สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

ศุภชัย ใจสมุทร อภิปรายเรื่องพระราชกำหนด 2 ฉบับ และเรียกร้องให้กระทรวงการคลังใช้เงินอย่างคุ้มค่าในการแก้ปัญหาน้ำท่วมและฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การดำเนินการของภาครัฐเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

นายศุภชัย ใจสมุทร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพิจารณาพระราชกำหนด ๒ ฉบับ ซึ่งจริง ๆ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญท่านได้วินิจฉัยว่า เป็นการออกพระราชกำหนดที่ถูกต้องตามกฎหมาย ประเด็นที่ผมอยากจะขออนุญาตอภิปราย คงไม่ใช่เป็นเรื่องว่าเป็นการดำเนินการที่ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พระราชกำหนดฉบับแรกที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือ พระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ สิ่งที่อยากจะเรียนกับท่านประธานก็คือว่าในช่วงเวลาที่สภาแห่งนี้ได้มี การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ กัน สิ่งที่ท่านหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คือท่านชวรัตน์ ชาญวีรกูล ได้มีการอภิปรายในวันนั้น ก็คือท่านเห็นว่าการจัดงบประมาณของรัฐบาลเป็นการจัดในลักษณะที่เป็นเหมือนทั่ว ๆ ไป ในทุก ๆ ปี ไม่มีความแตกต่าง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วประเทศไทยเพิ่งผ่านปัญหาอันร้ายแรง ก็คือมหาอุทกภัย และพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นเอกชน ประชาชนโดยทั่วไปหรือว่า นักลงทุน นักธุรกิจ ก็ประสบปัญหาอย่างรุนแรงมาก ท่านเองวันนั้นได้มีการเสนอว่ารัฐบาล ควรที่จะมีการจัดสรรงบประมาณเพียงพอไม่ว่าจำนวนใดก็ตาม เพื่อจะเข้ามาแก้ปัญหา สิ่งที่เกิดขึ้นให้มันเป็นระบบและอย่างเพียงพอ สิ่งที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานก็คือ ผมก็คิดเอาเองครับว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่นี่ ก็คงเป็นไปตามคำแนะนำของหัวหน้าพรรคผม สิ่งที่ท่านได้ทำไปก็จึงเป็นเรื่องที่เราสนับสนุน เพราะเห็นว่ามันเป็นแนวทางที่ท่านพึงจะต้อง กระทำ ในเรื่องของการที่จะต้องมีเงินจำนวนมากพอในการที่จะเข้ามาแก้ปัญหา ประเด็น มันอยู่ที่ว่าหลังจากนี้เป็นต้นไปก็คงเป็นเรื่องที่เมื่อท่านกู้เงินมาในการที่จะมาวางระบบบริหาร จัดการน้ำ แล้วก็สร้างอนาคตประเทศไทยอย่างที่ท่านมีกฎหมายออกมาเรียบร้อยแล้วนี่นะครับ สิ่งที่ท่านจะต้องทำก็คือ สิ่งที่เราเป็นห่วงก็คือการใช้เงินอย่างคุ้มค่าให้เป็นประโยชน์อย่างสูงสุด ซึ่งก็คงพูดในเชิงหลักการละครับ ผมจะไม่มีการไปกล่าวหาว่ารัฐบาลกู้เงินมามีแผนในการ ที่จะมาทุจริตกัน ผมไม่เชื่อว่าท่านจะทำอย่างนั้น ผมเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดินนี้ครับ ผมเชื่อว่าถ้าใครก็ตาม ราชการไหนก็ตาม รัฐบาลไหนก็ตาม ถ้ามีการกระทำอะไรที่เป็นการนำเงิน ของแผ่นดินไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ ท่านไม่มีทางที่จะเจริญรุ่งเรืองและประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นผมมั่นใจครับว่าเมื่อท่านได้กู้เงินมาแล้วนะครับ ท่านจะต้องใช้เงินให้มันเป็นประโยชน์ และคุ้มค่า และผมมั่นใจว่าสภาแห่งนี้ก็คงที่จะได้ติดตามในการบริหารเงินของท่านว่าท่านจะต้อง ทำอย่างไร เพื่อนสมาชิกพรรคเดียวกับผมนี่นะครับ ก็หลายท่านก็เป็นห่วงว่าท่านเองท่านเป็น สมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ท่านอยู่จังหวัดสุโขทัยท่านก็กลัวว่าจังหวัดสุโขทัยน้ำท่วมทุกปี ปัญหาที่นั่นแม่น้ำยมก็เป็นปัญหาใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ก็คงต้องฝากว่าการบริหารจัดการน้ำ ณ ที่จังหวัดสุโขทัย ถึงแม้ว่าจะไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัฐบาลอยู่ ท่านก็คงจะช่วยดูแลด้วย นี่ผมพูดแทนสมาชิกของเราซึ่งอยู่จังหวัดสุโขทัยอยู่ ๒ ท่าน รวมทั้งจังหวัดชัยนาทด้วยครับ ท่านเลขาธิการพรรคของผมก็อยู่จังหวัดชัยนาท ท่านก็เป็นห่วงว่าวันนี้อยู่ฝ่ายค้าน ก็เกรงว่า จะไม่ได้รับการดูแลอย่างควรที่จะต้องเป็น ผมจะไม่เข้ารายละเอียดเรื่องกฎหมายฉบับนั้น หรอกครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่อยากจะเข้าไปก็คือพระราชกำหนดอีกฉบับหนึ่ง ก็คือ พระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ การดูแลอย่างควรที่จะต้องเป็น ผมจะไม่เข้ารายละเอียดเรื่องกฎหมายฉบับนั้นหรอกครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่อยากจะเข้าไปก็คือพระราชกำหนดอีกฉบับหนึ่ง ก็คือพระราชกำหนด ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งเรื่องนี้ผมพยายามที่จะมาจับเย็บเล่มให้มันเป็น เล่มเดียวกันกับเรื่องน้ำท่วม คิด ๒ ตลบ ๓ ตลบ ผมว่ามันไม่เข้ากันเลย ร่างพระราชกำหนด ของท่าน ๔ ฉบับ ที่เสนอเข้ามาเป็นแพคเกจ (Package) ปฏิบัติการสายฟ้าแลบของรัฐบาลที่เข้ามา ก็คือเรื่องของหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เรื่องความช่วยเหลือ ทางการเงินแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เรื่องให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้ที่กำลัง เสนอเข้ามาวันนี้ แล้วก็เรื่องกองทุนประกันภัย ๓ เรื่อง ผมว่ามันไปกันได้อยู่ ยกเว้นเรื่อง ที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่ เรื่องหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน สิ่งที่อยากจะเรียนต่อท่านประธานก็คือผมไม่เห็นว่าเรื่องนี้จะออกเป็นพระราชกำหนดได้ ที่พูดตรงนี้ไม่ได้ไปเถียงศาลรัฐธรรมนูญ แต่กำลังจะบอกว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหาเก่าแก่ อันยาวนานที่มันเกิดขึ้นจากในอดีตของรัฐบาลที่เข้าไปแก้ปัญหาและเมื่อวันหนึ่งเราจะโอนหนี้ จากของรัฐบาลไปให้แบงก์ชาติไปแบกแทน คำถามก็คือว่ารัฐบาลจะไปตัดสินใจคิดเอาเอง ออกเป็นกฎหมายคืออำนาจในการออกพระราชกำหนดเสียเองโดยไม่มาถามสภาซึ่งเป็นที่ ที่ตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศมาชุมนุมกันอยู่หรือครับ ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องด่วน จำเป็นที่จะต้องออกเป็นพระราชกำหนด ผมมองว่าเรื่องนี้ถ้ารัฐบาลจะให้เกียรติผู้แทน ของประชาชนท่านต้องมาปรึกษาหารือกันอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่มามัดมือชกกัน ณ วันนี้ท่านจะมา ออกเป็นกฎหมายเรียบร้อยแล้ว แล้วก็มาขอมือ ซึ่งท่านมาขอกี่ครั้ง ๆ แน่นอนละครับท่าน ก็ได้ของท่านไปแน่นอน ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องซึ่งมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ไม่สมควรจะออกเป็นพระราชกำหนดหากแต่จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ในการที่สภาแห่งนี้จะได้ร่วมกันปรึกษาหารือว่ามันสมควรที่จะโอนหนี้ไปให้แบงก์ชาติ จริงหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่เพียงใด ซึ่งมันเป็นเรื่องที่จำเป็นแต่ในที่สุดท่านก็คิดปัจจุบันทันด่วน ท่านก็รวมกันเป็น ๔ ฉบับ โยนโครมมาให้สภาแห่งนี้ยกมือรับรองให้เป็นกฎหมายของท่าน ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย ท่านประธานครับ เรื่องของการโอนหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ผมเองก็ต้องเรียนตรง ๆ ว่าในช่วงชีวิตที่ผมเคยเป็นทนายความ ผมเองเป็นผู้ได้รับผิดชอบในการเข้าไปดูแลธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ ผมได้รับการแต่งตั้งจาก กระทรวงการคลังในขณะนั้นให้ไปดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดกับธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ หรือบีบีซี (BBC) และครั้งนั้นละครับเป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปสัมผัสกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่ว่า ผมไม่เคยมีความรู้มาก่อนและได้พบว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นเครื่องไม้เครื่องมือของธนาคารแห่งประเทศไทย ในการเข้าไปแก้ปัญหาในเรื่องของสถาบันการเงินเหล่านั้น และผมมีความรู้สึกว่าวันนั้น ผมจะไม่พูดย้อนหลังตำหนิอะไรมากมายนอกจากจะบอกว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินได้เข้าไปทำหน้าที่เกินสมควรต่าง ๆ มากมาย ซึ่งมันเป็นผลให้เกิด การก่อหนี้ขึ้นมาในปัจจุบัน แน่นอนครับ การที่มันมีเหตุที่ทำให้สถาบันการเงินมันต้องล้ม แล้วกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้เข้าไปดำเนินการในการไปอุ้ม ตรงนั้นก็เป็นแนวคิดนโยบายของฝ่ายการเมืองในยุคนั้นหรือธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ผลจากตรงนั้นวันนี้เรากำลังมาคุยกันว่าหนี้ที่มันเกิดขึ้นตอนนั้นผมไม่อยากจะบอกว่า เป็นความผิดพลาดของเรกกิวเลเตอร์ (Regulator) อย่างธนาคารแห่งประเทศไทยที่ใช้ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าไปดำเนินการหรือไม่ อย่างไร แต่วันนี้เราก็ต้องมาแก้ปัญหากัน คำถามก็คือไม่ว่าใครจะเป็นลูกหนี้ ใครเป็นหนี้ ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลหรือธนาคารชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย ความรู้สึกของผมก็คือในสายตาของ บุคคลภายนอกหรือต่างประเทศเขาก็ไม่ได้มองความแตกต่างระหว่างรัฐบาลกับแบงก์ชาติ กระมังครับ แต่วันนี้ถ้าแบงก์ชาติกลายเป็นวันดีคืนร้ายกลับกลายเป็นคนที่มีหนี้ขึ้นมาแบกหนี้ ในสิ่งที่ตัวเองก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกับรัฐบาลแล้วรัฐบาลโยนหนี้ไปเฉย ๆ ผมว่าเป็นสิ่งที่ต้องคิดกันให้ดีว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่นะครับ ผมเองก็ต้องเรียนตามตรงว่า เมื่อสักครู่นี้พูดถึงอดีตตอนที่เข้าไปทำงานแล้วไปรู้จักเอากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน ตอนนั้นท่านสมาชิกหลายท่านก็อภิปรายกันแล้วว่ามันมีการปิดสถาบันการเงิน กันถึง ๕๖ สถาบันการเงิน ความเสียหายก้อนแรกเกิดขึ้นก็ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ถ้าเรามาคิดกันดูว่าในที่สุดแล้วหนี้มันเป็นเท่าไรกันนี่ เราก็ยังพบว่าวันนี้หนี้สินมันก็ยังมี มากมายมหาศาลที่จะต้องใช้หนี้กัน ถ้าเอา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ทางแบงก์ชาติเองก็ได้มีการ ประกาศออกแถลงในข่าวของธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับที่ ๒๒/๔๕ ว่ามีการขาดทุนสุทธิ ประมาณ ๑.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อหักจากหนี้ที่ผมบอกไปสักครู่นี้ออก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เหลืออีกประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งต้องมาใช้หนี้กัน คำถามว่าวันนี้เรามาพูดคุยกันว่า จะมีการแก้หนี้กันอย่างไร จะแก้ปัญหากันอย่างไร ผมว่าคงไม่ต้องพูดกันว่าคราวนั้นใครถูก ใครผิด มันเป็นเรื่องของการที่โยนกันไปโยนกันมา แต่ในที่สุดแล้วผู้ที่รับภาระก็คือประเทศไทย วันนี้ประเทศไทยเราจะเดินหน้ากันอย่างไร แน่นอนครับ มันเป็นปัญหาที่เราจะต้องพูดคุยกัน ให้ชัดเจน แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะมีการพยายามที่จะโยนเข้าไปให้เป็นหนี้ของแบงก์ชาติ ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นเพียงเพื่อที่จะเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้มีความสามารถ ในการที่จะกู้เงิน มีช่องว่างในการที่จะกู้เงินมากขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง หลายท่าน บอกว่าท่านยังมีเงินอยู่มากมายที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปกู้เงินเพื่อมาใช้ และจริง ๆ ก็คือท่านก็ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูดเรื่องการโอนหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงินไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ มองในเรื่องความสมเหตุสมผล ที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องแบกภาระในเรื่องหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือมีการกดดันให้กับธนาคารพาณิชย์ต้องผลักภาระให้กับผู้ฝากเงิน แล้วก็ผู้กู้ต่าง ๆ นานานี่ ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาที่ท่านรัฐบาลจะต้องแก้ วันนี้มีการพูดกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ และธนาคารของรัฐ ซึ่งมีภาระที่เกี่ยวกับเรื่องการส่งเงินเพื่อชำระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่มันไม่เหมือนกันนะครับ เรื่องของการเก็บเงินสมทบเงินฝาก เข้าไปสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งเป็นปัญหาที่มันดูว่าวันนี้ท่านกำลังจะบุกเข้ามาในธนาคาร ของรัฐด้วยในการที่จะทำตรงนี้เพื่อที่จะให้มาแก้หนี้ตรงที่มันเป็นยอด ๑.๔ ล้านล้านบาท อะไรของท่าน ซึ่งผมมองว่าวันนี้รัฐบาลต้องแสดงจุดยืนให้ชัด วันนี้ถ้าท่านให้ธนาคารของรัฐ ต้องรับภาระด้วย นั่นหมายถึงว่าธนาคารรัฐซึ่งมีหน้าที่ช่วยรัฐบาลในการที่จะมาโอบอุ้ม พี่น้องประชาชนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนจนจะต้องมารับภาระมากขึ้นหรือเปล่า และในที่สุด ผลมันก็จะกระทบกับใคร ประชาชนคนยากคนจนด้วยไหมครับ นี่คือสิ่งต่าง ๆ ซึ่งผมเอง ก็อยากฝากท่านว่าวันนี้แน่นอน พ.ร.ก. ฉบับนี้อย่างไร ๆ มันก็ต้องผ่านมือท่านกันแน่นอน เพราะมือท่านมีจำนวนกันมากมายมหาศาล แต่ในที่สุดแล้วหลังจากที่ออกมาเป็นฉบับนี้ไปแล้ว ท่านจะต้องรักษาความเป็นอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทยไว้ได้อย่างไร ท่านเขียน กฎหมายไว้ซึ่งเป็นช่องโหว่ในการที่ท่านจะล้วงเข้าไปข้างในธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ ความเป็นอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทยลดน้อยถอยลง และมันอาจจะก่อให้เกิด ภาพลักษณ์ที่เสียหายในสายตาของต่างชาติหรือไม่ เรื่องนี้ผมก็ต้องฝากท่าน เพราะเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่เราไม่ได้ทำกันในบ้าน แต่เราทำอะไรกันในบ้าน เราทำอะไรกันในบ้านของเราเอง แต่เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนบ้านใกล้เรือนเคียง หรือประเทศอื่นเขาก็ต้องรับรู้ การรักษา สถานะความน่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ควรที่จะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ในการที่จะเข้ามาดูแลด้วย ผมไม่เห็นด้วยกับการที่ก่อนหน้านี้มีหลายท่านซึ่งมีการแสดง ความคิดเห็นนะครับ มีนักวิชาการอาวุโสประจำรัฐบาล มีการมาวิจารณ์เรื่องว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลา ที่เหมาะที่สุดในการที่จะดำเนินการในเรื่องของการโอนหนี้ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีความเข้มแข็งด้านการเงินเป็นอันดับที่ ๑๗ ของโลกถึง ๑๘๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ผมว่ามันน่ากลัวเพราะอาจทำให้ประชาชนทั่วไปคิดเอาว่า เงินสำรองระหว่างประเทศเอามาใช้เพื่อเป็นการจัดการภาระหนี้นั้นได้ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว เงินนี้เราต้องเตรียมไว้ให้กับรองรับความต้องการซื้อสกุลเงินต่างประเทศด้วยเงินบาท หรือแม้กระทั่งว่าตามที่ท่านมีการพยายามพูดว่าตำหนิธนาคารแห่งประเทศไทยว่าถ้าปิดประตู ไม่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทำอะไรได้ แบงก์ชาติก็เป็นรัฐอิสระแล้วชอบพูดให้สังคม ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ขาดหลักประชาธิปไตย เพราะรัฐมนตรี นักการเมืองมาจากประชาชน แบงก์ชาติไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาพูดให้ไม่ไว้วางใจประชาชน ซึ่งคำพูดเหล่านี้ มันเป็นเหมือนกับการแทรกแซงสถาบันการเงินในยุคนั้น ท่านครับ ผมยังมีโควตาในพรรคอยู่พอสมควรในเวลา ขอต่อไม่เกิน ๒ นาทีครับ เรื่องต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการอะไรต่าง ๆ เราก็จะเห็นว่ามันก็เป็น ความพยายามที่จะแทรกแซงธนาคารแห่งประเทศไทยจนทำให้มีการบิดเบือนในการ ทำหน้าที่และทำให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าไปแบกรับหน้าที่ จนมาถึงปัจจุบัน สิ่งที่ผมเรียนให้ทราบก็คือว่าแน่นอนครับ วันนี้ก็คงต้องพูดอีกครั้งว่า อย่าไปโทษใครกัน อย่าไปพูดย้อนหลังว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นสมัยท่าน พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งตอนนั้นท่านทักษิณ ชินวัตร เข้าใจว่าเป็นรองนายกรัฐมนตรีอยู่ วันนี้เรามาพูดถึงปัจจุบันว่า วันนี้ประเทศไทยของเราจะเดินหน้าไปด้วยกันร่วมกันแก้ปัญหาหนี้นี้ไปด้วยกันอย่างไร น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า วันนี้ก็คงต้องฝากท่านประธานไปยังรัฐบาล วันนี้ท่านได้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ไปแล้ว ท่านต้องดำเนินการให้มันเป็นที่เหมาะที่ควร รักษาเกียรติภูมิของประเทศไทยไว้ให้เห็นว่า รัฐบาลหรือธนาคารแห่งประเทศไทยก็ล้วนแล้วแต่จะร่วมกันในการที่จะแก้ปัญหาหนี้สินนี้ ที่มันเกิดขึ้นให้ก่อให้เกิดความสมบูรณ์ แล้วก็ใช้หนี้ให้หมดไปโดยเร็วที่สุดโดยไม่ให้ มีผลกระทบต่อประชาชน ธนาคารพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝากเงินหรือผู้กู้เงินจะไม่มี ผลกระทบจากวิธีการที่ท่านกำลังจะดำเนินการ หรือแม้กระทั่งว่าธนาคารแห่งประเทศไทย คงไม่คิดตัดสินใจในการที่จะพิมพ์ธนบัตรเพื่อมาแก้ปัญหานี้ด้วย ขอกราบขอบพระคุณครับ