กรณี จาติกวณิช เสนอความกังวลเกี่ยวกับพระราชกำหนดของรัฐบาลที่อาจลิดรอนอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ และเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้สภาผู้แทนราษฎรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการโอนหนี้ของรัฐบาล โดยเฉพาะการกู้ยืมเงิน 350,000 ล้านบาท และการโอนหนี้ของรัฐบาลที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านได้กรุณาลำดับเหตุผลที่มาของการตราพระราชกำหนด ทั้ง ๔ ฉบับของรัฐบาล โดยที่ท่านได้อ้างถึงความเสียหายจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในช่วง ปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมาได้พูดถึงตัวเลขความเสียหายมหาศาลซึ่งผมก็ขออนุญาตยืนยันอีก ครั้งหนึ่งนะครับว่าอุทกภัยที่ผ่านมานั้นได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับระบบ เศรษฐกิจของประเทศและต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างปฏิเสธไม่ได้ เอาเข้าจริง ทางธนาคารโลกได้ลำดับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยในปี ๒๕๕๔ ว่าเป็นความเสียหาย ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผล ต้นตอที่มาจากธรรมชาติเป็นความเสียหายที่สูงที่สุด อันดับ ๔ ในประวัติการเก็บสถิติของธนาคารโลก ที่เสียหายหนักที่สุดก็น่าจะเป็นสึนามิ ที่เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ลำดับที่ ๒ ก็คือแผ่นดินไหวเมื่อ ๒๐ ปีก่อนที่เกิดขึ้นที่โกเบ ประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน ลำดับที่ ๓ ก็คือพายุแคทรีนา (Katrina) ที่เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา และลำดับที่ ๔ ก็คือ ที่ประเทศไทยเรานั่นเอง เป็นสถิติที่ไม่ได้น่าภาคภูมิใจนะครับที่เราติดอับดับของโลก และประเด็นข้อแตกต่างที่ทางธนาคารโลกได้หยิบยกขึ้นมาในกรณีความเสียหายของประเทศเรา ก็คือความเสียหายนั้น ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ประเทศไทยเราโดยเฉพาะ ในส่วนของรัฐบาล ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ความผิดพลาดในการบริหารจัดการปัญหา ที่มีจุดเริ่มต้นจากภัยธรรมชาติว่าทำไมจึงทำให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลกับ พี่น้องประชาชนมากถึงขนาดนี้ เอาว่า ณ วันที่รัฐบาลเข้ามารับตำแหน่ง รัฐบาลเองก็ได้ ประมาณการว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเราจะอยู่ในลำดับสูงถึง ๔.๕-๕ เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมทำให้ ณ ปัจจุบันตัวเลข เป็นทางการได้มีการปรับลดลงมาว่าอาจจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงแค่ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นี่คือความเสียหายในแง่ของรายได้ของ พี่น้องประชาชนนับหลายแสนล้านบาทที่เกิดขึ้นจากการบริหารที่ผิดพลาดของรัฐบาล ในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วหน้าที่ของพวกเราทุกคนก็คือมองไปสู่อนาคต มองไปสู่ อนาคตว่าเราจะป้องกันไม่ให้มีความเสียหายเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันในปีนี้และปีต่อ ๆ ไป อย่างไร และรัฐบาลก็ได้หาคำตอบด้วยการตราพระราชกำหนดขึ้นมา ๔ ฉบับ โดยอ้างว่า ๔ ฉบับนี้มีความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ตอบโจทย์ประชาชนและผู้ประกอบการ ที่ได้รับความเสียหายและตอบโจทย์ความต้องการในการป้องกันภัยพิบัติหรือภัยที่อาจจะ เกิดขึ้นจากน้ำท่วมในอนาคต ก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่กลางเดือนมกราคมอนุมัติ ๔ พระราชกำหนด แล้วก็ได้มีการลงราชกิจจานุเบกษาในวันที่ ๒๖ มกราคมในทั้ง ๔ พระราชกำหนด โดยที่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านในสภาก็ได้พิจารณา ในรายละเอียดทั้ง ๔ พระราชกำหนด และเราก็ได้เห็นด้วยสนับสนุนการตราพระราชกำหนด ๒ ฉบับโดยรัฐบาลแล้วก็ได้มีการพิจารณาในสภาแห่งนี้ไปแล้ว ได้มีการท้วงติงในรายละเอียด แต่ในหลักการเราก็ได้สนับสนุนให้รัฐบาลได้สามารถที่จะเดินหน้าในการตราพระราชกำหนด ตั้งกองทุนประกันมูลค่าโดยรวม ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นมาเพื่อที่จะรองรับความจำเป็นในการ แสวงหาประกันโดยผู้ประกอบการไทย พระราชกำหนดฉบับที่ ๒ ที่ฝ่ายค้านพิจารณาแล้ว เห็นตรงกับรัฐบาลว่าควรที่จะต้องมีการผลักดันโดยเร็ว ก็คือพระราชกำหนดที่ให้อำนาจ ธนาคารแห่งประเทศไทยในการที่จะจัดสรรเม็ดเงินสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำให้กับ ประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เราเพียงหวังและติดตามว่า รัฐบาลจะเร่งรีบในการดำเนินการตามอำนาจกฎหมายจากที่ได้รับในการออกพระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับนั้น นี่ก็เป็นตัวสะท้อนว่าในส่วนของฝ่ายค้านเองถึงแม้ว่าเรามีความเป็นกังวล ต่อประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา มีเรื่องอะไรที่เราคิดว่า ถ้าเราสนับสนุนได้ก็จะนำมาซึ่งความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของประเทศในสายตาของนักธุรกิจ ทั้งต่างประเทศและในประเทศ รวมไปถึงความมั่นใจในส่วนของพี่น้องประชาชนว่าจะปลอด จากอุทกภัยในอนาคต เราก็ยินดีที่จะสนับสนุน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของ พระราชกำหนด ๒ ฉบับที่วันนี้เรามีหน้าที่ในการพิจารณาร่วมกันในสภาแห่งนี้ ในส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านได้มีความกังวลในแง่ของความชอบทางกฎหมายในการ ตราพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้ ว่าด้วยมาตรา ๑๘๔ ตามรัฐธรรมนูญ และเราก็ได้ทำหน้าที่ ในฐานะฝ่ายค้านในสภาในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีโอกาสได้ตีความเพื่อมีความชัดเจน ในการดำเนินการต่อไป และทางศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ได้กรุณา วินิจฉัยแล้วว่าทั้ง ๒ พระราชกำหนดนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ชอบด้วยกฎหมาย เพราะฉะนั้น วันนี้ท่านประธานครับ หน้าที่ของเราในสภาก็คือพิจารณาในแง่ของความเหมาะสมของ ทั้ง ๒ พระราชกำหนด ซึ่งในส่วนของกระผมเองผมคงจะใช้เวลาไม่มากนักของสภาในการที่จะ พิจารณาความเหมาะสม ใน ๒ มิติด้วยกัน
ในมิติแรก ก็คือมิติคำถามว่ารัฐบาลมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ในการที่จะ ตัดสิทธิและอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติในการที่จะมีส่วนร่วม ในการพิจารณารายละเอียด ของกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจและพี่น้องประชาชนทั้ง ๒ ฉบับนี้ เพราะรัฐบาลเลือกที่จะใช้อำนาจในส่วนของฝ่ายบริหารในการตรากฎหมายในรูปของ พระราชกำหนด ถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าถูกกฎหมายแต่ก็เป็นหน้าที่ของพวกเรา ในสภาที่จะพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะสิทธินี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การลิดรอนสิทธิ ของพวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่เป็นการลิดรอนสิทธิของพวกเราในฐานะ ตัวแทนของพี่น้องประชาชนที่จะปฏิบัติหน้าที่โดยชอบในการที่จะพิจารณาอย่างรอบคอบว่า กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้มีความครบถ้วน มีผลกระทบในเชิงลบเชิงบวกอย่างไรกับพี่น้องประชาชน และมีความจำเป็นที่ควรจะต้องปรับปรุงแก้ไขให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้น อย่างไรหรือไม่ แต่อำนาจนี้ถูกลิดรอนจากพวกเราไป ประชาชนไม่มีโอกาสที่จะให้ตัวแทน ของประชาชนที่เลือกมาปฏิบัติหน้าที่ในสภาได้ทำหน้าที่ในการพิจารณากฎหมาย จึงมีความจำเป็น ที่จะต้องพิจารณาว่าการกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสมและควรที่ได้รับการเห็นชอบ โดยสภาแห่งนี้หรือไม่
ในมิติที่ ๒ ก็คือในส่วนของสาระของพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับว่า พระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจและมีผลต่อความเป็นอยู่ของ พี่น้องประชาชนอย่างไร มีประเด็นใดที่พวกเรามีความกังวลหรือไม่ว่าอาจจะมีผลในทางลบ ที่รัฐบาลอาจจะไม่ได้คิดถึง และควรที่จะมีการพิจารณาถึงขั้นที่จะต้องลงมติไม่เห็นชอบกับ ร่างพระราชกำหนดที่ทางรัฐบาลได้นำเสนอให้สภาได้พิจารณา
ในประเด็นแรก ผมขอที่จะอภิปรายถึงประเด็นที่เกี่ยวกับ พ.ร.ก. ให้อำนาจ รัฐบาลกู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนแรกผมต้องขออนุญาตยืนยันความคิดเห็นของ พรรคประชาธิปัตย์ว่ารัฐบาลไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนในลักษณะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการ ที่จะออกกฎหมายนี้ในรูปของพระราชกำหนด ท่านรองนายกรัฐมนตรีเมื่อสักครู่ได้ชี้แจงเอง ต่อสภาว่าการกู้ในระบบงบประมาณอาจจะไม่ทันท่วงทีต่อการใช้เม็ดเงินนี้ก่อนฤดูฝน ในปี ๒๕๕๕ ประเด็นนี้นอกจากไม่เป็นจริงแล้วยังสะท้อนถึงความหมายว่ารัฐบาลมีความพร้อม ที่จะใช้เม็ดเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก่อนฤดูฝนจะมาเยือน ซึ่งประเด็นนี้คือประเด็นที่เรา มีความกังวลมากที่สุดครับท่านประธาน ถ้าถามว่าเราเห็นด้วยหรือไม่ว่ารัฐบาลควรที่จะ ต้องลงทุน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือมากกว่านั้นในการที่จะป้องกันไม่ให้พี่น้องประชาชน ต้องเดือดร้อนอีกจากน้ำท่วมในอนาคต พวกเราชาวประชาธิปัตย์ยืนยันว่าจำเป็นและเรา สนับสนุนการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคที่จะป้องกันไม่ให้พวกเราต้องเดือดร้อน อีกเช่นเดียวกันกับช่วงปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ตรงนี้เพื่อความชัดเจนนะครับ ยืนยันว่าเห็นด้วยว่า มีความจำเป็นต้องเร่งรีบในการที่จะลงทุนป้องกันไม่ให้เกิดภัยในลักษณะเดียวกันขึ้นอีก แต่ถามว่าเราสนับสนุนหรือไม่ การที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดให้อำนาจตัวเองในการกู้ยืม เพิ่มเติมอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และต้องกู้ให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๖ ผมต้องขออนุญาตเรียนท่านประธานโดยตรงไปสู่ทางรัฐบาลครับว่าเรามองไม่เห็นจริง ๆ ว่า รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องกู้ยืมเงินมหาศาลในรูปของพระราชกำหนดในลักษณะนี้ เรามองไม่เห็นจริง ๆ ว่ารัฐบาลจะใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เมื่อไร อย่างใด จนถึงวันนี้ครับ ท่านประธาน แผนการใช้เงินของรัฐบาลยังไม่ได้มีความชัดเจนใด ๆ ทั้งสิ้น ในช่วงของการวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตเล่าให้ท่านประธานฟังว่าทางศาลได้บอกกับทั้ง ๒ ฝ่าย รัฐบาลและฝ่ายร้องว่าให้ยื่นเอกสารทั้งหมดที่มีในการยืนยันความจำเป็นหรือเหตุผล ในการคัดค้านการออกพระราชกำหนดภายในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ทุกฝ่ายทั้ง ๒ ฝ่ายรวมถึง ทางสมาชิกวุฒิสภาด้วยเป็น ๓ ฝ่าย ก็ได้ยื่นเอกสารครบถ้วน แต่เมื่อมาถึงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่จะต้องมีการชี้แจงด้วยวาจา ทางรัฐบาล ในเช้าวันนั้นได้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมเล่มหนึ่งมีความหนาประมาณเท่ากับเอกสารประกอบ การพิจารณาของเราวันนี้ให้กับทางตุลาการโดยอ้างว่านี่คือเอกสารระบุรายละเอียดการใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ของรัฐบาล แต่ท่านประธานครับ ท่านประธานทราบดีว่าเอกสาร การพิจารณางบประมาณโดยปกติแล้วเพียงแค่กรมเดียวของกระทรวงเดียวก็ตั้งสูงขึ้นมา เท่านี้แล้วครับ แต่อันนี้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพียงไม่กี่แผ่นกระดาษที่ยื่นให้กับศาลในวันที่ พวกเรามีหน้าที่ในการชี้แจงด้วยวาจา และที่สำคัญก็คือจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครได้มีโอกาส ได้เห็นเลยนะครับ ว่าในเล่มนั้นมีการระบุรายละเอียดโครงการเอาไว้อย่างไร ท่านพูดถึง การลงทุนต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจกันว่าจะต้องมีการลงทุนในการสร้าง เขื่อนบ้าง แหล่งเก็บน้ำบ้าง ฟลัดเวย์บ้าง แต่ละโครงการล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลา ในการดำเนินการนับหลายปี ดังนั้นความจำเป็นในการที่จะต้องใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถึงขั้นที่จะต้องออกเป็นพระราชกำหนดนั้นจึงไม่มี ผมท้าวันนี้เลยนะครับ ไปถึงรัฐบาลว่า ภายในปี ๒๕๕๖ มิถุนายนที่ท่านได้ขีดเส้นไว้ว่าท่านต้องกู้ยืมเงินให้ครบถ้วนภายใน สิ้นเดือนนั้น ผมท้าครับว่า ณ วันนั้นท่านได้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อป้องกันน้ำท่วม ตามพระราชกำหนดนี้ไปได้แล้วกี่บาท กี่สตางค์ ผมเชื่อครับ ไม่ถึงครึ่ง เอาเข้าจริงผมเชื่อ ด้วยซ้ำไปว่าไม่ถึง ๑ ใน ๔ หรืออาจจะน้อยกว่านั้น ดังนั้นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการที่จะ ตราพระราชกำหนดนี้จึงไม่มีในสายตาของพวกกระผม ทำไมรัฐบาลถึงไม่กู้ยืมผ่านระบบ งบประมาณ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเมื่อสักครู่นี้ได้ชี้แจงเองนะครับ ว่าเพดานเงินกู้ตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ และ พ.ร.บ. งบประมาณในงบประมาณปีปัจจุบันคือปี ๒๕๕๕ สูงถึง ๕๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่รัฐบาลมีงบประมาณขาดดุลอยู่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังมีเพดานเหลือให้กู้อีกถึง ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสามารถที่จะนำเสนอเป็น พระราชบัญญัติงบประมาณกลางปีได้ พิจารณา ๒ เดือนก็เสร็จครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี พูดไว้ด้วยซ้ำไปว่าจะผลักดันให้มีการพิจารณา ๓ วาระรวด วันเดียวจบ ดังนั้นเม็ดเงิน สามารถที่จะจัดสรรเพียงพอทันท่วงทีต่อการใช้เงินโดยรัฐบาลแน่นอน และนี่คือสาเหตุหลัก ที่เรามองว่าความเหมาะสมในการที่จะตรากฎหมายในรูปแบบนี้จึงไม่มี ประเด็นที่น่ากังวล มากกว่านั้นก็คือผลที่จะมีต่อระบบวินัยทางการคลัง ท่านประธานครับ ถ้ารัฐบาลกู้ยืมผ่าน พระราชกำหนดอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ ความหมาย ในปีงบประมาณนี้ก็คือรัฐบาลจะกู้ยืมเงินเกินเพดานที่มีการกำหนดไว้ตามกฎหมาย ซึ่งวิธีการ การบริหารราชการในลักษณะนี้เป็นวิธีการที่จะนำมาซึ่งความเสียหายต่อระดับความเชื่อมั่น การเพิ่มระดับหนี้ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างไม่จำเป็น และเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณ ให้กับประเทศชาติและพี่น้องประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีโดยไม่จำเป็นอีกต่างหาก เพราะพระราชกำหนดฉบับนี้เมื่อบังคับว่ารัฐบาลจะต้องกู้ยืมเงินทั้งก้อนภายใน สิ้นเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เห็นวี่แววว่ารัฐบาลนั้นจะนำเงินนี้ไปใช้เมื่อใด สิ่งที่ตามมาก็คือภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นเหตุผลในการตราพระราชกำหนด อีกฉบับด้วยซ้ำไปของรัฐบาลว่าต้องการที่จะลดภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลลง แต่พระราชกำหนด ฉบับนี้บังคับให้รัฐบาลกู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๖ เอาเงินมากองไว้เฉย ๆ เพราะว่ายังไม่มีแผนที่จะนำเงินนี้ไปใช้แต่อย่างใด จะทำให้รัฐบาล มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกถึงปีละประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็เป็นเงินภาษีของ พี่น้องประชาชน ผมขอย้ำนะครับ ว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้นเราเห็นด้วยว่า การลงทุนนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ที่เราคิดว่าพี่น้องประชาชนต้องการที่จะรับรู้จากรัฐบาล ในวันนี้ก็คือท่านจะใช้เงินนี้อย่างไร ท่านจะป้องกันไม่ให้เขาต้องรับภาระจากน้ำท่วม จากอุทกภัยอีกอย่างไร ท่านมีแผนในการ จัดทำฟลัดเวย์ มีแผนในการทำทุ่งนาของพี่น้องประชาชนส่วนไหนบ้างไปทำแก้มลิง ท่านต้องเปิดเผยอย่างโปร่งใสให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ ผมขอเท้าความนะครับว่า ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านได้พูดไว้ตั้งแต่ก่อนที่ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ท่านได้พูดไว้ว่าถ้าเพียงแค่รัฐบาลสามารถที่จะนำความชัดเจนว่า จะใช้เม็ดเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้อย่างไร เมื่อใด ให้กับฝ่ายค้านหรือให้กับสภาได้มีโอกาส พิจารณา พรรคประชาธิปัตย์ก็พร้อมที่จะถอนรายชื่อที่ยื่นให้กับศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ตีความทันที แต่จนถึงวันวินิจฉัยและจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมจากทางรัฐบาลใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่งบกลางของงบประมาณประจำปี ๒๕๕๕ ของรัฐบาลที่ได้จัดสรรงบประมาณไว้ ให้กับตัวเอง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ก็คือแก้ปัญหาระยะสั้น รัฐบาล ก็ยังสามารถที่จะมีมติ ครม. จัดสรรเม็ดเงินได้เพียง ๒๒,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ในงบกลางเอง ที่ถือว่าเป็นงบฉุกเฉินครับท่านประธาน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้สามารถที่จะจัดสรรได้ เพียงแค่ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง แล้ว ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่กู้ไปเพิ่มเติมท่านจะ ใช้เมื่อไร อย่างไร ประเด็นนี้รัฐบาลต้องชี้แจงนะครับ วันนี้ท่านรัฐมนตรีก็มาร่วมประชุมกัน หลายท่าน ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ก็มาร่วมประชุม วันนี้พวกเราและพี่น้องประชาชน ที่ติดตามการอภิปราย ต้องการความชัดเจนจากทางรัฐบาลว่าท่านจะใช้เม็ดเงินนี้อย่างไร จะมีผลกระทบต่อพื้นที่ของพี่น้องประชาชนส่วนใดบ้าง
ส่วน พ.ร.ก. โอนหนี้ ท่านประธานครับ พ.ร.ก. โอนหนี้ ของรัฐบาลที่กำลัง จะมีการผลักภาระหนี้ที่ปัจจุบันเป็นหนี้ของรัฐไปเป็นภาระของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่ดูแลโดยทางธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ในหลักความคิด ของความพยายามของรัฐบาลในการแก้ปัญหาภาระหนี้ส่วนนี้พวกผมไม่ติดใจ พวกผมเห็นตรงกันว่า ภาระที่มีต่อภาษีของพี่น้องประชาชนนั้นถ้ามีวิธีในการแก้ไขก็ควรที่จะช่วยกันคิด และพวกผม ก็พร้อมที่จะช่วยกับรัฐบาลในการคิด ประเด็นปัญหาก็คือทางรัฐบาลเองปิดประตู ปิดโอกาส ในการมีส่วนร่วมโดยพวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะร่วมแสดงความคิดเห็น ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้มีความกระชับและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนมากขึ้น
พ.ร.ก. นี้เร่งด่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างไรครับ ภาระหนี้ของกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ผมขอเท้าความให้กับท่านประธาน และพี่น้องประชาชนที่ติดตามการอภิปรายอยู่ได้เข้าใจเล็กน้อย เป็นภาระที่เกิดขึ้นจากคำสั่ง ของรัฐบาลให้รับภาระหนี้ของสถาบันการเงินในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี ๒๕๔๐ มาเป็นภาระ ของรัฐบาลโดยให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้นเป็นผู้รับภาระนี้ไว้ เวลาผ่านไปก็มีความชัดเจนครับว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไม่มี สถานะเพียงพอที่จะรับภาระหนี้มหาศาลก้อนนี้ไว้ได้ ดังนั้นรัฐบาล ๒ รัฐบาล ครั้งแรก คือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปี ๒๕๔๑ และครั้งที่ ๒ รัฐบาลพรรคไทยรักไทยในปี ๒๕๔๕ จึงได้มีความเห็นตรงกันในหลักการความคิดว่าภาระหนี้นี้มันหลีกเลี่ยงที่จะยอมรับว่า เป็นภาระหนี้ของรัฐบาลไม่ได้ ทั้ง ๒ รัฐบาลจึงได้ออกพระราชกำหนดซึ่งเป็นที่มาของ การรับภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นภาระของ กระทรวงการคลังจนถึงทุกวันนี้ และทุก ๆ ปีที่ผ่านมาจากนั้นรัฐบาลทุกรัฐบาลก็ต้องจัดสรร งบประมาณในการที่จะรับภาระดอกเบี้ย แล้วก็ได้มีการชำระเงินต้นไปแล้วบางส่วน นี่คือข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะโอนหนี้ไปไว้ที่ไหนก็ยังเป็นหนี้สาธารณะ เป็นหนี้ ของรัฐบาลอยู่ดี
ประเด็นก็คือภาระหนี้นี้อยู่กับเรามา ๑๐ กว่าปีแล้ว ไม่ได้มีเหตุผลเร่งด่วน ถึงขั้นที่จะต้องออกเป็นพระราชกำหนด ปิดโอกาสให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก ทุกพรรคในสภาผู้แทนราษฎรได้มีโอกาสร่วมพิจารณากฎหมายตามหน้าที่ที่ชอบโดยกฎหมาย ของพวกเรา แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความหละหลวม สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ความไม่ชัดเจน ที่ในงานสัมมนาเมื่อวานนี้เองที่ภาคเอกชนได้มีการจัดขึ้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ได้แสดงออกถึงความกังวลในความไม่ชัดเจนในบางเรื่องในพระราชกำหนดฉบับนี้ ความชัดเจนว่าในกรณีที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเอง มีรายรับไม่เพียงพอต่อการรับภาระนั้นจะเกิดอะไรขึ้น กระทรวงการคลังมีอำนาจในการที่จะ เข้ามาช่วยอุดหนุนกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินหรือไม่ ถ้าไม่มี มีผลอย่างไร ความไม่ชัดเจนในลักษณะนี้ก็คือเหตุผลที่พรรคไทยรักไทย และพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต ได้แก้ปัญหาในแนวทางด้วยการโอนเข้ามาเป็นภาระโดยตรงของรัฐบาล แต่ความคลุมเครือนี้ ปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ตราพระราชกำหนดฉบับนี้ โอนความรับผิดชอบต่อการดูแลทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงิน ทั้ง ๆ ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไม่มี ทรัพย์สินเพียงพอที่จะรับภาระหนี้มหาศาลก้อนนี้ และที่สำคัญครับท่านประธาน รัฐบาลนี้กำลังผลักภาระออกไปจากตนเองไปสู่พี่น้องประชาชนโดยตรง รัฐบาลอ้างว่า เป็นการผลักภาระไปให้กับทางธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้มอบ อำนาจให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยไปเก็บธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มเติม ซึ่งก็เป็นที่รู้กันโดยเปิดเผยว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือธนาคารพาณิชย์เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ก็จะผลักภาระนั้นให้กับลูกค้าของธนาคาร ลูกค้าของธนาคารคือใคร ก็คือพี่น้องประชาชนนั่นเอง และนี่ก็คือความหละหลวมที่ทางพรรคฝ่ายค้านต้องพูดครับ ถ้าพรรคฝ่ายค้านไม่พูดไม่มี ใครคนอื่นแล้วที่จะลุกขึ้นมาปกป้องประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกกระผมต้องใช้เวลาในการที่จะชี้แจงให้กับรัฐบาลเพื่อกลับไป ทบทวนเผื่อที่รัฐบาลจะพร้อมที่จะแก้ไขพระราชกำหนดให้ตอบโจทย์ความต้องการของ พี่น้องประชาชนและไม่มีปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคตต่อไป เพราะนอกจากภาระ เพิ่มเติมที่รัฐบาลได้เพิ่มให้กับธนาคารพาณิชย์ส่งต่อให้กับพี่น้องประชาชนแล้ว รัฐบาลยังต้อง ตอบและชี้แจงให้ชัดเจนด้วยว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาที่จะตามมาในเรื่องอื่น ๆ อย่างไร
เรื่องแรก ประเด็นที่เกิดขึ้นกับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ข้อเท็จจริงก็คือในช่วง ๓ ปี ที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากและในปีนี้สถาบันคุ้มครองเงินฝากก็จะ ค้ำประกันเงินฝากของพี่น้องประชาชนทุกบัญชีที่มีเงินในแต่ละบัญชีไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับรวมทั้งหมดวันนี้ครับท่านประธาน ๕๙ ล้านบัญชี ๕๙ ล้านบัญชีไม่ใช่บัญชีของเศรษฐีนะครับ เป็นบัญชีของพี่น้องประชาชนสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาโดยรวมส่วนใหญ่ในแต่ละบัญชี มีเม็ดเงินฝากอยู่ไม่เกินบัญชีละ ๕๐,๐๐๐ บาทครับท่านประธานครับ เขาเคยได้รับความคุ้มครอง โดยกฎหมายจาก พ.ร.บ. สถาบันคุ้มครองเงินฝากและมีแหล่งที่มาของรายได้เข้าสถาบัน คุ้มครองเงินฝากที่มีความชัดเจนคือเก็บ ๐.๔๐ เปอร์เซ็นต์จากเม็ดเงินฝากโดยรวมในระบบ ของธนาคารพาณิชย์ ๓ ปีที่ผ่านมาสามารถสะสมเม็ดเงินได้เกือบ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ณ วันนี้ แต่ท่านประธานครับ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไม่ว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีจะออกมายืนยัน นั่งยันอย่างไร ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่เพียงพอต่อการรับความเสี่ยงของพี่น้องประชาชน ที่มีบัญชีเงินฝากและมีสิทธิตามกฎหมายที่ได้รับความคุ้มครองจากสถาบันประกันเงินฝาก เพราะอะไรครับ ๕๙ ล้านบัญชีที่ผมบอกว่าได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ท่านประธานทราบไหมครับว่าเม็ดเงินเงินฝากโดยรวมรวมแล้วมีเงินฝากอยู่กี่บาท ๕๙ ล้านบัญชี เม็ดเงินฝากโดยรวม ๒.๖ ล้านล้านบาทครับท่านประธาน ในระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งประเทศ มีเงินฝากอยู่ประมาณ ๗.๕ ล้านล้านบาท แต่ที่อยู่ในบัญชีที่มีเม็ดเงินฝากไม่เกิน ๑ ล้านล้านบาท มีโดยรวมทั้งระบบทั้งสิ้นซึ่งตามกฎหมายต้องได้รับการคุ้มครอง ๒.๖ ล้านล้านบาท ถามว่า เงินในกองทุนสถาบันคุ้มครองเงินฝากวันนี้มีเท่าไรที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลยืนยันว่า เพียงพอ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทมาค้ำประกันให้เม็ดเงิน เงินฝาก ๒.๖ ล้านล้านบาท มันพอได้อย่างไรครับ และวันนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องชี้แจงให้กับ พี่น้องประชาชนก็คือ ในกรณีที่มีปัญหากับสถาบันการเงิน อย่างเช่น ที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต และในกรณีที่สถาบัน คุ้มครองเงินฝากไม่สามารถเพราะไม่มีเงินทุนเพียงพอไปค้ำประกันและดูแลพี่น้องประชาชนได้ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ รัฐบาลต้องรับผิดชอบนะครับ เพราะในกฎหมายนั้นระบุไว้ชัดว่า จะต้องมีการจัดรายได้เข้ากองทุนให้เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ในอดีตที่ผ่านมา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่เก็บถือว่าเพียงพอครับ ภายใน ๓-๔ ปี ขณะที่เศรษฐกิจยังดีอยู่ ความเสี่ยง ต่อสถาบันการเงินยังน้อย คาดว่าน่าที่จะเก็บเม็ดเงินในกองทุนได้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าธนาคารขนาดเล็กมีปัญหาเพียงพอต่อการดูแลพี่น้องประชาชน แต่ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่พอครับ และในวันนี้ด้วยพระราชกำหนดฉบับนี้รัฐบาลกำลังดึงเม็ดเงินทั้งหมดที่ ๓ ปี ที่ผ่านเข้าไปดูแลพี่น้องประชาชนที่มีบัญชีเงินฝากไปชำระหนี้แทนรัฐบาล ไปชำระหนี้กองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินแทนรัฐบาล นอกจากนั้นยังเพิ่มค่าธรรมเนียม ที่เก็บจากธนาคารพาณิชย์อีก .๐๗ เปอร์เซ็นต์เป็น .๔๗ เปอร์เซ็นต์ ต้องมีคำตอบให้กับ พี่น้องประชาชน ๕๙ ล้านบัญชี แต่แค่นั้นยังไม่พอ รัฐบาลได้ประกาศนโยบายอีกต่างหาก ผมต้องขออนุญาตใช้คำว่า ฉวยโอกาส ที่ทางธนาคารพาณิชย์อ้างว่าถ้ารัฐบาลจะเพิ่ม ค่าธรรมเนียม ที่แต่เดิมเขาเคยจ่ายให้กับกองทุนประกันเงินฝาก .๔๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น .๔๗ เปอร์เซ็นต์เพื่อไปชำระดอกเบี้ยนั้น จะเกิดความลักลั่นกับธนาคารของรัฐทำให้ ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถหรือเสียเปรียบในการแข่งขันช่วงชิงเงินฝากเมื่อเทียบกับธนาคาร ของรัฐบาล ซึ่งหลัก ๆ ก็หมายถึงธนาคารออมสินและ ธ.อ.ส. เมื่อเป็นเช่นนั้นรัฐบาลจึงฉวยโอกาส ที่จะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นจะเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารของรัฐด้วยในอัตราเดียวกันคือ .๔๗ เปอร์เซ็นต์ อย่าลืมนะครับว่าสมัยที่ธนาคารพาณิชย์เขาจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าสถาบัน คุ้มครองเงินฝากที่ .๔๐ เปอร์เซ็นต์ ธนาคารของรัฐไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ไม่ได้มีต้นทุนตรงนี้ แต่พอเพิ่มขึ้นจาก .๔๐ เปอร์เซ็นต์เป็น .๔๗ เปอร์เซ็นต์ให้กับธนาคารพาณิชย์ หันมาเก็บเต็ม ๆ .๔๗ เปอร์เซ็นต์เท่ากันจากธนาคารของรัฐ แต่จริง ๆ ไม่ได้เก็บจากธนาคารของรัฐนี่คือ ประเด็น จริง ๆ ที่เก็บก็คือจากพี่น้องประชาชนที่เป็นลูกค้าของธนาคารของรัฐ แล้วถามว่า พี่น้องประชาชนที่เป็นลูกค้าของธนาคารของรัฐ ๒ ธนาคารนี้คือใคร พี่น้องประชาชน ที่ฟังการอภิปรายอยู่ก็คิดเอาเอง ว่าลูกค้า ธ.อ.ส. คือใคร ลูกค้าธนาคารออมสินนั้นคือใคร ก็คือคนยากคนจนทั้งนั้น โอกาสเดียวที่จะเข้าสู่การกู้ยืมในระบบสถาบันการเงินได้ก็คือ ผ่านธนาคารของรัฐ หลุดจากธนาคารของรัฐไปก็เป็นการกู้ยืมนอกระบบแล้ว เพราะฉะนั้น หลักประกันมีบ้างไม่มีบ้าง แต่เนื่องจากเป็นนโยบายของทุกรัฐบาลรวมถึงรัฐบาลของท่านด้วย ก็ต้องการที่จะใช้ธนาคารของรัฐเป็นเครื่องมือในการดูแลพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อย พี่น้องประชาชนที่เป็นชาวไร่ชาวนา พี่น้องประชาชนที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าที่มีรายได้น้อย ก็จะได้ มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินด้วยเงื่อนไขที่มีความเป็นธรรม แต่รัฐบาลบอกว่าจากนี้ไป ถ้าคุณเคยเสียอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ ๙ เปอร์เซ็นต์ คุณก็จะต้องเสีย ๙.๔๗ เปอร์เซ็นต์ ถ้าทางธนาคารอาคารสงเคราะห์ส่งต่อภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจาก พ.ร.ก. นี้ไปให้กับลูกค้า ของธนาคาร หรือถ้าคุณมีบัญชีเงินฝากอยู่ที่ธนาคารออมสิน แนวโน้มโอกาสก็คือ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากคุณก็จะลดลง เพราะต้นทุนของธนาคารออมสินเขาสูงขึ้น อันนี้ เป็นข้อเท็จจริงที่ทางรัฐบาลก็ต้องชี้แจงว่ารัฐบาลจะตอบโจทย์ปัญหานี้อย่างไร ทำไมรัฐบาล จึงคิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องช่วยธนาคารพาณิชย์ด้วยการที่ไปเก็บค่าธรรมเนียมจาก ธนาคารของรัฐ ธนาคารพาณิชย์ท่านช่วยไม่พออีกหรือครับ รัฐบาลนี้ลดอัตราภาษีนิติบุคคล ให้กับธนาคารพาณิชย์จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ลงมาเหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ อ้างว่าที่ลดภาษีนิติบุคคล ก็เพราะต้องการที่จะชดเชยเรื่องของค่าแรง ๓๐๐ บาท ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล แต่ถามเถอะ ทางรัฐบาลเคยไปเช็ก (Check) ดูไหมว่าธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบเขามีลูกจ้างที่มีอัตราค่าจ้าง ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่กี่คน ผมว่าไม่มีเลยกระมังครับ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง น่าจะรู้ดี ไม่มีหรอกครับ เพราะฉะนั้นลดภาษีนิติบุคคลให้กับเขาเขาได้ไปแล้วเต็ม ๆ นี่ท่าน มาทำให้ธนาคารของรัฐบาลต้องเสียเปรียบธนาคารพาณิชย์อีกต่างหาก มีประโยชน์อะไรกันอยู่หรือเปล่าครับ พวกผมไม่เข้าใจกันจริง ๆ ท่านทราบไหมครับว่าคำอ้าง ของธนาคารพาณิชย์ว่าธนาคารของรัฐได้เปรียบ เพราะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมนั้นเป็นการมอง ข้างเดียว ทุกครั้งที่รัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ผมขอถามหน่อยครับว่า ธนาคารพาณิชย์อยู่ไหน ผมไม่ได้ว่าอะไรเขานะครับ ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว แต่ประเด็น ของพวกเราก็คือมันเป็นภาระหน้าที่ของธนาคารของรัฐที่จะต้องดูแลพี่น้องประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็เหมือนกันครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของการประกันรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้กับพี่น้องประชาชน ตั้ง ๕๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. อีก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน เป็นลูกค้าธนาคารออมสิน ที่ธนาคารของรัฐมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ก็ถือเป็นภาระ ที่เขารับที่ธนาคารพาณิชย์ไม่มี และนี่คือสาเหตุที่มีความแตกต่างมันจึงมีความเหมาะสมในแง่ ของค่าธรรมเนียมที่ผ่านมาในอดีต เพราะฉะนั้นประเด็นนี้เป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องชี้แจง ให้กับพี่น้องประชาชนครับว่านโยบายนี้จะนำไปสู่ประเด็นต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ของพี่น้องประชาชนอย่างไร และเพื่ออะไร เพราะรัฐบาลแทนที่จะเอาเม็ดเงินที่จะจัดเก็บจาก ธนาคารของรัฐไปช่วยเร่งจ่ายภาระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ให้หนี้มันหมดไปเร็ว ๆ รัฐบาลกลับบอกว่าไม่ละครับ จะเอาเม็ดเงินส่วนนี้ไปใส่ไว้ในกองทุน ที่จะตั้งขึ้นมาใหม่เรียกว่ากองทุนพัฒนาประเทศ เอาไปใช้นอกระบบงบประมาณ รัฐบาลถ้าจริงใจ ต่อการออกพระราชกำหนดฉบับนี้นะครับ ถ้าจริงใจว่าต้องการที่จะช่วยเร่งลดภาระหนี้สาธารณะ ของประเทศ ทำไมถึงไม่ได้เอาเม็ดเงินส่วนนี้อีกประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ไปช่วยสมทบ รายรับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะจัดเก็บจากธนาคารพาณิชย์ แทนที่จะต้องใช้เวลา ๒๕ ปี หรือ ๓๐ ปีในการแก้ปัญหาหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน อาจจะร่น ลงมาเหลือเพียงแค่ ๑๕ ปี ทำไมไม่ทำครับ และการไปตั้งกองทุนพัฒนาประเทศท่านจะใช้ เม็ดเงินนี้อย่างไร ความโปรงใส่ไม่มี และผมได้ใช้คำนี้นะครับในการสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า การกระทำเช่นนี้โดยรัฐบาล ผมถือว่าเป็นการปล้นคลัง เพราะกำไรและรายได้ของธนาคาร ของรัฐถือว่าเป็นของรัฐเป็นของคลังอยู่แล้ว แต่ท่านดึงออกมาเพื่อมาใช้ในกองทุนพัฒนา ประเทศของท่าน โดยไม่ต้องผ่านระบบงบประมาณ เพื่อนสมาชิกครับ รวมไปถึงเพื่อนสมาชิก ฝั่งพรรคเพื่อไทยท่านคิดดูดี ๆ นะครับว่าท่านเห็นด้วยกับแนวคิดในลักษณะนี้ของรัฐบาล หรือไม่ เพราะสิทธิ อำนาจและหน้าที่ของพวกเราในการที่จะตรวจสอบการใช้งบประมาณนั้น ถือว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ หมวด ๘ เขียนไว้ในเรื่องนี้เรื่องเดียวเลยครับว่าการใช้เม็ดเงิน งบประมาณนั้นต้องออกในรูปของพระราชบัญญัติ คือ พ.ร.บ. งบประมาณประจำในแต่ละปี แต่รัฐบาลกำลังดึงเม็ดเงินที่เป็นรายได้ปกติของรัฐออกไปใช้นอกระบบงบประมาณ อันนี้เป็นสิ่ง ที่ผมถือว่าพวกเราฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรที่จะสนับสนุน ไม่ควรที่จะให้ความเห็นชอบ แล้วก็ เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่พวกกระผมไม่สามารถที่จะสนับสนุนการตราพระราชกำหนดโอนหนี้ ของทางรัฐบาลได้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมก็ได้ใช้เวลามาพอสมควร อยากที่จะเน้น อีกครั้งหนึ่งนะครับว่าไม่ว่าในมิติความเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือในมิติของเนื้อหาสาระ ในกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ ล้วนแล้วแต่มีปัญหา มาตรฐานในการตราพระราชกำหนดในแนวทาง ของรัฐบาลอ้างเรื่องน้ำท่วมทั้ง ๆ ที่การโอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ผมไม่เห็นเลยนะครับว่ามันเกี่ยวกับน้ำท่วมอย่างไร ถ้าใช้มาตรฐานอย่างนี้อนาคตเท่ากับ เป็นการลิดรอนสิทธิ อำนาจและหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติกลับไปให้กับทางฝ่ายบริหาร ผมคิดว่าพวกเราที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติต้องระมัดระวังอย่างมากในการที่จะลงคะแนนเสียง สนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการกระทำของรัฐบาลในแนวนี้ ส่วนในเรื่องของเนื้อหาสาระ ประเด็นที่สำคัญที่สุดในวันนี้ที่ผมอยากจะฝากให้กับทางรัฐบาล ได้ช่วยกรุณาชี้แจง ก็คือประเด็นคำถามว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านจะกู้วันนี้บวกกับ การขาดดุลงบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านมีอยู่แล้วในมืออีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านกำลังจะขอผ่านงบประมาณปี ๒๕๕๖ บวกกับอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านจะตั้ง กองทุนประกัน รวมแล้วเกิน ๑ ล้านล้านบาทนั้น ส่วน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ท่านจะเอาไปใช้ ทำอะไรครับ ส่วนที่เหลือผมยังไม่เห็นท่านสามารถเบิกจ่ายได้เลย ความชัดเจนว่าเม็ดเงินนี้ ท่านจะใช้ทำอะไร มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนส่วนไหนบ้าง เป็นภาระหน้าที่ที่วันนี้ ท่านต้องชี้แจงให้กับเราก่อนที่เราจะสามารถที่จะใช้วิจารณญาณในการที่จะลงคะแนนได้ ส่วนในเรื่องของการโอนหนี้ ประเด็นปัญหามากมายครับที่ท่านต้องชี้แจง ท่านจะดูแล พี่น้องประชาชนควรที่จะได้รับการคุ้มครองโดยสถาบันคุ้มครองเงินฝากอย่างไร ท่านจะดูแล พี่น้องประชาชนที่ใช้บริการธนาคารพาณิชย์อย่างไร ว่าธนาคารพาณิชย์จะไม่ส่งต้นทุน ที่สูงขึ้นทั้งหมดไปเป็นภาระของลูกค้าของธนาคาร ท่านจะตอบคำถามให้กับพี่น้องเกษตรกร ท่านจะตอบคำถามให้กับพ่อค้า แม่ค้าที่เป็นลูกค้าธนาคารออมสิน วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ ทั่วประเทศอย่างไรว่าภาระเพิ่มเติมที่ท่านมอบให้กับทางธนาคารของรัฐนั้นท่านทำไปเพื่ออะไร และจะเป็นภาระปัญหากับเขาอย่างไร เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ยังเป็นความคลุมเครือ ความไม่ชัดเจน ซึ่งความจริงแก้ไขได้ ถ้าเพียงแค่ท่านนำเสนอกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ให้กับสภาได้มีโอกาส พิจารณาในรูปของพระราชบัญญัติตามปกติ ไม่มีปัญหาต่อการเบิกจ่ายหรอกครับ ท่านรู้ดี ผมทราบครับ ผมมั่นใจว่าท่านรู้ดีครับ ว่าเงินอย่างไรก็ใช้ไม่ทันหรอก สำคัญก็คือวันนี้ แผนท่านชัดเจนแล้วหรือยัง ถ้าแผนชัดเจนพวกผมบอกอยู่แล้วครับพร้อมที่จะสนับสนุนทันที แต่วันนี้ยังไม่สามารถที่จะสนับสนุนได้ เนื่องจากความชัดเจนจากทางรัฐบาลยังไม่มีในเรื่องนี้ ดังนั้นวันนี้ก็เป็นส่วนของคำอภิปรายในส่วนของกระผม ในส่วนของท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรต้องขออภัยท่านประธานนะครับ วันนี้ท่านได้ยื่นลาไว้ เพราะท่านไป ปฏิบัติหน้าที่โดยการไปเยือนประเทศญี่ปุ่น แล้วก็เป็นตัวอย่างที่ผมอยากจะสะท้อนให้กับ ท่านประธานได้รับทราบว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่าจะเป็นท่านหัวหน้าพรรคในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรหรือพวกเราทุกคนที่เป็นสมาชิก พร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ท่านอภิสิทธิ์เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นก็เพื่อที่จะไปชี้แจงกับผู้นำทางเศรษฐกิจ ผู้นำทางการเมือง ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโอกาสและปัญหาของบ้านเรา ท่านไป ท่านไม่พูดจาให้ประเทศชาติ เสียหายแน่นอน ท่านไปเพื่อยืนยันว่าประเทศไทยยังมีโอกาสการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และยังมีโอกาสสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่นในการที่จะมาลงทุนและทำกำไรอีกต่อไปในอนาคต และท่านไปเพื่อยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะสนับสนุนทุกมาตรการของรัฐบาล ที่เรามองว่ามีความชัดเจนและประเทศชาติและประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น ในวันนี้พวกกระผมก็จะทวงคำตอบจากทางรัฐบาลใน ๒-๓ เรื่องที่มีความสำคัญตามที่ผม ได้อภิปรายไปแล้วครับ ขอบคุณครับ