อภิวันท์ วิริยะชัย หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2540-2545 โดยเน้นย้ำถึงการล่มสลายของเศรษฐกิจไทย และเสนอแนวคิดในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยเน้นการเก็บกักน้ำได้ไม่เพียงพอ และการระบายน้ำลงทะเล ทำให้เกิดน้ำท่วมหรือน้ำแล้งอย่างต่อเนื่อง
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ ก่อนอื่นจะขออภิปรายพระราชกำหนด ฉบับปรับปรุงหนี้เสียก่อน เพราะเนื่องจากว่าเป็นพระราชกำหนดที่อาจจะเข้าใจยากแต่ต้อง ขอเท้าความครับ การล่มสลายของเศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๔๒ มีสาเหตุสำคัญ ๒ ประการ
ประการแรก ก็คือประเทศไทยของเราไปเปิดเสรีทางการเงินในขณะที่ประเทศไทย เรายังไม่พร้อม
สาเหตุประการที่ ๒ ก็คือสถาบันการเงินบริหารผิดพลาดขาดหลักธรรมาภิบาล ปล่อยกู้อย่างไม่มีคุณภาพจนทำให้เกิดหนี้เสียหรือเอ็นพีแอล (NPL) สูงขึ้นถึงเกือบ ๔๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นยอดเงินที่เสียหายทั้งสิ้น ๒.๗ ล้านล้านบาท รัฐบาลในขณะนั้นก็พยายามแก้ไข ช่วยเหลือด้วยความเชื่อที่ผิดของรัฐบาล ด้วยความเชื่อที่ผิดของธนาคารแห่งประเทศไทย เชื่อว่าสถาบันการเงินนั้นล้มไม่ได้ เป็นความเชื่อที่ผิดครับ ผิดหลักการบริหารอย่างรุนแรง สถาบันการเงินไหนไม่บริหารอย่างมีประสิทธิภาพต้องปล่อยให้ล้ม เพียงแต่ว่าต้องมี หลักประกันให้กับผู้ฝากเงิน หลังจากนั้นรัฐบาลในขณะนั้นจึงได้ตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ขึ้นมาเพื่อรับโอนหนี้เสียเอ็นพีแอลจำนวนทั้งสิ้น ๗๗,๐๐๐ ล้านบาท โอนเพียง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หลังจากนั้นอีกเช่นเดียวกันครับก็ได้ตั้งรัฐวิสาหกิจขึ้นมาในกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินคือบริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ เพื่อเข้ามา ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลของธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ ซึ่งเป็น จุดเริ่มต้นของการล่มสลายของสถาบันการเงิน นอกนั้นก็บริหารสินเชื่อหนี้เสียของอีก ๘ สถาบันการเงิน ปัญหาเศรษฐกิจก็ยังไม่ทุเลาลงครับ จนกระทั่งต้องมีการปิดสถาบันการเงิน จำนวนทั้งสิ้นเกือบ ๖๐ แห่ง นั่นแสดงให้เห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าในปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๔๒ นั้น เราได้ใช้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าไปรับภาระแทนสถาบันการเงิน โดยทำให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินมีหนี้สินจากการเข้าไปอุ้ม สถาบันการเงินเป็นจำนวนทั้งสิ้นตามที่ผมจะเรียนให้ฟัง เข้าไปอุ้มผู้ฝาก ช่วยเหลือผู้ฝาก เป็นเงินทั้งสิ้น ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าไปฟื้นฟูกิจการสถาบันการเงินโดยการเพิ่มทุน เป็นเงินทั้งสิ้น ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเข้าไปช่วยเหลือบริหารหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล เป็นจำนวนมากถึง ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกนั้นก็เป็นดอกเบี้ยค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็นหนี้สินที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนี้ มีหนี้สินทั้งสิ้น ๑.๔ ล้านล้านบาท หลังจากนั้นรัฐบาลก็ได้ตั้ง ปรส. ขึ้นมาเพื่อขายสินทรัพย์ ที่ยังพอมีมูลค่าของสถาบันการเงินต่าง ๆ สินทรัพย์ทั้งสิ้น ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขายได้เท่าไร ขายได้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจึงทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ประสบความสำเร็จ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ท่านธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงได้หาหนทางที่จะแก้ไขช่วยเหลือเยียวยากองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินครับ โดยออกพระราชกำหนดฉบับแรกขึ้นมา ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้หนี้และโดยการออกพันธบัตรครั้งแรก เราขอเรียกว่า เป็นพันธบัตรเอฟ ๑ (F1) เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท การผ่อนดอกเบี้ย ให้เป็นภาระของงบประมาณประจำปี ส่วนการผ่อนการใช้คืนต้นเงินกู้ใช้อย่างไร รัฐบาล ในสมัยนั้นก็ตั้งกองทุนใช้คืนต้นเงินกู้ขึ้นมาโดยเอาเงินจากที่ไหนครับ มาจาก ๓ ส่วน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของกำไรของธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วนอกจากนั้นก็จะมีเงินส่วนหนึ่ง ที่ได้จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หลังจากนั้นก็จะให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดให้กองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเอาเงินสะสมของตัวเองเข้ามาสมทบกับกองทุน เพื่อใช้ต้นเงินกู้นี้ ก็หวังว่าจะใช้หนี้ต้นเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้เสร็จภายใน ๓๐ ปี ต่อมา ในปี ๒๕๔๑ เช่นเดียวกันครับ รัฐบาลขณะนั้นก็ได้ออกพระราชกำหนดขึ้นมาอีกฉบับหนึ่ง ให้กระทรวงการคลังเข้าไปค้ำประกันเงินกู้จากการออกพันธบัตรของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งขอเรียกว่า พันธบัตรเอฟ ๒ (F2) มีมูลค่าทั้งสิ้นเท่าไรครับ ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ภาระการส่งต้นเงินกู้นั้นให้เป็นภาระของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินเอง เพราะว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นผู้ออกพันธบัตรเอฟ ๒ เอง เหตุการณ์ก็ดำเนินมาเรื่อย การแก้ไขเศรษฐกิจก็ยังไม่ดี จนกระทั่งถึงปี ๒๕๔๕ ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ท่านสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เห็นความจำเป็นว่าจะต้องเข้ามาช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินอีกครั้งหนึ่ง จึงได้ออกพระราชกำหนดขึ้นมา ๒ ชุด ชุดแรกคือให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ ๒ เป็นเงินทั้งสิ้น ๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เช่นเดียวกัน ภาระจ่ายดอกเบี้ยก็ให้เป็นภาระของงบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศ ส่วนการใช้คืน ต้นเงินกู้นั้นได้มีการออกพระราชกำหนดอีกฉบับหนึ่งแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยเงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ พระราชบัญญัติว่าด้วยเงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ คืออะไรครับ ผมต้องเรียนพี่น้อง บรรดาสมาชิกให้ทราบว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีบัญชีอยู่ ๒ บัญชี บัญชีแรกคือบัญชี ผลประโยชน์ประจำปี บัญชีที่ ๒ คือบัญชีสำรองพิเศษ บัญชีสำรองพิเศษเอาไว้ใช้สำหรับ หนุนค่าเงิน พระราชบัญญัติเดิมกำหนดไว้อย่างนี้ว่าให้เอาดอกผลจากเงินทุนสำรองของ ธนาคารแห่งประเทศไทยโอนเข้าบัญชีผลประโยชน์ประจำปี แล้วอนุญาตให้ใช้จ่าย ได้อย่างเดียวคือให้ใช้จ่ายเกี่ยวกับการบริหารค่าเงินตรา เมื่อใช้จ่ายแล้วมีเงินเหลือเท่าไร ตามพระราชบัญญัติเดิมให้เอาโอนเข้าบัญชีสำรองพิเศษ การออกพระราชกำหนดในสมัยนั้น แก้ไขตรงนี้ครับ เงินที่เหลือจากการใช้จ่ายให้โอนเข้าไปใช้ต้นเงินกู้พันธบัตรเอฟ ๒ และเอฟ ๓ (F3) ทั้ง ๒ ครั้งเป็นจำนวนเงิน ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ หวังว่าจะใช้หนี้เอฟ ๒ และเอฟ ๓ ได้ภายในเวลา ๑๙ ปี แต่ปัญหาเนื่องจากว่าความเสียหาย ทางเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ นั้นมีจำนวนมากถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท จึงทำให้การแก้ไขปัญหานี้ เป็นไปด้วยความยาก การใช้คืนต้นเงินกู้ การใช้คืนดอกเบี้ยเงินกู้ไม่ประสบความสำเร็จครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่มีรายได้เพียงพอที่จะจัด ๙๐ เปอร์เซ็นต์มา การขายรัฐวิสาหกิจ ก็ไม่สามารถทำได้เพราะถูกต่อต้านจากบรรดาสมาพันธ์รัฐวิสาหกิจ กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินเองก็ไม่มีผลกำไรครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเงินเข้ามาสมทบ ท่านประธานครับ ปรากฏว่าเวลาผ่านมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๑ จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๕ ในปัจจุบัน ปรากฏว่าใช้หนี้ต้นเงินกู้ไปได้เพียงแค่ ๒.๖ แสนล้านบาท ก็ยังเหลือต้นเงินกู้อีก ๑.๑๔ แสนล้านบาท เป็นภาระหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นให้กับลูกหลานของเรา กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ปรึกษาหารือกันแล้วมีความเห็นพ้องต้องกันเลยนะครับว่าถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ หนี้สิน จากพันธบัตรเอฟ ๑ เอฟ ๒ และเอฟ ๓ จะต้องมีภาระในการใช้หนี้ทั้งดอกเบี้ยและต้นเงินกู้ เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า ๕๐ ปีจึงจะใช้หมด เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นครับว่าต้องหาเงิน จากที่ใดมาชำระต้นเงินกู้และดอกเบี้ยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะ ของประเทศของเรา พระราชกำหนดฉบับนี้จึงเกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๕ ระบุไว้เลยว่าจะต้องมีบัญชีสะสมขึ้นมาบัญชีหนึ่งในกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน บัญชีสะสมนี้เอาขึ้นมาไว้ทำไม มีภารกิจหลัก ๆ แค่ ๓ ภารกิจครับ ภารกิจแรก ใช้คืนดอกเบี้ยเงินกู้ของเอฟ ๑ เอฟ ๒ และเอฟ ๓ ภารกิจที่ ๒ ก็คือใช้คืนต้นเงินกู้ของเอฟ ๑ เอฟ ๒ และเอฟ ๓ ทั้งหมด ภารกิจที่ ๓ ก็คือเงินสะสมนี้ก็ใช้บริหารจัดการในส่วนของการใช้คืน ต้นเงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ อันนี้คือภารกิจหลักของบัญชีสะสมนี้ แต่เนื่องจากว่าฝ่ายกฎหมาย ของธนาคารแห่งประเทศไทยไปเขียนไว้ค่อนข้างวกวน ผมจะสรุปให้ฟังนะครับว่าบัญชีนี้ มันมาจากอะไร บัญชีนี้มี ๔ ประเภทครับ
ประเภทแรก มี ๓ ชนิด ชนิดแรกของประเภทแรกคืออะไร คือให้เอาเงิน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของธนาคาร ผลประโยชน์กำไรสุทธิของธนาคารแห่งประเทศไทยใส่เข้าไป ในบัญชีนี้ บัญชีนี้ก็คืออะไรครับ ก็คือการใช้คืนต้นเงินกู้ของเอฟ ๑ เก่า จำได้ไหมครับ ผมได้พูดไปตอนต้นแล้ว นอกจากนั้นบัญชีที่ ๒ คืออะไรครับ ให้เอาเงินสินทรัพย์ที่คงเหลือ ในบัญชีสะสมประจำปีของธนาคารแห่งประเทศไทยหลังจากหักค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเงินตรา แล้วเอามารวมอยู่ในบัญชีสะสมนี้ ก็คือบัญชีใช้ดอกเบี้ยเงินกู้ ต้นเงินกู้เดิมของเอฟ ๒ และเอฟ ๓ นั่นเอง จะเห็นว่าการใช้คืนต้นเงินกู้ของเอฟ ๑ มารวมแล้ว แล้วก็เอาบัญชีใช้ต้นเงินกู้ของเอฟ ๒ เอฟ ๓ มารวมแล้ว หลังจากนั้นเงินส่วนที่ ๓ ก็คือหักจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินเข้ามาสะสมช่วยสมทบในบัญชีสะสมนี้ตามอัตราส่วนที่คณะรัฐมนตรี กำหนดว่าจะเป็นอัตราส่วนเท่าไร ก็ต้องเรียนเพื่อนสมาชิกให้ทราบครับ บางท่านก็บอกว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินอาจจะไม่มีรายได้ ในปีไหนที่กองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไม่มีรายได้ ครม. ก็รู้ว่าจะต้องไม่มีเงินสะสมนี้ จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเพื่อไม่ให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินรับภาระ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นเงินส่วนที่ ๒ นี่ละ เรื่องสำคัญครับ ด้วยหลักการที่ว่าใครเป็นผู้ทำเสียหายคนกลุ่มนั้นจะต้องรับผิดชอบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๔๒ นั้น ส่วนหนึ่งเกิดมาจากสถาบันการเงิน ขาดหลักธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้นในเมื่อกลุ่มสถาบันการเงินเป็นผู้ทำเสียหาย ๑๕ ปีที่ผ่านมา ผลักภาระให้พี่น้องประชาชนเป็นคนรับผิดชอบในการใช้หนี้คืน ไม่ว่าจะเป็นต้นเงินกู้ ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ยเงินกู้โดยผลักภาระไปที่งบประมาณแผ่นดิน พระราชกำหนดฉบับนี้ละครับหลักการถูกต้อง คือโอนความรับผิดชอบของความเสียหายกลับคืนสู่ผู้ที่ทำความเสียหายคือสถาบันการเงิน เพราะฉะนั้นพระราชกำหนดฉบับนี้จึงกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยนำส่งเงินจากสถาบันการเงิน ทั้งหลายในอัตราส่วนร้อยละประจำปีตามเงินเฉลี่ยค่าเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองที่ท่านกรณ์ ได้พูดไปแล้ว แต่มีข้อแม้ว่าเมื่อบวกกับเงินที่จะนำสมทบเข้ากองทุนรับประกันเงินฝากนั้น จะต้องไม่เกินร้อยละ ๑ ต่อปีของเงินเฉลี่ยเงินฝากทั้งปี และนอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเรียกเก็บเพิ่มเติมอีกถ้าในกรณีที่สถาบันการเงินใดไม่สามารถ จ่ายเงินได้ตามกำหนดหรือไม่จ่ายเลย ก็จะต้องมีบทลงโทษครับแล้วก็ให้เก็บเพิ่มเติมขึ้นอีก ในส่วนที่ยังไม่ได้จ่ายหรือจ่ายไม่ครบ ๒ เปอร์เซ็นต์ เงิน ๒ เปอร์เซ็นต์ที่ได้เพิ่มเติมก็ต้อง เอาเข้ารวมบัญชีสะสมเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นบัญชีสะสมก็มี ๕ แล้วนะครับ นอกจากนั้นก็ยังมีบัญชีสะสมประเภทที่ ๓ ตามที่ผมเรียนไปตอนต้นครับ กองทุนใช้คืน ต้นเงินเอฟ ๑ ในสมัยรัฐบาลชวนนั้นประกอบด้วย ๓ ส่วนครับ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของผลกำไร ธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วก็ยังเหลืออะไรครับ เหลืออีก ๒ อย่างก็คือการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ยังค้างอยู่ในกองทุนคืนต้นเงิน พระราชกำหนดฉบับนี้ก็บอกว่าให้เอาเงินที่เหลือในกองทุน คืนต้นเงินของพันธบัตรเอฟ ๑ เข้ามารวมกับบัญชีสะสมนี้ด้วย แต่เมื่อมีการใช้บังคับแล้ว กองทุนการใช้ต้นเงินกู้เดิมก็มีอันหมดสิ้นสภาพไป นอกจากนั้นยังมีเงินสมทบที่ ๔ ก็คือ ดอกผลจากเงินที่ได้เรียนมาทั้งหมด ก็หวังว่าด้วยวิธีการอย่างนี้ก็จะทำให้สามารถใช้คืน ต้นเงินกู้ ใช้คืนดอกเบี้ยเงินกู้ได้ภายใน ๒๐ ปี ผลประโยชน์เกิดอะไรขึ้นครับ ประโยชน์ ที่ได้รับชัดเจนเป็นการลดภาระของพี่น้องประชาชน ลดภาระอะไรครับ เพราะปกติจะต้อง ไปจ่ายดอกเบี้ยงบประมาณปีละ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อผลักภาระไปให้สถาบันการเงินแล้ว รัฐบาลก็สามารถเอาเงินงบประมาณนี้ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ไปพัฒนาประเทศสร้างความ เจริญรุ่งเรืองให้กับพี่น้องประชาชน ที่บอกว่าลดภาระอะไรครับ ผมเชื่อมั่นในความเป็น วิชาชีพของธนาคารแห่งประเทศไทย เขาจะไม่ปล่อยภาระให้อยู่กับประชาชนครับ มันมีวิธีการ ง่ายนิดเดียว โดยการกำหนดอัตราส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตรา ที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดภาระของพี่น้องประชาชนแต่ภาระจะไปตกกับใครครับ จะเป็นการ ลดกำไรของสถาบันการเงินซึ่งชอบแล้วโดยหลักการ เพราะว่าท่านเป็นคนทำเสียหายท่านก็ต้อง รับผิดชอบในความเสียหายนี้ อันนี้คือการลดภาระของพี่น้องประชาชนที่เห็นอย่างชัดเจน เป็นความคิดเห็นแตกต่างที่ผมจะต้องเรียนท่านสมาชิกให้ได้รับทราบ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขอขอบคุณบรรดาศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งครับที่ท่านได้วินิจฉัยว่าพระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับนั้นไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ด้วยความสำนึกว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประชาชน รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายต่ออุทกภัยที่เกิดภัยพิบัติต่อพี่น้องประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าการที่รัฐบาลรับผิดชอบต่อประชาชนนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนซึ่งขอขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้หนี้ขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการน้ำและพัฒนาประเทศนั้น ผมขออภิปรายในเวลาสั้น ๆ ว่า ก็เป็นพระราชกำหนดเหมือนกับพระราชกำหนดอื่น ๆ ที่อนุญาตให้กระทรวงการคลังกู้หนี้ ที่ผ่านมาเหมือนกันครับ แต่หลายท่านอาจจะมองว่าทำไมไม่มีแผน ในพระราชกำหนดฉบับนี้ เขียนไว้ชัดเจนว่าก่อนที่รัฐบาลจะนำเงินไปใช้จะต้องนำเสนอแผนให้รัฐสภารับทราบเสียก่อน อันนี้เป็นการตรวจสอบชั้นแรก การตรวจสอบชั้นที่ ๒ ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าหลังจากที่ สิ้นปีงบประมาณไปแล้วไม่เกิน ๒ เดือนรัฐบาลต้องเอาแผนที่กำหนดว่าใช้จ่ายเงินอะไร มารายงานต่อรัฐสภาเพื่อทราบว่าได้ทำอะไรไปบ้าง ใช้เงินเท่าไร ผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างไร อันนี้คือการตรวจสอบชัดเจนครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะไปทำปู้ยี่ปู้ยำไม่ได้แน่นอนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาของเราหลายท่านจบวิศวะ ผมเองจบปริญญาเอกวิศวกรรมโยธา ท่านดอกเตอร์สามารถ ราชพลสิทธิ์ ก็จบปริญญาเอก วิศวกรรมโยธา ท่านประธานสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ก็จบปริญญาโทวิศวกรรมโยธา เราทั้งหลาย อยากจะเข้าไปช่วยรัฐบาลและ กยน. ในการแก้ปัญหาจัดการน้ำแต่ทำไม่ได้ครับ ติดขัดด้วย กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๖ รัฐบาลเองก็จะเรียกเราไปใช้ก็ใช้ไม่ได้ครับ ไม่กล้าครับ เพราะกลัวจะถูกถอดถอนเหมือนกับเพื่อนสมาชิกที่ไปช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่ดอนเมือง ถูกเสนอถอดถอนไปถึง ๘ คน แต่ท่านประธานครับ ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนหนึ่ง ผมรับทราบปัญหาจะเรียนเสนอต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำหรือ กยน. สั้น ๆ ดังนี้ครับ
ปริมาณน้ำฝนที่ตกในประเทศไทยเราตามสถิติแล้วเพียงพอต่อการบริโภค เพียงพอต่อการใช้น้ำในการเกษตรครับ แต่ปัญหาของบ้านเราก็คือเราไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ เราเก็บกักน้ำได้ปีละไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อไว้ใช้จ่ายในการเกษตรและการบริโภค ซึ่งเพียงพอแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในปีไหนที่ฝนตกน้อยน้ำแล้งครับ ในปีไหนที่ฝนตกมาก น้ำท่วม เพราะฉะนั้นปัญหาของประเทศไทยก็สลับวนเวียนกันอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบจักสิ้น คือน้ำแล้ง ๒ ปี น้ำท่วม ๕ ปี น้ำแล้ง ๕ ปี น้ำท่วม ๒ ปี วนเวียนกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการแก้ไขจะต้องมีการบูรณาการอย่างเป็นระบบ บัดนี้รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำขึ้นมาอย่างเป็นระบบเพื่อมาเป็นเจ้าภาพ ในการบูรณาการครับ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น ๓ พื้นที่ พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่กลางน้ำ และพื้นที่ ปลายน้ำ ถูกต้องแล้วครับ ปัญหาน้ำท่วมเกิดจากอะไรครับ ปัญหาน้ำท่วมเราจะต้องพิจารณา จากพื้นที่ปลายน้ำ ปัญหาน้ำท่วมอันเกิดขึ้นจากปริมาณน้ำจากต้นน้ำและกลางน้ำ ไหลลงสู่ ปลายน้ำมากกว่าปริมาณน้ำจากปลายน้ำไหลลงสู่ทะเลครับ เพราะฉะนั้นวิธีการจัดการไม่ยาก ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีอะไรมากมาย ทำอย่างไรปริมาณน้ำและความเร็วของน้ำจากบริเวณต้นน้ำ และกลางน้ำจะไหลลงให้ช้าที่สุด แล้วก็ทำอย่างไรน้ำบริเวณปลายน้ำจะไหลลงสู่ทะเล ให้เร็วที่สุด ความคิดมีอยู่แค่นี้เองไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอะไรมากมายนะครับ เพราะฉะนั้น มันก็จะมีคำตอบทันทีครับจะต้องทำแก้มลิงหรือทะเลสาบขนาดใหญ่ตามบริเวณลุ่มน้ำต่างๆ ทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็มีปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ป่าสักอะไรหลายอย่าง หลายลุ่มน้ำ เรามาพิจารณาดูครับว่าต้นน้ำคืออะไร ก็จะต้องทำ ทะเลสาบหรือแก้มลิงในจังหวัดเชียงราย จังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ จังหวัดพะเยา หรือบริเวณ ที่อยู่ต้นน้ำเหนือเขื่อนทั้งสิ้นเพื่อกักเก็บน้ำได้อย่างน้อย ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ กลางน้ำสำคัญกว่าครับ เพราะพื้นที่กลางน้ำรับทั้งปริมาณฝนตกใต้เขื่อนแล้วก็ปริมาณน้ำ ที่ระบายออกมาจากเขื่อน เพราะฉะนั้นต้องมีแก้มลิงมากกว่า ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ก็คือ ๕,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับพื้นที่บริเวณปลายน้ำก็เช่นเดียวกันครับ ถึงแม้ว่า จะเป็นพื้นที่ที่น้ำไหลลงสู่ทะเล ก็ต้องเตรียมแก้มลิงไว้อีกประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร การเก็บกักน้ำในเขื่อนทั้งหมดเกือบ ๓๐ เขื่อนจะต้องระบายน้ำให้ระบายตลอดทั้งปี รักษาปริมาณน้ำในเขื่อนไว้ไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันแก้มลิงที่จะสร้างขึ้นมาก็ต้องรักษาน้ำให้อยู่ปริมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะเวลาที่น้ำทะเลหนุนคือเดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม จะต้องงดการระบายน้ำออกจากเขื่อนโดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์และรวมถึง เขื่อนเล็ก ๆ อีกเกือบ ๓๐ เขื่อน ต้องลดการระบายน้ำขึ้นมาเพื่ออะไรครับ ไม่ให้น้ำ มันมาปะทะ กับน้ำทะเลที่หนุน ก็เป็นการลดปริมาณน้ำที่ไหลลงจากต้นน้ำและกลางน้ำลงมาสู่ปลายน้ำ เพื่อช่วยให้ปลายน้ำระบายน้ำลงทะเลให้เยอะ วิธีการทำอย่างไรครับ เรามีหน่วยราชการที่มี เครื่องมือค่อนข้างเยอะ กระทรวงกลาโหม มีกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองทัพบก มีกองพลทหารช่าง มีกองพลพัฒนาในกองทัพภาค เรียกเขามาให้งานให้เขาเข้ามาเป็นตัวที่ จะมาทำการก่อสร้างแก้มลิง กรมชลประทานก็มีเครื่องมือ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ก็มีเครื่องมือ ในขณะเดียวกันเทศบาลนั้นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบางจังหวัดก็มี เครื่องมือ ก็ใช้จ่ายงบประมาณอย่างนี้ล่ะครับไปให้ส่วนราชการที่มีเครื่องมืออยู่เดิมแล้ว เอามาใช้จ่ายในการทำแก้มลิง และในขณะเดียวกันคูคลองทั้ง ๖,๐๐๐ คูคลองในประเทศไทย ทุกภาครวมถึงภาคใต้ด้วยก็ต้องได้รับการขุดลอกคูคลอง ในส่วนพื้นที่ปลายน้ำครับ เรื่องสำคัญ ก็คือต้องขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะว่าพื้นที่ระบายน้ำลงสู่ทะเล แม่น้ำมีอยู่แค่ ๓ แม่น้ำ เท่านั้นเองครับ แม่น้ำท่าจีนซึ่งก็ระบายได้น้อยเพราะว่าคดเคี้ยวไปมา ท่านไปดูเถอะครับ แม่น้ำท่าจีนมีคลองคดเคี้ยวมาก ปริมาณน้ำไหลลงสู่ทะเลก็ช้ามาก กยน. ต้องวางแผนครับ ในอนาคตจะต้องมีการตัดคลองลัดของแม่น้ำท่าจีนเพื่อเร่งให้น้ำระบายลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด ปีที่ผ่านมาน้ำท่วมเพราะอะไรครับ เพราะว่าน้ำที่ไหลลงทะเลทั้งหมดผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา เพียงแม่น้ำเดียวเป็นหลักครับ ก็ระบายไม่ทัน ผมยังดีใจได้ข่าวที่กรมเจ้าท่าเริ่มขุดลอกสันดอน ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ก็เป็นส่วนหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องรีบทำ แต่ผมเสนอความคิดเห็นครับ ท่านลอกแม่น้ำเจ้าพระยาเลยครับตั้งแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่ออะไรครับ เพื่อเป็นการเร่งให้น้ำระบายสู่ทะเลได้เร็วขึ้นและในอนาคตถ้าจำเป็นอาจจะต้อง มีแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่ ๒ ท่านประธานครับ เมื่อปีที่ผ่านมาแม่น้ำบางปะกงไม่ได้รับภาระในการระบายน้ำที่ท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล จังหวัดสมุทรปราการเช่นเดียวกันครับ เขาเตรียมรอคูคลองไว้สำหรับระบายน้ำ ลงทะเล ก็ปรากฏว่าไม่ได้มีน้ำไหลลงทะเลเลย ก็เพราะความเชื่อว่าที่กลัวว่ากรุงเทพมหานคร น้ำจะท่วมครับ ก็ต้องเรียนอย่างนี้ครับ ในปีต่อไปกรุงเทพมหานครโดยความสมัครใจ ของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องเปิดโอกาสให้น้ำที่ท่วมในแต่ละจังหวัดปริมณฑลนี่ไหลเข้าสู่ คลองต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานครในระดับที่เหมาะสมนะครับ ในระดับที่ไม่ทำให้กรุงเทพมหานคร ได้รับภาระน้ำท่วมด้วย อันนี้ก็เป็นการช่วยกันระหว่างรัฐบาล ประชาชนทุกจังหวัดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ พระราชกำหนดฉบับนี้ให้อำนาจรัฐบาลหรือกระทรวงการคลัง กู้หนี้เพื่อมาใช้จ่ายในการพัฒนาระบบป้องกันน้ำ ซึ่งมีแผนค่อนข้างชัดเจนแล้วนะครับ ผมเห็นแผนแล้วล่ะ แต่อย่างไรก็ตามก็จะต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลครับว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กยน. นี่น่าจะรับฟัง ความคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในแต่ละจังหวัดด้วยครับ ผมเรียนยืนยันว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขารู้ปัญหาดีครับว่าในแต่ละจังหวัดนั้นปัญหาน้ำท่วมมันเกิดจากอะไร และเกิดตรงไหน เกิดเท่าไร ท่านอย่าไปดูแผนที่ตามแผนที่การปกครองนะครับ กำหนดแก้มลิง ต้องกำหนดโดยแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเท่านั้น ขณะนี้จิสด้า (GISTDA) มีพร้อมครับ แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเราก็จะเห็นเลยครับว่าระดับชั้นความสูงของแต่ละพื้นที่ เป็นอย่างไร เอามาเทียบกับแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเมื่อปีที่น้ำท่วม ท่านก็จะเห็นเลยว่า น้ำมันเข้าไปแก้มลิงธรรมชาติตรงไหนบ้าง ก็เอาพื้นที่ธรรมชาติตรงนั้นละครับมากำหนด เป็นทะเลสาบ เป็นแก้มลิงที่จะระบายน้ำ เมื่อเวลามีฝนตกมากก็ระบายเข้าสู่แก้มลิง ปีไหน ฝนตกน้อยก็ระบายน้ำจากแก้มลิงมาใช้สำหรับอุปโภคและการเกษตร วิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น จะแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา ผมขอสนับสนุน พระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับครับ เพราะเห็นว่าการที่รัฐบาลเข้ามารับภาระแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องเร่งด่วน เหมือนกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย มาแล้วนะครับ ขอขอบคุณครับ