สุรสาล ผาสุข หารือเรื่องการบริหารหนี้เงินกู้ของกระทรวงการคลัง และขอความร่วมมือของรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย และกองทุนในการแก้ไขปัญหาหนี้นั้น เพื่อลดภาระงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลที่จะนำไปชำระเป็นดอกเบี้ยของพันธบัตร โดยเสนอให้รัฐบาลออกพระราชกำหนดฉบับใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาการชำระหนี้
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรสาล ผาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย ต่อข้อคิดเห็นที่มีต่อ พระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ กระผมขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นที่มีต่อพระราชกำหนด ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ในประเด็นที่เป็นมุมมองของกระผมดังต่อไปนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นนั้นจะขอใช้เวลาสั้น ๆ เนื่องจากว่ามีท่านสมาชิสภาผู้แทนราษฎร ได้พูดถึงประเด็นนี้ไปหลายท่านแล้ว แต่ว่าเพื่อความต่อเนื่องจึงขออนุญาตที่จะกราบเรียนที่มาที่ไปของหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำนวน ๑,๑๔๒,๑๐๑ ล้านบาท สั้น ๆ ดังต่อไปนี้ครับ หนี้ของ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินดังกล่าวนั้นเกิดจากการออกพันธบัตร ที่เรียกว่าเอฟไอดีเอฟ ๑ (FIDF1) และเอฟไอดีเอฟ ๓ (FIDF3) เพื่อชดเชยความเสียหาย ให้กับกองทุน เอฟไอดีเอฟ ๑ นั้นเป็นวงเงินรวมทั้งสิ้น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจำหน่ายได้ ๕๑๒,๘๒๔ ล้านบาทนะครับ พันธบัตรจำนวนนี้ชำระคืนเงินต้นโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งนำเงินมาจากเงินกำไรสุทธิของธนาคารแห่งประเทศไทย เงินรายได้จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนดอกผลของกองทุน ซึ่งได้ชำระไปแล้วทั้งสิ้นนับจนถึงปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ เป็นเงินเพียง ๓๖,๗๒๕ ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ดอกเบี้ยที่ต้องชดใช้นั้นรับผิดชอบ โดยกระทรวงการคลังซึ่งตั้งเป็นงบประมาณเอาไว้ ณ ถึงปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ เช่นเดียวกัน กระทรวงการคลังตั้งงบประมาณไว้เพื่อการชำระดอกเบี้ยไปแล้วถึง ๓๙๓,๕๕๓ ล้านบาท เฉลี่ยแล้วปีละประมาณ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท อย่างไรก็ตามแต่นะครับ ภายใต้เงื่อนไขตรงนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นได้แสดงความรับผิดชอบเอาไว้ว่าหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนี้นะครับ ได้ชำระต้นเงินกู้เอฟไอดีเอฟ ๑ หมดสิ้นแล้ว ธนาคารก็จะนำเงินมาชำระในส่วนที่เป็นดอกเบี้ย ที่ใช้เงินงบประมาณซึ่งได้ชำระไปก่อนแล้วจนครบถ้วน เงินก้อนนี้คงค้างชำระอยู่ประมาณ ๔๖๓,๒๗๕ ล้านบาท
ในประการที่ ๒ นะครับที่เป็นส่วนหนึ่งของหนี้เงินกู้ เป็นส่วนหนึ่งของหนี้ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนี้ก็มาจากการออกพันธบัตรเอฟไอดีเอฟ ๓ วงเงิน ๖๙๓,๓๒๗ ล้านบาท ชำระคืนเงินต้นไปแล้วโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ๑๔,๕๐๑ ล้านบาท กระทรวงการคลังตั้งงบประมาณเพื่อชำระดอกเบี้ยไปแล้วทั้งสิ้น ซึ่งเป็นจำนวนค่อนข้างสูงถึง ๒๖๓,๑๗๘ ล้านบาท เฉลี่ยปีละประมาณ ๓๙,๐๐๐ ล้านบาท คงมียอดค้างชำระสำหรับพันธบัตรเอฟไอดีเอฟ ๓ อยู่ที่ ๖๗๘,๘๒๖ ล้านบาท ยอดค้างชำระ ๒ ยอดนี้รวมกันจึงเป็นที่มาของหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จำนวน ๑.๑๔๒ ล้านล้านบาทครับท่านประธาน ถ้าถามว่าสาเหตุอะไรที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ชำระคืนเงินต้นได้น้อย กราบเรียนสั้น ๆ ว่ามาจากสาเหตุ ๒ ประการที่ผมวิเคราะห์ดูนะครับ คือ ๑. ธนาคารมีรายได้จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมีจำนวนเล็กน้อย ประกอบกับมีการหยุดชะงัก ในการดำเนินการการแปรรูปด้วย ประการที่ ๒ เกิดจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ดำเนินนโยบายรักษาค่าเงินบาทเมื่อปี ๒๕๔๐ ส่งผลให้ธนาคารประสบปัญหาการขาดทุน จำนวนมากโดยนับถึงสิ้นปี ๒๕๔๔ ยังมีส่วนของทุนติดลบถึงประมาณ ๑๓๗,๐๔๗.๙๙ ล้านบาท ในส่วนของดอกเบี้ยซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบนั้นนะครับ เราจะพบว่าดอกเบี้ย ที่กระทรวงการคลังชำระนะครับ รวมเป็นเงินสูงถึง ๖๕๖,๗๑๓ ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวน ที่ค่อนข้างมากพอสมควรนะครับ แล้วก็ดำเนินการมาโดยรัฐบาลทุกรัฐบาล เนื่องจากว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นยังไม่สามารถชำระคืนเงินต้นเอฟไอดีเอฟ ๑ ได้ครบ เนื่องจาก ปัจจุบันนี้ก็ยังมียอดขาดทุนสะสมอยู่ที่ประมาณ ๑๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพ จากที่ผมกราบเรียนมานั้นประกอบกับเหตุผลและความจำเป็นต่อไปนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ บ่งบอกด้วยว่าเพราะเหตุใดรัฐบาลจึงได้ออกพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ดังต่อไปนี้
ประการที่ ๑ แน่นอนครับท่านประธานครับ รัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องฟื้นฟูประเทศจากอุทกภัย
ประการที่ ๒ กราบเรียนท่านประธานว่าหนี้ที่ผมกราบเรียนมานั้นเกิดจาก การบริหารงานจัดการของกองทุน แม้ว่ากองทุนจะได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง ให้ดำเนินการก็ตาม แต่รัฐบาลก็ดี กระทรวงการคลังก็ดี ธนาคารแห่งประเทศไทย และกองทุนนั้นย่อมมีความเกี่ยวพันกันอยู่ ดังนั้นเมื่อเกิดสภาพคล่องเกิดขึ้นรัฐบาล และธนาคารก็จำเป็นต้องเข้าไปดูแลเพื่อแก้ปัญหาให้กับกองทุนอย่างแน่นอน
ประการที่ ๓ เพื่อลดภาระงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลที่จะนำไปชำระ เป็นดอกเบี้ยของพันธบัตรเอฟไอดีเอฟ ๑ และเอฟไอดีเอฟ ๓ ซึ่งรวมกันแล้วมากกว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี
ประการที่ ๔ การหารายได้เพิ่มของรัฐบาลนั้นถ้าจะขึ้นภาษีก็ยังไม่น่าจะเป็นอยู่ ในห้วงเวลาที่เหมาะสม เพราะว่าจะเป็นการผลักภาระให้กับประชาชน ในขณะที่ประเทศชาติ และประชาชนนั้นยังได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอยู่
ประการที่ ๕ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ในห้วงเวลาที่จำเป็น เช่นนี้ กระผมคิดว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้นสมควรที่จะ แสดงความกตัญญูต่อประเทศชาติและประชาชนด้วยการเข้ามารับผิดชอบเกี่ยวกับการชำระ คืนเงินต้น ต้นเงินกู้ และชำระดอกเบี้ยเงินกู้ในส่วนที่กระทรวงการคลังกู้ เพราะต้นเงินกู้ และดอกเบี้ยดังกล่าวนั้นเป็นผลพวงมาจากการดำเนินงานของกองทุนในการแก้ปัญหาวิกฤติ ของระบบสถาบันการเงินเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ จากเหตุผลและความจำเป็น ที่ได้กราบเรียนมานั้น การออกพระราชกำหนดฉบับนี้จึงถือว่าเป็นการตัดสินใจที่รัฐบาลเดินมา ถูกทางแล้วนะครับ โดยเมื่อศึกษารายละเอียดสำคัญแล้วการออกพระราชกำหนดสามารถ ตอบโจทย์ได้ตรงประเด็น และยังคงรักษาหลักการเดิมเกี่ยวกับที่มาของเงินในการชำระหนี้ ที่กำหนดไว้ในพันธบัตรเอฟไอดีเอฟ ๑ และเอฟไอดีเอฟ ๓ ในส่วนของการเพิ่มเติมก็คือ การอนุญาตให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินได้ในอัตรา ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๑ อย่างไรก็ตาม ท่านประธานที่เคารพครับ กรณีกองทุนมีเงินไม่พอชำระหนี้กระทรวงการคลังก็ยังสามารถ ที่จะมีอำนาจในการปรับโครงสร้างหนี้ได้ รวมถึงการยุบพันธบัตรเอฟไอดีเอฟ ๑ โดยให้โอนเงิน คงเหลือทั้งหมดเข้าบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้พันธบัตรเอฟไอดีเอฟ ๓ ซึ่งอยู่ ในความรับผิดชอบดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น สามารถบริหารจัดการต่อไปได้ภายใต้พระราชกำหนดนี้ครับ ขอบพระคุณครับ