สาทิตย์ วงศ์หนองเตย แถลงว่า การอนุมัติพระราชกำหนดที่รัฐบาลตราขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีความสำคัญต่อการบริหารจัดการน้ำของประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างจริงจัง โดยมองว่าแผนบริหารจัดการน้ำท่วมและเงินทุน 350,000 ล้านบาทมีปัญหาในเรื่องของความโปร่งใส และผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งประชาชนไม่ได้รับการบอกกล่าวและไม่มีสิทธิ์รู้
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้สภาผู้แทนราษฎร ของเรากำลังปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตัวแทนของประชาชน ฟากฝ่ายของนิติบัญญัติให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ นั่นคือการอนุมัติพระราชกำหนดซึ่งรัฐบาลได้ตราขึ้นตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียใจครับ เพราะในเวลานี้ที่นั่งของคณะรัฐมนตรีนั้นไม่มี แม้แต่คนเดียว นับตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี แม้กระทั่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ผมเรียนท่านประธานว่าวาระนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นเรื่องของการอนุมัติพระราชกำหนด เป็นการใช้จ่ายเงินซึ่งมาจากเงินภาษีของประชาชนที่ต้องไปชดใช้เป็นเงินกู้และเป็นดอกเบี้ย เพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้จ่าย ผมต้องเรียนท่านประธานว่าการพิจารณาในวันนี้นั้นความจริงแล้ว ก็เป็นวาระที่ต่อเนื่องกันมาจากการที่รัฐบาลเสนอพระราชกำหนดจำนวนทั้งสิ้น ๔ ฉบับ ด้วยกัน ซึ่งใน ๔ ฉบับนั้นก็จะเกี่ยวโยงกับเรื่องของปัญหาอุทกภัยหรือเรียกว่ามหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ใน ๔ ฉบับที่กล่าวถึงนั้นฝ่ายค้านเองก็ได้เห็นด้วย ๒ ฉบับ ก็คือฉบับที่ว่าด้วย เรื่องของกองทุนประกันภัยซึ่งมีความจำเป็นมากต่อผู้ประกอบการที่มีปัญหาเรื่องของ การประกันภัย และอีกฉบับหนึ่งที่เห็นด้วยก็คือการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการ แต่อีก ๒ ฉบับซึ่งฝ่ายค้านได้ส่งตีความตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ นั้น ฉบับหนึ่งคือเรื่องของ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งมีการโอนหนี้ไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย และอีกฉบับหนึ่งก็คือพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตของประเทศ ก่อนที่กระผมจะพูดต่อไปนั้น ผมต้องเรียนท่านประธานว่า ผมคงจะให้ความสำคัญเน้นเฉพาะตัวพระราชกำหนดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการบริหาร จัดการน้ำหรือที่รู้จักกันในนามของพระราชกำหนดไปกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มี ๒ ประเด็นครับ ที่ต้องทำความเข้าใจกับท่านประธานเบื้องต้น
ประการที่ ๑ ก็คือว่าเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาล ได้ตราเป็นพระราชกำหนดประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งฝ่ายพวกผมเคยตั้งข้อสังเกต เอาไว้ในการอภิปรายก่อนหน้านี้ว่าพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนั้น รัฐบาลมีเวลาในการที่จะ พิจารณารายละเอียดเขียนกฎหมายน้อยมากครับ กลับไปดูประวัติย้อนหลังรัฐบาลใช้เวลาเพียง ประมาณอาทิตย์เศษ ๆ หรือไม่เกิน ๑๐ วันในการเขียนกฎหมาย ซึ่งจำเป็นที่จะต้องอาศัย ความละเอียดรอบคอบแล้วเสนอผ่านคณะรัฐมนตรีก่อนจะตราขึ้นเป็นพระราชกำหนด ที่บอกว่าใช้เวลาน้อยมากมันก็เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของรายละเอียดครับ แถมตัวพระราชกำหนด ที่ประกาศนั้นก็ดูเหมือนว่ามันจะเป็นความลับในตอนแรกจนกระทั่งปรากฏเป็นข่าวออกมา และมีการตราออกมาแล้วหลายฝ่ายจึงจะเห็นรายละเอียดครับ ฝ่ายค้านเองเมื่อเห็น รายละเอียดแล้วเราได้ยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญตีความ มีคนของฝ่ายรัฐบาลพยายามจะสร้างเรื่อง ซึ่งเป็นการใส่ร้ายฝ่ายค้านว่าการยื่นตีความกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนั้นเป็นการขัดขวางการแก้ไขปัญหา เรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ผมต้องทำความเข้าใจกับท่านประธานเรื่องนี้เพราะมีการขยายผล กันไปใหญ่โตในทำนองว่าถ้าเกิดยื่นตีความแล้วต้องหยุดการพิจารณาไว้โดยสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภานั้น เป็นการทำให้รัฐบาลไม่สามารถทำงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ ซึ่งข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ พระราชกำหนดมีผลตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ที่สำคัญจะเห็นได้ว่าฝ่ายค้านยื่นตีความวันที่ ๓๐ มกราคม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสร็จสิ้น วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ใช้เวลาเพียง ๒๔ วัน กระบวนการจบสิ้น ในช่วงเวลาระหว่างกลางนั้น ท่านนายกรัฐมนตรียกคณะไปทัวร์ดูน้ำท่วมตั้งแต่วันที่ ๑๓ ถึงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ เพราะฉะนั้นการยื่นตีความเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แม้แต่กระทั่งในคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญเองครับ เวลาเรายกขึ้นมาอ่านเราอ่านไม่ครบหรอกครับ แต่ในส่วนหนึ่งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้เขียนเอาไว้ว่าการตราพระราชกำหนดเป็นการใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรี ในการตราพระราชกำหนดจึงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ๒ ประการ คือเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ และต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดเนื่องจากเป็นการใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนรัฐสภา และรัฐสภาไม่สามารถแก้ไขเนื้อหาสาระของพระราชกำหนดได้ มีอำนาจแต่เพียงพิจารณา อนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกำหนดเท่านั้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคสาม เพราะฉะนั้นนี่เป็นกระบวนการปกติ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมรัฐบาลก็ทำต่อไป รัฐมนตรี คนหนึ่งลุกขึ้นพูดก่อนหน้านี้ บอกฝ่ายค้านไม่เข้าใจเรื่องแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ผมก็ต้องเรียน ท่านประธานครับว่าตั้งแต่เกิดปัญหาเรื่องน้ำท่วมแล้วครับ ฝ่ายค้านนี่ล่ะเป็นคนที่เตือน รัฐบาลมาตั้งแต่ต้นในฐานะเป็นอดีตรัฐบาลซึ่งมีความเข้าใจ เหมือนกับนักวิชาการหลายท่าน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม เดือนกันยายนปีที่แล้ว ลองย้อนความกลับไปดูครับ เหตุการณ์น้ำท่วม ยังเป็นฝันร้ายในใจของผู้คนทั้งประเทศ หลายที่ยังไม่ฟื้นฟู หลายที่คนยังไม่อาจฟื้นตัวได้ นิคมอุตสาหกรรมวันนี้หลายแห่งครับ ฟื้นตัวเพียง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ คนตกงานอีกนับเป็นแสนคน ยังไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ฝันร้ายยังมีอยู่ครับ ในเวลานั้นฝ่ายค้านเตือนตั้งแต่เกิดเหตุ ปลายเดือนสิงหาคมต่อเดือนกันยายน แต่รัฐบาลในขณะนั้นเสมือนกับว่ามีความมั่นใจถึงกับ หลุดประโยคว่า เอาอยู่ ในที่สุดแล้วพอถึงเดือนตุลาคมครับ สถานการณ์น้ำที่หลากลงมาจาก ภาคเหนือและมีการบริหารจัดการที่ผิดพลาดนั้นก็เกิดผลน้ำท่วมหลากลงมาตั้งแต่ปิง วัง ยม น่าน มาจังหวัดนครสวรรค์ ต้องย้อนความว่าจังหวัดนครสวรรค์แตกท่วมทั้งเมืองอย่างไม่เคย ปรากฏมาก่อน มาลุ่มน้ำเจ้าพระยา แตกที่บางโฉมศรีลงจังหวัดลพบุรี จ่อลงมาถึงรังสิต ในที่สุดท่วมดอนเมือง กระทั่งท่วม ศปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วม สิริรวมน้ำทะลักออกทางฝั่งตะวันตกย้อนกลับขึ้นมา ฝั่งธนบุรี ศปภ. ตั้งวันที่ ๘ ตุลาคม ภายหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงเกิดขึ้นแล้ว ฝ่ายค้านนี่ละครับ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรยังเดินทางไปพบท่านนายกรัฐมนตรี ที่ ศปภ. ที่ดอนเมืองด้วยซ้ำไป ในการให้ข้อความคิดเห็นต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหา แต่ผม ต้องเรียนยืนยันกับท่านประธานครับว่าอันนี้ต้องทำความเข้าใจกันก่อน ว่าการยื่นตีความ ตามรัฐธรรมนูญนั้นไม่เป็นผลต่อการที่จะทำให้รัฐบาลต้องหยุดในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว ประเด็นก็จะต้องมีการพิจารณา ต่อไปอีกว่า หลายคนในสภานี้ซีกฝ่ายรัฐบาลพูดเสมือนกับว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว เหมือนเป็นการยืนยัน ว่าตัวพระราชกำหนดที่มีเรื่องแผนบริหารจัดการน้ำรวมอยู่ด้วยในนั้น แม้ไม่มีรายละเอียดเสมือนกับการันตีประกันว่าแผนบริหารจัดการน้ำท่วมไปถูกทางแล้ว ผมเรียนว่านี่ต่างหากครับที่ไม่ใช่ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นวินิจฉัยเฉพาะประเด็นข้อกฎหมายว่า เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ฉุกเฉินไหม ศาลบอกฉุกเฉินเพราะน้ำท่วมจริง เที่ยวที่แล้ว จำเป็นไหม จำเป็น จะต้องมีเงินเพื่อไปแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ใช่ไหม ศาลก็บอกว่าเข้าเงื่อนไข แต่ความจำกัดของรัฐธรรมนูญก็คือศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจ วินิจฉัยลงลึกไปถึงเรื่องแผนบริหารจัดการน้ำและการใช้จ่ายเงินได้ แต่นี่คือประเด็นของ ฝ่ายค้านครับ ที่เราเป็นห่วงก็คือเรื่องบริหารจัดการ ถ้าท่านประธานจำได้น้ำท่วมปีที่แล้ว ที่เกิดเหตุรุนแรงนั้น ไม่ใช่เรื่องไม่มีงบประมาณ ไม่ใช่เรื่องไม่มีคน แต่เป็นเรื่องการบริหาร จัดการที่ผิดพลาดโดยแท้ ไปอ่านดูหนังสือพิมพ์เดลินิวส์วันนี้ครับ ชาวนาคนหนึ่งในภาคกลาง ให้สัมภาษณ์เอาไว้ชัดเจน ว่าปัญหาของการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมครั้งที่แล้วคือปัญหา การบริหารจัดการเพราะไม่มีความเข้าใจ ใช้เหตุผลทางด้านการเมืองมาตัดสินใจ มีการประเมิน สถานการณ์ที่ผิดพลาด มีการใช้เหตุผลการเมืองมาตัดสินใจ ในสภานี้เราเคยอภิปรายแล้วครั้งหนึ่ง ในเรื่องของความล้มเหลวของการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แต่นั่นหมายถึงชีวิตคนที่ตายไป ๘๐๐ กว่าคน วันนี้ภาคประชาชนฟ้องรัฐบาล เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ประชาชนที่ถูกน้ำท่วม ฟ้องรัฐบาลว่าบริหารจัดการผิดพลาด ความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจรุนแรงเป็นล้านล้านบาท ก็จริง แต่เทียบไม่ได้กับชีวิตคนที่ต้องตายไปและโอกาสของการสูญเสียในการประกอบอาชีพ ของเขาทั้งหลาย ตรงนี้ต่างหากที่เรากำลังจะพูดอยู่ว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวพระราชกำหนดนี้ การอนุมัติของพวกเรามีความหมายครับ ส.ส ฝ่ายรัฐบาลบางท่านพยายามจะชี้ให้เห็น เหมือนกับรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีบางท่านวาดฝันว่านี้คือ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ใหญ่โต สามารถที่จะทำให้ประชาชนมีความมั่นใจได้ว่า มี ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้แล้วปัญหาน้ำท่วมจะหมดไป ต่อไปนี้เหมือนกับนโยบายที่ท่าน ประกาศตอนเลือกตั้ง ลาก่อนน้ำท่วม ลาก่อนน้ำแล้ง วันนี้มันพิสูจน์แล้ว มา ๓-๔ เดือนแรก ลาก่อนน้ำท่วม ท่วมทั้งประเทศ ที่กำลังจะเป็นห่วงคือลาก่อนน้ำแล้ง ปีนี้ฝนจะแล้งแล้วจะทำ อย่างไร เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องการบริหารจัดการจึงเป็นเรื่องใหญ่ครับ แน่นอนครับ ในกฎหมายฉบับนี้ท่านบอก รองนายกรัฐมนตรีบอกว่าตัวพระราชกำหนดบอกว่าจะต้อง เสนอกรอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ก่อนที่จะมีการดำเนินการตามพระราชกำหนดฉบับนี้ เพื่อตอบประเด็นที่ฝ่ายค้านบอกว่าทำไมไม่มีรายละเอียด ประเด็นผมต้องถามว่าการเสนอ กรอบเงินกู้ตามนี้จะเสนอเมื่อไร ความจริงแล้วสมมุติฐานที่มีอยู่ในใจขณะนี้ก็คือว่าใช้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องมีรายละเอียดแล้วว่าท่านจะไปใช้อะไรบ้าง แต่วันนี้ที่ไม่มีที่ฝ่ายค้าน ต้องซักถามเพราะติดอยู่ที่ประเด็นว่าใน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านพูดเหมือนกับว่ามีประเด็น รายละเอียดแล้ว ถามว่าทำไมประเด็น รายละเอียด สำคัญครับ ประเด็นรายละเอียดสำคัญ ก็เพราะเหตุว่าในนั้นจะต้องบอกครับว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปใช้ที่ไหน อย่างไร ใช้ทำอะไร เพื่อนสมาชิกพูดบอกว่ามีอยู่หน้าครึ่ง บอกว่าไปทำเรื่องฟลัดเวย์ ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท ทำเรื่อง ป่าต้นน้ำอีกประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่เป็นบริษัทเอกชนเขาไม่ให้นะครับ อยู่ ๆ ผู้จัดการ ฝ่ายการตลาดบอกเจ้าของบริษัทบอกขอเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไปทำฝ่ายการตลาด เขาถามว่าไปทำอะไรบ้าง ตอบไม่ได้คุณเชื่อผมเถอะ แต่นี่มันเงินประชาชนครับ ที่เป็นเงินกู้ครับ แต่ความจริงประเด็น รายละเอียดสำคัญกว่านั้นท่านประธานครับ เพราะหลายเรื่องที่คนเขาไม่เชื่อเรื่องบริหารจัดการ ผมยกตัวอย่างให้เห็นครับว่าเรื่องแรกสุดเลยครับ เรื่องประเด็นน้ำในเขื่อน จำได้ไหมครับ สภานี้ถกกันอยู่เรื่องประเด็นสาเหตุอุทกภัยครั้งที่แล้ว ฝ่ายรัฐบาลพยายามจะบอกก่อน ตอนแรก บอกเป็นเพราะฝนตกเยอะ น้ำเลยท่วม แถมไปปล่อยข่าวบอกว่ารัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ เก็บน้ำเอาไว้ในเขื่อน แล้วพอถึงเวลาน้ำเต็มรัฐบาลชุดนี้ทำอะไรไม่ได้ นอกจากปล่อยน้ำ แล้วในที่สุดก็น้ำท่วม จนต้องชี้แจงกันในสภานี้บอกไม่จริง น้ำในเขื่อนตอนรัฐบาลชุดที่แล้ว ยุบสภามีไม่ถึงครึ่งเขื่อน ท่านมาเป็นรัฐบาลมันขึ้นไป ๕๐ กว่า แล้วปล่อยเดือนสิงหาคม เดือนกันยายนจนน้ำขึ้นไปแตะระดับ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งขึ้นไปเกือบเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วท่านถึงเริ่มปล่อยในเดือนตุลาคม พยายามปฏิเสธครับว่า เรื่องบริหารจัดการน้ำครั้งที่แล้วรัฐบาลไม่ได้ผิด แต่พอวันนี้ท่านประธานครับ ไปดูในแผน บริหารจัดการแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีองค์ประกอบแผนอยู่ ๘ เรื่อง ๑ ใน ๘ เรื่อง ก็คือการบริหารน้ำในเขื่อน แต่ปัญหาที่คนเขาไม่เชื่อมั่นอยู่ตรงนี้ครับ นายกรัฐมนตรีประกาศ วันแรกเลยก่อนลงไปทัวร์วันที่ ๑๓-๑๗ กุมภาพันธ์ บอกว่าต้องลดระดับน้ำในเขื่อนลงจาก วันนี้ไปถึงเดือนเมษายนก่อนเดือนพฤษภาคมให้เหลือ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ หลังจากไปทัวร์ กลับมาเสร็จปรากฏว่าตั้งแต่ไปทัวร์มีคนบอกว่าเหลือ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ สมมุติฐานบอกฝนตก เท่ากับปีที่แล้ว ปรากฏว่าทั่วประเทศในเวลานี้แล้งมหาศาล วันดีคืนดีนายกรัฐมนตรีประกาศ เมื่อวานครับบอกไม่ต้องถึง ๔๕ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ เอาเฉพาะเขื่อนภูมิพลกับเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอื่นอาจจะเก็บน้ำไว้มากกว่า ๔๕ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ ตรงนี้มันชี้ให้เห็นอะไรครับ ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลแก้ไขปัญหาแบบตื่นตูม ตกใจ แล้วไม่ได้ตั้งสติในการแก้ไขปัญหา ที่สำคัญยังไม่ได้ใช้ ผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริงในการมาตัดสินใจ เป็นการเดินประเด็นการเมืองเหมือนกับ กลบเกลื่อน ปกปิดความผิดพลาดของการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนครั้งที่แล้ว แล้วบอกว่า เที่ยวนี้มาใหม่ ลดระดับน้ำในเขื่อนลง ปัญหาคืออะไรครับ ปัญหาก็คือว่าการปล่อยน้ำ ในขณะนี้วันหนึ่งเป็นร้อยล้านลูกบาศก์เมตร อาจจะถึงเดือนหนึ่ง ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร นับตั้งแต่เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม เดือนเมษายน มีคนเขาเตือนแล้วครับ สถิติน้ำที่มีการระบายจากเขื่อนทั้ง ๒ เขื่อน คือเขื่อนภูมิพลกับ เขื่อนสิริกิติ์นั้นย้อนหลังไป ๒๐ ปี ไม่เคยมีปีไหนที่มีการปล่อยน้ำเกิน ๒,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อเดือน เพราะถ้าปล่อยมากขนาดนั้นการปลูกพืชฤดูแล้งมีปัญหาแน่นอน นี่อย่างไรครับ คือประเด็นว่าเวลามาบริหารจัดการจริงมันไม่ง่ายเหมือนพูดหาเสียง แต่อันนี้มันคือ การบริหารจัดการของจริงที่ต้องมาแก้ไขปัญหาเรื่องป้องกันอุทกภัย นี่เป็นตัวชี้วัดตัวแรกครับ ที่ทำให้เห็นว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อโยงไปถึงความสามารถบริหารจัดการมันถึง ไม่สามารถที่จะเชื่อมั่นได้ว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ แต่รายละเอียดที่เราต้องการ มากกว่านั้นครับใน ๘ แผนงานนั้นท่านประธานครับ มีอยู่แผนงานหนึ่งพูดถึงเรื่องของ การกำหนดพื้นที่รับน้ำนอง และมีการพูดกันถึงเรื่องพื้นที่ฟลัดเวย์ครับ ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ วันนี้มีการพูดถึงเรื่องฟลัดเวย์หรือทางระบายน้ำ หรือเรียกว่า ทางด่วนพิเศษระบายน้ำ ควบคู่ไปกับเรื่องของพื้นที่รับน้ำนอง หรือในภาษาวิชาการเรียกว่า ฟลัดเพลส (Flood place) ตรงนี้มีการพูดถึงตัวเลขเป็นล้านไร่นะครับ ปัญหาที่สมาชิกสภานี้ทวงถามก็เพราะว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ครับ ภายใต้แผนบริหารจัดการที่ต้องใช้เงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ต้องไป ใช้เงินถึง ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท เกือบครึ่งหนึ่งของเงินที่กู้มาไปใช้กับเรื่องฟลัดเวย์และเรื่อง ฟลัดเพลส คำถามมีลึกกว่านั้นครับว่า ตกลงท่านใช้พื้นที่ตรงไหน ที่คนเขาแปลกใจก็คือ อย่างนี้ครับว่าทำไมเรื่องฟลัดเวย์ถึงถูกเก็บเป็นความลับไม่ยอมบอกใคร เรื่องแปลกที่เกิดขึ้น ก็มี ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ วันดีคืนดีมีข่าวแพลมออกมาว่าฟลัดเวย์มีคนรู้แล้วว่ารัฐบาล มีแผนชัดเจน มีการพูดถึงเรื่องของเส้นทางฟลัดเวย์ว่าด้านตะวันตกจะเริ่มตั้งแต่รอยต่อ ระหว่างอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยาขนานไปทาง ทิศตะวันตกเจ้าพระยาไปถึงปากคลองพระยาบันลือ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขนานไปกับคลองพระยาบันลือถึงอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่ ๖ อำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้านฝั่งตะวันตกไปตรงไหนบ้าง เป็นรายงานข่าวครับ ที่น่าประหลาดใจก็คือว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเปิดเผยไม่ได้ ประชาชนเขาไม่รู้ เขาก็อยากรู้ ในขณะเดียวกันกับที่มีผู้บริหารบริษัทระดับยักษ์คนหนึ่งครับ ให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์ ชัดเจนว่าโรงงานใหญ่ของเขาอยู่ในแนวพื้นที่ฟลัดเวย์ เขาจำเป็นต้องย้ายโรงงาน ตรงนี้ อย่างไรครับ มันเกิดความน่าสงสัยเกิดขึ้นว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลมีแผนทำฟลัดเวย์และรู้พื้นที่ อยู่แล้ว แต่ไม่เปิดเผยประชาชน นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เมื่อวาน ยอมรับว่าแผนที่ลง ในหนังสือพิมพ์นั้นเป็นเรื่องจริง ประเด็นจึงมีคำถามว่าเรื่องฟลัดเวย์ซึ่งกระทบพื้นที่มหาศาล คนซึ่งมีที่ดินอยู่แล้วมีสิทธิรู้ก่อนประชาชน ใช่หรือไม่ ประเด็นที่โฟร์ซีซั่นส์ จึงไม่ใช่เรื่องอื่นใด นอกจากคนเขาสงสัยว่าท่านนายกรัฐมนตรีใช้เวลาสภาไปประชุมแล้วมีตัวแทนนักธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์อยู่ด้วยนั้น นอกจากฐานะหนึ่งคือนายกรัฐมนตรี แต่อีกฐานะหนึ่งคือ อดีตผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์คุยกันเรื่องฟลัดเวย์ ใช่หรือไม่ อันนี้อย่างไรครับที่เป็น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและเป็นเรื่องความโปร่งใส ไม่มีการชี้แจง
อีกข่าวหนึ่งกรมชลประทานให้สัมภาษณ์เอาไว้ บอกฟลัดเวย์ที่เดินหน้า ต้องฟ้องประชาชนประมาณ ๑๐,๐๐๐ ราย อันนี้โกลาหลแน่นอนครับ นี่ยกตัวอย่างง่าย ๆ ๒ เรื่องให้ท่านประธานเห็นว่าเรื่องแผนบริหารจัดการน้ำท่วมและใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มันมีอะไรมากกว่านั้นครับ ที่จำเป็นต้องมีรายละเอียดให้พวกเราในสภาผู้แทนราษฎร และให้ ประชาชนได้รับรู้ ไม่อย่างนั้นมุบมิบทำกันเอง เอาเฉพาะกันแต่คนวงใน คนได้ประโยชน์คือ คนต้องอยู่ใกล้ชิดรัฐบาลเป็นนายทุนคนมีเงิน ประชาชนเสียโอกาส ชาวนา ชาวไร่ เกษตรกร วันนี้เราไปคลองโยง ยังไม่มั่นใจเลยว่าเที่ยวนี้ก่อนฝนจะมาเขาควรเพาะปลูกพืชอะไร คนจน ไม่มีสิทธิรู้ใช่ไหมครับ บอกกันเฉพาะคนวงในใช่ไหมครับ นี่คือความโปร่งใสที่เราเรียกหา จากตัวพระราชกำหนดฉบับนี้ ซึ่ง ณ วันนี้ผมพูดจนจบไม่มีคนรัฐบาลมาฟังครับ พูดในฐานะ ตัวแทนประชาชนก็เลยสะท้อนให้กับท่านประธานได้เห็นว่าตัวพระราชกำหนดฉบับนี้นั้น มีปัญหาแน่นอนในเชิงของเรื่องบริหารจัดการและประเด็นรายละเอียดความโปร่งใสเรื่องของ ผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้ายังมุบมิบกันอยู่อย่างนี้ครับ ความเชื่อมั่นไม่มีทางเกิดขึ้นได้ และคำถามจะเกิดขึ้นกับรัฐบาลชุดนี้อยู่เสมอ ไม่อาจหรอกครับที่จะใช้เสียงข้างมากยกมือกัน ในสภานี้ตลอดเวลา ถ้าประชาชนเขามีความรู้สึกว่ารัฐบาลหลอกประชาชนและกำลัง ใช้เสียงข้างมากของประชาชนในการที่จะสร้างผลประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจที่ใกล้ชิดรัฐบาล