สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

วรชัย เหมะ หารือเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต และเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบการขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่ถูกยึดโดย ปรส. ในช่วงวิกฤติ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญครับที่เห็นต่างจากฝ่ายค้าน เห็นด้วยกับรัฐบาลครับ ที่เห็นต่างกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นรู้ว่าความเดือดร้อนจากการ ถูกน้ำท่วมนั้นเป็นอย่างไร เพราะศาลรัฐธรรมนูญก็ถูกน้ำท่วมเหมือนกันครับท่านประธาน ท่านประธานครับ วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศในช่วงปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ ปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๔๑ นั้น เป็นวิกฤติที่รุนแรงครับ ท่านประธานครับ สาเหตุเพราะว่าในปีที่ผ่านมา ในช่วงนั้นประเทศไทยขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง อีกเรื่องหนึ่งก็คือการเปิดเสรีทางการเงิน ให้เงินไหลเข้าไหลออกอย่างเสรีครับท่านประธาน และในช่วงนั้นนโยบายทางการเงิน ที่ผิดพลาดก็คือดอกเบี้ยในประเทศไทยสูงมากครับ เลยให้มีการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามา เพื่อปล่อยกู้ครับ เงินไหลเข้ามาเยอะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นก็มีการปล่อยกู้สูงมาก พอสมควร ทำให้หนี้ของประเทศมันพอกพูนมากขึ้น ๆ ทุกวันครับ ท่านจำได้ไหมครับว่า ตอนนั้นมีเงินทุนต่างชาติเป็นกองทุนใหญ่จ้องที่จะหากำไรจากค่าเงินของแต่ละประเทศ พ่อมดทางการเงินตอนนั้นได้โจมตีค่าเงินบาทครับ การโจมตีค่าเงินบาทนั้นทำให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยนำเงินตราต่างประเทศที่เป็นเงินสำรองเอามาต่อสู้ค่าเงินบาทครับ ทำให้ ธนาคารชาติหมดเงินทุนสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ต้องกู้จากไอเอ็มเอฟ ในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นรัฐบาลในยุคนั้นลำบากมาก ถามว่าถ้าสมมุติว่าในวันนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ใช้นโยบายที่ผิดพลาด วันนี้หนี้สาธารณะคงไม่มากขนาดนี้ และต้นเหตุของหนี้สาธารณะ ที่มากนั้นส่วนหนึ่งมาจากแบงก์ชาติครับท่านประธานสภาที่เคารพ ในวิกฤติสมัยนั้นต่อมาครับ สถาบันการเงินเกิดวิกฤติต่อเนื่อง สถาบันการเงินหลายแห่งมีการล้มรัฐบาล พลเอก ชวลิต ในสมัยนั้น สั่งให้มีการหยุดกิจการชั่วคราวครับ แล้วก็สถาบันการเงิน ตั้ง ปรส. ขึ้นมา เพื่อฟื้นฟูเยียวยา สถาบันการเงินที่ไปไม่ไหว ทำให้สถาบันการเงินที่มีหนี้เสีย ให้เป็นหนี้ดีเพิ่มขึ้นครับ แต่หลังจากนั้น พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ หมดสภาพ ลาออกครับ พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้ การนำของท่านชวน หลีกภัย ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านทราบไหมครับว่าในยุคนั้น จากการที่หยุดกิจการชั่วคราวท่านสั่งยึดกิจการของสถาบันการเงิน ๕๖ สถาบันเป็นการถาวร ท่านประธานครับ ทำให้สถาบันการเงินต้องหยุดชะงัก ระบบหยุดหมดครับ แล้ว ปรส. เข้ามาดูแลหนี้สินของ สถาบันการเงินรวมทั้งเงินฝากของประชาชน ต้องกลายเป็นหนี้ของชาติทันทีครับ ท่านประธาน รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยเงินฝากแล้วก็ทรัพย์สินที่เสียหาย รัฐบาลต้องรับผิดชอบครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ เพราะฉะนั้นหลังจากยึดสถาบัน การเงินเสร็จให้ ปรส. เข้ามาจัดการโดยตั้งบริษัทต่างชาติเข้ามาเป็นที่ปรึกษา คือบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส เข้ามาจัดการเป็นที่ปรึกษาครับ บอกว่า ทรัพย์สิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ ปรส. ในยุครัฐบาลนั้นยึดมาต้องขายทันที ท่านทราบไหมครับว่า เงื่อนไขที่ ปรส. กำหนดนะครับ เขาบอกว่าห้ามผู้ที่เป็นลูกหนี้เก่าเข้าไปประมูลครับ แล้วการขายนั้นต้องขายเป็นกองทุนใหญ่ครับ หมื่นล้านบาทขึ้นไปครับท่านประธาน ในยุคนั้นคนไทยกำลังทุกข์ยากลำบากจะเอาเงินไหนตั้งหมื่นล้านไปซื้อไปประมูลละครับ ผลที่สุดบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ เป็นผู้ประมูลได้ครับ เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ ถือหุ้นเลห์แมน บราเธอร์ส ๙๙ เปอร์เซ็นต์ครับ ถือหุ้นบริษัทที่ปรึกษา เพราะฉะนั้นข้อมูลต่าง ๆ มันถึงกันหมดครับ หลังจากเลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ ประกวดชนะ เอาไปไหนครับ ซื้อทรัพย์สินที่เสีย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทั้งหมดแล้วเอาไปขาย ผู้ดำเนินกิจการเก่า เจ้าของกิจการเก่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ครับ กำไรกี่เท่าตัวครับท่านประธาน อย่างนี้ถือว่าปล้นชาติไหมครับ ถือว่าขายชาติไหมครับ เอาทรัพย์สินที่ดีขายเหมาเข่ง ทรัพย์สินบางอย่างสถาบันการเงินบางสถาบันกำลังดำเนินไปได้ แต่ถูกยึดครับ ยึดโดย ไม่จำแนกว่าทรัพย์สินไหนดี ทรัพย์สินไหนเสียครับท่านประธานสภาที่เคารพ เพราะฉะนั้น การกระทำอย่างนี้ถือว่าทำให้ชาติเสียหาย แล้วท่านประธานครับเรื่องนี้เป็นคดีอยู่ที่ดีเอสไอ