ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สนับสนุนพระราชกำหนดกู้เงิน 350,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย แต่แสดงความกังวลต่อความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะระเบียบเงินทดรองราชการที่เอื้อให้เกิดการทุจริต โดยยกตัวอย่างกรณีการใช้เงินในจังหวัดมหาสารคามที่สูงผิดปกติและเรียกร้องให้ตรวจสอบ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมจะได้ขออนุญาตท่านประธานได้ใช้อุปกรณ์ประกอบการอภิปราย แล้วก็ ใช้เอกสารประกอบการอภิปราย ซึ่งได้ทำเรื่องขออนุญาตท่านประธาน และท่านประธาน ได้อนุญาตแล้ว ท่านประธานครับ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ จำนวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็สนับสนุน เพราะว่า ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ทำความเสียหายให้กับประเทศชาติ แล้วก็ทำความเสียหายให้กับประชาชน ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งผมคิดว่าอุทกภัย ครั้งร้ายแรงคงจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เพราะว่าขณะนี้รัฐบาลเองก็ได้ให้ความสำคัญ แล้วก็เร่งที่จะดำเนินการป้องกัน ท่านประธานครับ งบประมาณจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผมก็มีความเป็นห่วงครับ ท่านประธานครับว่า การใช้จ่ายงบประมาณจะต้องมีการใช้จ่ายอย่างโปร่งใส แล้วก็เกิดประโยชน์ แล้วก็ ไม่ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านประธานครับ ที่ผมเป็นห่วงเพราะว่าผมเองจะขอ ยกกรณีการใช้จ่ายเงินที่ไม่ได้มีรายละเอียด ท่านประธานครับ มันมีเงินอยู่อันหนึ่งครับ เขาเรียกกันว่า ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งมันมีการนำมาใช้ในการเกิดปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ ผมยกตัวอย่างครับว่าเมื่อปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ มีการใช้เงินภัยพิบัติ ไปทั้งหมด ๑๗,๘๓๔ ล้านบาท ซึ่งถือว่าเยอะมากครับ ท่านประธานครับ แล้วตรงนี้มันมี ความไม่โปร่งใส แล้วก็ส่อไปในทางทุจริต ท่านประธานครับ ผมต้องเรียนว่าเรื่องระเบียบ เงินทดรองราชการมีมานานแล้ว มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ในสมัยที่ท่านสุชาติ เชาว์วิศิษฐ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ต่อมาได้มีการมาแก้ระเบียบเงินทดรองราชการ เมื่อปี ๒๕๕๒ ที่ไปแก้นั้นแล้วไปก่อให้เกิดความไม่โปร่งใส ก็คือในข้อ ๖ บอกว่า ให้อำนาจ ในการโอนเงินทดรองราชการดังกล่าวให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำเงินไปใช้จ่ายได้ตามภารกิจในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ของส่วนราชการโดยไม่ต้องให้จังหวัดขอรับการสนับสนุนก่อน คือผมสรุปง่าย ๆ ครับ ท่านประธานครับ ก็คือการโอนอำนาจในการใช้เงินทดรองราชการครั้งละ ๕๐ ล้านบาทนี้ ไปให้ใครครับ ไปให้ ปภ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมีอำนาจ โดยที่ว่าคนที่ไป ลงนามประกาศแก้ไขเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ปี ๒๕๕๒ ก็คือท่านกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ท่านประธานครับ พอมีการแก้ระเบียบแล้ว กรณีนี้มันก็มีการดำเนินการในการที่ประกาศภัยพิบัติในจังหวัดต่าง ๆ อย่างมากมาย โดยขั้นตอนการดำเนินการเป็นอย่างไร ผมจะเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ คือว่าทาง ปภ. ของแต่ละจังหวัดก็จะแจ้งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดว่าขณะนี้ได้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ เกิดขึ้น แล้วก็ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็ประกาศภัยพิบัติ และหลังจากที่ใช้เงินทดรองราชการ ๕๐ ล้านบาทแรกเสร็จ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็จะทำเรื่องมาถึงท่านอธิบดี ปภ. เพื่อขอต่ออีก ๕๐ ล้านบาทไปที่กระทรวงการคลังครับ แล้วเงินตรงนี้มันพิเศษครับ ท่านประธานครับ คือมันต่อได้โดยไม่มีการจำกัด ครั้งละ ๕๐ ล้านบาท อีก ๕๐ ล้านบาท เป็น ๑๐๐ ล้านบาท เป็น ๑๕๐ ล้านบาท เป็น ๒๐๐ ล้านบาท ต่อไปได้เรื่อย ๆ ท่านประธานครับ ปรากฏว่ามันมีภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเมื่อในช่วงสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ก็คือ มีภัยพิบัติอันหนึ่งที่ยอดนิยมเลยครับ ก็คือภัยพิบัติโรคระบาดด้านพืช ปี ๒๕๕๒ เกิดภัยพิบัติ ๑๗๒ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ เกิดภัยพิบัติดังกล่าว ๑,๑๙๒ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๕๙๓ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๔ เพิ่มขึ้นเป็น ๓,๓๒๒ ล้านบาท เพิ่มขึ้นอีก ๑๗๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ผมเองก็สงสัยครับว่าประเทศไทยได้เกิดภัยพิบัติด้านพืชมีการซื้อสารเคมีไปเมื่องบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ไปเป็นเงิน ๓,๓๐๐ กว่าล้านบาท แต่ปรากฏว่าประชาชนกลับไม่เคยทราบเรื่องนี้เลย ผมเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่เคยทราบเรื่องนี้เลย ผมยกตัวอย่างครับ ว่ากรณีนี้ มันเป็นความไม่โปร่งใสในการใช้เงิน ผมยกตัวอย่างจังหวัดมหาสารคามบ้านผมนี่ครับ ท่านประธาน ที่ผมเป็น ส.ส. อยู่ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ปี ๒๕๕๓ จนกระทั่ง ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ปี ๒๕๕๔ จังหวัดมหาสารคามมีการใช้เงินภัยต่าง ๆ ไปทั้งหมด ๖๑๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ จังหวัดมหาสารคาม ในระยะเวลา ๑ ปี มีงบพัฒนาจังหวัด หรือเรียกว่า เงินผู้ว่าซีอีโอ (CEO) ปีละ ๑๕๐ ล้านบาท แต่มีการใช้เงินทดรองราชการไปถึง ๖๑๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ปีงบประมาณ ๒๕๕๔ มีการใช้งบประมาณในเรื่องของ ภัยพิบัติด้านศัตรูพืชระบาดไปถึง ๓๓๐ ล้านบาทของจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งในความเป็นจริง ถ้าจังหวัดมหาสารคามที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรอยู่นี่ ใช้งบประมาณไปถึง ๓๓๐ ล้านบาท ต้องเตือนประชาชนแล้วว่าคุณอย่าไปกินน้ำนะ คุณอย่าไปกินพืช กินผักที่ปลูก ในจังหวัดมหาสารคามนะ เพราะว่าใช้สารเคมีไปเยอะขนาดนั้นผมว่าเป็นต้องมะเร็งตายกัน ทั้งจังหวัดแน่ ขณะเดียวกันทั้งประเทศใช้สารเคมีไป ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ท่านประธาน เชื่อไหมครับ ไม่มีใครรู้เลยครับว่าประเทศไทยได้เกิดภัยพิบัติขนาดนั้น แล้วอะไรครับ ในระเบียบกระทรวงการคลังเขาบอกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจอนุมัติ ให้ขยายวงเงินราชการแล้วต้องแจ้งท่านนายกรัฐมนตรีทราบด้วย ผมก็เลยต้องเรียนถามท่านประธานว่า ตอนสมัยท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีเคยแจ้งประชาชนให้ทราบไหมว่าประเทศไทย เกิดภัยพิบัติมากมายขนาดนั้น ปรากฏว่าเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ มันมีเรื่อง คนจังหวัดมหาสารคามเขามาบอกผมว่า ท่านผู้แทนราษฎรไปดูหน่อย จังหวัดมหาสารคาม หลังจากที่เขาประกาศภัยพิบัติด้านพืช ภัยพิบัติต่าง ๆ ใช้เงินไป ๖๐๐ กว่าล้านบาท แล้วเขาบอกว่า อยู่ ๆ ก็มีนักการเมืองใหญ่ที่จังหวัดมหาสารคามมีตำแหน่งใหญ่ในรัฐบาลที่ผ่านมาด้วยครับ มีเงินไปสร้างบ้านครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานได้ใช้เอกสารครับ มีเงินไปสร้างบ้าน ท่านประธานทราบไหมครับว่าบ้านที่ไปสร้างมีมูลค่าเท่าไร บ้านหลังใหญ่โตมากครับ อยากให้สื่อมวลชนเข้ามาใกล้ ๆ หน่อยครับ ประชาชน และท่านประธานจะได้เห็นชัด ๆ หน่อยครับ บ้านหลังนี้ราคา ๕๐ ล้านบาท ขณะนี้ กำลังก่อสร้างอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม อยู่ที่อำเภอพยัคฆภูมิพิสัยด้วย อยากจะให้ ท่านประธานได้แจ้งทาง ป.ป.ช. ให้ไปตรวจสอบหน่อยว่าทำไมอยู่ ๆ มีคนมีเงิน ๕๐ ล้านบาท ไปสร้างบ้าน ขออีกนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ นี่รูปบ้านครับท่านประธาน ขอทางกล้องโทรทัศน์ ช่วยซูม (Zoom) ใกล้ ๆ หน่อยครับ ท่านประธานดูสิครับ บ้านหลังใหญ่โตขนาดไหนครับ กำลังสร้างอยู่เลยนะครับขณะนี้ครับ รูปนี้ชาวบ้านเขาไปถ่ายมาให้ผม แล้วบอกให้ผมมาฟ้อง ท่านประธานหน่อย ท่านประธานครับ ผมขอสรุปครับ ว่าการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่เราจะ ออก พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเอาไปป้องกันน้ำท่วม ผมเองสนับสนุนในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่การใช้จ่ายงบประมาณจะต้องมีความโปร่งใส แล้วอย่าให้เกิด กรณีแบบนี้เหมือนกับรัฐบาลที่แล้วที่ผ่านมา ขอบคุณครับ