จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หารือเรื่องพระราชกำหนดการกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบุว่าหนี้ที่กรมชลประทานกู้มา 1.14 ล้านล้านบาท เป็นหนี้เก่า ตั้งแต่ปี 2540 และมีภาระดอกเบี้ย 65,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถูกใช้ไปชดเชยดอกเบี้ยแทนการชำระหนี้ที่แท้จริง นอกจากนี้ยังอภิปรายเรื่องการคุ้มครองเงินฝากของประชาชน โดยอ้างอิงจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก และพระราชกำหนด 4 ฉบับของรัฐบาล เพื่อให้ความมั่นใจกับประชาชนในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่เกิดจากน้ำท่วม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่จากพรรคเพื่อไทย ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายถึงพระราชกำหนด ซึ่งทางรัฐบาลได้ออกมา และผ่านการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมาอีก ๒ ฉบับนะครับ ๒ ฉบับแรกนี้ได้มีการอภิปรายผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว วันนี้มาอีก ๒ ฉบับ คือพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าเบื้องต้นนี่ต้องกราบขอบพระคุณ ผ่านท่านประธานไปยังศาลรัฐธรรมนูญที่ได้เห็นถึงความสำคัญจำเป็นและเร่งด่วนของ พระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ แล้วก็ได้ลงมติให้ความเห็นชอบกับร่างพระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับนี้นะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ด้วยเวลาที่จำกัดนี่ผมคงจะต้องอภิปรายในเรื่อง ของพระราชกำหนดการกู้เงินเพื่อบริหารจัดการน้ำนี่แต่เพียงสั้น ๆ และจะไปลงเน้นหนัก ในรายละเอียดในเรื่องของการปรับปรุงการบริหารหนี้ ในส่วนของพระราชกำหนดในการให้ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ วงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่เกินนะครับ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะมีความจำเป็นหรือในที่สุด แล้วจะกู้เต็มวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่จะกู้เพียงจำเป็นที่จะนำมาใช้ในการฟื้นฟู และแก้ไขปัญหาเรื่องของน้ำท่วมมหาอุทกภัยเมื่อปีที่ผ่านมา ผมต้องกราบเรียนว่า ด้วยโครงการที่จะทำพระราชกำหนดการกู้เงินอันนี้แน่นอนครับผลประโยชน์ที่ได้นี่ตกกับ พี่น้องประชาชน ตกกับภาคเอกชนที่ทำธุรกิจ ตกกับเอสเอ็มอี (SME) เล็ก ๆ ของประเทศไทย ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของโครงการป้องกันน้ำท่วมจากเงินลงทุนของรัฐนี่ โดยตรง ประโยชน์จากเม็ดเงินที่ไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จนกระทั่งเศรษฐกิจ มันฟื้นฟูกลับคืนมา ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในรูปของความมั่นใจที่นักลงทุนไม่ว่าจะเป็น ในประเทศหรือต่างประเทศนี่จะเกิดความมั่นใจว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและมีเครื่องมือ เพียงพอในการที่จะป้องกันไม่ให้ปัญหาอุทกภัยมันเกิดซ้ำอีกนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งวันนี้รัฐบาลต้องแสดงความยินดีด้วยนะครับ ทางรัฐบาลนี่ได้รับเครื่องมือที่มีความสำคัญอันยิ่งยวดนี้ไปนะครับ แล้วก็คงจะนำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เท่าที่ได้รับฟังการอภิปรายมาหลายชั่วโมงนะครับ ท่านประธาน ผมกราบเรียนว่าเท่าที่ฟังดูไม่มีการเห็นแย้งในเรื่องของความจำเป็นของตัวเม็ดเงิน หมายความว่าเงินนี้จะนำไปใช้แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ลงไปแก้ไขเรื่องของการทำ ฟลัดเวย์ การทำระบบชลประทาน การฟื้นฟูลุ่มน้ำ ไม่มีใครเห็นแย้งนะครับ อาจจะมีการติติง อาจจะมีความเห็นแตกต่างในเรื่องของขั้นตอนและวิธีการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ว่าทำไม ไม่ออกเป็น พ.ร.บ. ว่าทำไมไม่หาช่องทางอื่นไปเข้างบประมาณหรืออะไรต่าง ๆ รวมถึง อาจจะมีข้อสงสัยในเรื่องของการทำ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ในที่สุดมันจะกลับไปเป็นรูปแบบของ พ.ร.ก. ที่เคยมีมาในอดีตที่มีการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่มีโครงการที่ชัดเจนเสียมากกว่านะครับ ซึ่งผมเองต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมอาจจะเห็นต่างไปนะครับ เพราะว่าวันนี้ ในพระราชกำหนดเองได้มีกำหนดไว้ชัดเจนใน ๒ มาตรา มาตรา ๓ กำหนดว่าทางรัฐบาล จะต้องส่งกรอบของเรื่องของการกู้เงินครั้งนี้ให้กับรัฐสภาเพื่อการพิจารณา ผมเองต้อง กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ จริง ๆ นี่เป็นความกล้าหาญของรัฐบาลชุดนี้นะครับ วันนี้เราพิจารณาเรื่องของพระราชกำหนดนี่ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องยื่นกรอบมาให้กับ เพื่อนสมาชิกได้ดูได้พิจารณากันในเบื้องต้น เพราะนี่ไม่ใช่การอนุมัติกรอบ การอนุมัติกรอบนี่ ต้องผ่านรัฐสภาหมายถึงที่ประชุมร่วมครับ วันนี้นี่ยังไม่ใช่การอนุมัติกรอบ ผมนี่ชื่นชม ในความกล้าหาญของท่านที่เปิดไต๋ของท่านออกมาก่อน ยื่นมือออกมาให้จับ ให้ดูในรายละเอียด ซึ่งกรอบในเรื่องของการแก้ไขปัญหานั้น ต้องบอกพี่น้องประชาชนว่าวันนี้ มีตั้งแต่เรื่องของการฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าและระบบนิเวศ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท การทำฟลัดเวย์ ทางน้ำหลากหรือทางผ่านน้ำนี่อีก ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท การทำคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์และระบบเตือนภัยอีก ๓,๐๐๐ ล้านบาท การกำหนดพื้นที่รับน้ำหรือการทำ แก้มลิงตามโครงการพระราชดำริอีก ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท การบริหารจัดการน้ำ ๑๗ ลุ่มน้ำ อีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท การดำเนินตามยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งหมดนี้ถ้าดูและฟังโดยรายละเอียดแล้ว นี่จะทราบเลยครับว่ารัฐบาลได้มองเห็นภาพกว้างได้มีการเตรียมแผนการอย่างบูรณาการที่จะ แก้ไขปัญหาเรื่องของน้ำท่วมอย่างสมบูรณ์นะครับ ไม่ว่าจะเรื่องของการเตือนภัย การแก้ไข ปัญหาที่ลุ่มน้ำ ต้นน้ำ การทำระบบฟลัดเวย์ไม่ให้น้ำท่วมหนัก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเชื่อว่า รัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างสมบูรณ์นะครับ
ในส่วนของพระราชกำหนด ฉบับที่ ๒ เป็นเรื่องของพระราชกำหนดเกี่ยวกับ การปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้นั้น ผมกราบเรียนว่าอย่างที่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมได้เรียนนี่ ไม่ใช่การกู้เงินใหม่นะครับ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ล้าน ๒ ครั้ง ๑.๑๔ ล้านล้านบาทนั้นเป็นหนี้เก่าที่เกิดมาตั้งแต่สมัย ปี ๒๕๔๐ ตั้งแต่มีปัญหา ระบบเศรษฐกิจเข้าสู่ไอเอ็มเอฟออกมาจนวันนี้นี่นะครับ หนี้ตอนนั้นยังใช้ไม่หมดครับ หลายท่านพูดกันว่ามีการกู้เงินตอนนั้น ๑.๔ ล้านล้านบาท ใช้ไป ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ข้อเท็จจริงนั้นการกู้ ๑.๔ ล้านล้านบาทไม่ได้กู้เต็มวงเงินครับ กู้ประมาณ ๑.๓๒ ล้านล้านบาท ใช้ไปแล้วประมาณ ๑๖๐,๐๐๐-๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ถามว่าวันนี้นี่มันมี ความจำเป็นอะไร ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ แน่นอนครับประเด็นแรกมันเป็นการลดภาระ งบประมาณ เพราะวันนี้เราต้องใช้เงินงบประมาณปีละ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาทไปประทัง ดอกเบี้ยครับ ทุกปี ๆ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท มาถึงวันนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ถึงปัจจุบัน ได้มีการตั้ง งบประมาณเพื่อไปชดเชยดอกเบี้ยในส่วนนี้แล้ว รวมถึง ๖๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๖๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เงินจำนวนนี้แทนที่จะเอามาพัฒนาประเทศ แก้ไขปัญหาให้ พี่น้องประชาชน ไม่ได้ครับ ไปใช้ดอกเบี้ยครับ วันนี้รัฐบาลก็เลยหาทางออกครับ เพราะเห็น ได้ชัดเจนว่าด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้กี่ปีกี่ชาติก็ไม่มีวันคืนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินนี้ได้หมด ผ่านมาแล้วกี่รัฐบาล ผ่านมาแล้วกี่สมัย ด้วยเครื่องมือ ที่มีอยู่ในปัจจุบันเพิ่งใช้เงินไปได้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๑,๐๐๐,๐๐๐๐ กว่าล้านบาท วันนี้รัฐบาลจึงออกเป็นพระราชกำหนดเพื่อที่จะมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย มอบเครื่องมือให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไปดำเนินการบริหารจัดการและชำระหนี้ก้อนนี้ ให้หมดให้ได้ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าภายใน ๒๕ ปี ประเทศไทยเราจะปลดหนี้จาก กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินก้อนนี้ได้ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ในอดีตก่อนที่จะมีพระราชกำหนดฉบับนี้เราไม่มีช่องทาง เราไม่มีทางออก เราไม่เห็นแสงสว่าง ของตัวหนี้ก้อนนี้ได้เลย วันนี้ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกพระราชกำหนดซึ่งเป็นการแหวกแนวมาก การมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ไปบริหารจัดการหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเราจำกันได้ดีครับ พี่น้องประชาชนจำได้ครับ ท่านทักษิณ ชินวัตร เป็นคนชำระหนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาวันนี้น้องสาวครับ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะปลดหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้กับประเทศไทยอีก ๑.๑๔ ล้านล้านบาทครับ วันนี้ประเทศไทย เห็นแสงสว่างเพราะต่างประเทศมองด้วยแววตาที่สงสัยมาตลอด จะให้ประเทศไทยกู้เงิน จะหาเงิน ลงทุนให้กับประเทศไทย กับภาคเอกชน กับภาครัฐ มองด้วยสายตาสงสัยว่าทำไมเงินก้อนนี้ หนี้ก้อนนี้คุณจ่ายดอกประทังหนี้มาเรื่อย ๆ ผมเป็นพ่อค้าอยู่ในตลาด ผมกู้เงินสัก ๑๐,๐๐๐ บาท ไปทำการค้าการขาย ผมจ่ายดอกทุกวันไม่เคยจ่ายเงินต้นเลย แล้วผมไปขอกู้เพิ่มนี่ ถามว่าใครเขา จะให้ผมกู้ วันนี้รัฐบาลมีทางออกให้กับประเทศไทย เราจะบริหารจัดการหนี้ด้วยความมั่นคง ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ หลายท่านที่ผ่านมาได้อภิปรายในส่วนของ พระราชกำหนดเกี่ยวกับการปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ในกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนี่มีภาระที่จะตกกับพี่น้องประชาชนหรือไม่ ในที่สุดแล้วในส่วนของสถาบันคุ้มครองเงินฝากจะมีความมั่นคงอีกหรือเปล่า เป็นคำถาม ที่สำคัญมาก ผมเองได้มีโอกาสที่ไปศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลก็นำมาบอกกับเพื่อนสมาชิกรวมถึง พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน หลายท่านสงสัยว่าในที่สุดแล้วเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทย นำมาชำระเงินกู้ก้อนนี้มาจากไหน หลัก ๆ ก็มีอยู่ ๓-๔ ข้อเดิมนั่นละครับ ก็คือกำไรของ ธนาคารแห่งประเทศไทยบ้าง อะไรบ้าง และอีกข้อหนึ่งที่เพิ่มมาใหม่ นั่นก็คือในส่วนของ เงินฝากของสถาบันการเงิน ซึ่งมีมติว่าตามพระราชกำหนดไม่ให้เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ที่จะเก็บ กับเงินฝากของสถาบันการเงิน หลายคนบอกว่าในที่สุดไปใช้เงินฝากของสถาบันการเงิน สถาบันการเงินก็จะผลักภาระไปให้พี่น้องประชาชน ผมเองก็เป็นห่วงครับ แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานครับ จากที่ได้มีการประชุมกันมาในส่วนของท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านกิตติรัตน์ ทางธนาคารแห่งประเทศไทย ทางสถาบันการเงินเอง ทางกระทรวงการคลัง นี่คือหัวกะทิ ด้านเศรษฐศาสตร์ของประเทศไทยนะครับ ในที่สุดเขามาจบตัวเลขที่ ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ ของเงินฝากสถาบันการเงินที่จะเอามาใช้ในส่วนนี้ ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นมากไหมครับ เพิ่มเพียงเล็กน้อยครับ เพราะในอดีตนั้นเก็บอยู่ที่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ เป็นการเก็บเข้าสถาบัน คุ้มครองเงินฝาก เพิ่มมา ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์ หลายคนก็บอกถ้าอย่างนั้น ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์นี้ พี่น้องประชาชนรับภาระหรือไม่ ผมต้องเรียนว่าไม่ครับ เพราะอะไรครับ เพราะวันนี้รัฐบาล มีนโยบายที่ประกบควบคู่กันไปอีก ๑ นโยบาย นั่นคือนโยบายของการลดภาษีเงินได้ นิติบุคคลซึ่งธนาคารก็ได้รับประโยชน์ด้วย เขามีการวิเคราะห์กันว่าการลดภาษีนิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไปเป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ของธนาคารนั้นจะทำให้ธนาคารได้ประโยชน์ขึ้นมาอยู่ ๐.๑๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วเรานี่ไปเก็บเงินเพิ่มขึ้นมา ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์ ยังมีส่วนต่างที่ธนาคาร ยังได้ประโยชน์อยู่ ๐.๐๕ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าธนาคารไม่ได้เดือดร้อนมากขึ้นเลย และที่สำคัญอาจจะมีช่องว่างเพื่อที่จะนำประโยชน์ที่เกินมาอีก ๐.๐๕ เปอร์เซ็นต์ ให้พี่น้องประชาชนด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นในที่สุดแล้วผมรับประกันได้เลยว่าพี่น้องประชาชน ไม่ต้องเดือดร้อนจากการที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดฉบับนี้เด็ดขาด นอกจากนั้นแล้ว ท่านประธานผมขอเวลาอีกสักเล็กน้อย
อีกประเด็นหนึ่ง ที่เป็นประเด็นที่สงสัยกันก็คือในที่สุดสถาบันคุ้มครองเงินฝาก จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อช่วงต้นมีบางท่านอภิปรายเรื่องสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ผมกราบเรียน อย่างนี้ครับ ความคิดของท่านนั้นถูกต้องนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมกราบเรียนเลยว่า มันไม่ได้เป็นภาระ ไม่ได้เป็นความเสี่ยงใด ๆ ทั้งสิ้น วันนี้สถาบันคุ้มครองเงินฝากนั้น มีเงินเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๙๗,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่า ๙๗,๐๐๐ ล้านบาท มาจากไหน ๓-๔ ปีที่ผ่านมา เก็บ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ของเงินฝากธนาคารพาณิชย์และธนาคารอื่น ๆ ที่ฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ๐.๔ เปอร์เซ็นต์มา ก็ได้มารวบแล้วมาถึงปัจจุบันนี้ ๙๗,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนั้น ถ้าวันนี้ หนังสือพิมพ์ไปลงข่าวตอนเช้าบอกว่าทางฝ่ายค้านติติง แล้วก็เป็นห่วงเรื่องว่าสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีเงินไม่พอ พรุ่งนี้พี่น้องประชาชนเข้าธนาคาร ถอนเงินออกหมดเลย เศรษฐกิจพังครับ ไม่ได้ครับ วันนี้จึงต้องมาชี้แจงว่าจริง ๆ แล้ว มันไม่ได้อยู่ในความเสี่ยง อย่างแรกเลยนั้นต้นทางก็ดีครับ หมายความว่าธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ได้เปลี่ยนระบบตั้งแต่สมัยต้มยำกุ้ง ปี ๒๕๔๐ ได้เปลี่ยนระบบการบริหารจัดการ การกำกับดูแล จนกระทั่งวันนี้สถาบันการเงินมีความเข้มแข็งแล้วก็อยู่ในระเบียบวินัยทางการเงินการคลังที่ดี ทำให้ไม่มีสถาบันการเงินใด ๆ ที่อยู่ในความเสี่ยงในการที่จะล้มได้เลย
ส่วนที่ ๒ นั้นผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ตัวเลขซึ่งมาจากธนาคารแห่งประเทศไทย วันนี้ด้วยเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของสถาบันคุ้มครองเงินฝากนั้น ผมกราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพว่าจะสามารถคุ้มครองเงินฝากของพี่น้องประชาชนที่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามวัตถุประสงค์ของสถาบันคุ้มครองเงินฝากได้ถึงธนาคารที่เป็นใหญ่ลำดับที่ ๗ ครับ ธนาคารและสถาบันการเงินในประเทศไทยมี ๓๘ แห่งนะครับ ว่ากันถึงสุดขั้วเลยนะครับ ถ้าเกิดว่าสถาบันการเงินรวมถึงสาขาธนาคารจากต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทยล้มพร้อมกัน หมดเลย เงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เพียงพอที่จะคุ้มครองเงินฝากของพี่น้องประชาชนครับ เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนไม่ต้องเป็นห่วงครับ เงินฝากของท่านที่อยู่ในธนาคารทุกแห่งนั้น มีสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่มั่นคง มีเงินเพียงพอ มีการกำกับดูแลที่ดีเยี่ยมของธนาคารแห่ง ประเทศไทย วันนี้ไม่ได้อยู่ในความเสี่ยงใด ๆ ทั้งสิ้น ด้วยสิ่งที่ได้อภิปรายมาทั้งหมด ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพอย่างนี้ครับ วันนี้พระราชกำหนดที่เป็นชุด เป็นแพคเกจของรัฐบาล ๔ ฉบับนะครับ พระราชกำหนดการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน การปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้กองทุนส่งเสริมการประกันภัย การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือซอฟท์โลน (Soft lone) ๔ ฉบับอยู่ในมือของรัฐบาลหมดแล้ว วันนี้ให้ความมั่นใจกับ พี่น้องประชาชนได้ว่า ไม่ว่าน้ำปีนี้จะตกมาก ตกน้อย จะมาอีกเท่าไร ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดปัจจุบัน ของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รับมือไหว และมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจาก ภาวะน้ำท่วมในปีก่อนได้อย่างสมบูรณ์นะครับ เราจะนำพาประเทศกลับไปยังสถานะเดิม ก่อนที่จะมีน้ำท่วมและก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็งได้ครับ ขอบคุณครับ