สรรเสริญ ชี้แจงกรณีฝ่ายค้านต้องรับผิดชอบหากคัดค้านแผนป้องกันน้ำท่วม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

สรรเสริญ สมะลาภา หารือร่าง พ.ร.ก. ๒ ฉบับที่ผ่านการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว และชี้แจงความจำเป็นในการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน โดยยกตัวอย่างกรณีในอดีตที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลและฝ่ายค้านยื่นให้ศาลตีความ เพื่อโต้แย้งกระแสที่กล่าวหาว่าฝ่ายค้านต้องรับผิดชอบหากคัดค้านแผนป้องกันน้ำท่วม พร้อมระบุว่ามีการท้วงติงรัฐบาลมาตลอดตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ถึงปัจจุบันเกี่ยวกับการใช้เงินงบประมาณป้องกันน้ำท่วมโดยขาดรายละเอียดและความโปร่งใส จนในที่สุดจึงไม่มีทางเลือก

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ร่าง พ.ร.ก. ๒ ฉบับนี้ ณ เวลานี้ก็ผ่านความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ขั้นตอนตอนนี้ก็คือ ในการให้สภา พิจารณาอนุมัติ ซึ่งผมคิดว่าพวกเราก็ต้องพิจารณาในรายละเอียด รวมถึงผลพวงที่จะเกิดขึ้น จากการออก พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับนี้ แต่ก่อนที่ผมจะไปถึงตรงนั้นนะครับ ผมก็ต้องถือโอกาสนี้ เรียนกับพี่น้องประชาชนให้ทราบถึงความจำเป็นในการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน ที่ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ก็เพราะว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาครับ มีการสร้างกระแส ต่าง ๆ ว่าถ้า พ.ร.ก. นี้ถูกศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาหรือฝ่ายค้านยื่นให้พิจารณา ฝ่ายค้านต้อง รับผิดชอบ เพราะว่าเป็นการคัดค้านแผนการป้องกันน้ำท่วม ยังมีการสร้างกระแสอีกครับ บอกว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้ตกไป ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ต้องรับผิดชอบ เพราะว่า ได้ทำการขัดขวางแผนป้องกันน้ำท่วม แม้กระทั่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้ว แล้วก็บอกว่า พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับนี้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญให้ผ่านไป ก็ยังมีการแถลงครับ ยังมีการแถลงบอกว่าฝ่ายค้านจะต้องรับผิดชอบออกมาขอโทษพี่น้องประชาชน ผมคิดว่า ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว โลกของเรามันคงจะกลับกันหรืออย่างไรไม่ทราบ ถ้าท่านประธานจำได้นะครับ สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เราเป็นรัฐบาล เราก็เคยออก พ.ร.ก. ในลักษณะนี้ แล้วก็สมัยนั้น เป็นเรื่องที่เศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำก็จำเป็นที่จะต้องออก พ.ร.ก. มา แล้วฝ่ายค้านซึ่งเป็น ฝ่ายค้านสมัยนั้นแล้วกลับมาเป็นรัฐบาลในตอนนี้ก็ได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เช่นเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญก็ตีความออกมาว่าไม่ขัดด้วยมติเอกฉันท์ครับ แต่เราไม่เคย พูดอะไรเลย ในทางกลับกันครับ เรายังบอกว่าเป็นสิทธิที่ฝ่ายค้านในสมัยนั้นสามารถทำได้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าเราเคารพในการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้านในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นถ้าจะให้รัฐบาลในสมัยนี้บอกว่าให้ฝ่ายค้านรับผิดชอบนะครับ ผมก็คิดว่า การรับผิดชอบนั้นรัฐบาลต้องกลับไปมองดูตัวเองเสียก่อนเมื่อสมัยที่ตัวเองเป็นฝ่ายค้าน เพราะตอนนั้นที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งผ่าน เขารับผิดชอบอย่างไร หรือไม่ ก่อนที่จะมาให้ฝ่ายค้านรับผิดชอบในตอนนี้ ทีนี้ก็มาเข้าเรื่องในเรื่องของ พ.ร.ก. เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ได้ออกมาเพื่อทำแผนป้องกันน้ำท่วม ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ฝ่ายค้าน นึกอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาก็ไปยื่นตีความนะครับ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เรื่องนี้ประวัติยาวไกล แล้วท่านประธานถ้าประธานสังเกตดูนะครับ ก็จะมีความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าในการ สอบถามรายละเอียดในการนำเงินไปใช้ของรัฐบาลนี้ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านได้เคยท้วงไว้ในสภาแห่งนี้ในเรื่องของงบกลาง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่ครับ ว่างบกลางนี้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติ ได้แต่เพียงผู้เดียว ท่านอภิสิทธิ์ได้บอกไว้ว่าขอให้มีรายละเอียดครับ แล้วก็ถ้าไม่รู้จะเอาไปใช้ ทำอะไร ก็เอางบในเรื่องของการป้องกันน้ำท่วมไปใส่ไว้ ติงไว้ตั้งแต่เมื่อไรทราบไหมครับ ตั้งแต่การพิจารณางบประมาณวาระแรก วันที่ ๙ พฤศจิกายน ปีที่แล้วโน่นนะครับ แล้วตอนนั้น ก็ยังมีข่าวอีกครับว่าจะมีการใช้เงินทำแผนป้องกันน้ำท่วมถึง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ติงไว้ เช่นเดียวกันครับ ติงไว้ว่าขอให้เอารายละเอียดมาดู เพื่อความโปร่งใส เพื่อที่พวกเราทุกคน จะได้มีความสบายใจในการอนุมัติงบประมาณ นั่นเรื่องตั้งแต่ปีที่แล้วครับ แล้วรัฐบาล ทำอะไรหรือเปล่าครับ รัฐบาลก็ไม่สนองตอบ พอมาถึงในชั้นกรรมาธิการครับ ก็เสนออีกครับว่า ในเรื่องของงบป้องกันน้ำท่วมนี่ให้รัฐบาลแปรกลับเข้ามา โดยเฉพาะงบในเรื่องของการป้องกัน ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อที่ ส.ส. จะได้ช่วยกันพิจารณาได้ แล้วก็พิจารณากันในรายละเอียดให้เกิด ความรอบคอบ แต่รัฐบาลก็ไม่ตอบสนองอีกเช่นเดียวกัน เรื่องก็มาถึงตอนตรา พ.ร.ก. เมื่อสักเดือนเศษกว่าเราก็มีความพยายามอีกครั้งหนึ่งที่จะขอดูในรายละเอียดว่าเงินนั้น เอาไปใช้ทำอะไร พร้อมให้ความร่วมมือนะครับ พูดไว้อย่างชัดเจนบอกว่าถ้าให้นำ รายละเอียดมาให้พวกเราดู เราก็พร้อมจะให้ความร่วมมือที่จะถอนออกจากการพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็ไม่ตอบสนองอีก ผมคิดว่าท่านประธาน แล้วก็พี่น้องประชาชน ต้องเห็นใจพวกเราครับ จะให้อนุมัติงบประมาณโดยไม่บอกว่าเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง พวกเรา ทุกคนในฐานะผู้แทนราษฎรก็ต้องปกป้องผลประโยชน์ภาษีของพี่น้องประชาชน ขอเรียน ตามตรงครับว่าทำใจลำบากที่จะอนุมัติงบประมาณโดยที่ไม่ทราบว่างบประมาณนั้นนำไปใช้ ทำอะไร เมื่อได้พยายามหลายครั้งหลายหนแล้วนะครับ ในที่สุดก็ไม่มีทางเลือก ช่องทางสุดท้าย และจริง ๆ เราก็ไม่อยากทำหรอกครับ ถ้าหากว่ารัฐบาล มีรายละเอียดมาให้พวกเราดู เราก็ต้องเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ จนมาถึงขณะนี้ครับ หลังจากการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วผ่านไปเกือบเดือนศาลตีความออกมาแล้วว่าไม่ขัด จนมาถึง ณ วันนี้ ท่านประธานทราบไหมครับว่าแผนการใช้เงินก็ยังไม่ออกมา ผมเพิ่งได้รับ เมื่อสักครู่นี้อย่างที่ท่านประธานแจ้งบอกว่าจะมีกรอบการใช้เงินต่าง ๆ เป็นเอกสารของรัฐบาล ทั้งหมด ๔ หน้าด้วยกัน ๒ หน้าเป็นใบปะหน้า โครงการจริง ๆ มีแค่ ๒ หน้าหลังเท่านั้น พูดถึง แผนการแบบคร่าว ๆ เท่านั้นครับ อย่างเช่นว่าจัดทำทางน้ำหลาก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือว่า จัดทำแก้มลิง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เหมือนกับเอกสารงบประมาณในการพิจารณา งบประมาณ ซึ่งเป็นเอกสารงบประมาณโดยสังเขปเท่านั้น ผมต้องขอเรียนครับว่าย้ำว่า โดยสังเขป เพราะว่าการพิจารณางบประมาณจริง ๆ พวกเราทุกคนก็ทราบอยู่ จะมีเล่มเล็ก ซึ่งเป็นเล่มโดยสังเขป เป็นแผนงานต่าง ๆ แต่จากนั้นก็จะตามมาด้วยกล่องใหญ่ ๑ กล่อง แล้วเขาจะบอกว่าในแผนงานนั้นเอาไปทำอะไรบ้าง ที่ไหน และจำนวนเงินเท่าไร ก็ไม่ละ ความพยายามครับ พยายามติดตามใช้ความขยันดูในหน้าสื่อหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ดูในสื่อออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ ก็พบว่ามีรายละเอียดอยู่บ้าง แล้วก็หลงดีใจไประยะหนึ่ง มีรายละเอียดครับ มีตัวเลขบอกว่าที่นั่น ๑,๕๐๐ ล้านบ้าง ๒,๐๐๐ ล้านบ้าง ๖,๐๐๐ ล้านบ้าง ก็หลงดีใจครับ แต่ปรากฏว่าพอไปดูหน่วยของตัวเลขนั้นปรากฏว่าไม่ใช่ล้านบาท แต่ถ้าไปดูกันจริง ๆ ในตัวเลข ที่เสนอออกมาในแผนต่าง ๆ ๑,๕๐๐ ล้านนั้น ๖,๐๐๐ ล้านนั้น มันเป็นล้านลูกบาศก์เมตรครับ เป็นหน่วยการวัดน้ำ ความดีใจนั้นหมดลงเลยทันที สรุปแล้วก็คือว่า ณ ปัจจุบันนี้ยังไม่มีแผนที่ จะนำไปใช้อะไรเลย รัฐบาลควรจะบอกครับ ทำทางน้ำหลาก ทำแก้มลิงที่ไหน ใช้พื้นที่เท่าไร แต่ละที่ใช้เงินจำนวนเท่าไร ก็ควรจะบอกพวกเรามาเพื่อความโปร่งใส แต่นี่ไม่บอกเลยครับ ผมคิดว่าก็ควรจะเห็นใจในการทำงานของฝ่ายค้านที่จะให้เราอนุมัติเงินภาษีทั้ง ๆ ที่เราไม่เห็น เลยว่าเงินภาษีของพี่น้องประชาชนนั้นจะเอาไปใช้ทำอะไรนะครับ ขอเรียนว่าทำใจลำบากจริง ๆ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ครับ ท่านได้ตอบในคำชี้แจงในศาลรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่า ที่ท่านออกเป็น พ.ร.ก. นี้ เพราะว่าท่านต้องประกาศความจำเป็นเร่งด่วนให้กับต่างชาติ ให้มีความเชื่อมั่น แน่นอนที่สุดครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ผมขอเรียนว่าความจำเป็น เร่งด่วนนั้นไม่ได้มีเฉพาะว่าเรามีเงินเท่านั้น แต่ทุกวันนี้สิ่งที่ทุกคนเฝ้าจับตามองอยู่ รวมทั้ง นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศและพี่น้องประชาชนก็คือแผนการปฏิบัติ ซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีเลยครับ แล้วก็ยังมีอีกหลายทางเลือกนะครับ ในการตรา พ.ร.ก. แทนที่จะเป็น พ.ร.บ. ในลักษณะพิจารณา ๓ วาระรวดก็ทำได้ครับ หรือว่าจะเป็นแยกเรื่องเร่งด่วนเป็น พ.ร.ก. เรื่องระยะยาวไม่เร่งด่วนเป็น พ.ร.บ. ก็ทำได้ อันนี้ก็เหมือนในลักษณะของที่พรรคประชาธิปัตย์ เคยทำตอนตรากฎหมายของกองทุนไทยเข้มแข็ง ทำไมไม่ทำครับ รัฐบาลเลือกที่จะมัดรวมกัน เรื่องเร่งด่วน ไม่เร่งด่วนเข้าด้วยกัน แล้วก็มามัดมือพวกเราครับ แล้วก็บอกว่าถ้าไม่พิจารณาให้เรื่องไม่เร่งด่วนผ่าน เรื่องเร่งด่วน ก็จะไม่ผ่านไปด้วย อันนี้ผมถือว่าเป็นการมัดมือพวกเราในการพิจารณา ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ ไม่สมควร ก็อย่างที่เรียนให้ทราบครับ ทำทุกวิถีทางแล้วก็ไม่มีทางเลือกก็จะต้องยื่นให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ อันนั้นก็เป็นเรื่องของ พ.ร.ก. กู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ได้ส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แล้วก็อยู่ในการพิจารณาของพวกเราในขณะนี้

อีกเรื่องหนึ่งครับ เป็นเรื่องของ พ.ร.ก. โอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงิน ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตีความว่าไม่ขัดแล้วมาถึงในมือพวกเรา แล้วอยากให้ท่านประธานดูในรายละเอียดให้ดี แล้วก็ในขั้นตอนการปฏิบัติให้ดีครับ เพราะว่า ดูให้ดีจริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับ ทำไปทำมากลับเป็นว่ากลับมาอยู่ที่เก่า ที่ผมเรียน อย่างนี้ก็เพราะว่าการพิจารณาในเรื่องของการรับภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงิน จะคิดแค่การเก็บเงินแบงก์แล้วไปใช้หนี้อันนั้นไม่ใช่ครับ เรื่องราว ทั้งหมดไม่ได้อยู่แค่นั้น มันต้องเริ่มตั้งแต่การลดภาษีของรัฐบาล รัฐบาลก็ออกเป็นนโยบายครับ ลดภาษีนิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ มาเป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ก็คือลด ๗ เปอร์เซ็นต์ ที่จริง เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยเห็นด้วยเลยครับ เพราะว่าเหตุผลในการลดของรัฐบาลก็คือ บอกว่านำไปชดเชยค่าแรง ๓๐๐ บาทที่เพิ่มขึ้นให้กับบริษัท ห้างร้านที่เราไม่เห็นด้วย ก็เพราะว่าเราเห็นว่าการชดเชยนั้นควรทำครับ แต่ไม่ใช่ทำในลักษณะเหวี่ยงแหไปทุกที่ ควรทำเฉพาะบริษัทห้างร้านที่เขามีการจ้างแรงงานขั้นต่ำเท่านั้น แล้วผมพนันได้เลยครับว่า แบงก์ต่าง ๆ ที่รัฐบาลลดภาษีให้มีการจ้างแรงงานขั้นต่ำน้อยมากบางที่อาจจะไม่มีเลย ทีนี้ พอ พ.ร.ก. นี้ออกก็จะมีการเก็บเงินกลับจากแบงก์คิดออกมาเพิ่มขึ้นก็คือ ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์ ของเงินฝาก คิดออกมาก็ยอดเงินเท่ากัน ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์ของเงินฝาก ก็เท่ากับภาษี ๗ เปอร์เซ็นต์ที่รัฐบาลลดให้ หักลบกลบหนี้ออกมาเหมือนเดิมครับ เท่ากัน คำถามก็คือว่า ความเร็วในการชดใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้น มันแตกต่างจากของเดิมตรงไหนครับ ที่เรียนอย่างนี้มันมี ๒ ทางเลือกครับ

ทางเลือกที่ทำกันอยู่ในตอนนี้ ก็คือว่ารัฐบาลลดภาษีเงินได้นิติบุคคล เงินเข้าคลัง ก็น้อยลง ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไปเก็บเงินจากธนาคาร ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์เข้ามาใช้หนี้กองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน อันนั้นเป็นทางเลือกที่กำลังจะทำในตอนนี้

อีกทางเลือกหนึ่งก็เป็นทางเลือกเดิมที่ใช้กันมาก็คือไม่ลดภาษีครับ เงินเข้าคลัง ก็มากขึ้นแล้วก็เอาเงินจำนวนนี้ไปใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ผลออกมาปรากฏว่าเงินทั้ง ๒ ก้อนนี้เท่ากันครับ เท่ากันแล้วรัฐบาลทำไปทำไม ความเร็ว ในการชดใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินก็เท่ากันครับ คำถาม คือว่ารัฐบาลทำไปทำไม ทั้ง ๆ ที่มันเท่ากันหรือว่ามีวาระแอบแฝงอื่น เรื่องวาระแอบแฝงนี้ ผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องชี้แจงครับ แล้วก็มันสร้างความลักลั่นระหว่างแบงก์เอกชนแล้วก็แบงก์รัฐ เพราะว่าพอเก็บแบงก์เอกชนก็ต้องไปเก็บแบงก์รัฐด้วย แต่เงินที่เก็บแบงก์รัฐไม่ได้เอาเข้าคลังครับ เอาไปตั้งกองทุนอีกกองทุนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้เรียกว่ากองทุนพัฒนาประเทศไทย ซึ่งก็เป็นการ สร้างการใช้เงินแบบใหม่ไม่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เป็นการใช้เงินนอกระบบ อีกแบบหนึ่ง ผมก็คิดว่าเรื่องนี้ละครับเป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วก็เป็นวาระซ่อนเร้นที่รัฐบาล จะต้องพิจารณา แล้วก็ตอบคำถามให้กับพี่น้องประชาชนให้เข้าใจ และผมคิดว่าถ้ารัฐบาลตั้งใจที่จะแก้ไข ปัญหาหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจริง ผมก็แนะนำให้นำเงิน ที่เก็บจากแบงก์รัฐไปสมทบในการใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน อีกก้อนหนึ่งก็จะทำให้ชดใช้หนี้ได้เร็วขึ้นดังเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ ก็เรียนท่านประธานนะครับ การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญก็เสร็จสิ้นไปแล้วตอนนี้เป็นการพิจารณาของสภาเรา แล้วผมคิดว่าผมให้ ๒ พ.ร.ก. นี้ผ่านไม่ได้ แต่อย่างไรก็เชื่อครับว่า ๒ พ.ร.ก. นี้ด้วยเสียงข้างมาก ของรัฐบาลก็ต้องผ่าน แต่ผมก็ขอเรียกร้องถึงจะผ่านท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านก็ควรที่จะต้องชี้แจงให้กับประชาชนเข้าใจ ในคำถามทั้งหมดที่ผมได้ถามมา ทั้งในเรื่องของรายละเอียดในการใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และในเรื่องของวาระซ่อนเร้นที่จะเอาเงินจากแบงก์รัฐไปจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อการใช้เงิน อย่างนอกระบบ ก็ต้องขอฝากไว้ครับ แล้วก็ขอเรียนให้ท่านชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจด้วย มิฉะนั้นก็จะมีข้อกล่าวหาว่ามีวาระซ่อนเร้นครับ ขอบคุณครับ