คมเดช ไชยศิวามงคล แนะนำให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมภาคอุตสาหกรรมก่อน เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมภาคอุตสาหกรรมมีความรุนแรงกว่าปัญหาน้ำท่วมภาคเกษตรและภาคที่อยู่อาศัย และหากไม่ได้ป้องกันปัญหาน้ำท่วมภาคอุตสาหกรรม อาจทำให้ประเทศล้ม และส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการท่องเที่ยว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส. จังหวัดกาฬสินธุ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย พระราชกำหนด ๒ ฉบับที่เข้าในวันนี้ ช่วงเดือนนี้ผมดูแนวทางของรัฐบาลเข้าใจว่าเป็นการผ่าตัดประเทศ ไม่ว่าการแก้ไขเกี่ยวกับภัยพิบัติ แก้ไขปัญหาหนี้สิน แม้แต่การแก้ไขปัญหากฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ก็แสดงว่าเดือนนี้เป็นเดือนที่ผ่าตัดประเทศอย่างชัดเจน ผมมั่นใจว่า ทางรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว ตัวพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่โอนไปให้ ทางแบงก์ชาติ ช่วงนั้นผมอยู่พรรคความหวังใหม่ ต้มยำกุ้งเป็นคำคำหนึ่งที่คนรู้จักโดยทั่วไป การกู้เงินมาอุ้มสถาบันการเงิน ป้องกันไม่ให้ผู้ที่ฝากเงิน ถอนเงิน ป้องกันไม่ให้ธนาคารล้ม ตรงนั้นเป็นภาระหนี้สินที่ต่อเนื่องมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการโยกเงินตรงนี้ไปเพื่อให้ ทางธนาคารกับแบงก์ชาติรับภาระโดยการช่วยเหลือประเทศไทยและพี่น้องประชาชน ซึ่งธนาคารมีรายได้ปีหนึ่งประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นสิ่งที่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผมจะตัดตอนเข้าสู่การบริหารการจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศเป็นประเด็นหลัก สำคัญใหญ่ ท่านประธานครับ น้ำท่วมมันเกิดมาซ้ำซาก เกิดมาหลายครั้งหลายคราด้วยกัน แต่ในครั้งนี้มันเกิดปัญหาขึ้นเพราะว่ามันท่วมภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมันจะแตกต่างกันกับ สมัยก่อน ๆ ว่าน้ำท่วมภาคเกษตร ที่อยู่อาศัย ปีนี้มาท่วมภาคอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม ตัวเนื้อหาสาระมันรุนแรงเพราะว่าจุด ๆ นี้องคาพยพของมันประกอบด้วยกลุ่มทุน มีเงินกู้ มีดอกเบี้ย มีนายจ้าง มีลูกจ้าง มีแรงงาน แล้วก็เป็นจุดที่ทางรัฐบาลต้องเก็บภาษีอากร มาบริหารประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าเราป้องกันปัญหาน้ำท่วมภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ ประเทศ จะมีโอกาสล้ม ผมตั้งสมมุติฐานว่าถ้าปีนี้น้ำท่วมแบบปีก่อนนักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่น ปีที่ท่วมเมื่อกี้นี้มันขาดความเชื่อมันไปส่วนหนึ่งแล้ว ในการออกพระราชกำหนด เพื่อแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ศาลรัฐธรรมนูญตีความตรงนี้ถูกต้องตรงประเด็น ที่สุด ถ้าไม่เชื่อมั่นปัญหาที่จะเกิดตามมาในอีกมุมหนึ่งก็คือภาคอุตสาหกรรมถอนฐาน การลงทุน ลูกจ้างตกงาน เก็บภาษีไม่ได้ ปัญหาโยงไปถึงการท่องเที่ยว อันนี้เป็นหลักครับ เพราะฉะนั้นทางรัฐบาลถ้าจะเอาภาคเกษตร ที่อยู่อาศัย และภาคอุตสาหกรรมเป็นเป้าหมาย ทั้งหมดเลยทีเดียว มันจะทำงานลำบาก เป้ามันมากเกินไป ถ้าเราวางเป้าเป้าเดียวจะต้องเอาภาคอุตสาหกรรม ให้อยู่ก่อน ถ้าแก้ไขพร้อมกัน ๒ เรื่อง ๓ เรื่องมันจะแก้ยาก ถ้าเราเอาภาคอุตสาหกรรม เป็นหลักปั๊บนี่ ตรงนี้การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับภัยพิบัติเรื่องน้ำท่วมจะง่ายเข้าครับ ท่านประธานครับ จะง่ายเข้า การตัดสินใจที่จะลดน้ำในเขื่อนทางภาคเหนือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ การทำฟลัดเวย์ ทำแก้มลิงหนักไปทางภาคเหนือ ป้องกันไม่ให้เข้ามาท่วม ทางภาคกลางทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วก็เข้ากรุงเทพฯ ถ้าเอาเป้าเดียว ง่าย การที่ จะมีแนวคิดให้เกิดการแก้ไขปัญหาเพียงเป้าเดียวแล้วก็แก้ไขปัญหาได้ตรงประเด็นที่สุดก็คือ ต้องปรับแนวความคิด แนวความคิดที่ต้องเกิดขึ้นสำหรับรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี ครม. และนักวิชาการทั้งหมด ผมอยากนำเสนอว่าอย่าเอาช่วงเวลาของปีนี้ อย่าเอาช่วงเวลาของ ๓ เดือน ๖ เดือนนี้เป็นหลัก ถ้าท่านคิดตรงนี้ปั๊บมันจะแกว่ง อย่าเอาภาค ๒-๓ ภาคเป็นหลัก ถ้าเอาภาคเกษตรเป็นหลักอย่างเดียว ถ้าเอาภาคเกษตรด้วย เอาภาคที่อยู่อาศัยด้วย บ้านเรือนด้วย ภาคอุตสาหกรรมด้วยหลงทางครับ ท่านประธานครับ หลงทาง มันจะทำให้แกว่ง อยากจะลดน้ำทางเขื่อนเพื่อไม่ให้น้ำเต็มและถ้าฝนตกลงมาอย่างนี้เป็นประเด็นปัญหา ถ้าเรา เปิดแนวคิดว่าเราแก้ไขปัญหาภาคอุตสาหกรรมก่อน ๓ เดือน ๖ เดือน มันจะเลยไปอีก ๙ เดือน ๑๒ เดือนหรือ ๑ ปีครึ่งก็ช่าง แต่เราป้องกันภาคอุตสาหกรรมได้แล้ว พอป้องกัน ได้แล้วสมบูรณ์แบบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ถึงมาดำเนินการภาคอื่นต่อไป อันนี้การตัดสินใจจะง่ายเข้า เพราะฉะนั้น แนวคิดในการแก้ไขปัญหาเรื่องภัยพิบัติน้ำท่วมมันเกิดจากแนวคิดท่านประธาน มันเป็น เส้นผมบังภูเขา ผมนำเสนอส่วนส่วนนี้นะครับว่ามันเป็นเส้นผมบังภูเขาอยู่ ท่านเปิดไปเลยว่า จะครึ่งปีก็ได้ หนึ่งปีก็ได้ ปีครึ่งก็ได้ ป้องกันการใช้เงินให้มีประสิทธิภาพจากเงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วเราจะป้องกันได้ตลอดชีวิตอย่างนี้จบ แล้วถึงดูตัวอื่นต่อไป เพราะฉะนั้นผมก็ฝากเป็นแนวทาง เป็นแนวคิดสำหรับทางรัฐบาลไว้ด้วยครับว่าควรจะ แก้ไขปัญหาเป็นอย่าง ๆ ไปเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ