สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

กิตติรัตน์ ณ ระนอง เสนอแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยรวมแผน 5 แผนงานที่สำคัญ โดยมีวงเงินทั้งหมด 227,000 ล้านบาท พร้อมเสนอแผนงบประมาณสนับสนุนด้วย นอกจากนี้ยังเสนอแผนดำเนินการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ โดยมีวงเงิน 3,500,000,000 บาท และเรียกร้องให้รัฐบาลออกพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุน และปรับปรุงการจัดหาแหล่งเงินในการชำระหนี้

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอปฏิบัติหน้าที่ ในนามของคณะรัฐมนตรีกราบเรียนเสนอพระราชกำหนด ๒ ฉบับ เพื่อการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ ได้แก่ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนด ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ด้วยอ้างถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๕ ได้เห็นชอบให้มีการตราพระราชกำหนดขึ้น ๔ ฉบับพร้อมกัน ได้แก่ พระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. ๒๕๕๕ พระราชกำหนด การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ และต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับดังกล่าว เพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมาย และภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘๔ ซึ่งได้กำหนดไว้ให้ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติ สาธารณะและคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไปให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาโดยมิชักช้า ในครั้งนี้รัฐบาลขอเรียนชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นในการออก พระราชกำหนด ๒ ฉบับ คือพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ พร้อมกัน

เนื่องจากในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้เกิดวิกฤตการณ์อุทกภัยอย่างร้ายแรงในหลายพื้นที่ ของประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง ทั้งนี้ธนาคารโลก ได้ประเมินความเสียหายด้านเศรษฐกิจจากภาวะอุทกภัยครั้งนี้คิดเป็นมูลค่าประมาณ ๑.๔ ล้านล้านบาท ความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้ได้กระจายตัวไปทุกภาคส่วนของประเทศ ที่เห็นได้ชัดเจนคือภาคอุตสาหกรรม โดยมีนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดปทุมธานีได้รับความเสียหายจำนวนรวมกัน ๗ แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแหล่งผลิต วัตถุดิบของอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารและเครื่องดื่ม ยาง และผลิตภัณฑ์พลาสติก รวมมูลค่า ความเสียหายกว่า ๒๓๗,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงาน ที่อยู่นอกเขตนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวกระจายตัวอยู่ใน ๘ จังหวัด คิดเป็นมูลค่ารวมกัน ของความเสียหายใกล้เคียงกัน ซึ่งเมื่อรวมมูลค่าความเสียหายทั้งโรงงานที่อยู่ใน นิคมอุตสาหกรรม และนอกนิคมอุตสาหกรรมแล้วคิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกันทั้งสิ้นกว่า ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน ซึ่งได้แก่ อาคารสถานที่ เครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบและสินค้าที่รอการจำหน่ายแล้วยังเกิดความเสียหายต่อรายได้ ทั้งในขณะที่เกิดอุทกภัย และรายได้ในอนาคตจากการที่โรงงานไม่สามารถดำเนินการผลิตได้ ซึ่งได้ประมาณมูลค่าการผลิตของโรงงานที่ได้รับความเสียหายเฉพาะในส่วนของนิคมอุตสาหกรรม จะต้องมีผลกระทบลดลงเป็นมูลค่ากว่า ๓๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งนี้ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่ แต่เพียงในโรงงานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไป ในวงกว้าง เนื่องจากโรงงานที่ได้รับความเสียหายส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่ผลิตชิ้นส่วน และวัตถุดิบต้นน้ำป้อนให้กับโรงงานที่ได้รับผลิตภัณฑ์จากโรงงานเหล่านั้นไปยังในประเทศ หรือต่างประเทศ จึงส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการขาดแคลน ชิ้นส่วน วัตถุดิบในการผลิต รวมทั้งได้ส่งผลต่อการจ้างงานของแรงงานที่อยู่ในกระบวนห่วงโซ่ อุปทานการผลิตดังกล่าวให้จำเป็นต้องหยุด หรือชะลอการดำเนินกิจการ ทั้งนี้ประมาณการว่า มีแรงงานที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้จำนวนกว่า ๙๐๐,๐๐๐ คน สำหรับความเสียหาย ในภาคเกษตรกรรมนั้นมีพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับความเสียหายประมาณ ๑๑ ล้านไร่ และส่งผล กระทบต่อเกษตรกรจำนวนกว่า ๑.๔ ล้านคน สูญเสียรายได้ประมาณ ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งในด้านคุณภาพชีวิต และรายได้ของพี่น้องประชาชน และรายได้ ต่าง ๆ เหล่านั้นมีความเสียหายต่อทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิต ภาคการพาณิชย์ ภาคเกษตรกรรมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และต่อภาคการส่งออกซึ่งมีความสำคัญ เป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ ๗๐ ของรายได้ของประเทศ ปรากฏผลเป็นการขยายตัวของ การส่งออกที่ต่ำกว่าเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจากเดิมเคยคาดหมายว่าจะสามารถขยายตัว การส่งออกได้ถึงเกือบร้อยละ ๒๕ แต่ในที่สุดผลกระทบนี้ได้ส่งผลให้การขยายตัวเพิ่มขึ้น เพียงประมาณร้อยละ ๑๗ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อเสถียรภาพของการค้าส่งและค้าปลีก ทั้งจากปัญหาด้านอุปทานของสินค้าที่ได้รับจากอุปสรรคด้านการผลิต และจากกำลังซื้อ ของผู้บริโภคที่มีความจำเป็นที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูบูรณะกิจการและบ้านเรือน ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งหากพี่น้องประชาชนขาดความมั่นคงทางการจ้างงานและรายได้ จนขาดความเชื่อมั่นในการบริโภคอาจเกิดความเสียหายในภาคการผลิตและการค้าเพื่อการบริโภค เป็นมูลค่าอีกสูงถึง ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ภาวะอุทกภัยได้ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือน ของประชาชนเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ ๕๓ จังหวัด ซึ่งรวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วย คิดเป็นความเสียหายรวมทั้งสิ้นกว่า ๒,๖๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถประเมินความเสียหาย เป็นตัวเงินได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้มีมาตรการฟื้นฟูเยียวยาแก้ไขในเบื้องต้น และกำลังเร่งดำเนินการเพื่อฟื้นฟูความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างสุดความสามารถ ซึ่งความเสียหายดังกล่าวข้างต้นทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือใช้คำ ภาษาอังกฤษที่เรียกเป็นอักษรย่อว่า จีดีพี (GDP) ลดลงอย่างรุนแรง ซึ่งขณะนี้คาดว่า เศรษฐกิจของประเทศในปีปฏิทิน ๒๕๕๔ จะขยายตัวได้เพียงร้อยละ ๐.๑ จากเดิม ซึ่งเคยประมาณการไว้ที่ร้อยละ ๓.๘ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลตระหนักดีว่าผลจาก ความเสียหายในครั้งนี้ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวมเริ่มถดถอยและอยู่ ในภาวะที่มีความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นสาธารณะ จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการฟื้นฟูประเทศ ทั้งการแก้ไข เยียวยาความเสียหาย การป้องกันภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ และการสร้างความเชื่อมั่น ในการประกอบอาชีพของพี่น้องประชาชนและผู้ลงทุน ซึ่งรัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการ เพื่อรับผิดชอบในการดูแลแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศที่ใช้อักษรย่อว่า กยอ. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำที่ใช้อักษรย่อว่า กยน. ซึ่งคณะกรรมการทั้ง ๒ คณะ ได้มีการประชุมและได้ข้อสรุปถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยได้กำหนดให้มีการลงทุน ในโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ซึ่งต้องใช้วงเงินในการดำเนินการประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เนื่องจากวงเงิน ที่ต้องการใช้มีจำนวนสูงและไม่สามารถดำเนินการโดยใช้งบประมาณประจำปีได้ด้วยข้อจำกัด ๒ ประการ

ประการแรก การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณนั้นถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมาย ๒ ฉบับ คือพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ และพระราชบัญญัติการบริหาร หนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ รัฐบาลสามารถกู้เงินเพื่อชดเชย การขาดดุลได้ไม่เกินจำนวน ๕๑๓,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้กำหนดวงเงินขาดดุลงบประมาณไว้แล้ว ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นจึงเหลือวงเงินที่สามารถกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณได้อีกเพียง ๑๑๓,๐๐๐ ล้านบาท

สำหรับข้อจำกัดประการที่ ๒ หากจะรอเพื่อขอใช้วงเงินงบประมาณประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๖ จะทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินโครงการและเพิ่มความเสี่ยงที่จะ ไม่สามารถป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนของปีนี้และในปีถัดไปได้ทันเวลา ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ เพื่อให้กระทรวงการคลัง มีอำนาจกู้เงินในวงเงินไม่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำมาใช้จ่ายในการดำเนินการ ป้องกันภัยพิบัติล่วงหน้าและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นนับจากนี้เป็นต้นไป

ในการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ ให้เกิดผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบและบูรณาการ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ กยอ. จึงพิจารณากำหนด กรอบการลงทุนเพื่อฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ และด้านอื่น ๆ ไว้ดังนี้

๑. แผนงานฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าและระบบนิเวศโดยการปลูกป่า สร้างฝายแม้ว และอนุรักษ์ดินต้นน้ำของแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ท่าจีน และป่าสัก การสร้างอ่างเก็บน้ำ ในลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำป่าสัก และบริหารจัดการเขื่อนเก็บกักน้ำ รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำเป็นวงเงินจำนวน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท

๒. แผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเดิมหรือตามแผนใหม่ ที่วางไว้โดยการจัดทำทางน้ำหลากฟลัดเวย์ (Floodway) หรือทางผันน้ำ ฟลัด ไดเวอร์ชัน แชนเนิล (Flood diversion channel) รวมทั้งถนนและอาคารองค์ประกอบเพื่อรับน้ำหลากจากแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยา ไปยังทางตะวันออกหรือทั้ง ๒ ฝั่ง การจัดทำผังการใช้ที่ดินหรือการใช้ประโยชน์ที่ดินในผัง และปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลักและคันน้ำ ริมแม่น้ำส่วนที่เหลือ รวมทั้งการปรับปรุง ยกระดับถนนและทางหลวงเพื่อป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนและคันกั้นน้ำ ตามแนวพระราชดำริในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล วงเงินจำนวน ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท

๓. แผนงานพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์ และเตือนภัย โดยการจัดทำ ระบบฐานข้อมูล ระบบพยากรณ์ ระบบเตือนภัย แผนเผชิญเหตุ รวมทั้งการจัดตั้งองค์กรให้มี กฎระเบียบที่จำเป็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน วงเงิน ๓,๐๐๐ ล้านบาท

๔. แผนงานการกำหนดพื้นที่รับน้ำนอง และมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับ ผลกระทบจากการใช้พื้นที่เพื่อการรับน้ำ โดยปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานให้เป็นแก้มลิง แม่น้ำประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งมีพื้นที่สำคัญ ได้แก่ พื้นที่ชลประทานของโครงการพิษณุโลก และของโครงการเจ้าพระยาใหญ่ และพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ วงเงินจำนวน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท

๕. แผนการดำเนินการบริหารจัดการน้ำของ ๑๗ ลุ่มน้ำที่เหลือนอกจาก ลุ่มน้ำเจ้าพระยา วงเงินจำนวน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท และ

๖. แผนดำเนินการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ วงเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมกันทั้งสิ้น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และโดยที่บทบัญญัติ มาตรา ๓ แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินนี้ได้กำหนดให้คณะรัฐมนตรี เสนอกรอบการใช้จ่ายเงินต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนเริ่มดำเนินการด้วย คณะรัฐมนตรี จึงขอนำเสนอกรอบในการใช้จ่ายเงินตามพระราชกำหนดในวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟู และสร้างอนาคตประเทศ กยอ. ได้พิจารณา และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบ การบริหารจัดการน้ำ กยน. ได้ร่างแผนการดำเนินงานไว้แล้วต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ ในครั้งนี้ด้วย

ท่านประธานที่เคารพครับ โดยที่การกู้เงินดังกล่าวเป็นการเพิ่มภาระหนี้ สาธารณะให้แก่รัฐบาลที่จะต้องจัดสรรเงินงบประมาณในการชำระดอกเบี้ยและต้นเงินกู้ โดยหนี้สาธารณะที่มีอยู่ในปัจจุบันมีจำนวนรวมทั้งสิ้นประมาณ ๔.๔๕ ล้านล้านบาทนั้น เป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรงจำนวน ๒.๐๔ ล้านล้านบาท หนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อชดเชยความเสียหาย ให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำนวน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ซึ่งหนี้จำนวนนี้นับเป็นจำนวนถึงร้อยละ ๒๗ ของหนี้สาธารณะทั้งหมด หนี้รัฐวิสาหกิจ ที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน ๑.๐๘ ล้านล้านบาท และหนี้อื่น ๆ อีก ๐.๑๘๖ ล้านล้านบาท

ท่านประธานที่เคารพครับสำหรับหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงินซึ่งได้เกิดขึ้นจากการที่กระทรวงการคลังเข้าไปรับภาระความเสียหายของกองทุน ที่เกิดจากการแก้ไขปัญหาวิกฤติของระบบสถาบันการเงินเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งปัจจุบันยังมี วงเงินหนี้คงค้างอยู่ในระดับสูงถึง ๑.๑๔ ล้านล้านบาท โดยเป็นหนี้สาธารณะที่ประชาชน โดยรวมต้องแบกรับภาระชดใช้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระดอกเบี้ย โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะชำระเงินต้นตามเงื่อนไขของพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้ พ.ศ. ๒๕๔๑ และ พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบันสามารถชำระเงินต้นลงได้เพียงประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาท จึงทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องนำเงินภาษีของประชาชนไปชำระดอกเบี้ยหนี้เงินกู้ ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นจำนวนเงินกว่าปีละ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาได้ชำระไปแล้วรวมทั้งสิ้น ๖๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งนอกจากจะเป็นการเสียโอกาส ในการนำเงินไปใช้ลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ แล้วยังอาจเป็นปัญหาด้านความน่าเชื่อถือของประเทศในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะ ให้มีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพด้านการชำระคืน ท่ามกลางสถานการณ์ทางการคลัง ที่รัฐบาลยังคงใช้นโยบายการคลังระบบงบประมาณขาดดุลอยู่ในระยะปัจจุบันและอนาคต อันใกล้ รวมทั้งความจำเป็นที่จะต้องระดมเงินจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อลงทุน วางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศตามแนวทางของพระราชกำหนด ให้อำนาจแก่กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ รัฐบาลจึงเห็นสมควรให้ออกพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ เพื่อเป็นการปรับระบบการบริหารจัดการชำระดอกเบี้ยโดยให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการชำระคืนต้นเงินกู้และชำระ ดอกเบี้ยเงินกู้โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินงานของกองทุน ดังกล่าว ตลอดจนปรับปรุงการจัดหาแหล่งเงินในการชำระต้นเงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ ให้มีความต่อเนื่องเพื่อยอดหนี้สาธารณะจำนวน ๑.๑๔ ล้านล้านบาทดังกล่าวจะได้รับ การบริหารจัดการอย่างมีระบบและย่อมส่งผลให้รัฐบาลมีงบประมาณรายจ่ายเพียงพอ ที่จะนำไปบริหารจัดการหนี้สาธารณะในส่วนอื่นและ หรือนำไปสมทบกับแหล่งอื่นเพื่อที่จะ นำไปใช้ในการบูรณะฟื้นฟูและพัฒนาประเทศอีกทั้งยังเป็นการสร้างเสถียรภาพต่อระบบ การเงินการคลังของประเทศโดยรวม จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจ หลีกเลี่ยงได้เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ จากเหตุผลความจำเป็นที่รัฐบาลได้แถลงมานั้น กระผม และคณะรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าท่านประธานและท่านสมาชิกจะได้เล็งเห็นเจตนารมณ์อันแน่วแน่ ของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติที่เป็นการแก้ไขปัญหาทั้งเฉพาะหน้า และการวางแผนเพื่อการฟื้นฟูบูรณะอนาคตประเทศในระยะยาว ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่รัฐบาลเห็นว่ามีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จึงหวังว่าท่านประธาน และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจะได้ให้การสนับสนุนและพิจารณาเห็นชอบในพระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับ เพื่อรัฐบาลจะเร่งดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน สืบไป ขอกราบขอบพระคุณครับ