จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส. พรรคเพื่อไทย อภิปรายสนับสนุนพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนด ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ เพื่อแก้ปัญหาการกู้ยืมเงินของประเทศไทยที่มีหนี้สินล้นพ้นและไม่สามารถสร้างสาธารณูปโภคได้ และเพื่อป้องกันภัยพิบัติจากภัยธรรมชาติ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้ ดิฉันต้องการที่จะอภิปรายสนับสนุนพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนด ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ท่านประธานที่เคารพคะ ประชาชนหลาย ๆ ท่าน ได้มาส่งเสียงกับดิฉันว่าช่วยอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ เป็นภาษาชาวบ้านหน่อยว่า พระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนั้นมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร และเรามีความจำเป็นเร่งด่วน อย่างไร ประชาชนฟังแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก ดังนั้นก็คืออธิบายง่าย ๆ ให้ท่านประธาน ผ่านไปยังพี่น้องประชาชนก็คือว่าพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนั้นมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยนั้นเป็นหนี้สินล้นพ้นจนไม่สามารถกู้เงินใหม่เพื่อมาทำการสร้าง สาธารณูปโภคให้กับประเทศได้ ดังนั้นจึงจะต้องให้หนี้ที่รัฐบาลนั้นค้ำประกันเอาไว้ไปอยู่ที่ ต้นเรื่อง นั่นก็คือธนาคารแห่งประเทศไทย และเรื่องนี้ประชาชนรู้ดี เจ็บปวดอย่างยิ่งกับสิ่งที่ เกิดขึ้นในบ้านเมือง สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยจริง ๆ แล้วกำลังพัฒนาไปได้ด้วยดี แต่กลับมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วทำให้ประชาชนนั้นยากจน ไม่สามารถมีเงินมาหมุนเวียน ในการสร้างสาธารณูปโภคได้ เรื่องเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้ประชาชนหมดความเชื่อมั่น กับผู้ที่ได้ก่อเวรก่อกรรมไว้กับบ้านเมือง ประชาชนชาวโลกก็ไม่มีความเชื่อมั่นเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ก็คือการสร้างความเชื่อมั่น การที่เรามีเงินหมุนเวียน มีเงินกู้ มาสร้างสาธารณูปโภคทำให้ระบบการจัดการต่าง ๆ ในประเทศดีขึ้น พัฒนาที่ดิน พัฒนา แหล่งน้ำทำให้รับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงทีนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำให้สร้างความเชื่อมั่น ให้กับประเทศไทย ทั้งโลกทราบแล้ววันนี้แกนโลกเคลื่อนตัว ท่านอาจจะไม่ทราบว่าความรุนแรง ของภัยพิบัติธรรมชาตินั้นรุนแรงขนาดไหน ภัยพิบัติธรรมชาตินั้นรุนแรงมหาศาล ไม่แต่เพียงที่จะนิยามว่ามหาอุทกภัยเท่านั้น แต่แกนโลกปัจจุบันวันนี้เคลื่อนตัวไปแล้วจาก ๒๓.๕ องศา เป็น ๒๔.๕ องศา ทำให้สนามแม่เหล็กของทั้งโลกเปลี่ยน ทำให้โลกหมุนเร็วขึ้น ๑.๘ ไมโครวินาที สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร ก็จะเกิดภัยพิบัติ เกิดความไม่มีเสถียรภาพ ของธรรมชาติ พื้นที่ ๒.๒ ล้านตารางกิโลเมตรนั้นประกอบด้วยน้ำแข็ง ๑๙ ร้อยล้านตัน วันนี้กำลังละลายวันละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตัน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าน้ำก็จะมาในหลาย ๆ รูปแบบทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของชั้นดิน ทำให้เกิดฝน อุทกภัยมาในรูปแบบต่าง ๆ กรุงเทพฯ รับน้ำได้ไม่เกิน ๒,๕๐๐ ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที แต่ปีที่ผ่านมานั้นมีน้ำไหลผ่านถึง ๔,๗๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นสิ่งที่เป็นผลกระทบจากภัยธรรมชาติจริง ๆ เพราะฉะนั้นความเร่งด่วนที่เกิดขึ้นนั้น พวกเราเห็นแล้วจากการไปเยี่ยมเยือนพี่น้องประชาชนเราได้เห็นแล้วว่าน้ำที่อยู่บนทุ่งนั้น มีปริมาณเท่ากับ ๑ เขื่อนภูมิพล และน้ำที่อยู่ในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนศรีนครินทร์นั้นก็เต็ม และชาวบ้านก็น้ำท่วมอย่างมหาศาล ดังนั้น ความจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ ในการที่จะต้องมาบริหารจัดการน้ำในปีนี้ ซึ่งองค์การนาซา (NASA) นั้นได้ทำนายไว้แล้วว่าปีที่แล้วพายุจะมาที่ประเทศไทย ๕ ลูก ปีนี้ ๗ ลูก ซึ่งเป็น ความโชคดีของประเทศไทยที่เราเข้ามามีรัฐบาลที่สามารถรับรู้ข้อมูลในระดับโลกได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ที่เป็นเรื่องจะต้องมานั่งกังวลวิตก แต่ว่าควรจะ วิตกมากกว่าว่าทำไมเรายังไม่รู้ว่าวิธีการบริหารจัดการน้ำทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมอีก เมืองอัมสเตอร์ดัมนั้นจริง ๆ จะต้องจมอยู่ใต้ทะเลมานานมากแล้ว แต่จริง ๆ แล้วต่างประเทศ เขาป้องกันระบบน้ำท่วมแล้วเขาก็ได้บริหารจัดการ เมืองอัมสเตอร์ดัมก็เป็นเมืองที่สวยงาม ในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่จะไม่ทราบว่าเงินปริมาณ ๓.๕ แสนล้านบาทนั้นเอาไปใช้ ในเรื่องอะไรบ้าง เป็นเรื่องที่น่าขันมากนะคะว่าเราจะไม่รู้เชียวหรือว่าเงินที่จะกู้ยืมมานั้น จะเอาไปทำในเรื่องอะไรบ้าง เป็นเรื่องที่ง่ายมาก เป็นเรื่องที่ทั้งโลกเขาก็รู้กันอยู่แล้วว่าเมืองไหน มีการบริหารจัดการน้ำ มีรูปแบบ มีโมเดลมาบนโลกนี้มากมาย อีกอย่างหนึ่งก็คือว่าดังนั้น เงินที่เราจะกู้มาได้เราจำเป็นต้องให้หนี้ไปพักไว้ก่อนโดยที่เจ้าของหนี้เป็นผู้บริหารจัดการ วันนี้มีคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่มีวินัยการคลังและโอนหนี้กลับไปให้ต้นเรื่อง แต่จริง ๆ แล้ว ต้องเลิกพูดเรื่องวินัยการคลังค่ะ เพราะว่าประเทศไทยนั้นเสียหน้ามากแล้วที่ให้ชาวต่างชาติ มาสอนวินัยการคลังโดยไอเอ็มเอฟว่า การที่คุณไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับเงิน ของประเทศไทยได้นั้นก็ทำให้เราเป็นหนี้เป็นสินมากมาย มีการขายทรัพย์สินทอดตลาดไป เป็นทรัพย์สินของชาติขาดทุนไปถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าผ่านมา ๑๓ ปี เราใช้หนี้ ได้เพียง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ถ้าเทียบกับทรัพย์สินที่ขายไปวันนั้น ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กับเราเอามาใช้หนี้ในวันนี้มันคนละเรื่องกัน รู้สึกเสียดายมากที่เอาทรัพย์สินประเทศชาติ ไปใช้หนี้ในราคาถูกแบบนั้น ประชาชนเจ็บปวดมากแล้วค่ะ ในการที่ปล่อยให้นักค้าเงิน ดูแลประเทศ แล้วก็เอาเงินนั้นไปต่อรองเสถียรภาพของประเทศสร้างความไม่มั่นคง ในประเทศ ขาดความเชื่อมั่นในการลงทุนมาเป็นระยะเวลายาวนานมาก รัฐบาลนี้เข้ามา บริหารจัดการทันใดนั้นเองหุ้นก็ขึ้น ความเชื่อมั่นก็มากขึ้น ค่าเงินไทยก็มีความเชื่อมั่นมากขึ้น แล้ววันนี้เงินไทยก็กำลังจะเอาไปสร้างสาธารณูปโภคเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทั้งโลกว่าขณะนี้คนไทยรู้แล้วว่าปัญหาอยู่ที่ไหน แล้วก็ ความเชื่อมั่นนั้นเองค่ะจะกลับมาชดใช้หนี้ให้กับผู้ที่สร้างหนี้ไว้ในประเทศไทยนั่นล่ะ ตรงนี้ ก็คือเป็นเพราะประชาชนส่วนใหญ่รับทราบแล้วว่าปัญหาคืออะไร ปัญหาก็คือ ความเชื่อมั่นนั่นเอง ดังนั้นเมื่อเราเชื่อมั่นในผู้บริหาร เราได้เลือกแล้ว ท่านเหล่านี้ก็จะนำพาประเทศ ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง สร้างสาธารณูปโภค ไปเผชิญกับวิกฤติที่คนที่เราไม่เชื่อมั่นไปสร้าง ความไม่เชื่อมั่นมานานมากแล้วในเรื่องการวางระบบของประเทศไทย ดังนั้นวันนี้ดิฉัน ขอสนับสนุนให้มีการผ่านพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ และ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบการบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตของประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยเร่งด่วน ขอบคุณค่ะ