เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ชี้ว่าปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้เป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ รัฐบาลได้ระดมสรรพกำลังในการแก้ไขปัญหา และได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและภาคประชาชน นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการแก้ไขหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ และขอให้รัฐบาลออกแนวทางในการชำระหนี้ให้เร็วที่สุด โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรับผิดชอบการชำระหนี้มากที่สุด
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ ซึ่งดิฉันได้ศึกษาหลักการ และเหตุผลที่ทางรัฐบาลต้องออกพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับว่า มีเรื่องสืบเนื่องจาก วิกฤตการณ์จากอุทกภัยอย่างร้ายแรงในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องบูรณะ และฟื้นฟูประเทศ เยียวยาความเสียหายให้แก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัย รวมทั้งดำเนินการ วางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ โดยจัดให้มีการลงทุนในโครงสร้าง สาธารณูปโภค พื้นฐานที่จำเป็น ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าวเป็นเรื่องที่ชอบด้วย ประการทั้งปวง ที่ดิฉันเห็นทางรัฐบาลได้มีการตัดสินใจออกพระราชกำหนดกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำมาลงทุนระบบบริหารจัดการเพราะเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาล ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมา ทั้งด้านฟื้นฟูภาคธุรกิจที่เสียหายจากน้ำท่วม รวมถึง ป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นในอนาคต ดิฉันขอรื้อฟื้น พี่น้องประชาชนและผู้แทนราษฎร บางท่านอาจจะลืมไปว่าปลายปี ๒๕๕๔ ประเทศไทยเราโดนพายุมรสุมถึง ๕ ลูก ไม่ว่าจะเป็น พายุไหหม่า เนสาต ไหถาง นกเตน และนาลแก ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนสะสมถึง ๑๘,๐๒๒.๔ มิลลิเมตรสูงกว่าค่าปกติเฉลี่ย ๓๐ ปีถึงร้อยละ ๒๘ ปริมาณน้ำฝนดังกล่าวสะสม เป็นมวลน้ำจำนวนมหาศาลไม่สามารถที่จะไหลไปตามลำน้ำตามธรรมชาติได้ก็ไหลเอ่อ มาท่วมบ้านเรือน แล้วก็พื้นที่การเกษตร พื้นที่อุตสาหกรรม และประเทศไทยมีพื้นที่ ไม่ว่าน้ำท่วมที่ผ่านมา ๗๗ จังหวัด มีน้ำท่วมถึง ๖๔ จังหวัด แล้วก็ไม่เคยปรากฏการณ์ว่า มีน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมถึง ๗ แห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดปทุมธานี ได้มีการประเมินความเสียหายจากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม ความเสียหายถึง ๒.๔ แสนล้านบาท โรงงานนอกนิคมอุตสาหกรรมอยู่ที่ ๒.๔ แสนล้านบาท นี่ไม่ได้ประเมินมูลค่าที่น้ำท่วมพื้นที่ ทางการเกษตรนะคะ รวมโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมและนอกนิคมอุตสาหกรรม ๔.๔ แสนล้านบาท เพราะฉะนั้นพระราชกำหนดที่กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาทนี้ ดิฉันถือว่ายังน้อยไปในการที่จะ แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน มหาอุทกภัยในครั้งนี้มันเป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้น ตามธรรมชาติที่ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ รัฐบาลได้ระดมสรรพกำลัง ไม่ว่าจะตำรวจ ทหาร ภาคประชาชน ได้บูรณาการหน่วยงานทุกหน่วยงานในการช่วยเหลือการแก้ไข และป้องกันน้ำท่วมที่ผ่านมา และรัฐบาลได้แก้ไขปัญหาภายใต้งบประมาณที่มีอยู่จำกัด แต่ที่ลืมเสียไม่ได้ก็คือพี่น้องประชาชนที่มีจิตอาสาที่เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันกับทางรัฐบาล ช่วยกันแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วม พี่น้องประชาชนที่ถูกน้ำท่วมโดยไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ดิฉันจึงได้ เห็นภาพที่คนไทยไม่ยอมทิ้งกันในยามทุกข์ยาก ไม่แบ่งภาค แบ่งสี สามัคคีช่วยแก้ไขปัญหา ด้วยกัน ที่ผ่านมารัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ได้ผิดพลาด ไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างที่ หลายฝ่ายได้กล่าวหา ได้มีผลสำรวจจากเอแบคโพลล์ (ABAC poll) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องการเมืองกับภัยพิบัติน้ำท่วมและทางออกในสายตาสาธารณชน ทั่วประเทศ โดยพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ ๗๕ คิดว่าไม่มีนักการเมืองคนใดจะทำ หน้าที่แก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ดีกว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นี่คือผลสำรวจ ที่ตอกย้ำยืนยันว่าทางรัฐบาลได้ตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนจริง ๆ แต่เรา ต้องยอมรับว่าปรากฏการณ์ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นมันรุนแรงจริง ๆ ส่งผลต่อความเชื่อมั่น และที่สำคัญสร้างความวิตกกังวลให้กับภาคประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการที่นักธุรกิจในภาคธุรกิจยังไม่ยอมเปิดกิจการ ยอมล้มละลาย นักลงทุนต่างชาติ อยากจะย้ายโรงงานไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ประสบภัยยังไม่ยอมฟื้นฟู ยังไม่ยอมซ่อมแซม บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ขณะที่ประชาชนเฝ้ารอคอย อยากทราบแนวทางปัญหาการจัดการน้ำ ของรัฐบาลและแผนการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ท่านประธานคะ ดิฉันดีใจที่ทางรัฐบาลได้มี การออกพระราชกำหนดและมีแผนงานที่ชัดเจนตามกรอบการใช้จ่ายในการวางระบบบริหาร จัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศมูลค่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สร้างระบบป้องกันภัยพิบัติ การออกพระราชกำหนดเงินกู้ฉบับนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง มีความจำเป็นเร่งด่วน และต้องทันต่อสถานการณ์และจะได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ นั้น ปัญหา หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไข ให้เป็นรูปธรรม เพราะเกือบ ๑๕ ปีแล้วที่ธนาคารแห่งประเทศไทยชำระเงินต้นไปได้น้อยมาก เพียง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นจากยอดหนี้ ๑.๔ ล้านล้านบาท แต่ขณะเดียวกันรัฐบาล ต้องจัดสรรงบประมาณไปชำระดอกเบี้ยปีละ ๖.๕ หมื่นล้านบาท หรือจ่ายดอกเบี้ย ๑๕ ปี รวมแล้ว ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลจึงจำเป็นที่จะต้องออกแนวทางในการชำระหนี้กองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนี้ โดยที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยควรจะ รับผิดชอบการชำระหนี้กองทุนนี้มากที่สุด เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นต้นเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์สถาบันการเงินในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ และก่อหนี้ก้อนนี้ขึ้นมา แต่ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้กระตือรือร้นหรือจะหาแนวทางในการชำระหนี้ให้เร็วที่สุดเลย ภาระจึงตกอยู่ที่รัฐบาลที่จะต้องรับชำระดอกเบี้ย ๖.๕ หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก ที่จะต้องนำเงินภาษีของพี่น้องประชาชนไปชำระหนี้ก้อนนี้ ท่านประธานคะ ที่ผ่านมา โครงสร้างงบประมาณของประเทศเรา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นงบประจำปี อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นงบลงทุน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ มีงบลงทุนแค่ ๔๒๓,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้ามีการแก้ไขพระราชกำหนดเงินกู้นี้รัฐบาลก็จะมีงบลงทุนเพิ่มสูงขึ้น จากนี้ไปไม่ว่ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหน ๆ ก็จะได้อานิสงส์ในพระราชกำหนดเงินกู้นี้ ไม่จำเป็น ที่จะต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อไปชำระดอกเบี้ย รัฐบาลจะมีเงินลงทุนในแต่ละปีเพิ่มสูงขึ้น ๖.๕ หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นผลดีต่อการกระตุ้น เศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น ท่านประธานคะ ประโยคสุดท้ายดิฉันขอฝากไปถึงทางรัฐบาล นะคะว่าพระราชกำหนดนี้เมื่อรัฐบาลได้ผลักภาระไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว โดยกฎหมายเปิดช่องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเรียกเก็บเงินจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อนำชำระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ต้องรับ ภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนี้ แต่โดยปกติแล้วธนาคารพาณิชย์ คือนายทุนจะไม่ยอมรับภาระตรงนี้แน่นอน ธนาคารพาณิชย์จะต้องผลักภาระนี้ไปให้กับ ผู้ฝากเงินและผู้กู้เงิน กลายเป็นว่าภาระนี้ต้องตกไปอยู่ที่ประชาชน รัฐบาลต้องหาแนวทาง ในการแก้ไขและมาตรการป้องกันที่จะไม่ให้มาตรการนี้ส่งผลกระทบไปถึงพี่น้องประชาชนค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันขอสนับสนุนพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้ค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ