ไชยา พรหมา ระบุแหล่งรายได้กองทุนฟื้นฟูฯ มาจากกำไรธนาคารแห่งประเทศไทยและผลกำไรจากการบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย พระราชกำหนด ๔ ฉบับ ที่เราเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ใน ๒ ฉบับแรกได้รับความเห็นชอบ จากสภานี้ไปแล้ว เรากำลังพิจารณา ๒ ฉบับที่มีความสำคัญ อย่างน้อยใน ๒ ฉบับที่กำลัง พิจารณาอยู่นี้ก็เป็นหลักประกันแล้วว่าสิ่งที่รัฐบาลได้มีความกล้าหาญในการที่จะออก พระราชกำหนดกู้เงินจำนวน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูประเทศ นั่นก็คือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าการออกพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนั้น ไม่ขัดกับ รัฐธรรมนูญแต่ประการใด พระราชกำหนดที่ผมจะอภิปรายในเวลาที่จำกัดนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ เป็นภัยพิบัติ อันใหญ่หลวงที่ธนาคารโลกได้ประเมินความเสียหายถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่า เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในรอบ ๕๐ ปีของประเทศนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ มีความจำเป็น อย่างยิ่งที่รัฐบาลเองจะต้องสร้างความเชื่อมั่น ประชาชนไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจบริการ ถามว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หรือว่าปีนี้หรือปีหน้าน้ำจะท่วมอีกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้อง สร้างความเชื่อมั่นต่อสิ่งเหล่านี้ให้กับพี่น้องประชาชน เราต้องยอมรับครับว่าน้ำท่วมครั้งนี้ ได้สร้างความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม มีผลกระทบเป็นวงกว้าง ดังนั้นการออก พระราชกำหนดดังกล่าวของรัฐบาลใน ๔ ฉบับนี้ จึงมีความสำคัญและเกิดประโยชน์สูงสุด ของประเทศในการที่จะเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ให้กับพี่น้องประชาชน ให้มีความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลนั้นมีความตั้งใจที่จะเข้าไปเยียวยา แก้ไขปัญหา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟู ประเทศหลังภาวะน้ำท่วม ท่านประธานที่เคารพครับ ประโยชน์ของการออกพระราชกำหนด ดังกล่าวนี้ที่เห็นได้ชัดในขณะนี้ก็คือ การลดภาระเรื่องของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ของรัฐบาลจากนี้ไป เห็นได้ชัดว่าการโอนภาระหนี้ตามพระราชกำหนด การปรับปรุง โครงสร้างที่เรียกว่า การปรับโครงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้น ทำให้เกิดประโยชน์ทางด้าน งบประมาณอย่างยิ่ง ในแต่เดิมนั้นครับ ท่านประธานครับ หนี้ที่เกิดขึ้นจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำนวน ๑.๔ ล้านล้านบาท ที่เกิดขึ้นในภายใต้สถานการณ์ วิกฤติทางการเงินเมื่อปี ๒๕๔๐ นั้น ได้เป็นภาระของประเทศ จากวันนั้นจนถึงวันนี้เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไปแล้วว่าระยะเวลา ๑๔ ปีที่ผ่านมา หนี้ ๑.๔ ล้านล้านบาทนั้น วันนี้ลดเหลือเพียง ๑.๑๔ ล้านล้านบาท นั่นหมายความว่าเงินต้นลดเพียง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง ในขณะที่แต่ละปีนั้นกระทรวงการคลัง เราต้องจัดงบประมาณซึ่งมาจากเงินภาษีอากร ของประชาชนไปจ่ายภาระดอกเบี้ยในปีหนึ่งประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับท่านประธาน ระยะเวลา ๑๔ ปีที่ผ่านมา หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่เป็น ภาระทางด้านงบประมาณ ที่จ่ายดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังรับผิดชอบนั้น รวมแล้วเบ็ดเสร็จ ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถามว่าเงิน ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทหรือแต่ละปีนั้น ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่เป็นดอกเบี้ยนั้น มันสามารถเอาไปพัฒนาประเทศ ไปแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชนในสิ่งที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมากมาย วันนั้นการบริหาร จัดการหนี้ก้อนนี้จึงมีความจำเป็นที่จะทำให้เห็นมีความเด่นชัดขึ้นว่าจากนี้ไปหนี้จำนวน ๑.๑๔ ล้านล้านบาทนั้น มีระยะเวลาในการที่จะหมดหนี้ไม่เกิน ๒๕ ปีจากนี้ไป รายได้ส่วนนี้ ไม่ใช่เป็นการโอนหนี้หรือที่เขาเรียกว่า เป็นการซุกหนี้ แต่ประการใด หนี้ยังอยู่เหมือนเดิมครับ ท่านประธานครับ แต่การที่โอนภาระที่เดิมนั้นแบ่งความรับผิดชอบระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยรับผิดชอบเงินต้น กระทรวงการคลัง รับผิดชอบดอกเบี้ย วันนี้เมื่อโอนการบริหารจัดการหนี้ไปอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะใช้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการหนี้ก้อนนี้ เป็นภาระ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายจากการบริหาร ควบคุมสถาบันการเงิน ในอดีตที่ผิดพลาด ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นได้ว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการโอนภาระ การบริหารจัดการหนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเอาเงินมาจากไหนครับ ในการใช้หนี้เงินกู้ ใช้หนี้เงินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำนวน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท มีแหล่งที่มาอยู่ ๓ แห่งครับ ท่านประธานครับ
แหล่งที่ ๑ มาจากผลกำไรของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กฎหมายได้กำหนดว่า ถ้าผลกำไรมีก็สามารถนำกำไร ๙๐ เปอร์เซ็นต์นั้นไปใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินได้
แหล่งที่ ๒ มาจากการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ เรามีทุนสำรองระหว่างประเทศในขณะนี้ประมาณเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านยูเอสดอลลาร์ ปีหนึ่งมีผลกำไรจากการบริหารเงินก้อนนี้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และ
แหล่งที่ ๓ นั้น เป็นไปตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ นั่นก็คือให้อำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทย ออกกำหนดการเก็บค่าธรรมเนียมจากฐานบัญชีเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งนั้นเก็บจาก ลูกค้าในอัตรา ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ในอดีตนั้นเอาหนี้ก้อนนี้ไปไว้ที่สถาบันคุ้มครองเงินฝาก วันนี้ มีเงินกองทุนในสถาบันคุ้มครองเงินฝากประมาณเกือบ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น มีเพื่อนสมาชิกจากภาคฝ่ายค้านถามว่าถ้าเกิดว่าในอนาคต มีความเสียหายต่อบัญชีเงินฝากของประชาชนแล้วจะทำอย่างไร ท่านประธานครับ วันนี้สถาบันคุ้มครองเงินฝากและกฎหมายใหม่ที่จะมีผลบังคับในเดือนสิงหาคมนั้น นั่นก็คือ ธนาคารพาณิชย์คุ้มครองเงินฝากบัญชีของประชาชนในอัตราไม่เกินบัญชีละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมคิดว่าถ้าเกิดความเสียหายในอนาคตเกิดขึ้น เงินกองทุนก้อนนี้ที่เก็บไว้แล้วประมาณเกือบ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จากฐานบัญชีเงินฝากของประชาชนที่มีอยู่ในขณะนี้ ในธนาคารพาณิชย์นั้น คิดว่ามีความเพียงพอ แต่ในขณะเดียวกันท่านประธานที่เคารพครับ ผมฝากไปยังรัฐบาล ฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านนั่งอยู่ การที่รัฐบาลโดยธนาคาร กระทรวงการคลังไปตกลงกับสมาคมธนาคารพาณิชย์ว่า ตาม พ.ร.ก. จะต้องเก็บค่าธรรมเนียมจากบัญชีเงินฝาก ฐานบัญชีเงินฝากทั้งธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐในอัตรา ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์นั้น เป็นข้อเรียกร้องที่ธนาคารพาณิชย์ บอกว่าเพื่อให้เกิดการแข่งขันในการระดมเงินฝากให้มีความเป็นธรรมบนพื้นฐานเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ผมไม่เห็นด้วยครับ ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่เห็นด้วยก็เพราะว่าเวลาเกิดปัญหาวิกฤติ ของประเทศ ท่านประธานครับ มีเฉพาะธนาคารของรัฐเท่านั้นครับ ที่ไปโอบอุ้มและดำเนินกิจการ ของธนาคารสนองนโยบายของรัฐบาล ในอดีตธนาคารออมสิน ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ รับผิดชอบเรื่องอะไรครับ รับผิดชอบเรื่องโครงการพักหนี้เกษตรกร รับผิดชอบเรื่องโครงการ แก้หนี้นอกระบบ โครงการธนาคารประชาชน รับผิดชอบเรื่องแท็กซี่เอื้ออาทร รับผิดชอบ เรื่องบ้านเอื้ออาทร รับผิดชอบเรื่องแปลงสินทรัพย์เป็นทุน รับผิดชอบในสิ่งที่นโยบาย ของรัฐบาลเป็นนโยบายที่ไปถึงมือคนจน ไปถึงมือของพี่น้องประชาชนผู้ยากไร้ แต่ถามในมุมกลับว่า ธนาคารพาณิชย์วันนี้เขาบริหารภายใต้การสนองตอบให้ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นนะครับ แต่ในขณะเดียวกันธนาคารของรัฐนั้น ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐต้องดูแลพี่น้องประชาชน ที่เป็นคนยากคนจน พี่น้องที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนเหมือนกับลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ วันนี้การเก็บเงินค่าธรรมเนียมเข้ากองทุนในอัตรา ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เลือกว่าธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐนั้น ผมถึงบอกว่าไม่มีความเป็นธรรม เพราะว่าการที่ไม่เรียกเก็บ จากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐนั้น รายได้ของรัฐก็ไม่ได้สูญเสียครับ รายได้ส่วนนี้ที่เป็นผลกำไร จากการบริหารของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐนั้น มันเข้าเป็นรายได้แผ่นดินอยู่แล้ว มันไม่กระทบ ต่อส่วนที่เป็นเงินรายได้แผ่นดินในการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลของประเทศนี้ต่อไป เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมถึงบอกว่าวันนี้ธนาคารพาณิชย์ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะฉะนั้น การเก็บเงินเข้ากองทุนที่เป็นแหล่งรายได้ใน ๓ แหล่งที่ผมกราบเรียนตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้นั้น จะทำให้การบริหารจัดการหนี้ที่มีอยู่ในขณะนี้มีโอกาสในการที่จะแก้ไขปัญหาและมีคำตอบ ให้กับประชาชนว่าหนี้สาธารณะจำนวน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ที่สะสมมาเป็นเวลา ๑๐ กว่าปีนั้น มีระยะเวลาในการที่จะแก้ไขปัญหาบริหารจัดการหนี้จบภายในระยะเวลาไม่เกิน ๒๕ ปี ดังเหตุผลที่ผมได้กราบเรียนกับท่านประธานมาแล้ว เสียดายครับเวลามีจำกัด ผมยังเหลือ ประเด็นอีกมากมายในการที่จะอภิปรายเพื่อให้เห็นว่าการออกพระราชกำหนด ๔ ฉบับครั้งนี้ เป็นประโยชน์สำหรับประเทศชาตินี้ และเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลนั้นจะต้องไปฟื้นฟู และเยียวยา ฟื้นฟูประเทศสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน