่อนเร้นที่จะเอาเงินจากแบงก์รัฐไปจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อการใช้เงิน อย่างนอกระบบ ก็ต้องขอฝากไว้ครับ แล้วก็ขอเรียนให้ท่านชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจด้วย มิฉะนั้นก็จะมีข้อกล่าวหาว่ามีวาระซ่อนเร้นครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข

นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข เลย 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ ซึ่งดิฉันได้ศึกษาหลักการ และเหตุผลที่ทางรัฐบาลต้องออกพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับว่า มีเรื่องสืบเนื่องจาก วิกฤตการณ์จากอุทกภัยอย่างร้ายแรงในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องบูรณะ และฟื้นฟูประเทศ เยียวยาความเสียหายให้แก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัย รวมทั้งดำเนินการ วางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ โดยจัดให้มีการลงทุนในโครงสร้าง สาธารณูปโภค พื้นฐานที่จำเป็น ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าวเป็นเรื่องที่ชอบด้วย ประการทั้งปวง ที่ดิฉันเห็นทางรัฐบาลได้มีการตัดสินใจออกพระราชกำหนดกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำมาลงทุนระบบบริหารจัดการเพราะเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาล ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมา ทั้งด้านฟื้นฟูภาคธุรกิจที่เสียหายจากน้ำท่วม รวมถึง ป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นในอนาคต ดิฉันขอรื้อฟื้น พี่น้องประชาชนและผู้แทนราษฎร บางท่านอาจจะลืมไปว่าปลายปี ๒๕๕๔ ประเทศไทยเราโดนพายุมรสุมถึง ๕ ลูก ไม่ว่าจะเป็น พายุไหหม่า เนสาต ไหถาง นกเตน และนาลแก ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนสะสมถึง ๑๘,๐๒๒.๔ มิลลิเมตรสูงกว่าค่าปกติเฉลี่ย ๓๐ ปีถึงร้อยละ ๒๘ ปริมาณน้ำฝนดังกล่าวสะสม เป็นมวลน้ำจำนวนมหาศาลไม่สามารถที่จะไหลไปตามลำน้ำตามธรรมชาติได้ก็ไหลเอ่อ มาท่วมบ้านเรือน แล้วก็พื้นที่การเกษตร พื้นที่อุตสาหกรรม และประเทศไทยมีพื้นที่ ไม่ว่าน้ำท่วมที่ผ่านมา ๗๗ จังหวัด มีน้ำท่วมถึง ๖๔ จังหวัด แล้วก็ไม่เคยปรากฏการณ์ว่า มีน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมถึง ๗ แห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดปทุมธานี ได้มีการประเมินความเสียหายจากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม ความเสียหายถึง ๒.๔ แสนล้านบาท โรงงานนอกนิคมอุตสาหกรรมอยู่ที่ ๒.๔ แสนล้านบาท นี่ไม่ได้ประเมินมูลค่าที่น้ำท่วมพื้นที่ ทางการเกษตรนะคะ รวมโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมและนอกนิคมอุตสาหกรรม ๔.๔ แสนล้านบาท เพราะฉะนั้นพระราชกำหนดที่กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาทนี้ ดิฉันถือว่ายังน้อยไปในการที่จะ แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน มหาอุทกภัยในครั้งนี้มันเป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้น ตามธรรมชาติที่ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ รัฐบาลได้ระดมสรรพกำลัง ไม่ว่าจะตำรวจ ทหาร ภาคประชาชน ได้บูรณาการหน่วยงานทุกหน่วยงานในการช่วยเหลือการแก้ไข และป้องกันน้ำท่วมที่ผ่านมา และรัฐบาลได้แก้ไขปัญหาภายใต้งบประมาณที่มีอยู่จำกัด แต่ที่ลืมเสียไม่ได้ก็คือพี่น้องประชาชนที่มีจิตอาสาที่เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันกับทางรัฐบาล ช่วยกันแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วม พี่น้องประชาชนที่ถูกน้ำท่วมโดยไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ดิฉันจึงได้ เห็นภาพที่คนไทยไม่ยอมทิ้งกันในยามทุกข์ยาก ไม่แบ่งภาค แบ่งสี สามัคคีช่วยแก้ไขปัญหา ด้วยกัน ที่ผ่านมารัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ได้ผิดพลาด ไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างที่ หลายฝ่ายได้กล่าวหา ได้มีผลสำรวจจากเอแบคโพลล์ (ABAC poll) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องการเมืองกับภัยพิบัติน้ำท่วมและทางออกในสายตาสาธารณชน ทั่วประเทศ โดยพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ ๗๕ คิดว่าไม่มีนักการเมืองคนใดจะทำ หน้าที่แก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ดีกว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นี่คือผลสำรวจ ที่ตอกย้ำยืนยันว่าทางรัฐบาลได้ตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนจริง ๆ แต่เรา ต้องยอมรับว่าปรากฏการณ์ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นมันรุนแรงจริง ๆ ส่งผลต่อความเชื่อมั่น และที่สำคัญสร้างความวิตกกังวลให้กับภาคประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการที่นักธุรกิจในภาคธุรกิจยังไม่ยอมเปิดกิจการ ยอมล้มละลาย นักลงทุนต่างชาติ อยากจะย้ายโรงงานไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ประสบภัยยังไม่ยอมฟื้นฟู ยังไม่ยอมซ่อมแซม บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ขณะที่ประชาชนเฝ้ารอคอย อยากทราบแนวทางปัญหาการจัดการน้ำ ของรัฐบาลและแผนการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ท่านประธานคะ ดิฉันดีใจที่ทางรัฐบาลได้มี การออกพระราชกำหนดและมีแผนงานที่ชัดเจนตามกรอบการใช้จ่ายในการวางระบบบริหาร จัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศมูลค่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สร้างระบบป้องกันภัยพิบัติ การออกพระราชกำหนดเงินกู้ฉบับนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง มีความจำเป็นเร่งด่วน และต้องทันต่อสถานการณ์และจะได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ นั้น ปัญหา หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไข ให้เป็นรูปธรรม เพราะเกือบ ๑๕ ปีแล้วที่ธนาคารแห่งประเทศไทยชำระเงินต้นไปได้น้อยมาก เพียง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นจากยอดหนี้ ๑.๔ ล้านล้านบาท แต่ขณะเดียวกันรัฐบาล ต้องจัดสรรงบประมาณไปชำระดอกเบี้ยปีละ ๖.๕ หมื่นล้านบาท หรือจ่ายดอกเบี้ย ๑๕ ปี รวมแล้ว ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลจึงจำเป็นที่จะต้องออกแนวทางในการชำระหนี้กองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนี้ โดยที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยควรจะ รับผิดชอบการชำระหนี้กองทุนนี้มากที่สุด เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นต้นเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์สถาบันการเงินในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ และก่อหนี้ก้อนนี้ขึ้นมา แต่ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้กระตือรือร้นหรือจะหาแนวทางในการชำระหนี้ให้เร็วที่สุดเลย ภาระจึงตกอยู่ที่รัฐบาลที่จะต้องรับชำระดอกเบี้ย ๖.๕ หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก ที่จะต้องนำเงินภาษีของพี่น้องประชาชนไปชำระหนี้ก้อนนี้ ท่านประธานคะ ที่ผ่านมา โครงสร้างงบประมาณของประเทศเรา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นงบประจำปี อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นงบลงทุน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ มีงบลงทุนแค่ ๔๒๓,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้ามีการแก้ไขพระราชกำหนดเงินกู้นี้รัฐบาลก็จะมีงบลงทุนเพิ่มสูงขึ้น จากนี้ไปไม่ว่ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหน ๆ ก็จะได้อานิสงส์ในพระราชกำหนดเงินกู้นี้ ไม่จำเป็น ที่จะต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อไปชำระดอกเบี้ย รัฐบาลจะมีเงินลงทุนในแต่ละปีเพิ่มสูงขึ้น ๖.๕ หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นผลดีต่อการกระตุ้น เศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น ท่านประธานคะ ประโยคสุดท้ายดิฉันขอฝากไปถึงทางรัฐบาล นะคะว่าพระราชกำหนดนี้เมื่อรัฐบาลได้ผลักภาระไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว โดยกฎหมายเปิดช่องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเรียกเก็บเงินจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อนำชำระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ต้องรับ ภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนี้ แต่โดยปกติแล้วธนาคารพาณิชย์ คือนายทุนจะไม่ยอมรับภาระตรงนี้แน่นอน ธนาคารพาณิชย์จะต้องผลักภาระนี้ไปให้กับ ผู้ฝากเงินและผู้กู้เงิน กลายเป็นว่าภาระนี้ต้องตกไปอยู่ที่ประชาชน รัฐบาลต้องหาแนวทาง ในการแก้ไขและมาตรการป้องกันที่จะไม่ให้มาตรการนี้ส่งผลกระทบไปถึงพี่น้องประชาชนค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันขอสนับสนุนพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้ค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป เป็นท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ แล้วก็ต่อจากท่านอภิชาตจะเป็นท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แล้วก็ มาที่ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แล้วก็มาที่ท่านประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ๔ ท่าน เชิญครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อพระราชกำหนด การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ แต่ก่อนที่เราจะเดินหน้าสร้างอนาคตของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น ในการที่จะวางรากฐานเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน กระผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่า เราจำเป็นที่จะต้องย้อนกลับไปหาอดีต อดีตในระยะไม่ไกลนี่ล่ะครับ ระยะ ๔-๕ เดือน ที่เพิ่งผ่านพ้นไป หาอดีตก็เพื่อที่จะหาคำตอบกับคำถามที่ว่าเราจะเชื่อมั่นกับการบริหาร จัดการน้ำของรัฐบาลนี้ได้หรือไม่ อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ อุทกภัยที่เกิดขึ้น ในปี ๒๕๕๔ เป็นอุทกภัยที่เป็นหายนะ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ความเสียหาย รุนแรงมาก แต่จะไปโทษธรรมชาติ ไปโทษพายุกี่ลูก ๆ อย่างเดียวไม่ได้ ความเสียหายที่มาก และรุนแรงนั้น ต้องยอมรับว่ามาจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาด บกพร่องของรัฐบาลนี้ ผิดพลาด บกพร่อง จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมของประเทศ ท่านประธานและพี่น้องประชาชน ที่อยู่ทางบ้านคงจะจำภาพผู้คนนับแสนคน นับล้านคนหอบลูกจูงหลานหนีน้ำท่วม หนีตายกัน โดยไม่รู้ว่าจะไปเผชิญอะไรอยู่ข้างหน้า แล้วไม่รู้ว่าชั่วโมงข้างหน้าจะหนักหน่วง จะรุนแรง กว่านั้นหรือไม่ มีผู้คนจำนวนมากสับสนว้าวุ่นกับภาพ กับความไม่แน่นอน กับข่าวสาร ที่เกิดขึ้น โดยที่ไม่รู้ว่าจะไปเชื่อใครดี ภาพเหล่านั้น ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เราจำเป็นที่จะต้อง ให้ความสนใจ ต้องไม่ลืมนะครับ มีคนเสียชีวิตมากถึงเกือบ ๘๐๐ ศพจากหายนะภัยในครั้งนั้น เหล่านี้ล่ะครับ ผมถึงอยากจะต้องตั้งคำถามกับท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลเป็นเบื้องต้นว่า เราจะยังให้ความเชื่อถือกับรัฐบาลนี้ในการบริหารจัดการน้ำโดยใช้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ที่จะไปกู้มาได้หรือไม่ เราเคยเห็นประสบการณ์ เคยเห็นความสามารถของรัฐบาลในการบริหาร จัดการน้ำมาแล้วเมื่อเกิดภาวะวิกฤติเรารู้จักชื่อของ ศปภ. เรารู้เห็นถึงการวางตัวบุคคล ในการบริหารจัดการน้ำกันแล้วในเวลานั้น เราเอารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไปบริหาร จัดการน้ำ ซึ่งก็เห็นอยู่แล้วว่าผลงานของ ศปภ. เป็นอย่างไร วันนี้เราก็ยกหน้าที่นั้นไปให้กับคนกลุ่มหนึ่ง ที่ชื่อ กยน. วางใจได้แค่ไหน อย่างไร วางใจให้เขาใช้เงินอีกจำนวนมากมายมหาศาลนี้ ได้อย่างไร ท่านประธานต้องยอมรับนะครับว่าความผิดพลาดบกพร่องที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น การคำนวณปริมาณน้ำที่ปล่อยออกมาผิดพลาด การเตรียมการรับมือที่ไม่ทั่วถึง ไม่ทันกาล เมื่อเกิดภัยพิบัติ การให้ข่าวสารที่สับสน การอพยพผู้คนที่ไม่มีทิศทาง ไม่มีเป้าหมาย สักแต่ว่า บอกให้อพยพแต่ไม่รู้ให้ไปไหน การแจกจ่ายถุงยังชีพ การดูแลผู้ประสบภัยอย่างไม่ทั่วถึง และมีการเลือกปฏิบัตินั้นมันได้สร้างความคับแค้นใจให้กับผู้ประสบภัยอย่างร้ายแรง นี่คือ ภาพที่เกิดขึ้นในอดีต แต่น่าเสียดายครับ ผมคิดว่ามีผู้คนอีกไม่มากเท่าไรหรอกครับที่ยังจำภาพ เหล่านั้นได้ เพราะสังคมเราถูกทำให้ลบลืมกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นนั้น ด้วยกลยุทธ์ การโฆษณา ด้วยการใช้สื่อสารมวลชน ทั้งของรัฐ ทั้งสื่อสารมวลชนของเอกชนที่ยอมทอดกายรับใช้รัฐบาล นี่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น วันนี้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่เคยผิดพลาดบกพร่องในการแก้ไข ปัญหาวิกฤติอุทกภัยกลายเป็นว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จไปเสียแล้ว และรัฐบาลนี้กำลังจะเป็น ความคาดหวังของประชาชนในการแก้ไขปัญหา มันจะเป็นจริงอย่างนั้นได้อย่างไร ท่านประธานครับ ผมก็ต้องขอแสดงความยินดีกับรัฐบาลนะครับ ที่วันนี้ไม่มีใครมาขัดขวางพระราชกำหนดนี้ ได้แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจท่านเต็มที่ในการไปกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ขณะเดียวกันก็ต้องแสดงความเสียใจกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่าจะต้องแบกหนี้ ก้อนโตกันต่อไปโดยที่ไม่รู้ว่าหนี้ก้อนนี้จะใช้กันไปถึงลูกถึงหลาน ท่านประธานที่เคารพครับ พวกเราพรรคประชาธิปัตย์ก็พยายามที่จะให้สติกับรัฐบาลนะครับว่าการกู้เงินโดยที่ยังไม่มี แผนงานที่ชัดเจน แน่นอนนั้นเป็นเรื่องที่อันตราย และเป็นเรื่องที่ไม่ให้เกียรติกับพี่น้องประชาชน เพราะเขาเป็นเจ้าของเงินภาษีที่จะต้องไปชดใช้หนี้แทนรัฐบาล ไม่ใช่เงินของรัฐบาลครับ บอกรายละเอียดให้ชัดเจน ให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ตรงไหน อย่างไร เราต้องการแค่นี้ละครับ นั่นคือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามท้วงติงกับท่าน แต่ว่ารัฐบาล ก็ไม่ให้ความชัดเจน ถามว่ามีไหมแผนงานที่ว่านั้นก็ได้ยินคำตอบว่ามีแต่ไม่รู้ว่ามีอยู่ ในมันสมองก้อนน้อย ๆ ของใคร ของนายกรัฐมนตรี ของประธาน กยน. ของ กนอช. กบอ. สารพัด ก ละครับ ประชาชนไม่มีโอกาสได้รับรู้ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นละครับ วันนี้รัฐบาลก็ให้ กระดาษมา ๔ แผ่นอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึง แล้วก็มีแผนงานอยู่ ๒๐ บรรทัดใน ๖ ข้อนี้ ผมนับดูแล้วครับ ๒๐ บรรทัดจริง ๆ เพื่อจะใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นแผนงานฟื้นฟู อนุรักษ์ป่าระบบนิเวศเสีย ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปสร้างฟลัดเวย์เสีย ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท ไปพัฒนาคลังข้อมูลระบบพยากรณ์เตือนภัยเสีย ๓,๐๐๐ ล้านบาท ไปกำหนดพื้นที่รองรับน้ำ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปบริหารจัดการลุ่มน้ำ ๑๗ ลุ่มน้ำอีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ไปฟื้นฟู อนาคตประเทศอะไรอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ล่องลอยไม่รู้อะไรอยู่ตรงไหนนะครับ ผมก็อยากรู้ เหมือนกันนะครับ จังหวัดนครศรีธรรมราชของผมเผชิญกับปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติ อุทกภัย ร้ายแรงซ้ำแล้วซ้ำอีกตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ มา ต่อเนื่องปี ๒๕๕๔ บ้านอื่นเมืองอื่นเขาไม่ท่วมกัน บ้านผมน้ำท่วมท่วมหน้าแล้ง ผมก็อยากเห็นเหมือนกันว่า ๖ แผนงานที่ว่านี้มันมีของ จังหวัดนครศรีธรรมราชบ้านผมอยู่หรือเปล่า มีของภาคอีสาน จังหวัดอุบลราชธานี ของเพื่อนสมาชิกที่พูดไปแล้วหรือเปล่า ทำไมไม่บอกกับเพื่อนสมาชิกละครับ วันนี้ไม่มีครับ จังหวัดนครศรีธรรมราชผมนี่เขาเตรียมการ เตรียมวางแผนที่จะรับมือกับ ภัยพิบัติน้ำท่วมรอบใหม่ เตรียมโครงการ เตรียมงบประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาท เขตเทศบาลซึ่งเป็นจุดหัวใจ เป็นใจกลางของเมือง เตรียมงบประมาณไว้ ๕๐๐ กว่าล้านบาท เตรียมที่จะเสนอนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นี่ละครับ ตอนแรกก็คาดการณ์ว่าจะไปสัญจร ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่คิดเปลี่ยนใจอะไรก็ไม่ทราบ ทั้ง ๆ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช นี่ล่ะคือจุดที่ประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงที่สุด ท่านเลือกที่จะไม่ไป ได้ข่าวว่า เที่ยวบินมันมีบินไปน้อยไม่สะดวก ก็เลยไปจัดที่จังหวัดภูเก็ต ผมก็ไม่รู้ว่างบประมาณ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชจะเสนอกับ ครม. สัญจรนี่จะได้รับการดูแลหรือไม่ หน้าแล้งปีนี้ เดือนมีนาคมปีนี้พายุที่จะเข้าพื้นที่ภาคใต้กำลังจ่อเข้ามาแล้ว จะได้รับการดูแล จะได้รับ การปัดเป่าจากงบ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้หรือเปล่า ต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่า การขออนุมัติงบด้วยจำนวนเงินมหาศาลแบบนี้นี่เหมือนกับการตีเช็คเปล่า รัฐบาลนี้ ชอบนะครับตีเช็คเปล่า วันก่อนแก้รัฐธรรมนูญก็ตีเช็คเปล่าให้ สสร. ไปบรรจุตัวเลข คราวนี้ ก็ตีเช็คเปล่าให้ ๖ แผนงานซึ่งไม่มีรายละเอียด ผมก็กลัวนะครับ ชาวบ้านก็กลัวว่ารัฐบาลนี้ก็จะไปทำ เป็นก้านหูอักเสบเดินเซไปเซมาก็ทำเช็คเปล่าหล่นหายเสียอีก นี่น่าห่วงนะครับ ก็อยากจะเรียน ท่านประธานว่าแผนงานรายละเอียดนี่มีความจำเป็นต้องให้ผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนปวงชน ได้มีโอกาสได้ตรวจสอบ ได้พูดแทนพี่น้องประชาชนว่าเงินที่จะเอามาใช้นี่ซึ่งเขาจะต้อง รับผิดชอบโดยการเสียภาษีไปชำระหนี้ในอนาคตนั้นเขาจะได้อะไรบ้าง ก็ฝากไปถึงรัฐบาลด้วย แล้วผมก็ไม่อาจที่จะให้การรับรองกับพระราชกำหนดนี้ได้เมื่อไม่มีรายละเอียดเช่นนี้ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่จากพรรคเพื่อไทย ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายถึงพระราชกำหนด ซึ่งทางรัฐบาลได้ออกมา และผ่านการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมาอีก ๒ ฉบับนะครับ ๒ ฉบับแรกนี้ได้มีการอภิปรายผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว วันนี้มาอีก ๒ ฉบับ คือพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าเบื้องต้นนี่ต้องกราบขอบพระคุณ ผ่านท่านประธานไปยังศาลรัฐธรรมนูญที่ได้เห็นถึงความสำคัญจำเป็นและเร่งด่วนของ พระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ แล้วก็ได้ลงมติให้ความเห็นชอบกับร่างพระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับนี้นะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ด้วยเวลาที่จำกัดนี่ผมคงจะต้องอภิปรายในเรื่อง ของพระราชกำหนดการกู้เงินเพื่อบริหารจัดการน้ำนี่แต่เพียงสั้น ๆ และจะไปลงเน้นหนัก ในรายละเอียดในเรื่องของการปรับปรุงการบริหารหนี้ ในส่วนของพระราชกำหนดในการให้ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ วงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่เกินนะครับ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะมีความจำเป็นหรือในที่สุด แล้วจะกู้เต็มวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่จะกู้เพียงจำเป็นที่จะนำมาใช้ในการฟื้นฟู และแก้ไขปัญหาเรื่องของน้ำท่วมมหาอุทกภัยเมื่อปีที่ผ่านมา ผมต้องกราบเรียนว่า ด้วยโครงการที่จะทำพระราชกำหนดการกู้เงินอันนี้แน่นอนครับผลประโยชน์ที่ได้นี่ตกกับ พี่น้องประชาชน ตกกับภาคเอกชนที่ทำธุรกิจ ตกกับเอสเอ็มอี (SME) เล็ก ๆ ของประเทศไทย ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของโครงการป้องกันน้ำท่วมจากเงินลงทุนของรัฐนี่ โดยตรง ประโยชน์จากเม็ดเงินที่ไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จนกระทั่งเศรษฐกิจ มันฟื้นฟูกลับคืนมา ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในรูปของความมั่นใจที่นักลงทุนไม่ว่าจะเป็น ในประเทศหรือต่างประเทศนี่จะเกิดความมั่นใจว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและมีเครื่องมือ เพียงพอในการที่จะป้องกันไม่ให้ปัญหาอุทกภัยมันเกิดซ้ำอีกนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งวันนี้รัฐบาลต้องแสดงความยินดีด้วยนะครับ ทางรัฐบาลนี่ได้รับเครื่องมือที่มีความสำคัญอันยิ่งยวดนี้ไปนะครับ แล้วก็คงจะนำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เท่าที่ได้รับฟังการอภิปรายมาหลายชั่วโมงนะครับ ท่านประธาน ผมกราบเรียนว่าเท่าที่ฟังดูไม่มีการเห็นแย้งในเรื่องของความจำเป็นของตัวเม็ดเงิน หมายความว่าเงินนี้จะนำไปใช้แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ลงไปแก้ไขเรื่องของการทำ ฟลัดเวย์ การทำระบบชลประทาน การฟื้นฟูลุ่มน้ำ ไม่มีใครเห็นแย้งนะครับ อาจจะมีการติติง อาจจะมีความเห็นแตกต่างในเรื่องของขั้นตอนและวิธีการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ว่าทำไม ไม่ออกเป็น พ.ร.บ. ว่าทำไมไม่หาช่องทางอื่นไปเข้างบประมาณหรืออะไรต่าง ๆ รวมถึง อาจจะมีข้อสงสัยในเรื่องของการทำ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ในที่สุดมันจะกลับไปเป็นรูปแบบของ พ.ร.ก. ที่เคยมีมาในอดีตที่มีการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่มีโครงการที่ชัดเจนเสียมากกว่านะครับ ซึ่งผมเองต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมอาจจะเห็นต่างไปนะครับ เพราะว่าวันนี้ ในพระราชกำหนดเองได้มีกำหนดไว้ชัดเจนใน ๒ มาตรา มาตรา ๓ กำหนดว่าทางรัฐบาล จะต้องส่งกรอบของเรื่องของการกู้เงินครั้งนี้ให้กับรัฐสภาเพื่อการพิจารณา ผมเองต้อง กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ จริง ๆ นี่เป็นความกล้าหาญของรัฐบาลชุดนี้นะครับ วันนี้เราพิจารณาเรื่องของพระราชกำหนดนี่ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องยื่นกรอบมาให้กับ เพื่อนสมาชิกได้ดูได้พิจารณากันในเบื้องต้น เพราะนี่ไม่ใช่การอนุมัติกรอบ การอนุมัติกรอบนี่ ต้องผ่านรัฐสภาหมายถึงที่ประชุมร่วมครับ วันนี้นี่ยังไม่ใช่การอนุมัติกรอบ ผมนี่ชื่นชม ในความกล้าหาญของท่านที่เปิดไต๋ของท่านออกมาก่อน ยื่นมือออกมาให้จับ ให้ดูในรายละเอียด ซึ่งกรอบในเรื่องของการแก้ไขปัญหานั้น ต้องบอกพี่น้องประชาชนว่าวันนี้ มีตั้งแต่เรื่องของการฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าและระบบนิเวศ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท การทำฟลัดเวย์ ทางน้ำหลากหรือทางผ่านน้ำนี่อีก ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท การทำคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์และระบบเตือนภัยอีก ๓,๐๐๐ ล้านบาท การกำหนดพื้นที่รับน้ำหรือการทำ แก้มลิงตามโครงการพระราชดำริอีก ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท การบริหารจัดการน้ำ ๑๗ ลุ่มน้ำ อีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท การดำเนินตามยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งหมดนี้ถ้าดูและฟังโดยรายละเอียดแล้ว นี่จะทราบเลยครับว่ารัฐบาลได้มองเห็นภาพกว้างได้มีการเตรียมแผนการอย่างบูรณาการที่จะ แก้ไขปัญหาเรื่องของน้ำท่วมอย่างสมบูรณ์นะครับ ไม่ว่าจะเรื่องของการเตือนภัย การแก้ไข ปัญหาที่ลุ่มน้ำ ต้นน้ำ การทำระบบฟลัดเวย์ไม่ให้น้ำท่วมหนัก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเชื่อว่า รัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างสมบูรณ์นะครับ

ในส่วนของพระราชกำหนด ฉบับที่ ๒ เป็นเรื่องของพระราชกำหนดเกี่ยวกับ การปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้นั้น ผมกราบเรียนว่าอย่างที่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมได้เรียนนี่ ไม่ใช่การกู้เงินใหม่นะครับ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ล้าน ๒ ครั้ง ๑.๑๔ ล้านล้านบาทนั้นเป็นหนี้เก่าที่เกิดมาตั้งแต่สมัย ปี ๒๕๔๐ ตั้งแต่มีปัญหา ระบบเศรษฐกิจเข้าสู่ไอเอ็มเอฟออกมาจนวันนี้นี่นะครับ หนี้ตอนนั้นยังใช้ไม่หมดครับ หลายท่านพูดกันว่ามีการกู้เงินตอนนั้น ๑.๔ ล้านล้านบาท ใช้ไป ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ข้อเท็จจริงนั้นการกู้ ๑.๔ ล้านล้านบาทไม่ได้กู้เต็มวงเงินครับ กู้ประมาณ ๑.๓๒ ล้านล้านบาท ใช้ไปแล้วประมาณ ๑๖๐,๐๐๐-๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ถามว่าวันนี้นี่มันมี ความจำเป็นอะไร ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ แน่นอนครับประเด็นแรกมันเป็นการลดภาระ งบประมาณ เพราะวันนี้เราต้องใช้เงินงบประมาณปีละ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาทไปประทัง ดอกเบี้ยครับ ทุกปี ๆ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท มาถึงวันนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ถึงปัจจุบัน ได้มีการตั้ง งบประมาณเพื่อไปชดเชยดอกเบี้ยในส่วนนี้แล้ว รวมถึง ๖๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๖๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เงินจำนวนนี้แทนที่จะเอามาพัฒนาประเทศ แก้ไขปัญหาให้ พี่น้องประชาชน ไม่ได้ครับ ไปใช้ดอกเบี้ยครับ วันนี้รัฐบาลก็เลยหาทางออกครับ เพราะเห็น ได้ชัดเจนว่าด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้กี่ปีกี่ชาติก็ไม่มีวันคืนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินนี้ได้หมด ผ่านมาแล้วกี่รัฐบาล ผ่านมาแล้วกี่สมัย ด้วยเครื่องมือ ที่มีอยู่ในปัจจุบันเพิ่งใช้เงินไปได้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๑,๐๐๐,๐๐๐๐ กว่าล้านบาท วันนี้รัฐบาลจึงออกเป็นพระราชกำหนดเพื่อที่จะมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย มอบเครื่องมือให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไปดำเนินการบริหารจัดการและชำระหนี้ก้อนนี้ ให้หมดให้ได้ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าภายใน ๒๕ ปี ประเทศไทยเราจะปลดหนี้จาก กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินก้อนนี้ได้ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ในอดีตก่อนที่จะมีพระราชกำหนดฉบับนี้เราไม่มีช่องทาง เราไม่มีทางออก เราไม่เห็นแสงสว่าง ของตัวหนี้ก้อนนี้ได้เลย วันนี้ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกพระราชกำหนดซึ่งเป็นการแหวกแนวมาก การมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ไปบริหารจัดการหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเราจำกันได้ดีครับ พี่น้องประชาชนจำได้ครับ ท่านทักษิณ ชินวัตร เป็นคนชำระหนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาวันนี้น้องสาวครับ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะปลดหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้กับประเทศไทยอีก ๑.๑๔ ล้านล้านบาทครับ วันนี้ประเทศไทย เห็นแสงสว่างเพราะต่างประเทศมองด้วยแววตาที่สงสัยมาตลอด จะให้ประเทศไทยกู้เงิน จะหาเงิน ลงทุนให้กับประเทศไทย กับภาคเอกชน กับภาครัฐ มองด้วยสายตาสงสัยว่าทำไมเงินก้อนนี้ หนี้ก้อนนี้คุณจ่ายดอกประทังหนี้มาเรื่อย ๆ ผมเป็นพ่อค้าอยู่ในตลาด ผมกู้เงินสัก ๑๐,๐๐๐ บาท ไปทำการค้าการขาย ผมจ่ายดอกทุกวันไม่เคยจ่ายเงินต้นเลย แล้วผมไปขอกู้เพิ่มนี่ ถามว่าใครเขา จะให้ผมกู้ วันนี้รัฐบาลมีทางออกให้กับประเทศไทย เราจะบริหารจัดการหนี้ด้วยความมั่นคง ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ หลายท่านที่ผ่านมาได้อภิปรายในส่วนของ พระราชกำหนดเกี่ยวกับการปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ในกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนี่มีภาระที่จะตกกับพี่น้องประชาชนหรือไม่ ในที่สุดแล้วในส่วนของสถาบันคุ้มครองเงินฝากจะมีความมั่นคงอีกหรือเปล่า เป็นคำถาม ที่สำคัญมาก ผมเองได้มีโอกาสที่ไปศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลก็นำมาบอกกับเพื่อนสมาชิกรวมถึง พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน หลายท่านสงสัยว่าในที่สุดแล้วเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทย นำมาชำระเงินกู้ก้อนนี้มาจากไหน หลัก ๆ ก็มีอยู่ ๓-๔ ข้อเดิมนั่นละครับ ก็คือกำไรของ ธนาคารแห่งประเทศไทยบ้าง อะไรบ้าง และอีกข้อหนึ่งที่เพิ่มมาใหม่ นั่นก็คือในส่วนของ เงินฝากของสถาบันการเงิน ซึ่งมีมติว่าตามพระราชกำหนดไม่ให้เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ที่จะเก็บ กับเงินฝากของสถาบันการเงิน หลายคนบอกว่าในที่สุดไปใช้เงินฝากของสถาบันการเงิน สถาบันการเงินก็จะผลักภาระไปให้พี่น้องประชาชน ผมเองก็เป็นห่วงครับ แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานครับ จากที่ได้มีการประชุมกันมาในส่วนของท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านกิตติรัตน์ ทางธนาคารแห่งประเทศไทย ทางสถาบันการเงินเอง ทางกระทรวงการคลัง นี่คือหัวกะทิ ด้านเศรษฐศาสตร์ของประเทศไทยนะครับ ในที่สุดเขามาจบตัวเลขที่ ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ ของเงินฝากสถาบันการเงินที่จะเอามาใช้ในส่วนนี้ ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นมากไหมครับ เพิ่มเพียงเล็กน้อยครับ เพราะในอดีตนั้นเก็บอยู่ที่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ เป็นการเก็บเข้าสถาบัน คุ้มครองเงินฝาก เพิ่มมา ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์ หลายคนก็บอกถ้าอย่างนั้น ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์นี้ พี่น้องประชาชนรับภาระหรือไม่ ผมต้องเรียนว่าไม่ครับ เพราะอะไรครับ เพราะวันนี้รัฐบาล มีนโยบายที่ประกบควบคู่กันไปอีก ๑ นโยบาย นั่นคือนโยบายของการลดภาษีเงินได้ นิติบุคคลซึ่งธนาคารก็ได้รับประโยชน์ด้วย เขามีการวิเคราะห์กันว่าการลดภาษีนิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไปเป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ของธนาคารนั้นจะทำให้ธนาคารได้ประโยชน์ขึ้นมาอยู่ ๐.๑๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วเรานี่ไปเก็บเงินเพิ่มขึ้นมา ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์ ยังมีส่วนต่างที่ธนาคาร ยังได้ประโยชน์อยู่ ๐.๐๕ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าธนาคารไม่ได้เดือดร้อนมากขึ้นเลย และที่สำคัญอาจจะมีช่องว่างเพื่อที่จะนำประโยชน์ที่เกินมาอีก ๐.๐๕ เปอร์เซ็นต์ ให้พี่น้องประชาชนด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นในที่สุดแล้วผมรับประกันได้เลยว่าพี่น้องประชาชน ไม่ต้องเดือดร้อนจากการที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดฉบับนี้เด็ดขาด นอกจากนั้นแล้ว ท่านประธานผมขอเวลาอีกสักเล็กน้อย

อีกประเด็นหนึ่ง ที่เป็นประเด็นที่สงสัยกันก็คือในที่สุดสถาบันคุ้มครองเงินฝาก จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อช่วงต้นมีบางท่านอภิปรายเรื่องสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ผมกราบเรียน อย่างนี้ครับ ความคิดของท่านนั้นถูกต้องนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมกราบเรียนเลยว่า มันไม่ได้เป็นภาระ ไม่ได้เป็นความเสี่ยงใด ๆ ทั้งสิ้น วันนี้สถาบันคุ้มครองเงินฝากนั้น มีเงินเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๙๗,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่า ๙๗,๐๐๐ ล้านบาท มาจากไหน ๓-๔ ปีที่ผ่านมา เก็บ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ของเงินฝากธนาคารพาณิชย์และธนาคารอื่น ๆ ที่ฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ๐.๔ เปอร์เซ็นต์มา ก็ได้มารวบแล้วมาถึงปัจจุบันนี้ ๙๗,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนั้น ถ้าวันนี้ หนังสือพิมพ์ไปลงข่าวตอนเช้าบอกว่าทางฝ่ายค้านติติง แล้วก็เป็นห่วงเรื่องว่าสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีเงินไม่พอ พรุ่งนี้พี่น้องประชาชนเข้าธนาคาร ถอนเงินออกหมดเลย เศรษฐกิจพังครับ ไม่ได้ครับ วันนี้จึงต้องมาชี้แจงว่าจริง ๆ แล้ว มันไม่ได้อยู่ในความเสี่ยง อย่างแรกเลยนั้นต้นทางก็ดีครับ หมายความว่าธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ได้เปลี่ยนระบบตั้งแต่สมัยต้มยำกุ้ง ปี ๒๕๔๐ ได้เปลี่ยนระบบการบริหารจัดการ การกำกับดูแล จนกระทั่งวันนี้สถาบันการเงินมีความเข้มแข็งแล้วก็อยู่ในระเบียบวินัยทางการเงินการคลังที่ดี ทำให้ไม่มีสถาบันการเงินใด ๆ ที่อยู่ในความเสี่ยงในการที่จะล้มได้เลย

ส่วนที่ ๒ นั้นผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ตัวเลขซึ่งมาจากธนาคารแห่งประเทศไทย วันนี้ด้วยเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของสถาบันคุ้มครองเงินฝากนั้น ผมกราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพว่าจะสามารถคุ้มครองเงินฝากของพี่น้องประชาชนที่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามวัตถุประสงค์ของสถาบันคุ้มครองเงินฝากได้ถึงธนาคารที่เป็นใหญ่ลำดับที่ ๗ ครับ ธนาคารและสถาบันการเงินในประเทศไทยมี ๓๘ แห่งนะครับ ว่ากันถึงสุดขั้วเลยนะครับ ถ้าเกิดว่าสถาบันการเงินรวมถึงสาขาธนาคารจากต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทยล้มพร้อมกัน หมดเลย เงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เพียงพอที่จะคุ้มครองเงินฝากของพี่น้องประชาชนครับ เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนไม่ต้องเป็นห่วงครับ เงินฝากของท่านที่อยู่ในธนาคารทุกแห่งนั้น มีสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่มั่นคง มีเงินเพียงพอ มีการกำกับดูแลที่ดีเยี่ยมของธนาคารแห่ง ประเทศไทย วันนี้ไม่ได้อยู่ในความเสี่ยงใด ๆ ทั้งสิ้น ด้วยสิ่งที่ได้อภิปรายมาทั้งหมด ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพอย่างนี้ครับ วันนี้พระราชกำหนดที่เป็นชุด เป็นแพคเกจของรัฐบาล ๔ ฉบับนะครับ พระราชกำหนดการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน การปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้กองทุนส่งเสริมการประกันภัย การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือซอฟท์โลน (Soft lone) ๔ ฉบับอยู่ในมือของรัฐบาลหมดแล้ว วันนี้ให้ความมั่นใจกับ พี่น้องประชาชนได้ว่า ไม่ว่าน้ำปีนี้จะตกมาก ตกน้อย จะมาอีกเท่าไร ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดปัจจุบัน ของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รับมือไหว และมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจาก ภาวะน้ำท่วมในปีก่อนได้อย่างสมบูรณ์นะครับ เราจะนำพาประเทศกลับไปยังสถานะเดิม ก่อนที่จะมีน้ำท่วมและก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็งได้ครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ คือท่านส่งเวลามาด้วยนะครับ ผมจะไม่เตือนท่านนะครับ แล้วก็ให้วิปแต่ละฝ่าย ไปหักทอนระยะเวลากันเองนะครับ เชิญท่านสาทิตย์ครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้สภาผู้แทนราษฎร ของเรากำลังปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตัวแทนของประชาชน ฟากฝ่ายของนิติบัญญัติให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ นั่นคือการอนุมัติพระราชกำหนดซึ่งรัฐบาลได้ตราขึ้นตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียใจครับ เพราะในเวลานี้ที่นั่งของคณะรัฐมนตรีนั้นไม่มี แม้แต่คนเดียว นับตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี แม้กระทั่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ผมเรียนท่านประธานว่าวาระนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นเรื่องของการอนุมัติพระราชกำหนด เป็นการใช้จ่ายเงินซึ่งมาจากเงินภาษีของประชาชนที่ต้องไปชดใช้เป็นเงินกู้และเป็นดอกเบี้ย เพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้จ่าย ผมต้องเรียนท่านประธานว่าการพิจารณาในวันนี้นั้นความจริงแล้ว ก็เป็นวาระที่ต่อเนื่องกันมาจากการที่รัฐบาลเสนอพระราชกำหนดจำนวนทั้งสิ้น ๔ ฉบับ ด้วยกัน ซึ่งใน ๔ ฉบับนั้นก็จะเกี่ยวโยงกับเรื่องของปัญหาอุทกภัยหรือเรียกว่ามหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ใน ๔ ฉบับที่กล่าวถึงนั้นฝ่ายค้านเองก็ได้เห็นด้วย ๒ ฉบับ ก็คือฉบับที่ว่าด้วย เรื่องของกองทุนประกันภัยซึ่งมีความจำเป็นมากต่อผู้ประกอบการที่มีปัญหาเรื่องของ การประกันภัย และอีกฉบับหนึ่งที่เห็นด้วยก็คือการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการ แต่อีก ๒ ฉบับซึ่งฝ่ายค้านได้ส่งตีความตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ นั้น ฉบับหนึ่งคือเรื่องของ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งมีการโอนหนี้ไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย และอีกฉบับหนึ่งก็คือพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตของประเทศ ก่อนที่กระผมจะพูดต่อไปนั้น ผมต้องเรียนท่านประธานว่า ผมคงจะให้ความสำคัญเน้นเฉพาะตัวพระราชกำหนดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการบริหาร จัดการน้ำหรือที่รู้จักกันในนามของพระราชกำหนดไปกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มี ๒ ประเด็นครับ ที่ต้องทำความเข้าใจกับท่านประธานเบื้องต้น

ประการที่ ๑ ก็คือว่าเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาล ได้ตราเป็นพระราชกำหนดประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งฝ่ายพวกผมเคยตั้งข้อสังเกต เอาไว้ในการอภิปรายก่อนหน้านี้ว่าพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนั้น รัฐบาลมีเวลาในการที่จะ พิจารณารายละเอียดเขียนกฎหมายน้อยมากครับ กลับไปดูประวัติย้อนหลังรัฐบาลใช้เวลาเพียง ประมาณอาทิตย์เศษ ๆ หรือไม่เกิน ๑๐ วันในการเขียนกฎหมาย ซึ่งจำเป็นที่จะต้องอาศัย ความละเอียดรอบคอบแล้วเสนอผ่านคณะรัฐมนตรีก่อนจะตราขึ้นเป็นพระราชกำหนด ที่บอกว่าใช้เวลาน้อยมากมันก็เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของรายละเอียดครับ แถมตัวพระราชกำหนด ที่ประกาศนั้นก็ดูเหมือนว่ามันจะเป็นความลับในตอนแรกจนกระทั่งปรากฏเป็นข่าวออกมา และมีการตราออกมาแล้วหลายฝ่ายจึงจะเห็นรายละเอียดครับ ฝ่ายค้านเองเมื่อเห็น รายละเอียดแล้วเราได้ยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญตีความ มีคนของฝ่ายรัฐบาลพยายามจะสร้างเรื่อง ซึ่งเป็นการใส่ร้ายฝ่ายค้านว่าการยื่นตีความกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนั้นเป็นการขัดขวางการแก้ไขปัญหา เรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ผมต้องทำความเข้าใจกับท่านประธานเรื่องนี้เพราะมีการขยายผล กันไปใหญ่โตในทำนองว่าถ้าเกิดยื่นตีความแล้วต้องหยุดการพิจารณาไว้โดยสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภานั้น เป็นการทำให้รัฐบาลไม่สามารถทำงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ ซึ่งข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ พระราชกำหนดมีผลตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ที่สำคัญจะเห็นได้ว่าฝ่ายค้านยื่นตีความวันที่ ๓๐ มกราคม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสร็จสิ้น วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ใช้เวลาเพียง ๒๔ วัน กระบวนการจบสิ้น ในช่วงเวลาระหว่างกลางนั้น ท่านนายกรัฐมนตรียกคณะไปทัวร์ดูน้ำท่วมตั้งแต่วันที่ ๑๓ ถึงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ เพราะฉะนั้นการยื่นตีความเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แม้แต่กระทั่งในคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญเองครับ เวลาเรายกขึ้นมาอ่านเราอ่านไม่ครบหรอกครับ แต่ในส่วนหนึ่งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้เขียนเอาไว้ว่าการตราพระราชกำหนดเป็นการใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรี ในการตราพระราชกำหนดจึงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ๒ ประการ คือเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ และต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดเนื่องจากเป็นการใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนรัฐสภา และรัฐสภาไม่สามารถแก้ไขเนื้อหาสาระของพระราชกำหนดได้ มีอำนาจแต่เพียงพิจารณา อนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกำหนดเท่านั้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคสาม เพราะฉะนั้นนี่เป็นกระบวนการปกติ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมรัฐบาลก็ทำต่อไป รัฐมนตรี คนหนึ่งลุกขึ้นพูดก่อนหน้านี้ บอกฝ่ายค้านไม่เข้าใจเรื่องแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ผมก็ต้องเรียน ท่านประธานครับว่าตั้งแต่เกิดปัญหาเรื่องน้ำท่วมแล้วครับ ฝ่ายค้านนี่ล่ะเป็นคนที่เตือน รัฐบาลมาตั้งแต่ต้นในฐานะเป็นอดีตรัฐบาลซึ่งมีความเข้าใจ เหมือนกับนักวิชาการหลายท่าน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม เดือนกันยายนปีที่แล้ว ลองย้อนความกลับไปดูครับ เหตุการณ์น้ำท่วม ยังเป็นฝันร้ายในใจของผู้คนทั้งประเทศ หลายที่ยังไม่ฟื้นฟู หลายที่คนยังไม่อาจฟื้นตัวได้ นิคมอุตสาหกรรมวันนี้หลายแห่งครับ ฟื้นตัวเพียง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ คนตกงานอีกนับเป็นแสนคน ยังไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ฝันร้ายยังมีอยู่ครับ ในเวลานั้นฝ่ายค้านเตือนตั้งแต่เกิดเหตุ ปลายเดือนสิงหาคมต่อเดือนกันยายน แต่รัฐบาลในขณะนั้นเสมือนกับว่ามีความมั่นใจถึงกับ หลุดประโยคว่า เอาอยู่ ในที่สุดแล้วพอถึงเดือนตุลาคมครับ สถานการณ์น้ำที่หลากลงมาจาก ภาคเหนือและมีการบริหารจัดการที่ผิดพลาดนั้นก็เกิดผลน้ำท่วมหลากลงมาตั้งแต่ปิง วัง ยม น่าน มาจังหวัดนครสวรรค์ ต้องย้อนความว่าจังหวัดนครสวรรค์แตกท่วมทั้งเมืองอย่างไม่เคย ปรากฏมาก่อน มาลุ่มน้ำเจ้าพระยา แตกที่บางโฉมศรีลงจังหวัดลพบุรี จ่อลงมาถึงรังสิต ในที่สุดท่วมดอนเมือง กระทั่งท่วม ศปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วม สิริรวมน้ำทะลักออกทางฝั่งตะวันตกย้อนกลับขึ้นมา ฝั่งธนบุรี ศปภ. ตั้งวันที่ ๘ ตุลาคม ภายหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงเกิดขึ้นแล้ว ฝ่ายค้านนี่ละครับ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรยังเดินทางไปพบท่านนายกรัฐมนตรี ที่ ศปภ. ที่ดอนเมืองด้วยซ้ำไป ในการให้ข้อความคิดเห็นต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหา แต่ผม ต้องเรียนยืนยันกับท่านประธานครับว่าอันนี้ต้องทำความเข้าใจกันก่อน ว่าการยื่นตีความ ตามรัฐธรรมนูญนั้นไม่เป็นผลต่อการที่จะทำให้รัฐบาลต้องหยุดในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว ประเด็นก็จะต้องมีการพิจารณา ต่อไปอีกว่า หลายคนในสภานี้ซีกฝ่ายรัฐบาลพูดเสมือนกับว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว เหมือนเป็นการยืนยัน ว่าตัวพระราชกำหนดที่มีเรื่องแผนบริหารจัดการน้ำรวมอยู่ด้วยในนั้น แม้ไม่มีรายละเอียดเสมือนกับการันตีประกันว่าแผนบริหารจัดการน้ำท่วมไปถูกทางแล้ว ผมเรียนว่านี่ต่างหากครับที่ไม่ใช่ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นวินิจฉัยเฉพาะประเด็นข้อกฎหมายว่า เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ฉุกเฉินไหม ศาลบอกฉุกเฉินเพราะน้ำท่วมจริง เที่ยวที่แล้ว จำเป็นไหม จำเป็น จะต้องมีเงินเพื่อไปแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ใช่ไหม ศาลก็บอกว่าเข้าเงื่อนไข แต่ความจำกัดของรัฐธรรมนูญก็คือศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจ วินิจฉัยลงลึกไปถึงเรื่องแผนบริหารจัดการน้ำและการใช้จ่ายเงินได้ แต่นี่คือประเด็นของ ฝ่ายค้านครับ ที่เราเป็นห่วงก็คือเรื่องบริหารจัดการ ถ้าท่านประธานจำได้น้ำท่วมปีที่แล้ว ที่เกิดเหตุรุนแรงนั้น ไม่ใช่เรื่องไม่มีงบประมาณ ไม่ใช่เรื่องไม่มีคน แต่เป็นเรื่องการบริหาร จัดการที่ผิดพลาดโดยแท้ ไปอ่านดูหนังสือพิมพ์เดลินิวส์วันนี้ครับ ชาวนาคนหนึ่งในภาคกลาง ให้สัมภาษณ์เอาไว้ชัดเจน ว่าปัญหาของการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมครั้งที่แล้วคือปัญหา การบริหารจัดการเพราะไม่มีความเข้าใจ ใช้เหตุผลทางด้านการเมืองมาตัดสินใจ มีการประเมิน สถานการณ์ที่ผิดพลาด มีการใช้เหตุผลการเมืองมาตัดสินใจ ในสภานี้เราเคยอภิปรายแล้วครั้งหนึ่ง ในเรื่องของความล้มเหลวของการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แต่นั่นหมายถึงชีวิตคนที่ตายไป ๘๐๐ กว่าคน วันนี้ภาคประชาชนฟ้องรัฐบาล เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ประชาชนที่ถูกน้ำท่วม ฟ้องรัฐบาลว่าบริหารจัดการผิดพลาด ความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจรุนแรงเป็นล้านล้านบาท ก็จริง แต่เทียบไม่ได้กับชีวิตคนที่ต้องตายไปและโอกาสของการสูญเสียในการประกอบอาชีพ ของเขาทั้งหลาย ตรงนี้ต่างหากที่เรากำลังจะพูดอยู่ว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวพระราชกำหนดนี้ การอนุมัติของพวกเรามีความหมายครับ ส.ส ฝ่ายรัฐบาลบางท่านพยายามจะชี้ให้เห็น เหมือนกับรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีบางท่านวาดฝันว่านี้คือ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ใหญ่โต สามารถที่จะทำให้ประชาชนมีความมั่นใจได้ว่า มี ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้แล้วปัญหาน้ำท่วมจะหมดไป ต่อไปนี้เหมือนกับนโยบายที่ท่าน ประกาศตอนเลือกตั้ง ลาก่อนน้ำท่วม ลาก่อนน้ำแล้ง วันนี้มันพิสูจน์แล้ว มา ๓-๔ เดือนแรก ลาก่อนน้ำท่วม ท่วมทั้งประเทศ ที่กำลังจะเป็นห่วงคือลาก่อนน้ำแล้ง ปีนี้ฝนจะแล้งแล้วจะทำ อย่างไร เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องการบริหารจัดการจึงเป็นเรื่องใหญ่ครับ แน่นอนครับ ในกฎหมายฉบับนี้ท่านบอก รองนายกรัฐมนตรีบอกว่าตัวพระราชกำหนดบอกว่าจะต้อง เสนอกรอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ก่อนที่จะมีการดำเนินการตามพระราชกำหนดฉบับนี้ เพื่อตอบประเด็นที่ฝ่ายค้านบอกว่าทำไมไม่มีรายละเอียด ประเด็นผมต้องถามว่าการเสนอ กรอบเงินกู้ตามนี้จะเสนอเมื่อไร ความจริงแล้วสมมุติฐานที่มีอยู่ในใจขณะนี้ก็คือว่าใช้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องมีรายละเอียดแล้วว่าท่านจะไปใช้อะไรบ้าง แต่วันนี้ที่ไม่มีที่ฝ่ายค้าน ต้องซักถามเพราะติดอยู่ที่ประเด็นว่าใน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านพูดเหมือนกับว่ามีประเด็น รายละเอียดแล้ว ถามว่าทำไมประเด็น รายละเอียด สำคัญครับ ประเด็นรายละเอียดสำคัญ ก็เพราะเหตุว่าในนั้นจะต้องบอกครับว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปใช้ที่ไหน อย่างไร ใช้ทำอะไร เพื่อนสมาชิกพูดบอกว่ามีอยู่หน้าครึ่ง บอกว่าไปทำเรื่องฟลัดเวย์ ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท ทำเรื่อง ป่าต้นน้ำอีกประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่เป็นบริษัทเอกชนเขาไม่ให้นะครับ อยู่ ๆ ผู้จัดการ ฝ่ายการตลาดบอกเจ้าของบริษัทบอกขอเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไปทำฝ่ายการตลาด เขาถามว่าไปทำอะไรบ้าง ตอบไม่ได้คุณเชื่อผมเถอะ แต่นี่มันเงินประชาชนครับ ที่เป็นเงินกู้ครับ แต่ความจริงประเด็น รายละเอียดสำคัญกว่านั้นท่านประธานครับ เพราะหลายเรื่องที่คนเขาไม่เชื่อเรื่องบริหารจัดการ ผมยกตัวอย่างให้เห็นครับว่าเรื่องแรกสุดเลยครับ เรื่องประเด็นน้ำในเขื่อน จำได้ไหมครับ สภานี้ถกกันอยู่เรื่องประเด็นสาเหตุอุทกภัยครั้งที่แล้ว ฝ่ายรัฐบาลพยายามจะบอกก่อน ตอนแรก บอกเป็นเพราะฝนตกเยอะ น้ำเลยท่วม แถมไปปล่อยข่าวบอกว่ารัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ เก็บน้ำเอาไว้ในเขื่อน แล้วพอถึงเวลาน้ำเต็มรัฐบาลชุดนี้ทำอะไรไม่ได้ นอกจากปล่อยน้ำ แล้วในที่สุดก็น้ำท่วม จนต้องชี้แจงกันในสภานี้บอกไม่จริง น้ำในเขื่อนตอนรัฐบาลชุดที่แล้ว ยุบสภามีไม่ถึงครึ่งเขื่อน ท่านมาเป็นรัฐบาลมันขึ้นไป ๕๐ กว่า แล้วปล่อยเดือนสิงหาคม เดือนกันยายนจนน้ำขึ้นไปแตะระดับ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งขึ้นไปเกือบเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วท่านถึงเริ่มปล่อยในเดือนตุลาคม พยายามปฏิเสธครับว่า เรื่องบริหารจัดการน้ำครั้งที่แล้วรัฐบาลไม่ได้ผิด แต่พอวันนี้ท่านประธานครับ ไปดูในแผน บริหารจัดการแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีองค์ประกอบแผนอยู่ ๘ เรื่อง ๑ ใน ๘ เรื่อง ก็คือการบริหารน้ำในเขื่อน แต่ปัญหาที่คนเขาไม่เชื่อมั่นอยู่ตรงนี้ครับ นายกรัฐมนตรีประกาศ วันแรกเลยก่อนลงไปทัวร์วันที่ ๑๓-๑๗ กุมภาพันธ์ บอกว่าต้องลดระดับน้ำในเขื่อนลงจาก วันนี้ไปถึงเดือนเมษายนก่อนเดือนพฤษภาคมให้เหลือ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ หลังจากไปทัวร์ กลับมาเสร็จปรากฏว่าตั้งแต่ไปทัวร์มีคนบอกว่าเหลือ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ สมมุติฐานบอกฝนตก เท่ากับปีที่แล้ว ปรากฏว่าทั่วประเทศในเวลานี้แล้งมหาศาล วันดีคืนดีนายกรัฐมนตรีประกาศ เมื่อวานครับบอกไม่ต้องถึง ๔๕ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ เอาเฉพาะเขื่อนภูมิพลกับเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอื่นอาจจะเก็บน้ำไว้มากกว่า ๔๕ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ ตรงนี้มันชี้ให้เห็นอะไรครับ ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลแก้ไขปัญหาแบบตื่นตูม ตกใจ แล้วไม่ได้ตั้งสติในการแก้ไขปัญหา ที่สำคัญยังไม่ได้ใช้ ผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริงในการมาตัดสินใจ เป็นการเดินประเด็นการเมืองเหมือนกับ กลบเกลื่อน ปกปิดความผิดพลาดของการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนครั้งที่แล้ว แล้วบอกว่า เที่ยวนี้มาใหม่ ลดระดับน้ำในเขื่อนลง ปัญหาคืออะไรครับ ปัญหาก็คือว่าการปล่อยน้ำ ในขณะนี้วันหนึ่งเป็นร้อยล้านลูกบาศก์เมตร อาจจะถึงเดือนหนึ่ง ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร นับตั้งแต่เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม เดือนเมษายน มีคนเขาเตือนแล้วครับ สถิติน้ำที่มีการระบายจากเขื่อนทั้ง ๒ เขื่อน คือเขื่อนภูมิพลกับ เขื่อนสิริกิติ์นั้นย้อนหลังไป ๒๐ ปี ไม่เคยมีปีไหนที่มีการปล่อยน้ำเกิน ๒,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อเดือน เพราะถ้าปล่อยมากขนาดนั้นการปลูกพืชฤดูแล้งมีปัญหาแน่นอน นี่อย่างไรครับ คือประเด็นว่าเวลามาบริหารจัดการจริงมันไม่ง่ายเหมือนพูดหาเสียง แต่อันนี้มันคือ การบริหารจัดการของจริงที่ต้องมาแก้ไขปัญหาเรื่องป้องกันอุทกภัย นี่เป็นตัวชี้วัดตัวแรกครับ ที่ทำให้เห็นว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อโยงไปถึงความสามารถบริหารจัดการมันถึง ไม่สามารถที่จะเชื่อมั่นได้ว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ แต่รายละเอียดที่เราต้องการ มากกว่านั้นครับใน ๘ แผนงานนั้นท่านประธานครับ มีอยู่แผนงานหนึ่งพูดถึงเรื่องของ การกำหนดพื้นที่รับน้ำนอง และมีการพูดกันถึงเรื่องพื้นที่ฟลัดเวย์ครับ ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ วันนี้มีการพูดถึงเรื่องฟลัดเวย์หรือทางระบายน้ำ หรือเรียกว่า ทางด่วนพิเศษระบายน้ำ ควบคู่ไปกับเรื่องของพื้นที่รับน้ำนอง หรือในภาษาวิชาการเรียกว่า ฟลัดเพลส (Flood place) ตรงนี้มีการพูดถึงตัวเลขเป็นล้านไร่นะครับ ปัญหาที่สมาชิกสภานี้ทวงถามก็เพราะว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ครับ ภายใต้แผนบริหารจัดการที่ต้องใช้เงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ต้องไป ใช้เงินถึง ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท เกือบครึ่งหนึ่งของเงินที่กู้มาไปใช้กับเรื่องฟลัดเวย์และเรื่อง ฟลัดเพลส คำถามมีลึกกว่านั้นครับว่า ตกลงท่านใช้พื้นที่ตรงไหน ที่คนเขาแปลกใจก็คือ อย่างนี้ครับว่าทำไมเรื่องฟลัดเวย์ถึงถูกเก็บเป็นความลับไม่ยอมบอกใคร เรื่องแปลกที่เกิดขึ้น ก็มี ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ วันดีคืนดีมีข่าวแพลมออกมาว่าฟลัดเวย์มีคนรู้แล้วว่ารัฐบาล มีแผนชัดเจน มีการพูดถึงเรื่องของเส้นทางฟลัดเวย์ว่าด้านตะวันตกจะเริ่มตั้งแต่รอยต่อ ระหว่างอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยาขนานไปทาง ทิศตะวันตกเจ้าพระยาไปถึงปากคลองพระยาบันลือ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขนานไปกับคลองพระยาบันลือถึงอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่ ๖ อำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้านฝั่งตะวันตกไปตรงไหนบ้าง เป็นรายงานข่าวครับ ที่น่าประหลาดใจก็คือว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเปิดเผยไม่ได้ ประชาชนเขาไม่รู้ เขาก็อยากรู้ ในขณะเดียวกันกับที่มีผู้บริหารบริษัทระดับยักษ์คนหนึ่งครับ ให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์ ชัดเจนว่าโรงงานใหญ่ของเขาอยู่ในแนวพื้นที่ฟลัดเวย์ เขาจำเป็นต้องย้ายโรงงาน ตรงนี้ อย่างไรครับ มันเกิดความน่าสงสัยเกิดขึ้นว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลมีแผนทำฟลัดเวย์และรู้พื้นที่ อยู่แล้ว แต่ไม่เปิดเผยประชาชน นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เมื่อวาน ยอมรับว่าแผนที่ลง ในหนังสือพิมพ์นั้นเป็นเรื่องจริง ประเด็นจึงมีคำถามว่าเรื่องฟลัดเวย์ซึ่งกระทบพื้นที่มหาศาล คนซึ่งมีที่ดินอยู่แล้วมีสิทธิรู้ก่อนประชาชน ใช่หรือไม่ ประเด็นที่โฟร์ซีซั่นส์ จึงไม่ใช่เรื่องอื่นใด นอกจากคนเขาสงสัยว่าท่านนายกรัฐมนตรีใช้เวลาสภาไปประชุมแล้วมีตัวแทนนักธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์อยู่ด้วยนั้น นอกจากฐานะหนึ่งคือนายกรัฐมนตรี แต่อีกฐานะหนึ่งคือ อดีตผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์คุยกันเรื่องฟลัดเวย์ ใช่หรือไม่ อันนี้อย่างไรครับที่เป็น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและเป็นเรื่องความโปร่งใส ไม่มีการชี้แจง

อีกข่าวหนึ่งกรมชลประทานให้สัมภาษณ์เอาไว้ บอกฟลัดเวย์ที่เดินหน้า ต้องฟ้องประชาชนประมาณ ๑๐,๐๐๐ ราย อันนี้โกลาหลแน่นอนครับ นี่ยกตัวอย่างง่าย ๆ ๒ เรื่องให้ท่านประธานเห็นว่าเรื่องแผนบริหารจัดการน้ำท่วมและใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มันมีอะไรมากกว่านั้นครับ ที่จำเป็นต้องมีรายละเอียดให้พวกเราในสภาผู้แทนราษฎร และให้ ประชาชนได้รับรู้ ไม่อย่างนั้นมุบมิบทำกันเอง เอาเฉพาะกันแต่คนวงใน คนได้ประโยชน์คือ คนต้องอยู่ใกล้ชิดรัฐบาลเป็นนายทุนคนมีเงิน ประชาชนเสียโอกาส ชาวนา ชาวไร่ เกษตรกร วันนี้เราไปคลองโยง ยังไม่มั่นใจเลยว่าเที่ยวนี้ก่อนฝนจะมาเขาควรเพาะปลูกพืชอะไร คนจน ไม่มีสิทธิรู้ใช่ไหมครับ บอกกันเฉพาะคนวงในใช่ไหมครับ นี่คือความโปร่งใสที่เราเรียกหา จากตัวพระราชกำหนดฉบับนี้ ซึ่ง ณ วันนี้ผมพูดจนจบไม่มีคนรัฐบาลมาฟังครับ พูดในฐานะ ตัวแทนประชาชนก็เลยสะท้อนให้กับท่านประธานได้เห็นว่าตัวพระราชกำหนดฉบับนี้นั้น มีปัญหาแน่นอนในเชิงของเรื่องบริหารจัดการและประเด็นรายละเอียดความโปร่งใสเรื่องของ ผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้ายังมุบมิบกันอยู่อย่างนี้ครับ ความเชื่อมั่นไม่มีทางเกิดขึ้นได้ และคำถามจะเกิดขึ้นกับรัฐบาลชุดนี้อยู่เสมอ ไม่อาจหรอกครับที่จะใช้เสียงข้างมากยกมือกัน ในสภานี้ตลอดเวลา ถ้าประชาชนเขามีความรู้สึกว่ารัฐบาลหลอกประชาชนและกำลัง ใช้เสียงข้างมากของประชาชนในการที่จะสร้างผลประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจที่ใกล้ชิดรัฐบาล

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญรัฐบาลชี้แจง

นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม วิทยา บุรณศิริ ในฐานะที่เป็น รัฐมนตรีในรัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ผมไม่สบายใจเหมือนกัน ถ้าผมจะไม่ตอบ เพราะดูเสมือนว่าท่านผู้อภิปรายจะบอกว่าไม่มีคนของรัฐบาลหรือรัฐมนตรีนั่งฟังอยู่ ตรงนี้ ๒ ท่านครับ มีท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังและตัวผมอยู่ในห้องประชุมด้วย เพียงแต่ว่าผมไม่ได้นั่งบนบัลลังก์ แต่ขออนุญาตชี้แจงกับท่านสาทิตย์ผู้ที่ได้อภิปราย ขออนุญาตเอ่ยนามว่าสิ่งที่ท่านกล่าวบางเรื่องดูเสมือนว่ารัฐบาลจะไม่มีแผนอย่างชัดเจน ในการแก้ปัญหา แต่ขออนุญาตนำเรียนนะครับว่า พ.ร.ก. ที่นำมาให้เพื่อนสมาชิกได้ดูแล้วก็มี การอภิปรายกันนั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลกระทำโดยชอบตามกฎหมาย แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาอยู่นะครับ ท่านก็ทราบนะครับว่ามีคณะทำงานหลายคณะมาก โดยเฉพาะพื้นที่ที่ท่านกล่าวนั้นเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาคกลางที่ผมเองได้ถูกมอบหมาย ให้ดูแลในกลุ่มของ ๘ จังหวัด ขออนุญาตนำเรียนนะครับที่เกี่ยวข้องนะครับที่ท่านเพิ่งกล่าวจบลง ก็คือในเขตพื้นที่ทางฝั่งตะวันตก คือเขตของอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่รับน้ำนะครับ ก็เรียนให้ทราบนะครับว่าตอนนี้รัฐบาลไม่ใช่ปิดหูปิดตาประชาชนตามที่ ท่านได้กล่าว กระทรวงมหาดไทยก็มอบให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ทางฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องได้ทำการชี้แจงกับพี่น้องประชาชน มิใช่จะรู้กันเฉพาะที่ท่านกล่าวนะครับ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันนะครับความหมายของท่านคืออะไร รู้เฉพาะนายทุน จริง ๆ แล้ว มันไม่ได้ใช่เกี่ยวข้องกับนายทุนเลยครับ เรื่องการบริหารการจัดการเรื่องน้ำ โดยเฉพาะ ในลุ่มภาคกลางนั้นเราแยกออกเป็น ๒ ส่วน ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือ ๘ จังหวัดนะครับ ที่กระผมเองได้ตรวจสอบและดูอยู่ เราแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนในเรื่องของภาคอุตสาหกรรม โบราณสถาน แล้วก็พื้นที่ที่เกษตรกรรม เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาในลุ่มน้ำต่าง ๆ นะครับ ผมเรียนต่อท่านประธานในเบื้องต้นว่าสิ่งที่ท่านสาทิตย์กล่าวนั้นดูจะใจแคบไปหน่อยครับ ต้องขอพูดอย่างนี้นะครับ เพราะว่าการบริหารการจัดการนั้นเรามีการมอบหมายให้ทำความเข้าใจ กับพี่น้องประชาชน ส่วนโครงการตามที่ท่านได้กล่าวเรื่องของฟลัดเวย์จะเกี่ยวข้องจะต้องไป ฟ้องร้องพี่น้องประชาชน ผมขออนุญาตนำเรียนว่าการดำเนินการตามรูปแบบเป็นการกระทำ ของเจ้าหน้าที่ล้วนแต่ละท่านมีความรู้เกี่ยวข้องกับการบริหารการจัดการน้ำ มีทั้งอดีตอธิบดี กรมชลประทาน มีทั้งอดีตที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาระดับชาติ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ผมขออนุญาต นำเรียนเบื้องต้นนะครับท่านประธาน ผมคิดว่าพรุ่งนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะตอบท่านมากกว่านี้ แต่ผมขออนุญาตในฐานะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ถูกพาดพิงว่าไม่ได้ปิดหูปิดตา พี่น้องประชาชนครับ ตัวกระผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้สัมผัสกับ พี่น้องประชาชน แล้วก็ได้ทำความชี้แจงกันอย่างกว้างขวาง ส่วน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีพรุ่งนี้ ท่านก็จะตรวจ กทม. ก็จะเห็นได้ชัดว่าหน่วยงานทหารที่เข้าไปช่วยทำภารกิจในพื้นที่ก็จะทำหน้าที่ อย่างขะมักเขม้น เพราะฉะนั้นกราบเรียนเบื้องต้นว่ายืนยันไม่มีการปิดหูปิดตาประชาชนครับ มีแต่ว่าพี่น้องประชาชนจะต้องได้รับการดูแลอย่างสมบูรณ์ที่สุดโดยเฉพาะพื้นที่รับน้ำ แม้กระทั่งเรื่องของแก้มลิงธรรมชาติยังไม่ได้เป็นประเด็นสุดท้ายที่ท่านจะกล่าวว่ารัฐบาลนั้น ไม่ดูแลพี่น้องประชาชน ผมให้ความเชื่อมั่นแทนนะครับคนที่จะตอบต่อไปด้วย ขอเรียน ต่อที่ประชุมแห่งนี้นะครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลาครับท่านครับ ขอบคุณมากครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปท่านประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย นะครับ แล้วก็หลังท่านประเสริฐ แล้วจะเป็น ท่านสงกรานต์นะครับ หลังท่านสงกรานต์ก็เป็นท่านสุชาติ พอท่านสุชาติรับกลับมาที่ ท่านบัญญัติก่อนนะครับ ท่านจะได้เตรียมตัวได้นะครับ เชิญครับ

นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย สมุทรปราการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้กระผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลนี้ได้พยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าจะมีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใหญ่ โดยให้มีการออก พ.ร.ก. นะครับ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหาร จัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ การที่กระผมกล่าวอย่างนี้ก็เพราะว่าจริง ๆ แล้ว เงินจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มากจริง ๆ แต่ว่าจะทำอย่างไรได้ละครับ ในเมื่อมันมี น้ำท่วมใหญ่ขนาดนี้ขึ้นมา แล้วก็พี่น้องประชาชนครับวันนี้ยังมีความตื่นตระหนกอยู่เลยว่า น้ำจะท่วมอีกหรือไม่ ทุกคนตื่นตระหนกอยู่นะครับ กระผมเข้าใจว่าน้ำท่วมปี ๒๕๕๔ ปีที่แล้ว นี่นะครับ มีความเสียหายของเอกชนหรือของประชาชนทั่วไปถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาททีเดียว มีความเสียหายเกิดจากการขาดโอกาสต่าง ๆ ในอีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ความเสียหาย ในการที่เกิดน้ำท่วมนี่ โดยจีดีพีหายไป ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ รวมหมดก็ประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาท มันก็ไม่ใช่แค่นี้นะครับ ยังมีคนตายถึง ๗๕๐ คน แล้วสำคัญที่สุดก็คือความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวต่างประเทศที่ทำธุรกิจในบ้านเรา แล้วถูกน้ำท่วม แล้วก็ความเชื่อมั่นของต่างประเทศที่กำลังจะมาลงทุนในบ้านเราก็หายไป ท่านประธานครับ กระผมมีความเป็นห่วงเพราะว่าวันนี้เราอนุมัติเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วนี่ กระผมก็อยากจะเห็นว่าเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้ถูกนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหา น้ำท่วมอย่างตรงประเด็น แก้ไขได้และป้องกันทำให้น้ำไม่ท่วมได้ ท่านประธานครับ จังหวัดสมุทรปราการเป็นจังหวัดเดียวที่อยู่ในภาคกลางนะครับ ที่มีน้ำท่วมพร้อม ๆ กับ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วก็เข้าท่วมบ้านเปร็ง บางบ่อ คลองด่าน แล้วก็เตรียมแผ่ขยายที่จะท่วมจังหวัดสมุทรปราการทั้งหมด ณ ขณะนั้น พวกเราที่อยู่จังหวัดสมุทรปราการเราก็มองเห็นน้ำท่วมอยู่ แต่เราได้พยายามที่จะระบายน้ำ จนวันนี้จังหวัดสมุทรปราการถือเป็นจังหวัดเดียวที่ในภาคกลางที่น้ำท่วมนี่ น้ำไม่ท่วม จังหวัดสมุทรปราการ อันนี้ก็ถือว่าเป็นข้อมูลนะครับ ผมอยากจะเห็นการนำข้อมูลอย่างนี้ นำไปใช้เพื่อการวางระบบการแก้ไขปัญหาในการทำให้น้ำไม่ท่วม ผมไม่ชอบที่จะใช้คำว่า การป้องกันน้ำท่วม เพราะว่าถ้าเราป้องและกันนะครับน้ำจะท่วมใหญ่ทันที ท่านประธานครับ การจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมนะครับ กระผมเข้าใจว่าเราแก้ตรง ๆ เลยดีไหมครับ วันนี้มีการ จัดงบประมาณไปใน ๖ ด้านในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แต่ผมอยากจะไปที่ต้นตอก่อน การที่น้ำมันท่วมนี่ก็เพราะว่าน้ำมันไหลออกไม่ทัน ถ้าเราทำให้น้ำมันไหลออกทันนะครับ ไม่ว่ามากหรือน้อยน้ำก็จะไม่ท่วม แล้วก็การที่น้ำมันเยอะนี่นะครับ กระผมเข้าใจว่า เขื่อนกักเก็บน้ำไม่ดูตาม้าตาเรือ บวกกับมีพายุใหญ่มา ๕ ลูก ก็เลยทำให้น้ำมันเยอะ แต่ว่าการที่ น้ำมันท่วมใหญ่นี่อ้ายนี่มันเป็นประเด็นมากในการบริหารจัดการน้ำ เพราะว่ามีความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ของ ๒ จังหวัดที่กันไม่ให้น้ำเข้า เท่านั้นละครับน้ำก็ยกตัวเป็นสึนามิ แล้วก็ไล่ถล่มไปตลอดเลย วันนี้กระผมมีความเป็นห่วงการที่จะนำเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยเฉพาะเงินที่นำไปทำ ฟลัดเวย์ ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท กระผมเข้าใจว่าด้วยประสบการณ์ที่เราระบายน้ำและดูพื้นที่น ตลอดจนเราดูเส้นแม่น้ำนะครับ แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกงมีรูปร่าง ที่ผิดแผกแตกต่างกัน ให้ไปดูตรงนี้ไว้นะครับ เป็นหลักวิทยาศาสตร์ เป็นธรรมชาติของน้ำ และจะบอกเลยว่าเราควรจะทำฟลัดเวย์ในที่ราบภาคกลางหรือไม่ หรือว่าเราจะทำแก้มลิง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านไร่ สามารถที่จะ ป้องกันน้ำท่วมได้หรือไม่ แต่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่จะสูญเสียไปฟรี ๆ อย่างนี้งบ ๒ ตัวนี้รวมกัน ๒๓๗,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ผมว่าเอาตัวนี้ไปทำให้ถูกวิธีดีกว่า โดยเฉพาะในเรื่องการทำ ฟลัดเวย์นี่นะครับ ผมอยากจะเห็นแปลงการทำฟลัดเวย์มาสร้างคลองแล้วเชื่อมลง แม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำท่าจีนเชื่อมไปเชื่อมมา แล้วก็งบจำนวนนี้ไปตั้งสถานีสูบน้ำทำสัก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ได้สถานีสูบน้ำ ๕,๐๐๐ ล้านคิวต่อวินาที จะได้ ๔๓๒ ล้านคิวต่อวัน แล้วก็เร่งระบายน้ำเลย เดี๋ยวมันจะมีเทคนิคของมันครับ แต่ผมเกริ่นตัวนี้ไว้ก่อนเพราะว่า เวลาไม่มี ผมมีความเป็นห่วงนะครับ วันนี้มีการไปจัดงบไปขุดลอกคูคลอง อันนี้ก็เป็นปัญหาอีก การจัดงบขุดลอกคูคลองนะครับ ทำได้นะครับ ให้ทำในแนวดิ่งไว้นะครับ อย่าไปทำในแนวขวาง เล็ก ๆ ย่อย ๆ หรือไปขุดลอกคูคลอง ไปเก็บผักตบชวาไปตามหนองบึงที่มันมีผักตบชวา เกิดขึ้นเยอะแยะ อันนี้จะไม่มีประโยชน์ มันจะผลาญและงบประมาณก็จะไม่พอ ท่านประธานครับ น้ำท่วมใหญ่คือน้ำท่วมคือน้ำที่มันเหนือผิวดิน ถ้าเราทำให้น้ำผิวดินไหลออก ได้หมดน้ำก็ไม่ท่วม เพราะฉะนั้นวันนี้ผมอยากจะมีข้อสรุปเลยว่าถ้าเราจะ แก้ไขปัญหา น้ำท่วมเราจะใช้ ๒ ทฤษฎี ทฤษฎีแรกคือทฤษฎีบ่อดิน ทฤษฎีบ่อดินจะทำการระบายน้ำ ออกจากบ่อขุดดินที่มีความลึกถึง ๓๐ เมตร ๔๐ เมตรตลอดเวลา พื้นที่ ๓๐๐ ไร่ ๔๐๐ ไร่ หรือ ๕๐๐ ไร่ จะถูกระบายน้ำทิ้งตลอดเวลาเลย จนทำให้ฝนตกมาผ่านเป็นสิบ ๆ ปีน้ำก็ไม่ท่วม บ่อดิน

ทฤษฎีที่ ๒ จะเป็นทฤษฎีบ่อเลี้ยงกุ้ง บ่อเลี้ยงปลา ที่เขามีการตีอากาศให้น้ำ จะเร่งน้ำให้น้ำเคลื่อนตัวแล้วหมุนระบายเร่งน้ำลงมา เพื่อระบายน้ำที่มันท่วมอยู่ เหนือแผ่นดินให้มันไหลลงทะเลให้เร็วที่สุด ไหลลงไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งผมชี้ให้เห็น ๓ เส้นนี้นะครับ แล้วเราจะเร่งน้ำจำนวนนี้ไหลลงทะเลให้หมด นี่คือวิธีการป้องกันแบบง่าย ๆ เลย ผมก็ขอว่าขอให้ระวังในการแก้ไขปัญหาให้มองให้ตรงประเด็นอย่าให้เกิดลักษณะที่เป็น ตาบอดคลำช้าง เสร็จแล้วเราก็ใช้งบไปขี่ช้างจับตั๊กแตน สุดท้ายเราก็ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นเงินก้อนใหญ่ ขอให้ใช้ให้ถูกวิธีครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสงกรานต์เชิญครับ

นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร นครสวรรค์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครสวรรค์นะครับ วันนี้ผมจะอภิปรายในเรื่องพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒ ฉบับ ซึ่งทั้ง ๒ ฉบับนั้น ผมเป็น ๑ ในผู้ที่เซ็นไม่เห็นด้วยกับการยื่น พ.ร.ก. ในครั้งนี้นะครับ เหตุผล ที่ผมไม่เห็นด้วยนั้น มีดังต่อไปนี้ครับ

ฉบับแรกเป็น พ.ร.ก. ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลัง กู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ เหตุผล ที่ผมไม่เห็นด้วยเนื่องจากว่าผมคิดว่าเงินก้อนนี้ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท เป็นเงินที่มีปัญหา มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ แล้วก็อยู่ในระบบนั้นมาถึงสิบกว่าปีแล้ว ในการโยกครั้งนี้ถ้ามองทางบัญชี แล้วก็เหมือนเป็นการโยกหนี้จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ผลที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ ตอนนี้รัฐบาลบอกว่าสบายตัวแล้ว เพราะว่าเงินก้อนนี้ไม่ต้องหางบประมาณทุกปีปีละ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทมาอุด แต่เงินก้อนนี้กลับไปอยู่ที่แบงก์ชาติและแบงก์ชาติทำอย่างไร ก็ต้องหาเงินมาครับ แล้วผลก็ออกมาว่ารัฐบาลได้คุยกันแล้วก็บอกว่าจะเก็บเงินเข้ากองทุน เพิ่มขึ้นเป็น ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน่าแปลกก็คือว่า ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์นั้น ไม่ได้เก็บเฉพาะ เอกชนเท่านั้น แต่เก็บแบงก์ของรัฐบาลด้วยนะครับ ซึ่งเท่าที่ทราบมาการเก็บในแบงก์ ของรัฐบาลนั้นไม่เคยมีมาก่อน ผลกระทบคืออะไรครับ ถ้าภาพที่เห็นง่าย ๆ ก็คือ ถ้าผม เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ผมกู้เงินจาก ธ.ก.ส. ต่อไป ธ.ก.ส. มีต้นทุนเพิ่ม ก็ต้องมาคิดผมเพิ่มทบไป ในดอกเบี้ย ซึ่งหมายความว่าผมต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม ในทางตรงกันข้ามครับ ถ้าผมเป็นผู้ฝากเงิน อยู่กับธนาคารออมสินหรือ ธ.ก.ส. การทำของรัฐบาลครั้งนี้จะทำให้ผมได้รับผลตอบแทนจาก ดอกเบี้ยนั้นลดน้อยลงแน่นอน เพราะว่าเงินส่วนนี้ต้องกันเอาไว้ไปตั้งเป็นกองทุนเพื่อไปใช้หนี้ ก้อนนี้ ฉะนั้นสิ่งนี้คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยใน พ.ร.ก. ฉบับแรกนะครับ

พ.ร.ก. ฉบับที่ ๒ เป็นเรื่องของเงินกู้ ๓.๕ แสนล้านบาท ผมคิดว่าการกู้เงินนั้น จำเป็นที่จะกู้มาเพื่อช่วยเหลือน้ำท่วม เพราะจังหวัดผมเองจังหวัดนครสวรรค์นั้น ก็สาหัสสากรรจ์ บ้านผมเองนั้นโดนท่วมไปเดือนเศษ ๆ ฉะนั้นผมเห็นด้วยในหลักการที่ต้องกู้ แต่ไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนก็คือการที่จะกู้โดยใช้ พ.ร.ก. เพราะว่าการกู้โดย พ.ร.ก. นั้น จุดอ่อนที่เห็นชัดที่สุดก็คือว่าไม่มีการตรวจสอบครับ การตรวจสอบทำได้น้อยมาก ความเชื่อใจ ทั้งหมดนั้นตกไปอยู่ในมือของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว พวกผมซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน เป็น ส.ส. ในพื้นที่ไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้รายละเอียดต่าง ๆ นอกจากรายละเอียดคร่าว ๆ ที่ท่าน แจกให้ในวันนี้เท่านั้น ฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่าไม่เห็นด้วยนะครับ นั่นคือเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยใน ๒ หลักการ แต่อย่างที่เห็นนะครับว่าในที่สุดศาลก็มีมติออกมารับรอง พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับ แล้วก็วันนี้รัฐบาลนำเรื่องทั้ง ๒ เรื่องนี้เข้ามาในสภาก็คิดว่าคงจะผ่านอย่างแน่นอน เพราะว่า ดูแล้วไม่น่าจะมีอุปสรรคอะไร เมื่อมันต้องเป็นแบบอยู่แล้วอย่างไรก็ต้องใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังอยากจะฝาก ไม่ใช่ฝากครับ เป็นข้อสังเกตให้รัฐบาลอยู่ ๒-๓ เรื่องนะครับ

เรื่องแรก ก็คือการใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อกี้ผมได้ยินบางท่าน บอกว่าเป็นความภาคภูมิใจที่ได้กู้เงิน แล้วก็ไปโชว์คนอื่นให้รู้ว่าตัวเองกู้เงินได้ แต่ถามผมนี่ การกู้เงินเป็นเรื่องน่าอายนะครับ คนที่ไม่มีเงินกู้คือคนที่ดีที่สุดนะครับ ฉะนั้นการกู้เงินแล้ว ที่สำคัญที่สุดเงินก้อนนี้รัฐบาลกู้ครับ แต่คนใช้เงิน คนต้องไปใช้ดอกเบี้ยก็คือประชาชน ทั้งประเทศครับ ฉะนั้นการนำเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทออกมาใช้ในครั้งนี้ ผมคิดว่า ควรจะต้องมีการจัดงบให้ละเอียดนะครับ แล้วก็เป็นธรรมที่สุด เป็นธรรมนี้คืออะไรครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายคนพูดว่าบางภาค บางพื้นที่นั้นก็ไม่ได้รับจัดสรรเรื่องงบช่วยเหลือ น้ำท่วม ท่านอย่าเอาปีที่แล้วเป็นหลักสิครับ ถ้าท่านเอาปี ๒๕๕๔ เป็นหลักนั้นใช่ครับ บางพื้นที่น้ำท่วม บางพื้นที่น้ำไม่ท่วม แต่การออกพระราชกำหนดของท่านครั้งนี้ ท่านบอกว่า ท่านจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งประเทศนะครับ ทางใต้ก็ควรจะได้ครับ อีสานก็ควรจะได้ครับ สำหรับผมจังหวัดนครสวรรค์โดนเต็ม ๆ ก็ควรจะได้อยู่แล้วนะครับ อันนั้นในสัดส่วน ที่ควรจะเป็นนะครับ แล้วการแก้ไขผมอยากให้เป็นการแก้ไขในระยะยาวครับ ไม่ใช่ต้องทำ ให้เสร็จภายใน ๙๐ วัน ทำให้เสร็จภายใน ๙๐ วัน ทำได้อย่างเดียวขุดลอกครับ ขุดลอก แล้วทำอย่างไรครับ ต้องใช้วิธีพิเศษครับ พอใช้วิธีพิเศษแล้วสิ่งต่าง ๆ ก็ตามมาอีกเยอะครับ ปัญหาข้อครหานินทา ความไม่เท่าเทียม การเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เท่ากันก็ตามมาครับ ฉะนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าควรจะต้องชี้แจงนะครับ

เรื่องที่ ๒ การแก้ไขปัญหาครับ ผมฟังมาตั้งแต่เช้าแล้วครับ พูดแต่เรื่อง น้ำท่วม แต่เมื่อสักครู่นี้ท่านสาทิตย์ ท่านพูดว่าผมคิดว่าปีนี้น้ำอาจจะแล้งด้วยครับ แล้วคราวนี้ตอนนี้ทางเหนือหลายจังหวัดก็ประกาศเป็นภัยแล้งไปแล้วนะครับ และอย่างที่ ท่านสาทิตย์พูดถูกก็คือว่าขณะนี้มีการปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลลงมา ท่านเชื่อไหมครับว่า พี่น้องผมที่อยู่ตามริมน้ำ ปกติหน้านี้เขาจะอาศัยหาดบริเวณริมน้ำปลูกผักที่ใช้แบบน้ำระยะสั้น แล้วก็เก็บได้ในระยะไม่กี่วัน ตอนนี้น้ำท่วมหมดครับ เขาไม่เคยคิดว่ารัฐบาลจะปล่อยน้ำ ในช่วงนี้ครับ ฉะนั้นเขาก็ไม่มีรายได้ ปลูกพริก ปลูกผักต่าง ๆ นั้นรายได้หายไปนะครับ ฉะนั้น การแก้ไขท่านต้องวางไว้ ๓ เรื่อง ท่านต้องวางงบก้อนหนึ่งสำหรับก่อนน้ำท่วมครับ ก่อนน้ำท่วม ก็คือเรื่องนี้ ขุดลอก ทำประตู ซ่อมคัน ยกระดับถนน อีกส่วนหนึ่งครับท่านต้องเตรียมไว้ สำหรับระหว่างที่น้ำท่วมด้วยครับ ท่านต้องคิดว่าถ้าน้ำท่วมแล้ว ท่านจะเอาเงินก้อนไหน มาช่วยชาวบ้านครับ และสำคัญที่สุดผมอยากจะฝากไว้ตรงนี้ก็คือว่า ท่านต้องเตรียมงบ สำหรับหลังน้ำท่วมด้วยครับ หลังน้ำท่วมคืออะไรครับ พอน้ำท่วมปีที่แล้ว ผมสังเกต ที่จังหวัดนครสวรรค์ผม ศูนย์อพยพเป็นไปอย่างทุลักทุเลมาก แล้วก็งบก็ดึง ๆ กันมาไม่มีการ เตรียมตัวครับ เอากันแบบขอไปที ปะหน้าลูบจมูก ลูบจมูกปะหน้านะครับ ฉะนั้นเที่ยวนี้ เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านลองแบ่งเป็นก้อน ๆ แล้วก็แบ่งใช้ให้ถูกนะครับ

เรื่องที่ ๓ ผมคิดว่าการออกเป็น พ.ร.ก. แล้วก็ออกเป็นงบแบบนี้มันมีโอกาส เปิดช่องให้มีการทุจริต เพราะว่าขณะนี้ในพื้นที่ผมเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมอยู่ ก็ต้องขออนุญาตครับ ผมก็เป็นธรรมนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านไปจังหวัดนครสวรรค์ ท่านก็ให้งบมาส่วนหนึ่ง ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านตรงนี้ แต่สิ่งที่ผมกังวลมากกว่านั้นก็คือตอนนี้มีคนหลายคน ไปพูดครับว่าไม่ต้องกลัวครับ ส่งงบมาได้เลยไม่จำกัด เขาสามารถจะไปจัดการไปคุยกับรัฐบาลได้ และถ้าส่งผ่านมือเขาแล้วจะได้งบแน่นอน อันนี้ท่านต้องอย่าให้เกิดนะครับ เพราะท่านให้ เกิดขึ้นมาไม่ได้นะครับ แล้วถ้าเกิดขึ้นมาแล้วสุดท้ายมันเป็นอันตรายกับรัฐบาลของท่านเอง ฉะนั้นผมฝากไว้ด้วยครับ

เรื่องสุดท้าย เรื่องแก้มลิงที่ท่านบอกจะหาพื้นที่แล้วก็ใช้เงินกว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ชาวบ้านหลายคนนอนไม่หลับครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่บึงบอระเพ็ดผม พื้นที่บึงบอระเพ็ด มีอยู่แสนกว่าไร่ครับ แต่พื้นที่จริง ๆ ตอนนี้ที่เหลืออยู่ ๖๐,๐๐๐ กว่าไร่เท่านั้น หายไป เกือบครึ่งนะครับ แล้วตอนนั้นก็มีนักวิชาการบางคนบอกว่าให้เอาประชาชนออกให้หมด แล้วก็เอาแสนกว่าไร่นั้นเป็นพื้นที่รับน้ำทั้งหมดเลย ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องเปราะบาง แล้วก็ อันตรายมากนะครับ อยากฝากให้ท่านทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ด้วย

และสุดท้ายสุดที่ผมอยากจะฝากก็คือเงินนี่มันเป็นเงินกู้ มันไม่ใช่เงินของเรา และอย่างที่ผมย้ำอีกครั้งก็คือว่า เรากู้มาเราต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วก็อย่างที่เห็น หลังจากวันนี้ถ้างบผ่านไปแล้ว ท่านอย่าลืมนะครับ มีคนอีกเป็นล้านล้านคนที่รออยู่ หลายท่านอาจจะลืมไปแล้วว่าผมทวงในสภาที่นี้ ๓-๔ ครั้ง ก็คือเงินช่วยเหลือบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม หลังละ ๑๐,๐๐๐ บาทบ้าง ๒๐,๐๐๐ บาทบ้าง ๓๐,๐๐๐ บาทบ้าง บ้านพังทั้งหลังบ้าง ตอนนี้เวลานี้ยังไม่ได้นะครับ แล้วผมก็ถาม หน่วยราชการหลายหน่วยที่ผมพอจะถามได้ เขาบอกว่ารองบประมาณของรัฐบาลอยู่ ถ้าวันนี้ หรือวันพรุ่งนี้ผ่านแล้ว สิ่งแรกที่ผมอยากจะฝากท่านก็คือว่าให้รัฐบาลเร่งจ่ายเงินชดเชย น้ำท่วมบ้านที่ได้รับความเสียหาย เงิน ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือนโดยเร็ว เพราะอันนี้จะเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้พี่น้องชาวบ้านที่เขารออยู่จะได้สบายใจ

และเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะฝากก็คือว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมก็ดี แต่แก้ปัญหา สำคัญที่สุดคือแก้ปัญหาของแพง ของแพงนี่เป็นเรื่องใหญ่ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ของพี่น้องครับ พี่น้องตอนนี้บอกว่าบังคับให้เขาขายข้าวผัดกระเพราจานละ ๒๕ บาท ดูต้นทุนหรือเปล่าครับ ไข่ใบเท่าไร หมูกิโลกรัมละเท่าไร ข้าวราคาเท่าไร เขาบอกอย่างน้อย เขาอยู่ได้ต้อง ๓๐-๓๕ บาท ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ ก็ฝากรัฐบาลด้วยครับว่า อย่าดูเฉพาะเรื่องน้ำท่วม ดูให้ครอบคลุมทั้งหมดด้วยแล้วก็ดูปัญหาข้าวของแพงของพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสุชาติ ชมกลิ่น ครับ

นายสุชาติ ชมกลิ่น ชลบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายสุชาติ ชมกลิ่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคพลังชล ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณที่ให้เวลาและโอกาสกระผมในการอภิปราย ในวันนี้ ท่านประธานครับ ในวันนี้กระผมขออภิปรายสนับสนุนพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ทั้ง ๒ ฉบับ ท่านประธานครับ ผมขอย้อนหลังกลับไปเมื่อวันที่พี่น้องประชาชนคนไทยที่ได้รับความทุกข์ ความยากลำบากกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในปีที่ผ่านมา ผมเชื่อเหลือเกินนะครับว่า พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น บ้านที่อยู่อาศัยน้ำท่วม และผู้ได้รับผลกระทบ ทางอ้อม เช่น บ้านที่อยู่อาศัยถึงน้ำไม่ท่วมแต่โรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ทำงานอยู่นั้นท่วม ผลกระทบทางอ้อมก็คือความเสี่ยงในภาวะตกงานสูงทำให้เกิดความเครียด จังหวัดชลบุรี ผมก็เป็นอีก ๑ จังหวัด ซึ่งเกิดผลกระทบทางอ้อม คือเป็นจังหวัดที่จัดเป็นศูนย์อพยพพักพิง และให้ความสนับสนุนวัตถุดิบ เช่น ทรายดิบเพื่อนำไปทำกระสอบทราย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ กระผมและพี่น้องชาวจังหวัดชลบุรีก็ภาคภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน พี่น้องประชาชน ที่ไม่มีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมนั้นก็ต้องเศร้าใจและสงสารคนไทยด้วยกัน ช่วยเหลือกันด้วยวิธีการบริจาคทั้งสิ่งของและเงินทอง ซึ่งเป็นสิ่งที่กระผมโดยส่วนตัวนั้น ไม่เห็นด้วยที่จะเห็นการบริจาคซ้ำ ๆ ซาก ๆ นี่คือเหตุการณ์คร่าว ๆ ในอดีตที่ผ่านมา ท่านครับ พระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้ เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ที่ผ่านมานั้นได้มี คำวินิจฉัยตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ที่ติดตามพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลและผู้ที่สนใจได้ทราบ และรับรู้เหตุผลทั้งหมดแล้ว ท่านประธาน ในฐานะของพรรคร่วมรัฐบาล แนวทางการบริหารงานของรัฐบาล ซึ่งเป็น เรื่องธรรมชาติที่ผู้บริหารหรือนายกรัฐมนตรีจะต้องรีบและเร่งแก้ไขปัญหา เพราะต้องสร้าง ความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ พวกเรา ต้องยอมรับนะครับว่ามหาอุทกภัยที่ผ่านมานั้น ทำให้ทุกภาคส่วนเสียหายเป็นภาพรวมตัวเลข คร่าว ๆ อย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กล่าว ในเบื้องต้นว่าตัวเลขคร่าว ๆ อยู่ ๑.๔ ล้านล้านบาท ภาคอุตสาหกรรมตัวเลขประมาณการ ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ภาคสังคมความเป็นอยู่ของประเทศไทยนั้นอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่ และเลวร้าย ซึ่งก็ไม่มีใครที่จะคาดคิดได้ในสิ่งที่เกิดขึ้น ภาคเศรษฐกิจนั้นจีดีพีซึ่งเรา ได้คาดหวังเศรษฐกิจในการเติบโตของจีดีพีในปีที่ผ่านมา ซึ่งก็ต้องผิดหวังกันทั้งประเทศ และในภาคของเศรษฐกิจนั้นเติบโตเพียงร้อยละ ๐.๑ ซึ่งทำให้การลงทุนนั้นหยุดชะงัก ซึ่งถ้า รัฐบาลหรือผู้นำบริหารประเทศไม่มีแผนการและแหล่งเงินที่จะมาแก้ไขหรือมาตรการต่าง ๆ ภาคเศรษฐกิจและภาคสังคมโดยรวมนั้นจะเติบโตได้อย่างไร ท่านประธานครับ เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระผมนั้นได้มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหารของสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ผมได้สอบถาม นอกรอบว่านโยบายการสนับสนุนทางการเงินเป็นอย่างไรบ้างสำหรับพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม ทั้งจังหวัด ซึ่งกระผมนั้นจะไม่ขอกล่าวถึงจังหวัดนั้น ๆ เพราะไม่อยากจะเป็นการซ้ำเติม หรือทำร้ายจิตใจกันนะครับ ท่านทราบไหมครับว่านโยบายของสถาบันการเงินนั้นจะมี การชะลอการสนับสนุนทางการเงินแก่ธุรกิจต่าง ๆ ที่อยู่ในจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมทั้งจังหวัด อย่างเช่นธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งกระผมนั้นก็ได้มีความคลุกคลีกับธุรกิจ ประเภทอย่างนี้อยู่ ผมก็ได้สอบถามไปว่าธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ที่ผ่านมา มีภาวะความเสี่ยงในเรื่องเป็นจังหวัดรับน้ำ ทางสถาบันการเงินหรือผู้บริหารต่าง ๆ ท่านก็ตอบ กลับมาว่าจะต้องมีการพิจารณาดูอีกทีหนึ่งครับว่าต้องดูแผนการแก้ไขของรัฐบาลให้เป็น รูปธรรมก่อนถึงจะเริ่มมาพิจารณาสินเชื่อของจังหวัดนั้น ๆ ใหม่นะครับ ท่านประธานครับ ในส่วนของการบริหารงาน ในส่วนของรัฐบาลมีแผนหรือมีมาตรการการแก้ไขในแผนการ แก้ไขแหล่งพักน้ำต่าง ๆ หรือการแก้ไขจังหวัดที่มีน้ำท่วมนั้น ถ้าไม่มีแหล่งเงินที่จะมาทำ นโยบายต่าง ๆ ผมเชื่อนะครับว่าก็ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้เป็นรูปธรรมหรือสร้างความ มั่นใจให้กับภาคส่วนต่าง ๆ ได้นะครับ ในภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่นี้หรือมหาอุทกภัยที่ผ่านมาครั้งนี้ ผมก็ไม่อาจจะไปโทษใครนะครับว่าใครผิดหรือใครถูก ซึ่งโดยส่วนตัวผมนั้นให้ความเคารพ ทุกภาคฝ่าย ทั้งเพื่อนสมาชิกในที่นี้ผมก็ไม่อาจโทษว่าใครผิดใครถูก เพราะทุกฝ่ายทั้งฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้านนั้นก็อภิปรายในหลักการและเหตุผลของแต่ละคนแต่ละฝ่าย ซึ่งในส่วนตัว กระผมนั้นก็เคารพความคิดของแต่ละฝ่าย ซึ่งผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนทุกท่านในที่นี้ ก็ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์หรืออยากจะพิจารณาวิธีการแก้ไขช่วยกันแก้ไขหาทางออก ให้ประเทศ สิ่งที่พูดมาต่าง ๆ นั้นทั้งวันที่ผมได้ฟังและลำดับความต่าง ๆ นั้น ทุกท่านนั้น ให้ความเป็นห่วงในเรื่องของภาวะน้ำท่วมที่ผ่านมา ซึ่งผมเองก็เหมือนกับพวกท่านนะครับ ผมก็อยากให้ประเทศชาติและประเทศไทยนั้นเดินต่อไปเพื่อเศรษฐกิจแล้วก็ความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนนะครับ ดังนั้นในวันนี้ผมขอสนับสนุนพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พุทธศักราช ๒๕๕๕ ในวงเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ

ส่วนพระราชกำหนดการปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พุทธศักราช ๒๕๕๕ นั้น กระผมนั้นขออภิปรายให้การสนับสนุนตามหลักการและเหตุผล ขออนุญาตเอ่ยนามของท่าน พันเอก ดอกเตอร์อภิวันท์ วิริยะชัย นะครับ เพราะว่าเมื่อสักช่วงบ่ายผมได้ฟังท่านอภิปราย หลักการและเหตุผลของท่านนั้นที่สมบูรณ์แบบแล้วนะครับ ผมเองก็ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน อีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมเองก็ให้การสนับสนุนในเหตุผลของท่านนะครับ โดยสรุปแล้วนะครับ กระผมนั้นขอให้การสนับสนุนพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนะครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป เป็นท่านบัญญัตินะครับ แล้วก็หลังท่านบัญญัติจะเป็นท่านสุนทรี ชัยวิรัตนะ และกลับมาเป็น ท่านดอกเตอร์สามารถ ราชพลสิทธิ์ นะครับ และคุณหมอเชิดชัย แล้วกลับมาที่คุณหมอสุกิจ อัถโถปกรณ์ แล้วก็ท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม นะครับ เตรียมไว้นะครับ เชิญครับท่านบัญญัติ

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระยอง ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะได้อภิปราย เพื่อประกอบเหตุผลในการที่ผมไม่เห็นชอบกับพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ เหตุผลที่ผมใช้ ประกอบในการอภิปรายไม่ใช่ว่าอยู่ที่เรื่องของความจำเป็นว่าไม่มีความจำเป็นในการที่จะ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมนะครับ เป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้วนะครับจากความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทรัพย์สิน เรือกสวนไร่นาหรือชีวิตก็แล้วแต่ที่สูญเสียไปจากน้ำ ท่วมใหญ่ในปี ๒๕๕๔ แต่เหตุผลที่ผมไม่สนับสนุนเพราะเหตุว่าผมไม่ค่อยมั่นใจครับว่าหนี้สินที่จะ เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ใน พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้ซึ่งเป็นภาระตกแก่ ผู้เสียภาษีทุกจังหวัดในประเทศไทยรวมทั้งจังหวัดระยองที่ผมอยู่ด้วยนะครับ แล้วก็ผมถาม เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ ภาคนะครับ ก็ไม่มีใครตอบได้ว่าเม็ดเงินเหล่านี้ไปลง ที่ไหนนะครับ เพื่อนสมาชิกที่ภาคอีสานก็ไม่รู้ว่าจังหวัดตัวเองมีงบประมาณไปลงหรือไม่ แม้พื้นที่น้ำท่วมเอง สมาชิกก็ยังไม่รู้เหมือนกัน นี่ครับคือสิ่งที่เป็นความคลางแคลงสงสัยครับว่า เงินกู้จำนวนมหาศาลเหล่านี้แล้วกำหนดระยะเวลาการใช้งบประมาณสั้นมากครับ แค่ประมาณ ๑ ปีเศษเท่านั้นเอง ตาม พ.ร.ก. เงินกู้ต้องใช้เงินให้หมด หมายความว่า ต้องสามารถใช้เงินได้หมดภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ เงินขนาดนี้แล้วใช้ได้เร็วขณะนี้ ผมคิดไม่ออกเลยครับว่าจะสามารถก่อสร้างอะไรให้มันเสร็จเบิกจ่ายงบประมาณให้ทัน วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ เว้นแต่ว่าเอางบนี้ไปขุดลอกนะครับ ก็เป็นที่รู้จักกันอยู่แล้วว่า การขุดลอกแหล่งน้ำมันไม่มีระบบการตรวจวัดปริมาณงานที่แน่นอน หมิ่นเหม่ต่อการ ทุจริตคอร์รัปชันที่หน้างานเป็นอย่างมาก ซึ่งเขาก็มักจะเรียกว่าเป็นโครงการล้างบุ้งกี๋ เอารถแบคโฮ (Backhoe) ไปขุดผักตบชวามาแล้วก็ตีเป็นคิวดินที่ขุดนะครับ สูญเสียงบประมาณ ไปเป็นจำนวนมาก ผมคาดเดานะครับเนื่องจากว่าท่านไม่มีข้อมูลว่าเป็นโครงการประเภทใด พื้นที่ใด ไม่เหมือนกับ พ.ร.บ. ถ้าเป็นพ.ร.บ. จะมีการตั้งกรรมาธิการไว้เรียกเอกสาร ข้อมูลต่าง ๆ มาเพื่อประกอบการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการวิสามัญได้ แต่ พ.ร.ก. ให้อำนาจรัฐมนตรี ล้วน ๆ เลย ผมไม่อยากที่จะให้การใช้งบประมาณในกรณีที่พอจะมีเวลาในการที่จะดู ความรอบคอบให้ไปใช้งบอย่างชนิดที่เรียกว่าตีเช็คเปล่า อันนี้เนื่องจากเราห่วงเม็ดเงินภาษี ซึ่งจะต้องแบกรับภาระในการใช้หนี้กับทุก ๆ คน ผมเลยคิดว่าในส่วนนี้ไม่อาจที่จะเห็นชอบ ใน พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไปได้ ก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลก็ได้ออก พ.ร.ก. ไปแล้ว ๒ ฉบับนะครับ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนั้นไว้ชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วม อันนั้น ยอมรับได้นะครับ แล้วก็อีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทรวมเป็น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้จะมาขออีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ยังไม่รวมถึง พ.ร.ก. ที่ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นการโยกย้ายเงิน โยกย้ายกองทุนนี้ให้ไปใช้เงินของแบงก์ชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยไม่นำเงินต่าง ๆ เหล่านั้นมาเข้าสู่ในระบบของกระทรวงการคลัง เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎร ได้มีโอกาสผ่านตาพิจารณานะครับ ผมคิดว่าทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นกระบวนการที่ทำให้หนี้สิน เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในวงกว้าง แล้วไม่ผ่านการรับรู้จากพี่น้องประชาชนที่เป็นตัวแทน ในสภาผู้แทนราษฎร ผมคิดว่าหลักการใหญ่ ๆ ตรงนี้ผมไม่อาจที่จะให้ความเห็นชอบได้นะครับ เหตุใดที่ไม่เห็นชอบ ผมจะขออนุญาตเสริมเพิ่มเติมนิดหนึ่งว่าทางรัฐบาลท่านกลัวอะไรครับ ท่านถึงไม่เอารายละเอียดของโครงการใช้จ่ายงบประมาณมาให้สภาได้รับทราบนะครับ ท่านสามารถที่จะให้เป็นซีดีก็ได้ ให้เป็นเอกสารก็ได้ หรือท่านเปิดเว็บไซต์ (Website) ให้พวกเรา ไปดูก็ได้ เราก็จะได้ตรวจสอบเหมือนโครงการไทยเข้มแข็งในรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เขาเปิดเว็บไซต์ให้ทุกคนได้เข้าไปดูได้เลยว่าโครงการเงินกู้นั้นไปอยู่ที่ไหนอย่างไรบ้าง และให้ทุกคนได้มีโอกาสได้ตรวจสอบพื้นที่ที่จะมีการใช้จ่ายงบประมาณนะครับ ก็บ่งบอกถึง ความโปร่งใส่ ในยุคนี้ระบบธรรมาภิบาลเป็นที่นิยมและเป็นที่นับถือว่าการใช้จ่ายงบประมาณนั้น จำเป็นจะต้องได้รับความโปร่งใส ตรวจสอบได้ แต่ใน พ.ร.ก. เงินกู้นี้ขาดความโปร่งใส ขาดการตรวจสอบ แล้วที่สำคัญผมยังไม่แน่ใจว่าท่านใช้งบประมาณไปแล้วน้ำยังท่วม เหมือนเดิมหรือไม่ หรือท่านใช้งบประมาณไปแล้วปีต่อ ๆ ไปพายุอาจจะไปตกในภาคอีสาน สิ่งที่ท่านลงไปถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่อีสานไม่ได้มีงบประมาณเหล่านี้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นความสูญเปล่าต่าง ๆ เหล่านี้ท่านมั่นใจอย่างไรนะครับว่ารัฐมนตรีท่าน ๓๕ คน จะมีความรอบคอบเสมือนในสภาผู้แทนราษฎรถึง ๕๐๐ คนนะครับ ในวันพรุ่งนี้ที่จะมี การลงมติท่านกรุณาเถอะครับนำรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณมาชี้แจงหรือมานำเสนอ ให้สภาผู้แทนราษฎรให้ได้หายสงสัย และเพื่อนสมาชิกไม่ว่าจะเป็นซีกรัฐบาลหรือซีกฝ่ายค้าน ก็ดีนะครับ ทั้งหมดต่างตั้งข้อสังเกตเรื่องของรายละเอียดของงบประมาณที่จะนำไปใช้จ่าย เพื่อที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แล้วที่สำคัญก็จะได้มีส่วนร่วมในการให้ความเห็นว่า จะใช้จ่ายงบประมาณอย่างไรให้เกิดการแก้ปัญหา เพื่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยได้นะครับ หากว่าท่านไม่สร้างความเชื่อมั่นต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ แม้ว่าท่านจะมีเงินที่หน้าตักของท่าน ใช้จ่ายอย่างสะดวกมือแล้วนะครับ ผลก็อาจจะไม่เป็นไปตามที่ท่านคาดหมายก็ได้ แล้วสังคม ก็ไม่เกิดการเรียนรู้ น้ำท่วมอีกกี่ครั้งก็ไม่เกิดการเรียนรู้นะครับ ท่านกู้แล้วก็กู้อีกเหมือนอย่างที่ ซีกรัฐบาลท่านกล่าวหารัฐบาลที่แล้วว่ามีแต่กู้ กู้ กู้ มีแต่หนี้ ปัจจุบันนี้ท่านกู้มากกว่า แล้วท่านสร้างหนี้ที่มากกว่า ให้ภาระทางสังคมที่มากกว่า แต่ถ้าคุ้มค่ามีเหตุผลเพียงพอ ผมยินดีที่จะเห็นชอบครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คุณสุนทรี ชัยวิรัตนะ

นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณทางศาลรัฐธรรมนูญที่ได้ มีการตีความว่าพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับที่ทางพรรคฝ่ายค้านได้ส่งยื่นไปให้ตีความนั้น ไม่ขัดกับทางรัฐธรรมนูญ แล้วก็ได้มีการพิจารณาออกมาในระยะเวลาที่ค่อนข้างจะรวดเร็ว คือเพียงแค่ ๒๔ วัน พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับที่ทางพรรคฝ่ายค้านได้ส่งไปให้ตีความก็คือ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เพื่อลงทุนวางระบบการบริหารจัดการน้ำ ในวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท การที่สาเหตุสำคัญที่ทำให้ทางรัฐบาลต้องขอกู้เงิน ก็เนื่องมาจากว่าในปลายปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมาประเทศไทยได้เกิดอุบัติภัยอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ครอบคลุมถึง ๖๔ จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วก็ภาคกลาง ที่สำคัญค่ะ เมื่อต้นปี ที่ผ่านมานี้เองก็มีการเกิดอุทกภัยขึ้นในจังหวัดภาคใต้อีกเช่นกัน ซึ่งต้องยอมรับค่ะว่าในแต่ละปี ที่เกิดขึ้น ปัญหาเหล่านี้ก็เพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มจะ ถดถอยของประเทศทำให้ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างประเทศก็ลดลงแล้วก็ความสามารถ ในการจะแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ก็ลดน้อยถอยลงด้วย ท่านประธานทราบไหมคะว่ารายได้ ของประเทศเราค่ะ ๗๐ เปอร์เซ็นต์มาจากการส่งออก แล้วก็สินค้าส่งออก ๑๐ ลำดับแรก ของประเทศไทยเราเป็นสินค้าที่มาจากบริษัทที่ลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งในตรงนี้ก็เป็น หน้าที่ของทางรัฐบาลที่จะต้องหามาตรการฟื้นฟูเยียวยาแก้ไขความเสียหายและหามาตรการ ป้องกันการเกิดภัยพิบัติในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับ ประชาชนและนักลงทุนว่าก่อนฤดูฝนในปี ๒๕๕๕ นี้จะสามารถบริหารจัดการน้ำเพื่อมิให้ เกิดปัญหาอุทกภัย แล้วก็จะต้องมีการลงทุนในเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันความเสียหาย ที่อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงและมีผลกระทบทางธุรกิจ ซึ่งในเรื่องเหล่านี้ก็จำเป็น จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากค่ะ การที่รัฐบาลได้มีการออกพระราชกำหนด ๔ ฉบับพร้อมกัน ในครั้งนี้ พูดง่าย ๆ เราออกเป็นรูปในลักษณะของแพคเกจเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอุทกภัย ที่เราได้รับ ต้องยอมรับค่ะว่ารัฐบาลได้มองการณ์ไกลเป็นอย่างมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง เมื่อมีการออกพระราชกำหนดในการให้กู้เพื่อมาแก้ปัญหาอุทกภัยแล้ว ก็ยังได้มีการออกไปถึง พระราชกำหนดในเรื่องของการวางระบบเกี่ยวกับกองทุนส่งเสริมการประกันภัยเพื่อรองรับ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในวงเงินอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมถึงการที่มีวงเงินอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการออกพระราชกำหนดเกี่ยวกับการให้กู้หรือว่าซอฟท์โลนกับประชาชนแล้วก็เอสเอ็มอี ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง

อีกพระราชกำหนดหนึ่งค่ะ ที่วันนี้ได้เข้าสู่การพิจารณาของเรา ก็คือ พระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ก็ต้องยอมรับค่ะท่านประธานว่าเป็นปัญหา ที่ก่อตัวแล้วก็หมักหมม เป็นปัญหาเรื้อรังที่ก่อตัวมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ตั้งแต่งบประมาณ ปี ๒๕๔๒ ถึงงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ประเทศไทยเราโดยเฉพาะงบประมาณของประเทศเรา เสียตรงนี้เป็นค่าดอกเบี้ยถึงประมาณ ๗๓๘,๐๐๐ ล้านบาท รวมถึงงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ อีกประมาณ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทนะคะท่านประธาน ตรงนี้หากเราสามารถไม่ต้องที่จะ ตั้งงบประมาณจำนวนปีละ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทมาเพื่อแก้ไขปัญหาในการชำระดอกเบี้ย ให้กับทางสถาบันการเงินที่เกิดปัญหาวิกฤติในปี ๒๕๔๐ นำเงินเหล่านี้มาเพื่อช่วยในการ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รัฐบาลจะมีช่องว่างของงบประมาณ มีวงเงินที่เพียงพอที่จะมา ดำเนินการในการก่อสร้างหรือว่าสร้างแหล่งกักเก็บน้ำไม่ว่าจะเป็นการเปิดทางระบายน้ำ งบประมาณแต่ละปีของประเทศไทยเรามีเพียงร้อยละ ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่าย ๆ ก็ประมาณ ๕๐,๐๐๐๐ ล้านบาทที่มาดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ หากเราได้งบประมาณ ตรงส่วนนี้มาเพิ่มเติมเข้าไปก็น่าจะเป็นการดีที่จะทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้ค่ะ ซึ่งต้องบอกว่าการที่มีการออกพระราชกำหนดโอนหนี้ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยนี้ ก็ทำให้ประเทศเราประหยัดงบประมาณถึงประมาณปีละ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทค่ะ แต่ว่า ประเด็นอื่นอะไรก็ตามแต่ ดิฉันต้องบอกว่าดิฉันให้การสนับสนุนในการที่ทางรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้มีการออกพระราชกำหนดในวันนี้ค่ะ แต่ว่าก็มีประเด็นห่วงใย ที่จะต้องฝากทางรัฐบาลในการที่จะออกพระราชกำหนดในการกู้เงิน ก็คือเรามีบทเรียน มาแล้วในอดีตที่เรามีการออกพระราชกำหนดเรื่องการกู้เงินในโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งในตอนที่นำเสนอต่อสภาค่ะ ก็บอกอยู่แล้วค่ะว่าเป็นการออกมาเพื่อเรื่องฉุกเฉินที่ไม่อาจ หลีกเลี่ยงได้ ก็ต้องยอมรับค่ะว่ามันก็ผ่านมาแล้วและตอนนี้ก็ใกล้จะครบกำหนด หรือหมดสัญญาโครงการของไทยเข้มแข็งในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๕ ที่จะถึงนี้ แต่ประเด็นที่ ดิฉันห่วงใยอยากจะให้ทางรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นำมาเป็นประเด็นข้อเตือนใจ ก็คือการออกพระราชกำหนดในครั้งนี้ดิฉันไม่อยากจะให้เกิดความซ้ำรอย มีการทุจริตเกิดขึ้น ในโครงการการกู้ของพระราชกำหนดค่ะ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ในเรื่องของเช็คช่วยชาติ ท่านประธานคงทราบข่าวดี ท่านเชาวรินธร์เป็น ส.ส. มีเงินเดือนเกินวัตถุประสงค์ เกินเป้าหมายก็ได้รับการออกเช็ค ช่วยมา ๒,๐๐๐ บาท หรือว่าการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการศึกษา หรือว่าสาธารณสุขที่มีของที่ ไม่ตรงกับความต้องการแล้วก็ซื้อในราคาแพง ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้ประโยชน์กับประเทศชาติค่ะ หรือว่าจะเป็นโครงการถนนไร้ฝุ่นก็เป็นการดำเนินการในบริเวณที่ต้องเรียกว่าผิวถนน เรียบร้อยดีไม่มีความเสียหาย แต่ว่าก็มีการไปรื้อหน้าถนนออก แล้วก็มีการเทยางลงไปทับ แล้วก็มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งถนนตรงที่ได้รับความเสียหายกลับไม่ได้รับการดูแล แล้วก็ ดำเนินการแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชน

อันสุดท้ายที่อยากจะยกตัวอย่างให้เป็นสิ่งเตือนใจก็คือเรื่องเกี่ยวกับ การสร้างสถานีตำรวจ เนื่องจากว่าตอนนี้ดิฉันเองได้รับการบอกกล่าวจากพี่น้องตำรวจ ค่อนข้างมากค่ะว่างบประมาณไทยเข้มแข็งได้มีการมาจะออกให้เกี่ยวกับการสร้างสถานีตำรวจ สถานีตำรวจในหลายท้องที่ได้มีการรื้ออาคารไปแล้ว ตอนนี้ต้องไปอาศัยอยู่กับหน่วยงานอื่น ที่เขามีอาคารให้ยืมอยู่ ซึ่งตรงนี้มีผู้รับเหมาอยู่เพียงแค่ ๑ ราย แต่ว่าต้องดำเนินการ ครอบคลุมทั้งประเทศ ตรงนี้ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเมื่อจบสิ้นงบประมาณของโครงการ ไทยเข้มแข็งในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๕ แล้ว สถานีตำรวจที่ยังไม่ได้รับการก่อสร้างนี่จะได้รับ การก่อสร้างเรียบร้อยหรือเปล่า ตรงนี้ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลโดยเฉพาะ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าอย่าได้เอามาเป็นเยี่ยงอย่าง แล้วก็อย่าให้มี การดำเนินการในโครงการที่มีลักษณะเช่นนี้ อยากจะให้ดำเนินการไปในเรื่องที่มีความจำเป็น เร่งด่วนจริง ๆ เพื่อที่จะได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้ลงทุนที่จะเข้ามาดำเนินกิจการ ในประเทศของเรา ซึ่งปัจจุบันก็ทราบกันอยู่ดีแล้วค่ะท่านประธาน ว่าปัญหาในเรื่องของ ผู้ประกอบการยังไม่สามารถที่จะกลับเข้ามาดำเนินการผลิตได้เต็มกำลังประสิทธิภาพ ก็ทำให้ประชาชนของเรายังเกิดปัญหาไม่สามารถที่จะกลับไปทำงานได้อย่างเรียบร้อย ครบถ้วนทุกคน ซึ่งดิฉันเองก็ต้องขอให้กำลังใจทางรัฐบาลในการที่จะนำพาประเทศ ให้พ้นปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วก็อยากให้กำลังใจรัฐบาลในเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน แล้วก็อยากให้การสร้างความเชื่อมั่นนี้ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจ แล้วก็กลับมาลงทุน ในประเทศของเราค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านดอกเตอร์สามารถครับ

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ พระราชกำหนดกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำ และเพื่อสร้างอนาคตประเทศไทยนั้น ผมมีข้อสังเกตอย่างนี้ครับ

ข้อสังเกต ข้อที่ ๑ รัฐบาลให้ความสำคัญในการก่อสร้างพื้นที่ปิดล้อม เพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ เป็นการทอดทิ้งคนที่อยู่ในชานเมือง เป็นการทอดทิ้งคนที่อยู่ในชนบท พูดได้ว่าเป็นการอุ้มคนรวยปล่อยให้คนจนจมน้ำ ลอยคอแช่น้ำ ท่านประธานครับ พื้นที่ ปิดล้อมสามารถสร้างขึ้นเพื่อป้องกันน้ำท่วมได้ แต่ไม่สามารถขวางกั้นชนชั้นในสังคมได้ ไม่มีใครที่จะสามารถหยั่งรู้ความเจ็บปวดของคนที่บ้านถูกน้ำท่วมได้ดีเท่ากับตัวเขาครับ พูดถึงเรื่องพื้นที่ปิดล้อมแล้ว ผมขอกล่าวเชื่อมโยงไปถึงการก่อสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม นิคมอุตสาหกรรม ๗ แห่ง ที่รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือในบางส่วนโดยผ่านทาง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผมตรวจสอบแล้วพบว่าค่าก่อสร้างเฉลี่ยต่อ ๑ กิโลเมตร ต่างกันมาก ยกตัวอย่างเช่น นิคมอุตสาหกรรมบางปะอินมีราคาค่าก่อสร้าง เฉลี่ยกิโลเมตรละ ๖๖ ล้านบาท ในขณะที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะมีราคาค่าก่อสร้างเฉลี่ยแค่ ๒๘ ล้านบาท ต่างกันมากทีเดียว ผมเข้าใจดีครับ ว่าความสูงของเขื่อน ความหนาของเขื่อน ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง ขึ้นอยู่กับการออกแบบของวิศวกร ผมจึงขอเสนอให้รัฐบาลแต่งตั้งหน่วยงานอิสระดังเช่นสมาคมวิชาชีพ ยกตัวอย่างเช่น สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์หรือ วสท. เข้ามาเป็น หน่วยงานกลางทำการตรวจสอบความเหมาะสมของแบบ ความเหมาะสมของราคา

ท่านประธานครับ ข้อสังเกตข้อที่ ๒ ของกระผมก็คือการพัฒนาหรือการสร้าง ระบบพยากรณ์น้ำท่วม ระบบนี้มี ๒ องค์ประกอบเท่านั้นก็คือ ๑. แบบจำลอง ๒. ข้อมูลที่จะ ป้อนเข้าสู่แบบจำลอง ทั้ง ๒ อย่างนี้ครับ ไม่ว่าแบบจำลองหรือข้อมูลมีพร้อมหมดแล้ว เหตุใด ต้องใช้เงินถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็นแค่เพียงการปรับปรุงให้ดีขึ้นเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน มากมายขนาดนี้

ท่านประธานครับ ข้อสังเกตข้อที่ ๓ ของกระผมก็คือแผนงานหรือโครงการ ต่าง ๆ ที่ต้องใช้เงินถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทสำหรับการพัฒนาหรือการบริหารจัดการน้ำ บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานั้น แผนงาน โครงการเหล่านี้เป็นแผนงานหรือโครงการระยะยาว ทั้งสิ้น บางโครงการต้องใช้เวลาถึงนับสิบ ๆ ปี ไม่ใช่โครงการเร่งด่วน ผมพยายามมองหา แผนการดำเนินงาน แผนการใช้งบประมาณ ไม่มีรายละเอียดใด ๆ ทั้งสิ้นครับท่านประธาน

ข้อสังเกตข้อที่ ๔ เป็นสิ่งที่ผมดีใจครับ เป็นสิ่งที่ผมได้เสนอไว้ที่สภาแห่งนี้ครับ ผมบอกไว้ว่าจะมีการก่อสร้างถนนวงแหวนวงที่ ๓ เวลานี้เรามี ๒ วงครับ รัชดาภิเษก กาญจนาภิเษก กรมทางหลวงจะก่อสร้างวงที่ ๓ ตั้งแต่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผ่านจังหวัด ต่าง ๆ ลงมาแถวจังหวัดสมุทรสงคราม อันนั้นฝั่งตะวันตก ฝั่งตะวันออกก็จาก จังหวัดพระนครศรีอยุธยาลงมาถึงจังหวัดสมุทรปราการครับ ผมเสนอแนะว่ารัฐบาลควรจะ ทำคลองผันน้ำควบคู่ไปกับถนนวงแหวน ผมดีใจครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลนำไปใช้ จะสร้างคลองผันน้ำขนานกับถนนวงแหวนวงที่ ๓ แต่น่าเสียดาย น่าเสียใจ ที่รัฐบาลจะ ก่อสร้างเพียงฝั่งตะวันออกเท่านั้น ต้องสร้างให้ครบวงครับ ไปสร้างเฉพาะฝั่งตะวันออกของ กรุงเทพมหานครซึ่งมีระบบระบายน้ำดีอยู่แล้วครับ ท่านประธานครับ ผมมาที่การป้องกัน น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ผมดูแผนงานต่าง ๆ แล้วพบว่ารัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณให้กับ กรุงเทพมหานครในการขุดลอกคูคลอง การจัดซื้อเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม รัฐบาลจะช่วย กทม. แค่นี้ไม่ได้ เพราะว่าถ้าน้ำมาจากเหนือนะครับ มามากกว่า เกินความจุของคูคลอง ของแม่น้ำ เกินสมรรถนะของเครื่องสูบน้ำ น้ำก็ยังท่วมกรุงเทพมหานครอยู่ดี รัฐบาลจะต้องหาทางผันน้ำ ออกสู่ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ปีที่แล้วครับ น้ำเข้าสู่ กรุงเทพมหานคร เข้ามา ๓ ทาง ทางที่ ๑ ก็คือบริเวณสะพานแก้ว อยู่ใกล้ ๆ กับสะพานกลับรถ ที่รังสิต ทางที่ ๒ ครับ บริเวณคลองสอง ทางที่ ๓ บริเวณถนนศาลาธรรมสพน์ ซึ่งวิ่งขนานกับ คลองมหาสวัสดิ์ครับ คันกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำบางพื้นที่ชำรุดเสียหาย ต้องเร่งซ่อมแซม เสริมความแข็งแกร่ง แต่ถ้า กทม. จะเสริมคันกั้นน้ำให้สูงขึ้นก็จะเป็นปัญหากับพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี ดังนั้น กทม. จะต้องหาทางระบายน้ำ จากเหนือลงสู่อ่าวไทย ลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด ผมดูการระบายน้ำฝั่งตะวันออกไม่น่าห่วงนะครับ มีคลองหลายสายที่อยู่ในแนวเหนือ ใต้ สามารถรับน้ำจากเหนือลงสู่ทะเล ลงสู่อ่าวไทยได้ มีฟลัดเวย์หรือทางน้ำหลากครับ แต่ฟลัดเวย์ก็มีอุปสรรคเล็กน้อย นั่นก็คือมีบ้านเรือนตั้งอยู่ใน พื้นที่ฟลัดเวย์ถึง ๒๘,๐๐๐ หลังคาเรือนโดยประมาณ ต้องหาทางแก้ไขครับท่านประธาน มาดูที่การระบายน้ำฝั่งตะวันตกของกรุงเทพมหานครน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ระบบการระบายน้ำ ยังด้อยกว่าฝั่งตะวันออกมาก มีคลองสายหลักที่วิ่งในแนวเหนือใต้ เพียงคลองเดียว นั่นก็คือคลองทวีวัฒนา น้ำจากคลองทวีวัฒนาวิ่งมาถึงซอยเพชรเกษม ๖๙ ก็มีปัญหาครับ วิ่งต่อไม่ได้ ผมขอเสนอให้เชื่อมต่อคลองทวีวัฒนากับแก้มลิงสนามไชย-มหาชัย ก็จะทำให้การระบายน้ำดีขึ้น ท่านประธานครับ การบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครจะเอาตัวรอดเพียงจังหวัดเดียวไม่ได้ จะใช้พื้นที่อื่นในปริมณฑลเป็นแก้มลิง เป็นพื้นที่รับน้ำไม่ได้ กรุงเทพมหานครจะต้องบริหารจัดการน้ำร่วมกับจังหวัดอื่น ๆ ในปริมณฑลอย่างบูรณาการ กรุงเทพมหานคร รอด จังหวัดอื่นก็ต้องรอดด้วยครับ ท่านประธานครับ ในปีที่ผ่านมาน้ำท่วมบางคนบอกว่ามีสาเหตุมาจากปริมาณน้ำมาก บางคน บอกว่ามีสาเหตุมาจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำ อย่างไรก็ตามก็ขอให้ถือว่า มนุษย์สามารถเรียนรู้ได้อย่างมากมายจากความพ่ายแพ้ ท่านประธานครับ ถ้าในปีนี้มีปริมาณน้ำ มาสู่กรุงเทพมหานครมากพอ ๆ กับปีที่แล้ว และมีน้ำท่วมอีกทั้ง ๆ ที่ได้มีการเตรียมการรองรับ ไว้แล้ว สาเหตุเดียวเท่านั้นที่ทำให้น้ำท่วมได้ นั่นก็คือการบริหารจัดการน้ำที่ห่วงผลประโยชน์ตนเอง หรือพวกพ้องของตนเองเป็นสำคัญ หรือที่เรียกกันว่าผลประโยชน์ทับซ้อนนั่นล่ะครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คุณหมอเชิดชัยครับ

นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ บัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นขออนุญาตขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะผมก็ได้กล่าวหาท่านเหมือนกันว่าถ้าไม่ผ่านนะครับ ต้องรับผิดชอบ เพราะอะไรครับ เพราะว่าวิกฤติน้ำท่วมนี้พูดทุกคนครับ มันรุนแรงจริง ๆ นะครับ เสียหายเยอะแยะ ภาพลักษณ์ประเทศก็เสีย เพราะฉะนั้นถ้าไม่ผ่านมันก็เป็นเรื่องร้ายแรง เพราะฉะนั้น ต้องขอขอบคุณนะครับที่ว่าถูกต้องตามมาตรา ๑๘๔ ของรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านประธานครับ พ.ร.ก. อันแรกที่มีชื่อว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบ บริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะครับว่าต้องการบริหาร จัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพราะที่ผ่านมาเราก็ว่าเขามั่วอะไรบ้างต่าง ๆ นานานะครับ ความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำบ้าง ความจริงไม่ล้มเหลวหรอกครับ มันกะทันหัน ผมว่าทำได้แค่นี้เรียกว่าสุดยอดนะครับ แล้วก็ยังบอกว่าจะสร้างอนาคตก็หมายความว่า ต่อไปนี้น้ำก็คงไม่ท่วม ถ้าท่วมก็คงบรรเทาหรือเบาบาง ท่านประธานครับ ในร่าง พ.ร.ก. นี้นะครับ ความจริงถ้าไปดูในสาระกฎหมายแล้ว กู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทภายใน ๑ ปีครึ่ง ซึ่งใน ๑ ปีครึ่งนี่ ต้องเห็นใจรัฐบาลนะครับ เพราะว่าเวลาเสนอขึ้นมาต้องบอกกรอบวงเงิน เพราะอะไรครับ เพราะว่าสาระสำคัญของ พ.ร.ก. นี้บอกว่าสามารถให้กู้ต่อแก่หน่วยงานของรัฐ หน่วยงาน ในกำกับดูแลของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันการเงินภาครัฐ ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ เห็นไหมครับ มันต้องลงไปในรายละเอียด ทุกอย่าง เท่าที่ผมดูจากทีวีนะครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปเยี่ยมเยียนต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อไปดูในรายละเอียดซึ่งยังบอกไม่ได้นะครับ ซึ่งอันนี้ถ้ามีรายละเอียดเสร็จมันก็สามารถจะ กำกับว่าในแต่ละที่ใช้เงินเท่าไร ท่านประธานครับ การที่มี พ.ร.ก. ฉบับนี้ อย่างน้อยมีข้อดี ก็คือให้รู้ว่ารัฐบาลมีแหล่งเงินทุนแน่ ๆ ที่จะบริหารจัดการน้ำอย่างที่เป็นระบบ เอกชนไม่ว่า ภายในประเทศหรือว่าต่างประเทศ ผมเชื่อว่าเขาต้องมั่นใจนะครับ โดยเฉพาะภาวะที่ว่าโลก มีแนวโน้มจะเกิดการผันผวนนะครับ โลกร้อนหรืออะไรก็แล้วแต่นะครับ เห็นไหมครับ อยู่ ๆ ก็มี ฝนตกก็มี อันนี้มีความสำคัญนะครับ แล้วอีกอย่างก็เป็นการลงทุนที่จะทำให้ประเทศไทยต้องแข่งขัน กับประเทศอื่นนะครับ ถ้าเราไม่มีพื้นฐานพวกนี้แล้วเราแข่งขันไม่ได้ ท่านประธานครับ ที่ว่าไม่มีรายละเอียดก็มีรายละเอียดนะครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปเยอะแยะนะครับ ผมจะยกตัวอย่างนิดหนึ่งนะครับ ที่บอกว่าภาคอีสานไม่ได้ ความจริงในประเทศไทย ที่พรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งใน ๒๕ ลุ่มน้ำ มันก็อยู่ในนี้ด้วยนะครับ ลุ่มน้ำที่มีปัญหามาก ก็คือภาคกลาง และ กทม. เพราะว่า กทม. เป็นแหล่งที่คล้าย ๆ เป็นศูนย์เศรษฐกิจของประเทศ ถ้าเกิดน้ำท่วมเสียหายมาก แน่นอนครับ คน กทม. คนภาคกลางเสียงดัง ทั้งที่คนน้อยกว่าภาคอีสาน ก็น่าสงสารภาคอีสานครับ แต่ภาคอีสาน ก็คนเยอะ แต่น้ำเวลามันท่วมมันท่วมแล้วก็หายไปอย่างรวดเร็วนะครับ ก็บรรเทากันได้ ท่านประธานดูนะครับใน ๑๗ ลุ่มน้ำที่เหลือจะใช้เงินอีกประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งแน่นอนครับผมไปดูในจังหวัดขอนแก่นก็มีน้ำท่วม ถ้าจะมีการทำพนังกั้นน้ำของแม่น้ำชี ไปแล้วผมว่าลงทุนไม่ถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาท มันก็ได้อยู่แล้วนะครับ คือพูดในแง่ความเสียหาย เวลาลงทุนไปมันจะน้อยกว่านะครับ ซึ่งก็เป็นไปตามลักษณะภูมิประเทศ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นข้อดีมีเยอะ ความชัดเจนก็มี แต่ในแง่ปฏิบัติต้องดูรายละเอียดว่า ในแต่ละที่จะใช้เงินอย่างไรนะครับ มันเป็นเรื่องของการใช้เงินนะครับ ท่านประธานครับ พ.ร.ก. อันนี้คงไม่มีใครไม่ยอมรับนะครับว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คุ้มจริง ๆ เป็นการสร้าง อนาคตของประเทศจริง ๆ นะครับ มาพูดถึง พ.ร.ก. อีกฉบับหนึ่งนะครับ พ.ร.ก. ปรับปรุง การบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ ชื่อก็บอกอีกเหมือนกันนะครับว่า มันตรงไปตรงมานะครับ ท่านประธานครับ เราก็ทราบอยู่แล้วว่าประเทศไทยเป็นหนี้นะครับ ไม่ว่าใครก็ทราบว่าเป็นหนี้มาก หนี้ที่พูดมาขอรีเฟอร์ (Refer) ไปถึงท่านอภิวันท์นะครับ ที่สรุป ตอนเช้าดีมาก ทำให้เราทราบว่าหนี้ที่เราไปกู้มาในสมัยที่เรามีภาวะเศรษฐกิจแย่ เพื่อประกันเงินฝากของประชาชนไม่ให้เสียหาย เพื่อประกันเงินของผู้ถือหุ้นไม่ให้เสียหาย แล้วก็ช่วยประคับประคองสถาบันการเงิน นั่นละครับเป็นประโยชน์ต่อประเทศจริง ๆ เป็นหน้าที่ที่รัฐต้องรับผิดชอบ ไม่ว่ากันนะครับ เมื่อกู้มาแล้วก็เป็นหนี้ หนี้ที่ทุกคนต้อง รับผิดชอบ ก็มีทั้งหมด ๑.๔ ล้านล้านบาท ท่านประธานครับ หลักการก็มีนิดเดียวนะครับ ใครก่อกรรมก็ต้องรับกรรม ต้องชดใช้กรรมนั้นนะครับ ในเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไป อุ้มเงินบาท ไปอุ้มสถาบันการเงิน มีภาระที่ต้องจ่ายต้นก็ไม่จ่าย จ่ายอยู่ ๓ ปี ปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ แค่นั้นเอง หลังจากนั้นไม่จ่าย เพราะฉะนั้นต้องให้เขาจ่ายครับ ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณปี ๒๕๕๕ ๒.๓๘ ล้านล้านบาท ถ้าดอกเบี้ยที่ใช้ ๖๘,๔๓๐ ล้านบาท เท่ากับ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ หรือเป็น ๑๖.๒ เปอร์เซ็นต์ของงบลงทุน ท่านประธานครับ เราบ่นอยู่เสมอว่า งบลงทุนของประเทศมีน้อย ในงบปีนี้ละครับ มี ๔๒๓,๓๘๗ ล้านบาท เราจะเอาอะไรไปลงทุนครับ ก็มีวิธีเดียวที่จะเอาไปลงทุน ก็คือ ผลักภาระนี้นะครับ ไม่ใช่ไปกู้นะครับ ให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบัน การเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นคนรับผิดชอบ เราก็จะได้มีเงินเหลือประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มาเป็นงบลงทุน ซึ่งพวกเราจะได้ไม่บ่นว่างบลงทุนเราน้อย อันนี้ ก็เป็นหลักประกันว่ารัฐบาลในอนาคตว่าจะมีเงินไปทำอย่างอื่น ๆ ที่พวกเราบ่นว่าเงินน้อย ๆ จะได้ช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนตามนโยบายของรัฐได้ แล้วก็ไปช่วยฟื้นฟู ประเทศด้วยเช่นเดียวกันครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

หมอสุกิจ อัถโถปกรณ์

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็คือเรื่องของ พ.ร.ก. ๔ ฉบับ ต้องเรียนนะครับว่าเป็นผลจาก ความผิดพลาดของการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลอย่างแท้จริง เป็นผลจากการขาด ประสบการณ์การทำงานของผู้นำประเทศอย่างแท้จริง จึงทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างร้ายแรงที่สุด ครั้งหนึ่งในประเทศไทยนะครับ ที่สำคัญที่น่าเสียดายท่านประธานครับ คือชีวิตคน ๘๐๐ กว่าชีวิตครับที่ต้องเสียไปโดยไม่จำเป็นจากความผิดพลาดครั้งนี้ โรงงานอุตสาหกรรม ๘๔๑ โรง ได้รับความเสียหายครับ เพราะเขาไปเชื่อคำพูดของรัฐบาลที่ว่า เอาอยู่ เท่านั้นละครับ ตอนนี้ความเชื่อมั่นของนักอุตสาหกรรมทั่วโลกเลือนหายไปจากประเทศไทยครับ ไร่นา บ้านเรือนของพี่น้องประชาชนน่าสงสารครับ น้ำท่วมอยู่เป็นเดือน ๆ แต่ก็ยกเว้นบางที่ ขาใหญ่สั่งห้ามไม่ให้น้ำเข้าครับ ก็มีครับ นี่คือความผิดพลาดของการบริหารจัดการน้ำครับ วันนี้ก็เลยรีบร้อนมาออก พ.ร.ก. ๔ ฉบับ จุดประสงค์จริง ๆ บอกได้เลยเพื่อกู้เงินเท่านั้นละครับ ผมพูดประเด็นนี้เพราะจะฝากไปถึงพวกที่ชอบว่าคนอื่นเขาครับ สมัยที่ผมเป็นฝ่ายรัฐบาล เขาบอกว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์เอาแต่กู้ เอาแต่กู้ แล้ววันนี้ท่านกำลังทำอะไรครับ ถึงตาลีตาเหลือก มาออก พ.ร.ก. ก็มากู้เงินนั่นละครับ แล้วก็กู้มากเสียด้วย คือกล่าวหาคนอื่นเสียจนมีคนเชื่อ มีคนบอกผมว่าไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์เพราะว่าเอาแต่กู้ เที่ยวนี้ต้องฝากกลับไปยัง พี่น้องประชาชนเลยครับว่าให้ดูครั้งนี้ครับว่ารัฐบาลนี้มาอยู่แค่ ๖ เดือน แต่กู้ล้ำหน้า พรรคประชาธิปัตย์ไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นเลือกตั้งครั้งหน้าท่านพิจารณาใหม่นะครับ พ.ร.ก. ๓ ฉบับแรก รวมกันแล้วกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน แล้วก็อีกฉบับหนึ่ง ไปเบียดบังแบงก์ชาติให้เอาเงินออกมาอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาให้ธนาคารเอกชนกู้ ถ้าบวกกับที่มาโปะงบประมาณขาดดุลอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกกันเองเถอะครับ ผมบวก ไม่ไหวแล้ว รู้แต่ว่าถ้าปล่อยให้รัฐบาลนี้อยู่ครบ ๔ ปี ลูกหลานของเราเตรียมตัวเถอะครับ เกิดมา ก็เป็นหนี้หัวโตละครับ เพราะว่ารัฐบาลนี้เอาแต่กู้จริง ๆ แล้วหาเงินเข้าประเทศไม่เป็นครับ ไม่เป็นอย่างไรครับ ดูสิครับสิ่งที่ทำรายได้ให้กับประเทศชาติในแต่ละปีอย่างมากมาย พืชผล การเกษตรไปดูเลยครับทุกวันนี้ตกต่ำทุกตัวครับ ยางพาราก็ตกต่ำ ปาล์มน้ำมันก็ตกต่ำ เมื่อวานนี้มันสำปะหลังเขาเข้ามาปิดถนนกัน นี่ละครับท่านประธานครับ ผมจะพูดถึง พ.ร.ก. ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ อันนี้ให้กู้เลยเนท ๆ (Net) ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ขอเรียนว่าในฐานะที่เป็นฝ่ายค้านที่ต้อง ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน กับการที่จะมาช่วยพี่น้องประชาชน น้ำท่วมผมเห็นด้วยละครับ แต่กับ พ.ร.ก. อันนี้เราไม่เห็นด้วยครับ เพราะเหตุผล ๒ ประการ เหตุผลแรกท่านประธานครับ เพราะผมไม่เชื่อฝีมือของรัฐบาลนี้ครับว่าจะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ เหตุผลที่ ๒ ก็คือผมไม่เชื่อในความโปร่งใสในความซื่อสัตย์สุจริตของรัฐบาลนี้ ทีละเหตุผลครับ

เหตุผลแรกไม่เชื่อฝีมือ ก็เชื่อได้อย่างไรครับท่านอภิชาตพูดไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ ก็น้ำท่วมที่ผ่านมานี่เป็นการพิสูจน์อย่างดีว่ารัฐบาลอ่อนหัด บริหารไม่เป็น แล้วก็ยังมีการเห็นแก่ พรรคพวกด้วย โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของพี่น้องประชาชน หลายแห่งครับ ผู้ยิ่งใหญ่ ประกาศว่าอย่าให้น้ำเข้ามาในพื้นที่ของตัวเองเขาก็ทำกัน ที่สำคัญครับ ดีแต่ตั้งวงเงิน แต่ไม่มีโครงการ ไม่ใช่ผมพูดเองครับ คนที่พูดก็คือผู้หลักผู้ใหญ่ ที่อยู่ในหน่วยงานที่ท่านตั้งเข้ามานั่นละ แถมท่านยังบอกว่ากรรมการที่ตั้ง ๆ ไป ประชุมกัน น้อยมากเลย แล้วก็จริงอย่างว่าวันนี้มาแล้วครับ แผนงาน ที่จริงผมทราบมาก่อนว่ามี ๑๔ หน้า ๓.๕ แสนล้านบาท ใช้หมดเลยครับ ในแผนงาน ๑๔ หน้านั้น แต่เมื่อมาถึง ส.ส. ให้ความสำคัญ เป็นพิเศษครับ เหลือ ๒ หน้าครับ ที่เป็นเนื้อหา ไม่ใช่ ๒ หน้า ๑ หน้ากับนิดหนึ่ง แล้วก็เป็น แผนงาน แผนงานอย่างนี้ผมก็ทำได้ครับ ผมเขียนเองก็ได้ ๕ นาทีก็เสร็จครับ แต่ที่เราอยากเห็น คือโครงการ พวกผมถึงมาแย้งอย่างไรว่าก่อนจะกู้เงินไม่จำเป็นต้องรีบร้อนหรอก ให้โครงการ มันออกมาก่อนแล้วกู้ มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร ไม่ได้ชักช้าอะไร แต่เพื่อความโปร่งใส เพราะเงินที่กู้มานี้มันต้องไปเป็นภาระของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และแผนงาน เป็นอย่างไรครับ แก้มลิง เอาเรื่องแก้มลิงก่อน บอกว่าเหนือจากจังหวัดนครสวรรค์ขึ้นไป ๙๐๐,๐๐๐ ไร่ หาได้แล้ว ผมขอเรียนถามครับว่าได้ไปตกลงกับพี่น้องประชาชนหรือยังว่า จะจัดการในฐานะที่เขาต้องเป็นคนที่รับทุกข์แทนคนอื่นเขานะครับ เวลาน้ำท่วม แก้มลิง ก็คือหมายถึงว่าเอาน้ำนั่นละทั้งหมดไหลเข้าไปในที่ของเขา เมื่อมันล้นไปจากแม่น้ำ ถามว่า ไปทำอะไรหรือยัง ไปคุย ไปถามความเห็นเขาหรือยัง ตอบว่าตอนนี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด จัดการอยู่ ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าผู้ว่าราชการจังหวัดจะทำเรื่องนี้ได้ ที่สำคัญก็คือ ชาวบ้าน เขายินยอมไหม ชาวบ้านเขามีส่วนร่วมไหม นี่บอกว่าแก้มลิงตั้งงบไว้ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นตัวเลขกลม ๆ เลย และมันจะได้อย่างนี้หรือครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ไร่ ก็ว่ากันต่อไปครับ แต่ว่าที่สำคัญคือต้องให้พี่น้องประชาชนยินยอมพร้อมใจครับ ไม่ใช่เอาหน้าม้ามาออกทีวี เห็นด้วยไม่กี่คน อย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ เหล่านี้ครับ ผมขอเวลาเพิ่มนิดหนึ่งเถอะครับ ท่านประธานหักจากฝ่ายค้าน เพราะว่าที่จริงแล้วผมขอไว้ ๑๐ นาทีครับ เหล่านี้คือปัญหา ที่ต้องตอบครับ

เหตุผลที่ ๒ ที่ผมจะพูดก็คือเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต จะให้ผมยอมเชื่อ ได้อย่างไรครับ ในเมื่อแค่ซื้อถุงยังชีพเมื่อตอนน้ำท่วมยังทุจริตกันอยู่เลย แล้วเงินก้อนนี้ แม้เขียนไว้ว่าจะต้องรายงานต่อสภา แต่เมื่อมันลงไปในพื้นที่ ลงไปทำแล้ว อย่างที่หลายท่าน ได้พูดนะครับว่ามันไม่ใช่ว่าจะตรวจสอบกันง่าย ๆ โดยเฉพาะโครงการเร่งด่วนกันทุกโครงการ อย่างนี้มันยิ่งเข้าทางเลยครับ ก็คงจะลงเอยด้วยวิธีพิเศษกันทั้งหมด ดังนั้นท่านประธาน กับผมหรือทุกคนก็คอยดูกันต่อไปเถอะครับว่าโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมมันจะแก้ได้ผล หรือไม่ ยังไม่แน่ครับ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ มันต้องมีคนอิ่มหมีพีมัน คงจำกันได้นะครับ ผู้นำประชานิยมบางคนทำประเทศเป็นหนี้เป็นสินมากมาย แต่ผู้นำและญาติโกโหติการวยกัน ทั้งโคตรเลยครับ จนต้องเอาเงินไปซุก ใครเคยรับซุกบ้างก็คงจะรู้กันอยู่นะครับ นี่พอ พ.ร.ก. กู้เงินออกมาก็เริ่มมีแล้วนะครับ อย่างกรณีของโฟร์ซีซั่นส์เริ่มปรากฏออกมาแล้วครับ แล้วจะไว้ใจกันได้อย่างไรนะครับ

อีกฉบับหนึ่งนะครับ ผมคงใช้เวลาไม่นานแล้วนะครับ ก็คือ พ.ร.ก. ปรับปรุง การบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน ที่อ้างว่าเป็นหนี้สินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เขาบอกว่าควรจะจัดการจัดระบบการชำระหนี้เงินกู้เสียใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และไม่เป็นภาระต่องบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลอีกต่อไป เขาบอกว่ายังกล่าวหานะครับว่า พูดว่าการใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งตั้งต้นที่ ๑.๔๔ ล้านล้านบาท ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างช้ามาก อันนี้ขอเรียนนะครับว่าเป็นคำพูดที่ จัดขึ้นมาหรู ๆ เท่านั้นครับ เหตุผลจริง ๆ ก็คือต้องการจะกู้เงินครับ เอาเพดานเงินให้มัน เปิดกว้างขึ้น โดยเอาหนี้อันนี้ล่ะครับ มายัดใส่มือธนาคารแห่งประเทศไทย จะได้มีเพดานกู้ แล้วก็ได้กู้งวดนี้ออกมา นี่ละครับคือเหตุผลที่แท้จริง นั่นก็คือให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไปรีดเงินเพิ่มจากธนาคารพาณิชย์ ก็ต้องถามต่อละครับว่า แล้วธนาคารพาณิชย์ละครับจะไปรีดเพิ่มจากชาวบ้านอีกเท่าไร เท่านี้ชาวบ้านเขายังเดือดร้อน ไม่พออีกหรือครับ ไหนจะข้าวของแพง น้ำมันแพง ผลิตผลการเกษตรตกต่ำ เรียกว่าหนักหนา สาหัสก็แล้ว นี่ก็ได้ข่าวแล้วนะครับเริ่ม ๆ แล้วว่าต่อไปนี้ใครมีเงินเยอะไปถอนเกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เขาก็จะเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มแล้ว

ประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับสั้น ๆ ครับ ผมขอเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านทำงานเหมือนกับเป็นรายการโชว์มากกว่าที่จะทำจริง ๆ เพราะท่านถือนะครับว่า พูดวันนี้ไม่กี่วันคนเขาก็ลืมในโลกยุคนี้ อย่างเช่นบอกว่าการปลูกป่า ๓๓๐,๐๐๐ ไร่ ใน ๓ เดือน ท่านนริศบอกแล้วครับมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับเรื่องแบบนี้ ท่านจะพูดทำไม พูดให้มันเป็น ที่ชื่นชมหรืออย่างไรครับ สร้างสถิติโลกหรืออย่างไร ผมอยากให้ไปศึกษาโครงการปลูกป่านี้ เป็นเรื่องที่ดี อยากให้ไปศึกษาการปลูกป่าเมื่อปี ๒๕๓๖ ของรัฐบาล ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ครับ เป็นการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด แล้วก็ยังปรากฏผลงาน ให้เห็นอยู่ทุกวันนี้ครับ เพราะฉะนั้นหยุดโชว์เสียทีครับ มาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง แล้วก็ ทำงานให้จริงจังเถอะครับ แต่สำหรับวันนี้ผมไม่รับครับ ท่านประธานครับ พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับ ไม่รับครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม นะครับ เดี๋ยวผมขอประกาศรายชื่อท่านสมาชิกอีกสัก ๕ ท่าน ท่านจะได้เตรียมนะครับ มีท่านวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ นะครับ แล้วก็ท่านประชา ประสพดี ท่านเจะอามิง โตะตาหยง ท่านคมเดช ไชยศิวามงคล คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม นะครับ แล้วก็คุณก่อแก้ว พิกุลทอง เชิญท่านเกรียงศักดิ์

นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม อุดรธานี 🔗

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย เป็นที่ทราบดีนะครับว่า พ.ร.ก. ๔ ฉบับ วันนี้เราได้พิจารณา ๒ ฉบับ คือ พ.ร.ก. ให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และ พ.ร.ก. ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ จริง ๆ แล้ว พ.ร.ก. ๔ ฉบับมีความยึดโยงผูกพันกันที่จะต้องบริหารจัดการร่วมกัน แต่เนื่องจากว่าเป็นที่ทราบกันดีว่า ฝ่ายค้านได้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับ แล้วก็ทางศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้ออกมาว่าไม่ขัดต่อ รัฐธรรมนูญเรียบร้อยนะครับ ฉะนั้นสภาถึงมีหน้าที่พิจารณาร่วมกัน แล้วก็เห็นทางฝ่ายค้าน ได้บอกว่าการบริหารจัดการน้ำทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำนะครับ เป็นที่ทราบกันดีนะครับ ๒๕ ลุ่มน้ำ ของประเทศไทยมีความสำคัญต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการ น้ำคือชีวิตครับ ฉะนั้นการบริหารจัดการน้ำเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประเทศไทย โชคร้าย เมื่อปี ๒๕๕๔ เราเจอมวลน้ำอย่างมหันต์มาทำให้ประเทศไทยต้องเกิดอุทกภัย ครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แต่เราก็โชคดีที่ได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ของประเทศไทย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้จะเป็นคนใหม่แต่มีจิตใจที่ต่อสู้และอดทน สามารถฝันฝ่าอุปสรรคมาได้ ณ บัดนี้ ก็ต้องขอชื่นชมรัฐบาลที่เอาใจใส่ แต่ความตั้งใจของ ฝ่ายค้านมีหน้าที่ที่จะตรวจสอบ ผมเข้าใจครับ แต่ว่าความล่าช้าที่เกิดขึ้นพี่น้องประชาชน ที่จะต้องเยียวยา สิ่งนี้พี่น้องประชาชนถามหาว่าแล้วเราช่วยกันอุทกภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ทุกพรรค ทุกภาคส่วนช่วยกันนะครับ แล้วยังมีข้อสงสัยว่ากู้มาทำไม แก้ไขอะไร พี่น้องประชาชนไม่ว่าต่างจังหวัด โดยเฉพาะพี่น้องกรุงเทพมหานครข้องใจว่า เมื่อไรจะมีการเยียวยา ทั้ง ๆ ที่น้ำท่วมบริเวณรอบกรุงเทพมหานคร ไม่ว่ามีนบุรี หนองจอก จังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วก็จังหวัดนนทบุรี แต่ไม่ได้เข้า กรุงเทพมหานคร พี่น้องก็ข้องใจเหมือนกันว่าน้ำทำไมผ่านกรุงเทพมหานครไม่ได้เพราะมัน ใกล้ที่จะลงแม่น้ำเจ้าพระยา อันนี้ก็ฝากเป็นข้อสังเกตนะครับ พี่น้องถามมา แล้วการบริหาร จัดการน้ำของกรุงเทพมหานครมีปัญหาอะไรหรือเปล่ากับรัฐบาล และที่สำคัญการเยียวยา ทำไมล่าช้า รัฐบาลอนุมัติเงินงบประมาณมาแล้วพี่น้องกรุงเทพมหานครยังไม่ได้ พี่น้องผมอยู่ ในกรุงเทพมหานครก็เยอะครับ ตรงนี้ก็เป็นข้อสงสัยเราห้ามประชาชนไม่ได้หรอกครับ ประชาชนเขาเป็นคนที่มีความหวังความตั้งใจว่าคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามา บริหารประเทศก็ต้องดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนโดยเท่าเทียมกันในฐานะเราเป็น ตัวแทนคนทั้งประเทศ การบริหารจัดการน้ำเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ ฉะนั้นความเร่งด่วน ในการที่จะต้องกู้เงินมาที่จะบริหารจัดการน้ำเพื่อเยียวยาพี่น้องไม่ว่าภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่า ภาคเกษตร ไม่ว่าพี่น้องที่อยู่อาศัยถูกล่ม พืชผลเกษตรเสียหาย อย่างนี้ต้องรีบเยียวยาแก้ไข ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องมีแผนระยะยาวที่จะบริหารจัดการน้ำ เช่นเขื่อนใหญ่ ๆ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เราจะต้องมีการวางแผนในการที่จะบริหาร จัดการน้ำว่าเราจะพร่องน้ำเท่าไร อยู่ในระดับเท่าไร เอาประสบการณ์ปีที่ผ่านมาว่าเราไม่ สามารถที่จะบริหารจัดการน้ำได้เพราะอะไร พี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศสงสัยเหลือเกิน เป็นเพราะอะไรน้ำมันถึงอยู่มากมหาศาล เป็นเพราะอะไรเวลาน้ำหลากมาถึงท่วม พายุมา ๕ ลูกตั้งแต่นกเตนมา แล้วก็ท่วมอย่างมหันตภัย มีใครไปวางยาอะไรหรือเปล่า วางยารัฐบาลไหม ประชาชนสงสัยได้ครับ แต่ใครละจะไปตอบข้อสงสัยของพี่น้องประชาชน เราก็ต้อง เอาวันเวลาและสถานการณ์ไปตอบ อย่างไรก็แล้วแต่ปัญหามี รัฐบาลในฐานะที่เข้ามา แก้ไขปัญหาจะต้องดูแลแก้ไขเยียวยาทุกภาคส่วน เพื่ออะไรครับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้นักลงทุน ซึ่งถือว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเชื่อมั่นกับประเทศไทยมาก ผมเคยคุย กับผู้บริหารระดับสูงของโตโยต้า ของฮอนด้า เขาบอกว่าอย่างไรก็ไม่ย้ายฐานจากประเทศไทย แน่นอน ๑๔ บริษัทถ้าย้ายก็เพียงแต่จะขยับขึ้นไปในส่วนที่ปลอดภัยขึ้น นี่ก็คือความมั่นใจ ในการลงทุนต่อประเทศไทย เนื่องจากว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการลงทุนสูง ค่าแรงก็ไม่แพง แรงงานก็ถือว่าเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ

สำหรับการบริหารจัดการ พ.ร.ก. อีกฉบับหนึ่งนะครับ ก็คือการปรับปรุง การบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงินเป็นที่ทราบกันดีนะครับว่าปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๒ เกิดภาวะต้มยำกุ้ง ประเทศไทย ๕๖ ไฟแนนซ์ (Finance) ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาโดย ปรส. สมัยรัฐบาลไหนอันนี้เป็นที่ทราบกัน ผมไม่อยากเอ่ยถึง นั่นคือความล้มเหลวและการบริหารจัดการที่เราจะต้องมาแก้ไข แต่รัฐบาลนี้มีความมุ่งมั่นว่า หนี้ประเทศไทยเมื่อเราเข้ามาเป็นผู้บริหารนำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บอกว่าหนี้ประเทศไทยเราจะต้องแก้ไขใครจะทำไว้ก็แล้วแต่ แต่คนไทยทุกคนจะต้องได้รับ การแก้ไขปัญหาหนี้สิน เราจะเสียฟรี ๆ ปีละ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทมันไม่สมควร ฉะนั้นการที่ จะแก้ไขต้องมีเจ้าภาพ เมื่อเราหาเจ้าภาพได้คือธนาคารแห่งประเทศไทยก็บริหารกันไป ส่วนที่ผลการบริหารจัดการจะเป็นอย่างไร อันนี้เราก็ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ไม่ใช่ว่า เราจะมาติเรือทั้งโกลน ก็ให้รัฐบาลเราได้ทำงานไปก่อน เราเข้ามาไม่กี่เดือนเจอภาวะวิกฤติ ทุกอย่างแต่รัฐบาลก็มีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขทั้ง ๒ กรณี ทั้ง ๒ ตัวอย่าง นี่คือความตั้งใจของ รัฐบาลที่เข้ามาบริหารชาติบ้านเมืองเพื่อคนทั้งประเทศไม่ใช่เพื่อคนภาคใดภาคหนึ่งหรือ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แม้แต่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในเวทีโลกของเราให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย ผมเห็นด้วยกับ พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านวิสิทธิ์เชิญครับ

นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ นครราชสีมา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขออภิปรายเรื่องพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อกี้นี้เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ก็ได้พูด บางท่านก็เห็นด้วย บางท่านก็ไม่เห็นด้วย ผมขอกราบเรียนว่าจากปัญหาอุทกภัย เมื่อปลายปี ๒๕๕๔ ที่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงทั้งภาค เกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคแรงงานและเศรษฐกิจด้านสังคมวงกว้าง มีทั้งผู้เสียชีวิต นับร้อยคน ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องยอมรับว่าประเทศไทยนั้นจะเจอมรสุมบางครั้ง การพยากรณ์ก็อาจจะแม่นยำ บางครั้งก็ผิดพลาด แต่ช่วงหลังนี้ค่อนข้างจะแม่นยำมากขึ้นนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยอมรับว่าเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ อุทกภัยที่เกิดขึ้นตกหนัก ที่ภาคเหนือ ภาคกลาง แล้วก็ปริมณฑลตลอดทั้งกรุงเทพมหานคร รัฐบาลได้มีมาตรการ จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งประเทศไทยแล้วก็ต่างประเทศ แล้วก็สร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องชาวไทยที่ยังหวาดผวาอยู่กับปัญหาที่ผ่านมา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเองก็ได้อ่าน แล้วก็เห็นกรอบการใช้เงินดังกล่าวอยู่ ๖ กรอบ ทั้งเรื่องของ การปลูกป่า สร้างฝายแม้ว สร้างระบบนิเวศบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ท่าจีน และแม่น้ำป่าสักในวงเงิน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีแผนฟื้นฟู ทางน้ำหลาก ทางน้ำผ่าน ยกระดับถนนต่าง ๆ เป็นเงินอีก ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท

กรอบใช้เงินอันดับที่ ๓ ก็คือแผนงานพัฒนาข้อมูลการพยากรณ์ การเตือนภัย อีก ๓,๐๐๐ ล้านบาท แผนการกำหนดที่รับน้ำนอง สร้างแก้มลิงและพื้นที่ชุ่มน้ำอีก ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท

กรอบที่ ๕ แผนการดำเนินงานบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำที่เหลือ ท่านประธานครับ เรื่องนี้เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดถึงลุ่มน้ำทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำ ผมก็ดีใจที่ยังมีกรอบของลุ่มน้ำ ที่เหลืออีก ๑๗ ลุ่มน้ำ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขอกราบเรียนว่าลุ่มน้ำของประเทศไทย มีทั้งหมด ๒๕ ลุ่มน้ำ แต่ละลุ่มน้ำมีศักยภาพแตกต่างกัน ทั้งเรื่องของการเก็บกักน้ำ การผันน้ำ อย่างเช่น ลุ่มน้ำที่ติดกับชายทะเล อย่างภาคใต้เป็นต้นนะครับ ก็ต้องมีวิธีการจัดน้ำสัมพันธ์ กับน้ำขึ้น น้ำลง กับน้ำทะเลหนุน สำหรับภาคอีสานของพวกเราก็มีลุ่มน้ำสำคัญ ๆ โขง ชี มูล ท่านประธานครับ ถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อปลายปี ๒๕๕๓ จะเห็นว่าอุทกภัยก็เกิดขึ้น ที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดกาฬสินธุ์ ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากว่าลุ่มน้ำในภาคอีสานเหล่านั้น ผมต้องขอกราบเรียนว่า มีปัญหาแตกต่างกันอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปเบื้องต้นเมื่อสักครู่นี้ โดยเฉพาะลุ่มน้ำมูล ซึ่งมีต้นน้ำของน้ำมูลอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมานะครับ ลุ่มน้ำมูลนี้มีปัญหาเรื่องไม่เกิดขึ้น บ่อยนักที่จะมีน้ำท่วมโดยเฉพาะต้นน้ำ ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีปัญหาอยู่บริเวณกลางน้ำ หรือปลายน้ำ เพราะมีลุ่มน้ำชีที่ไหลจากจังหวัดชัยภูมิของท่านประธานไหลไปสมทบกับ แม่น้ำมูลที่จังหวัดอุบลราชธานี หลายครั้งบ่อยมากซึ่งจะให้เกิดน้ำท่วมบริเวณปลายน้ำ ก่อนไหลออกสู่ทะเล แต่บ่อยครั้งท่านประธานครับ บริเวณต้นน้ำมูลจะมีปัญหาเรื่องภัยแล้งบ่อย เพิ่งมีโอกาสน้ำท่วมอยู่ช่วงปี ๒ ปีนี้เอง แต่ที่ผ่านมาท่านครับประสบกับภัยแล้งเสียส่วนมาก ต้องมีการจ่ายค่าชดเชยพืชไร่เสียหายนั้นปีหนึ่ง ๆ นั้นเป็นร้อย ๆ ล้านบาท ผมจึงอยากจะ เสนอแล้วก็เห็นด้วยที่มีแผนงานจะจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ แล้วก็ปลายน้ำ ถ้าเรา มามุ่งเน้นเฉพาะกลางน้ำกับปลายน้ำ ผมว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ดังนั้นเองก็ต้องฝาก เรื่องต้นน้ำ เพราะแต่ละลุ่มน้ำกว่าจะเป็นต้นน้ำได้ เป็นลุ่มน้ำได้ ก็มีลุ่มน้ำสาขา อย่างลุ่มน้ำมูล ก็มีลุ่มน้ำสาขา อย่างลุ่มน้ำลำตะคอง ลุ่มน้ำลำพระเพลิง ลุ่มน้ำลำเชียงไกร เป็นต้น ผมอยากเสนอว่าถ้าจะมีการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ทั้งแก้น้ำท่วม น้ำแล้ง ในคราวเดียวกัน ควรจะแก้ที่ต้นน้ำ แล้วก็กลางน้ำ แล้วก็ปลายน้ำให้สัมพันธ์กัน อย่างเช่น บริเวณลุ่มน้ำมูล เป็นลักษณะลาดเอียง ท่านประธานครับ เห็นว่าเวลาฝนตกที่บริเวณจังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะทางทิศทางตะวันตกของจังหวัด น้ำก็จะไหลลาดเอียงลงทิศตะวันออก ไหลจาก อำเภอปากช่อง อำเภอสีคิ้ว อำเภอด่านขุนทด ก็ไหลไปทับพี่น้องอำเภอโนนไทย อำเภอ โนนสูง จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดบุรีรัมย์ แล้วก็ไปทับถมพี่น้องที่อยู่กลางน้ำ ปลายน้ำ ก็อยากให้มีการสร้างบริเวณอ่างเก็บน้ำทางตอนบนทางทิศตะวันตกของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อชะลอน้ำแล้วก็มีน้ำใช้เมื่อฤดูแล้ง

อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ ขณะนี้เรารู้ไหมว่าแม่น้ำชีจะท่วมพี่น้องชัยภูมิ เป็นประจำนะครับ แม่น้ำชีนั้นอยู่ติดกับแม่น้ำมูล ทราบว่าทางกรมชลประทานได้มีแผนงาน จะผันน้ำชีมาสู่น้ำมูล ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งก็ขออนุญาตโอกาสนี้ อยากจะเอางบประมาณ ส่วนนี้แก้ปัญหาให้กับแม่น้ำชี้ที่ท่วมทุกปี แล้วก็มาเติมน้ำมูลที่จะขาดน้ำเป็นประจำ ผมก็คิดว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องทั้งลุ่มน้ำมูลและแม่น้ำชี แล้วก็พัฒนา อ่างเก็บน้ำที่มีอยู่แล้วให้มีมาตรฐาน ปรับปรุงให้เก็บน้ำมากขึ้น ก็จะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ตลอดไปครับ ขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภา ผู้แทนราษฎร ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกครับ พรุ่งนี้อย่าลืมลงชื่อเข้าประชุมวันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้เราประชุมกันต่อ ๙ โมงแล้ว ๑๑ โมงก็จะมี การปิดประชุมแล้วเปิดประชุมใหม่เพื่อเข้าสู่วาระกระทู้ถามสด เพราะฉะนั้นช่วยเซ็นชื่อด้วยครับ เชิญท่านคมเดช ไชยศิวามงคล ครับ

นายคมเดช ไชยศิวามงคล กาฬสินธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส. จังหวัดกาฬสินธุ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย พระราชกำหนด ๒ ฉบับที่เข้าในวันนี้ ช่วงเดือนนี้ผมดูแนวทางของรัฐบาลเข้าใจว่าเป็นการผ่าตัดประเทศ ไม่ว่าการแก้ไขเกี่ยวกับภัยพิบัติ แก้ไขปัญหาหนี้สิน แม้แต่การแก้ไขปัญหากฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ก็แสดงว่าเดือนนี้เป็นเดือนที่ผ่าตัดประเทศอย่างชัดเจน ผมมั่นใจว่า ทางรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว ตัวพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่โอนไปให้ ทางแบงก์ชาติ ช่วงนั้นผมอยู่พรรคความหวังใหม่ ต้มยำกุ้งเป็นคำคำหนึ่งที่คนรู้จักโดยทั่วไป การกู้เงินมาอุ้มสถาบันการเงิน ป้องกันไม่ให้ผู้ที่ฝากเงิน ถอนเงิน ป้องกันไม่ให้ธนาคารล้ม ตรงนั้นเป็นภาระหนี้สินที่ต่อเนื่องมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการโยกเงินตรงนี้ไปเพื่อให้ ทางธนาคารกับแบงก์ชาติรับภาระโดยการช่วยเหลือประเทศไทยและพี่น้องประชาชน ซึ่งธนาคารมีรายได้ปีหนึ่งประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นสิ่งที่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผมจะตัดตอนเข้าสู่การบริหารการจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศเป็นประเด็นหลัก สำคัญใหญ่ ท่านประธานครับ น้ำท่วมมันเกิดมาซ้ำซาก เกิดมาหลายครั้งหลายคราด้วยกัน แต่ในครั้งนี้มันเกิดปัญหาขึ้นเพราะว่ามันท่วมภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมันจะแตกต่างกันกับ สมัยก่อน ๆ ว่าน้ำท่วมภาคเกษตร ที่อยู่อาศัย ปีนี้มาท่วมภาคอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม ตัวเนื้อหาสาระมันรุนแรงเพราะว่าจุด ๆ นี้องคาพยพของมันประกอบด้วยกลุ่มทุน มีเงินกู้ มีดอกเบี้ย มีนายจ้าง มีลูกจ้าง มีแรงงาน แล้วก็เป็นจุดที่ทางรัฐบาลต้องเก็บภาษีอากร มาบริหารประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าเราป้องกันปัญหาน้ำท่วมภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ ประเทศ จะมีโอกาสล้ม ผมตั้งสมมุติฐานว่าถ้าปีนี้น้ำท่วมแบบปีก่อนนักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่น ปีที่ท่วมเมื่อกี้นี้มันขาดความเชื่อมันไปส่วนหนึ่งแล้ว ในการออกพระราชกำหนด เพื่อแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ศาลรัฐธรรมนูญตีความตรงนี้ถูกต้องตรงประเด็น ที่สุด ถ้าไม่เชื่อมั่นปัญหาที่จะเกิดตามมาในอีกมุมหนึ่งก็คือภาคอุตสาหกรรมถอนฐาน การลงทุน ลูกจ้างตกงาน เก็บภาษีไม่ได้ ปัญหาโยงไปถึงการท่องเที่ยว อันนี้เป็นหลักครับ เพราะฉะนั้นทางรัฐบาลถ้าจะเอาภาคเกษตร ที่อยู่อาศัย และภาคอุตสาหกรรมเป็นเป้าหมาย ทั้งหมดเลยทีเดียว มันจะทำงานลำบาก เป้ามันมากเกินไป ถ้าเราวางเป้าเป้าเดียวจะต้องเอาภาคอุตสาหกรรม ให้อยู่ก่อน ถ้าแก้ไขพร้อมกัน ๒ เรื่อง ๓ เรื่องมันจะแก้ยาก ถ้าเราเอาภาคอุตสาหกรรม เป็นหลักปั๊บนี่ ตรงนี้การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับภัยพิบัติเรื่องน้ำท่วมจะง่ายเข้าครับ ท่านประธานครับ จะง่ายเข้า การตัดสินใจที่จะลดน้ำในเขื่อนทางภาคเหนือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ การทำฟลัดเวย์ ทำแก้มลิงหนักไปทางภาคเหนือ ป้องกันไม่ให้เข้ามาท่วม ทางภาคกลางทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วก็เข้ากรุงเทพฯ ถ้าเอาเป้าเดียว ง่าย การที่ จะมีแนวคิดให้เกิดการแก้ไขปัญหาเพียงเป้าเดียวแล้วก็แก้ไขปัญหาได้ตรงประเด็นที่สุดก็คือ ต้องปรับแนวความคิด แนวความคิดที่ต้องเกิดขึ้นสำหรับรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี ครม. และนักวิชาการทั้งหมด ผมอยากนำเสนอว่าอย่าเอาช่วงเวลาของปีนี้ อย่าเอาช่วงเวลาของ ๓ เดือน ๖ เดือนนี้เป็นหลัก ถ้าท่านคิดตรงนี้ปั๊บมันจะแกว่ง อย่าเอาภาค ๒-๓ ภาคเป็นหลัก ถ้าเอาภาคเกษตรเป็นหลักอย่างเดียว ถ้าเอาภาคเกษตรด้วย เอาภาคที่อยู่อาศัยด้วย บ้านเรือนด้วย ภาคอุตสาหกรรมด้วยหลงทางครับ ท่านประธานครับ หลงทาง มันจะทำให้แกว่ง อยากจะลดน้ำทางเขื่อนเพื่อไม่ให้น้ำเต็มและถ้าฝนตกลงมาอย่างนี้เป็นประเด็นปัญหา ถ้าเรา เปิดแนวคิดว่าเราแก้ไขปัญหาภาคอุตสาหกรรมก่อน ๓ เดือน ๖ เดือน มันจะเลยไปอีก ๙ เดือน ๑๒ เดือนหรือ ๑ ปีครึ่งก็ช่าง แต่เราป้องกันภาคอุตสาหกรรมได้แล้ว พอป้องกัน ได้แล้วสมบูรณ์แบบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ถึงมาดำเนินการภาคอื่นต่อไป อันนี้การตัดสินใจจะง่ายเข้า เพราะฉะนั้น แนวคิดในการแก้ไขปัญหาเรื่องภัยพิบัติน้ำท่วมมันเกิดจากแนวคิดท่านประธาน มันเป็น เส้นผมบังภูเขา ผมนำเสนอส่วนส่วนนี้นะครับว่ามันเป็นเส้นผมบังภูเขาอยู่ ท่านเปิดไปเลยว่า จะครึ่งปีก็ได้ หนึ่งปีก็ได้ ปีครึ่งก็ได้ ป้องกันการใช้เงินให้มีประสิทธิภาพจากเงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วเราจะป้องกันได้ตลอดชีวิตอย่างนี้จบ แล้วถึงดูตัวอื่นต่อไป เพราะฉะนั้นผมก็ฝากเป็นแนวทาง เป็นแนวคิดสำหรับทางรัฐบาลไว้ด้วยครับว่าควรจะ แก้ไขปัญหาเป็นอย่าง ๆ ไปเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านเจะอามิง โตะตาหยง ครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ขออนุญาตท่านประธานขึ้นมาให้ข้อคิดเห็นในเรื่องพระราชกำหนดการให้อำนาจ กระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อวางระบบบริหารการจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศไทย ปี ๒๕๕๕ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าจะดูพระราชกำหนดก่อนหน้านี้ สภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ๒ ฉบับ วันนี้ได้มีการนำมาพิจารณาอีก ๒ ฉบับ แต่ด้วยความ เป็นห่วงครับ ท่านประธานว่าพอผมย้อนกลับไปดูในแง่ของพระราชกำหนดที่ทางรัฐบาล ได้ขออนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรนั้น ทำให้คนไทยทั้งประเทศดูในภาพรวมแล้วติดหนี้ เพิ่มขึ้นอีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ นี่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลที่ภายใต้การนำ ของนายกรัฐมนตรีหญิงคุณยิ่งลักษณ์ ได้แสดงความเก่งกาจว่าสามารถจะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ วันนี้ผมถึงรู้ครับว่ารัฐบาลนี้ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ คือดีแต่โม้ เพราะท่านได้เคยกล่าวหารัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ว่ารัฐบาลในสมัยนั้น ชอบกู้ ขึ้นมา แล้วทำโครงการแล้วก็กู้ วันนี้รัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ กู้ กู้ แล้วกู้อีก กู้แล้วซ้ำให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นหนี้อีกครับท่านประธาน ผมถึงบอกว่าวันนี้รัฐบาล ภายใต้การนำของท่านยิ่งลักษณ์กู้มากกว่ารัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์เสียอีก ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่กระผมก็ต้องมาวิพากษ์วิจารณ์ในการออกพระราชกำหนดของรัฐบาล ภายใต้ การนำของท่านยิ่งลักษณ์ถามว่ารัฐบาลจะสามารถออกพระราชกำหนดได้หรือไม่ สามารถ ออกได้ครับท่านประธานครับ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานการเงิน การคลัง ต้องมีวินัยทางการเงิน การคลัง แต่รัฐบาลภายใต้การนำของท่านยิ่งลักษณ์ เวลามาขอเงินงบประมาณกับ สภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะในการออกพระราชกำหนดนี้นะครับ ผมตามดูแล้วต้องยอมรับว่า รัฐบาลขาดในรายละเอียดที่ชัดเจนโดยเฉพาะโครงการการลงทุน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จริง สภาแห่งนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องอนุมัติเลยถ้ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ไม่ผิดพลาดกับการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วม อันนี้เกิดจากความผิดพลาดของการบริหาร การจัดการน้ำของรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ จึงทำให้สภานี้ เลยต้องมาขออนุมัติเงินจากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เพื่อไปบริหารการจัดการอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมมีสิทธิที่จะคิดว่ารัฐบาลภายใต้การนำของท่านยิ่งลักษณ์ ต้องการที่จะเอาเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไปเพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดที่ตัวเองได้เคย บริหารการจัดการน้ำเพื่อให้สังคมได้แลเห็นว่าหลังจากเกิดภัยน้ำท่วมแล้วรัฐบาลก็เข้าไป แก้ไขปัญหา แต่ท่านประธานครับ สิ่งที่กระผมเป็นห่วงมากที่สุดก็คือว่าเวลาผมตามไปดู ในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลล่าสุดนี้นะครับ รัฐบาลเกิดอาการซวนเซในการจัดเก็บเงิน รายได้ต่ำกว่าเป้าครับท่านประธาน ถึง ๙๒๓ ล้านบาท ภายหลังจากเกิดน้ำท่วม เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มพลาดเป้าอีก ๖ เปอร์เซ็นต์ ภาษีสรรพสามิตรถยนต์พลาดเป้าอีก ๕๔.๖ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ผมเป็นห่วงว่ารัฐบาลนี้กำลังจะนำปัญหาด้านเศรษฐกิจ ของประเทศสู่ความล่มจมซึ่งเกิดจากการกู้ กู้ กู้ กู้ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ สิ่งที่กระผมอยากจะให้ท่านประธานได้แลเห็นว่าวันนี้หนี้สาธารณะซึ่งแต่เดิม อยู่ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ วันนี้หากมีการกู้ลักษณะอย่างนี้ขึ้นมาอีกจะทำให้จีดีพีสูงขึ้นถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน แล้วประเทศชาติไม่ล่มสลายได้อย่างไรครับท่านประธาน ผมถึงจะบอกว่าจะให้ความเห็นชอบในการกู้เงินของรัฐบาล การออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ได้แล้วครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้รัฐบาลภายใต้การนำของท่านรัฐบาล ยิ่งลักษณ์อย่าเพลินอยู่กับการบริหารงานประเทศแบบไม่มีทิศทาง วันนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ แนวทางและการแก้ไขปัญหาแต่ละเรื่องแต่ละราวผมต้องเรียนวิพากษ์วิจารณ์ว่าท่านแก้ไข ปัญหาบ้านเมืองแบบไร้วุฒิความเป็นผู้นำ มัวแต่เพลินกับอำนาจ เพลินกับการกู้เงินท่ามกลาง ความเสี่ยงของเศรษฐกิจ ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนจะเป็นหนี้กันทั้งประเทศครับ กรรมของประชาชนและประเทศชาติที่ได้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ว่าแต่เขาวันนี้อิเหนาเป็นเอง อิเหนากู้แล้วครับวันนี้ครับ ผมเชื่อครับว่าถ้ายิ่งกู้กันลักษณะอย่างนี้ ยิ่งกู้มากเท่าไรก็จะทำให้ การบริหารงานการจัดการของรัฐบาลยิ่งเละและเตือนไปยังรัฐบาลว่าอย่าดีแต่โม้ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านก่อแก้ว พิกุลทอง ครับ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับเป็นอย่างยิ่ง เรื่องปัญหาจากวิกฤติน้ำท่วม คนก็ยอมรับนะครับว่าเป็นปัญหาที่เร่งด่วน เป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดของประเทศ พอ ๆ กับ ปัญหาวิกฤติทางการเมืองนะครับ เป็นปัญหาที่คนไทยต่างตระหนักและห่วงใยกันทุก ๆ คน ทุกคนยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เร่งด่วน แม้กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญก็ยอมรับว่า เรื่องแก้ปัญหาน้ำท่วม เรื่องป้องกันน้ำท่วมเป็นเรื่องที่เร่งด่วนนะครับ แต่ผมแปลกใจนะครับ ที่สมาชิกพรรคฝ่ายค้านมีความเห็นที่แตกต่างจากคนไทยทั่วทั้งประเทศ สมาชิกฝ่ายค้านมอง ปัญหาเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่เร่งด่วน สุดท้ายส่งยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความในพระราชกำหนด ๒ ฉบับ เลยทำให้ประเทศชาติเสียเวลา รอการตีความไปเป็นเดือน ๆ แทนที่จะได้เดินหน้า เริ่มโครงการก่อนหน้านี้ก็ต้องมารอ คิดดูสิครับ ขนาดท่านนายกรัฐมนตรีไปทัวร์นกขมิ้น สำรวจ พื้นที่น้ำท่วมในหลายจังหวัดเพื่อเตรียมการรับมือป้องกันปัญหาน้ำท่วม แต่พรรคฝ่ายค้านเอง ยังพยายามยื่นกระทู้ถามสดให้ท่านนายกรัฐมนตรีต้องมาตอบกระทู้ถามสด ในขณะที่ท่านเอง มุ่งไปที่การแก้ปัญหา แสดงว่าพรรคสมาชิกฝ่ายค้านนั้นมีความเห็นที่ค่อนข้างแตกต่างจาก คนไทยทั่วทั้งประเทศ ท่านประธานครับ วันนี้ถ้าเราติดตามข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งนะครับ จะเห็นข่าวที่น่าตกใจนะครับ มีข่าวว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น บริษัท เอลพิดา เมโมรี อิงค์ ผู้ผลิตชิพ คอมพิวเตอร์ (Chip computer) และชิพ สมาร์ท โฟน (Chip Smart Phone) รายใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ได้ยื่นต่อศาลกรุงโตเกียวขอให้คุ้มครอง การล้มละลายของบริษัทครับ ด้วยภาระหนี้สินกว่า ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ บริษัทยักษ์ใหญ่ ของญี่ปุ่นรายนี้ยื่นขอคุ้มครองต่อศาลโตเกียวโดยให้เหตุผลว่าที่ล้มละลายนั้นด้วยปัญหา ๒ ประการ

ประการที่ ๑ คือปัญหาเรื่องจากราคาของชิพ สมาร์ท โฟน นั้นราคาตกต่ำลง จากสภาวะการแข่งขัน

และปัญหาที่ ๒ นั้นส่วนหนึ่งมาจากการที่ประเทศไทยเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุด ในรอบ ๕๐ ปี ส่งผลให้ชิพขาดตลาด สายการผลิตของบริษัทนี้หยุดชะงักไม่สามารถส่งมอบ สินค้าได้ครับ

ท่านประธานครับ ข่าวนี้เป็นข่าวที่ดังไปทั่วโลก นักลงทุนทั่วโลกต่างหันหน้า มามองปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่าปัญหาวิกฤติน้ำท่วมนั้นได้ส่งผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่ ของญี่ปุ่น ซึ่งได้ยื่นล้มละลายครั้งนี้เป็นการยื่นล้มละลายที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทำให้ บริษัทหลาย ๆ ประเทศเกิดความไม่มั่นใจ ท่านประธานครับ วันนี้รัฐบาลทำถูกทางแล้วที่ต้อง เร่งสร้างความมั่นใจโดยการทำทุกวิถีทางในการป้องกันน้ำท่วมไม่ให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อทำระบบป้องกันน้ำท่วมนั้นจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และเป็นเรื่องที่ เร่งด่วนที่ผมให้การสนับสนุนเต็มที่ครับ ท่านประธานครับ วันนี้ถ้าเราไปดูข่าวต่าง ๆ ในหลายนิคม ในหลายบริษัท หลายห้างร้านที่เขามีศักยภาพเขามีเงิน เขาลงมือทำเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ทำกำแพงป้องกันน้ำท่วม ทำทุกสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันน้ำท่วมแล้วครับ แต่รัฐบาลเองไม่มีเงินครับ ต้องรอพระราชกำหนดนี้เพื่อกู้เงินมาใช้เพื่อไปลงทุนการป้องกันน้ำท่วมครับ ทำให้เรา เสียเวลามาเป็นเดือน ๆ

ส่วนอีกพระราชกำหนดหนึ่งก็คือเรื่องการปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังโอนบริหารการจัดการหนี้ไปให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท อันนี้ผมก็เห็นด้วย เพราะว่าเป็นการบริหารจัดการหนี้ ในเมื่อเราสร้างหนี้แล้วเราก็ต้องบริหารการจัดการหนี้ ที่จริงพูดถึงหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ผมเองก็รู้สึกเสียใจนะครับว่าหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ก้อนนี้นั้นที่จริงไม่น่ามากขนาดนี้ หนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงินนั้นที่มากถึง ๑.๑๔ ล้านล้านบาทนั้นก็เป็นผลพวงจากความผิดพลาดของ รัฐบาลในอดีตนะครับ ที่ได้มีการตั้ง ปรส. หรือองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน มาจัดการหนี้ของสถาบันการเงิน ๕๖ แห่งที่ถูกปิดในช่วงนั้น ทรัพย์สินและหนี้สินของ ๕๖ สถาบันการเงินถูก ปรส. ดำเนินการ แต่ปรากฏว่า ปรส. สมัยนั้น ได้เอาทรัพย์สินของ สถาบันการเงินจำนวน ๘๕๑,๐๐๐ ล้านบาท มาประมูลขายในราคาแค่ ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๒๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ทำให้ประเทศไทยขาดทุนย่อยยับและเป็นการประมูลขาย ที่กรมสืบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ (DSI) ก็ได้สรุปมาแล้วครับว่าเป็นการดำเนินการขาย ที่ไม่ถูกกฎหมาย ทำผิดกฎหมายหลายมาตรา มีการสั่งดำเนินคดีไปหลาย ๆ คนครับ แต่น่าเสียดายครับ ทางฝ่ายการเมืองที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ทาง ป.ป.ช. ทำหน้าที่ สอบสวนเรื่องนี้มาเป็น ๑๐ ปีแล้วครับ ปรากฏว่าคดีไม่คืบแช่แข็งอยู่ในตู้เย็นครับ ปีนี้ทราบว่า ข่าวคดีก็จะหมดอายุความ ทั้งที่ความเสียหายนับ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียดายครับ ท่านประธานครับ ผมเองขอฝากเตือน ไปยังรัฐบาลเรื่องเดียวครับ ขอให้ระวังการใช้เงินกู้อย่างเต็มที่อย่าให้มีเงินรั่วไหลเป็นอันขาด อย่าให้เหมือนรัฐบาลที่แล้วนะครับ ที่ภาคเอกชนออกมาโวยวายว่าโครงการไทยเข้มแข็งนั้น มีการเรียกรับเงินใต้โต๊ะ ทุจริตคอร์รัปชันถึงโครงการละ ๓๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๕๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง อย่าให้เหมือนรัฐบาลที่แล้วครับ ถ้าเหมือนรัฐบาลที่แล้วนี่คนไทยจะไม่ให้อภัยเป็นอันขาดครับ ขนาด ป.ป.ช. บางท่านยังได้ออกมาพูดในงานสัมมนาเลยครับ บอกว่าในยุคที่แล้วนั้น มีการทุจริตเยอะ แต่ท่านเองก็พูดเหมือนกับน้ำท่วมปาก ทำอะไรไม่ได้ พูดไปบ่นไป ฉะนั้น รัฐบาลชุดนี้ผมก็ขอร้องนะครับ ขอให้ท่านได้ดูแลการใช้เงินกู้นี้อย่างละเอียดรอบคอบ ใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพและอย่าให้คนไทยผิดหวัง อย่าให้มีการรั่วไหลเป็นอันขาด และขอบอกนะครับว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่เหมือนรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ รัฐบาลชุดนี้ไม่มีเส้นครับ ถ้ามีข่าวทุจริตคอร์รัปชันเพียงเล็กน้อยท่านก็จะอยู่ไม่ได้ครับ ท่านไม่มีภูมิคุ้มกัน ภูมิคุ้มกัน ของท่านมีอย่างเดียวครับ คือผลงานครับ ท่านทำผลงานให้เยอะเหมือนที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ทุ่มเทให้คนไทยเห็นแล้วครับว่าท่านเองนั้นไม่ได้ดีแต่โม้ ทำงาน ไม่พูดไม่จา ไม่วิวาทะกับใคร ขยันลูกเดียวครับ ขนาดปัญหาน้ำท่วมที่หนักหนาสาหัสคนไทยที่ไหนจะคิดว่านายกรัฐมนตรี ที่สวยที่รวยอย่างท่านนี่ จะทุ่มเททำงานอย่างหนัก ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย คนไทยได้เห็นละครับว่า นายกรัฐมนตรีคนนี้ไม่ได้ดีแต่โม้ ไม่ได้ดีแต่คุย ก้มหน้าก้มตาทำ ต่อให้ใครประชดประชัน เหน็บแนมอย่างไร ท่านไม่สนครับ ทำงานแก้ปัญหาให้คนไทยอย่างเดียว จนได้รับการ ชื่นชมชื่นชอบจากคนไทยทั่วทั้งประเทศว่าท่านนั้นมีความตั้งใจในการแก้ปัญหาของประเทศ จะเห็นนะครับ โพลล์ (Poll) ทุกโพลนะครับให้เกียรติท่าน แสดงความชื่นชมท่านและบอกเลยครับ อยากเห็นท่านอยู่ในตำแหน่งครบ ๔ ปี เพราะฉะนั้นการที่สมาชิกบางท่านออกมาพูดว่า ท่านดีแต่โม้นั้น ผมว่าไม่ใช่ครับ ท่านเองไม่ชอบคุย ไม่ชอบทะเลาะกับใคร แล้วตั้งใจ แก้ปัญหาให้คนไทยอย่างเต็มที่ ผมเองก็ขอแสดงความชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ขอให้ท่านนั้นได้ทุ่มเทด้วยความสามารถ ตามที่สื่อฝรั่งบางฉบับเขาให้นิยามท่านนะครับว่า สวย รวย และเก่ง ขอให้ท่านทำหน้าที่เพื่อคนไทยให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องสนใจว่าใครจะพูด ประชดประชัน เหน็บแนมอย่างไร ขอให้ท่านแก้ปัญหาให้คนไทยสืบไปและขอให้คนไทย ได้มีความสุขจากผลงานของท่านครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวรงค์ เดชกิจวิกรม ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก วันนี้ผมขออนุญาต แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.ก. ๒ ฉบับที่ทางรัฐบาลได้เสนอมา แต่อย่างน้อยผมเชื่อว่า ประโยชน์ที่เพื่อนสมาชิกได้พูด ไม่ว่าจะเป็นผลงานเป็นภูมิคุ้มกัน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกท่านเองต้องเตือนรัฐบาลของท่านเอง ผมอยากจะย้ำ ท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิก แล้วก็คณะรัฐมนตรีทุกท่านว่าผลงานของรัฐบาลคือ ภูมิคุ้มกันของรัฐบาล วันนี้สิ่งที่รัฐบาลได้ทำอยู่มันเป็นผลงานที่ประชาชนจับต้องได้เยอะ ท่านคงทราบนะครับ ว่ารัฐบาลเคยประกาศนโยบายต่าง ๆ ไว้เยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะ กระชากค่าครองชีพ คำถามถามว่าวันนี้ค่าครองชีพประชาชนเป็นอย่างไรบ้าง ผมไม่ลง รายละเอียดครับ เพียงแต่เตือนสติว่าผลงานของท่านเป็นอย่างไรบ้าง ท่านเคยประกาศ โครงการรับจำนำข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท วันนี้ผมไปเจอพี่น้องเกษตรกรชาวนา ถามว่ามีชาวนา คนไหนบ้างที่ได้ข้าวราคา ๑๕,๐๐๐ บาท มีพี่น้องเกษตรกรชาวนาอีสานคนไหนบ้างที่ได้ ข้าวหอมมะลิราคา ๒๐,๐๐๐ บาท ผมรับโทรศัพท์จากพี่น้องทางจังหวัดบุรีรัมย์โทรมา ร้องเรียน อุตส่าห์ตากข้าวอย่างดี เก็บไว้ในยุ้งฉางอย่างดี แต่ไปที่โรงสีได้แค่ ๑๔,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นอยากจะเตือนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่าผลงานเท่านั้นที่จะคุ้มครอง รัฐบาล วันนี้พรรคฝ่ายค้านไม่สบายใจครับ คำถามถามว่าทำไมเราไม่สบายใจ เพราะเรามี ความรู้สึกว่าเราไม่ไว้วางใจ เราเกรงกังวลว่ารัฐบาลมีเงินแล้วจะใช้ไม่เป็นครับ คำถามถามว่า ทำไมเราถึงรู้สึกอย่างนั้น เพราะว่าหลายโครงการท่านมีสตางค์ แต่ท่านยังใช้เงินเหล่านี้ ไม่เป็น ไม่ต้องอะไรมากครับ ล่าสุดนี้ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์บอกว่าจะใช้เงิน ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านโครงการจำนำมันสำปะหลังพี่น้องเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลัง ท่านมีสตางค์เยอะแยะครับ แล้วท่านก็คุยโม้ในสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรีก็มาตอบกระทู้ถามผม ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ขณะนี้ม็อบมันสำปะหลังยังปิดถนนเป็นรายวันอยู่เลย เพราะว่า ท่านมีสตางค์ครับ แต่ท่านทำไม่เป็นครับ ดังนั้นทำให้เราเชื่อว่านโยบายในการออก พ.ร.ก. เงินกู้ ๒ ฉบับ เราเลยไม่มั่นใจว่าท่านจะทำได้ตามที่ท่านพูดหรือไม่ แล้วเมื่อมาพูดถึงในสิ่งที่ท่านกู้นี่ ผมก็ต้องพูดถึงย้อนอดีตครับ เราเป็นนักการเมืองด้วยกัน ตอนสมัยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็กล่าวหาว่าเราดีแต่กู้ แต่ผมก็ภูมิใจแทนท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เพราะว่าท่านกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะใช้ไม่หมด เพราะว่าเศรษฐกิจ มันดีขึ้นมาก่อน เหลือเงินประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ไม่กู้ต่อ ปีนั้นเศรษฐกิจโต ๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นบทพิสูจน์ว่าฝีมือของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับ การยอมรับจากพี่น้องประชาชน แต่ท่านกล่าวหาว่าดีแต่กู้ แต่เผลอแป๊บเดียวนี่ ท่านประธานครับ ผ่านไปแค่ ๖ เดือนเศษ ๆ วันนี้ท่านกู้ พ.ร.ก. ๔ ฉบับ โอเคโอนหนี้ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ผมยกประโยชน์ให้ แต่ ๓ ฉบับที่เหลือประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านกู้ไปแล้ว ๖ เดือนเศษ กู้ไป ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่นับ เขาเรียกว่างบประมาณขาดดุลอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับว่า ๖ เดือนเศษ รัฐบาลชุดนี้กู้ไปแล้ว ๑.๑ ล้านล้านบาทครับ ย้ำให้กับ พี่น้องประชาชนนะครับ ๖ เดือนเศษ กู้ไปแล้ว ๑.๑ ล้านล้านบาทครับ ดังนั้นลำพังแค่เอาอยู่ อย่างเดียวนี่คนยังไม่เชื่อ วันนี้เอาแต่กู้ เพราะฉะนั้นบางสิ่งบางอย่างการที่รัฐบาลหรือว่า ทางซีกของรัฐบาลที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายค้าน ท่านต้องคำนึงว่าท่านเคยพูดอะไรไปบ้าง ถ้าท่านคิดว่าท่านจะไม่กู้เลยนี่ เราจะไม่ว่าเลย แต่ประเภทที่ตอนเป็นฝ่ายค้านว่าคนอื่นว่าดี แต่กู้ แต่วันนี้ท่านก็เอาแต่กู้เหมือนกัน ผมมีมุมที่อยากจะต้องทำความเข้าใจ พี่น้องประชาชน อาจจะไม่เข้าใจ วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ๒ ฉบับ ก็คือเอามาฟื้นฟู ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็โอนหนี้ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ถือว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เราต้องย้ำนะครับ สิ่งที่ไม่ขัดรัฐธรรมนูญก็คือไม่ขัดกฎหมายแต่ไม่ใช่ว่าสาระจะเป็นสิ่งที่เรา เห็นด้วยครับ เราต้องแยกเรื่องประเด็นกฎหมายกับประเด็นเรื่องสาระ ในเรื่องกฎหมาย เราไม่ปฏิเสธว่าขณะนี้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่สาระที่รัฐบาลชุดนี้ทำนี่ เรามองว่าเป็นสิ่งที่เรา จะต้องพูดคุยกันเยอะ แล้วก็อยากจะย้ำกับพี่น้องประชาชนว่า คำว่า พ.ร.ก กับพระราชบัญญัติมันต่างกัน วันนี้ถ้ามันเป็นพระราชบัญญัตินี่ ตัวแทนของพี่น้องประชาชน จะได้มาตรวจสอบสิ่งที่รัฐบาลจะทำ เราสามารถตรวจสอบได้ไปถึงรายละเอียดของแต่ละ โครงการ เช่น โครงการนี้ ๒๐๐ ล้านบาท โครงการนี้ ๓๐๐ ล้านบาท โครงการนี้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท เราสามารถตรวจสอบรายละเอียด เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนในการตรวจสอบรายละเอียดได้ แต่วันนี้รัฐบาลออกเป็น พ.ร.ก. ครับ ออกเป็น พ.ร.ก. นี่ตัวแทนประชาชนตรวจสอบไม่ได้ครับ ท่านเอาเข้ามาเสนอในที่ประชุมของสภาวันนี้ อยู่ ๆ เรามีหน้าที่บอกว่าเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ แล้วก็ได้แต่วิพากษ์วิจารณ์ มันก็เหมือนกับว่าวันนี้ท่านก็ปิดหูปิดตาปิดปาก ตัวแทนประชาชนในการดูรายละเอียดของแต่ละโครงการ ผมอยากจะย้ำนะครับ ว่าขณะนี้ ท่านออก พ.ร.ก. ๔ ฉบับ ๒ ฉบับแรกนั้นผ่านไปแล้ว นั่นคือเรื่องกองทุนประกันภัย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และอันที่ ๒ ที่ให้ธนาคารชาติให้ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราลองมาดู ๒ ฉบับที่ผ่านมา เฉพาะกองทุนประกันภัย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ความเชื่อมั่นกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศก็ยังไม่มีครับ ผมก็ต้องชื่นชมหัวหน้าผมนะครับ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะนี้เดินทางไปญี่ปุ่นครับ ไปพบนักลงทุนต่างประเทศ ก็คือนักลงทุนญี่ปุ่น เพื่อช่วยรัฐบาลของท่านในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ เพราะลำพัง วันนี้ฟังดูว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ยังไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศเท่าไร ฝ่ายค้านก็ช่วยท่านอยู่ แต่ตัวที่ ๒ ก็คือตัวที่แบงก์ชาติให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๒๖ มกราคมที่ผ่านมา วันนี้ผ่านไป ประมาณเดือนเศษ ๆ ครับ คำถามถามว่าเงินก้อนนี้ได้ปล่อยไปสู่มือนักลงทุนในประเทศ มากน้อยขนาดไหน คำตอบคือว่ายังไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย ลำพังแค่ ๒ ฉบับนั้นผ่านไป แล้วยังไม่ได้ดำเนินการ เพราะฉะนั้นขณะนี้อีก ๒ ฉบับผ่านวันนี้มันยิ่งทำให้เกิดความไม่มั่นใจ จากซีกของเราเองว่าท่านจะสามารถบริหารเงินก้อนนี้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ ๒ ฉบับ

ฉบับหนึ่งคือเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาฟื้นฟู ผมต้องฟ้องประชาชน เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีอยู่ ๒ ใบครับท่านประธาน พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ ใบหน้าแรก ใบเต็มหน้า ใบหน้าต่อมาไม่ถึงครึ่งหน้า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท บอกว่ามีรายละเอียด ที่เป็นกรอบ ถามว่ากรอบที่ ๑ คือแผนฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า วงเงิน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเตือนผ่านท่านประธานไปยังทางซีกรัฐบาลนะครับว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ลำพังปลูกป่าก็เป็น ปัญหามาเยอะ สร้างฝายแม้วก็เป็นปัญหามาเยอะ ต้องเตือนประเด็นที่ ๑

เรื่องที่ ๒ ก็คือสร้างฟลัดเวย์ ซึ่งวันนี้ฟลัดเวย์ต้องเตือนอีกนะครับ เพราะคำว่า ว. ๕ ชั้น ๗ ที่โฟร์ซีซั่นส์ เรากังวลใจถึงประโยชน์ทับซ้อน อันนี้ตรงไปตรงมา เป็นเรื่องของ ผลประโยชน์ทับซ้อนที่มีการพูดกัน วันนั้นมีตัวแทนของบริษัทบ้านจัดสรรต่าง ๆ บริษัทใหญ่ ๆ ทั้งนั้นมาคุยกัน ท่านสามารถก็บอกให้ผมช่วยย้ำว่าท่านต้องประกาศสิครับว่า ฟลัดเวย์ หรือทิศทางน้ำที่ต้องการให้ไป ท่านต้องประกาศให้เกิดความชัดเจนว่าท่านจะประกาศใช้ ฟลัดเวย์ในพื้นที่ใดบ้าง วันนี้ก็ไม่มีความชัดเจน ซึ่งท่านบอกว่าจะใช้เงินก้อนนี้ถึง ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่ความชัดเจนไม่เกิดขึ้น

โดยเฉพาะโครงการที่ ๓ แผนพัฒนาคลังข้อมูล ๓,๐๐๐ ล้านบาท โอเค ตรงนี้ ไม่ว่ากัน เพราะว่าเป็นเรื่องของคลังข้อมูล ผมให้ประโยชน์แก่ท่าน

แต่เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจ คือเรื่องแก้มลิง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ท่านใช้เงินอีก ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบอกจะทำ ๒ พื้นที่ พื้นที่เหนือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ พื้นที่เหนือจังหวัดนครสวรรค์ไปถึงบ้านผมอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ แล้วท่าน จำได้ไหมครับว่า ตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินสายทัวร์นกแก้ว ทัวร์นกอะไร ในพื้นที่ภาคเหนือ คนบางระกำส่วนหนึ่งเขาจะไปประท้วง เพราะทราบข่าวว่าจะเอาพื้นที่ ของเขาไปทำแก้มลิง จนกระทั่งมีข้าราชการบางส่วนไปพยายามไกล่เกลี่ยว่าตอนนี้ยังไม่มี ความชัดเจน เพราะฉะนั้นผมต้องย้ำกับท่านประธานนะครับว่าลำพังแก้มลิง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ก็เป็นปัญหา ถ้ารัฐบาลประกาศพื้นที่ความชัดเจนออกมา ผมเชื่อว่าสร้างความกังวลใจกับ พี่น้องประชาชนจำนวนมหาศาล เพราะที่ทำกินของเขา ท่านประธานครับ เป็นที่นา ทำนา มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย อยู่ ๆ วันดีคืนดีรัฐบาลจะเอาไปเป็นพื้นที่รับน้ำครับ

แล้วประเด็นถัดมาก็คือแผนบริหารดำเนินการจัดการน้ำ ๑๗ ลุ่มน้ำ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่มีความชัดเจน รวมทั้งแผนดำเนินการตามยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟู เพื่อสร้างอนาคตอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็เลยถือโอกาสฟ้องพี่น้องประชาชนครับ พวกผม ฝ่ายค้านรักประชาชนไม่แพ้พวกท่านครับ พวกผมฝ่ายค้านเป็นห่วงปัญหาเรื่องน้ำท่วม ไม่แพ้ฝ่ายรัฐบาล ถ้ารัฐบาลมีความชัดเจนในการเอาเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมาดูแล พี่น้องประชาชน เราเต็มที่ครับ แต่วันนี้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีแค่ประมาณหน้าเศษ ๆ ผมเลยเรียกร้องนะครับ ตอนสมัยพรรคประชาธิปัตย์โดยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาเอาโครงการแต่ละโครงการในรายละเอียดของทุกโครงการเข้าสู่ เว็บไซต์ ใครมีข้อกังวลใจในโครงการไหนบ้าง จะ ๕๐ ล้านบาท ๑๐ ล้านบาท เข้าสู่เว็บไซต์ ให้ประชาชนตรวจสอบ ดังนั้นเรียกร้องไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านอยู่ในที่นี้ ท่านต้องเอาโครงการ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเข้าสู่เว็บไซต์ ให้พี่น้องประชาชน สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินเหล่านี้เอามาทำโครงการอะไรได้บ้าง แล้วโครงการไหนที่เป็น โครงการที่ไม่น่าไว้วางใจ เขาสามารถร้องเรียนมาที่ฝ่ายค้าน พวกเราจะได้ช่วยในการ ตรวจสอบ เป็นปากเสียงแทนพี่น้องประชาชน

และท้ายที่สุดครับ ท่านประธานครับ การโอนหนี้ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่า โอนแล้วครับ ไม่เป็นอะไรครับ แต่จุดที่ข้อห่วงใยของพวกเราที่จะให้ทางแบงก์ชาติเก็บเงิน จากสถาบันการเงิน ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ พวกนี้คือภาระของพี่น้องประชาชนและผมก็เชื่อว่า มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วว่าภาระของประชาชนในการทำธุรกรรมกับทางธนาคาร จะมีภาระมากยิ่งขึ้น เพราะไม่มีทางครับ ท่านประธานครับ คนที่ทำธุรกิจเขาต้องหา ผลประโยชน์หรือกำไรสูงสุด ในเมื่อรัฐโดย พ.ร.ก. ฉบับนี้ให้ธนาคารชาติเก็บเงินจากธนาคาร ๐.๐๔ เปอร์เซ็นต์ของยอดเงินฝาก ภาระเหล่านี้ก็ตกกับพี่น้องประชาชน และผมเชื่อว่าปัญหา เหล่านี้ที่ตามมาก็คือปัญหาของปากท้องประชาชน และท้ายที่สุดครับ ท่านประธานครับ นอกจากสิ่งเหล่านี้ที่ท่านว่าเอาอยู่แล้วเอาไม่อยู่ครับ ผมฝากท่านด้วยนะครับว่าปัญหาปากท้อง พี่น้องประชาชนนะครับ ปัญหาเรื่องค่าครองชีพ ค่าแรง ๓๐๐ บาท จำนำข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท จำนำมันสำปะหลังสิ่งเหล่านี้ทำไม่ได้ จึงอยากเตือนไปยังรัฐบาลว่าผลงานเหล่านี้ คือเกราะคุ้มกัน ของท่าน ถ้าผลงานเหล่านี้ท่านทำไม่ดีครับ ประชาชนเหล่านี้จะมาไล่พวกท่านออกไปครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านนิยม ช่างพินิจ

นายนิยม ช่างพินิจ พิษณุโลก 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทยครับ วันนี้ ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานครับ ที่ได้ให้โอกาสได้มาพูดถึงเรื่องของ พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับ และวันนี้ได้พูดถึง ๒ ฉบับ ผมเองก็จะเจาะลึกไปถึงเรื่องของพระราชกำหนด พ.ร.ก. เกี่ยวกับ เรื่องกู้เงินเพื่อวางระบบในการบริหารการจัดการน้ำและสร้างอนาคตให้กับประเทศ วันนี้ ผมฟังมาทั้งวันนะครับท่านประธาน สิ่งที่สำคัญเลยนะครับ สมาชิกไม่ว่าจะเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาล และโดยเฉพาะฝ่ายค้านที่จะพูดอยู่เสมอว่ามันเป็นเรื่องของการบริหารจัดการน้ำไม่ดี ตรงนี้ ผมอยากจะสะท้อน อยากจะให้เพื่อนสมาชิกได้รับทราบและโดยเฉพาะพี่น้องประชาชน ที่รับฟังอยู่ทางบ้าน ในการบริหารน้ำในเขื่อนนะครับท่านประธาน ก็ถกกันมาตั้งหลายครั้ง แล้วครับ สิ่งที่ผมจะกราบเรียนว่านายกรัฐมนตรีรับตำแหน่งนี้นะครับ ต้นเดือนสิงหาคม แล้วพอรับตำแหน่งปุ๊บนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็เดินทางไปที่จังหวัดสุโขทัย แล้ววันรุ่งขึ้น ก็ต้องเดินทางมาที่จังหวัดพิจิตร ตอนนั้นน้ำมันท่วมแล้วครับท่านประธาน แล้วน้ำในเขื่อน ที่ว่ามี ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์นั้นครับ แล้วผมถามนะครับ ผมยังพูดในพรรคว่า นายกรัฐมนตรีทำไมไม่ไปเยี่ยมพี่น้องชาวอำเภอบางระกำบ้าง อำเภอบางระกำก็น้ำท่วม แล้วผมถามเถอะครับสมาชิกที่อยู่ในกรุงเทพฯ ถ้าเป็นสมาชิก ส.ส. ที่อยู่ในพื้นที่จะมี ความรู้สึกอย่างไร ถ้าจะให้ระบายน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล ซึ่งมี ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ มันทำไม่ได้หรอกครับ เพราะพี่น้องก็กำลังเก็บเกี่ยวข้าว เกี่ยวปลาหนีน้ำ นี่ละครับ เพราะฉะนั้นผมว่าพอเถอะครับท่านพูดถึงเรื่องการบริหารการจัดการน้ำนะครับ

ประเด็นที่ ๒ นะครับ ผลกระทบจากการที่เจอปัญหาอุทกภัยเมื่อปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา เราไม่พูดถึงภาคการเกษตรหรอกครับว่าเสียหายไปเท่าไร แต่สิ่งที่สำคัญคือ ภาคอุตสาหกรรมครับ ท่านรู้ไหมครับบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ที่เอารถมาทุบ เอาอะไรมานะครับ ดูสิครับสภาพเขา เป็นอย่างไรครับ วันนี้เองนะครับไม่ว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ช่าง ถ้าจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เดินทางไปอะไรก็ช่างนะครับ ถ้าเราไม่มีความเชื่อมั่นในการที่จะบริหารการจัดการน้ำ อย่างไร เขาก็ไม่มาลงทุนหรอกครับ เพราะฉะนั้นการกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจำเป็นอย่างยิ่งครับ ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องชาวต่างประเทศ ตรงนี้ล่ะครับเป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะฉะนั้นถามว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้สำคัญไหมครับ สำคัญครับ จำเป็นครับซึ่งมาเปรียบเทียบ กับโครงการไทยเข้มแข็งนะครับ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่กู้เข้ามา มันต่างกันครับท่านประธาน ถนนดี ๆ นี้นะครับ ถ้าไปรื้อทำรีไซกิ้ง (Recycling) บ้าง อะไรบ้าง แต่นี่ปัญหาของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาอุทกภัย โดยเฉพาะ ภาคการเกษตรแล้วภาคอุตสาหกรรม ท่านคิดดูครับ เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่พอที่จะ บริหารการจัดการได้หรอกครับท่านประธาน และผมจะเรียนให้ทราบ เพราะฉะนั้น ความจำเป็นในการกู้เงินนี้นะครับ ผมว่าจำเป็นมาก ส่วนว่าจะเอาเม็ดเงินนี้ไปใช้ตรงไหน อะไรตรงไหน ผมเองในฐานะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ผมก็ต้องเป็นผู้ตรวจสอบอยู่แล้วครับ ไม่เฉพาะจะเป็นที่ฝ่ายค้านหรอกครับ ก็ต้องตรวจสอบว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นเอง การบริหาร ผมประทับใจท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มากที่เดินทางไปดูตั้งแต่ต้นน้ำ ดูเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วก็ลงมาที่จังหวัดพิษณุโลก เขาวางกรอบเลยนะครับ ท่านประธาน เขาบอกว่าการบริหารการจัดการน้ำต้องทำเป็นแบบจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เช่น ๒ ลุ่มน้ำ ๓ ลุ่มน้ำ มีการขุดลอกไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำยมก็มีการขุดลอกนะครับ แล้วก็ทำแก้มลิง มีเพื่อนสมาชิกหลายคนนะครับไม่เข้าใจว่าแก้มลิงนี้คืออะไร นี่เป็นพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนะครับ ท่านประธาน ก็คือเวลาน้ำมาที่สาธารณะที่มีอยู่ ในพื้นที่ทุกพื้นที่ละครับ ถ้าไปดูภูมิประเทศนี้นะครับ มันมีบึงมีอะไรเยอะแยะครับ ๓,๐๐๐ ไร่ ๔,๐๐๐ ไร่ แต่ละบึง แต่วันนี้เองก็โดนบุกรุกไปเยอะนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ตำบลปลักแรด บึงประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าไร่ ตอนนี้เหลือ ๑,๐๐๐ กว่าไร่ ท่านนายกรัฐมนตรี พูดอย่างไรรู้ไหมครับ ที่ไปเยี่ยมเยียนพี่น้องชาวจังหวัดพิษณุโลกบอกว่า ถ้าที่บึงแห่งไหน ที่สาธารณะแห่งไหนถ้ามีปัญหาแม้แต่ ๑ ครัวเรือน ๒ ครัวเรือน ต้องเจรจา ถ้าเขาไม่ยินยอม ก็ไม่จำเป็นต้องไปสร้าง แต่สิ่งที่ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกได้มองถึงภาพส่วนรวมบ้างว่าในการที่ บริหารจัดการวันนี้ต้องเสียสละครับ ทำแก้มลิงก็คือเอาน้ำไปเก็บไว้ ในฤดูที่น้ำมาก็เอาน้ำไปเก็บไว้ ก็คือชะลอ ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ แล้วเวลาน้ำแล้งก็สูบน้ำนั้นออกมาใช้เพื่อภาคการเกษตร เท่านั้นเองไม่ต้องสับสนว่าแก้มลิงนั้นคืออะไร ก็คงจะฝากไว้

แล้วอีกประการหนึ่งที่ถือว่าเป็นประการสำคัญมาก ในเรื่องของการบริหาร เม็ดเงินตรงนี้ ถึงแม้นว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะให้ทางจังหวัด โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการทุกภาคส่วนต้องบริหารการจัดการแบบบูรณาการ ต้องบริหารจากลำน้ำ ที่ต้นน้ำก่อน ก็มีการปลูกป่า แล้วก็มากลางน้ำ แล้วก็มีการที่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะให้น้ำ เชื่อมโยงไปกับบึงต่าง ๆ ส่วนฟลัดเวย์ วันนี้พี่น้องประชาชนก็สับสนนะครับ คิดว่าจะไป เวนคืนที่ของพี่น้องภาคการเกษตร แล้วเอาเป็นที่กักเก็บน้ำ ไม่ใช่นะครับ ความจริง ที่ผมเข้าใจก็คือปรับที่สาธารณะ หรือแม้กระทั่งถนน เขาจะทำเป็นทางน้ำครับ ถึงฤดูแล้ง รถวิ่งได้ครับ ถึงฤดูน้ำก็คือให้เป็นทางเดินของน้ำที่เรียกว่าฟลัดเวย์ เพราะฉะนั้นผมจะเรียน ให้ท่านประธานทราบ

แล้วสิ่งที่สำคัญที่ผมอยากจะบอก และอยากจะฝากในการที่จะบริหารนะครับ ท่านประธาน โดยเฉพาะภาคการเกษตรมันจะมาเชื่อมโยง รัฐบาลช่วยพี่น้องภาคการเกษตร ๒ รอบ ก็คือนาปีกับนาปรัง เช่น นาปีเริ่มปลูกวันที่ ๑ พฤศจิกายน ไปสิ้นสุดที่วันที่ ๓๑ ตุลาคม ส่วนนาปรังก็เริ่มปลูกวันที่ ๑ พฤศจิกายน ขออภัยครับ นาปีวันที่ ๑ พฤษภาคม แต่ทีนี้พี่น้องเกษตรกรเขาทำนา ๒ รอบ รอบที่ ๓ ที่เขาจะทำอีกรัฐบาลก็จะมาพูดแล้วเจรจาว่า จะไม่ทำได้ไหม แล้วก็จะชดเชยที่ว่าเสียโอกาสตรงนี้ไป เพราะทั้งนี้ทั้งนั้นรัฐบาลก็ช่วย โดยเฉพาะโครงการรับจำนำ ๒ รอบอยู่แล้ว ก็คือนาปีกับนาปรังเท่านั้นเอง ก็เพียงแค่ไปจัด กรอบระยะเวลาของพี่น้องภาคการเกษตร แล้วก็ให้สอดคล้องกับโครงการรับจำนำ แล้วก็ ให้ดูเรื่องของการบริหารการจัดการน้ำ แล้วถนนผมเคยพูดอยู่เสมอว่า แล้วเป็นความคิดของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ครับ ถนนเส้นไหนที่น้ำท่วมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับ แล้วถามว่าแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ไหมครับ ไม่ได้หรอกครับ แต่สิ่งที่สำคัญยกระดับเพื่อให้พี่น้อง ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมสัญจรไปมาได้ แต่ถามว่าถ้าวันนี้เราไม่ทำอะไรเลยท่านประธานคิดดูเถอะครับ วันนี้เรื่อง พ.ร.ก. ถ้าไม่ผ่านนะครับ ท่านคิดอย่างไรครับ วันนี้ผมต้องขอขอบพระคุณ ศาลรัฐธรรมนูญนะครับที่ให้ความสำคัญกับพี่น้องคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะพี่น้อง ที่เจอปัญหาอุทกภัยในการที่จะแก้ปัญหานะครับ ก็คงฝากไว้ครับ ขอบพระคุณท่านประธาน มากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสุพัชรี ธรรมเพชร

นางสาวสุพัชรี ธรรมเพชร พัทลุง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สุพัชรี ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในวันนี้ดิฉัน จะขออภิปรายในพระราชกำหนดการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบ บริหารจัดการน้ำ แล้วก็สร้างอนาคตของประเทศไทยค่ะ แต่ก่อนที่ดิฉันจะอภิปราย พ.ร.ก. ฉบับนี้นะคะ วันนี้ดิฉันก็ได้นั่งอยู่สภาทั้งวันค่ะท่านประธาน ดิฉันก็ยังไม่ได้เห็นผู้นำประเทศ ดิฉันก็ยังไม่ได้เห็นท่านนายกรัฐมนตรีเลย แล้วก็ที่สำคัญยังไม่ได้เห็นท่านลุกขึ้นมาบอก ในสภาผู้แทนราษฎร ในเหตุความจำเป็น แล้วก็เหตุผลว่าทำไมรัฐบาลชุดนี้จึงมี ความจำเป็นต้องกู้เงินอันเป็นจำนวนมากมายมหาศาลในครั้งนี้เลยค่ะ นี่หรือคะท่านประธาน ผู้นำประเทศที่จะนำพาประเทศไทยให้ผ่านพ้นอุทกภัยของเราไปได้ นี่หรือคะท่านประธาน ที่เขาบอกว่า สวย รวย และเก่ง ท่านประธานคะ วันนี้รัฐบาลมาขอมติให้สภาให้ผ่านพระราชกำหนด ฉบับนี้ในวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันก็เห็นมีแต่เอกสารแผ่นเล็ก ๆ ๒ แผ่น แผ่นครึ่งนิดเดียวเองค่ะ เท่านั้นเองท่านประธานคะไม่มีเอกสารใด ๆ ที่จะมาชี้แจง ในสภาผู้แทนราษฎรของเราได้ รัฐบาลไม่บอกเลยนะคะว่าจะบริหารจัดการน้ำได้อย่างไร รัฐบาลก็ไม่ได้บอกเลยนะคะว่าจะทำแก้มลิงตรงไหน แล้วก็ไม่ได้บอกเลยนะคะว่าจะขุดลอกคลอง อะไรบ้าง ท่านนายกรัฐมนตรีเพียงแต่แถลงข่าวเท่านั้นนะคะว่าจะยึดตามแนวพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการทำแก้มลิง ในการก่อสร้างคันกั้นน้ำ แล้วก็ในการ ก่อสร้างทางผันน้ำเท่านั้นเองค่ะ ยังไม่มีแผนการ ยังไม่มีโครงการใด ๆ ที่จะนำมาเสนอ ในที่ประชุมสภาของเราในวันนี้เลย และดิฉันจะยอมรับร่างพระราชกำหนดนี้ได้อย่างไร ท่านประธานคะ ดิฉันก็ยืนยันกับสภาผู้แทนราษฎรนะคะว่าดิฉันยินดีที่จะช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน ดิฉันยืนยันนะคะว่าดิฉันจะร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชน และดิฉันก็สามารถตอบแทน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ทุกคนได้นะคะว่า เราทุกคนยินดีที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยในระดับชาติได้ แต่รัฐบาลจะต้องมีความชัดเจน รัฐบาลจะต้องมีความจริงใจที่จะบริหารการจัดการน้ำในครั้งนี้ให้เป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนให้มากที่สุด ท่านประธานคะ ตอนนี้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ ที่จะมาลงทุนในประเทศไทยเราเริ่มที่จะลังเลแล้ว เริ่มที่จะไม่เชื่อมั่นที่จะลงทุนต่อในประเทศไทยเรา หรือไม่ ดิฉันได้เห็นข่าวในวันนี้นะคะว่าบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ของญี่ปุ่น ซึ่งชื่อบริษัท เอลพิดา ได้ยื่นคำร้องล้มละลาย เพราะว่ามีหนี้อยู่ ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเขาก็ให้เหตุผลบอกว่าส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทย เพราะประเทศไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่สำคัญของตลาดโลก ข่าวนี้ก็เป็น ที่สะเทือนใจมาก เพราะว่าถึงแม้จะไม่ได้ตั้งฐานที่มั่นในประเทศไทยผลิต แต่เขาก็มี ผลกระทบทางอ้อมที่จะทำให้เขาเป็นคนล้มละลายได้ ท่านประธานคะ อุทกภัยครั้งที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้ประเมินมูลค่าเสียหายถึง ๑.๔๔ ล้านล้านบาท พี่น้องประชาชนได้รับ ความเดือดร้อน ๑๒.๘ ล้านคน แล้วก็ที่สำคัญค่ะมีผู้เสียชีวิตอยู่ ๘๑๔ คน สูญหายอีก ๓ รายค่ะ วันนี้รัฐบาลจะเยียวยาพวกเขาได้อย่างไรคะ วันนี้รัฐบาลจะสามารถจ่ายเงิน ๗.๕ ล้านบาท ให้เหมือนกับผู้ที่จะเสียชีวิตทางการชุมนุมทางการเมืองได้หรือไม่ ซึ่งตรงนี้ พี่น้องประชาชนเสียชีวิตก็เกิดจากสาเหตุการบริหารการจัดการน้ำที่ผิดพลาด ล้มเหลวของ รัฐบาลชุดนี้ค่ะ ดิฉันก็ต้องขอเรียกร้องให้กับผู้ที่เสียชีวิตนะคะ แต่ว่าเรียกร้องไปก็อาจจะ เปล่าประโยชน์ละค่ะ เพราะว่าเงินครัวเรือนละ ๕,๐๐๐ บาท รัฐบาลก็ยังจ่ายให้ไม่ครบเลยค่ะ ก็เรียกร้องไปก็ให้กับผู้ที่เสียชีวิตนะคะ ท่านประธานคะ ดิฉันและพี่น้องชาวใต้ได้เสียใจกับ รัฐบาลเมื่อครั้ง พ.ร.ก. การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจาก อุทกภัยไปแล้ว ซึ่งเป็น พ.ร.ก. ฉบับที่แล้วที่เพิ่งผ่านไป เพราะท่านไม่ได้กำหนดให้ครอบคลุม ไปถึงการเกิดอุทกภัยในต้นเดือนมกราคม ปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ซึ่งพี่น้องชาวใต้ประสบอุทกภัย ในช่วงนั้นก็ไม่ได้รับการดูแลในการกู้เงินใน พ.ร.ก. ฉบับนั้นเลย มาตอนนี้ค่ะ ดิฉันก็อยากจะฝาก รัฐบาล ฝากท่านประธานไปบอกรัฐบาลว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้อยากจะให้รัฐบาลต้องกระจาย งบประมาณเงินกู้ได้อย่างทั่วถึง จัดสรรให้ทั่วถึงแล้วก็เป็นธรรมให้มากที่สุด ดิฉันก็กลัวเหมือนเพื่อนสมาชิกกลัวทุกคนนั่นละค่ะ ที่พูดว่าโครงการต่าง ๆ อาจจะมี การสอดไส้เข้าไปข้างใน อาจจะไม่ได้ใช้ในการบริหารจัดการน้ำได้อย่างตรงจุดแล้วก็ที่สำคัญค่ะ อาจจะได้กับจังหวัดที่ไม่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ด้วย ซึ่งดิฉันคิดว่าวันนี้ดิฉันก็ต้อง ขอเรียกร้องให้มีการจัดการบริหารยอดเงินกู้ในยอด ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทให้ทั่วถึงแล้วก็ เป็นธรรม แล้วก็ไม่เฉพาะให้กับจังหวัดที่เลือกพรรคเพื่อไทยเท่านั้นค่ะท่านประธาน ขอกราบขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวรชัย เหมะ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญครับที่เห็นต่างจากฝ่ายค้าน เห็นด้วยกับรัฐบาลครับ ที่เห็นต่างกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นรู้ว่าความเดือดร้อนจากการ ถูกน้ำท่วมนั้นเป็นอย่างไร เพราะศาลรัฐธรรมนูญก็ถูกน้ำท่วมเหมือนกันครับท่านประธาน ท่านประธานครับ วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศในช่วงปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ ปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๔๑ นั้น เป็นวิกฤติที่รุนแรงครับ ท่านประธานครับ สาเหตุเพราะว่าในปีที่ผ่านมา ในช่วงนั้นประเทศไทยขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง อีกเรื่องหนึ่งก็คือการเปิดเสรีทางการเงิน ให้เงินไหลเข้าไหลออกอย่างเสรีครับท่านประธาน และในช่วงนั้นนโยบายทางการเงิน ที่ผิดพลาดก็คือดอกเบี้ยในประเทศไทยสูงมากครับ เลยให้มีการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามา เพื่อปล่อยกู้ครับ เงินไหลเข้ามาเยอะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นก็มีการปล่อยกู้สูงมาก พอสมควร ทำให้หนี้ของประเทศมันพอกพูนมากขึ้น ๆ ทุกวันครับ ท่านจำได้ไหมครับว่า ตอนนั้นมีเงินทุนต่างชาติเป็นกองทุนใหญ่จ้องที่จะหากำไรจากค่าเงินของแต่ละประเทศ พ่อมดทางการเงินตอนนั้นได้โจมตีค่าเงินบาทครับ การโจมตีค่าเงินบาทนั้นทำให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยนำเงินตราต่างประเทศที่เป็นเงินสำรองเอามาต่อสู้ค่าเงินบาทครับ ทำให้ ธนาคารชาติหมดเงินทุนสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ต้องกู้จากไอเอ็มเอฟ ในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นรัฐบาลในยุคนั้นลำบากมาก ถามว่าถ้าสมมุติว่าในวันนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ใช้นโยบายที่ผิดพลาด วันนี้หนี้สาธารณะคงไม่มากขนาดนี้ และต้นเหตุของหนี้สาธารณะ ที่มากนั้นส่วนหนึ่งมาจากแบงก์ชาติครับท่านประธานสภาที่เคารพ ในวิกฤติสมัยนั้นต่อมาครับ สถาบันการเงินเกิดวิกฤติต่อเนื่อง สถาบันการเงินหลายแห่งมีการล้มรัฐบาล พลเอก ชวลิต ในสมัยนั้น สั่งให้มีการหยุดกิจการชั่วคราวครับ แล้วก็สถาบันการเงิน ตั้ง ปรส. ขึ้นมา เพื่อฟื้นฟูเยียวยา สถาบันการเงินที่ไปไม่ไหว ทำให้สถาบันการเงินที่มีหนี้เสีย ให้เป็นหนี้ดีเพิ่มขึ้นครับ แต่หลังจากนั้น พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ หมดสภาพ ลาออกครับ พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้ การนำของท่านชวน หลีกภัย ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านทราบไหมครับว่าในยุคนั้น จากการที่หยุดกิจการชั่วคราวท่านสั่งยึดกิจการของสถาบันการเงิน ๕๖ สถาบันเป็นการถาวร ท่านประธานครับ ทำให้สถาบันการเงินต้องหยุดชะงัก ระบบหยุดหมดครับ แล้ว ปรส. เข้ามาดูแลหนี้สินของ สถาบันการเงินรวมทั้งเงินฝากของประชาชน ต้องกลายเป็นหนี้ของชาติทันทีครับ ท่านประธาน รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยเงินฝากแล้วก็ทรัพย์สินที่เสียหาย รัฐบาลต้องรับผิดชอบครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ เพราะฉะนั้นหลังจากยึดสถาบัน การเงินเสร็จให้ ปรส. เข้ามาจัดการโดยตั้งบริษัทต่างชาติเข้ามาเป็นที่ปรึกษา คือบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส เข้ามาจัดการเป็นที่ปรึกษาครับ บอกว่า ทรัพย์สิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ ปรส. ในยุครัฐบาลนั้นยึดมาต้องขายทันที ท่านทราบไหมครับว่า เงื่อนไขที่ ปรส. กำหนดนะครับ เขาบอกว่าห้ามผู้ที่เป็นลูกหนี้เก่าเข้าไปประมูลครับ แล้วการขายนั้นต้องขายเป็นกองทุนใหญ่ครับ หมื่นล้านบาทขึ้นไปครับท่านประธาน ในยุคนั้นคนไทยกำลังทุกข์ยากลำบากจะเอาเงินไหนตั้งหมื่นล้านไปซื้อไปประมูลละครับ ผลที่สุดบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ เป็นผู้ประมูลได้ครับ เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ ถือหุ้นเลห์แมน บราเธอร์ส ๙๙ เปอร์เซ็นต์ครับ ถือหุ้นบริษัทที่ปรึกษา เพราะฉะนั้นข้อมูลต่าง ๆ มันถึงกันหมดครับ หลังจากเลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ ประกวดชนะ เอาไปไหนครับ ซื้อทรัพย์สินที่เสีย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทั้งหมดแล้วเอาไปขาย ผู้ดำเนินกิจการเก่า เจ้าของกิจการเก่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ครับ กำไรกี่เท่าตัวครับท่านประธาน อย่างนี้ถือว่าปล้นชาติไหมครับ ถือว่าขายชาติไหมครับ เอาทรัพย์สินที่ดีขายเหมาเข่ง ทรัพย์สินบางอย่างสถาบันการเงินบางสถาบันกำลังดำเนินไปได้ แต่ถูกยึดครับ ยึดโดย ไม่จำแนกว่าทรัพย์สินไหนดี ทรัพย์สินไหนเสียครับท่านประธานสภาที่เคารพ เพราะฉะนั้น การกระทำอย่างนี้ถือว่าทำให้ชาติเสียหาย แล้วท่านประธานครับเรื่องนี้เป็นคดีอยู่ที่ดีเอสไอ

(นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวรชัย มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงผู้กำลังอภิปรายครับว่า อภิปรายนอกประเด็น เพราะว่าวันนี้เรากำลังอภิปรายกันเรื่อง พ.ร.ก. เงินกู้ที่ใช้กันอยู่ ในปี ๒๕๕๕ นี้ เนื้อหาสาระที่ผู้อภิปรายกำลังอภิปรายอยู่นั้นผมคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ กำลังอภิปรายที่เรากำลังพูดกันอยู่ครับ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมอภิปราย เพราะว่าจะบอกให้รู้ว่าหนี้สาธารณะของประเทศมันมาอย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวรชัย ก็เอาให้มันกระชับเข้ามาหน่อยก็แล้วกัน

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ครับ ผมต้องการอภิปรายว่าต้นกำเนิด ของหนี้สาธารณะมันมาอย่างไรครับ ทำให้รัฐบาลต้องคืนหนี้ ยกหนี้ เอาหนี้ไปให้ธนาคารชาติครับ ท่านประธานครับ แล้ววันนี้คดีขายทรัพย์สิน ปรส. อัยการได้สั่งฟ้อง แล้ววันนี้เรื่องอยู่ที่ ป.ป.ช. ครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ผมพูดเป็นข้อเท็จจริงและเป็นเรื่องต่อเนื่อง เกี่ยวกับหนี้สาธารณะของประเทศที่มันเพิ่มขึ้นทุกวันครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิก ฝ่ายค้านครับ วันนี้เราตั้งเวลาไว้น่าจะถึงสักเที่ยงคืน ถ้าสามารถส่งรายชื่อเพิ่มได้ก็จะดีนะครับ เพราะพรุ่งนี้ไม่อยากจะให้ดึกเกินไป เชิญท่านเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ตาก 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ณ ขณะนี้เริ่มตั้งแต่เช้านะครับ หรือเริ่มตั้งแต่ พระราชกำหนดที่รัฐบาลเสนอเข้าสู่สภา ปรากฏว่าเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ ฟาก ได้อภิปรายไป โดยเฉพาะสมาชิกฝ่ายค้านได้เรียกร้องถึงเรื่องรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ เพื่อที่จะมาให้ พวกเราที่สภานี่ช่วยกันตรวจสอบดูว่า รายละเอียดต่าง ๆ ที่รัฐบาลจะดำเนินการเพื่อไปแก้ไขป้องกันภัยน้ำท่วมจะมีลักษณะ เป็นอย่างไร จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างไร ขณะนี้ไม่มีคำตอบครับ นี่ละครับคือสิ่งที่ผมข้องใจเป็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันทางฟากฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ได้ทวงถามถึง เรื่องรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ เสมือนหนึ่งว่าจะรู้แล้ว หมดแล้ว ผมเรียนให้ ท่านประธานสภาทราบนะครับ ผมได้รับคำถามจากพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่จังหวัดตากที่เป็น ที่ตั้งของเขื่อนภูมิพล คนใต้เขื่อนเขาก็ถามว่าจะเป็นอย่างไร รายละเอียดเป็นอย่างไร พื้นที่ ของคนจังหวัดตากอีกแห่งหนึ่งก็คือริมน้ำวังของอำเภอสามเงาและส่วนหนึ่งของอำเภอ บ้านตาก ก็เพียรถามผมผมก็ตอบไม่ได้ ไปค้นหาในข้อมูลอื่น ๆ ก็ไม่มี นี่ละครับเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาลออกเป็นพระราชกำหนดเพื่อใช้จ่ายไม่มีรายละเอียดครับ ณ นาทีนี้ยังไม่มีเลยครับ มีแต่กรอบคร่าว ๆ ๖ กรอบที่เพื่อนสมาชิกได้พูดว่า ๒๐ บรรทัด ผมคิดว่านี่ละครับคือระบอบประชาธิปไตยที่เราใฝ่หา แต่ปรากฏว่าเนื้อแท้มันไม่มีครับ และเราจะตรวจสอบได้อย่างไรครับงบประมาณนี้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเรื่องที่ใหญ่โตยิ่ง สำหรับความคิดผมและพี่น้องประชาชน นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือคณะกรรมการ ที่เรียกว่า กยน. คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำนี่ครับ หลายท่านที่เป็นผู้มีความรู้ มีประสบการณ์ เพียรเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าอย่างเต็มที่ แต่ปรากฏว่าผลการประชุมหลายครั้งไม่มีความเป็นรูปธรรมเกิดขึ้น นี่ละครับคือสิ่งที่พวกเรา กำลังจะมาบอกว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้ผ่านพระราชกำหนดศาลต้องรับผิดชอบด้วย คำถามผมก็ต้องย้อนกลับไปว่า ณ วันนี้ ณ เวลานี้ท่านประธานเห็นรายละเอียดหรือเปล่าครับ ผมไม่มีนะครับ มีแค่ ๒๐ บรรทัดที่เห็น นี่หรือครับระบอบประชาธิปไตยที่ใช้เสียงข้างมาก ในสภามาแสดงรายละเอียดให้เงินงบประมาณแผ่นดินที่มีค่าสูงสุดเป็นอย่างนี้ครับ นี่หรือครับ ที่เราอยากจะได้ประชาธิปไตยโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเพิ่งผ่านไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ แล้วงบประมาณนี่ครับเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ผมตอบพี่น้องไม่ได้ครับ อยากจะรู้ว่าระบบเตือนภัย ถ้าเขื่อนมีอะไรจะมีระบบเตือนภัยอย่างไร ก็ไม่รู้ รายละเอียดไม่มี กรมอุตุนิยมวิทยาจะซื้อ เครื่องไม้เครื่องมืออะไรที่แสดงถึงประสิทธิภาพการทำนายภูมิอากาศให้แม่นยำก็ไม่มี จะปลูกป่า ที่ไหน สร้างอ่างเก็บน้ำที่ไหนไม่มีทั้งสิ้นครับ นี่ละครับคือความที่เรียกว่าเป็นการ ทำงบประมาณ หรือการทำพระราชกำหนดออกมาอย่างไม่รอบคอบ และอย่างไม่มี ความโปร่งใส อันนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก นอกจากนี้รัฐบาลในชุดที่แล้วได้เห็นถึง ความสำคัญของพระราชบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ ที่ให้สิทธิชุมชนในการที่จะ แสดงออกถึงเรื่องสิทธิต่าง ๆ ของชุมชนในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และเรื่องอนามัย เรื่องของ สุขภาพ สุขภาวะ ปรากฏผลว่ารัฐบาลชุดนี้ละครับไม่เห็นความสำคัญ ไม่นำเข้ามาสู่ การพิจารณา ซึ่งครั้งที่แล้วคณะกรรมการชุดนี้ที่มีคุณหญิงกัลยาท่านเป็นประธานทำเสร็จ เรียบร้อยนะครับ ถ้าเราได้เอาสิ่งเหล่านี้กลับมาทบทวนในคณะรัฐบาลชุดนี้ ในสภาแห่งนี้ ถ้าออกได้ก็จะเป็นประโยชน์ในเรื่องของการบริหารจัดการพื้นที่ต่าง ๆ ที่รัฐบาลคิดว่า จะมีปัญหากับชุมชน เช่นพื้นที่ที่เรียกว่าพื้นที่ระบายน้ำท่วม เป็นต้น

พระราชกำหนดอีกอันหนึ่งในเวลาจำกัด พูดสั้น ๆ ก็คือว่าการโอนหนี้นะครับ ผมเห็นด้วยกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๒ ท่าน แน่นอนครับไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่เอาเถอะครับในเมื่อท่านตัดสินไปอย่างนี้แล้วเราต้องเคารพ นั่นก็คือว่ามีตัวเลขอยู่ ๓ ตัวครับ ๐.๔๐ เปอร์เซ็นต์ ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ และ ๐.๔๖ เปอร์เซ็นต์ ๓ ตัวนี้มีความหมายอย่างไรครับ มีความหมายตรงที่ว่าพระราชกำหนดอันนี้เมื่อเกิดบังคับ ขึ้นใช้แล้วนี่ครับ ธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารภาคเอกชน เดิมจะต้องส่งเงิน ๐.๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของยอดเงินฝากทั้งหมดในระบบเข้าสู่ใครครับ เข้าสู่สถาบันคุ้มครองเงินฝากเพราะสถาบัน คุ้มครองเงินฝากที่ตั้งมา ปี ๒๕๕๑ วัตถุประสงค์ดีครับ ต้องการที่ไม่ให้เป็นภาระกับรัฐ เมื่อสถาบันการเงินนั้นล้มเหลว เพราะฉะนั้นก็เรียกเก็บอย่างนี้ก็ชอบด้วยกฎหมาย โดยความยุติธรรม แต่ขณะนี้เมื่อพระราชกำหนดนี้ออกก็จะมีบังคับให้ธนาคารพาณิชย์เอกชน ต้องส่งเงินทั้งสิ้น ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเพิ่มขึ้นอีก ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์ ส่งไปที่ไหนครับ ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์นี้แยกออกเป็น ๒ กอง คือ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ไปที่สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ๐.๔๖ เปอร์เซ็นต์ เข้าสู่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเพื่อชำระหนี้ เราคาดว่าใช้เวลาประมาณ ๒๔-๒๕ ปีก็จะหมดสิ้นจากยอดเงิน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ถ้าเราคิดคำนวณออกมาก็คือธนาคารเอกชนจะใช้จ่ายเงินเพิ่มประมาณปีละ ๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่ผลจากตัวเลขนี้ก็ทำให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นคนยากคนจน หรือกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขนาดกลางนี้นะครับ ก็แทนที่จะได้เงินจำนวนนี้เอามาดูแล สถาบันนี้ แทนที่จะได้เงินประมาณปีละ ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท สถาบันคุ้มครองแห่งนี้ก็จะเหลือเงิน ที่ได้ประมาณปีละ ๗๐๐ ล้านบาทเป็นต้น ที่สำคัญครับ ธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. หรือธนาคารอาคารสงเคราะห์ก็จะต้องถูกบังคับให้สมทบทุนด้วยจำนวนเงิน ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกันของยอดเงินฝาก แต่ปรากฏเป็นว่าจำนวนเงิน ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เข้าสู่สถาบันคุ้มครองเงินฝาก หรือไม่ได้เข้าสู่สถาบันของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินนะครับ ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ทั้งหมดนี้กลับไปเข้าสู่กองทุนพัฒนา ประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากที่สุดครับ ในเมื่อเรามีภาระกับกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน แต่ยอดเงินของธนาคารรัฐกลับไปส่งให้กับ กองทุนพัฒนาประเทศไทยที่ตั้งต้นใหม่ แล้วผมก็ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ถึงรายละเอียดว่า คุณจะเอาเงินไปใช้อะไร ทั้งหมดทั้งปวงแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของรัฐบาลชุดนี้ อย่างแน่นอนครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณหมอเหวง โตจิราการ

นายเหวง โตจิราการ บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าผมสนับสนุน พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน เพิ่มเติมนะครับว่าการพิจารณาแก้ไขปัญหาน้ำของประเทศไทยจะแบ่ง พ.ร.ก. ๔ ฉบับ ออกเป็น ๒ ส่วนไม่ได้เป็นอันขาด ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเปรียบเทียบก็คือว่าท่านประธาน คงรู้จักไวโอลิน (Violin) นะครับ ไวโอลินมี ๔ สาย ไวโอลินจะมาเล่นให้เกิดความไพเราะได้ ต้องประกอบด้วยสายทั้ง ๔ ดังนั้นใครก็ตามที่บอกว่ารักไวโอลิน รักความไพเราะ ของเสียงเพลง ฉับพลันทันใดเขาเอาขวานมาจามให้ไวโอลินแบ่งเป็น ๒ เสี้ยว ให้เหลือ ๒ สาย ผมคิดว่าท่านประธานคงเห็นด้วยกับผมนะครับว่าคนคนนั้นคงไม่ได้รักไวโอลิน ดังนั้น ใครก็ตามที่มีความจริงใจในการที่จะแก้ปัญหาอุทกภัยของประเทศไทยแล้วอธิบายบอกว่า ต้องแยก พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับ ออกเป็น ๒ ๒ ผมสงสัยครับว่าเขามีความจริงใจในการแก้ปัญหา ของบ้านเมืองหรือเปล่า นอกจากนี้นะท่านประธาน ในวันนี้ไม่เพียงแต่ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านวินิจฉัยแล้วนะครับว่า พ.ร.ก. ๒ ฉบับที่มีเพื่อนสมาชิกจำนวนหนึ่งยื่นไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัย ท่านก็วินิจฉัยกลับมาแล้วนะครับว่า พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับนั้นไม่ขัด รัฐธรรมนูญครับ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง เป็นการยืนยันได้ไหมครับว่า พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับ มีความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้และเป็นไปเพื่อความปลอดภัยประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ แล้วก็ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นคงไม่มีข้อสงสัยอะไร มีสมาชิกบางท่านบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญนี้ พิจารณาเฉพาะข้อมูลทางกฎหมาย ผมกราบเรียน ด้วยความเคารพนะท่านประธาน ผมอยากจะเตือนสมาชิกท่านดังกล่าวนี้ว่าท่านหมิ่นเหม่ในการที่จะไม่เคารพศาลรัฐธรรมนูญ นะครับ เพราะผมได้อ่านข้อความในศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญนี่ ท่านได้แสดง ความเข้าใจอย่างยิ่งยวดเลย ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ว่าศาลรัฐธรรมนูญยังเห็น ความสำคัญอย่างยิ่งยวดของ พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับนี้ ทั้ง ๆ ที่ปกติผมก็มีข้อคิดเห็นที่แตกต่าง จากศาลรัฐธรรมนูญก็เยอะ วิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็หลายหน แต่ครั้งนี้ผมต้องขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญ

อีกอันหนึ่งที่เป็นการยืนยันเลยท่านประธานครับ ก็คือว่าเมื่อวันที่ ๒๓ ที่ผ่านมา มีนักธุรกิจที่จริงเป็นประธานเจโทร (JETRO) นะครับท่านประธาน เจโทรก็คือประธาน องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของประเทศญี่ปุ่นนะครับ ชื่อของเขาก็คือ นายเซ็ทซึโอะ อิยูจิ ได้เข้าพบท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก็คือท่านหม่อมราชวงศ์พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัฒน์ มายืนยันว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นในประเทศไทย กลับคืนมา เหมือนเดิมก่อนหน้าน้ำท่วม นี่เป็นผลจากการทำงานอย่างยากลำบากแสนสาหัสท่ามกลาง การเผชิญหน้ากับความไม่เข้าใจหลายประการของนักการเมืองบางคน พรรคการเมือง บางพรรค แล้วก็ประชาชนบางกลุ่ม แต่ในที่สุดการทำงานที่ยากลำบากของท่าน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ และรัฐบาลชุดของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ก็ประสบผลสำเร็จก็คือว่า ประธานเจโทรเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยืนยันว่านักลงทุนชาวญี่ปุ่น ไม่ถอนการลงทุนจากประเทศไทย ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานจะถามผมว่าแล้วอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือล่ะ ก็กราบเรียนท่านประธาน ๕ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเขาบอกว่ากำลัง ทบทวนเฉย ๆ เท่านั้นเองนะครับ กำลังทบทวนนี้แปลว่าเขารีรอ ท่านประธานทราบไหมครับว่า ในวันที่ผมเจอกับน้ำขนาด ๔๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร โหมกระหน่ำประเทศไทยนี่ ผมนี้ เสียวไปถึงสันหลังวาบเลยว่าแล้วนักลงทุนต่างชาติเขาจะขนการลงทุนออกไปจากประเทศไทย หรือเปล่า แต่ในวันนี้จากการตั้ง กยน. ของท่านยิ่งลักษณ์ จากการตั้ง กยอ. ของท่านยิ่งลักษณ์ จากการลงไปคลุกกับดินนะครับ ลงไปคุยกับชาวบ้าน แล้วลงไปจัดสรรอะไรต่าง ๆ ก็ส่งผลให้ เห็นชัดเจนว่านักลงทุนประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นคณะนักลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยไม่ย้าย การลงทุนออกไปครับ เขายืนยันที่จะลงทุนในประเทศไทยเหมือนเดิม แล้วก็เขายืนยันกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมว่าความเชื่อมั่นในประเทศไทยเหมือนเดิมครับ ผมอยากจะขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่ง เพราะว่าท่านสมาชิกหลายท่านพยายามที่จะ อธิบายหรืออภิปรายในลักษณะที่ให้ร้ายรัฐบาลชุดนี้นะครับ อาทิเช่นว่าส่งกระดาษมา ๔ ใบ แล้วมีแค่ ๒ ใบ ไม่มีรายละเอียดอะไร คือผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ก่อนว่า รัฐบาลจะทำอะไร รัฐบาลจะต้องรอบคอบรัดกุมนะครับ ครั้งนี้จะเป็นการสร้างบ้านใหม่เลย ทางด้านกายภาพในเรื่องของการรับมือกับน้ำ เพราะฉะนั้นท่านประธานคิดดูสิครับ มันเป็นเรื่องใหญ่ ประเทศไทยใหญ่มโหฬาร แล้วมีประชากรตั้ง ๖๗ ล้านคน มีลุ่มน้ำมากมาย มีภูเขามากมาย มีพื้นที่ ๕๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ในการจัดการกับพื้นที่ ๕๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ท่านประธานคิดดูสิว่าจะยากขนาดไหนครับ และท่านประธานคิดดูสิครับมี คนบางส่วนอนุญาตเวลาให้รัฐบาลของผม ของประชาชนไทยทั้งประเทศแค่ไม่ถึง ๓ เดือน นับดูสิครับว่าน้ำแห้งตอนเดือนธันวาคม เดือนธันวาคมให้เต็ม ๆ เดือนเลย เดือนธันวาคม เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ คุณให้เวลา ๓ เดือน ให้รัฐบาลอธิบายแผนโดยละเอียด ผมคิดว่าคุณให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลหรือเปล่า ไม่เป็นอะไรถ้าคุณต้องการนี้ ผมจะตอบคุณ อย่างเช่น ผมจะกราบเรียนท่านประธานเลยนะครับ คือเขาถามบอกว่าอ่างเก็บน้ำจะอยู่ที่ไหน ผมกราบเรียนท่านประธาน ผมเองไม่ได้อยู่ในรัฐบาล แต่ผมสามารถเสาะแสวงหาข้อมูลได้ ดังนั้นจะกราบเรียนท่านประธานว่า คนที่อยากจะพูดอยากจะวิจารณ์กรุณาศึกษาและค้นคว้า ให้ถ่องแท้เสียก่อนก่อนที่คุณจะพูดจะวิจารณ์นะครับ มีคำกล่าวหนึ่งว่า คนไม่สำรวจห้ามพูดคร ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานให้รับทราบข้อที่เป็นข้อยุติทางสากลเลยนะครับ นักปราชญ์เขาพูดไว้ว่าคนไม่สำรวจนี่ห้ามพูด ท่านโปรดฟังนะครับ ลุ่มน้ำปิงจะสร้างอ่างเก็บน้ำ ดังต่อไปนี้ อ่างเก็บน้ำแม่แจ่มมีความจุประมาณ ๑๓๔.๖๙๔ ล้านลูกบาศก์เมตร ตั้งอยู่ที่ ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่การเกษตร ชลประทานประมาณ ๗๑,๘๓๖ ไร่ รวมทั้งเป็นแหล่งประมงด้วย แหล่งท่องเที่ยว แหล่งผลิต ไฟฟ้าพลังน้ำ แหล่งเติมน้ำบาดาลธรรมชาติและรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ อ่างเก็บน้ำ ในลุ่มน้ำคลองวังเจ้า ลุ่มน้ำคลองสวนหมาก และลุ่มน้ำคลองขลุง ประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำ จำนวน ๓ แห่ง มีความจุรวม ๓๙ ล้านลูกบาศก์เมตร ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำคลองวังเจ้า ลุ่มน้ำคลองสวนหมาก และลุ่มน้ำคลองขลุง ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม เพิ่มพื้นที่เกษตร ชลประทานประมาณ ๑๕,๕๑๘ ไร่ เป็นแหล่งประมงท่องเที่ยว ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำเติมน้ำบาดาลธรรมชาติและรักษาความสมดุล ของระบบนิเวศ นี่อย่างไรครับคือรายละเอียด ผมเกรงว่าเวลาผมจะไม่พอจริง ๆ ผมยังมี ประเด็นที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการหนี้ แต่ไม่เป็นอะไรครับ ผมจะเอาประเด็นนี้ให้ชัดเสียก่อนจะได้หายข้อกังขา เขาว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีรายละเอียดอะไรเลย ไม่จริงครับ อ่างเก็บน้ำแก่งเสือเต้น ลุ่มน้ำยม จะสร้างอ่างเก็บน้ำดังต่อไปนี้ มีความจุ ประมาณ ๑,๑๗๕ ล้านลูกบาศก์เมตร ตั้งอยู่ที่ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมชลประทานประมาณ ๗๗๔,๒๐๐ ไร่ เป็นแหล่งประมงท่องเที่ยว ผลิตไฟฟ้า พลังน้ำ เติมน้ำบาดาลธรรมชาติและรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ลุ่มน้ำน่าน จะสร้างอ่างเก็บน้ำดังต่อไปนี้ อ่างเก็บน้ำน้ำปาดมีความจุประมาณ ๕๘.๙ ล้านลูกบาศก์เมตร ตั้งอยู่ที่ตำบลฟากท่า อำเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์ ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมเพิ่มพื้นที่ เกษตรกรรมชลประทานประมาณ ๓๒,๒๕๐ ไร่ เป็นแหล่งประมง ท่องเที่ยว ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เติมน้ำบาดาลธรรมชาติและรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ อ่างเก็บน้ำคลองชมพูมีความจุ ประมาณ ๔๓ ล้านลูกบาศก์เมตร ผมขอข้ามไปเร็ว ๆ เลยนะครับ เพราะผมมีอีกสิ่งหนึ่ง ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายท่านท่านอยากจะรู้ว่า ฟลัดเวย์อยู่ตรงไหนบ้าง แก้มลิงอยู่ตรงไหนบ้าง ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนเรื่องแก้มลิง ไปเร็ว ๆ แล้วกัน พื้นที่ดำเนินการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ เหนือนครสวรรค์ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ แล้วก็เหนืออยุธยา ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ พื้นที่ระหว่างแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านในเขตจังหวัดพิจิตร ตั้งแต่ถนนนครสวรรค์-พิษณุโลก ถึงถนนเลียบแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก ประกอบด้วย อำเภอบางมูลนาก อำเภอตะพานหิน อำเภอเมือง อำเภอโพทะเล อำเภอบึงนาราง อำเภอ โพธิ์ประทับช้าง อำเภอสามง่าม และอำเภอวชิรบารมี ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการส่งน้ำ และบำรุงรักษาดงเศรษฐีและอื่น ๆ ท่านประธานครับ ผมหมดเวลาแล้วผมขออนุญาตอ่านต่อ ให้จบในเรื่องนี้ก่อนก็แล้วกัน อันนี้เหนือนครสวรรค์ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ เหนือนครสวรรค์ มีรายละเอียด ๔ รายการด้วยกัน ขออนุญาตที่จะพูดถึงเหนืออยุธยา ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ มีพื้นที่ ส่งน้ำและบำรุงรักษามหาราชของกรมชลประทานตั้งอยู่ในเขตจังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดอ่างทอง และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่ส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกะเทียมของ กรมชลประทานซึ่งตั้งอยู่ในเขตจังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่ส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแคบางส่วนอยู่ในจังหวัดลพบุรี พื้นที่ส่งน้ำและบำรุงรักษา เริงราง และยังมีพื้นที่ส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุบางส่วน และยังมีจังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีหมดครับ จริง ๆ ผมตั้งใจจะกราบเรียน ท่านประธานในเรื่องการบริหารจัดการหนี้ที่โอนย้ายไปที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงิน ดังนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพียงแค่นี้ก่อน น่าเสียดาย เพราะว่าผมตั้งใจจะอธิบายให้ประธานฟังว่าจริง ๆ แล้ว พ.ร.ก. โอนหนี้เป็นเรื่องที่รักษา กฎกติกาทางเศรษฐศาสตร์ คนสร้างหนี้ต้องเป็นคนชำระหนี้ แล้วมีรายละเอียดเยอะแยะแล้ว จะทำให้หนี้ดังกล่าวสามารถชำระให้หมดได้ภายในระยะเวลาเพียง ๒๕ ปี ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็น แบบเก่าอีก ๕๐ ปีข้างหน้าก็ชำระไม่หมดครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณหมอหายใจ เอาตอนไหนครับ เชิญท่านพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล เชิญครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงเล็กน้อย เมื่อสักครู่ทางคุณหมอเหวงได้กล่าวถึงผู้ที่รับผิดชอบ ต่อการทำให้มีการแยกพิจารณา พ.ร.ก. ออกมาเป็น ๒ ส่วน แล้วท่านได้กล่าวให้มี ความเสียหายเกิดขึ้น เพราะท่านได้บอกว่าไม่ทราบว่าจริงใจต่อบ้านเมืองหรือเปล่าที่ทำ เช่นนั้น ในฐานะที่ผมก็เป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑๐๐ กว่าคนที่ได้ร่วมกันลงนาม เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีโอกาสได้วินิจฉัยความต้องถูกต้องตามกฎหมายของ ๒ พระราชกำหนด และทำให้มีการแยกพิจารณา พ.ร.ก. ๔ ฉบับออกมาเป็น ๒ ส่วนนั้น ผมขออนุญาตชี้แจง เพราะว่าหมอเหวงเองก็อ้างว่าเป็นผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมา ผมก็หวังว่าท่านควรที่จะเข้าใจ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบ การทำงานของทางรัฐบาล และเมื่อเรามองว่าการตราพระราชกำหนดของรัฐบาลนั้นอาจจะ ขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้วอาจจะสร้างความเสียหายกับประเทศก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องยื่น ให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณา และช่วงเวลาการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญก็ดำเนินการ เพียงในเวลาประมาณ ๒๔ วัน ไม่ได้สร้างความเสียหายแต่อย่างใดให้กับรัฐบาล ซ้ำแล้วทำให้ เกิดมีความชัดเจนในแง่ของความถูกต้องตามกฎหมาย และวันนี้การที่เราแยกพิจารณาก็เป็น โอกาสให้เราได้สามารถที่จะขอ รายละเอียดจากทางรัฐบาลว่าเม็ดเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น รัฐบาลจะใช้ทำอะไร และจะมีความจำเป็นต้องใช้เมื่อไร เมื่อสักครู่คุณหมอเหวงได้อ่านรายละเอียดถี่ยิบเลย นะครับ แล้วก็เร็วจนฟังกันเกือบแทบไม่ทัน แต่ประเด็นปัญหาของพวกเราก็คือเราไม่ทราบว่า คุณหมออ่านจากอะไรครับ เพราะว่าเอกสารที่รัฐบาลได้ให้กับพวกเราที่มีหน้าที่ในการ ตรวจสอบในวันนี้ก็ตามที่เพื่อนสมาชิกได้ชี้แจงอภิปรายไปแล้วครับ เป็นกระดาษเพียงแค่ ๒ แผ่น แล้วก็มีเนื้อความเพียงแค่ ๑ หน้าครึ่ง ซึ่งไม่ได้รวมถึงรายละเอียดเขื่อนต่าง ๆ นานา ที่คุณหมอเหวงได้อ่านให้พวกเราฟังเมื่อสักครู่นี้เลย เพราะฉะนั้นก่อนที่จะบอกว่าผู้อ้าง ต้องไปศึกษาค้นคว้าให้ถ่องแท้ประเด็นปัญหาก็คือรัฐบาลไม่ได้ให้รายละเอียดข้อมูลให้กับ พวกเราสามารถทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ไม่ได้ให้ข้อมูลให้พวกเรา ตรวจสอบแทนพี่น้องประชาชนได้และนี่ก็คือประเด็นที่เราก็ทวงถามจากทางรัฐบาล วันนี้ ก็ไม่มีรัฐมนตรีที่รับผิดชอบมาชี้แจงให้กับเรา ไม่ใช่หน้าที่ของ ส.ส. นะครับที่จะมาชี้แจง รัฐบาลให้กับทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน รัฐบาลวันนี้อยู่ที่ไหนกันครับ ทำไมไม่มา ทำหน้าที่ ทำไมไม่เอาข้อมูลให้กับพวกเราได้ทำหน้าที่แทนพี่น้องประชาชนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณหมอเหวง เล็กน้อยนะครับ

นายเหวง โตจิราการ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมนายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ไม่มากครับ ท่านประธาน คืออันที่จริงผมเข้าใจว่าผมได้กราบเรียนท่านประธานชัดเจนไปแล้วนะครับว่า เที่ยวนี้เป็นการสร้างบ้านแปลงเมืองขนานใหญ่ เปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยทางน้ำ ทั้งประเทศนะครับ พื้นที่ ๕๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ดังนั้นท่านต้องให้เวลารัฐบาลครับ และเพียงแต่ผมบอกนะครับคือถ้าจะให้รัฐบาลแถลงเป็นทางการทุกอย่างต้องไม่ผิดพลาดเลย ต้องสมบูรณ์โดยสิ้นเชิง ดังนั้นในวันนี้อนุกรรมการชุดต่าง ๆ กนอ. กยน. กยอ. ได้แถลงมา ผมเข้าใจว่าไม่ต่ำกว่า ๑๐ หน หากว่าท่านผู้รักชาติบ้านเมืองทั้งหลายใส่ใจในปัญหานี้ อย่างแท้จริง ท่านควรจะได้ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นข้อมูล เบื้องต้นที่รัฐบาลจะคลอดเป็นแผนฉบับสมบูรณ์ออกมา การที่ผู้รักชาติบ้านเมืองทั้งหลาย ต้องการที่จะให้รัฐบาลคลอดแผนละเอียดออกมาภายในเวลา ๓ เดือน ผมว่าท่านกรุณา ใช้สติปัญญาไตร่ตรองสักนิดหนึ่งว่าเป็นไปได้ไหมครับ ในเวลาแค่ ๓ เดือนจะจัดการประเทศ ๕๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรได้อย่างละเอียดลออแบบที่คุณต้องการหรือเปล่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

พอสมควรแล้วครับ

นายเหวง โตจิราการ บัญชีรายชื่อ

เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นที่ผมมา กราบเรียนนี้นะครับ เป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการของอนุกรรมการชุดต่าง ๆ ครับ ขออนุญาต ท่านเข้าเว็บไซต์ ของเขาได้เลย ผมเอามาจากเว็บไซต์ของเขา การปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ก็คือ การปรากฏอย่างเป็นทางการของข้อมูลของคณะกรรมการ กยน. และ กยอ. ซึ่งอันนั้นจะเป็น รายละเอียดขั้นต้นที่รัฐบาลจะไปทำรายละเอียดฉบับสมบูรณ์ในทีหลัง ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ครับ

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ วันนี้ดิฉันต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมาอภิปราย ในร่างพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อเอาไปใช้ในการวางระบบและบริหาร จัดการน้ำค่ะ ท่านประธานคะ จริง ๆ แล้วดิฉันอยากจะทวงถามสัญญาที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ให้ไว้ในสภาแห่งนี้ค่ะ แต่น่าเสียดายที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองและท่านรัฐมนตรี อีกหลายท่านไม่ได้มานั่งฟังคำข้อที่พรรคฝ่ายค้านเองและพรรคร่วมรัฐบาลของท่านเอง มีความวิตกกังวลอยู่ในหลายเรื่องใน พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวในวันนี้ค่ะ ยังคงมีแต่ท่านรัฐมนตรี ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ที่ยังคงนั่งฟังอยู่ดิฉันเองก็ต้องกราบขอบพระคุณมาก แล้วก็ฝากท่านด้วยนะคะ ไปสอบถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านยังจำได้ไหมคะว่าท่านเคยพูดอะไรไว้กับสภาแห่งนี้ ดิฉันขอทวนสิ่งที่ท่านพูดเอาไว้นะคะ ท่านบอกว่าท่านจะนำประเทศไทยสู่สังคมที่มี ความปรองดองสมานฉันท์และอยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรมที่เป็นมาตรฐานสากลเดียวกัน และมีหลักปฏิบัติที่เท่าเทียมกันต่อประชาชนคนไทยทุกคน ย้ำนะคะท่านประธาน มีหลักปฏิบัติที่เท่าเทียมกันต่อประชาชนคนไทยทุกคนค่ะ สิ่งที่ดิฉันฟัง ณ วันนั้น กับความน่าเชื่อถือของคำพูดของท่านนายกรัฐมนตรีในวันนี้มันมีน้อยลงค่ะ เนื่องจากว่าพระราชกำหนดที่ผ่านสภาไปแล้ว ๒ ฉบับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สิ่งที่ดิฉันได้เห็นนั่นคือการเลือกปฏิบัติค่ะ ยังไม่รวมถึงเงินงบกลาง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นการเลือกปฏิบัติค่ะ ยังไม่รวมถึงเงินงบกลาง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นการเลือก ปฏิบัติค่ะ ทำไมดิฉันถึงพูดอย่างนี้ท่านประธานคะ เพราะว่าในพระราชกำหนดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ที่ผ่านสภาไปแล้ว คำนิยามของคำว่า ผู้ประสบอุทกภัย ท่านให้หมายถึงผู้ที่ประสบอุทกภัย ภายในปี ๒๕๕๔ ดังนั้นพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้กว่า ๑๑ จังหวัดเขาจะไม่ได้รับ การช่วยเหลือจากรัฐบาลค่ะ ยังไม่รวมถึงเงิน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาลกันเอาไว้จากเงิน ทุกกระทรวงกระทรวงละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ รวมเป็น ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้รัฐบาลจัดสรร เงินงบประมาณไปเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ท่านเหลียวแลภาคใต้มากน้อยแค่ไหนคะ ดิฉันพูดอย่างนี้ ท่านอาจจะไม่ทราบว่าภาคใต้เสียหายแค่ไหน ท่านอาจจะอ้างได้ค่ะว่าภาคใต้น้ำท่วมไม่กี่วัน ไม่ใช่มหาอุทกภัย แต่คนที่ยืนยันได้ว่าภาคใต้เสียหายขนาดไหน นั่นคือตัวนายกรัฐมนตรีเองค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรียังจำได้ไหม วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๕ ท่านเดินทางไปจังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านไปพบกับพี่น้องประชาชนไปเห็นซากของความเสียหายเนื่องจากกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ดินโคลนสไลด์ บ้านพังเสียหาย ท่านไปเห็นกับ ๒ ตาท่านเอง ท่านยังบอกกับคนใต้เลยค่ะว่า หวังเหวิดจังหวู แปลว่าเป็นห่วงมาก แต่หลังจากที่ท่านกลับมาท่านตอบแทนความเป็นห่วง ของพี่น้องคนใต้ด้วยการที่ไม่สนใจ ไม่ใยดี พ.ร.ก. ฉบับที่ให้เงินกู้พี่น้องภาคใต้ไม่ได้รับแล้ว เงิน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่ได้รับแล้ว มาวันนี้ดิฉันจะมั่นใจได้อย่างไรคะว่าพระราชกำหนด การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อบริหารการจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ท่านจะ ดูแลภาคใต้ ท่านทำลายความเชื่อมั่นด้วยตัวของท่านเอง วันนี้ท่านใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มาขอความเห็นชอบจากสภาโดยที่ไม่มีโครงการใด ๆ ไม่มีแผนการใด ๆ เขียนเอาไว้อย่างชัดเจน แล้วดิฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าท่านจะดูแลพี่น้องคนไทยเหมือนกันทุกคน ท่านคะ วันนี้ค่ะ เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าท่านเองบริหารงานผิดพลาด ดิฉันไม่ได้กล่าวหานะคะ แต่ท่าน รองนายกรัฐมนตรีท่านกิตติรัตน์ลุกขึ้นมายอมรับกลางสภาเองค่ะว่าวันนี้ประเทศไทยเสียหาย กว่า ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท มีพี่น้องประชาชนกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนที่ยังไม่ได้รับ ความช่วยเหลือ ยังมีนิคมอุตสาหกรรมอีกหลายที่ มูลค่าความเสียหายกว่า ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่อย่างไรคะคือใบเสร็จจากการที่ท่านบริหารราชการผิดพลาด ท่านมัวแต่พร่ำบอกกับ พี่น้องประชาชนอยู่อย่างไรล่ะคะว่าพวกท่านเองเอาอยู่ รับมือได้ แล้วมาวันนี้เป็นอย่างไรคะ มาวันนี้ท่านกลับยอมรับกลางสภาว่ามูลค่าความเสียหายมาตรฐานมากมายมหาศาล แล้วท่านเองกลับตั้ง พ.ร.ก. ตรา พ.ร.ก. ขึ้น ๔ ฉบับ มูลค่าเงินกว่า๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบริหารราชการผิดพลาด แต่ปล่อยภาระตกอยู่กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ยุติธรรมไหมคะ ความยุติธรรมอยู่ตรงไหนคะท่านประธาน ดิฉันมาสอบถามค่ะว่าต่อไปดิฉัน จะมั่นใจในการทำงานของท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้อย่างไร ในเมื่อความชัดเจน ที่ผ่านมามันไม่มี แล้ววันนี้แผนงานที่ชัดเจนที่ท่านบอกว่าจะสร้างอนาคตประเทศไทย มันอยู่ตรงไหน เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกมาบอกว่ามีแผนชัดเจนโน่น นี่ นั่น แล้วทำไม ท่านไม่แจกล่ะคะ แจกมาให้สภาได้ทราบสิคะ ดิฉันเองก็จะได้คลายความสงสัย พี่น้องคนใต้ ที่กำลังรอความช่วยเหลือท่านอยู่จะได้หายสงสัย สิ่งที่ดิฉันอยากเห็น ท่านประธานคะคือท่านทำ ตามสัญญา วันที่ท่านแถลงนโยบายไว้ท่านบอกว่าจะให้ประเทศเราปรองดองสมานฉันท์ ท่านจะบริหารราชการอย่างเป็นธรรม แล้วท่านทำอย่างนี้มันปรองดองได้ไหมคะ ที่สำคัญ ท่านประธานคะวันนี้ดิฉันเห็นนะคะ ท่านจริงใจมากค่ะ พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านไม่มาฟังเลย ตั้งแต่เริ่มต้นจน ณ วินาทีนี้ มันหมายความว่าอย่างไรคะท่านประธานคะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ดิฉันเอง เพื่อนสมาชิกเองได้พูดเพราะว่าเราเห็นว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้มันมีจุดบกพร่อง มันหมิ่นเหม่ มันสามารถสอดไส้โครงการเข้าไปได้ ดิฉันเองมีความกังวลค่ะเพราะดิฉันอยากเห็น เงินงบประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สร้างอนาคตประเทศไทยได้จริง ๆ ดิฉันอยากเห็น พ.ร.ก. ฉบับต่าง ๆ ทำเพื่อประชาชนคนไทยทุกคน ไม่ได้ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น วันนี้ดิฉันอยากฝากท่านประธานนะคะ ดิฉันอยากเห็นการทำงานของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ทำงานอย่างเป็นธรรม อยากให้ท่านมีหลักธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ ไม่เลือกปฏิบัติและไม่ ๒ มาตรฐานค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง ครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง นครราชสีมา 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเข้าใจดีถึงความจำเป็นของรัฐบาลในการเสนอ ร่างพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนี้ และที่สำคัญต้องเรียนว่าเมื่อประมาณสัก ๒ สัปดาห์ก่อน สภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ๒ ฉบับ วันนี้เป็นการพิจารณาอีก ๒ ฉบับที่เหลือ แล้วก็ดีใจเป็นอย่างยิ่งที่พระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่ามีเหตุผลในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน แล้วก็เป็นกรณีฉุกเฉินที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ (๒) การนำพระราชกำหนดฉบับนี้ได้เข้ามาสู่ การพิจารณาของสภาในวันนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลนั้นไม่ได้มีความประมาทแต่อย่างใดเลย เพราะว่าภาวะอุทกภัยในรอบที่ผ่านมานั้นเป็นภาวะที่พี่น้องคนไทยทุกคนนั้นตระหนักอย่างดี ถึงความอันตรายที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๔ ผมดีใจเป็นอย่างยิ่งท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อประมาณสัก ๒ สัปดาห์ไม่เกินนี้ได้เห็นภาพของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ออกพื้นที่ไปสำรวจแล้วก็ไปศึกษา ไปดูจังหวัดต่าง ๆ หลายจังหวัดในเขตภาคเหนือ เพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะต้องป้องกันไว้ล่วงหน้านะครับ ผมจะได้ ขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ใน ๒ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรกก็คือว่าพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้จะเป็นการสร้างความมั่นใจ ให้กับพี่น้องประชาชนนักลงทุนไม่ว่าจะในและต่างประเทศนะครับ เชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดภาวะ อุทกภัยขึ้นอีก วันนี้ภาคเอกชนมีความมั่นใจมากขึ้นครับ เพราะว่าหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ได้วินิจฉัยว่าร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ได้เป็นภาระความจำเป็นเร่งด่วน เพราะฉะนั้นแล้ว ภาวะอุทกภัยที่เกิดขึ้นมีผู้เสียชีวิตถึง ๗๐๐ กว่าคน แรงงานต้องตกงานประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ผู้ประกอบการอีก ๒๘,๐๐๐ กว่าแห่ง นิคมอุตสาหกรรมอีกประมาณ ๗ แห่งที่จะต้องเสียหายลงไป การออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อบริหารเรื่องน้ำ แล้วก็เป็นการสร้างอนาคตของประเทศนั้น จริง ๆ แล้วผมได้ดูแผนปฏิบัติการแล้ว และเห็นว่ารัฐบาลได้วางกรอบในรายละเอียดได้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งนะครับ และขอขอบคุณรัฐบาลโดยภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้ให้ความสำคัญ ของพี่น้องชาวจังหวัดในเขตภาคอีสานในการพัฒนาแผนลุ่มน้ำ ๑๗ ลุ่มน้ำ ด้วยเงินงบประมาณ ถึงประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องการบริหารจัดการลุ่มน้ำ การจัดทำระบบข้อมูลพยากรณ์และเตือนภัย แม้กระทั่งรวมไปถึงการติดตั้งกล้องซีซีทีวี (CCTV) บริเวณสันเขื่อนนะครับ การบริหารจัดการพื้นที่ต้นน้ำ การกำหนดพื้นที่รับน้ำ และมาตรการในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการให้พื้นที่ในการรับน้ำ การจัดสร้าง และปรับปรุงโครงข่ายระบบน้ำขนาดใหญ่ของประเทศโดยทำน้ำหลากแล้วก็ทางผันน้ำทั้งสิ้น ทั้งปวงนี้ใช้เงินประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ ผมเห็นว่าเงินจำนวนนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง จะสามารถแก้ไขปัญหาในระยะสั้นได้ก็คือสร้างความมั่นใจว่า ปี ๒๕๕๕ นี้จะไม่เกิดภาวะน้ำท่วมขึ้นอีก และในปี ๒๕๕๖ หรือปีต่อ ๆ ไปนั้นสร้างความมั่นใจ ให้กับนักลงทุนว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องอุทกภัยได้ในระยะยาวเป็นอย่างดี

ประการที่ ๒ ที่อยากกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าเนื่องจากว่ารัฐบาล มีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากอย่างเร่งด่วน ถามว่าทำไมรัฐบาลไม่ใช้เงินงบประมาณ ปกติในแต่ละปี ผมเรียนว่าผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นได้ทำถูกแล้วนะครับ ในการเสนอเป็นพระราชกำหนด เพราะเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น ต้องเอาไปใช้ในนโยบายรัฐบาลอีกหลายอย่าง ซึ่งสามารถจะทำพร้อมกับการแก้ไขปัญหาเรื่องอุทกภัยได้ เพราะฉะนั้นเรื่องของการโอนหนี้ ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไปให้กระทรวงการคลัง โดยให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลนั้นที่จริงแล้วไม่ใช่การซุกหนี้นะครับ หนี้จะอยู่ที่ไหนก็เป็น ภาระของรัฐบาลในการที่จะต้องนำเงินมาชำระหนี้อยู่ดี แต่การโอนนั้นเป็นแนวทาง ที่ไม่กระทบกระเทือนต่อฐานะการเงินและการคลัง เพราะอย่างน้อย ๆ รัฐบาลไม่เข้าไป แตะต้องทรัพย์สินหรือทุนสำรองของธนาคารแห่งประเทศไทยแต่อย่างใด หลายท่านยังมี ความกังวลนะครับว่าถ้ากระทรวงการคลังโอนหนี้ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลแล้ว เกรงว่าธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นจะเพิ่มเพดานเงินนำส่งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งเดิม กำหนดไว้ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ กฎหมายกำหนดให้ไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ ผมเองต้องเรียนว่าวันนี้ ความเข้มแข็งของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ดี แล้วก็ของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมีความมั่นคง สูงมากครับ ผมดูจากผลประกอบการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในปี ๒๕๕๔ มีกำไรถึง ๓๖,๒๗๕ ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในปี ๒๕๕๔ มีกำไรถึง ๒๗,๓๓๗ ล้านบาท เพราะฉะนั้นสิ่งที่หลายคนกังวลว่าธนาคารพาณิชย์จะผลักภาระให้กับ ประชาชน ผมคิดว่าการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ได้กำหนดค่าบริการ ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์นั้น จะไม่สามารถกระทบกระเทือนระบบธนาคารพาณิชย์นะครับ แล้วอีกอย่างหนึ่งแม้ว่าจะเป็น ภาระที่เพิ่มขึ้นของธนาคาร แต่ผมเห็นว่านโยบายของรัฐบาลในปี ๒๕๕๕ นี้ เดิมภาษีนิติบุคคล ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๕ จะเหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ปี ๒๕๕๖ จะเหลือเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการช่วยธนาคารพาณิชย์ในทางอ้อมเพื่อให้สามารถดำรงอยู่และมี ความเข้มแข็งในอนาคต ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับว่าการเสนอ เป็นพระราชกำหนดในวันนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน แล้วก็สร้างความมั่นใจ ให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศนะครับ แล้วก็ขอสนับสนุนพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้ เพื่อรีบนำเอามาใช้ต่อไปนะครับ ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสุชีน เอ่งฉ้วน

นายสุชีน เอ่งฉ้วน กระบี่ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุชีน เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ อยากจะเรียน ท่านประธานเรื่องที่ว่าเริ่มต้นรัฐบาลชุดนี้ก็ไม่มีความจริงใจในการที่จะยื่นพระราชกำหนด ผ่านสภาเข้ามาแล้ว เพราะว่าที่เราพูดกันมาทั้งวันครับว่าจะมาขอเงินจากสภาเรานี่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้กระดาษแค่ ๒ แผ่นอย่างนั้นหรือ เพราะอะไรเราถึงย้ำตรงนี้ครับ เพราะว่าเราอยากเห็นรายละเอียดครับ ไม่ใช่ว่าเราจะขวางในการที่ท่านจะนำเงินไปช่วย ผู้ประสบภัยน้ำท่วม หรือว่านำเงินไปเพื่อที่จะป้องกันวางมาตรการต่าง ๆ ในการที่จะจัดการน้ำ เราสนับสนุนอยู่แล้วครับ เรื่องของปัญหาของชาวบ้าน หรือเกษตร หรือว่าทุกคนที่ประสบภัย น้ำท่วม ครั้งที่แล้วนี่เราก็เห็นกันอยู่ครับ ๔๐-๕๐ จังหวัด กทม. ตัวกระผมเองก็โดนเข้าไป หลายเดือนเข้าบ้านไม่ได้ เราก็อยากที่ให้รัฐบาลจัดการปัญหานี้เสียอย่างเป็นระบบ ครั้งที่แล้ว พลาดแล้วก็ไม่ว่ากัน ครั้งนี้ก็มาเริ่มกันใหม่เพียงแต่ว่าเรามาย้ำมาขอ อยากจะเห็นนะครับว่า รายละเอียดมันมีอะไรบ้าง ในพระราชกำหนด ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะเอาไปทำนี่ จะเอาไปทำอะไร จะเอาไปทำที่ไหน วงเงินเท่าไร กี่หมื่นล้านบาท อย่างเมื่อกี้นี้ผมได้ยิน ออกมาว่ามีอยู่ในจังหวัดแพร่บ้าง จังหวัดอุตรดิตถ์บ้าง จังหวัดอุดรธานีบ้าง ทำไมเปิดเผย ไม่ได้ครับ รัฐบาลชุดนี้ชอบลับ ลวง พราง หรือครับ ต้องแอบ ๆ ซ่อน ๆ หรือ ขอเถอะครับ ขอเอกสารให้เราดูบ้าง เราจะได้รู้ว่างบที่ท่านนำไปใช้นี่ว่าถ้ามันไม่ดีเราก็จะได้มาท้วงติงกัน ถ้ามันดีอยู่แล้วเราก็ผ่านให้ท่าน อยากจะสอบถามไปอีกครับว่าอย่างเช่นภาคใต้ จังหวัดกระบี่ ของผมนี่ ครั้งที่แล้วก็โดนน้ำท่วมเหมือนกัน เพียงแต่ว่าภาคใต้แตกต่างจากภาคกลางหน่อยคือว่าเราไม่ได้ท่วมเป็นเดือน เราอาจจะท่วมแค่ ๓ วัน ๗ วัน แต่น้ำไหลผ่านนี่บ้านพังเป็นหลัง ๆ ครับ คราวที่แล้วจังหวัดกระบี่หายไป ๑๒๐ กว่าหลัง ความเสียหายก็เกิดขึ้น สวนยาง สวนปาล์มก็ล้ม สวนยางล้มต้องใช้เวลาปลูกใหม่ ๗ ปี ระหว่าง ๗ ปีที่ปลูกขึ้นมาใหม่นี่ เกษตรกรจะเอาเงินจากไหนมากินละครับ หรือว่า สวนปาล์มที่เป็นพืชที่ปลูกอยู่ในภาคใต้ เวลามันเสียหายขึ้นมาแล้วมันต้องใช้เวลานะครับ กว่าจะปลูกกลับขึ้นมา อย่างข้าวนี่ ๔ เดือนก็ปลูกได้แล้ว แต่ปาล์มผมนี่ ๓ ปี ยางนี่ ๗ ปี กว่าจะกรีดได้ กว่าจะกลับมาเป็นรายได้ แล้วในระหว่าง ๗ ปีนั้น ชาวบ้านจะเอาเงินที่ไหนละครับ นี่ก็เป็นเรื่องที่ ๑ ที่อยากจะสอบถามว่ามีไหม งบประมาณนี่มีไหม ลงไปที่จังหวัดกระบี่ หรือมีแล้วลงไปที่ส่วนไหน ปลายพระยา อ่าวลึกหรือที่โดนน้ำท่วม หรือว่าที่แหล่งท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวท่านประธานจะเห็นว่ามันอยู่ใกล้ทะเล น้ำจะไม่ท่วมหรอกครับ เพราะใช้เวลา ประมาณ ๔-๕ ชั่วโมง น้ำก็ไหลลงทะเลหมด แต่อย่างทางไปสนามบินอย่างนี้ครับ มันก็ เกี่ยวเนื่องกับแหล่งท่องเที่ยว ถึงแหล่งท่องเที่ยวน้ำไม่ท่วมแต่ทางไปสนามบินน้ำท่วม นักท่องเที่ยวก็กลับบ้านไม่ได้ ก็ต้องติดค้างอยู่ที่สนามบินบ้าง ติดค้างอยู่ที่โรงแรมบ้าง มีไหมครับในเรื่องของรายละเอียดที่จะไปป้องกันหรือแก้ไขหรือปรับปรุงในส่วนนี้ นี่ก็เป็นเรื่อง ที่กระผมอยากจะสอบถามนะครับ ว่างบประมาณฉบับนี้มันมีรายละเอียดอยู่ที่ไหน ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็กลายเป็นเทวดาสิครับ เพราะว่ารัฐบาลชุดนี้ชอบบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์นี่ เป็นเทวดา ยังไม่รู้รายละเอียดอะไรเลย แล้วชอบมาพูดล่วงหน้า ยังไม่รู้เลยว่ารัฐบาล จะทำอะไร แล้วเอามาพูดล่วงหน้า เรายอมเป็นเทวดาครับ เพราะว่าเพื่อที่ต้องการให้ ผลประโยชน์ตกถึงพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ก็คนไทย บ้านผมก็เสียภาษีเหมือนกัน นักธุรกิจที่เขาทำธุรกิจ เขาบอกว่านี่เราจะเสียภาษี ไปทำไม งบประมาณไม่เคยได้เลย อย่างนี้เราไม่ต้องเสียภาษีกันดีกว่าหรือครับ ท่านประธาน อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นภาคใต้หรือครับ ผมว่ามันไม่ดีนะครับ ฉะนั้นเราก็แค่ ขอรายละเอียดมาเท่านั้นเอง เพื่อที่เราจะได้รู้แล้วก็มาช่วยกันถกแถลงในสภาแห่งนี้ เพื่อที่จะให้ประเทศไทยเดินหน้าไป รัฐบาลชุดนี้บอกว่าจะสร้างความมั่นใจให้กับภาคการผลิต ภาคบริการ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน บอกว่าจะสร้างความสามารถในการแข่งขัน ในเรื่องของเกษตรกร สร้างอนาคตที่ยั่งยืน ต่อไปนี้น้ำจะไม่ท่วมอีกแล้ว พูดได้ครับ ใครก็พูดได้ แต่ว่าในรายละเอียดนี่อยู่ตรงไหน มันก็วนกลับมาที่เดิมอีกก็คือไม่มีรายละเอียด ไม่มีข้อมูล เราแค่อยากจะมาหาข้อมูล งบประมาณครั้งที่แล้วท่านก็เอาไปแล้ว ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท งบกลาง งบปกติปี ๒๕๕๕ ก็ผ่านสภาไปแล้ว ตอนนี้เริ่มดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ไม่ไปเร่งงบ ตรงนั้นละครับ งบตรงนั้นมีทั้งรายละเอียด มีทั้งแผนการดำเนินการ ท่านก็ไปเร่งจัดสรรให้งบ ตรงนั้นถึงมือประชาชนโดยเร็ว มันก็เป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วมไปอีกทางหนึ่ง งบกลางนี่ก็ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปอยู่ตรงไหนบ้าง นี่ละครับ ก็เป็นสิ่งที่กระผมก็อยากจะกราบเรียน กับท่านประธาน เราไม่อยากได้ยินนะครับ ว่ารัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์นี่ยิ่งกู้แล้วก็ยิ่งเละ ขอบคุณครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสุชาติ ภิญโญ ครับ

นายสุชาติ ภิญโญ นครราชสีมา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย จังหวัดนครราชสีมาครับ ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานในส่วนของพระราชกำหนดที่รัฐบาลนี้ภายใต้ การนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เสนอพระราชกำหนด ๔ ฉบับ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องซึ่งประสบอุทกภัยและมีความเดือดร้อนทางด้านการลงทุน และการประกอบอาชีพ ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ ว่าวิกฤติ ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาหลังจากที่รัฐบาลได้เข้ามาบริหารประเทศไม่นานนัก ถือว่าเป็นสิ่ง ซึ่งเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย วิกฤติที่เกิดขึ้นนั้นสิ่งที่พวกเราเห็น ก็คือวิกฤติเรื่องของน้ำ ซึ่งจะเห็นว่าปริมาณน้ำต่าง ๆ จะเยอะมาก แล้วสร้างความเสียหาย ให้กับพี่น้องทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ แล้วก็ปลายน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายที่เกิดจากภาคเกษตรกรรมซึ่งมีจำนวนเยอะมาก และสิ่งสำคัญที่สุดภาคในเมืองก็คือกรุงเทพมหานครได้รับความเสียหายกระทบกระเทือน ด้านเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก

วิกฤติที่ ๒ ที่เกิดขึ้นก็คือว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่รัฐบาลที่ผ่านมาได้ฝากไว้ให้ กับรัฐบาลชุดนี้ แน่นอนที่สุดนะครับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเราเองไม่ได้โทษว่าน้ำในเขื่อน ที่มันเยอะและสร้างปัญหาเป็นผลจากรัฐบาลที่ผ่านมาหรือไม่ เราไม่ได้พูดถึง แต่เราเข้ามาคือ เรามาช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับประเทศเรา เพราะฉะนั้นเมื่อเรามาบริหารประเทศ ภายใต้การนำของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เราได้เสนอกรอบ พ.ร.ก. ๔ ฉบับ ๒ ฉบับแรกเป็นเรื่องของการประกัน และฉบับที่ ๒ เป็นเรื่องของธนาคารแห่งประเทศไทย ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งผ่านไปแล้วโดยที่พรรคฝ่ายค้านไม่ได้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาครับ แต่ ๒ ฉบับที่เหลือซึ่งเป็นฉบับที่สำคัญแล้วก็วงเงินที่ใช้เป็นจำนวนมาก แน่นอนที่สุด สามารถเข้าใจได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์เองหรือฝ่ายค้านเองก็เป็นห่วงในสิ่งซึ่งเงินจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาลให้กระทรวงการคลังกู้ในครั้งนี้ ซึ่งก็เป็นความเข้าใจได้ว่า ท่านเป็นห่วงเป็นใย แต่สิ่งซึ่งหลายคนได้อภิปรายไปนั้นก็คงจะสร้างความมั่นใจให้กับ พี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนซึ่งเขาได้รับผลกระทบ จากปัญหาน้ำท่วมเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะไม่สร้างความมั่นใจให้กับพรรคฝ่ายค้านก็แล้วแต่ ผมเองต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าเกี่ยวกับ พ.ร.ก. เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลเองเราได้ตั้งทั้ง กยอ. กยน. ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ที่มากล้นประสบการณ์ด้านน้ำ เข้ามาช่วยในเรื่องการบริหาร เราได้มีแผนฟื้นฟูและอนุรักษ์ระบบนิเวศ เราตั้งงบประมาณไว้ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็เป็นกรอบที่มีความจำเป็นและเราก็รับได้

แผนงานที่ ๒ คือแผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเดิม หรือตามแผนที่วางไว้ ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือกรอบที่มีอยู่แล้วนะครับ

สำหรับกรอบที่ ๓ ก็คือกรอบในการพัฒนาข้อมูลพยากรณ์อากาศแล้วก็เตือนภัย ๓,๐๐๐ ล้านบาท และลุ่มน้ำอีก ๑๗ ลุ่มน้ำ ซึ่งหลายคนก็บอกว่าในภาคอีสานเป็นเสียงของ พรรคเพื่อไทยแต่ทำไมไม่มีงบประมาณ รัฐบาลก็ตั้ง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท และแผนการ ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูอื่น ๆ อีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นกรอบที่พวกเรารับได้แล้วก็เห็นด้วย อย่างยิ่ง ส่วนเรื่องที่พูดกันค่อนข้างเยอะก็คือเรื่องของการโอนหนี้ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นคนดูแลนั้น หลายท่านก็พูด บอกว่าเงินนี้ถือว่าเป็นเงินกู้ของรัฐบาล ผมคิดว่าเป็นการเข้าใจผิดอย่างยิ่ง เป็นการสร้าง ความเข้าใจผิดให้พี่น้องประชาชนที่ได้ฟังเพราะคนที่พูดเรื่องนี้ก็เป็นถึงดอกเตอร์ แต่พวกเรา ฟังแล้วผมก็ไม่สบายใจว่าเงินนี้ก็เป็นหนี้สินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องชำระอยู่แล้ว แต่ภาระดอกเบี้ยเท่านั้นที่มันมีปัญหาต่อการบริหารงานของรัฐบาล รัฐบาลนี้ก็มีการโอนเงิน เพื่อที่จะให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นคนชำระหนี้โดยการเพิ่ม อัตราการเก็บเงินจาก ๐.๔๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ทำให้การชำระหนี้ จะใช้เวลาประมาณสัก ๒๐ ปี ก็จะสามารถชำระหนี้ได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเองเชื่อมั่นเหลือเกินว่าหากไม่มีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความเรื่องนี้ ผมว่างบประมาณ ก้อนนี้รัฐบาลเองนะครับ ถึงวันนี้จะสามารถส่งโครงการทั้งหมดให้พวกเรา ส.ส. หรือแม้กระทั่งฝ่ายค้านได้เห็นทั้งหมดแล้วนะครับ แต่มันช้าอย่างนี้ก็ต้องเสียเวลาไปนิดหนึ่ง ก็ไม่เป็นอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเองเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่รัฐบาลภายใต้ การนำของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้นำ พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับเข้าสภาเพื่อให้สภา พิจารณาอนุมัติ เพราะว่าจะเป็นการฟื้นฟูและปรับปรุงประเทศ ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ผู้ยากจนในชนบทและช่วยเหลือนักลงทุน ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศ ได้เข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น ขออนุญาตสนับสนุนร่าง พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกครับ ฝ่ายค้านไม่มีเสนอชื่อนะครับ เหลือฝ่ายรัฐบาลอีก ๓ ท่าน ก็จบ ๓ ท่านก็น่าจะพอสมควรครับ เชิญท่านพายัพ ปั้นเกตุ ครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ตลอดเวลาที่เราได้มีการอภิปราย เรื่อง พ.ร.ก. มาตั้งแต่เช้าจนถึงบัดนี้นั้น ต้องกราบเรียนว่าในสภาแห่งนี้มีความเห็นต่างกันหลายกรณี แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับ ความเห็นต่างนั้นเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ความเห็นต่างของเพื่อนสมาชิกบางท่านที่ไปพูด ตำหนิติเตียนท่านนายกรัฐมนตรีทำนองว่าท่านไม่สนใจใยดี พี่น้องประชาชนบางภาค บางพื้นที่นั้นเป็นเรื่องที่ผิดข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เพื่อนสมาชิกสุภาพสตรี ท่านหนึ่งท่านบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางไปที่จังหวัดภาคใต้ แล้วบอกว่าไปที่ภาคใต้แล้วไม่สนใจดูแลพี่น้องประชาชนคนภาคใต้เลยทำนองว่าทอดทิ้ง คนภาคใต้ บอกว่าหวังเหวิดอะไรทำนองนั้น ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าการที่ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางไปภาคใต้นั้น เพราะความห่วงใยพี่น้อง ประชาชนคนไทยทั้งประเทศแล้วโดยเฉพาะพี่น้องชาวภาคใต้ท่านไม่เคยทอดทิ้ง แต่สิ่งที่ ท่านไปนั้นท่านไปดูแลแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ชาวภาคใต้ และที่สำคัญก็คือว่าท่านไปแก้ไขปัญหาที่พรรคการเมืองบางพรรคได้ไปทำให้ เกิดปัญหาแล้วทอดทิ้งประชาชนไว้ ท่านประธานจำได้ไหมครับ เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ ที่อำเภอท่าศาลา น้ำท่วมร้ายแรง สะพานขาด จำชื่อสะพานได้ไหมครับ สะพานกรุงชิง สะพานกรุงชิงขาด ประชาชนเดือดร้อนไปมาหาสู่ก็ไม่ได้ คนเจ็บป่วยเดินทางจะไป โรงพยาบาลก็ไปไม่ได้ รัฐบาลสมัยนั้นไม่ได้ทำให้ประชาชนทันทีนะครับ ไปทำสะพานชั่วคราวไว้ แล้วปรากฏว่าน้ำมาอีกทีหนึ่งสะพานก็ขาดอีกทีหนึ่ง ไม่ได้ทำอะไรให้มันต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปนี้ ท่านไปแก้ไขปัญหานะครับ ไปซับน้ำตาพี่น้องประชาชนชาวใต้ที่มีความเดือดร้อน พี่น้องชาวอำเภอกรุงชิงตบมือชอบใจกันใหญ่ ท่านประธานได้ยินเสียงไหม ตอนนั้นนะครับ ผมอยู่จังหวัดสิงห์บุรี ผมยังได้ยินเสียงปรบมือของพี่น้องชาวใต้เลย บอกทำไม ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ช่างดีขนาดนี้ มาแก้ไขปัญหา มาสร้างสะพานให้ มาอนุมัติ งบประมาณให้ทันที นี่พูดกลางสภาต่อหน้าพี่น้องประชาชน ต่อหน้าท่านประธานนี่ เพราะฉะนั้นเรื่องอย่างนี้นะครับมันบิดเบือนกันไม่ได้ ข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไรนั้น เราบิดเบือนไม่ได้ครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ไปซับปัญหา ไปซับน้ำตาพี่น้องชาวใต้แล้ว งบประมาณอื่น ๆ มันก็มีอยู่เป็นที่รู้กัน ไม่ว่าจะเป็น งบประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทที่อยู่ในกรอบ ที่จะดูแลแม่น้ำคูคลองแหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งก็อยู่ในกรอบ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งสามารถเอาไปใช้ได้ ดำเนินการได้ ซึ่งอยู่ในกรอบอยู่แล้ว ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นท่านประธานครับ งบกลาง งบฉุกเฉิน งบเร่งด่วน ๖๖,๐๐๐ ล้านบาท มีสตางค์ที่เตรียมไว้ดูแลพี่น้องคนไทย ทั้งประเทศ แล้วไม่ต้องเป็นห่วงครับว่าเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นคนภาคเหนือ แล้วจะไม่ดูแล คนภาคใต้ ถึงแม้ว่าท่านจะอู้ภาษาคำเมืองเหมือนกับคนเหนือทั่ว ๆ ไป แต่ท่านก็มี ความห่วงใยพี่น้องชาวใต้เช่นเดียวกัน ท่านประธานเข้าใจบ่ เพราะฉะนั้นครับเรื่องอย่างนี้ ในเวลาที่เราอภิปรายในสภา เราต้องอธิบายความอย่างนี้ให้ชัดเจน ถ้าเรามามัวเบี่ยงเบน ประเด็นนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจผิดให้กับพี่น้องประชาชนได้ แต่อย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ยังมีเรื่องความห่วงใยอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุม ครม. ครั้งหน้าที่จะไปต่อจากนี้ ครั้งล่าสุดจะไปต่อจากนี้ จะไปนะครับ ที่จังหวัดภูเก็ตครับ แล้วภูเก็ตอยู่จังหวัดไหนครับ ก็อยู่จังหวัดภูเก็ต ภาคไหนครับ ก็ภาคใต้อย่างไร ก็จะไป อีกแล้วนี่ครับ แล้วนี่บอกไม่ห่วงใย ท่านพี่น้องครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเดินสายจากภาคเหนือสุด ล่องลงมาตามลำแม่น้ำเจ้าพระยา มาดูแลแก้ไขปัญหา ไปสำรวจพื้นที่ ไปดูที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ดูเขื่อนว่าเขื่อนที่ภาคเหนือน้ำเยอะไหม จะพร่องน้ำอย่างไรถ้ามีมากเกินไป ท่านไปดูหมด ไปรับฟังความคิดเห็นของข้าราชการที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ ไปฟังความคิดเห็นของประชาชนว่า คิดอย่างไรที่จะแก้ไขปัญหาไม่ให้น้ำท่วมอย่างไร เดินสายดูแลตั้งแต่จังหวัดอุตรดิตถ์ มาจังหวัดพิษณุโลก เข้าจังหวัดพิจิตรของ ส.ส. สุณีย์ เหลืองวิจิตร อยู่ข้างหลังผม เสร็จแล้ว มาจังหวัดนครสวรรค์ เข้าจังหวัดชัยนาท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พี่น้องครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ การเดินทางของท่านนายกรัฐมนตรีที่ไปทัวร์เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำนั้น ได้สร้างความเชื่อมั่นอย่างสูงสุดให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศว่าในขณะนี้ มีนายกรัฐมนตรีซึ่งใคร ๆ ก็ดูถูกดูแคลนว่าเป็นสุภาพสตรี เป็นผู้หญิงแล้วคงทำงานไม่ได้ ที่ไหนได้ท่านประธาน เป็นผู้หญิงแกร่ง และเป็นผู้หญิงเก่งอีกต่างหาก ประชาชน เกิดความเชื่อถือ นักลงทุนมีความเชื่อมั่น โครงการที่จะเกิดขึ้นกับ พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องอุทกภัยครับ เป็นความเจตนาดี ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นครับท่านประธานสิ่งที่ พี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้มีความวิตกกังวล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินจำนวนนี้ เอาไปทำอะไร ท่านครับ มีแผนงานไหม สงสัยกัน ถามว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำแต่ลุ่มแม่น้ำ เจ้าพระยาอย่างเดียวสิ ที่อื่นไม่ทำเลยใช่ไหม มันไม่ใช่จริงอย่างนั้น รายละเอียดผมจะเล่าให้ฟัง รอสักครู่ อย่าเพิ่งรีบกลับก็แล้วกัน ท่านประธานครับ นอกจากนั้นนะครับ บอกว่าแหล่งรับน้ำ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ไม่เห็นมีเลย อยู่ที่ไหนครับ บอกประชาชนหรือยัง ปัดโธ่ ในเวลาที่ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ออกไปจังหวัดต่าง ๆ ประชุมเสร็จมีการแถลงข่าว ออกทีวี ออกหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ท่าทางไม่ได้อ่านใช่ไหมนี่ ท่านประธานครับ มีอยู่แล้ว นอกจากนั้น ข้อสงสัยว่ากู้เงินมาแล้วท่าทางจะดีแต่กู้กระมัง นี่อยากจะบอกให้มันไม่เหมือนที่ตัวเอง ทำหรอกนะ มันต่างกัน เดี๋ยวตัวเองจะเข้าใจผิด ไม่เหมือนกัน อ้ายนี่กู้มาแล้วอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่ารัฐบาลนี้กู้ รัฐบาลนี้ใช้หนี้เอง ไม่ใช่ไปกู้แล้วรอรัฐบาลอื่นใช้หนี้ อย่างที่ใครเคยทำมาหรอกครับท่านประธาน อันนั้นต่างกัน กู้เองใช้หนี้ได้ แล้วก็กู้มา แก้ไขปัญหาของประเทศชาติบ้านเมืองครับ ถามว่าทำอย่างไรล่ะ ถามว่าทำอย่างไร ตั้งหน่วยงานขึ้นมาอย่างไร มาให้ความเชื่อมั่น ตั้ง กยน. อะไรขึ้นมาท่านประธานจำได้ไหมครับ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเลยดูแลเรื่องปัญหา อุทกภัยโดยเฉพาะเลย และทำอย่างไรท่านประธานครับ เมื่อน้ำมันมากท่านเดินทางไปดู รัฐบาลนี้เดินทางไปดูท่านก็บอกว่าถ้าอย่างนี้ก่อนที่น้ำมันจะเข้ามากรุงเทพมหานครนี่ หาที่อยู่ให้น้ำมันเสียก่อนสิ ให้หาที่อยู่ให้น้ำก่อน ก่อนที่น้ำมันจะมา ถามว่าเอาตรงไหน ก็ทำโครงการแก้มลิงตามที่พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงดำรัสไว้ อย่างไรครับ ถามว่าตรงไหนบ้าง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่นะครับ ทำอย่างไรหรือ ท่านประธานครับ ขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ตั้งแต่โน่นลงมาเลย ตั้งแต่จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลก บึงสีไฟ คุณสุณีย์ เหลืองวิจิตร เสนอแบบมาเยอะแยะหมด มากมาย ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังชอบใจว่าทำไมเสนอเก่งอย่างนี้ ท่านประธานครับ ยังไม่พอครับ มาที่โน่นครับบึงบอระเพ็ดปรากฏว่าให้ใครดูแลครับเมื่อก่อนนี้ กรมประมงดูแลพื้นที่ ปี ๒๔๙๗ มีทั้งหมดเท่าไรท่านประธานรู้ไหมครับ ท่านประธานอยู่ภาคอีสานรู้ไหมครับ ผมจะเล่าให้ฟัง บึงบอระเพ็ดมีพื้นที่ ปี ๒๔๙๗ มีทั้งหมด ๒๕๐,๐๐๐ ไร่ ให้กรมประมงดูแล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแล แต่ไม่รู้ดูแลท่าไหนดูแลดีอย่างไรไม่ทราบ พื้นที่ปัจจุบัน เหลือ ๑๓๐,๐๐๐ ไร่ แต่ในจำนวน ๑๓๐,๐๐๐ ไร่นี้ปรากฏว่าอย่างไรผู้นำประเทศเรา คนปัจจุบันนั่งเรือบื๋อ พรืด พรืด พรืด ออกไปตามบึงบอระเพ็ดไปดูพื้นที่หมดตรงไหน ตื้นตรงไหน ลึกตรงไหน ตรงไหนมีเกาะมีแก่งจะหาทางแก้ไข รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ไปดูด้วย จะหาทางอย่างไร จะดูแลได้ พื้นที่ ๓๖,๐๐๐ ไร่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเอาไปดูแล รัฐมนตรีปรีชา รีบไปดูแลทันที กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำอย่างไรจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ กรมประมง ทำฝายยกระดับสูงขึ้นมาอีกหน่อยได้ไหม อีกสัก ๑.๕๐ เมตร ได้ไหม แล้วระดับน้ำมันจะ คลุมพื้นที่อีก ๑๓๐,๐๐๐ ไร่ มันจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำล้นได้ และน้ำมันก็สามารถที่จะมี ที่อยู่ของน้ำมันด้วย น้ำมันก็จะไหลหลากไปทางใต้ได้น้อยลง นอกจากนั้นท่านประธาน ที่เคารพ ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าบึงไหนละที่มีที่ขนาดใหญ่ที่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ บึงบอระเพ็ด บึงฉวาก ทำสักทีดีไหม บริเวณพื้นที่ตรงนั้นมันมีพื้นที่ดูแลตั้งแต่จังหวัด สุพรรณบุรีเข้าอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ตรงนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวไม่ต้องไปแตะต้องเขา ตรงนี้ที่มันเลยไปนั้นไว้ให้เกษตรกรเขาได้ไหม ขุดลอกบึงขนาดใหญ่เป็นที่เก็บกักน้ำได้ไหม เป็นแหล่งการเกษตรได้ไหม อย่างนี้ ส.ส. สหรัฐเขาก็ชอบใจ อยากทำ ประชาชนฝันทุกคืนว่า อยากได้แหล่งน้ำขนาดใหญ่อย่างนี้ทำมาหากิน เป็นแหล่งท่องเที่ยว ท่านประธานครับ โครงการดี ๆ อย่างนี้จะเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญให้โอกาส ให้โอกาสในการพิจารณา พ.ร.ก. ๒ ฉบับ ผ่านมาไม่ได้ท้วงติงอะไรเช่นนาน ๆ เห็นความจำเป็นเช่นนั้น รัฐบาลนี้ก็ต้องทำต่อสมกับที่ ประชาชนรอคอย

ท่านประธานครับ ประการที่ ๒ หาแหล่งน้ำให้น้ำอยู่โดยการทำแก้มลิง ก็ยังไม่พอ หาพื้นที่รับน้ำ พี่น้องเราบอกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ จะทำอย่างไร ตรงไหนเป็นพื้นที่ลุ่ม แล้วน้ำท่วมประจำ เห็นอยู่แล้วว่าทำนาไม่ได้ ปีนี้ถึงเวลาฝนตกปุ๊บน้ำท่วม ถึงเวลาตกนิด ตกหน่อยน้ำขัง ตรงนั้นละครับท่านประธานเอาเป็นแหล่งรับน้ำ ถามว่าตรงไหนบ้าง นี่ตอน ประชุมกันที่จังหวัดนครสวรรค์ ที่จังหวัดชัยนาท ที่จังหวัดสิงห์บุรี ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขาบอกเลยครับว่าอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดสิงห์บุรี คราวนี้เมื่อก่อนฝั่งเดียว คราวนี้ ๒ ฝั่งท่านประธานครับ บ้านผมเลย เสร็จแล้วที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท รวมทั้งพื้นที่ฝั่งตะวันตกด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น จังหวัดแถว ๆ จังหวัดสุพรรณบุรีก็มีน้ำท่วมด้วย ก็ยินดีจะรับเรื่องนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่าประชาชนคิดอะไร น่าแปลกใจท่านประธานครับ วันนี้ประชาชนมีความเชื่อมั่นรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งสูงกว่ารัฐบาลที่เผด็จการหนุนหลังมากมาย มีความต่างกันชัดเจน จนกระทั่งเทียบกันไม่ได้

ท่านประธานที่เคารพครับ ประการที่ ๒ หาทางให้น้ำไป ทำอย่างไร ทำอย่างไรครับ หาทางให้น้ำไป ทำโครงการฟลัดเวย์ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าทำอย่างไร มีคนมาศึกษาไว้แล้วหลายรายการนะครับ ท่านประธานครับ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งทำอย่างไร ก็ได้ให้เป็นการเร่งระบายน้ำลงทะเลให้ได้เร็วที่สุด มีคนคิดไว้ครับ กยน. ก็คิด ไปประชุม จังหวัดไหนก็ตามแต่ก็มีคนเสนอตลอดเวลาเลยว่าเจ้าพระยามันมีเกาะแก่งเต็มไปหมด พื้นที่ บางพื้นที่ ๕๐-๖๐ ไร่ อยู่กลางลำแม่น้ำเจ้าพระยา ปิง วัง ยม น่านเต็มไปหมด จะแก้ไขปัญหา อย่างไร ก็ขุดลอกสิครับ ถามว่างบประมาณปกติมีเท่าไร มี ๑,๔๐๐ ล้านบาท ไม่เพียงพอ ถ้าได้งบจาก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไปทำด้วย ตรงนี้จะเร่งระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาได้เร็ว ยิ่งขึ้นนะครับ นี่อย่างไรคือความสนใจและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น นอกจากนั้นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แหล่งน้ำอื่น ๆ เช่น แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำน้อยตรงนี้ก็จะเร่งระบาย โดยการขุดลอกคูคลองเหล่านี้เช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ โครงการจัดทำเจ้าพระยา ๒ จากเขื่อนเจ้าพระยา คลองอนุศาสนนันท์หรือป่าสัก จังหวัดชัยนาทนั่นละครับ มันกว้างอยู่ ๑๐๐ เมตร ขยายอีก ๑๐๐ เมตรเป็น ๒๐๐ เมตร อยู่ในวิสัยที่คนศึกษาแล้วเป็นโครงการ ที่ทำได้ โครงการทำอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยา

รวมทั้งประการสุดท้าย ท่านประธานที่เคารพครับ มีการวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งผมด้วยก็วิจารณ์เรื่องนี้ กลัวว่าจะเกิดความไม่เป็นธรรมในการบริหารจัดการน้ำ แต่เมื่อรัฐบาล ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เสนอให้มีการตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมา ที่เรียกว่า กยน. บริหารจัดการน้ำ เรามีความเชื่อมั่นทันทีว่าจะทำหน้าที่ตรงนี้ได้อย่างดี จะบริหาร จัดการน้ำอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง ในอนาคตที่จะเกิดขึ้นนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ วันนี้ต้องเรียนท่านประธานว่าความเชื่อมั่นของรัฐบาลที่มีต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำนั้น เราปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาชนเชื่อมั่น ต่างชาติเชื่อถือ ใครมาพูดให้รู้สึกว่าให้มันเบี่ยงเบน ไปจากนี้ ประชาชนก็มีความเชื่อถืออยู่ดี ต่างชาติก็เชื่อถือ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นครับ เมื่อทำจริง ดำเนินการจริง ผู้หญิงเก่ง ๆ อย่างนี้ประเทศชาติไปได้ครับ ต้องเรียนท่านประธาน ผมสนับสนุน พ.ร.ก. ฉบับนี้ ถึงจะมีความเห็นแตกต่างจากเพื่อนนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานไว้เพียงแค่นี้ละครับด้วยความเคารพนะครับ และหวังว่าพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านจะเข้าใจปัญหาเหล่านี้ไปพร้อม ๆ กัน และจะ เดินหน้าแก้ไขปัญหาอุทกภัยของชาติให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมคิด บาลไธสง ครับ

นายสมคิด บาลไธสง หนองคาย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมคิด

(นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านมีอะไรครับ

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานค่ะ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ ขอใช้สิทธิพาดพิงค่ะท่านประธานคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ชี้ประเด็นด้วยครับ

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานค่ะ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันต้องกราบเรียน ท่านประธานเลยนะคะว่าดิฉันไม่เข้าใจว่าท่านฟังแล้วไม่เข้าใจหรือท่านพยายามที่จะไม่เข้าใจ ท่านพูดมาว่าดิฉันเองบิดเบือน จริง ๆ แล้วท่านคะ ถ้าท่านได้ฟัง ตั้งสติฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ดิฉันพยายามไล่ให้ฟังว่าความไม่ยุติธรรมของรัฐบาลในการเลือกที่จะปฏิบัติในการกระจาย เงินงบประมาณเป็นอย่างไร ดิฉันบอกเลยค่ะว่าท่านนายกรัฐมนตรีเองกรุณาลงพื้นที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านลงไปตรวจพื้นที่ ท่านคะ ตำบลกรุงชิง อำเภอนบพิตำค่ะ ถ้าท่านจะพาดพิงท่านช่วยกรุณาจำพื้นที่ให้แม่นด้วยนะคะ เพราะอำเภอท่าศาลามันอยู่ คนละที่กัน ดิฉันเองบอกแล้วว่าท่านนายกรัฐมนตรีลงไป วันที่ท่านลงไปท่านไปอนุมัติเงิน โครงการจริงค่ะ แต่วันนั้นท่านไปรับปากอีกหลายโครงการ ท่านไปรับปากเรื่องแหลมตะลุมพุกว่าจะจัดการ เรื่องบ้านที่อยู่อาศัยให้สำเร็จ มาวันนี้ค่ะก็ยังไม่ทำ เรื่องเงินงบประมาณที่ดิฉันบอก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันเองอยู่ในคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบ จากภัยธรรมชาติและสาธารณภัยติดตามเรื่องนี้มา ๒ เดือนแล้วค่ะ ทางข้าราชการมาชี้แจงเอง เลยค่ะว่าพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชไม่ใช่มหาภัยพิบัติ ไม่จัดอยู่ในการให้ความช่วยเหลือ ในครั้งนี้ เพราะฉะนั้นท่านเองถ้าจะกรุณาอภิปราย ท่านต้องยืนอยู่บนหลักความจริง วันนี้ ดิฉันมาอธิบายความจริงให้คนทั้งประเทศได้ทราบว่ารัฐบาลชุดนี้เลือกปฏิบัติ และถ้า ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสฟังหรือท่านอยู่ในสภาที่นี้นะคะ ถ้าท่านนั่งอยู่กรุณาเถอะค่ะ มาตอบมาชี้แจงด้วยตัวท่านเอง เพราะคนที่ไม่รู้ คนที่ไม่รับผิดชอบไม่สามารถชี้แจงแทนท่านได้ค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมคิด เชิญครับ

นายสมคิด บาลไธสง หนองคาย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขออภัยสักนิดครับ เชิญเลยครับ คุณสมคิดเชิญครับ

นายสมคิด บาลไธสง หนองคาย 🔗

ท่านพายัพไม่ต้องประท้วงนะครับ มันเสียเวลาผม ผมคิดว่าผมจะไม่ได้อภิปรายแล้วก็ถือว่าบุญของผม วันนี้ผมได้อภิปราย เป็นเรื่องยากมากการอภิปรายในสภานี้ ผมได้บ่นอยู่ตลอดเวลาว่าการอภิปรายยากกว่า การเป็นผู้แทน หาเสียงเป็นผู้แทนง่ายกว่าหาเสียงการอภิปราย พรรคเรามีคนมากผมก็เห็นใจ ผู้จัดการเกี่ยวกับการอภิปรายครับ เราอภิปรายกันมา ๒ รอบแล้ว รอบแรกก็ ๒ พ.ร.ก. รอบนี้ก็เป็น ๒ พ.ร.ก. ก่อนที่จะพูดถึง พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับทีหลังนี้นะครับ ผมก็เห็นเราพูดกัน ก็บอกสมคิด บาลไธสง บอกหลายรอบแล้วครับ ก็สนุก ๆ กันไปครับอย่าเครียดครับ คือทางฝ่ายค้านก็ได้อภิปรายหรือคัดค้านในการที่จะผ่าน พ.ร.ก. อันนี้ บอกว่ายังไม่จำเป็น ไม่เร่งด่วน พี่น้องทางภาคอีสานบ้านผมทำไมไม่เร่งด่วน ขนาดน้ำท่วมจนจะท่วมเครื่องบินอยู่ สนามบินดอนเมือง ยังไม่เร่งด่วนหรือ จะให้น้ำท่วมยอดปลายดาบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ใช่ไหม อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิใช่ไหม เขาว่าอย่างนี้นะครับ คือชาวบ้านเขาร้อนรนมาก กับการคัดค้าน พ.ร.ก. อันนี้นะครับ ผมก็อยากฝากไปทางฝ่ายค้านด้วย ก่อนที่จะค้านอะไร ก็พยายามหน่อย ดูอันไหนมันควรหรือไม่ควรนะครับ อันนี้ผมก็ฝากไป เมื่อท่านตีความ ทั้งพรรคนะครับ ท่านกรณ์ก็อยู่ครับ ท่านคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ หรือคณะกฎหมาย ทีมกฎหมายตีความว่าไม่ผ่านแน่ล่ะถึงไปยื่นผมว่า เมื่อคิดว่าไม่ผ่านไปยื่น แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ออกมาพูดในอาทิตย์ที่แล้วก่อนที่จะตัดสินปรากฏว่า ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ต้องออกมารับผิดชอบ อย่างใดอย่างหนึ่งถ้า พ.ร.ก. ไม่ผ่าน นี่คือความมั่นใจของทีมประชาธิปัตย์ในการตีความ กฎหมายนี้ว่าจะไม่ผ่าน เมื่อมันผ่านแล้วใครรับผิดชอบล่ะครับ ผมก็เรียกร้อง ให้ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อให้คนอื่นขึ้นมาแทน เพราะมันผิดพลาด ท่านกรณ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านกรณ์ก็ต้องลาออกจากรัฐมนตรีเงาทั้งคณะเพราะผิดพลาดในการตีความ ผมต้องขออภัย อันนี้ผมพูดความจริงเพื่อให้บรรยากาศประชาธิปไตยให้มันเบ่งบาน ถ้าอยากเป็นอีกก็เข้า ที่ประชุมใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ก็เลือกตั้งกันใหม่ ผมอยากให้เป็นอย่างนั้นเพราะว่า มันผิดพลาดจริง ๆ นะครับ มันผิดพลาดเพราะว่าทีมกฎหมายพิจารณาผิดพลาดนะครับ นี่ละครับ ทั้ง ๆ ที่บอกว่าน้ำท่วม ผมอายุปีนี้ครบ ๖๐ ปี ผมก็ไม่เคยเห็นน้ำท่วมขนาดนี้ บางคนก็บอกว่าเอาอยู่ เราบอกว่าเอาอยู่ ทางหนึ่งบอกว่าไม่อยู่ ไม่อยู่ สิ่งที่อยู่ ไม่อยู่ ผมว่า ถ้ามันเป็นเรื่องธรรมชาติผมก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้ามีเบื้องหลังของการทำน้ำให้ผิดปกติ ผมก็ขอวิงวอนให้มีอันเป็นไปภายใน ๓ วัน ๗ วัน ถ้าคนมีอยู่เบื้องหลังในการทำให้น้ำท่วม ประเทศโดยที่ไม่จำเป็นนะครับ ถ้าเป็นเรื่องธรรมชาติก็ขอเป็นเรื่องธรรมชาติ เราก็ค่อยแก้ไข กันไปนะครับ พี่น้องครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องความรุนแรง เรื่องน้ำท่วมเดี๋ยวนี้ มันเสียหายมาก รัฐบาลมีความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. อันนี้ออกมาเพื่อจะนำเงินมาแก้ไข ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นนะครับ เพื่อเป็นการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ จัดโครงสร้างสาธารณะพื้นฐาน ที่จำเป็น ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ทางเศรษฐกิจเราเสียหาย เราทราบกันอยู่แล้ว ผมไม่พูดซ้ำนะครับ ไม่ว่าทางประชาชน แม้กระทั่งเอกชนหรือรัฐบาลหรือหน่วยงานราชการ ก็ตามเสียหายไปหมด แล้วก็เสี่ยงต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะและนักลงทุนทั้งหลาย ท่านประธานครับ จึงมีความจำเป็นที่จะออกกฎหมายว่าด้วยอำนาจกระทรวงการคลังเพื่อให้ มีสิทธิในการกู้เงินเพื่อบริหารจัดการระบบน้ำและสร้างอนาคตของประเทศนี้นะครับ ผมอยากเสนอแนะในการแก้ปัญหา นอกจากที่รัฐบาลมีอยู่แล้วนะครับ ผมอยากเสนอแนะ ให้รัฐบาลได้ปลูกป่ากันจริงจัง เดี๋ยวนี้เราไปแก้ปัญหาอยู่ปลายเหตุ ต้นเหตุของมันคือ การทำลายป่าทั้งหมด เราไม่ได้พูดถึง ผมอยากให้แก้ไขปัญหาให้จริงจัง รักษาป่า ปลูกป่า กันจริงจัง สร้างระบบท่อขนาดใหญ่จากเขื่อนภูมิพล อันนี้ผมพูดมาหลายครั้งแล้ว ถ้ารัฐบาล เอาแนวคิดผมไปทำ ผมว่าจะแก้ได้ สร้างท่อขนาดใหญ่เลยจากเขื่อนภูมิพลลงถึงทะเล เลียบแม่น้ำเจ้าพระยามาเลย น้ำจะท่วมเขื่อนปล่อยน้ำลงท่อลงทะเลเลย ไม่ต้องมาท่วมบ้าน ชาวบ้าน สร้างเขื่อนภูมิพล ๒ ที่อำเภอดอยเต่า หรืออำเภออะไรขึ้นไปทางนั้นสักประมาณ ๕๐-๖๐ กิโลเมตร ๑๐๐ กิโลเมตร สร้างเขื่อนภูมิพล ๒ เพื่อกันน้ำไว้ ๒ ชั้น สร้างเขื่อน ศรีนครินทร์ สร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนสิริกิติ์พวกนี้นะครับ แม่น้ำสาขาทั้งหลายที่ไหล ลงเขื่อนนั้นให้สร้างทำนบหรือคูคลอง ฝายน้ำล้นก็ตามไว้หมด จะแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะ ออกกฎหมายเพื่อรื้อถอนสิ่งก่อสร้างตามแม่น้ำต่าง ๆ ให้หมด ผมไปประเทศเกาหลี ผมประทับใจที่เขาแก้ปัญหาไม่ให้น้ำท่วมขังของประเทศเขา โดยที่เขาไม่ให้มีอาคารบ้านเรือน ของใคร มีอำนาจขนาดไหนรื้อออกหมด ไม่มีสิ่งกีดขวางในแม่น้ำ ทางน้ำทั้งหลาย วิธีแก้ ของเราเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการขัดแย้งกับประชาชน พี่น้องผู้ยากจนอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำ รัฐบาลก็น่าจะลงทุนไปสร้างบ้านหรือสร้างคอนโดมิเนียม (Condominium) ให้เขาอยู่อาศัย เช่าในราคาถูก เพื่อแก้ปัญหานี้ให้ประชาชนได้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกจากคูคลองทั้งหลาย ไม่ว่าในกรุงเทพฯ หรือตามแม่น้ำเจ้าพระยาก็ตามรื้อออกหมด อันนี้ก็อยากให้รัฐบาล ออกกฎหมายพิเศษขึ้นมานะครับ นอกจากนั้นก็ทำแก้มลิงไล่ตั้งแต่เขื่อนภูมิพลมาเลยครับ ทั้ง ๒ ฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ไล่มาจากจังหวัดนครสวรรค์มาก็ได้ ทำให้สูงสัก ๓-๔ เมตร ได้ไหม ไม่ให้น้ำต้องออกไปตามทุ่งนา แล้วก็ทำประตูปิดเปิด ใครสนใจจำเป็นที่จะใช้น้ำ ถึงเปิดเอาน้ำที่ไหลลงมา ทำถนนวิ่งคู่กันเลยจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง ๒ ข้าง ก็ขอ ฝากแนวความคิดไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ ผมขอสนับสนุน พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านกรณ์ เชิญครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ต้องขออนุญาต เอ่ยนามท่านสมคิด บาลไธสง ที่ได้กรุณาพาดพิงถึงกระผม แล้วก็ความจริงพาดพิง ถึงท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้วย พอดีท่านอยู่ประเทศญี่ปุ่นนะครับ ผมก็ขออนุญาต ที่จะชี้แจง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านคงไม่ถึง ต้องลาออกกระมังครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช บัญชีรายชื่อ

ที่พาดพิงมาก็ด้วยความน่ารัก ของท่านนะครับ ท่านก็มีตรรกความคิดเห็นของท่าน แต่ว่าเรียนตามตรงมันก็ทำให้ ทางพวกกระผมเสียหาย ก็ขออนุญาตที่จะชี้แจง คือตรรกของท่านสมคิดก็คือท่านบอกว่า ในเมื่อฝ่ายค้านได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมาย แล้วศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความแล้ว เห็นว่ากฎหมายที่รัฐบาลเสนอนั้นชอบด้วยกฎหมาย ฝ่ายค้านก็ควรที่จะต้องแสดงความ รับผิดชอบด้วยการลาออกเช่นเดียวกันกับที่ฝ่ายค้านได้คาดคั้นกับรัฐบาลไว้ว่าในกรณี ที่รัฐบาลตรากฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น รัฐบาลก็ควรที่จะรับผิดชอบ ตรรกนี้ฟังแล้ว ก็อาจจะรื่นหูนะครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วมันไม่มีเหตุผลตามที่ท่านสมคิดได้อ้างไว้ เพราะในกรณีที่รัฐบาลตรากฎหมายที่มีคำวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็เสมือนกับว่ารัฐบาลได้ตรากฎหมายที่อาจจะเรียกตามประสาชาวบ้านได้ว่ากฎหมายเถื่อน ซึ่งในกรณีนั้นมันเป็นความผิดชัดเจนที่ก็ควรจะต้องมีการรับผิดชอบ คราวนี้นิยาม ของการรับผิดชอบก็สุดแล้วแต่นะครับว่าท่านคิดว่าความเหมาะสมในการรับผิดชอบนั้น จะรับผิดชอบด้วยการกระทำเช่นใด เราก็ไม่ได้เป็นคนกำหนดให้กับฝ่ายรัฐบาล ก็ให้รัฐบาล ได้มีโอกาสได้พิจารณาเอง ซึ่งผู้ใหญ่ในพรรคของท่านหลายท่านก็ได้ออกมาพูดนะครับว่า ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะวินิจฉัยว่ากฎหมายนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญก็จะไม่รับผิดชอบ แต่อย่างใด ก็ได้สะท้อนให้เห็นแล้วนะครับว่าระดับจริยธรรมหรือธรรมาภิบาลของผู้ใหญ่ ของพรรคของท่านหลาย ๆ ท่านที่ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นนั้นเป็นเช่นไรต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในกรณีของฝ่ายค้านก็คือเราทำหน้าที่ อย่างเช่น สมัยที่พวกผมเป็นรัฐบาล ผมคิดว่า พวกท่านเกือบทุกท่านก็ได้ลงนามให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก. ของเราเหมือนกัน แล้วในกรณีนั้นศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยด้วยความเห็นที่เป็นเอกฉันท์ว่า พ.ร.ก. ของรัฐบาลชุดพรรคประชาธิปัตย์นั้นถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เราก็ไม่เคย ได้เรียกร้องว่าพวกท่านต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกแต่อย่างใด หรือถ้าจะ เปรียบเทียบว่าฝ่ายค้านทำหน้าที่ในสภาในฐานะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หลังจากนั้น มีการลงคะแนนเสียงในสภาปรากฏว่ามีเสียงไว้วางใจรัฐบาลมากกว่าก็ไม่ได้มีเหตุผลจำเป็น ที่ฝ่ายค้านจะต้องลาออก นั่นคือการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในสภาและพวกเราก็ทำหน้าที่ ด้วยความสุจริต เราเชื่อว่าการตรากฎหมายลักษณะนี้พร่ำเพรื่อในรูปของพระราชกำหนดนั้น จะเป็นการลิดรอนสิทธิของพวกเราทุกคนในสภาจากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทน ของประชาชนที่จะตรวจสอบ และมีหน้าที่ในการที่จะตรากฎหมายที่ควรที่จะเป็น พระราชบัญญัตินอกจากในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วนและหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง การที่มีบรรทัดฐาน เป็นมาตรฐานโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน ในอนาคต ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่ได้ปฏิบัติมาด้วยความสุจริตครับ ผมคิดว่า ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดที่เราจะต้องลาออกตามที่ท่านสมคิดได้นำเสนอครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สรุปแล้ว ไม่ต้องลาออกหรอกนะครับ ท่านรัฐมนตรีท่านนั่งมาทั้งวันครับ เปิดโอกาสท่านสักเล็กน้อย เชิญท่านครับ

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุตรดิตถ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผมนิดเดียวครับ คือกรณีที่ท่านกรณ์ จาติกวณิช ได้กล่าวว่าไม่มีรัฐมนตรีอยู่ในที่ประชุมตอนที่เมื่อกี้ท่านพูดตอนต้นนะครับ ผมขอเรียนว่า พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับนี้เสนอโดยคณะรัฐมนตรี ผมเองก็เป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นก็ถือว่าอยู่ในสภาตลอดและที่สำคัญก็คือว่าทุก ๆ ประเด็นที่ทางเพื่อนสมาชิก ที่เคารพได้พูดคุยต่อสภาแห่งนี้ นำเสนอต่อสภาแห่งนี้ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะรวบรวมแล้วก็ ตอบชี้แจงในวันพรุ่งนี้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คงเหลือ ๒ ท่าน สุดท้ายนะครับ ท่านทองดี แล้วก็ท่านบุญฐิน เชิญท่านทองดี มนิสสาร ครับ ท่านละ ๗ นาทีครับ

นายทองดี มนิสสาร อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ทองดี มนิสสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ พ.ร.ก. ๔ ฉบับ ที่ผ่านสภาไปแล้ว ๒ ฉบับ ๒ ฉบับที่เราพิจารณากันวันนี้ก็ถือว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่ารัฐบาลได้เสนอ พ.ร.ก. หรือพระราชกำหนด ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว เป็นการสมบูรณ์ที่สุดในการที่พิจารณากฎหมาย หรือออก พ.ร.ก. พระราชกำหนดเงินกู้ในวันนี้ พ.ร.ก. นะครับ เพราะฉะนั้นก็ถือว่ารัฐบาลได้ดำเนินการถูกต้องแล้ว ท่านประธานที่เคารพ ไม่มีหรอกครับรัฐบาลใดที่ไม่มีงบประมาณฉุกเฉินในมือเพื่อจะ แก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน ๒ ปี ๗ เดือนที่ผ่านมา เงินกู้ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ให้ผู้มีเงินเดือน ไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ บาท คนละ ๒,๐๐๐ บาท รัฐบาลใดครับที่ผ่านมานั้นดำเนินการ ก็ถือว่าทำเพื่อให้พี่น้องประชาชนแก้เสริมทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล เพราะอยากให้พี่น้อง อยู่ดีมีสุข เศรษฐกิจไม่ดีก็ต้องหมุนตรงนี้ไปเพื่อจะให้สังคมอยู่ดีกินดีได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ แล้วก็ปี ๒๕๔๐ รัฐบาลที่ผ่านมาขออนุญาตไม่เอ่ยว่าเป็นรัฐบาลใด กู้เงินมิยาซาวา จากประเทศญี่ปุ่น ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาประเทศเป็นตัวหารนะครับ ตกหมู่บ้านละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ทำโครงการอะไรได้บ้างครับ ไม่มีแผนงานโครงการ ไม่มีแผนงานโครงการเลย แม้แต่ชิ้นเดียว หารตกหมู่บ้านละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ดายหญ้า ลอกผักตบชวาทำไม่ถึงเดือน ก็ขึ้นมาแล้ว ขอให้พี่น้องได้ใช้เงินเท่านั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจใช่ไหม ในเมื่อเศรษฐกิจที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นรัฐบาลใดเข้ามาแล้วอย่าไปคิดว่ารัฐบาลโดยการนำของท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ เงินกู้หรือการบริหารทางด้าน พ.ร.ก. นั้น งานใดที่เป็นงานของรัฐบาลที่จะ บริหารราชการแผ่นดินให้พี่น้องอยู่ดีมีสุข ปัญหาน้ำท่วมเราก็เห็นอยู่แล้ว แล้วปัญหาเดือดร้อน ขนาดไหนเพียงไร ท่านก็รู้นะครับ ก็มีการกล่าวหากันถึงขนาดว่ามีการแจกซีดีไม่จงรักภักดี น้ำถึงท่วมเขตปริมณฑล กรุงเทพมหานคร ก็มีคนในพรรคการเมืองพรรคเก่าแก่นี้ละครับ ในวันนั้นอภิปรายในห้องกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ ผมก็ได้ลุกขึ้นว่าภัยธรรมชาติ กับการจงรักภักดีมันคนละส่วนกัน ท่านก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นผมผิด ผมขอถอน เพราะฉะนั้น น้ำท่วม ปัญหาพี่น้องก็เดือดร้อนอยู่แล้ว แล้วทำไมถึงต้องไปโยงให้ถึงว่าความจงรักภักดีมาใส่ ตรงนี้ ทุกวันการแก้รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาก็พูดว่าไม่จงรักภักดี วันนี้ก็ยังเอาตรงนี้มาใส่อยู่นะครับ เพราะฉะนั้นงานดายหญ้า ลอกผักตบชวา ผมเป็นผู้ปฏิบัติการ ผมอยู่ในฐานะที่เป็นส่วนปฏิบัติการ รู้ข้อมูลตรงนี้ดีที่สุด ผักตบชวาลอกขึ้นมาจากน้ำแล้วก็มาวางไว้มันแห้ง และฝนตกมาก็เกิดมาใหม่ เหมือนเดิม มันสมบูรณ์ที่ไหน ด้านโครงงานโครงสร้างมีไหม แก้ปัญหาด้านบูรณาการไหม ก็อย่างที่ปี ๒๕๔๔ ท่านประธานที่เคารพ น้ำท่วมใหญ่ปีนั้นจังหวัดอุดรธานีน้ำท่วมทั้งจังหวัด เทศบาลอุดรธานี ขี่เรือนะครับ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณครับ ได้เดินทางแล้วก็ไปดูทีเดียว สั่งบริหารแบบบูรณาการ ๔๐๐ ล้านบาท ทีเดียวขุดลอกแก้มลิงรอบเมืองอุดรธานี ณ เดี๋ยวนี้ น้ำเขื่อนห้วยหลวง เขื่อนที่ทำประปาเมืองอุดรธานีอยู่ ไม่ได้ท่วมจังหวัดอุดรธานีก็ไหลลง ห้วยหลวงไปเลย แล้วก็เมืองหนองหาน เขตอำเภอที่ผมอยู่น้ำท่วม ปี ๒๕๔๔ ก็มิดทั้งอำเภอ มิดทั้งโรงพยาบาล เดี๋ยวนี้ไม่มีน้ำท่วมครับ อันนี้คือบริหารแบบบูรณาการ เพราะฉะนั้น ขอกราบเรียนด้วยความเคารพว่าอันใดที่เป็นเรื่องของรัฐบาลที่บริหารราชการแผ่นดินนั้น ความทุกข์ของพี่น้องประชาชนคือความทุกข์ของรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ ยอมรับว่า ต้องกู้ กู้มาเพื่อหาพื้นที่ให้น้ำอยู่ หาทางให้น้ำไหลอย่างเป็นระบบเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งตามแนวทางพระราชดำริ ให้ซ่อมสร้างเพื่อแก้ความทุกข์ยากให้พี่น้องประชาชน คนทุกข์ยากรากหญ้าของทั้งประเทศ โดยการนำของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร คณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ปัญหาให้กับบ้านเมือง เพื่อให้เจริญรุดหน้าต่อไป ขอกราบขอบพระคุณ สวัสดีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านสุดท้าย ท่านบุญฐิน ประทุมลี เชิญครับ

นายบุญฐิน ประทุมลี มุกดาหาร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายบุญฐิน ประทุมลี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรคเพื่อไทยครับ ขอสนับสนุน พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับนะครับ อาจจะมีความเห็นแตกต่างจากเพื่อนสมาชิก พรรคฝ่ายค้านบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดาในการแสดงความคิดเห็นทางรัฐสภาที่จะนำเหตุและผล เพื่อชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบนะครับ สำหรับการบริหารงบประมาณของรัฐบาลนั้น ผมอยากจะเปรียบเทียบง่าย ๆ ให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านได้รับทราบในความจำเป็น การบริหารงบประมาณของไทยนั้น ถ้าเปรียบประเทศไทย รัฐบาลก็เปรียบเหมือนหัวใจนะครับ เลือดก็เหมือนงบประมาณ รัฐบาลต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ส่วนหลอดเลือด ก็เปรียบเสมือนกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เป็นหน่วยงานที่จะกระจายไปเลี้ยงร่างกาย ให้พี่น้องได้รับการดูแลฟื้นฟูในร่างกายที่ได้รับการสูญเสียนะครับ ประเทศไทยที่ผ่านมาถือว่า เป็นคนที่ประสบอุบัติเหตุอย่างร้ายแรงนะครับ บาดเจ็บสาหัส ผ่าตัดด้วย ฉะนั้นจำเป็น ต้องอาศัยเลือด พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้นไม่เพียงพอ จำเป็นที่จะต้อง ออกพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับมาช่วย ก็เหมือนกับเราเติมเลือด การผ่าตัดนั้นก็รู้ว่าเสียเลือดอาจจะรั่วไหลบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในส่วนที่จะป้องกันไม่ให้เลือดไหลก็ต้องอาศัยหน่วยงานทุกอย่างในการที่จะช่วยกัน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกภาคส่วน ส.ว. ส.ส. ทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายรัฐบาลที่จะทำหน้าที่ ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบงบประมาณของแผ่นดินในการที่จะให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผล กับพี่น้องมากที่สุด ผมอยากให้หน่วยงานเหล่านี้ที่เอ่ยมาเปรียบเสมือนปอดและไตฟอกเลือด ให้สะอาดและไปเลี้ยงร่างกายในส่วนนี้

อันที่ ๒ ที่จะป้องกันการทุจริตได้มากที่สุดก็คือผู้มีประสบการณ์ในการบริหาร งบประมาณ ก็คือข้าราชการที่เกษียณไปแล้วหรือผู้ที่มีอำนาจในการบริหารงบประมาณ ที่ผ่านมาผมไม่อยากจะพาดพิงถึงใคร เพราะหลายคนก็อาจจะมีประสบการณ์ในส่วนนี้ ก็คือ มีประสบการณ์ในการโกงก็ว่าได้ อยากจะให้ออกมาหาทางป้องกันหรือเขียน ไปให้หน่วยงาน หนังสือพิมพ์หรือข่าวต่าง ๆ ไม่ต้องเอ่ยชื่อก็ได้เดี๋ยวจะขว้างงูไม่พ้นคอ

อันที่ ๓ ก็คือประชาชนนะครับ ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของเงิน จะต้องช่วยกันตรวจสอบในการใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ อาจจะมีนักการเมืองที่ดูถูก ประชาชนเห็นเป็นผักเป็นปลาถึงเวลาก็ซื้อได้ แล้วเข้ามาก็โกงเอา ๆ อย่างที่มีการพูด ในรัฐสภาแห่งนี้ ก็ถือว่าจุดนี้ประชาชนจะเป็นคนที่ถูกโกงบ่อย ๆ เขาก็จะฉลาดเอง สุดท้าย เขาจะตัดสินเวลาที่เขามีอำนาจในการที่จะเลือกใครที่จะมาเป็นตัวแทนในการบริหาร งบประมาณของเขา อันนั้นคือเป็นเรื่องอนาคตที่จะต้องพิสูจน์กัน ฉะนั้นผมอยากจะฝากว่า มันมีผู้กล่าวไว้นะครับว่าในโลกนี้ยังไม่มีดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลก และในโลกนี้ก็ยังไม่มีหญิงงาม ที่สุดในโลก และในสภาแห่งนี้ยังไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดีพร้อม แต่ผมเชื่อว่าท่านที่ รับเกียรติทำหน้าที่ในสภาแห่งนี้พร้อมที่จะเป็นสมาชิกที่ดีของสภาแห่งนี้ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเลื่อนไป ประชุมต่อพรุ่งนี้ ๙ โมงเช้า แล้วอย่าลืมลงชื่อเข้าประชุมด้วยนะครับ ผมขอพักประชุมครับ

พักประชุมเวลา ๐๐.๑๒ นาฬิกา

ของวันพฤหัสบดีที่ ๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๘.๕๗ นาฬิกา

ของวันพฤหัสบดีที่ ๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

(เนื่องจาก นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ติดราชการ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง จึงปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ ขอแจ้งให้ท่านสมาชิกได้ทราบว่าการใช้เวลาในการอภิปรายที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีและ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลใช้เวลาไป ๔.๕๐ ชั่วโมง เหลืออยู่ ๒.๑๐ ชั่วโมง แล้วก็พรรคร่วมฝ่ายค้าน ๔.๒๔ ชั่วโมง เหลืออยู่ ๒.๓๖ ชั่วโมง รวมการอภิปรายไปแล้ว ๙.๑๔ ชั่วโมง เหลืออยู่ ๔.๔๖ ชั่วโมง เชิญท่านประธานวิปรัฐบาลครับ

นายอุดมเดช รัตนเสถียร นนทบุรี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต ทบทวนข้อตกลงในส่วนที่ทางวิปรัฐบาลได้มีโอกาสหารือกับตัวแทนของวิปฝ่ายค้าน เราได้ตกลงกันไว้ว่าเวลาที่จะใช้ในการอภิปรายพระราชกำหนดครั้งนี้ฝ่ายละ ๗ ชั่วโมง เมื่อวานเราเริ่มเวลาโดยประมาณ ๑๔.๐๐ นาฬิกา เราได้พิจารณาไปถึงเวลา ๒๔.๐๐ นาฬิกาเศษ ๆ นั่นหมายความว่าเป็นเวลาขึ้นวันใหม่มาแล้ว เวลาที่ใช้ไปทั้งหมดโดยประมาณ ก็เกือบ ๆ ๑๐ ชั่วโมง เหมือนกับที่เมื่อสักครู่ท่านประธานได้กรุณาแจ้งให้ที่ประชุมทราบ เราก็พยายามที่จะรักษากรอบเวลาอันนั้นไว้ อยากจะทำความเข้าใจว่าในช่วงเช้านี้ เป็นการพิจารณาต่อจากที่เมื่อวานได้มีการพักการประชุมมา แล้วเมื่อถึงเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ นาฬิกา สภาแห่งนี้ก็จะปิดการประชุม แล้วก็จะเริ่มประชุมต่อใหม่ เป็นไปตาม ระเบียบวาระที่ท่านประธานได้กรุณาบรรจุไว้ ก็จะเป็นการพิจารณาต่อเนื่องกันเป็น ๒ วัน ก็จะไม่กระทบกับการที่จะมาตีความในเรื่องของพระราชกำหนดที่เราได้มีการอภิปรายกันต่อ ขออนุญาตใช้โอกาสนี้ยืนยันเพื่อให้เข้าใจตรงกันครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เราได้พักประชุมมาแล้วก็มาเปิดประชุมจะประชุมอีก ๒ ชั่วโมง จนถึงสิบเอ็ดโมงเช้าวันนี้ ผมจะปิดประชุมแล้วก็จะเปิดประชุมต่อ จะมีกระทู้ถามสด ๓ เรื่อง แล้วก็เอาเรื่องนี้ ขึ้นมาพิจารณาต่อให้จบตามที่เราได้ตกลงกัน ลำดับต่อไป ท่านยุทธพงศ์ จรัสเสถียร แล้วมาที่ ท่านนคร มาฉิม แล้วก็ท่านนิยม เวชกามา ท่านชุมพล จุลใส แล้วก็ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ๕ ท่านก่อน ท่านยุทธพงศ์อยู่ไหมครับ ถ้าไม่อยู่ ท่านนคร มาฉิม ก่อนครับ เชิญครับ

นายนคร มาฉิม พิษณุโลก 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ การพิจารณาต่อเรื่องพระราชกำหนดการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบ บริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนดปรับปรุง การบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ อย่างไรเสียก็คงจะผ่านความเห็นชอบจากสภาแห่งนี้ ผมเองอยากจะตั้งข้อสังเกตแล้วก็ฝากเป็นประเด็น ๔-๕ ประเด็นต่อท่านประธานเพื่อนำเรียน ไปถึงรัฐบาลและพี่น้องคนไทยทั้งประเทศว่าพรรคประชาธิปัตย์เอง อันที่จริงแล้วพวกเรา ประชุมปรึกษาหารือกันอย่างต่อเนื่องว่าวิกฤติของประเทศมีความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการ ในการแก้ไข มีมาตรการในการป้องกัน แล้วก็มีมาตรการในการที่จะพัฒนาประเทศ แต่สิ่งที่ พรรคประชาธิปัตย์และตัวกระผมเองเป็นห่วง อยากจะกราบเรียนเป็น

ประเด็นที่ ๑ ก็คือในช่วงหลายปีที่ผ่านมาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ของประเทศ การบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินของประเทศล้มเหลวแทบจะโดยสิ้นเชิง ก่อให้เกิดอุทกภัยและปัญหาวิกฤติต่อประเทศครั้งใหญ่ สร้างความสูญเสียทั้งต่อชีวิต ต่อทรัพย์สินและโอกาสของประเทศมากจนเกินคณานับ นำมาซึ่งการขาดความเชื่อมั่น ของนักธุรกิจทั้งในและต่างประเทศอย่างมากมายมหาศาล เพราะฉะนั้นนับจากนี้ไปรัฐ และสภาแห่งนี้ขอฝากไปถึงรัฐบาลและหน่วยงานของภาครัฐ ภาคเอกชน รวมไปถึง กยอ. กยน. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าท่านจะต้องมีความเป็นเอกภาพ ท่านจะต้องมีการบูรณาการ ในการวางระบบในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งประเทศอย่างจริงจัง และจะต้อง เป็นเป้าหมายแห่งชาติที่อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง ผมมั่นใจครับว่าวิจารญาณ ของสมาชิกรัฐสภาแต่ละท่านนั้นเอาประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง เอาประโยชน์ ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ขอให้เรื่องนี้ขับเคลื่อนไปบนผลประโยชน์ของประเทศ ขับเคลื่อน และผลักดันไปบนผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนให้อยู่เหนือความขัดแย้งของการเมือง และต้องการให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง ในสมัยนี้รัฐบาลของ ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าท่านเริ่มนับ ๑ ๒ ๓ ถ้าเกิดว่าสมัยต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศและมาเป็นรัฐบาลจะขอนับ ๔ ๕ ๖ ต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้หมดคำว่า น้ำท่วม ให้หมดคำว่า ฝนแล้งไปเสียที เป็นเรื่องที่ ๑

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ขอรัฐบาลว่าอย่าให้มีการเลือกปฏิบัติใด ๆ ทั้งสิ้น ในการใช้จ่ายงบประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรืออีกหลาย ๆ งบประมาณที่จะขอเพิ่มเติม จากสภาแห่งนี้ ผมรู้สึกเจ็บช้ำ บางครั้งรู้สึกเจ็บปวดแทนประชาชนที่ไม่ได้รับการจัดสรร งบประมาณอย่างเป็นธรรม ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม ผมต้องการให้รัฐบาลคำนึงถึงการบริหารจัดการที่เป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อย่างแท้จริง ไม่ต้องการให้รัฐบาลเลือกทุ่มเทงบประมาณไปเฉพาะขานคะแนนเสียง หรือว่าคนที่จะเลือกตนเองเท่านั้นเป็นที่ตั้ง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่ายึดถือผลประโยชน์ ของการเมือง ชี้ไปตามความประสงค์ของฝ่ายทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงสภาพทางกายภาพ และธรรมชาติที่แท้จริงของระบบน้ำที่ไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ ที่ไหลจากต้นน้ำมากลางน้ำ และปลายน้ำอย่างเป็นระบบและมีการบริหารจัดการอย่างครบวงจรอย่างบูรณาการแล้ว ความล้มเหลวจะเป็นหายนะของประเทศ แล้วก็เป็นที่น่าเสียดายโอกาสที่ท่านได้รับโอกาส จากประชาชนแล้วไม่ดำเนินการ

ประเด็นที่ ๓ เนื่องเวลาจำกัดมาก ผมเองฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่า การบริหารจัดการเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำยังไม่มีแผนในการบริหารจัดการเลย ผมยกตัวอย่าง ที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดพิจิตร แล้วก็จังหวัดสุโขทัยในโซน (Zone) ภาคเหนือตอนล่าง เหนือเขื่อนแควน้อยขึ้นไปจะมีลุ่มน้ำสาขา ไม่ว่าจะเป็นลุ่มน้ำพาด ลุ่มน้ำแควน้อย ลุ่มน้ำวังทอง แล้วก็ลุ่มน้ำคลองชมพู ได้ผ่านการทำการสำรวจแล้วก็ขอประชาพิจารณ์ ผ่านอีไอเอเรียบร้อย ได้เตรียมงบประมาณไว้ทั้งหมดประมาณ ๙,๗๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าไม่มีอยู่ในแผน ของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาลตามกฎหมายนี้เลย ฝากเรื่องนี้ไปยังรัฐบาลว่า ถ้าต้องการไม่ให้ภาคกลางและกรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วม ท่านจะต้องทำให้ต้นน้ำ คือในชนบทเขียวทั้งปี กรุงเทพฯ กับภาคกลางจะไม่ท่วม

ประเด็นที่ ๔ ต่อให้งบประมาณมีมากมายมหาศาลแค่ไหนถ้ารัฐบาล ไม่สามารถที่จะขจัดคอร์รัปชันที่มันลุกลามและกัดกร่อนกินงบประมาณแผ่นดินทวีคูณ และรุนแรงขึ้นทุกขณะ ตอนนี้มันพัฒนาไปที่ ๒๐ ๓๐ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะการบริหาร จัดการเรื่องน้ำ ท่านประธานครับ ต่อให้ถมงบประมาณมากมายมหาศาลแค่ไหน ถ้ารัฐบาล ไม่หยิบยกเรื่องการปราบปราม ป้องกันและขจัดปัญหาคอร์รัปชันให้เป็นวาระแห่งชาติ ไม่สามารถหรอกครับที่จะบูรณาการและปรับปรุงพัฒนาระบบน้ำให้ครบวงจรและสมบูรณ์แบบได้

สุดท้ายครับ รัฐบาลจะต้องกล้า ผู้นำจะต้องเด็ดเดี่ยว จะต้องกล้าหาญ เอาผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และนำปัญหา การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้เหนือระดับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง อันนั้นละครับ อนุชนรุ่นหลังจะนึกถึงท่านในฐานะรัฐบุรุษ กราบขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านนิยม เวชกามา ครับ

นายนิยม เวชกามา สกลนคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้เป็นการอภิปรายทั้งสนับสนุนและไม่สนับสนุนของสมาชิกในสภาแห่งนี้เป็นวันที่ ๒ ๑๐ ชั่วโมงที่ผ่านมา ผมเองก็นั่งฟังรอคอยเต็มรูปแบบไม่ได้ไปไหน ให้ความสนใจมาก เนื่องจากเป็นพระราชกำหนดที่มีความสำคัญต่อพี่น้องประชาชนในประเทศเรา ถือว่า เป็นประเทศ ผมเองอยู่ในซีกของรัฐบาล แล้วก็อย่างไรก็ตามเป็น ส.ส. ซึ่งจะต้องสนับสนุน พระราชกำหนดนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ คือพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและการสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนดปรับปรุงบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ ผมต้องสนับสนุนและมีเหตุมีผล ไม่ใช่สนับสนุนอย่างไม่มีเหตุมีผล เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ครับว่ามหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ปฏิเสธไม่ได้ครับ พี่น้องบ้านผมที่จังหวัดสกลนครไม่ใช่เป็นจังหวัดที่ร่ำรวยอะไร แต่ก็ต้องขนข้าวขนน้ำ ขนข้าวของข้าวสารอาหารแห้งทั้งเงินทั้งทองมาช่วย เพราะเห็นว่าพี่ น้องในโซนของภาคกลางได้รับความเดือดร้อน ขนาดเวิลด์แบงก์ (World Bank) บอกว่า เป็นมหาอุทกภัยที่เสียหายมากที่สุดเป็นอันดับ ๕ ของโลก ไม่ใช่ธรรมดา ท่านประธานครับ ผมถึงกราบเรียนว่าเวิลด์แบงก์บอกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้บอกว่า ๑.๔๒ ล้านล้านบาท ไม่ใช่ธรรมดา ท่านประธานครับ ผมจึงกราบเรียนด้วยความเคารพว่าอุทกภัยครั้งนี้ หลายท่านบอกว่าไม่ยิ่งใหญ่ไม่มากมายอะไร จะอย่างไรก็แล้วแต่สำหรับพวกกระผมแล้วเห็นว่า พี่น้องผมก็รอความหวังจากพระราชกำหนดจากการกู้ยืมเงิน ยังไม่กู้ครับวันนี้เพราะศาลบอกว่า เพิ่งผ่านเท่านั้นเอง ยังต้องไปผ่านในชั้นวุฒิสภาอยู่ เขาก็รอความหวังว่าเมื่อไรจะเสร็จสักที ส.ส. อันนี้ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่ามันเป็นความหวังของพี่น้องประชาชน หลายท่าน ในซีกที่ไม่เห็นด้วยบอกว่าการขอกู้เงินเขานี้เป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียว มันไม่ใช่ครับ คณะรัฐมนตรีมีมติชัดเจนเมื่อวันที่ ๒๙ ที่ผ่านมาให้กรอบมา ๗ กรอบว่าการกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมีกรอบชัดเจนครับ มีกรอบชัดเจนมากกว่าการกู้เงินหรือคล้าย ๆ กับ พระราชกำหนดกู้เงินไทยเข้มแข็งไม่ต่างกันครับ วันนี้เขียนไว้ค่อนข้างชัดเจนในมาตรา ๓ บอกว่า ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาท หรือเงินตราต่างประเทศในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้นำไปใช้จ่าย ในการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ โดยให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบ การใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้ต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนดำเนินการต่อไป ชัดเจน ท่านประธานครับ รัฐบาลนี้ทำชัดเจนไม่ได้งุบงิบอย่างที่หลายท่านว่า บางท่านว่างุบงิบ ไม่ใช่ครับ ๗ กรอบที่ว่าผมไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียด เพียงแต่บอกว่าเพื่อให้เป็นการดำเนินการกู้เงิน ของรัฐบาลที่วางระบบการจัดการบริหารและสร้างอนาคตประเทศจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยก่อนดำเนินการ ก็ชัดเจนครับ แผนทั้ง ๖ แผนเป็นการดำเนินการ ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชัดเจนครับทั้งแผนฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าเอาไป ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ชัดเจนเห็นไหมครับ แผนฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพ จากการก่อสร้างที่น้ำหลากเอาไป ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท ชัดเจนครับ ท่านประธานครับ นี่ผม สรุปคร่าว ๆ แผนพัฒนาและระบบข้อมูลระบบพยากรณ์ซึ่งเราถกเถียงว่าเอาอยู่ ไม่เอาอยู่ ที่ผ่านมามันเป็นเรื่องที่ต้องคาดการณ์ทั้งนั้นไม่ใช่เรื่องพูดเล่น เอาไป ๓,๐๐๐ ล้านบาท ชัดเจน นี่เตรียมไว้หมดแล้ว เตรียมการหมดแล้ว แผนพื้นที่รับน้ำนองก็รับน้ำนองหมายความว่า น้ำมามาก ๆ ที่จะทำแก้มลิง หลายท่านไม่ทราบแก้มลิง ท่านเคยเห็นลิงมันกินอาหารไหม ไปตุงอยู่ ๒ แก้ม นั่นคือเก็บ แล้วชัดเจนครับในเรื่องแบบนี้ชัดเจนครับ ไม่ใช่เรื่องต้องบอกว่า เอาไป ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ไม่ชัดหรือครับ พ.ร.ก. เงินกู้ไทยเข้มแข็ง เหมือนกันครับ ไม่แตกต่างกัน ส่วนลุ่มน้ำ ๑๗ ลุ่มน้ำทั่วถึงครับ ๑๗ ลุ่มน้ำเอาไปอีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท บ้านผมจังหวัดสกลนครก็เป็นความหวังต้องรออยู่ น้ำหนองหารวันนี้เหลืออยู่ ๗๖,๐๐๐ ไร่ ท่วมทุกปี วันนี้เห็นท่านรัฐมนตรีท่านบอกว่าเอาล่ะให้ปีนี้ ผมดีใจพี่น้องบ้านผม จังหวัดสกลนครก็รอความหวัง

อันสุดท้ายคือแผนที่ ๗ เป็นยุทธศาสตร์ฟื้นฟูสร้างอนาคต เอาไป ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั่วไปครับ ทั่วถึง ไม่เฉพาะเจาะจงที่ใดที่หนึ่ง

อันสุดท้ายที่ผมไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือพระราชกำหนดปรับปรุงบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ไม่ใช่กู้เงินอันนี้ เป็นการปรับปรุง ท่านประธานครับ ก็เป็นความกล้าหาญ ของรัฐบาลซึ่งนำโดยท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปรับปรุงหนี้ ยอม เรารู้อยู่ว่าอย่างไรก็ถูกติติง ก็หนี้เป็นมาแล้ว ๑๕ ปี กระทรวงการคลังใช้แต่ดอกเบี้ย ปีละ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้เงินต้นอยู่แค่ ๓ ปี ปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ แล้วก็หายไป แล้วไม่ใช่ ซ่อนหนี้ แต่โอนไป ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณมาบริหารจัดการเรื่องไอเอ็มเอฟ สมัยนั้น ก็ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถือว่าเป็นความกล้าหาญของรัฐบาลนี้ปรับปรุงยอมให้ถูกคนต่อว่าบ้าง แต่อันนี้คือความกล้าหาญ ความชาญฉลาดในการบริหารหนี้ ไม่ใช่กู้เงิน หลายท่านหลายคน เข้าใจว่าเป็นการกู้เงิน ไม่ใช่ครับ เป็นการปรับปรุงชำระหนี้ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไป ดูแลทั้งต้นทั้งดอก ซึ่งเราส่งมาปีละ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาททุกปี กราบขอบคุณมากด้วยเวลา อันสั้นครับ ขอบคุณมากครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านชุมพล จุลใส ครับ

นายชุมพล จุลใส ชุมพร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ต้องขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสผมในการอภิปรายพระราชกำหนดของรัฐบาล ๒ ฉบับ คือพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ปี ๒๕๕๕ และพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคต ของประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ ในส่วนของพวกผมในฐานะที่เป็นพรรคฝ่ายค้านนั้น ไม่ใช่พวกผมไม่เห็นด้วยกับพี่น้องประชาชนที่เขาเดือดร้อนจากเรื่องน้ำท่วม แต่พวกผมนั้น ตั้งข้อสังเกตในการที่รัฐบาลนี้ออกพระราชกำหนดมา ถึงแม้นว่าศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ไม่ขัดต่อระเบียบ แต่ในส่วนความเห็นของผมแล้วผมยังมีความเห็นชัดเจนว่ามันไม่ใช่ เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลจะกระทำในขณะนี้ ท่านประธานครับ พ.ร.ก. เงินกู้ที่ผ่านไปแล้ว ๒ ฉบับนั้นก็ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วนี่อีก ๒ ฉบับรวมกู้แล้ว ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธาน ไม่ใช่เป็นจำนวนเงินที่น้อย ๆ สมัยก่อนพวกท่านเป็นฝ่ายค้าน ท่านก็บอกว่า รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ดีแต่กู้ แต่มาวันนี้ผมตั้งข้อสังเกตและสงสัยว่ารัฐบาลชุดนี้นั้นไม่ใช่ ดีแต่กู้อย่างเดียวครับ แต่ว่าโคตรกู้เลยครับท่านประธานครับ เพราะอะไรครับ เพราะงบประมาณมาก ๆ อย่างนี้ ท่านมีแผ่นกระดาษอยู่แผ่นครึ่งให้พวกผมได้พิจารณา ไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน ท่านประธานจำได้ไหมครับตอนที่ท่านประธานเป็นฝ่ายค้าน ท่านเคยอภิปรายรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ครั้งหนึ่งเหมือนกันว่าไม่มีแผนงาน ไม่มีโครงการที่ชัดเจน อันนี้อย่าลืมกันง่าย ๆ นะครับ ท่านประธานครับ เราเลยตั้งข้อสังเกต ตั้งข้อสงสัยว่ารัฐบาลมุบมิบทำหรือไม่ ปกปิด ซ่อนเร้น สับขาหลอกหรือไม่ครับ ท่านประธานครับ ในส่วนการกำหนดแผนงานคร่าว ๆ ในพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หลัก ๆ ข้อที่ ๑ ฟื้นฟูต้นน้ำ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ฟื้นฟูต้นน้ำนี่ครับท่านประธาน ฟื้นฟูอย่างไรครับ ผมเห็นคร่าว ๆ ครับ ปลูกป่า อนุรักษ์ป่า แต่ไม่ได้บอกชัดเจนว่าทำตรงไหน ที่ใด อย่างไร

ข้อที่ ๒ สำคัญครับท่านประธาน ทำทางน้ำหลากหรือทำให้น้ำผ่าน อันนี้ใช้งบถึง ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ละครับท่านประธานที่จะต้องใช้พื้นที่มากมาย

ในข้อที่ ๓ ช่วยทำพื้นที่แก้มลิงใน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ พัฒนาลุ่มน้ำอีก ๑๗ ลุ่มน้ำ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ นี่คือข้อสงสัยของพรรคฝ่ายค้านว่าการที่ ท่านนายกรัฐมนตรีไปที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์นั้นไปคุยกับนักธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องแผนพัฒนา การบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลซึ่งใช้เงินถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือไม่ อันนี้คือข้อสงสัย ของพรรคฝ่ายค้านครับท่านประธาน พรรคฝ่ายค้าน ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิที่จะตั้งข้อสงสัยถึงความไม่โปร่งใสของรัฐบาลได้ อันนี้ผมในฐานะที่เป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชนเราไว้วางใจไม่ได้ครับ เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าแผนการบริหาร จัดการน้ำนั้นมันเกี่ยวข้องหลายฝ่าย เกี่ยวข้องทุกส่วน อันนี้เป็นเรื่องสำคัญครับท่านประธาน

แล้วก็ในข้อสุดท้ายของ พ.ร.ก. ว่ามีแผนการดำเนินตามยุทธศาสตร์ เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตของประเทศ วงเงินถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน นี่ทำอะไรครับ ทำตรงไหนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นกังวลใจว่ารัฐบาลมุบมิบ ทำกันหรือเปล่า รัฐบาลสับขาหลอกกันหรือเปล่า อันนี้ไม่แน่ใจ ไม่แน่ใจอย่างไรครับ เพราะว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ไม่มีแผน ไม่มีรายละเอียด ไม่มีอะไรที่จับต้องได้เลย แล้วไม่ทราบเลยครับ ท่านประธานครับ มหาอุทกภัยน้ำท่วมที่ผ่านมาพวกผมเองได้มีโอกาส มาเปิดครัวชาวใต้ร่วมใจสู้ภัยน้ำท่วมที่กรุงเทพฯ ณ วันนี้เงินเยียวยา ๕,๐๐๐ บาท ยังไม่ได้รับกันเลย และท่านประธานครับ จำได้ไหมครับวันนั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส. จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นเรื่องน้ำท่วมที่รัฐบาล เปิดให้เพื่อนสมาชิกได้แสดงความคิดเห็น ท่านสุเทพบอกว่าการบริหารจัดการเงินเยียวยา ๕,๐๐๐ บาทนั้นไม่พอครับท่านประธาน มันต้องอย่างต่ำต้อง ๒๐,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ชดเชยค่าเสียหายตามความเป็นจริง ผมมั่นใจว่าวันนี้พี่น้องคนไทยทั้งประเทศที่ดู การถ่ายทอดสดอยู่เขาอยากรับรู้รับทราบต่างหากว่า พ.ร.ก. ที่รัฐบาลกู้เงินมา วันนี้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่เขาจะได้อะไรบ้าง เขาอยากรู้ว่าที่เขาทำเรื่องไป ๒๐,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาท ความเสียหายของบ้านแต่ละหลังทั้งชีวิตนะครับท่านประธาน คนที่หาเช้ากินค่ำ ที่นอน ตู้เย็น หม้อหุงข้าวเสียหายมากมาย ท่านประธานครับ ในส่วนของจังหวัดภาคใต้บ้านผม ก็มีน้ำท่วมเหมือนกัน ไม่ใช่มีเฉพาะทางภาคกลาง ภาคอีสานครับ ผมจะรู้ได้อย่างไรครับว่า จังหวัดชุมพรบ้านผมซึ่งน้ำท่วมทุกปีได้อยู่ในแผนการฟื้นฟูของรัฐบาลนี้ด้วยครับ ท่านประธานครับ ผมเป็นกังวลใจมากครับว่าการกู้เงินครั้งนี้นั้นคนไทยทุกคนมีหนี้เพิ่มขึ้น รัฐบาลคุยนักคุยหนาว่าจะอยู่ ๔ ปี ๘ ปี ๑๒ ปี จะใช้หนี้ก้อนนี้หมดหรือไม่ครับ ผมไม่รู้ว่า ท่านกู้มาทำเพื่อใคร แต่ที่แน่ ๆ ไม่ได้ทำเพื่อคนไทยทั้งประเทศแน่นอนครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ครับ

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร มหาสารคาม 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมจะได้ขออนุญาตท่านประธานได้ใช้อุปกรณ์ประกอบการอภิปราย แล้วก็ ใช้เอกสารประกอบการอภิปราย ซึ่งได้ทำเรื่องขออนุญาตท่านประธาน และท่านประธาน ได้อนุญาตแล้ว ท่านประธานครับ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ จำนวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็สนับสนุน เพราะว่า ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ทำความเสียหายให้กับประเทศชาติ แล้วก็ทำความเสียหายให้กับประชาชน ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งผมคิดว่าอุทกภัย ครั้งร้ายแรงคงจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เพราะว่าขณะนี้รัฐบาลเองก็ได้ให้ความสำคัญ แล้วก็เร่งที่จะดำเนินการป้องกัน ท่านประธานครับ งบประมาณจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผมก็มีความเป็นห่วงครับ ท่านประธานครับว่า การใช้จ่ายงบประมาณจะต้องมีการใช้จ่ายอย่างโปร่งใส แล้วก็เกิดประโยชน์ แล้วก็ ไม่ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านประธานครับ ที่ผมเป็นห่วงเพราะว่าผมเองจะขอ ยกกรณีการใช้จ่ายเงินที่ไม่ได้มีรายละเอียด ท่านประธานครับ มันมีเงินอยู่อันหนึ่งครับ เขาเรียกกันว่า ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งมันมีการนำมาใช้ในการเกิดปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ ผมยกตัวอย่างครับว่าเมื่อปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ มีการใช้เงินภัยพิบัติ ไปทั้งหมด ๑๗,๘๓๔ ล้านบาท ซึ่งถือว่าเยอะมากครับ ท่านประธานครับ แล้วตรงนี้มันมี ความไม่โปร่งใส แล้วก็ส่อไปในทางทุจริต ท่านประธานครับ ผมต้องเรียนว่าเรื่องระเบียบ เงินทดรองราชการมีมานานแล้ว มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ในสมัยที่ท่านสุชาติ เชาว์วิศิษฐ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ต่อมาได้มีการมาแก้ระเบียบเงินทดรองราชการ เมื่อปี ๒๕๕๒ ที่ไปแก้นั้นแล้วไปก่อให้เกิดความไม่โปร่งใส ก็คือในข้อ ๖ บอกว่า ให้อำนาจ ในการโอนเงินทดรองราชการดังกล่าวให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำเงินไปใช้จ่ายได้ตามภารกิจในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ของส่วนราชการโดยไม่ต้องให้จังหวัดขอรับการสนับสนุนก่อน คือผมสรุปง่าย ๆ ครับ ท่านประธานครับ ก็คือการโอนอำนาจในการใช้เงินทดรองราชการครั้งละ ๕๐ ล้านบาทนี้ ไปให้ใครครับ ไปให้ ปภ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมีอำนาจ โดยที่ว่าคนที่ไป ลงนามประกาศแก้ไขเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ปี ๒๕๕๒ ก็คือท่านกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ท่านประธานครับ พอมีการแก้ระเบียบแล้ว กรณีนี้มันก็มีการดำเนินการในการที่ประกาศภัยพิบัติในจังหวัดต่าง ๆ อย่างมากมาย โดยขั้นตอนการดำเนินการเป็นอย่างไร ผมจะเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ คือว่าทาง ปภ. ของแต่ละจังหวัดก็จะแจ้งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดว่าขณะนี้ได้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ เกิดขึ้น แล้วก็ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็ประกาศภัยพิบัติ และหลังจากที่ใช้เงินทดรองราชการ ๕๐ ล้านบาทแรกเสร็จ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็จะทำเรื่องมาถึงท่านอธิบดี ปภ. เพื่อขอต่ออีก ๕๐ ล้านบาทไปที่กระทรวงการคลังครับ แล้วเงินตรงนี้มันพิเศษครับ ท่านประธานครับ คือมันต่อได้โดยไม่มีการจำกัด ครั้งละ ๕๐ ล้านบาท อีก ๕๐ ล้านบาท เป็น ๑๐๐ ล้านบาท เป็น ๑๕๐ ล้านบาท เป็น ๒๐๐ ล้านบาท ต่อไปได้เรื่อย ๆ ท่านประธานครับ ปรากฏว่ามันมีภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเมื่อในช่วงสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ก็คือ มีภัยพิบัติอันหนึ่งที่ยอดนิยมเลยครับ ก็คือภัยพิบัติโรคระบาดด้านพืช ปี ๒๕๕๒ เกิดภัยพิบัติ ๑๗๒ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ เกิดภัยพิบัติดังกล่าว ๑,๑๙๒ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๕๙๓ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๔ เพิ่มขึ้นเป็น ๓,๓๒๒ ล้านบาท เพิ่มขึ้นอีก ๑๗๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ผมเองก็สงสัยครับว่าประเทศไทยได้เกิดภัยพิบัติด้านพืชมีการซื้อสารเคมีไปเมื่องบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ไปเป็นเงิน ๓,๓๐๐ กว่าล้านบาท แต่ปรากฏว่าประชาชนกลับไม่เคยทราบเรื่องนี้เลย ผมเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่เคยทราบเรื่องนี้เลย ผมยกตัวอย่างครับ ว่ากรณีนี้ มันเป็นความไม่โปร่งใสในการใช้เงิน ผมยกตัวอย่างจังหวัดมหาสารคามบ้านผมนี่ครับ ท่านประธาน ที่ผมเป็น ส.ส. อยู่ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ปี ๒๕๕๓ จนกระทั่ง ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ปี ๒๕๕๔ จังหวัดมหาสารคามมีการใช้เงินภัยต่าง ๆ ไปทั้งหมด ๖๑๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ จังหวัดมหาสารคาม ในระยะเวลา ๑ ปี มีงบพัฒนาจังหวัด หรือเรียกว่า เงินผู้ว่าซีอีโอ (CEO) ปีละ ๑๕๐ ล้านบาท แต่มีการใช้เงินทดรองราชการไปถึง ๖๑๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ปีงบประมาณ ๒๕๕๔ มีการใช้งบประมาณในเรื่องของ ภัยพิบัติด้านศัตรูพืชระบาดไปถึง ๓๓๐ ล้านบาทของจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งในความเป็นจริง ถ้าจังหวัดมหาสารคามที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรอยู่นี่ ใช้งบประมาณไปถึง ๓๓๐ ล้านบาท ต้องเตือนประชาชนแล้วว่าคุณอย่าไปกินน้ำนะ คุณอย่าไปกินพืช กินผักที่ปลูก ในจังหวัดมหาสารคามนะ เพราะว่าใช้สารเคมีไปเยอะขนาดนั้นผมว่าเป็นต้องมะเร็งตายกัน ทั้งจังหวัดแน่ ขณะเดียวกันทั้งประเทศใช้สารเคมีไป ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ท่านประธาน เชื่อไหมครับ ไม่มีใครรู้เลยครับว่าประเทศไทยได้เกิดภัยพิบัติขนาดนั้น แล้วอะไรครับ ในระเบียบกระทรวงการคลังเขาบอกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจอนุมัติ ให้ขยายวงเงินราชการแล้วต้องแจ้งท่านนายกรัฐมนตรีทราบด้วย ผมก็เลยต้องเรียนถามท่านประธานว่า ตอนสมัยท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีเคยแจ้งประชาชนให้ทราบไหมว่าประเทศไทย เกิดภัยพิบัติมากมายขนาดนั้น ปรากฏว่าเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ มันมีเรื่อง คนจังหวัดมหาสารคามเขามาบอกผมว่า ท่านผู้แทนราษฎรไปดูหน่อย จังหวัดมหาสารคาม หลังจากที่เขาประกาศภัยพิบัติด้านพืช ภัยพิบัติต่าง ๆ ใช้เงินไป ๖๐๐ กว่าล้านบาท แล้วเขาบอกว่า อยู่ ๆ ก็มีนักการเมืองใหญ่ที่จังหวัดมหาสารคามมีตำแหน่งใหญ่ในรัฐบาลที่ผ่านมาด้วยครับ มีเงินไปสร้างบ้านครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานได้ใช้เอกสารครับ มีเงินไปสร้างบ้าน ท่านประธานทราบไหมครับว่าบ้านที่ไปสร้างมีมูลค่าเท่าไร บ้านหลังใหญ่โตมากครับ อยากให้สื่อมวลชนเข้ามาใกล้ ๆ หน่อยครับ ประชาชน และท่านประธานจะได้เห็นชัด ๆ หน่อยครับ บ้านหลังนี้ราคา ๕๐ ล้านบาท ขณะนี้ กำลังก่อสร้างอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม อยู่ที่อำเภอพยัคฆภูมิพิสัยด้วย อยากจะให้ ท่านประธานได้แจ้งทาง ป.ป.ช. ให้ไปตรวจสอบหน่อยว่าทำไมอยู่ ๆ มีคนมีเงิน ๕๐ ล้านบาท ไปสร้างบ้าน ขออีกนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ นี่รูปบ้านครับท่านประธาน ขอทางกล้องโทรทัศน์ ช่วยซูม (Zoom) ใกล้ ๆ หน่อยครับ ท่านประธานดูสิครับ บ้านหลังใหญ่โตขนาดไหนครับ กำลังสร้างอยู่เลยนะครับขณะนี้ครับ รูปนี้ชาวบ้านเขาไปถ่ายมาให้ผม แล้วบอกให้ผมมาฟ้อง ท่านประธานหน่อย ท่านประธานครับ ผมขอสรุปครับ ว่าการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่เราจะ ออก พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเอาไปป้องกันน้ำท่วม ผมเองสนับสนุนในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่การใช้จ่ายงบประมาณจะต้องมีความโปร่งใส แล้วอย่าให้เกิด กรณีแบบนี้เหมือนกับรัฐบาลที่แล้วที่ผ่านมา ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไปเป็นท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล เดี๋ยวท่านสัมพันธ์นิดหนึ่ง ผมแจ้งลำดับก่อน ท่านสมาชิก จะได้เตรียมตัวถูก หลังจากท่านสัมพันธ์แล้วจะเป็นท่านอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ แล้วก็มาที่ ท่านมานิต นพอมรบดี แล้วมาที่ท่านชมภู จันทาทอง แล้วมาที่ท่านบุญยิ่ง นิติกาญจนา ตามลำดับ ๕ ท่าน เชิญท่านสัมพันธ์ครับ

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สุโขทัย 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เป็นการพิจารณาในเรื่องของการที่รัฐบาลได้ส่ง พระราชกำหนดที่ให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ มาให้ต่อสภาในการพิจารณา หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นได้วินิจฉัยว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในช่วงนี้ก็เป็นหน้าที่ของทางสภาของเราในการที่จะได้พิจารณาแล้วก็ท้วงติง ติติงต่าง ๆ จากการที่มีการอภิปรายเมื่อวานนี้ ๑๐ ชั่วโมงของสภาของเราก็จะเห็นได้ว่า ส.ส. ในซีกฝ่ายค้าน ก็ได้พยายามท้วงติงในเรื่องของพระราชกำหนดที่ส่งมาให้กับสภาได้พิจารณาเพียง กระดาษใบครึ่งเอง หรือประมาณที่ ๓๖-๓๗ บรรทัดในการพิจารณาในกรอบเงินกู้ทั้งหมด ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเองนั้นก็อยากจะตั้งข้อสังเกตต่อทางรัฐบาลให้ทราบว่าในระยะเวลา ที่น้ำท่วมตั้งแต่ปีที่แล้ว ปลาย ๆ ปีมาจนถึงปัจจุบันเพียงไม่กี่เดือนรัฐบาลก็ได้กู้เงินที่จะมา ในการเยียวยาหรือฟื้นฟูเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วม ในระยะนี้ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ถือว่า มากพอสมควรครับ แต่ว่าในกรอบของการพิจารณาผมยังไม่มีความมั่นใจว่ารัฐบาลนั้น จะแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า ในข้อแรก

ในข้อที่ ๒ ผมเองก็ไม่มีความมั่นใจว่าในโครงการแต่ละโครงการนั้น จะมีความโปร่งใสเพียงใด เพราะว่าที่ผ่านมารัฐบาลเองก็ได้พยายามที่จะแก้ปัญหาในเรื่องของน้ำท่วม ซึ่งรุนแรงมากเมื่อปี ๒๕๕๔ ก็เกิดจากความผิดพลาดของรัฐบาลเองครับ ที่ได้ประเมิน สถานการณ์เรื่องน้ำผิดพลาดอย่างร้ายแรง ในการที่ไปห่วงในเรื่องของโครงการจำนำมากกว่า ที่น้ำจะบ่ามาท่วมในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางและ กทม. เพราะว่ารัฐบาลนั้นไปเป็นห่วง เรื่องโครงการจำนำ ทำให้ต้องกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เป็นจำนวนมาก ไม่ปล่อยน้ำมาเป็นระยะ ๆ ในตอนนั้น เพราะกลัวว่าประชาชนที่ติดอกติดใจในเรื่องของ เงินประกันรายได้ของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นจะดีกว่าจำนำ ก็เลย กลัวน้ำมันจะท่วมในภาคกลาง ไม่มีข้าวไปจำนำ ผมว่าหลักนี้ ซึ่งรัฐบาลก็ได้สร้าง ความผิดพลาดมาอย่างร้ายแรง แล้วอีกอย่างหนึ่ง ความผิดพลาดในเรื่องของ ศปภ. ที่บริหาร จัดการน้ำที่ค่อนข้างไม่เป็นเอกภาพ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งซึ่งเป็นคำยอดฮิตกันมาตลอดว่า เอาอยู่ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแถลงข่าวแต่ละครั้งของทีมงานของ ศปภ. นั้นจะมีปัญหา ทุกครั้ง ทำให้เกิดความไม่มั่นใจกับพี่น้องประชาชนซึ่งน้ำไปจ่อว่าจะท่วมหรือไม่ท่วม แล้วผลสุดท้ายก็ไม่สามารถที่จะแก้ได้สักที่หนึ่ง สักแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อน้ำท่วมรัฐบาลก็บอกว่าเอาอยู่ แต่หลังน้ำลดตอนนี้ก็ต้องมากู้ถึง ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งหมดใน พ.ร.ก. ๔ ฉบับด้วยกัน จะเห็นว่าในการกู้ครั้งนี้เป็นระยะที่เร่งรีบ แล้วก็อ้างว่า เพื่อที่จะได้มาบูรณะหรือมาฟื้นฟูในเรื่องของน้ำท่วมในปี ๒๕๕๕ ต่อไป ผมเองนั้นมองว่า ในระยะที่จะมาฟื้นฟูในครั้งนี้มันเป็นระยะสั้น ๆ ผมว่ายังค่อนข้างลำบากที่จะทำให้ได้สำเร็จนะครับ ท่านประธาน ผมเรียนกับท่านประธานครับว่าที่ผ่านมาผมได้อภิปรายไปครั้งหนึ่งในตอนที่งบประมาณ ปัญหาของน้ำท่วมซึ่งเกิดมาจากแม่น้ำยมล้วน ๆ เลยแม่น้ำยม ในภาคเหนือมี ๔ สายหลัก ปิง วัง ยม น่าน แต่แม่น้ำยมนั้นเมื่อที่ผ่านมา ๗,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเยอะครับ เอาแม่น้ำปิงกับแม่น้ำน่านมารวมกันก็ยังไม่เท่ากับแม่น้ำยมแห่งเดียวเลย ฉะนั้นในครั้งนี้ ในการที่จะเอาเงินไปฟื้นฟูในการสร้างสิ่งต่าง ๆ ในการที่จะไม่ให้เกิดน้ำท่วมต่อไปนั้น ดูแผน ของทางรัฐบาลซึ่งส่งมาให้สภาพิจารณาใบกว่า ๆ นั้น ผมเองยังไม่เห็นว่าจะพัฒนาลุ่มน้ำยม อะไรบ้าง เมื่อวานนี้ผมต้องเอ่ยนาม ท่านหมอเหวงได้อภิปรายแล้วท่านได้เอาไอแพด (iPAD) มาเปิดแล้วบอกว่าดูในเว็บ (Web) ว่ารัฐบาลนั้น ได้มีโครงการต่าง ๆ เอามาอ่านให้ดู ผมอยากจะถามท่านกลับไปว่าท่านลองเปิดดูสิครับว่ารัฐบาลนั้นเขามีโครงการที่จะสร้าง เขื่อนแก่งเสือเต้นไหมที่จะกักเก็บน้ำ ผมอยากให้หมอเหวงมาเปิดแล้วประกาศในสภาแห่งนี้ ให้ฟังเลยครับว่ามีไหมครับสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น หรือถ้าไม่สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ทำอย่างไรจะสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ยมตอนล่าง อ่างเก็บน้ำแม่ยมตอนบนเพื่อที่จะกักเก็บน้ำ ชะลอน้ำในแม่น้ำยมได้หรือไม่ ผมเรียกร้องกับทางหมอเหวงซึ่งเอามาเปิดให้ดูเมื่อวาน แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำยมครับ เป็นแม่น้ำที่คดเคี้ยวและแคบมาก ผมอยากจะฝาก ไปถึงทางรัฐบาลครับ โดยเฉพาะ กยน. คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ำได้พิจารณาในการที่จะทำอย่างไร จะลอกแม่น้ำยมทั้งสายให้กว้างขึ้น และให้มีทางที่ตรงขึ้นและมีสายน้ำบายพาส (Bypass) ออกซ้ายออกขวาได้ แล้วโดยเฉพาะ อย่างยิ่งแก้มลิงนั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าหากว่าการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้นไม่สามารถ ที่จะสร้างได้ เพราะเป็นความขัดแย้งกันระหว่างประชาชนกับกลุ่มต่าง ๆ ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญ แม่น้ำยมจะกักเก็บน้ำ จะต้องมีอ่างเก็บน้ำไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ก็ฝากถึง ทางรัฐบาลให้ช่วยดูแผนงานโครงการแหล่งน้ำต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไปเป็นท่านอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ เชิญครับ

นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ มุกดาหาร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนพระราชกำหนดปรับปรุง การบริหารเงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงิน ปี ๒๕๕๕ เนื่องจาก พ.ร.ก. นี้ได้มีปัญหามาตั้งแต่ระบบเศรษฐกิจ เมื่อปี ๒๕๔๐ และอีก พ.ร.ก. หนึ่งก็คือ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่าหลายรัฐบาลที่ผ่านมาในอดีตก็ได้ออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อมาแก้ปัญหาประเทศ เช่นเดียวกัน แต่ละเหตุผล แต่ละรัฐบาลนั้นก็มีปัญหาแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ของเวลานั้น ๆ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เองที่ผ่านมาก็ได้ออก พ.ร.ก. เงินกู้เพื่อมาแก้ปัญหาประเทศ เช่นเดียวกัน เรียกว่าโครงการไทยเข้มแข็ง ฉะนั้นผมเชื่อว่าเหตุผลของรัฐบาล นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ในการออก พ.ร.ก. เพื่อมาแก้ปัญหาอุทกภัยที่เกิดครั้งใหญ่ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดความเสียหายแก่พี่น้องประชาชนและประเทศอย่างต่อเนื่องต่อระบบเศรษฐกิจ และสังคมอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะออก พ.ร.ก. เพื่อนำเงินนั้นมาแก้ปัญหา ของประเทศ และผมเชื่อว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมาก็ให้เหตุผลในการออก พ.ร.ก. เพื่อมา แก้ปัญหาประเทศคล้าย ๆ กัน เพราะมีความจำเป็นเร่งด่วน และผมเชื่อว่าทุกรัฐบาลนั้น มีความตั้งใจที่จะพัฒนาแก้ปัญหาประเทศในขณะที่มาเป็นรัฐบาล แต่เนื่องจากว่าเหตุผล ของแต่ละรัฐบาลนั้นแตกต่างกัน เมื่ออยู่ในสถานะการเป็นรัฐบาลก็อาจจะอ้างเหตุผล แต่ในขณะเดียวกันฝ่ายค้านเองก็จะต้องตรวจสอบให้มีการถ่วงดุลในการแก้ปัญหา แต่ผม เชื่อว่าในระบบราชการของประเทศไทยนั้นมีระบบที่ทำให้พี่น้องประชาชนให้ความมั่นใจ ฝ่ายรัฐบาลเองก็ดำเนินการในการนำเงินกู้ไปพัฒนาประเทศนั้นก็อยู่ภายใต้การดำเนินการ ของข้าราชการ บางส่วนก็ได้ดำเนินการโดยให้ส่วนราชการไปดำเนินการ เช่นหน่วยทหาร บางส่วนก็จะดำเนินการในระบบจ้างผู้รับจ้าง ในระบบจ้างผู้รับจ้างนั้น ผมก็เชื่อว่า มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ เงินต่าง ๆ ที่ออกมาเป็น พ.ร.ก. นั้นก็จะลงไปถึง กระทรวง ทบวง กรม ดำเนินการตามวิธีระเบียบของราชการทุกหน่วยราชการ ไม่ว่าจะเป็น กรมชลประทาน กระทรวงคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นส่วนภูมิภาคผ่านไปผู้ว่าราชการจังหวัด ถึงนายอำเภอหรือว่าเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยราชการต่าง ๆ เหล่านั้น ก็จะนำเงินที่ได้ไปนั้นไปพัฒนาประเทศตามระเบียบอยู่แล้ว ฉะนั้นทางฝ่ายค้านเองจะมองว่า การออก พ.ร.ก. นี้บางคนบอกว่านำไปไม่เกิดประโยชน์ ไม่มีรายละเอียด ผมกราบเรียนว่ารายละเอียด ในการที่จะนำมาเสนอให้ออก พ.ร.ก. นั้น ผมเชื่อว่าหน่วยราชการทุกหน่วยก็ทำเรื่องขอผ่านมา แต่ว่ายังไม่สำเร็จแล้วออกมาเป็น พ.ร.บ. ของปีหน้าได้ ถ้าทำอย่างนั้นเขาก็เรียกว่า พระราชบัญญัติงบประมาณซึ่งทำให้ล่าช้า ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่การออก พ.ร.ก. เงินกู้ เพื่อจะมาพัฒนาประเทศโดยเร่งด่วน ผมได้นั่งฟังสมาชิกได้อภิปรายมาเมื่อวานนี้ทั้งวัน แต่ก็ไม่มีใครที่หยิบยกเรื่องมติของศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบเลย ผมได้อ่านชุดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด ๔๖ หน้า ละเอียดเมื่อวาน แต่ผมก็จะ ขออ่านในตอนท้ายของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ท่านสมาชิกทั้งหลายได้รับทราบว่า ความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเขียนไว้ละเอียดมาก เรื่องว่านำเงินไปทำอะไร แล้วก็นำเงินไป โดยถูกกฎหมายหรือไม่ ผมขออนุญาตอ่านอย่างนี้นะครับท่าน ศาลได้พิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด ประกอบกันแล้วเห็นว่า การตราพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าวไม่ถึงกับเป็นการฝ่าฝืน บทบัญญัติรัฐธรรมนูญตามที่ผู้เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานแห่งสภาทั้งสอง แต่ความจำเป็น ดังกล่าวเกิดขึ้นอันมีสาเหตุเนื่องจากวิกฤติอุทกภัยอย่างใหญ่หลวงและมีความจำเป็นรีบด่วน ที่จะต้องใช้มาตรการป้องกันและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งมาตรการดังกล่าว มีความเกี่ยวเนื่องกันในการป้องกันและแก้ปัญหาดังกล่าว ประกอบกับในชั้นนี้ยังไม่มีมูลกรณี ชี้ให้เห็นว่าคณะรัฐมนตรีได้ตราพระราชกำหนดขึ้นมาโดยไม่สุจริตหรือใช้ดุลยพินิจ บิดเบือนหลักการของรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติ ๗ ต่อ ๒ เห็นว่าการตราพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นไปเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ของประเทศ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ลงชื่อ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านจะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นได้วินิจฉัย แล้วก็อ้างถึง ความจำเป็นทุกอย่างแล้ว กระผมจึงมีความเห็นว่า พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับ ที่จะผ่านสภาในวันนี้ มีประโยชน์กับพี่น้องประชาชนและต่อประเทศชาติ ผมจึงให้การสนับสนุนทั้ง ๒ พ.ร.ก. ครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านรัฐมนตรีมานิตเชิญครับ

นายมานิต นพอมรบดี ราชบุรี 🔗

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม มานิต นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ผมขออภิปรายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหาร จัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งการกู้เงินต้องมีมูลค่ารวมไม่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และระยะเวลาทำการไม่เกินวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ตรงนี้ละครับ คือความกังวลของผม เม็ดเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีเวลาทำการภายในเวลาปีเศษ ๆ ความน่ากังวลนะครับท่านประธาน เนื่องจากอะไรครับ รูปแบบการออกแบบหรือกระทั่ง การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เป็นโครงการใหญ่ทั้งสิ้น เวลามันน้อยเกินไปครับ ท่านประธาน สิ่งดังกล่าวก็คือความรอบคอบในการออกแบบ ศึกษาข้อมูลพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งผม ขอเข้าในเนื้องานของยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตของประเทศ

โดยเฉพาะเรื่องแรกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ท่านประธานที่เคารพครับ ปีที่แล้วมหาอุทกภัยมันมาเต็มพื้นที่จริง ๆ บางอำเภอจมมิดหมด แนวฟลัดเวย์ ผมคิดว่า มันไม่มีฟลัดเวย์ไหนรับได้หรอกครับ เพราะมันมากมายมหาศาล ระบบ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะใช้มันต้องบูรณาการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ แต่ความกังวลของผม โดยเฉพาะ เรื่องแรกนะครับท่านประธานที่เคารพ ต้นน้ำครับ มีนโยบายที่จะต้องสร้างพื้นที่ซับน้ำก็คือ การปลูกป่า แต่เรามามองย้อนอดีตที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการปลูกป่า ท่านประธานอยู่ในสภามานาน ความสำเร็จในการปลูกป่าเป็นอย่างไรท่านประธานทราบดี แต่ในเวลาปีเศษ ๆ เราจะต้องปลูกป่ามหาศาล การเพาะกล้าเหมือนเด็กแรกเกิดครับ ท่านประธานไปอยู่ในกลางพื้นที่อย่างนั้นให้เทวดาเลี้ยงดู ผมว่าไม่สำเร็จหรอกครับ ท่านประธาน บางเรื่องต้องใช้เวลาก็ต้องยอมครับท่านประธาน แต่บางเรื่องการก่อสร้าง ที่สามารถใช้เครื่องจักรกลเร่งรัดได้อันนั้นเราไม่ว่ากันทำเลยครับท่านประธาน แต่ปลูกป่า ท่านไม่มียาเร่งที่ไหนสามารถที่จะทำให้ลำต้นมันมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ นิ้ว ๓ นิ้ว ภายในเวลา ๓ เดือนละครับ ๕ เดือน หรือ ๑ ปี นี่คือความกังวลท่านประธาน เพราะฉะนั้น ผมอยากให้ท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงการคลังว่าอย่าเอาเวลามาบังคับนักในบางกรณี โดยเฉพาะเรื่องการปลูกป่า ผมยังมีแนวความคิดครับ ท่านประธานที่เคารพ เงินที่เราจัดสรร ในส่วนนี้เราสามารถจะบูรณาการกับหน่วยงานกระทรวงอื่น ๆ มากมายครับ ผมขอ ยกตัวอย่างสักนิดหนึ่งอย่างกระทรวงพลังงานตอนนี้โรงผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานความร้อนร่วม หรือแก๊สธรรมชาติที่จังหวัดราชบุรี ท่านประธานที่เคารพ ปีหนึ่งเราซื้อแก๊สจากพม่า ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท มาผลิตกระแสไฟฟ้าที่จังหวัดราชบุรี มีเงินกองทุนที่อุดหนุน รอบโรงไฟฟ้า พื้นที่ในจังหวัดที่ตั้งโรงไฟฟ้ามากมายครับท่านประธานที่เคารพ คณะกิจการ ที่ดูแลควบคุมพลังงานทั้งประเทศน่าจะพิจารณาว่าโรงงานผลิตไฟฟ้าที่ใช้ฟอสซิล (Fossil) ทั้งหลาย กระทั่งแม่เมาะครับ ท่านประธานที่เคารพ ท่านผลิตกี่เมกะวัตต์ท่านต้องปลูกป่า คืนให้กับจังหวัดนั้น ๆ ในปริมาณปีละเท่าไร ผมยกตัวอย่างครับ โรงไฟฟ้าราชบุรี พื้นที่เทือกเขาตะนาวศรีตอนนี้หัวโล้นเต็มไปหมดท่านประธานที่เคารพ เรกกูเลเตอร์ที่ดูแลเรื่องนี้ ท่านบอกสิครับ ปีหนึ่งซื้อแก๊สธรรมชาติ ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ตัดเงินมาเท่าไรครับ ท่านประธาน ไปทำเลยครับ ปีนี้ทำกี่ตารางกิโลเมตร ในปีลำดับถัดไปดูเท่าไร ลดภาระ การดูแลของภาครัฐ หน่วยงานภาครัฐไม่มีกำลังคนที่จะมาดูแลได้หรอกครับ แต่ถ้าให้เอกชนเขาต้องทำซีเอสอาร์ (CSR) เขามีคนครับ รับนักศึกษาจบวิทยาลัยเกษตร ไม่มีคนเรียนหรอกครับท่านประธาน จ้างแรงงานเหล่านี้สิครับไปดู ไปรักษาระบบนิเวศวิทยาทั้งหลาย มีป่า ฝายแม้วทำไปเลยครับท่านประธาน คืนธรรมชาติตามสภาพภูมิประเทศ อย่างนี้สิครับ ให้กระทรวงพลังงานรับเป็นเจ้าภาพไป เดี๋ยวนี้การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ท่านประธานที่เคารพ กระทรวงพลังงานอยู่ ๆ หยุดรับการส่งเสริม ให้ไปเลยครับ ท่านประธาน ให้ในราคาแอดเดอร์ (Adder) ๘ บาทนั่นละ แต่บอกว่าท่านผลิต ๑ เมกะวัตต์ ท่านมีฟาร์มหรือมีพื้นที่ตั้งแผงแสงอาทิตย์เท่าไร ท่านบอกว่า ๑ ปี ท่านต้องสร้างป่า คืนให้เท่าไร บริษัทเหล่านี้ทำละครับ เพราะอะไรครับ ท่านประธานที่เคารพ เขาสามารถที่จะ ไปคืนในเรื่องของคาร์บอนเครดิต (Carbon credit) ได้อีก เป็นเงินโบนัสเขา ได้ซีเอสอาร์ สร้างชื่อว่าไม่ทำลายธรรมชาติ จังหวัดราชบุรีปีหนึ่งหลายร้อยล้านบาทครับ ท่านประธาน ที่เคารพ บอกเขาสิครับไปปลูกป่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นจบเลยท่านประธาน โรงไฟฟ้า มีบุคลากรครับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เอาฟอสซิลมามหาศาล เสียพื้นที่ไปมากมายครับ ท่านประธานที่เคารพ ไปปลูกป่าในจังหวัดลำปาง รับผิดชอบไปเลย เอาเด็กนักศึกษาวิทยาลัยเกษตรไม่มีคนเรียนอยู่แล้วตอนนี้ ไปดูเถอะครับ ทุกปีอัตราการเรียน ลดลงตลอด เอาเขาเหล่านั้นไปดูเลยครับ จบป่าไม้ไม่มีงาน เอาไปดูเลยครับ คืนธรรมชาติ ปลูกป่าแบบมีพืชต้นไม้ทุกชนิด ท่านปลูกเสร็จนกกามาอยู่หมดครับ ท่านประธานที่เคารพ ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อีก จังหวัดแฮปปี้ (Happy) ครับ ได้เงินด้วย อบต. เขาพร้อมสนับสนุน ท่านประธานที่เคารพ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากท่าน เช่นกันครับ เหมืองแร่ต่าง ๆ ท่านประธานที่เคารพ ขุดแล้วทิ้งขว้าง รกร้างไปหมด ใครขอใหม่ ใช้พื้นที่เท่าไร แต่ละปี ปลูกป่าคืนให้เป็นระยะ ๆ มีคณะกรรมการให้ท้องที่เป็นกรรมการ ปลูกจริงหรือปลูกปลอม ให้โล่เกียรติยศเลยครับ ท่านประธานที่เคารพ ผู้ประกอบการทำทุกคนละครับถ้าท่านบอกเขา เพราะเขาได้กำไรไปทำ นี่คือสิ่งที่ฝากด้วยความห่วงใยว่าการปลูกป่าอย่าใช้เวลามาเป็นตัวบังคับ ไม่สามารถที่จะปลูกได้ภายในปีเศษ ๆ ให้ลำต้นยืนต้นสู้กับภัยพิบัติ ภัยแล้งต่าง ๆ ได้ ท่านประธาน

เรื่องที่ ๒ นี่ต้นน้ำนะท่านประธาน กลางน้ำเหมือนกันครับ ปิง วัง ยม น่าน เมื่อครู่ท่านสัมพันธ์ได้พูดถึงจังหวัดสุโขทัย จังหวัดแพร่ ผมเกิดจังหวัดแพร่ครับ ท่านประธานที่เคารพ แม่น้ำยมไม่มีระบบเก็บกักทั้งหลาย หน้าฝนตูมเดียวหายหมด ตอนนี้ เดินข้ามแม่น้ำยมได้ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ผมนุ่งขาสั้นครับ ท่านประธานที่เคารพ ทำไม ไม่ทำล่ะครับ ขั้นบันไดต่าง ๆ ทำไปเลยครับ ฝายทด แม่น้ำยมไม่มีหุบเขาที่กั้นได้ มีกั้นได้ ก็แก่งเสือเต้น ถูกโจมตีมาตลอด หาที่ใหม่สิครับท่านประธาน ทำฝายทดน้ำเป็นขั้นบันไดไป จะแพงนิดหนึ่งไม่เป็นไร สามารถที่จะทดเป็นระยะ ๆ ได้ ตั้งแต่จังหวัดแพร่ไปจนถึง จังหวัดสุโขทัยครับท่านประธาน ทำขั้นบันได ๑๐ ตัว ๒๐ ตัว ทำไปเลย ช่วยได้มากครับ พอพูดถึงเรื่องการพัฒนาปลายน้ำ ท่านประธานที่เคารพ นี่มาพื้นที่ภาคกลางแล้ว ผมยกตัวอย่างเห็นชัด ๆ ง่าย ๆ สักหนึ่งลุ่มน้ำ แม่น้ำท่าจีนท่านประธาน มันคดเคี้ยว เป็นกระเพาะหมู ตัดตรงตูมเดียวน้ำออกเร็วครับ ท่านประธาน พูดมานาน ทำไม่ได้ ติดเอ็นจีโอ (NGO) ตอนนี้วิกฤติปีที่แล้วที่ผ่านมา เอ็นจีโอหายหมดแล้วท่านประธาน เอาเลยครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านทำไปเลย ตัดตรงเลยครับ ภาคตะวันตก ของกรุงเทพมหานครจะไม่ถูกจมมิดบาดาล ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะอะไรครับ ท่านประธานที่เคารพ ตอนช่วงเกิดวิกฤติน้ำท่วมมีนักวิชาการมากมาย ผมจบวิศวะครับ ท่านประธาน อยู่ในวงการที่มีความรู้ด้านนี้พอสมควร มีการพูดถึงการตัดถนน ลดระดับ เพื่อตัดถนนให้น้ำหลาก ผมมีเพื่อนฝูงเป็นผู้บริหารอยู่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ เขาบอกว่า ทำไมเขาบอกแล้วเจ้าหน้าที่จังหวัดไม่ตัดถนนเพื่อให้น้ำผ่าน ผมบอกว่ามันต้องดูเหตุผล ถ้า ๒ ฝั่งถนนมันท่วมเท่ากัน มันตัดก็ไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าเป็นพื้นที่จังหวัดน่านทางเหนือ หรืออำเภอสวนผึ้งของจังหวัดราชบุรีพื้นที่ลาดชันน้ำมาวันเดียวหาย มาเยอะ ๆ ขุดไปเลยครับ ตูมเดียวหายหมดเลย แต่พื้นที่ภาคกลางขุดไปไม่มีประโยชน์ นั่นคือสิ่งที่ ต้องชื่นชมกรมทางหลวง ท่านไม่บ้าจี้ตามนักวิชาการ นี่คือสิ่งหนึ่งที่ผมฝากบอกว่า ความรอบคอบครับท่านประธานที่เคารพ ผมยังขอฝากอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน การที่ สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศ เมื่อวานนี้ผมได้ยินได้ชมท่านนายกรัฐมนตรี ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ถึงความมั่นใจกับนักลงทุน ลดภาษีการนำเข้าเครื่องจักร ที่ใช้ในการผลิต ท่านประธานที่เคารพ ด้วยความห่วงใยครับ ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหาร ของบริษัทประกันภัยต่างประเทศ ขออนุญาตเอ่ยนาม มิตซุย สุมิโตโม ถูกจ่ายชดเชยคราวนี้ไป ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาบอกเขาโชคดีเพราะเขาเป็นสาขาในประเทศไทย ถ้ารับเอง ไม่มีอะไรจ่ายแล้วครับ ขายตัวก็ไม่มีแล้ว สิ่งที่น่ากังวลคืออะไรครับ เขาร้องขอว่าการที่ จะต้องตรวจเครื่องจักรทั้งหมดต้องเป็นผู้มีความชำนาญมาประเมินราคา ขณะนี้มีวีซ่า (Visa) ๙๐ วัน ท่านประธานที่เคารพ เขาบอกว่าคนเหล่านี้เขาต้องใช้เวลามาประเมินมูลค่า เครื่องจักร ผมบอกทำเรื่องมา เดี๋ยวผมจะเสนอฝ่ายรัฐบาลให้ขยายวีซ่า ให้เขาเหล่านั้น สามารถมาทำงานได้อย่างเต็มที่เลย แต่ความกังวลอีกเรื่องหนึ่งท่านประธานที่เคารพ เครื่องจักรเหล่านั้นเป็นเครื่องมือทันสมัย เขามีระบบปกปิดความลับ เขาจะต้อง ทำลายเครื่องจักรนั้นเนื่องจากผ่านระบบไม่เสียภาษีนำเข้า คือบีโอไอ (BOI) การทำลายเครื่องจักร เมื่อมีเครื่องจักรใหม่มานั้นเครื่องจักรเก่าที่ถูกน้ำท่วมจะต้องถูกทำลายทิ้ง โดยมีกรรมการ คือบีโอไอมานั่งดูว่าทำลายจริง ไม่ได้เอาแอบไปที่ไหนต่อ แต่สิ่งที่น่ากังวลท่านประธาน ที่เคารพ เครื่องจักรเหล่านี้วันนั้นผมเชิญในฐานะอยู่คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการดูแลเยียวยาผู้ประสบภัย ผมถามว่า แล้วเครื่องจักรเหล่านั้นถ้ามีวัตถุมีพิษที่อยู่ในความดูแลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในความดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เชิญเขามาเป็นกรรมการร่วมหรือเปล่า เครื่องจักร มากมายมหาศาล ไม่รู้มูลค่า ต้องใช้คำว่ากี่พันตันที่จะต้องถูกทำลาย วัตถุมีพิษเหล่านี้ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมไปตรวจสอบเลย ขณะนี้บริษัทประกันต้องมี การจ่ายค่าสินไหมบางส่วนเพื่อให้บริษัทเหล่านั้นสั่งเครื่องจักรใหม่เข้ามา เมื่อเครื่องจักรใหม่เข้ามา เครื่องจักรเก่าผมฝากผู้บริหารครับ โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรมต้องมีเจ้าหน้าที่ไปดูว่า ตอนทำลายเอาของมีพิษทั้งหลายออกก่อนหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นไปสร้างผลกระทบ สิ่งแวดล้อม นั่นเป็นปัญหาใหญ่นะครับท่านประธานที่เคารพ เครื่องจักรทั้งหมดไม่มี ผมว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มีหรอกครับ ต้องมีส่วนของสารพิษโรงงาน ความห่วงใยเหล่านี้ละครับ ท่านประธาน การทำงานของรัฐบาลแน่นอนครับภารกิจใหญ่หลวง แต่ความรอบคอบสิ่งหนึ่ง ที่ผมอยากจะฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ที่มีความรู้ทุกสาขาวิชาการ ผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ มา สิ่งที่อยากจะฝากท่านครับ ถ้าเป็นพระราชบัญญัติเราสามารถจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญไปถกถึงปัญหาว่าอะไร ที่เป็นปัญหา ช่วยกันมองครับ บางครั้งผมเห็นใจครับผู้บริหารกระทรวงถูกน้องน้ำโจมตี จนไม่มีเวลาไปดูอย่างอื่น ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ปัญหานี้ถ้านำหยิบยกมาสู่สภา เรามี ส.ส. ทุกพรรคการเมืองมาช่วยบริหารงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไปท่านชมภู จันทาทอง

นางชมภู จันทาทอง หนองคาย 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย วันนี้ ดิฉันก็รู้สึกปลาบปลื้มและดีใจที่ได้เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ซึ่งพี่น้องประชาชนนั้น มอบความไว้วางใจให้ดิฉันได้มาเป็นตัวแทนของพี่น้องจังหวัดหนองคาย ได้มีโอกาส แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับที่ทางรัฐบาลนั้นได้เสนอเข้ามาในสภาแห่งนี้ เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านนั้นได้ร่วมกันพิจารณา ท่านประธานคะ พี่น้องประชาชนได้รับฟังการอภิปราย การแสดงความคิดเห็นพระราชกำหนด ๒ ฉบับ ไม่ว่าฝ่ายค้านและไม่ว่าฝ่ายรัฐบาล ๑ วันแล้วค่ะท่านประธาน วันนี้เป็นวันที่ ๒ ที่ทางผู้แทนราษฎรนั้นร่วมกันแสดงความคิดเห็น ต่างความคิด ต่างวาระกันค่ะ ท่านประธานคะ รัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการแก้ปัญหาอุทกภัยที่ผ่านมา ปีนี้น้ำมาก อุทกภัยนั้นทำให้ประเทศไทยไม่ว่าภาคเหนือ ภาคอีสาน แล้วก็รวมกันมาถึงภาคกลาง และทางกรุงเทพมหานครนั้นน้ำท่วมอย่างมหาศาล ทำให้พี่น้องประชาชนนั้นได้รับ ความกระทบเสียหายอย่างมากมาย และไม่คาดคิดของรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี น้ำท่วมคอย ๑๓ จังหวัดแล้วค่ะ ท่านประธานคะ ปีนี้ก็ถือว่าเป็นความกล้าหาญของทางรัฐบาล โดยการนำของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นนายกรัฐมนตรีผู้หญิง ท่านก็กล้าตัดสินใจในการที่จะเสนอ พระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้ เพื่อจะไปประกอบกับ ๒ ฉบับที่ผ่านมาแล้วนะคะ ถ้า ๒ ฉบับนี้ ไม่ผ่านกระบวนการของทางสภา ไม่ว่าสภาผู้แทนราษฎรหรือว่าวุฒิสภา ก็ไม่สามารถที่จะ ทำอะไรได้เลยในการแก้ปัญหาภัยพิบัติที่ผ่านมานี้นะคะ ปีนี้ก็ไม่มีใครจะคาดคิดได้ว่า จะมีน้ำมากหรือเปล่า ก็เลยทำให้รัฐบาลจำเป็นจะต้องเสนอพระราชกำหนดการแก้ไขปัญหานี้แก่สภา เพื่อจะให้แก้ปัญหาแล้วก็สร้างความมั่นใจให้แก่ต่างชาติที่จะมาลงทุนในประเทศไทย และรวมไปถึงการท่องเที่ยวของประเทศไทย ถ้าเราไม่มีอะไรที่จะรองรับตัวนี้ก็จะทำให้ ชาวต่างชาติไม่กล้าลงทุนในประเทศไทยเราค่ะ ท่านประธานคะ การท่องเที่ยวก็เหมือนกัน ไม่มีใครอยากมาท่องเที่ยวประเทศไทยเรา รัฐบาลจึงมีความจำเป็นในการที่จัดหาแหล่งเงิน มาดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยประกาศเป็นพระราชกำหนด แต่ว่าฝ่ายค้านก็ได้นำ พระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความ ศาลรัฐธรรมนูญก็ตีความ เรียบร้อยแล้วค่ะว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ทำให้การที่ไปตีความนี้เกิดความล่าช้า ในการที่จะแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าปัญหาเรื่องการเยียวยาของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าปัญหาในการที่จะแก้ไขปัญหาที่จะเกิดภัยพิบัติในปีนี้ที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะว่า อีกกี่เดือนล่ะคะท่านประธาน แค่ ๒-๓ เดือน เดือนนี้เดือนมีนาคม เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม น้ำก็จะมาอีกแล้วค่ะ ก็ทำให้ช้าในการที่จะแก้ไขปัญหา เพราะว่าเราเพิ่งเสนอต่อสภาก็จะไปผ่านวุฒิสภาอีกนะคะ กว่าจะประกาศใช้เงินได้ก็จะช้า ในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะอ่านบางข้อความ ที่ทางรัฐบาลที่มีความจำเป็นที่จะเสนอพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ รัฐบาลจึงจำเป็นจะต้องลดภาระงบประมาณเพื่อชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่ได้กู้มา เพื่อช่วยเหลือดำเนินงานของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่จะ เกิดจากการแก้ไขปัญหาวิกฤติของสถาบันการเงินตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ค่ะท่านประธาน โดยการปรับปรุงและจัดการระบบชำระหนี้เพื่อกู้ดังกล่าวเสียใหม่ที่จะลดภาระ ต่องบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล ท่านประธานคะ ผลกระทบตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ สมัยนั้น ดิฉันอยากจะขออนุญาตกล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลค่ะ ท่านประธานคะ ได้ทำให้ ระบบการเงินนั้นเสีย กระทบ ทำให้บริษัทต่าง ๆ บริษัทประกันภัย บริษัทไฟแนนซ์ บริษัทเล็ก บริษัทน้อยใหญ่ เกิดการเจ๊งค่ะท่านประธาน เพราะว่าเกิดปัญหาหนี้ เป็นหนี้จนถึงปัจจุบัน ทางรัฐบาลนั้นโดยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะต้องแก้ไขเรื่องนี้ ถ้าไม่แก้ไข ยืมเงินต่อก็ไม่ได้อีกค่ะ ท่านประธานคะ ทำไมดิฉันถึงยกเข้ามา มีเพื่อนดิฉันค่ะ ได้ลงทุนในการกู้เงินมาซื้อ แล้วก็ทำแท็กซี่มิเตอร์ค่ะท่านประธาน ซื้อเป็นหนี้ แล้วก็ไม่สามารถที่จะจ่ายหนี้ได้ เพราะว่ารัฐบาลสมัยนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ นั้น ได้รวมเงินไปไว้ เป็นแหล่งใหญ่ และทางรัฐบาลก็ไปขายให้แก่ต่างชาติ เพราะว่าในประเทศเหล่านั้น บริษัทเล็ก บริษัทน้อย บริษัทใหญ่ ไม่สามารถที่จะใช้หนี้ได้ แต่รัฐบาลก็ไปขายหนี้ให้ต่างประเทศ เป็นหนี้แค่ ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่หนี้เกิดเพิ่มขึ้นทั้งดอก ๑.๑๔ ล้านล้านบาทค่ะ ท่านประธานคะ ก็อยากฝากท่านประธานว่าระบบที่ใหญ่ที่สุดที่จะแก้ปัญหาเป็นระบบนั้น จำเป็นจะต้องใช้เม็ดเงินเข้ามาดำเนินการ จะต้องเร่งแข่งขันเวลา ซึ่งฝ่ายค้านรู้ดีค่ะ ท่านประธานว่ารัฐบาลและทางฝ่ายค้านทั้งเอกชนทุกท่านในภาคส่วนต่าง ๆ จะต้องร่วมมือกัน ในการที่จะแสดงพลังในการที่จะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองของเราที่เกิดวิกฤติอยู่ คือวิกฤติของน้ำ ท่านประธานคะ เพราะทางฝ่ายค้านนั้นก็ทราบดีก็มีแต่ค้าน ๆ ค่ะท่านประธาน ท่านประธาน จำได้ไหมคะดิฉันเคยอภิปรายเรื่องงบประมาณ เรื่องพระราชกำหนดของรัฐบาลที่แล้ว จนเด็กนักเรียนที่บ้านดิฉันเอาไปร้องเพลง อย่างที่ดิฉันเคยพูดล่ะค่ะว่าท่านอภิสิทธิ์สู้ ๆ อภิสิทธิ์สู้ตาย อภิสิทธิ์ไว้ลาย แล้วอภิสิทธิ์มีแต่กู้ ๆ ค่ะ ก็ฝากไว้ด้วยว่าทางฝ่ายค้านนั้น ก็อย่าว่าแต่ทางฝ่ายรัฐบาลสมัยนี้ว่ามีแต่กู้กับกู้ ทางเรานี้ชาวบ้านประชาชนนั้น พร้อมใจให้กู้ค่ะ ท่านประธานคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องจังหวัดหนองคาย ดิฉันไปเยี่ยมพื้นที่เขาจะบอกเลยว่า พระราชกำหนดที่ทางฝ่ายค้านเอาไปตีความเสร็จหรือยัง จะกู้หนี้ยืมสินได้หรือยัง จะมาเยียวยาพี่น้องประชาชนได้แล้วหรือยัง ก็ขอฝากทางท่านประธานผ่านไปทาง ฝ่ายค้านด้วยนะคะ ก็ต้องร่วมมือกันค่ะไม่ว่าฝ่ายค้าน รัฐบาลนั้นจะต้องร่วมมือกัน ไม่ว่าเอกชน พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ดิฉันในฐานะเป็น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลก็ต้อง สนับสนุนพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับที่จะกู้เงินมาช่วยเยียวยาแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชนด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไปท่านยุพราชอยู่ไหมครับ พอท่านยุพราชแล้ว เดี๋ยวผมขอแจ้งนิดหนึ่งท่านจะได้เตรียมตัวได้ หลังจากท่านยุพราช จะเป็นท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก แล้วก็มาท่านบุญยิ่ง นิติกาญจนา แล้วมาท่านประสาท ตันประเสริฐ เชิญท่านครับ

นายยุพราช บัวอินทร์ เพชรบูรณ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ยุพราช บัวอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เป็นวันสำคัญที่พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบ บริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้เข้ามาสู่การพิจารณา ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนชาวไทย ๖๐ กว่าล้านคน ทั่วประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ โดยส่วนตัวแล้วขอกราบเรียนว่าผมมิได้มี ความต้องการที่จะขัดขวาง ต่อต้านหรือคัดค้านการนำเงินมาช่วยเหลือเยียวยา ตลอดจน การวางแผนป้องกันในระยะยาวของรัฐบาล หากแต่วันนี้กระผมต้องมาแสดงจุดยืน เพื่อตรวจสอบ เฝ้าระวัง และป้องปรามการทุจริตคอร์รัปชันให้พี่น้องประชาชนชาวไทย ท่านประธานครับ การอภิปรายทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ผ่านมามีการแสดงทัศนคติ แนวคิดที่หลากหลาย ซึ่งเป้าประสงค์รวมแล้วก็เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด จากพระราชกำหนดการกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวกระผมก็ต้องออกมาเรียกร้อง ให้รัฐบาลท่านได้ชี้แจงรายละเอียดในโครงการระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว หรือรายละเอียดแผนการป้องกันการแก้ไขต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งต้องยอมรับว่า รัฐบาลเองก็ไม่มีรายละเอียดต่อสภาผู้แทนราษฎรนอกจากกระดาษเพียง ๒ แผ่น ท่านประธานครับ การอภิปรายเมื่อคืนที่ผ่านมา กระผมขอชื่นชมท่านนายแพทย์เหวง โตจิราการ ขออนุญาตที่เอ่ยนามแต่มิได้เสียหายอะไร ที่ท่านได้พยายามชี้แจงรายละเอียด ต่อท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับรายละเอียดในการบริหารจัดการในพื้นที่ลุ่มน้ำต่าง ๆ คณะรัฐมนตรีน่าจะเอาเป็นแบบอย่าง พวกเราจะได้เดินหน้าต่อไปได้ ท่านประธานครับ ผมขอเรียนว่ารัฐบาลจะต้องเดินหน้าต่อไปในการเยียวยาแก้ไขและวางแผนป้องกันในระยะยาว ภายใต้เงื่อนไขเดียวที่ว่ารัฐบาลจะต้องนำเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่มาจากภาษี ของพี่น้องประชาชนในอนาคต ต้องนำมาใช้อย่างโปร่งใส ต้องนำมาใช้อย่างโปร่งใส และต้องนำมาใช้อย่างโปร่งใสครับท่านประธาน การแสดงความโปร่งใสของรัฐบาลนั้น จะทำอย่างไร ท่านประธานครับ ผมขอนำเสนอดังนี้ ต่อกรณีการช่วยเหลือเยียวยา ผู้ประสบกับมหาอุทกภัยเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ ต้องยอมรับกันตรง ๆ ครับว่ากลิ่นไม่ดี ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยของพี่น้องประชาชนหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของ ของบริจาค ข้าวสาร อาหารแห้ง กระดาษทิชชู (Tissue) มีข่าวออกมาสู่สังคมเสมอครับว่า จากถุงยังชีพก็เป็นถุงยังชั่วไปแล้วครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สมมุติว่ารัฐบาลสามารถ ตรวจสอบความจริง นำผู้ที่กระทำความผิดมาลงโทษได้ นำพวกที่โกงกินถุงยังชีพ ตลอดจน ไปถึงการโกงกินส้วมกระดาษก็มี ก็จะเป็นการพิสูจน์ความโปร่งใสของรัฐบาลในเบื้องต้น แล้วจากนั้นรัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้เลย รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าหากท่านนำเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมาบริหารจัดการแล้ว ปี ๒๕๕๕ หากมีปริมาณน้ำเท่าปี พ.ศ. ๒๕๕๔ น้ำจะไม่ท่วม ท่านมีวิธีการจัดการป้องกันอย่างไร สมมุติว่าปี ๒๕๖๐ มีปริมาณน้ำเท่ากับ ๒ เท่าของปี ๒๕๕๔ ท่านจะทำอย่างไร ปี ๒๕๗๐ ปริมาณน้ำเท่ากับ ๓ เท่าของปี ๒๕๕๔ ท่านมีแผนการในระยะยาวอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ที่สำคัญฟลัดเวย์ทางน้ำผ่าน เส้นตะวันตก เส้นตะวันออก ท่านจะทำอย่างไร น้ำไปทางไหน พื้นที่รับน้ำอยู่บริเวณใด เป็นพื้นที่หลวงหรือเป็นพื้นที่ของพี่น้องประชาชน จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน ให้ได้รับทราบได้เข้าใจอย่างจริงจัง อย่าให้มีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่าท่านเอาข้อมูล เส้นทางน้ำผ่านหรือจุดรับน้ำไปแจ้ง ไปบอกกับบุคคลบางกลุ่มเพื่อประโยชน์บางประการ ท่านประธานครับ การบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน แม่น้ำป่าสัก ท่านต้องแสดง รายละเอียดต่อสภาผู้แทนราษฎรว่าท่านมีแผนอย่างไร ต้องแสดงรายละเอียด รัฐต้องแสดง ให้เห็นถึงว่าการผลักดันโครงการที่เป็นการป้องกันน้ำท่วม ป้องกันดินโคลนถล่ม ประกอบกับ การได้ประโยชน์จากการทุเลาภัยแล้งท่านมีแผนการอย่างไร ท่านประธานครับ ขอยกตัวอย่างนิดเดียวครับ ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เช่น อ่างเก็บน้ำไคร้ ตำบลนาซำ อำเภอหล่มเก่า อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำก้อ อ่างเก็บน้ำภูโปรด อำเภอหล่มเก่า ๒ แห่งนี้ใช้งบประมาณไม่ถึง ๓๕๐ ล้านบาท คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ถึง ๐.๑ เปอร์เซ็นต์จาก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านมีแล้วหรือยัง ท่านเอาเข้าไปในแผนเร่งด่วนแล้วหรือยัง ท่านประธานที่เคารพครับ เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะต้องถูกใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อประเทศชาติ และประชาชน อย่าให้เกิดการเสียโอกาสทางการลงทุน วันนี้กระผมมิได้อภิปรายเพื่อคัดค้าน เพียงขอให้รัฐบาลได้ชี้แจงรายละเอียดของแผนการใช้เงินอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม ให้มีความชัดเจนมากกว่านี้ครับ ผมทำหน้าที่ในการตรวจสอบ เฝ้าระวัง เปรียบเสมือนหมา ที่เฝ้าระวังให้เจ้าของบ้านเห็นสิ่งผิดปกติก็เตือน เตือนไม่ฟังก็กัด เพราะเจ้าของบ้าน คือพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้ ดิฉันต้องการที่จะอภิปรายสนับสนุนพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนด ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ท่านประธานที่เคารพคะ ประชาชนหลาย ๆ ท่าน ได้มาส่งเสียงกับดิฉันว่าช่วยอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ เป็นภาษาชาวบ้านหน่อยว่า พระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนั้นมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร และเรามีความจำเป็นเร่งด่วน อย่างไร ประชาชนฟังแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก ดังนั้นก็คืออธิบายง่าย ๆ ให้ท่านประธาน ผ่านไปยังพี่น้องประชาชนก็คือว่าพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนั้นมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยนั้นเป็นหนี้สินล้นพ้นจนไม่สามารถกู้เงินใหม่เพื่อมาทำการสร้าง สาธารณูปโภคให้กับประเทศได้ ดังนั้นจึงจะต้องให้หนี้ที่รัฐบาลนั้นค้ำประกันเอาไว้ไปอยู่ที่ ต้นเรื่อง นั่นก็คือธนาคารแห่งประเทศไทย และเรื่องนี้ประชาชนรู้ดี เจ็บปวดอย่างยิ่งกับสิ่งที่ เกิดขึ้นในบ้านเมือง สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยจริง ๆ แล้วกำลังพัฒนาไปได้ด้วยดี แต่กลับมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วทำให้ประชาชนนั้นยากจน ไม่สามารถมีเงินมาหมุนเวียน ในการสร้างสาธารณูปโภคได้ เรื่องเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้ประชาชนหมดความเชื่อมั่น กับผู้ที่ได้ก่อเวรก่อกรรมไว้กับบ้านเมือง ประชาชนชาวโลกก็ไม่มีความเชื่อมั่นเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ก็คือการสร้างความเชื่อมั่น การที่เรามีเงินหมุนเวียน มีเงินกู้ มาสร้างสาธารณูปโภคทำให้ระบบการจัดการต่าง ๆ ในประเทศดีขึ้น พัฒนาที่ดิน พัฒนา แหล่งน้ำทำให้รับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงทีนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำให้สร้างความเชื่อมั่น ให้กับประเทศไทย ทั้งโลกทราบแล้ววันนี้แกนโลกเคลื่อนตัว ท่านอาจจะไม่ทราบว่าความรุนแรง ของภัยพิบัติธรรมชาตินั้นรุนแรงขนาดไหน ภัยพิบัติธรรมชาตินั้นรุนแรงมหาศาล ไม่แต่เพียงที่จะนิยามว่ามหาอุทกภัยเท่านั้น แต่แกนโลกปัจจุบันวันนี้เคลื่อนตัวไปแล้วจาก ๒๓.๕ องศา เป็น ๒๔.๕ องศา ทำให้สนามแม่เหล็กของทั้งโลกเปลี่ยน ทำให้โลกหมุนเร็วขึ้น ๑.๘ ไมโครวินาที สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร ก็จะเกิดภัยพิบัติ เกิดความไม่มีเสถียรภาพ ของธรรมชาติ พื้นที่ ๒.๒ ล้านตารางกิโลเมตรนั้นประกอบด้วยน้ำแข็ง ๑๙ ร้อยล้านตัน วันนี้กำลังละลายวันละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตัน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าน้ำก็จะมาในหลาย ๆ รูปแบบทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของชั้นดิน ทำให้เกิดฝน อุทกภัยมาในรูปแบบต่าง ๆ กรุงเทพฯ รับน้ำได้ไม่เกิน ๒,๕๐๐ ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที แต่ปีที่ผ่านมานั้นมีน้ำไหลผ่านถึง ๔,๗๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นสิ่งที่เป็นผลกระทบจากภัยธรรมชาติจริง ๆ เพราะฉะนั้นความเร่งด่วนที่เกิดขึ้นนั้น พวกเราเห็นแล้วจากการไปเยี่ยมเยือนพี่น้องประชาชนเราได้เห็นแล้วว่าน้ำที่อยู่บนทุ่งนั้น มีปริมาณเท่ากับ ๑ เขื่อนภูมิพล และน้ำที่อยู่ในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนศรีนครินทร์นั้นก็เต็ม และชาวบ้านก็น้ำท่วมอย่างมหาศาล ดังนั้น ความจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ ในการที่จะต้องมาบริหารจัดการน้ำในปีนี้ ซึ่งองค์การนาซา (NASA) นั้นได้ทำนายไว้แล้วว่าปีที่แล้วพายุจะมาที่ประเทศไทย ๕ ลูก ปีนี้ ๗ ลูก ซึ่งเป็น ความโชคดีของประเทศไทยที่เราเข้ามามีรัฐบาลที่สามารถรับรู้ข้อมูลในระดับโลกได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ที่เป็นเรื่องจะต้องมานั่งกังวลวิตก แต่ว่าควรจะ วิตกมากกว่าว่าทำไมเรายังไม่รู้ว่าวิธีการบริหารจัดการน้ำทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมอีก เมืองอัมสเตอร์ดัมนั้นจริง ๆ จะต้องจมอยู่ใต้ทะเลมานานมากแล้ว แต่จริง ๆ แล้วต่างประเทศ เขาป้องกันระบบน้ำท่วมแล้วเขาก็ได้บริหารจัดการ เมืองอัมสเตอร์ดัมก็เป็นเมืองที่สวยงาม ในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่จะไม่ทราบว่าเงินปริมาณ ๓.๕ แสนล้านบาทนั้นเอาไปใช้ ในเรื่องอะไรบ้าง เป็นเรื่องที่น่าขันมากนะคะว่าเราจะไม่รู้เชียวหรือว่าเงินที่จะกู้ยืมมานั้น จะเอาไปทำในเรื่องอะไรบ้าง เป็นเรื่องที่ง่ายมาก เป็นเรื่องที่ทั้งโลกเขาก็รู้กันอยู่แล้วว่าเมืองไหน มีการบริหารจัดการน้ำ มีรูปแบบ มีโมเดลมาบนโลกนี้มากมาย อีกอย่างหนึ่งก็คือว่าดังนั้น เงินที่เราจะกู้มาได้เราจำเป็นต้องให้หนี้ไปพักไว้ก่อนโดยที่เจ้าของหนี้เป็นผู้บริหารจัดการ วันนี้มีคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่มีวินัยการคลังและโอนหนี้กลับไปให้ต้นเรื่อง แต่จริง ๆ แล้ว ต้องเลิกพูดเรื่องวินัยการคลังค่ะ เพราะว่าประเทศไทยนั้นเสียหน้ามากแล้วที่ให้ชาวต่างชาติ มาสอนวินัยการคลังโดยไอเอ็มเอฟว่า การที่คุณไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับเงิน ของประเทศไทยได้นั้นก็ทำให้เราเป็นหนี้เป็นสินมากมาย มีการขายทรัพย์สินทอดตลาดไป เป็นทรัพย์สินของชาติขาดทุนไปถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าผ่านมา ๑๓ ปี เราใช้หนี้ ได้เพียง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ถ้าเทียบกับทรัพย์สินที่ขายไปวันนั้น ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กับเราเอามาใช้หนี้ในวันนี้มันคนละเรื่องกัน รู้สึกเสียดายมากที่เอาทรัพย์สินประเทศชาติ ไปใช้หนี้ในราคาถูกแบบนั้น ประชาชนเจ็บปวดมากแล้วค่ะ ในการที่ปล่อยให้นักค้าเงิน ดูแลประเทศ แล้วก็เอาเงินนั้นไปต่อรองเสถียรภาพของประเทศสร้างความไม่มั่นคง ในประเทศ ขาดความเชื่อมั่นในการลงทุนมาเป็นระยะเวลายาวนานมาก รัฐบาลนี้เข้ามา บริหารจัดการทันใดนั้นเองหุ้นก็ขึ้น ความเชื่อมั่นก็มากขึ้น ค่าเงินไทยก็มีความเชื่อมั่นมากขึ้น แล้ววันนี้เงินไทยก็กำลังจะเอาไปสร้างสาธารณูปโภคเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทั้งโลกว่าขณะนี้คนไทยรู้แล้วว่าปัญหาอยู่ที่ไหน แล้วก็ ความเชื่อมั่นนั้นเองค่ะจะกลับมาชดใช้หนี้ให้กับผู้ที่สร้างหนี้ไว้ในประเทศไทยนั่นล่ะ ตรงนี้ ก็คือเป็นเพราะประชาชนส่วนใหญ่รับทราบแล้วว่าปัญหาคืออะไร ปัญหาก็คือ ความเชื่อมั่นนั่นเอง ดังนั้นเมื่อเราเชื่อมั่นในผู้บริหาร เราได้เลือกแล้ว ท่านเหล่านี้ก็จะนำพาประเทศ ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง สร้างสาธารณูปโภค ไปเผชิญกับวิกฤติที่คนที่เราไม่เชื่อมั่นไปสร้าง ความไม่เชื่อมั่นมานานมากแล้วในเรื่องการวางระบบของประเทศไทย ดังนั้นวันนี้ดิฉัน ขอสนับสนุนให้มีการผ่านพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ และ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบการบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตของประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยเร่งด่วน ขอบคุณค่ะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์ บัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธานครับ กระผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ คำตัดสิน ของศาลรัฐธรรมนูญนั้นให้รัฐบาลสามารถดำเนินการกับ พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับได้ แต่ผม ก็ค่อนข้างจะกังวลใจนิดหนึ่งที่มีเพื่อนสมาชิกสภาบางท่านออกมาขอบใจศาลรัฐธรรมนูญ ที่จริงคงไม่ใช่เป็นเรื่องของขอบใจไม่ขอบใจครับ จะยินดีกับการตัดสินใจก็สามารถจะยินดีได้ เพราะว่ามันทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเผื่อศาลรัฐธรรมนูญมิได้ตัดสินดังที่ได้ตัดสินไปแล้ว พวกที่จะไม่ขอบใจนั้นจะออกมาประท้วงแล้วก็เผาบ้านเผาเมืองหรือเปล่า อยากจะให้ เพื่อนสมาชิกทั้งหลายปฏิบัติเหมือนสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ครับ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีมติมาแล้วก็ประพฤติตามนั้นรับมติแล้วก็มาร่วมกันทำงานให้กับบ้านเมืองต่อไป ท่านประธานครับ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็เกี่ยวกับให้รัฐบาลดำเนินเกี่ยวกับ พ.ร.ก. ได้ดังกล่าว แต่ศาลรัฐธรรมนูญมิได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเนื้อหาของการที่จะป้องกันน้ำท่วม การจัดการบริหารน้ำต่าง ๆ ในอนาคต หน้าที่ที่เกี่ยวกับเนื้อหานั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะต้องจัดทำแผนแม่บทแล้วก็แผนย่อยต่าง ๆ แล้วมันก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะต้อง ติดตามดูแลเพื่อให้แผนนั้นเป็นจริงเป็นจังไม่มีการทุจริตมิชอบต่าง ๆ แล้วมันก็เป็นหน้าที่ ของภาคประชาชน ภาคชุมชน ภาคประชาสังคมที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วม ส่วนติดตาม แล้วก็ได้ประโยชน์แต่ผู้เดียว ไม่ใช่ไปตกกับกลุ่มผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ประเด็นปัญหา ก็คืออย่างนี้ครับท่านประธานที่ทำให้พวกกระผมหวาดหวั่นไปมาก เพราะโดยตลอดมา ทางรัฐบาลก็มุ่งแต่ตัวเลขงบประมาณเป็นแสน ๆ ล้านบาทก่อนที่จะมีการจัดทำแผนแม่บท และนอกจากนั้นแล้วทั้ง ๆ ที่รัฐบาลโดยเฉพาะใน ครม. นั้น ก็เต็มไปด้วยนายพล นายพัน นายร้อย ซึ่งก็มาจากหน่วยทหาร ตำรวจ ซึ่งคงจะทราบกันดีว่าฝ่ายทหาร ตำรวจนั้น จะทำอะไร จะต้องมีแผนเสียก่อน ตัวเลขมาทีหลัง แต่นี่มันค่อนข้างจะดูกลับหัวกลับหางว่า มีแต่งบประมาณเสียก่อน เอาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทั้งงบประจำ งบเงินกู้ ตั้งกองทุน พิเศษต่าง ๆ เหล่านี้มาก่อน มันก็ทำให้มีความหวาดหวั่นใจ ก็คิดว่าควรจะมีแผนแม่บท แล้วก็มีแผนย่อยเกี่ยวกับการจัดการบริหารน้ำ แผนเกี่ยวกับการจัดการเกี่ยวกับโครงสร้าง พื้นฐาน แผนเกี่ยวกับระบบเตือนภัย แผนเกี่ยวกับการอพยพผู้คนแล้วก็ฝึกอบรมผู้คนในการ ที่จะอพยพ และที่สำคัญจะต้องมีห้องปฏิบัติกลางระดับชาติที่ใช้ดาวเทียมให้เป็นประโยชน์ ในการที่จะตรวจสอบความเคลื่อนไหวของน้ำแล้วก็สถิติของน้ำฝนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น หากต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อจะให้ความมั่นใจต่อประชาชนว่าเงินที่จะได้รับมา เป็นแสน ๆ ล้านบาทนั้นจะนำไปสู่การใช้อย่างจริงจังเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ นอกจากนั้นแล้วข่าวคราวที่ทราบกันมานอกจากการประชุมที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ เกี่ยวกับ การจัดการที่ดินแล้ว เราก็ไม่ทราบว่ามีการประชุมฝ่ายเทคนิควิชาการ ฝ่ายวิศวกรต่าง ๆ หรือไม่ มีการประชุมกับผู้เชี่ยวชาญของธนาคารโลก ธนาคารเอเชีย หรือกับสหประชาชาติ หรือกับประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ เรื่องของประเทศญี่ปุ่นก็ดี ประเทศเยอรมัน หรือประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดีหรือไม่ มีการอ้างอิงถึงผลงานในอดีตจะเป็นของสำนักงาน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ของสถาบันเอไอที (AIT) หรือของธนาคารโลกหรือไม่ ทั้งหมด ทั้งปวงเหล่านี้มันไม่มีข่าวออกมาว่าได้มีการประชุมเทคนิควิชาการกับท่านผู้รู้ไทยและเทศ นอกจากนั้นแล้วก็ไม่มีข่าวออกมาเลยว่าได้มีการศึกษาวิเคราะห์ประสบการณ์ที่ผ่านมา ในน้ำท่วมครั้งใหญ่เหล่านี้ แล้วถ้าเผื่อเราสามารถที่จะนำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มาประมวล แล้วบอกให้กับประชาชนได้ก่อนที่จะมาขอเงินเป็นแสน ๆ ล้านบาทจากประชาชนนี้ มันก็จะเป็นสิ่งที่ดีให้ความมั่นใจได้ แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลก็ยังไม่ได้ ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินอย่างไรเพื่อให้ประกันเรื่องของความโปร่งใสต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วที่ผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะออก พ.ร.ก. ก็เพราะว่ารัฐบาลมุ่งที่จะ เอาเงินมาก่อน ทำแผนทีหลัง ซึ่งก็เสมือนกับว่ารัฐบาลเป็นเสือหิวครับ หิวโซ หิวเงิน แต่ว่า ไม่มีแผนงานที่จะให้เป็นเรื่องเป็นราว นอกจากนั้นแล้วเราจะมองกันแค่ตัวเองไม่ได้ ต่างประเทศก็มองเราอยู่ เช้านี้มันก็ได้มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่าวงการธุรกิจญี่ปุ่นเขาก็ยัง พูดมาเป็นเวลา ๔-๕ เดือนอีกแล้วว่าเราไม่มีแผนปฏิบัติการหรือที่เรียกว่าแมเนจเมนท์ แพลน (Management plan) เพราะฉะนั้นแล้วตราบใดที่เรายังไม่มีแผนแม่บทเกี่ยวกับการบริหาร จัดการทั้งหมด ประเด็นปัญหาของการลงทุนต่อไปของการจะโยกย้ายโรงงานออกไปจาก ประเทศไทย หรือโดยเฉพาะเรื่องของการประกันภัยก็จะเป็นประเด็นปัญหาของประเทศไทยอยู่ เราอาจจะหลอกกันเองได้ครับ แต่เราหลอกต่างประเทศไม่ได้ เพราะมีผู้รู้ มีผู้ที่มองเราอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือมันจะต้องมีแผนออกมาก่อน ใช้เงินนั้นมันชะลอได้ครับ เอาสติปัญญามาเสียก่อนอย่าหิวโซ

ส่วนประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน เมื่อวานรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศได้ท้าอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณกรณ์ ให้มาคิดเลขแข่งกัน ผมคิดว่าเรามาแข่งกันทำความดีเพื่อประเทศชาติด้วยความโปร่งใส ด้วยธรรมาภิบาล อันนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงข้อซักถาม

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี 🔗

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ รองนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้ผมชี้แจงในบางเรื่องบางประเด็น คำอภิปรายของท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านกษิต ภิรมย์ ที่บอกรัฐบาลชุดนี้เป็นเสือหิวหรือเสือโหยอะไรก็แล้วแต่ ผมขอปฏิเสธ โดยสิ้นเชิง ไม่เป็นทั้งเสือหิว ไม่เป็นทั้งเสือโหย ผมตั้งใจจะชี้แจงรายละเอียดตอนบ่าย แต่เมื่อท่านพูดมาว่ารัฐบาลไม่มีแผนหลัก ไม่มีแผนรอง และการนำเงินไปใช้ก็จะใช้ ตามอำเภอน้ำใจ ท่านไม่ได้ดูร่างพระราชกำหนดที่แท้จริง ผมไม่ได้เป็นคนร่างแผน แต่ผม นั่งประชุมในคณะรัฐมนตรี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้กำหนดมาสเตอร์ แพลน (Master plan) แอคชั่น แพลน (Action plan) แล้วกำหนดแผนงานตารางเวลาที่เรียกว่า ไทม์ เทเบิ้ล (Time table) ให้ ก.พ.ร. เป็นคนเขียนกรอบ รัฐมนตรีทุกคนต้องติดตามงาน งบที่ได้เอาไปทำอะไร ท่านตรวจสอบทุกสัปดาห์ คำอภิปรายของเพื่อนสมาชิกส่วนใหญ่ ก็เห็นด้วยว่าน้ำมันท่วมมันเป็นมหาอุทกภัย ไม่มีใครอยากให้ท่วม รัฐบาลชุดที่แล้วก็ไม่คิดว่า น้ำจะท่วม ท่านเป็นคนทำงบให้พวกผมใช้ท่านก็ไม่ได้ตั้งงบไว้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าน้ำจะท่วม ท่านประธานครับ ถ้าผมไม่ชี้แจงให้พูดฝ่ายเดียว ประชาชนที่ติดตามการอภิปรายก็จะคิดว่า รัฐบาลไม่มีแผนเลย อยู่ ๆ มาขอเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อบริหารจัดการน้ำที่ดี ทำไม รัฐบาลต้องปรับโครงสร้างหนี้ให้แบงก์ชาติต้องรับผิดชอบ ผมคงใช้เวลาไม่มาก เนื่องจาก มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินภาครัฐ และภาคเอกชนเป็นจำนวนมาก พี่น้องประชาชนคนที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถ ประกอบอาชีพตามปกติได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวรัฐบาลเข้ามาทำงานเพียงไม่กี่เดือนประเทศไทยมีความจำเป็น นี่ก็ข่าวมาอีกแล้วว่าอาจจะท่วมหนักกว่าปีที่แล้ว รัฐบาลก็มีความจำเป็นว่าจะต้องดำเนินการ วางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศเพื่อป้องกันแก้ไขภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคตได้อย่างบูรณาการ เป็นรัฐบาลแรกครับ ที่พบมหาอุทกภัย รัฐบาลได้วางมาตรการ ในระยะสั้นและระยะยาว รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้น ๒ ชุด ๒ คณะ ซึ่งประกอบไปด้วย นักปราชญ์ราชบัณฑิต ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ ด้านเศรษฐกิจ และ ด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่

๑. คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูสร้างอนาคตประเทศไทย ใช้ตัวย่อ กยอ.

๒. คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ กยน.

ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันไปมากมายว่ารัฐบาลไม่มีการเตรียมการเอาเงินไป รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ตั้งคณะกรรมการ ๒ ชุดใหญ่ ๆ แล้วมีอะไรต่อไปครับ ท่านประธานครับ ผมจะเรียนท่านประธานต่อว่าคณะกรรมการทั้ง ๒ คณะ ได้จัดทำแผน แม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤติอุทกภัย ในอนาคต มีการวางยุทธศาสตร์ การฟื้นฟูและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เรียกว่า แผนยุทธศาสตร์เพื่อฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ ซึ่งประกอบด้วยยุทธศาสตร์สำคัญ ๕ ประการ

ข้อที่ ๑ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทา ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ อันจะเป็นการสร้างความมั่นใจ มั่นคง เพิ่มรายได้ในการดำรงชีวิตของเกษตรกร สังคมเมือง และเศรษฐกิจของประเทศไทย แล้วที่อภิปรายกันว่ารัฐบาลไม่มีแผน ท่านเอาอะไรมาพูด

ข้อที่ ๒ เป็นการปรับโครงสร้างภาคการผลิตและบริการเพื่อป้องกันภาคการผลิต และบริการจากความเสี่ยงจากภัยพิบัติและสถานการณ์วิกฤติและยกระดับศักยภาพ ในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม

ข้อที่ ๓ พัฒนาเชิงพื้นที่เศรษฐกิจใหม่

ข้อที่ ๔ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการขนส่ง คมนาคม พลังงาน

ข้อที่ ๕ พัฒนาระบบประกันภัย

นี่ครับ รัฐบาลตั้งคณะกรรมการ ๒ ชุด ใน ๒ ชุด ก็ไปบูรณาการความคิด ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพูดถูกครับว่าพวกทหาร ตำรวจ ไม่มีความรู้ เรื่องการบริหารจัดการน้ำ ถูกต้องครับ เพราะชีวิตผมเป็นนายตำรวจกองปราบปรามก็จับโจร อย่างเดียว ไม่เก่ง แต่รัฐบาลเขาเอานักปราชญ์ราชบัณฑิตมาตั้งเป็น ๒ คณะ กยอ. กยน. เขาไปกำหนดแผนแม่บทอีกทั้งหมด ๕ ประเด็น ทีนี้ถามว่าถ้าไม่มีเงินแล้วจะทำได้ไหม ที่ท่านห่วงใยว่าจะใช้เงินอย่างไร ตรวจสอบไม่ได้ เดี๋ยวผมจะพูดตอนท้าย เมื่อคืน ตลอดเวลารัฐบาลมีกระดาษแผ่นครึ่ง รัฐบาลมีกระดาษ ๒ แผ่น แล้วก็มาขอเงิน เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลก็แยกเป็น

๑. การลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อวางระบบ การบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

๒. แผนปฏิบัติการลุ่มแม่น้ำอีก ๑๗ ลุ่มแม่น้ำที่เหลือของประเทศ ในวงเงิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนทำ มีแต่พูด ๑๗ ลุ่มน้ำมีปัญหา

รัฐบาลก็แยกเงิน โครงสร้างสาธารณูปโภคเอาไป ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แผนปฏิบัติการในลุ่มแม่น้ำ ๑๗ ลุ่มแม่น้ำ วงเงิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท และการลงทุน เพื่อการปรับโครงสร้างภาคการผลิตและบริการการพัฒนาเชิงพื้นที่เศรษฐกิจใหม่อีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วเป็น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็พูดกันไปเรื่อย รัฐบาลจะกู้ ๑.๘ ล้านล้านบาท เพราะเงิน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท เป็นการปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ใช่กู้ เป็นแต่เพียงว่ากระทรวงการคลังต้องรับภาระในการจ่ายดอกเบี้ยปีหนึ่ง ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ทำให้รัฐบาลมีภาระในการจัดงบประมาณ งบลงทุนน้อยลง เพราะมีปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะ ผมเรียนท่านประธานต่อไปว่าการวิพากษ์วิจารณ์พวกเรารับฟัง แต่ถ้าท่านวิพากษ์วิจารณ์ ไม่อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องชอบธรรม เราก็ต้องมีมาตรการที่ชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ผมจะเรียนท่านประธานว่าความเชื่อมโยงของพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ พระราชกำหนด ปรับปรุงหนี้กองทุนฟื้นฟู ๑.๑๔ ล้านล้านบาท เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดหนี้สาธารณะ ของประเทศ เพื่อตราพระราชกำหนดเงินกู้บริหารจัดการน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในเวลา ๓ ปี และพระราชบัญญัติกองทุนประกันภัยพิบัติ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สรุปรัฐบาลขอกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็บอกแบงก์ชาติให้ปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์ กู้เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ไปปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ท่านก็ไปพูดกันว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็กู้ ๑.๑๔ ล้านล้านบาทก็กู้ ซึ่งไม่เป็นความจริง พระราชกำหนดกองทุนประกันภัยพิบัติ และพระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาไปแล้ว ที่ท่านกระแนะกระแหนว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความไม่ถูกใจพวกผมจะทำอย่างไร ก็จะทำอย่างไรครับ ก็อาจแสดงความเห็นบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ พระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ รัฐบาลตราขึ้นเพราะเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินและมีความจำเป็น เร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีเหตุผลในภาพรวมดังนี้

๑. เป็นการนำเงินมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า

๒. อุทกภัยดังกล่าวเป็นมหาอุทกภัยที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน

ถ้ารัฐบาลท่านคาดคิดท่านก็ต้องตั้งงบรอเอาไว้ให้ผมใช้ ท่านก็ไม่คาดคิด ทางพวกผมก็ไม่คาดคิด อุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งที่แล้วไม่สามารถป้องกันได้ ถามว่ามีแผนไหมครับ มีเรียบร้อย เราเตรียมการเอาไว้ว่าเงินที่จะต้องนำมาใช้จะต้องตรวจสอบ โปร่งใส และต้องรายงานรัฐสภาก่อนกู้ ใช้แล้วมีหมดในพระราชกำหนด บังเอิญท่านอาจจะไม่ได้อ่าน ก็เลยมีความห่วงใย เดี๋ยวตอนท้ายในการชี้แจงผมจะสรุปแล้วท่านคงจะสบายใจ โครงการ ที่ผมกราบเรียนมาเมื่อสักครู่มันจำเป็นต้องรีบดำเนินการและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ปัญหาว่า ต้องปรับหนี้มาให้ธนาคารชาติรับผิดชอบ เพราะรัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินมาบริหาร โครงการ แต่ประสบปัญหายอดหนี้เงินกู้สาธารณะสูง ๔๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพดานเงินกู้ หนี้สาธารณะอยู่ที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี วันนี้มันขึ้นไปถึง ๔๒.๓ เปอร์เซ็นต์แล้ว ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ต้องเสีย ค่าดอกเบี้ย ถ้าปรับตรงนี้แบงก์ชาติก็ไปเก็บ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์จากธนาคารพาณิชย์ และต่อไป อนาคตแบงก์ชาติก็จะค่อย ๆ ใช้หนี้ รัฐบาลก็จะได้ประโยชน์จะสามารถกู้เงิน ในปีงบประมาณแต่ละปีได้มากขึ้นเพื่อมาลงทุน รัฐบาลมีความจำเป็นต้องโอนภาระหนี้รัฐบาล ที่รัฐบาลไม่ได้ก่อขึ้นโดยตรงให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบคือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงิน โดยรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ไม่ใช่ความผิดของใครครับ แต่เมื่อดำเนินการกันมาลักษณะนั้นรัฐบาลชุดนี้ก็คิดใหม่ ทำใหม่ ว่าถ้าปล่อยอย่างนั้น มันก็ไม่มีวันจบ มันต้องใช้ดอกเบี้ยและไม่มีวันใช้เงินต้นคืน รัฐบาลจึงมีวิธีคิด ส่วนรัฐบาลคิดแล้ว ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย เป็นสิทธิครับ คำตอบจะเกิดจากสังคม คำตอบจะเกิดจากการเลือกตั้งครั้งหน้าว่าการทำอย่างนี้ โอนหนี้ ให้แบงก์ชาติรับผิดชอบ แล้วแบงก์ชาติก็ไปเก็บ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ถ้าประชาชนเขาเห็นด้วย ๕๐-๖๐ ล้านบัญชีไม่เห็นด้วยเขาก็ไม่เลือกพวกผม แต่ถ้าเขาเห็นด้วยว่าเราสามารถกู้เงิน มาลงทุน เพราะงบประมาณแต่ละปีงบลงทุนน้อย เมื่อไม่มีการลงทุนมันไม่มีกำไร ค่าใช้จ่ายประจำ ก็จบแล้ว รัฐบาลชุดนี้คิดริเริ่มและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทันกับเหตุการณ์ พระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทย หาเงินมาชำระหนี้ได้ โดยให้มีอำนาจเรียกเงินนำส่งจากสถาบันการเงิน ไม่เกินร้อยละ ๑ ต่อปี จากยอดเงินฝาก แต่ว่าเขาเริ่มจาก ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ ผมอยากจะเรียงลำดับว่า สมาชิก จะได้มีความเข้าใจว่าหนี้สินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่สูงถึง ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังรับภาระดอกเบี้ยอยู่ ปัญหาเกิดจากอะไร เกิดจากหลังวิกฤติการเงินเมื่อปี ๒๕๔๐ รัฐบาลต่อมาได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาวิกฤตการณ์ ทางการเงิน โดยมีคุณยุวรัตน์ กมลเวชช ตรวจสอบ รายงานบอกมีการทุจริตเกี่ยวกับกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เรื่องยังอยู่ที่ ป.ป.ช. ส่วนผลคดีเป็นอย่างไร ผมไม่ทราบ ท่านประธานเองก็อยู่กับผมในสภามานาน ท่านประธานคงจำได้เมื่อปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๓๖ ปี ๒๕๓๗ ผมได้อภิปรายเรื่องบีไอบีเอฟและพีไอบีเอฟ ระยะเวลามันผ่านมานาน ก็ขอกรอหนังกลับสักนิดเถอะครับ ซึ่งใช้ระยะเวลาไม่นาน เพื่อกราบเรียนลำดับว่าเมื่อสมัย ท่านประมวล สภาวสุ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมเป็นรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศเป็นทางการให้ไทยเป็นตลาดการเงินเสรีโดยยอมรับพันธะ ข้อ ๘ ของข้อตกลงว่าด้วยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ มีความหมายว่าประเทศไทย พร้อมที่จะใช้ระบบการชำระเงินระหว่างประเทศเพื่อธุรกรรมทางด้านบัญชีเดินสะพัด เป็นไปอย่างเสรี ปราศจากข้อจำกัดทางด้านปริวรรตเงินตราดังเช่นนานาอารยประเทศ ผมสรุปสั้น ๆ ก็ได้ ไทยเข้าเป็นสมาชิกไอเอ็มเอฟในปีนั้น ต่อมาปี ๒๕๓๓ สมัยรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีชาติชาย เศรษฐกิจดี เป็นหนี้เขา ก็เอาเงินคืนไอเอ็มเอฟ ผมยังจำได้ ท่านเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า นักลงทุนเชื่อมั่นว่าอดีตนายทหาร อดีตนักธุรกิจ อดีตนักการทูตมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ใช้เงินคืน ใช้ไปจำนวนเยอะครับ พอมาปี ๒๕๓๖ รัฐบาลอนุมัติให้เปิดดำเนินกิจการวิเทศธนกิจ ผิดไหมครับ ไม่ผิด ก็เป็นนโยบายรัฐบาล จึงเป็นที่มาของบีไอบีเอฟ บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล แบงก์กิ้ง ไฟแนนซ์ (Bangkok International Banking Finance) ขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ รัฐบาลชุดนั้นยกเลิกระเบียบการฝากเงินตราต่างประเทศที่ว่าจะต้องมาจากแหล่งเงิน ในต่างประเทศ ขยายวงเงินการลงทุนธุรกิจในต่างประทศ จาก ๕,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์ เป็น ๑๐ ล้านดอลลาร์ ก็มีการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ผิดไหมครับ ไม่ผิด รัฐบาลมีเจตนาสนับสนุนให้ธุรกิจไทยไปลงทุนในต่างประเทศ จากเดิมเอาออกไปได้ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์ เป็น ๑๐ ล้านดอลลาร์ เพิ่มยอดเงินบาทที่ประชาชนถือติดตัวออกไป ประเทศเพื่อนบ้าน จากเดิม ๑๐๐,๐๐๐ บาท เพิ่มให้เอาออกไปได้เป็น ๕๐๐,๐๐๐ บาท พอมาปี ๒๕๓๘ รัฐบาลอนุมัติให้จัดตั้งกิจการวิเทศธนกิจสาขาต่างจังหวัด โพรวินเชียล อินเตอร์เนชั่นแนล แบงก์กิ้ง ไฟแนนซ์ (Provincial International Banking Finance) หรือพีไอบีเอฟ และให้สินเชื่อเป็นเงินบาทได้ พอมาปี ๒๕๓๘ รัฐบาลอนุมัติออกแผนพัฒนาระบบการเงินขั้นที่ ๓ วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ มีแนวทางดังนี้ ๑. จัดตั้งธนาคารพาณิชย์แห่งใหม่ ขยายกิจการบีไอบีเอฟและพีไอบีเอฟ อนุญาตให้ตั้งสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ มีสาขาเพิ่มขึ้น เปิดใบอนุญาตบีไอบีเอฟรอบสอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขณะนั้น ได้ดำเนินการขยายบีไอบีเอฟ พีไอบีเอฟ ไปทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดระยอง จังหวัดนครราชสีมา นักธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ก็ไปกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ทั้งรูปเงินตราสกุลต่างประเทศและเงินบาท ทำให้ ยอดหนี้ต่างประเทศภาคเอกชนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ปี ๒๕๓๖ ยอดหนี้ก็มาก ปี ๒๕๓๘ ยอดหนี้ก็มาก ปี ๒๕๓๙ ยอดหนี้ก็มาก ก็ไม่ผิดครับเพราะเป็นนโยบาย ทีนี้มันมีการใช้เงินไปลงทุนในธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ บ้านนอกบ้านนาสร้างตึกรามบ้านช่อง สร้างโครงสร้าง สร้างบ้านจัดสรร แต่สุดท้ายไม่มีลูกค้า กู้เงินหวังแต่เพียงว่าดอกเบี้ยต่ำกว่าในตลาด ทุกคนกู้ ไม่มีมาตรการ กำกับ ควบคุม ดูแล จึงเป็นการสร้างเศรษฐกิจฟองสบู่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อมาในปี ๒๕๔๐ เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เอาละก็มีปัญหา ทีนี้ผลของความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังต้องปิดกิจการบริษัทเงินทุน ๕๖ แห่ง รวมทั้งให้มีการควบรวมธนาคารพาณิชย์และออกกฎหมายคุ้มครองผู้ฝากเงิน ให้กองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินโอนทรัพย์สินและหนี้สินจากสถาบันการเงิน ที่ถูกปิดดังกล่าวมาบริหารจัดการโดยรัฐบาลจะรับภาระดอกเบี้ย ส่วนต้นเงินกองทุน เป็นผู้รับผิดชอบ ท่านเห็นไหมครับ เกิดจากแบงก์ชาติหละหลวม ปล่อยปละละเลยไม่ควบคุม สถาบันการเงิน มีนโยบายบีไอบีเอฟ พีไอบีเอฟ คนก็เลยกู้จนกระทั่งรัฐบาลต้องมีการตั้ง และกำหนดเป็นปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ก็เอาไปขายกันครับ ราคาถูก รถยนต์แต่ของดี ก็ไปขายด้วย มีผู้ยิ่งใหญ่เมืองไทยเป็นที่ปรึกษาบริษัทโกลด์แมนแซคส์ เป็นที่ปรึกษา บริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส ที่ผมเรียงลำดับอย่างนี้ อยากจะบอกกับท่านประธาน เมื่อครั้ง พันตำรวจโท ทักษิณมารับผิดชอบก็ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมด เพราะบริหารราชการเข้าเป้า เก็บภาษีได้เยอะ ท่านประธานครับ หลายคนยังไม่เข้าใจ ผมไม่ใช่นักการเงินการคลัง รัฐบาล มีหน้าที่กำกับดูแลบริหารราชการบ้านเมือง ประชาชนเขาเป็นคนทำมาหากิน ไม่ใช่รัฐบาล ไปขายก๋วยเตี๋ยวหรือไปขายข้าวมันไก่ ประชาชนเขาทำมาหากิน แต่ถ้ารัฐบาลกำหนดกรอบ กำหนดนโยบายดี ต่างชาติเชื่อถือ รัฐบาลไม่ทุจริต ไม่คอร์รัปชัน ไม่เก็บปากถุง เขาก็มาลงทุนบ้านเรา เราก็ได้ภาษีกี่ตัวครับ ๑. สรรพสามิต ๒. สรรพากร ๓. ศุลกากร ก็มีรายได้เท่านั้นละครับ ๔. ก็ได้จากรัฐวิสาหกิจ ที่ผมกราบเรียนมาถึงตรงนี้ก็อยากจะสรุปสุดท้ายว่าที่ท่านทั้งหลาย ห่วงใยว่ารัฐบาลจะเอาเงินกู้ไปใช้นอกเหตุ ไม่มีกติกา ไม่มีการกำกับ ย้ำกับท่านประธาน อีกครั้งครับ มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง ในร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ มาตรา ๓ วรรคหนึ่งบอกชัด ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาท หรือเงินตราต่างประเทศในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อนำไปใช้จ่ายในการวางระบบ บริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ โดยให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ ตามพระราชกำหนดต่อรัฐสภาเพื่อทราบ ก่อนเริ่มดำเนินการ แล้วไหนที่ท่านห่วงใยว่า ท่านจะไม่รู้ จะไปงุบงิบ จะไปทำเอง มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง บอกเลยก่อนดำเนินการต้องเสนอ กรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนเริ่มดำเนินการ แปลว่า ท่านต้องรู้

ต่อมาก็มาตรา ๗ ใช้แล้วนะครับท่านประธานครับ พอสิ้นปีงบประมาณ ภายใน ๖๐ วัน วันที่ ๓๐ เดือนกันยายน สิ้นปีงบประมาณ เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน ไม่เกินสิ้นเดือน รัฐบาลต้องรายงานกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ที่ว่ากระทำไป ในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้วให้รัฐสภาทราบ โดยรายงานดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุ รายละเอียดของการกู้เงิน วัตถุประสงค์การใช้จ่ายเงินกู้ รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ

สรุปก็คือว่ารัฐบาลทำเองไม่ได้ครับ ในมาตรา ๓ วรรคหนึ่งและมาตรา ๗ ผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้คลายความกังวลว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนี้ มีแผนแม่บท มีแผนรอง มีข้อ ๕ มี ๘ ข้อ แต่ยังไม่มีเงินก็มาขอเงิน ก่อนจะไปใช้เงินก็ต้อง มาบอกให้ทราบ ใช้แล้วก็ต้องมาแจ้งให้ทราบว่าใช้อะไร โครงการเป็นอย่างไร ท่านสามารถ วิเคราะห์เจาะลึกได้ แล้วที่สำคัญที่สุด ท่านประธานครับ หากรัฐบาลนี้ทุจริตท่านสามารถ ยื่นคณะกรรมาธิการตรวจสอบได้ ท่านยื่นกระทู้ถามสด ท่านยื่นกระทู้ถามทั่วไปตรวจสอบได้ ท่านยื่นองค์กรอิสระ ป.ป.ช. สตง. ตรวจสอบได้ และสุดท้ายมาตรการสำคัญพรรคฝ่ายค้าน สามารถยื่นญัตติไม่ไว้วางใจได้ หากรัฐบาลทุจริต ผมกราบเรียนมาเพื่อให้ท่านเกิดความเข้าใจ กราบเรียนด้วยความเคารพ เพื่อนสมาชิกอภิปรายต่อไปจะได้ไม่ต้องห่วงว่ารัฐบาลจะไปทำเอง รัฐบาลจะไม่ต้องมาบอกสภา ไม่ได้บอกรัฐสภา เพราะกฎหมายเราเขียนเอาไว้ชัดเจน ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

สภาขอต้อนรับคณะอาจารย์และนักศึกษาสาขานิติศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จำนวน ๗๕ ท่าน ผมว่าประชุมพอสมควร แล้ว ผมขอปิดการประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๑.๐๕ นาฬิกา