เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ แถลงว่า เธอไม่เห็นด้วยกับพระราชกำหนดป้องกันภัยน้ำท่วม เนื่องจากไม่มีรายละเอียดในการจัดสรรงบประมาณ เธอยังพูดถึงการโอนหนี้ของธนาคารพาณิชย์เอกชน ซึ่งเงินนี้ควรไปเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน แต่กลับเข้าสู่กองทุนพัฒนาประเทศไทยแทน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ณ ขณะนี้เริ่มตั้งแต่เช้านะครับ หรือเริ่มตั้งแต่ พระราชกำหนดที่รัฐบาลเสนอเข้าสู่สภา ปรากฏว่าเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ ฟาก ได้อภิปรายไป โดยเฉพาะสมาชิกฝ่ายค้านได้เรียกร้องถึงเรื่องรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ เพื่อที่จะมาให้ พวกเราที่สภานี่ช่วยกันตรวจสอบดูว่า รายละเอียดต่าง ๆ ที่รัฐบาลจะดำเนินการเพื่อไปแก้ไขป้องกันภัยน้ำท่วมจะมีลักษณะ เป็นอย่างไร จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างไร ขณะนี้ไม่มีคำตอบครับ นี่ละครับคือสิ่งที่ผมข้องใจเป็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันทางฟากฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ได้ทวงถามถึง เรื่องรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ เสมือนหนึ่งว่าจะรู้แล้ว หมดแล้ว ผมเรียนให้ ท่านประธานสภาทราบนะครับ ผมได้รับคำถามจากพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่จังหวัดตากที่เป็น ที่ตั้งของเขื่อนภูมิพล คนใต้เขื่อนเขาก็ถามว่าจะเป็นอย่างไร รายละเอียดเป็นอย่างไร พื้นที่ ของคนจังหวัดตากอีกแห่งหนึ่งก็คือริมน้ำวังของอำเภอสามเงาและส่วนหนึ่งของอำเภอ บ้านตาก ก็เพียรถามผมผมก็ตอบไม่ได้ ไปค้นหาในข้อมูลอื่น ๆ ก็ไม่มี นี่ละครับเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาลออกเป็นพระราชกำหนดเพื่อใช้จ่ายไม่มีรายละเอียดครับ ณ นาทีนี้ยังไม่มีเลยครับ มีแต่กรอบคร่าว ๆ ๖ กรอบที่เพื่อนสมาชิกได้พูดว่า ๒๐ บรรทัด ผมคิดว่านี่ละครับคือระบอบประชาธิปไตยที่เราใฝ่หา แต่ปรากฏว่าเนื้อแท้มันไม่มีครับ และเราจะตรวจสอบได้อย่างไรครับงบประมาณนี้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเรื่องที่ใหญ่โตยิ่ง สำหรับความคิดผมและพี่น้องประชาชน นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือคณะกรรมการ ที่เรียกว่า กยน. คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำนี่ครับ หลายท่านที่เป็นผู้มีความรู้ มีประสบการณ์ เพียรเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าอย่างเต็มที่ แต่ปรากฏว่าผลการประชุมหลายครั้งไม่มีความเป็นรูปธรรมเกิดขึ้น นี่ละครับคือสิ่งที่พวกเรา กำลังจะมาบอกว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้ผ่านพระราชกำหนดศาลต้องรับผิดชอบด้วย คำถามผมก็ต้องย้อนกลับไปว่า ณ วันนี้ ณ เวลานี้ท่านประธานเห็นรายละเอียดหรือเปล่าครับ ผมไม่มีนะครับ มีแค่ ๒๐ บรรทัดที่เห็น นี่หรือครับระบอบประชาธิปไตยที่ใช้เสียงข้างมาก ในสภามาแสดงรายละเอียดให้เงินงบประมาณแผ่นดินที่มีค่าสูงสุดเป็นอย่างนี้ครับ นี่หรือครับ ที่เราอยากจะได้ประชาธิปไตยโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเพิ่งผ่านไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ แล้วงบประมาณนี่ครับเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ผมตอบพี่น้องไม่ได้ครับ อยากจะรู้ว่าระบบเตือนภัย ถ้าเขื่อนมีอะไรจะมีระบบเตือนภัยอย่างไร ก็ไม่รู้ รายละเอียดไม่มี กรมอุตุนิยมวิทยาจะซื้อ เครื่องไม้เครื่องมืออะไรที่แสดงถึงประสิทธิภาพการทำนายภูมิอากาศให้แม่นยำก็ไม่มี จะปลูกป่า ที่ไหน สร้างอ่างเก็บน้ำที่ไหนไม่มีทั้งสิ้นครับ นี่ละครับคือความที่เรียกว่าเป็นการ ทำงบประมาณ หรือการทำพระราชกำหนดออกมาอย่างไม่รอบคอบ และอย่างไม่มี ความโปร่งใส อันนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก นอกจากนี้รัฐบาลในชุดที่แล้วได้เห็นถึง ความสำคัญของพระราชบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ ที่ให้สิทธิชุมชนในการที่จะ แสดงออกถึงเรื่องสิทธิต่าง ๆ ของชุมชนในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และเรื่องอนามัย เรื่องของ สุขภาพ สุขภาวะ ปรากฏผลว่ารัฐบาลชุดนี้ละครับไม่เห็นความสำคัญ ไม่นำเข้ามาสู่ การพิจารณา ซึ่งครั้งที่แล้วคณะกรรมการชุดนี้ที่มีคุณหญิงกัลยาท่านเป็นประธานทำเสร็จ เรียบร้อยนะครับ ถ้าเราได้เอาสิ่งเหล่านี้กลับมาทบทวนในคณะรัฐบาลชุดนี้ ในสภาแห่งนี้ ถ้าออกได้ก็จะเป็นประโยชน์ในเรื่องของการบริหารจัดการพื้นที่ต่าง ๆ ที่รัฐบาลคิดว่า จะมีปัญหากับชุมชน เช่นพื้นที่ที่เรียกว่าพื้นที่ระบายน้ำท่วม เป็นต้น
พระราชกำหนดอีกอันหนึ่งในเวลาจำกัด พูดสั้น ๆ ก็คือว่าการโอนหนี้นะครับ ผมเห็นด้วยกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๒ ท่าน แน่นอนครับไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่เอาเถอะครับในเมื่อท่านตัดสินไปอย่างนี้แล้วเราต้องเคารพ นั่นก็คือว่ามีตัวเลขอยู่ ๓ ตัวครับ ๐.๔๐ เปอร์เซ็นต์ ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ และ ๐.๔๖ เปอร์เซ็นต์ ๓ ตัวนี้มีความหมายอย่างไรครับ มีความหมายตรงที่ว่าพระราชกำหนดอันนี้เมื่อเกิดบังคับ ขึ้นใช้แล้วนี่ครับ ธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารภาคเอกชน เดิมจะต้องส่งเงิน ๐.๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของยอดเงินฝากทั้งหมดในระบบเข้าสู่ใครครับ เข้าสู่สถาบันคุ้มครองเงินฝากเพราะสถาบัน คุ้มครองเงินฝากที่ตั้งมา ปี ๒๕๕๑ วัตถุประสงค์ดีครับ ต้องการที่ไม่ให้เป็นภาระกับรัฐ เมื่อสถาบันการเงินนั้นล้มเหลว เพราะฉะนั้นก็เรียกเก็บอย่างนี้ก็ชอบด้วยกฎหมาย โดยความยุติธรรม แต่ขณะนี้เมื่อพระราชกำหนดนี้ออกก็จะมีบังคับให้ธนาคารพาณิชย์เอกชน ต้องส่งเงินทั้งสิ้น ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเพิ่มขึ้นอีก ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์ ส่งไปที่ไหนครับ ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์นี้แยกออกเป็น ๒ กอง คือ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ไปที่สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ๐.๔๖ เปอร์เซ็นต์ เข้าสู่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเพื่อชำระหนี้ เราคาดว่าใช้เวลาประมาณ ๒๔-๒๕ ปีก็จะหมดสิ้นจากยอดเงิน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ถ้าเราคิดคำนวณออกมาก็คือธนาคารเอกชนจะใช้จ่ายเงินเพิ่มประมาณปีละ ๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่ผลจากตัวเลขนี้ก็ทำให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นคนยากคนจน หรือกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขนาดกลางนี้นะครับ ก็แทนที่จะได้เงินจำนวนนี้เอามาดูแล สถาบันนี้ แทนที่จะได้เงินประมาณปีละ ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท สถาบันคุ้มครองแห่งนี้ก็จะเหลือเงิน ที่ได้ประมาณปีละ ๗๐๐ ล้านบาทเป็นต้น ที่สำคัญครับ ธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. หรือธนาคารอาคารสงเคราะห์ก็จะต้องถูกบังคับให้สมทบทุนด้วยจำนวนเงิน ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกันของยอดเงินฝาก แต่ปรากฏเป็นว่าจำนวนเงิน ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เข้าสู่สถาบันคุ้มครองเงินฝาก หรือไม่ได้เข้าสู่สถาบันของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินนะครับ ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ทั้งหมดนี้กลับไปเข้าสู่กองทุนพัฒนา ประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากที่สุดครับ ในเมื่อเรามีภาระกับกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน แต่ยอดเงินของธนาคารรัฐกลับไปส่งให้กับ กองทุนพัฒนาประเทศไทยที่ตั้งต้นใหม่ แล้วผมก็ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ถึงรายละเอียดว่า คุณจะเอาเงินไปใช้อะไร ทั้งหมดทั้งปวงแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของรัฐบาลชุดนี้ อย่างแน่นอนครับ ขอบคุณครับ