ประเสริฐ จันทรรวงทอง หารือเรื่องร่างพระราชกำหนดฉบับ 4 ฉบับ โดยระบุว่ามีเหตุผลในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนและเป็นกรณีฉุกเฉินที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นอกจากนี้ยังสนับสนุนร่างพระราชกำหนดที่ได้ผ่านความเห็นชอบของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนนักลงทุน และช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะสั้นและยาว นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการโอนหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแล และอธิบายว่าการโอนนี้ไม่กระทบกระเทือนต่อฐานะการเงินและการคลัง และไม่กระทบต่อความมั่นคงของธนาคารพาณิชย์
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเข้าใจดีถึงความจำเป็นของรัฐบาลในการเสนอ ร่างพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนี้ และที่สำคัญต้องเรียนว่าเมื่อประมาณสัก ๒ สัปดาห์ก่อน สภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ๒ ฉบับ วันนี้เป็นการพิจารณาอีก ๒ ฉบับที่เหลือ แล้วก็ดีใจเป็นอย่างยิ่งที่พระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่ามีเหตุผลในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน แล้วก็เป็นกรณีฉุกเฉินที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ (๒) การนำพระราชกำหนดฉบับนี้ได้เข้ามาสู่ การพิจารณาของสภาในวันนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลนั้นไม่ได้มีความประมาทแต่อย่างใดเลย เพราะว่าภาวะอุทกภัยในรอบที่ผ่านมานั้นเป็นภาวะที่พี่น้องคนไทยทุกคนนั้นตระหนักอย่างดี ถึงความอันตรายที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๔ ผมดีใจเป็นอย่างยิ่งท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อประมาณสัก ๒ สัปดาห์ไม่เกินนี้ได้เห็นภาพของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ออกพื้นที่ไปสำรวจแล้วก็ไปศึกษา ไปดูจังหวัดต่าง ๆ หลายจังหวัดในเขตภาคเหนือ เพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะต้องป้องกันไว้ล่วงหน้านะครับ ผมจะได้ ขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ใน ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรกก็คือว่าพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้จะเป็นการสร้างความมั่นใจ ให้กับพี่น้องประชาชนนักลงทุนไม่ว่าจะในและต่างประเทศนะครับ เชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดภาวะ อุทกภัยขึ้นอีก วันนี้ภาคเอกชนมีความมั่นใจมากขึ้นครับ เพราะว่าหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ได้วินิจฉัยว่าร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ได้เป็นภาระความจำเป็นเร่งด่วน เพราะฉะนั้นแล้ว ภาวะอุทกภัยที่เกิดขึ้นมีผู้เสียชีวิตถึง ๗๐๐ กว่าคน แรงงานต้องตกงานประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ผู้ประกอบการอีก ๒๘,๐๐๐ กว่าแห่ง นิคมอุตสาหกรรมอีกประมาณ ๗ แห่งที่จะต้องเสียหายลงไป การออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อบริหารเรื่องน้ำ แล้วก็เป็นการสร้างอนาคตของประเทศนั้น จริง ๆ แล้วผมได้ดูแผนปฏิบัติการแล้ว และเห็นว่ารัฐบาลได้วางกรอบในรายละเอียดได้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งนะครับ และขอขอบคุณรัฐบาลโดยภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้ให้ความสำคัญ ของพี่น้องชาวจังหวัดในเขตภาคอีสานในการพัฒนาแผนลุ่มน้ำ ๑๗ ลุ่มน้ำ ด้วยเงินงบประมาณ ถึงประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องการบริหารจัดการลุ่มน้ำ การจัดทำระบบข้อมูลพยากรณ์และเตือนภัย แม้กระทั่งรวมไปถึงการติดตั้งกล้องซีซีทีวี (CCTV) บริเวณสันเขื่อนนะครับ การบริหารจัดการพื้นที่ต้นน้ำ การกำหนดพื้นที่รับน้ำ และมาตรการในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการให้พื้นที่ในการรับน้ำ การจัดสร้าง และปรับปรุงโครงข่ายระบบน้ำขนาดใหญ่ของประเทศโดยทำน้ำหลากแล้วก็ทางผันน้ำทั้งสิ้น ทั้งปวงนี้ใช้เงินประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ ผมเห็นว่าเงินจำนวนนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง จะสามารถแก้ไขปัญหาในระยะสั้นได้ก็คือสร้างความมั่นใจว่า ปี ๒๕๕๕ นี้จะไม่เกิดภาวะน้ำท่วมขึ้นอีก และในปี ๒๕๕๖ หรือปีต่อ ๆ ไปนั้นสร้างความมั่นใจ ให้กับนักลงทุนว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องอุทกภัยได้ในระยะยาวเป็นอย่างดี
ประการที่ ๒ ที่อยากกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าเนื่องจากว่ารัฐบาล มีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากอย่างเร่งด่วน ถามว่าทำไมรัฐบาลไม่ใช้เงินงบประมาณ ปกติในแต่ละปี ผมเรียนว่าผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นได้ทำถูกแล้วนะครับ ในการเสนอเป็นพระราชกำหนด เพราะเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น ต้องเอาไปใช้ในนโยบายรัฐบาลอีกหลายอย่าง ซึ่งสามารถจะทำพร้อมกับการแก้ไขปัญหาเรื่องอุทกภัยได้ เพราะฉะนั้นเรื่องของการโอนหนี้ ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไปให้กระทรวงการคลัง โดยให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลนั้นที่จริงแล้วไม่ใช่การซุกหนี้นะครับ หนี้จะอยู่ที่ไหนก็เป็น ภาระของรัฐบาลในการที่จะต้องนำเงินมาชำระหนี้อยู่ดี แต่การโอนนั้นเป็นแนวทาง ที่ไม่กระทบกระเทือนต่อฐานะการเงินและการคลัง เพราะอย่างน้อย ๆ รัฐบาลไม่เข้าไป แตะต้องทรัพย์สินหรือทุนสำรองของธนาคารแห่งประเทศไทยแต่อย่างใด หลายท่านยังมี ความกังวลนะครับว่าถ้ากระทรวงการคลังโอนหนี้ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลแล้ว เกรงว่าธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นจะเพิ่มเพดานเงินนำส่งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งเดิม กำหนดไว้ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ กฎหมายกำหนดให้ไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ ผมเองต้องเรียนว่าวันนี้ ความเข้มแข็งของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ดี แล้วก็ของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมีความมั่นคง สูงมากครับ ผมดูจากผลประกอบการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในปี ๒๕๕๔ มีกำไรถึง ๓๖,๒๗๕ ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในปี ๒๕๕๔ มีกำไรถึง ๒๗,๓๓๗ ล้านบาท เพราะฉะนั้นสิ่งที่หลายคนกังวลว่าธนาคารพาณิชย์จะผลักภาระให้กับ ประชาชน ผมคิดว่าการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ได้กำหนดค่าบริการ ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์นั้น จะไม่สามารถกระทบกระเทือนระบบธนาคารพาณิชย์นะครับ แล้วอีกอย่างหนึ่งแม้ว่าจะเป็น ภาระที่เพิ่มขึ้นของธนาคาร แต่ผมเห็นว่านโยบายของรัฐบาลในปี ๒๕๕๕ นี้ เดิมภาษีนิติบุคคล ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๕ จะเหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ปี ๒๕๕๖ จะเหลือเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการช่วยธนาคารพาณิชย์ในทางอ้อมเพื่อให้สามารถดำรงอยู่และมี ความเข้มแข็งในอนาคต ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับว่าการเสนอ เป็นพระราชกำหนดในวันนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน แล้วก็สร้างความมั่นใจ ให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศนะครับ แล้วก็ขอสนับสนุนพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้ เพื่อรีบนำเอามาใช้ต่อไปนะครับ ขอขอบคุณครับ