สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

วรงค์ เดชกิจวิกรม แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.ก. 2 ฉบับที่รัฐบาลเสนอมา โดยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการกู้เงินของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่เห็นผลงานที่จริงจังในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ยังย้ำว่า พ.ร.ก. และพระราชบัญญัติมันต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งว่า พ.ร.ก. ไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดของแต่ละโครงการได้ เขาหมายถึงการโอนหนี้ 1.14 ล้านล้านบาท และเรียกร้องให้แบงก์ชาติเก็บเงินจากสถาบันการเงิน 0.47 เปอร์เซ็นต์ เพื่อไม่ให้ภาระกับประชาชน แต่ภาระนี้จะทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงกว่าเดิม รวมถึงปัญหาเรื่องค่าครองชีพ ค่าแรง และจำนำสินค้า

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก วันนี้ผมขออนุญาต แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.ก. ๒ ฉบับที่ทางรัฐบาลได้เสนอมา แต่อย่างน้อยผมเชื่อว่า ประโยชน์ที่เพื่อนสมาชิกได้พูด ไม่ว่าจะเป็นผลงานเป็นภูมิคุ้มกัน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกท่านเองต้องเตือนรัฐบาลของท่านเอง ผมอยากจะย้ำ ท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิก แล้วก็คณะรัฐมนตรีทุกท่านว่าผลงานของรัฐบาลคือ ภูมิคุ้มกันของรัฐบาล วันนี้สิ่งที่รัฐบาลได้ทำอยู่มันเป็นผลงานที่ประชาชนจับต้องได้เยอะ ท่านคงทราบนะครับ ว่ารัฐบาลเคยประกาศนโยบายต่าง ๆ ไว้เยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะ กระชากค่าครองชีพ คำถามถามว่าวันนี้ค่าครองชีพประชาชนเป็นอย่างไรบ้าง ผมไม่ลง รายละเอียดครับ เพียงแต่เตือนสติว่าผลงานของท่านเป็นอย่างไรบ้าง ท่านเคยประกาศ โครงการรับจำนำข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท วันนี้ผมไปเจอพี่น้องเกษตรกรชาวนา ถามว่ามีชาวนา คนไหนบ้างที่ได้ข้าวราคา ๑๕,๐๐๐ บาท มีพี่น้องเกษตรกรชาวนาอีสานคนไหนบ้างที่ได้ ข้าวหอมมะลิราคา ๒๐,๐๐๐ บาท ผมรับโทรศัพท์จากพี่น้องทางจังหวัดบุรีรัมย์โทรมา ร้องเรียน อุตส่าห์ตากข้าวอย่างดี เก็บไว้ในยุ้งฉางอย่างดี แต่ไปที่โรงสีได้แค่ ๑๔,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นอยากจะเตือนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่าผลงานเท่านั้นที่จะคุ้มครอง รัฐบาล วันนี้พรรคฝ่ายค้านไม่สบายใจครับ คำถามถามว่าทำไมเราไม่สบายใจ เพราะเรามี ความรู้สึกว่าเราไม่ไว้วางใจ เราเกรงกังวลว่ารัฐบาลมีเงินแล้วจะใช้ไม่เป็นครับ คำถามถามว่า ทำไมเราถึงรู้สึกอย่างนั้น เพราะว่าหลายโครงการท่านมีสตางค์ แต่ท่านยังใช้เงินเหล่านี้ ไม่เป็น ไม่ต้องอะไรมากครับ ล่าสุดนี้ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์บอกว่าจะใช้เงิน ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านโครงการจำนำมันสำปะหลังพี่น้องเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลัง ท่านมีสตางค์เยอะแยะครับ แล้วท่านก็คุยโม้ในสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรีก็มาตอบกระทู้ถามผม ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ขณะนี้ม็อบมันสำปะหลังยังปิดถนนเป็นรายวันอยู่เลย เพราะว่า ท่านมีสตางค์ครับ แต่ท่านทำไม่เป็นครับ ดังนั้นทำให้เราเชื่อว่านโยบายในการออก พ.ร.ก. เงินกู้ ๒ ฉบับ เราเลยไม่มั่นใจว่าท่านจะทำได้ตามที่ท่านพูดหรือไม่ แล้วเมื่อมาพูดถึงในสิ่งที่ท่านกู้นี่ ผมก็ต้องพูดถึงย้อนอดีตครับ เราเป็นนักการเมืองด้วยกัน ตอนสมัยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็กล่าวหาว่าเราดีแต่กู้ แต่ผมก็ภูมิใจแทนท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เพราะว่าท่านกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะใช้ไม่หมด เพราะว่าเศรษฐกิจ มันดีขึ้นมาก่อน เหลือเงินประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ไม่กู้ต่อ ปีนั้นเศรษฐกิจโต ๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นบทพิสูจน์ว่าฝีมือของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับ การยอมรับจากพี่น้องประชาชน แต่ท่านกล่าวหาว่าดีแต่กู้ แต่เผลอแป๊บเดียวนี่ ท่านประธานครับ ผ่านไปแค่ ๖ เดือนเศษ ๆ วันนี้ท่านกู้ พ.ร.ก. ๔ ฉบับ โอเคโอนหนี้ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ผมยกประโยชน์ให้ แต่ ๓ ฉบับที่เหลือประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านกู้ไปแล้ว ๖ เดือนเศษ กู้ไป ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่นับ เขาเรียกว่างบประมาณขาดดุลอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับว่า ๖ เดือนเศษ รัฐบาลชุดนี้กู้ไปแล้ว ๑.๑ ล้านล้านบาทครับ ย้ำให้กับ พี่น้องประชาชนนะครับ ๖ เดือนเศษ กู้ไปแล้ว ๑.๑ ล้านล้านบาทครับ ดังนั้นลำพังแค่เอาอยู่ อย่างเดียวนี่คนยังไม่เชื่อ วันนี้เอาแต่กู้ เพราะฉะนั้นบางสิ่งบางอย่างการที่รัฐบาลหรือว่า ทางซีกของรัฐบาลที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายค้าน ท่านต้องคำนึงว่าท่านเคยพูดอะไรไปบ้าง ถ้าท่านคิดว่าท่านจะไม่กู้เลยนี่ เราจะไม่ว่าเลย แต่ประเภทที่ตอนเป็นฝ่ายค้านว่าคนอื่นว่าดี แต่กู้ แต่วันนี้ท่านก็เอาแต่กู้เหมือนกัน ผมมีมุมที่อยากจะต้องทำความเข้าใจ พี่น้องประชาชน อาจจะไม่เข้าใจ วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ๒ ฉบับ ก็คือเอามาฟื้นฟู ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็โอนหนี้ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ถือว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เราต้องย้ำนะครับ สิ่งที่ไม่ขัดรัฐธรรมนูญก็คือไม่ขัดกฎหมายแต่ไม่ใช่ว่าสาระจะเป็นสิ่งที่เรา เห็นด้วยครับ เราต้องแยกเรื่องประเด็นกฎหมายกับประเด็นเรื่องสาระ ในเรื่องกฎหมาย เราไม่ปฏิเสธว่าขณะนี้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่สาระที่รัฐบาลชุดนี้ทำนี่ เรามองว่าเป็นสิ่งที่เรา จะต้องพูดคุยกันเยอะ แล้วก็อยากจะย้ำกับพี่น้องประชาชนว่า คำว่า พ.ร.ก กับพระราชบัญญัติมันต่างกัน วันนี้ถ้ามันเป็นพระราชบัญญัตินี่ ตัวแทนของพี่น้องประชาชน จะได้มาตรวจสอบสิ่งที่รัฐบาลจะทำ เราสามารถตรวจสอบได้ไปถึงรายละเอียดของแต่ละ โครงการ เช่น โครงการนี้ ๒๐๐ ล้านบาท โครงการนี้ ๓๐๐ ล้านบาท โครงการนี้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท เราสามารถตรวจสอบรายละเอียด เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนในการตรวจสอบรายละเอียดได้ แต่วันนี้รัฐบาลออกเป็น พ.ร.ก. ครับ ออกเป็น พ.ร.ก. นี่ตัวแทนประชาชนตรวจสอบไม่ได้ครับ ท่านเอาเข้ามาเสนอในที่ประชุมของสภาวันนี้ อยู่ ๆ เรามีหน้าที่บอกว่าเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ แล้วก็ได้แต่วิพากษ์วิจารณ์ มันก็เหมือนกับว่าวันนี้ท่านก็ปิดหูปิดตาปิดปาก ตัวแทนประชาชนในการดูรายละเอียดของแต่ละโครงการ ผมอยากจะย้ำนะครับ ว่าขณะนี้ ท่านออก พ.ร.ก. ๔ ฉบับ ๒ ฉบับแรกนั้นผ่านไปแล้ว นั่นคือเรื่องกองทุนประกันภัย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และอันที่ ๒ ที่ให้ธนาคารชาติให้ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราลองมาดู ๒ ฉบับที่ผ่านมา เฉพาะกองทุนประกันภัย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ความเชื่อมั่นกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศก็ยังไม่มีครับ ผมก็ต้องชื่นชมหัวหน้าผมนะครับ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะนี้เดินทางไปญี่ปุ่นครับ ไปพบนักลงทุนต่างประเทศ ก็คือนักลงทุนญี่ปุ่น เพื่อช่วยรัฐบาลของท่านในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ เพราะลำพัง วันนี้ฟังดูว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ยังไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศเท่าไร ฝ่ายค้านก็ช่วยท่านอยู่ แต่ตัวที่ ๒ ก็คือตัวที่แบงก์ชาติให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๒๖ มกราคมที่ผ่านมา วันนี้ผ่านไป ประมาณเดือนเศษ ๆ ครับ คำถามถามว่าเงินก้อนนี้ได้ปล่อยไปสู่มือนักลงทุนในประเทศ มากน้อยขนาดไหน คำตอบคือว่ายังไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย ลำพังแค่ ๒ ฉบับนั้นผ่านไป แล้วยังไม่ได้ดำเนินการ เพราะฉะนั้นขณะนี้อีก ๒ ฉบับผ่านวันนี้มันยิ่งทำให้เกิดความไม่มั่นใจ จากซีกของเราเองว่าท่านจะสามารถบริหารเงินก้อนนี้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ ๒ ฉบับ

ฉบับหนึ่งคือเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาฟื้นฟู ผมต้องฟ้องประชาชน เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีอยู่ ๒ ใบครับท่านประธาน พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ ใบหน้าแรก ใบเต็มหน้า ใบหน้าต่อมาไม่ถึงครึ่งหน้า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท บอกว่ามีรายละเอียด ที่เป็นกรอบ ถามว่ากรอบที่ ๑ คือแผนฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า วงเงิน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเตือนผ่านท่านประธานไปยังทางซีกรัฐบาลนะครับว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ลำพังปลูกป่าก็เป็น ปัญหามาเยอะ สร้างฝายแม้วก็เป็นปัญหามาเยอะ ต้องเตือนประเด็นที่ ๑

เรื่องที่ ๒ ก็คือสร้างฟลัดเวย์ ซึ่งวันนี้ฟลัดเวย์ต้องเตือนอีกนะครับ เพราะคำว่า ว. ๕ ชั้น ๗ ที่โฟร์ซีซั่นส์ เรากังวลใจถึงประโยชน์ทับซ้อน อันนี้ตรงไปตรงมา เป็นเรื่องของ ผลประโยชน์ทับซ้อนที่มีการพูดกัน วันนั้นมีตัวแทนของบริษัทบ้านจัดสรรต่าง ๆ บริษัทใหญ่ ๆ ทั้งนั้นมาคุยกัน ท่านสามารถก็บอกให้ผมช่วยย้ำว่าท่านต้องประกาศสิครับว่า ฟลัดเวย์ หรือทิศทางน้ำที่ต้องการให้ไป ท่านต้องประกาศให้เกิดความชัดเจนว่าท่านจะประกาศใช้ ฟลัดเวย์ในพื้นที่ใดบ้าง วันนี้ก็ไม่มีความชัดเจน ซึ่งท่านบอกว่าจะใช้เงินก้อนนี้ถึง ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่ความชัดเจนไม่เกิดขึ้น

โดยเฉพาะโครงการที่ ๓ แผนพัฒนาคลังข้อมูล ๓,๐๐๐ ล้านบาท โอเค ตรงนี้ ไม่ว่ากัน เพราะว่าเป็นเรื่องของคลังข้อมูล ผมให้ประโยชน์แก่ท่าน

แต่เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจ คือเรื่องแก้มลิง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ท่านใช้เงินอีก ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบอกจะทำ ๒ พื้นที่ พื้นที่เหนือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ พื้นที่เหนือจังหวัดนครสวรรค์ไปถึงบ้านผมอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ แล้วท่าน จำได้ไหมครับว่า ตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินสายทัวร์นกแก้ว ทัวร์นกอะไร ในพื้นที่ภาคเหนือ คนบางระกำส่วนหนึ่งเขาจะไปประท้วง เพราะทราบข่าวว่าจะเอาพื้นที่ ของเขาไปทำแก้มลิง จนกระทั่งมีข้าราชการบางส่วนไปพยายามไกล่เกลี่ยว่าตอนนี้ยังไม่มี ความชัดเจน เพราะฉะนั้นผมต้องย้ำกับท่านประธานนะครับว่าลำพังแก้มลิง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ก็เป็นปัญหา ถ้ารัฐบาลประกาศพื้นที่ความชัดเจนออกมา ผมเชื่อว่าสร้างความกังวลใจกับ พี่น้องประชาชนจำนวนมหาศาล เพราะที่ทำกินของเขา ท่านประธานครับ เป็นที่นา ทำนา มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย อยู่ ๆ วันดีคืนดีรัฐบาลจะเอาไปเป็นพื้นที่รับน้ำครับ

แล้วประเด็นถัดมาก็คือแผนบริหารดำเนินการจัดการน้ำ ๑๗ ลุ่มน้ำ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่มีความชัดเจน รวมทั้งแผนดำเนินการตามยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟู เพื่อสร้างอนาคตอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็เลยถือโอกาสฟ้องพี่น้องประชาชนครับ พวกผม ฝ่ายค้านรักประชาชนไม่แพ้พวกท่านครับ พวกผมฝ่ายค้านเป็นห่วงปัญหาเรื่องน้ำท่วม ไม่แพ้ฝ่ายรัฐบาล ถ้ารัฐบาลมีความชัดเจนในการเอาเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมาดูแล พี่น้องประชาชน เราเต็มที่ครับ แต่วันนี้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีแค่ประมาณหน้าเศษ ๆ ผมเลยเรียกร้องนะครับ ตอนสมัยพรรคประชาธิปัตย์โดยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาเอาโครงการแต่ละโครงการในรายละเอียดของทุกโครงการเข้าสู่ เว็บไซต์ ใครมีข้อกังวลใจในโครงการไหนบ้าง จะ ๕๐ ล้านบาท ๑๐ ล้านบาท เข้าสู่เว็บไซต์ ให้ประชาชนตรวจสอบ ดังนั้นเรียกร้องไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านอยู่ในที่นี้ ท่านต้องเอาโครงการ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเข้าสู่เว็บไซต์ ให้พี่น้องประชาชน สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินเหล่านี้เอามาทำโครงการอะไรได้บ้าง แล้วโครงการไหนที่เป็น โครงการที่ไม่น่าไว้วางใจ เขาสามารถร้องเรียนมาที่ฝ่ายค้าน พวกเราจะได้ช่วยในการ ตรวจสอบ เป็นปากเสียงแทนพี่น้องประชาชน

และท้ายที่สุดครับ ท่านประธานครับ การโอนหนี้ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่า โอนแล้วครับ ไม่เป็นอะไรครับ แต่จุดที่ข้อห่วงใยของพวกเราที่จะให้ทางแบงก์ชาติเก็บเงิน จากสถาบันการเงิน ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ พวกนี้คือภาระของพี่น้องประชาชนและผมก็เชื่อว่า มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วว่าภาระของประชาชนในการทำธุรกรรมกับทางธนาคาร จะมีภาระมากยิ่งขึ้น เพราะไม่มีทางครับ ท่านประธานครับ คนที่ทำธุรกิจเขาต้องหา ผลประโยชน์หรือกำไรสูงสุด ในเมื่อรัฐโดย พ.ร.ก. ฉบับนี้ให้ธนาคารชาติเก็บเงินจากธนาคาร ๐.๐๔ เปอร์เซ็นต์ของยอดเงินฝาก ภาระเหล่านี้ก็ตกกับพี่น้องประชาชน และผมเชื่อว่าปัญหา เหล่านี้ที่ตามมาก็คือปัญหาของปากท้องประชาชน และท้ายที่สุดครับ ท่านประธานครับ นอกจากสิ่งเหล่านี้ที่ท่านว่าเอาอยู่แล้วเอาไม่อยู่ครับ ผมฝากท่านด้วยนะครับว่าปัญหาปากท้อง พี่น้องประชาชนนะครับ ปัญหาเรื่องค่าครองชีพ ค่าแรง ๓๐๐ บาท จำนำข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท จำนำมันสำปะหลังสิ่งเหล่านี้ทำไม่ได้ จึงอยากเตือนไปยังรัฐบาลว่าผลงานเหล่านี้ คือเกราะคุ้มกัน ของท่าน ถ้าผลงานเหล่านี้ท่านทำไม่ดีครับ ประชาชนเหล่านี้จะมาไล่พวกท่านออกไปครับ ขอบคุณครับ