สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

เฉลิม อยู่บำรุง อภิปรายเรื่องน้ำท่วมในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัย และเสนอแผนปฏิบัติการลุ่มแม่น้ำ 17 ลุ่ม พร้อมเสนอแนวคิดในการโอนหนี้สินให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารหนี้สิน และขอให้รัฐบาลปฏิบัติตามมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ รองนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้ผมชี้แจงในบางเรื่องบางประเด็น คำอภิปรายของท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านกษิต ภิรมย์ ที่บอกรัฐบาลชุดนี้เป็นเสือหิวหรือเสือโหยอะไรก็แล้วแต่ ผมขอปฏิเสธ โดยสิ้นเชิง ไม่เป็นทั้งเสือหิว ไม่เป็นทั้งเสือโหย ผมตั้งใจจะชี้แจงรายละเอียดตอนบ่าย แต่เมื่อท่านพูดมาว่ารัฐบาลไม่มีแผนหลัก ไม่มีแผนรอง และการนำเงินไปใช้ก็จะใช้ ตามอำเภอน้ำใจ ท่านไม่ได้ดูร่างพระราชกำหนดที่แท้จริง ผมไม่ได้เป็นคนร่างแผน แต่ผม นั่งประชุมในคณะรัฐมนตรี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้กำหนดมาสเตอร์ แพลน (Master plan) แอคชั่น แพลน (Action plan) แล้วกำหนดแผนงานตารางเวลาที่เรียกว่า ไทม์ เทเบิ้ล (Time table) ให้ ก.พ.ร. เป็นคนเขียนกรอบ รัฐมนตรีทุกคนต้องติดตามงาน งบที่ได้เอาไปทำอะไร ท่านตรวจสอบทุกสัปดาห์ คำอภิปรายของเพื่อนสมาชิกส่วนใหญ่ ก็เห็นด้วยว่าน้ำมันท่วมมันเป็นมหาอุทกภัย ไม่มีใครอยากให้ท่วม รัฐบาลชุดที่แล้วก็ไม่คิดว่า น้ำจะท่วม ท่านเป็นคนทำงบให้พวกผมใช้ท่านก็ไม่ได้ตั้งงบไว้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าน้ำจะท่วม ท่านประธานครับ ถ้าผมไม่ชี้แจงให้พูดฝ่ายเดียว ประชาชนที่ติดตามการอภิปรายก็จะคิดว่า รัฐบาลไม่มีแผนเลย อยู่ ๆ มาขอเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อบริหารจัดการน้ำที่ดี ทำไม รัฐบาลต้องปรับโครงสร้างหนี้ให้แบงก์ชาติต้องรับผิดชอบ ผมคงใช้เวลาไม่มาก เนื่องจาก มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินภาครัฐ และภาคเอกชนเป็นจำนวนมาก พี่น้องประชาชนคนที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถ ประกอบอาชีพตามปกติได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวรัฐบาลเข้ามาทำงานเพียงไม่กี่เดือนประเทศไทยมีความจำเป็น นี่ก็ข่าวมาอีกแล้วว่าอาจจะท่วมหนักกว่าปีที่แล้ว รัฐบาลก็มีความจำเป็นว่าจะต้องดำเนินการ วางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศเพื่อป้องกันแก้ไขภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคตได้อย่างบูรณาการ เป็นรัฐบาลแรกครับ ที่พบมหาอุทกภัย รัฐบาลได้วางมาตรการ ในระยะสั้นและระยะยาว รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้น ๒ ชุด ๒ คณะ ซึ่งประกอบไปด้วย นักปราชญ์ราชบัณฑิต ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ ด้านเศรษฐกิจ และ ด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่

๑. คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูสร้างอนาคตประเทศไทย ใช้ตัวย่อ กยอ.

๒. คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ กยน.

ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันไปมากมายว่ารัฐบาลไม่มีการเตรียมการเอาเงินไป รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ตั้งคณะกรรมการ ๒ ชุดใหญ่ ๆ แล้วมีอะไรต่อไปครับ ท่านประธานครับ ผมจะเรียนท่านประธานต่อว่าคณะกรรมการทั้ง ๒ คณะ ได้จัดทำแผน แม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤติอุทกภัย ในอนาคต มีการวางยุทธศาสตร์ การฟื้นฟูและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เรียกว่า แผนยุทธศาสตร์เพื่อฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ ซึ่งประกอบด้วยยุทธศาสตร์สำคัญ ๕ ประการ

ข้อที่ ๑ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทา ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ อันจะเป็นการสร้างความมั่นใจ มั่นคง เพิ่มรายได้ในการดำรงชีวิตของเกษตรกร สังคมเมือง และเศรษฐกิจของประเทศไทย แล้วที่อภิปรายกันว่ารัฐบาลไม่มีแผน ท่านเอาอะไรมาพูด

ข้อที่ ๒ เป็นการปรับโครงสร้างภาคการผลิตและบริการเพื่อป้องกันภาคการผลิต และบริการจากความเสี่ยงจากภัยพิบัติและสถานการณ์วิกฤติและยกระดับศักยภาพ ในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม

ข้อที่ ๓ พัฒนาเชิงพื้นที่เศรษฐกิจใหม่

ข้อที่ ๔ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการขนส่ง คมนาคม พลังงาน

ข้อที่ ๕ พัฒนาระบบประกันภัย

นี่ครับ รัฐบาลตั้งคณะกรรมการ ๒ ชุด ใน ๒ ชุด ก็ไปบูรณาการความคิด ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพูดถูกครับว่าพวกทหาร ตำรวจ ไม่มีความรู้ เรื่องการบริหารจัดการน้ำ ถูกต้องครับ เพราะชีวิตผมเป็นนายตำรวจกองปราบปรามก็จับโจร อย่างเดียว ไม่เก่ง แต่รัฐบาลเขาเอานักปราชญ์ราชบัณฑิตมาตั้งเป็น ๒ คณะ กยอ. กยน. เขาไปกำหนดแผนแม่บทอีกทั้งหมด ๕ ประเด็น ทีนี้ถามว่าถ้าไม่มีเงินแล้วจะทำได้ไหม ที่ท่านห่วงใยว่าจะใช้เงินอย่างไร ตรวจสอบไม่ได้ เดี๋ยวผมจะพูดตอนท้าย เมื่อคืน ตลอดเวลารัฐบาลมีกระดาษแผ่นครึ่ง รัฐบาลมีกระดาษ ๒ แผ่น แล้วก็มาขอเงิน เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลก็แยกเป็น

๑. การลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อวางระบบ การบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

๒. แผนปฏิบัติการลุ่มแม่น้ำอีก ๑๗ ลุ่มแม่น้ำที่เหลือของประเทศ ในวงเงิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนทำ มีแต่พูด ๑๗ ลุ่มน้ำมีปัญหา

รัฐบาลก็แยกเงิน โครงสร้างสาธารณูปโภคเอาไป ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แผนปฏิบัติการในลุ่มแม่น้ำ ๑๗ ลุ่มแม่น้ำ วงเงิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท และการลงทุน เพื่อการปรับโครงสร้างภาคการผลิตและบริการการพัฒนาเชิงพื้นที่เศรษฐกิจใหม่อีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วเป็น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็พูดกันไปเรื่อย รัฐบาลจะกู้ ๑.๘ ล้านล้านบาท เพราะเงิน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท เป็นการปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ใช่กู้ เป็นแต่เพียงว่ากระทรวงการคลังต้องรับภาระในการจ่ายดอกเบี้ยปีหนึ่ง ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ทำให้รัฐบาลมีภาระในการจัดงบประมาณ งบลงทุนน้อยลง เพราะมีปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะ ผมเรียนท่านประธานต่อไปว่าการวิพากษ์วิจารณ์พวกเรารับฟัง แต่ถ้าท่านวิพากษ์วิจารณ์ ไม่อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องชอบธรรม เราก็ต้องมีมาตรการที่ชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ผมจะเรียนท่านประธานว่าความเชื่อมโยงของพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ พระราชกำหนด ปรับปรุงหนี้กองทุนฟื้นฟู ๑.๑๔ ล้านล้านบาท เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดหนี้สาธารณะ ของประเทศ เพื่อตราพระราชกำหนดเงินกู้บริหารจัดการน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในเวลา ๓ ปี และพระราชบัญญัติกองทุนประกันภัยพิบัติ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สรุปรัฐบาลขอกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็บอกแบงก์ชาติให้ปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์ กู้เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ไปปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ท่านก็ไปพูดกันว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็กู้ ๑.๑๔ ล้านล้านบาทก็กู้ ซึ่งไม่เป็นความจริง พระราชกำหนดกองทุนประกันภัยพิบัติ และพระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาไปแล้ว ที่ท่านกระแนะกระแหนว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความไม่ถูกใจพวกผมจะทำอย่างไร ก็จะทำอย่างไรครับ ก็อาจแสดงความเห็นบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ พระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ รัฐบาลตราขึ้นเพราะเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินและมีความจำเป็น เร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีเหตุผลในภาพรวมดังนี้

๑. เป็นการนำเงินมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า

๒. อุทกภัยดังกล่าวเป็นมหาอุทกภัยที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน

ถ้ารัฐบาลท่านคาดคิดท่านก็ต้องตั้งงบรอเอาไว้ให้ผมใช้ ท่านก็ไม่คาดคิด ทางพวกผมก็ไม่คาดคิด อุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งที่แล้วไม่สามารถป้องกันได้ ถามว่ามีแผนไหมครับ มีเรียบร้อย เราเตรียมการเอาไว้ว่าเงินที่จะต้องนำมาใช้จะต้องตรวจสอบ โปร่งใส และต้องรายงานรัฐสภาก่อนกู้ ใช้แล้วมีหมดในพระราชกำหนด บังเอิญท่านอาจจะไม่ได้อ่าน ก็เลยมีความห่วงใย เดี๋ยวตอนท้ายในการชี้แจงผมจะสรุปแล้วท่านคงจะสบายใจ โครงการ ที่ผมกราบเรียนมาเมื่อสักครู่มันจำเป็นต้องรีบดำเนินการและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ปัญหาว่า ต้องปรับหนี้มาให้ธนาคารชาติรับผิดชอบ เพราะรัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินมาบริหาร โครงการ แต่ประสบปัญหายอดหนี้เงินกู้สาธารณะสูง ๔๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพดานเงินกู้ หนี้สาธารณะอยู่ที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี วันนี้มันขึ้นไปถึง ๔๒.๓ เปอร์เซ็นต์แล้ว ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ต้องเสีย ค่าดอกเบี้ย ถ้าปรับตรงนี้แบงก์ชาติก็ไปเก็บ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์จากธนาคารพาณิชย์ และต่อไป อนาคตแบงก์ชาติก็จะค่อย ๆ ใช้หนี้ รัฐบาลก็จะได้ประโยชน์จะสามารถกู้เงิน ในปีงบประมาณแต่ละปีได้มากขึ้นเพื่อมาลงทุน รัฐบาลมีความจำเป็นต้องโอนภาระหนี้รัฐบาล ที่รัฐบาลไม่ได้ก่อขึ้นโดยตรงให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบคือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงิน โดยรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ไม่ใช่ความผิดของใครครับ แต่เมื่อดำเนินการกันมาลักษณะนั้นรัฐบาลชุดนี้ก็คิดใหม่ ทำใหม่ ว่าถ้าปล่อยอย่างนั้น มันก็ไม่มีวันจบ มันต้องใช้ดอกเบี้ยและไม่มีวันใช้เงินต้นคืน รัฐบาลจึงมีวิธีคิด ส่วนรัฐบาลคิดแล้ว ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย เป็นสิทธิครับ คำตอบจะเกิดจากสังคม คำตอบจะเกิดจากการเลือกตั้งครั้งหน้าว่าการทำอย่างนี้ โอนหนี้ ให้แบงก์ชาติรับผิดชอบ แล้วแบงก์ชาติก็ไปเก็บ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ถ้าประชาชนเขาเห็นด้วย ๕๐-๖๐ ล้านบัญชีไม่เห็นด้วยเขาก็ไม่เลือกพวกผม แต่ถ้าเขาเห็นด้วยว่าเราสามารถกู้เงิน มาลงทุน เพราะงบประมาณแต่ละปีงบลงทุนน้อย เมื่อไม่มีการลงทุนมันไม่มีกำไร ค่าใช้จ่ายประจำ ก็จบแล้ว รัฐบาลชุดนี้คิดริเริ่มและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทันกับเหตุการณ์ พระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทย หาเงินมาชำระหนี้ได้ โดยให้มีอำนาจเรียกเงินนำส่งจากสถาบันการเงิน ไม่เกินร้อยละ ๑ ต่อปี จากยอดเงินฝาก แต่ว่าเขาเริ่มจาก ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ ผมอยากจะเรียงลำดับว่า สมาชิก จะได้มีความเข้าใจว่าหนี้สินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่สูงถึง ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังรับภาระดอกเบี้ยอยู่ ปัญหาเกิดจากอะไร เกิดจากหลังวิกฤติการเงินเมื่อปี ๒๕๔๐ รัฐบาลต่อมาได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาวิกฤตการณ์ ทางการเงิน โดยมีคุณยุวรัตน์ กมลเวชช ตรวจสอบ รายงานบอกมีการทุจริตเกี่ยวกับกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เรื่องยังอยู่ที่ ป.ป.ช. ส่วนผลคดีเป็นอย่างไร ผมไม่ทราบ ท่านประธานเองก็อยู่กับผมในสภามานาน ท่านประธานคงจำได้เมื่อปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๓๖ ปี ๒๕๓๗ ผมได้อภิปรายเรื่องบีไอบีเอฟและพีไอบีเอฟ ระยะเวลามันผ่านมานาน ก็ขอกรอหนังกลับสักนิดเถอะครับ ซึ่งใช้ระยะเวลาไม่นาน เพื่อกราบเรียนลำดับว่าเมื่อสมัย ท่านประมวล สภาวสุ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมเป็นรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศเป็นทางการให้ไทยเป็นตลาดการเงินเสรีโดยยอมรับพันธะ ข้อ ๘ ของข้อตกลงว่าด้วยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ มีความหมายว่าประเทศไทย พร้อมที่จะใช้ระบบการชำระเงินระหว่างประเทศเพื่อธุรกรรมทางด้านบัญชีเดินสะพัด เป็นไปอย่างเสรี ปราศจากข้อจำกัดทางด้านปริวรรตเงินตราดังเช่นนานาอารยประเทศ ผมสรุปสั้น ๆ ก็ได้ ไทยเข้าเป็นสมาชิกไอเอ็มเอฟในปีนั้น ต่อมาปี ๒๕๓๓ สมัยรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีชาติชาย เศรษฐกิจดี เป็นหนี้เขา ก็เอาเงินคืนไอเอ็มเอฟ ผมยังจำได้ ท่านเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า นักลงทุนเชื่อมั่นว่าอดีตนายทหาร อดีตนักธุรกิจ อดีตนักการทูตมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ใช้เงินคืน ใช้ไปจำนวนเยอะครับ พอมาปี ๒๕๓๖ รัฐบาลอนุมัติให้เปิดดำเนินกิจการวิเทศธนกิจ ผิดไหมครับ ไม่ผิด ก็เป็นนโยบายรัฐบาล จึงเป็นที่มาของบีไอบีเอฟ บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล แบงก์กิ้ง ไฟแนนซ์ (Bangkok International Banking Finance) ขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ รัฐบาลชุดนั้นยกเลิกระเบียบการฝากเงินตราต่างประเทศที่ว่าจะต้องมาจากแหล่งเงิน ในต่างประเทศ ขยายวงเงินการลงทุนธุรกิจในต่างประทศ จาก ๕,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์ เป็น ๑๐ ล้านดอลลาร์ ก็มีการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ผิดไหมครับ ไม่ผิด รัฐบาลมีเจตนาสนับสนุนให้ธุรกิจไทยไปลงทุนในต่างประเทศ จากเดิมเอาออกไปได้ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์ เป็น ๑๐ ล้านดอลลาร์ เพิ่มยอดเงินบาทที่ประชาชนถือติดตัวออกไป ประเทศเพื่อนบ้าน จากเดิม ๑๐๐,๐๐๐ บาท เพิ่มให้เอาออกไปได้เป็น ๕๐๐,๐๐๐ บาท พอมาปี ๒๕๓๘ รัฐบาลอนุมัติให้จัดตั้งกิจการวิเทศธนกิจสาขาต่างจังหวัด โพรวินเชียล อินเตอร์เนชั่นแนล แบงก์กิ้ง ไฟแนนซ์ (Provincial International Banking Finance) หรือพีไอบีเอฟ และให้สินเชื่อเป็นเงินบาทได้ พอมาปี ๒๕๓๘ รัฐบาลอนุมัติออกแผนพัฒนาระบบการเงินขั้นที่ ๓ วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ มีแนวทางดังนี้ ๑. จัดตั้งธนาคารพาณิชย์แห่งใหม่ ขยายกิจการบีไอบีเอฟและพีไอบีเอฟ อนุญาตให้ตั้งสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ มีสาขาเพิ่มขึ้น เปิดใบอนุญาตบีไอบีเอฟรอบสอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขณะนั้น ได้ดำเนินการขยายบีไอบีเอฟ พีไอบีเอฟ ไปทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดระยอง จังหวัดนครราชสีมา นักธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ก็ไปกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ทั้งรูปเงินตราสกุลต่างประเทศและเงินบาท ทำให้ ยอดหนี้ต่างประเทศภาคเอกชนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ปี ๒๕๓๖ ยอดหนี้ก็มาก ปี ๒๕๓๘ ยอดหนี้ก็มาก ปี ๒๕๓๙ ยอดหนี้ก็มาก ก็ไม่ผิดครับเพราะเป็นนโยบาย ทีนี้มันมีการใช้เงินไปลงทุนในธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ บ้านนอกบ้านนาสร้างตึกรามบ้านช่อง สร้างโครงสร้าง สร้างบ้านจัดสรร แต่สุดท้ายไม่มีลูกค้า กู้เงินหวังแต่เพียงว่าดอกเบี้ยต่ำกว่าในตลาด ทุกคนกู้ ไม่มีมาตรการ กำกับ ควบคุม ดูแล จึงเป็นการสร้างเศรษฐกิจฟองสบู่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อมาในปี ๒๕๔๐ เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เอาละก็มีปัญหา ทีนี้ผลของความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังต้องปิดกิจการบริษัทเงินทุน ๕๖ แห่ง รวมทั้งให้มีการควบรวมธนาคารพาณิชย์และออกกฎหมายคุ้มครองผู้ฝากเงิน ให้กองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินโอนทรัพย์สินและหนี้สินจากสถาบันการเงิน ที่ถูกปิดดังกล่าวมาบริหารจัดการโดยรัฐบาลจะรับภาระดอกเบี้ย ส่วนต้นเงินกองทุน เป็นผู้รับผิดชอบ ท่านเห็นไหมครับ เกิดจากแบงก์ชาติหละหลวม ปล่อยปละละเลยไม่ควบคุม สถาบันการเงิน มีนโยบายบีไอบีเอฟ พีไอบีเอฟ คนก็เลยกู้จนกระทั่งรัฐบาลต้องมีการตั้ง และกำหนดเป็นปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ก็เอาไปขายกันครับ ราคาถูก รถยนต์แต่ของดี ก็ไปขายด้วย มีผู้ยิ่งใหญ่เมืองไทยเป็นที่ปรึกษาบริษัทโกลด์แมนแซคส์ เป็นที่ปรึกษา บริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส ที่ผมเรียงลำดับอย่างนี้ อยากจะบอกกับท่านประธาน เมื่อครั้ง พันตำรวจโท ทักษิณมารับผิดชอบก็ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมด เพราะบริหารราชการเข้าเป้า เก็บภาษีได้เยอะ ท่านประธานครับ หลายคนยังไม่เข้าใจ ผมไม่ใช่นักการเงินการคลัง รัฐบาล มีหน้าที่กำกับดูแลบริหารราชการบ้านเมือง ประชาชนเขาเป็นคนทำมาหากิน ไม่ใช่รัฐบาล ไปขายก๋วยเตี๋ยวหรือไปขายข้าวมันไก่ ประชาชนเขาทำมาหากิน แต่ถ้ารัฐบาลกำหนดกรอบ กำหนดนโยบายดี ต่างชาติเชื่อถือ รัฐบาลไม่ทุจริต ไม่คอร์รัปชัน ไม่เก็บปากถุง เขาก็มาลงทุนบ้านเรา เราก็ได้ภาษีกี่ตัวครับ ๑. สรรพสามิต ๒. สรรพากร ๓. ศุลกากร ก็มีรายได้เท่านั้นละครับ ๔. ก็ได้จากรัฐวิสาหกิจ ที่ผมกราบเรียนมาถึงตรงนี้ก็อยากจะสรุปสุดท้ายว่าที่ท่านทั้งหลาย ห่วงใยว่ารัฐบาลจะเอาเงินกู้ไปใช้นอกเหตุ ไม่มีกติกา ไม่มีการกำกับ ย้ำกับท่านประธาน อีกครั้งครับ มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง ในร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ มาตรา ๓ วรรคหนึ่งบอกชัด ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาท หรือเงินตราต่างประเทศในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อนำไปใช้จ่ายในการวางระบบ บริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ โดยให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ ตามพระราชกำหนดต่อรัฐสภาเพื่อทราบ ก่อนเริ่มดำเนินการ แล้วไหนที่ท่านห่วงใยว่า ท่านจะไม่รู้ จะไปงุบงิบ จะไปทำเอง มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง บอกเลยก่อนดำเนินการต้องเสนอ กรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนเริ่มดำเนินการ แปลว่า ท่านต้องรู้

ต่อมาก็มาตรา ๗ ใช้แล้วนะครับท่านประธานครับ พอสิ้นปีงบประมาณ ภายใน ๖๐ วัน วันที่ ๓๐ เดือนกันยายน สิ้นปีงบประมาณ เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน ไม่เกินสิ้นเดือน รัฐบาลต้องรายงานกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ที่ว่ากระทำไป ในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้วให้รัฐสภาทราบ โดยรายงานดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุ รายละเอียดของการกู้เงิน วัตถุประสงค์การใช้จ่ายเงินกู้ รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ

สรุปก็คือว่ารัฐบาลทำเองไม่ได้ครับ ในมาตรา ๓ วรรคหนึ่งและมาตรา ๗ ผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้คลายความกังวลว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนี้ มีแผนแม่บท มีแผนรอง มีข้อ ๕ มี ๘ ข้อ แต่ยังไม่มีเงินก็มาขอเงิน ก่อนจะไปใช้เงินก็ต้อง มาบอกให้ทราบ ใช้แล้วก็ต้องมาแจ้งให้ทราบว่าใช้อะไร โครงการเป็นอย่างไร ท่านสามารถ วิเคราะห์เจาะลึกได้ แล้วที่สำคัญที่สุด ท่านประธานครับ หากรัฐบาลนี้ทุจริตท่านสามารถ ยื่นคณะกรรมาธิการตรวจสอบได้ ท่านยื่นกระทู้ถามสด ท่านยื่นกระทู้ถามทั่วไปตรวจสอบได้ ท่านยื่นองค์กรอิสระ ป.ป.ช. สตง. ตรวจสอบได้ และสุดท้ายมาตรการสำคัญพรรคฝ่ายค้าน สามารถยื่นญัตติไม่ไว้วางใจได้ หากรัฐบาลทุจริต ผมกราบเรียนมาเพื่อให้ท่านเกิดความเข้าใจ กราบเรียนด้วยความเคารพ เพื่อนสมาชิกอภิปรายต่อไปจะได้ไม่ต้องห่วงว่ารัฐบาลจะไปทำเอง รัฐบาลจะไม่ต้องมาบอกสภา ไม่ได้บอกรัฐสภา เพราะกฎหมายเราเขียนเอาไว้ชัดเจน ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ