สุนทรี ชัยวิรัตนะ หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาอุทกภัย โดยเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการลงทุนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และเสนอแผนการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการสร้างสถานีตำรวจที่จำเป็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้ลงทุน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณทางศาลรัฐธรรมนูญที่ได้ มีการตีความว่าพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับที่ทางพรรคฝ่ายค้านได้ส่งยื่นไปให้ตีความนั้น ไม่ขัดกับทางรัฐธรรมนูญ แล้วก็ได้มีการพิจารณาออกมาในระยะเวลาที่ค่อนข้างจะรวดเร็ว คือเพียงแค่ ๒๔ วัน พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับที่ทางพรรคฝ่ายค้านได้ส่งไปให้ตีความก็คือ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เพื่อลงทุนวางระบบการบริหารจัดการน้ำ ในวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท การที่สาเหตุสำคัญที่ทำให้ทางรัฐบาลต้องขอกู้เงิน ก็เนื่องมาจากว่าในปลายปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมาประเทศไทยได้เกิดอุบัติภัยอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ครอบคลุมถึง ๖๔ จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วก็ภาคกลาง ที่สำคัญค่ะ เมื่อต้นปี ที่ผ่านมานี้เองก็มีการเกิดอุทกภัยขึ้นในจังหวัดภาคใต้อีกเช่นกัน ซึ่งต้องยอมรับค่ะว่าในแต่ละปี ที่เกิดขึ้น ปัญหาเหล่านี้ก็เพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มจะ ถดถอยของประเทศทำให้ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างประเทศก็ลดลงแล้วก็ความสามารถ ในการจะแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ก็ลดน้อยถอยลงด้วย ท่านประธานทราบไหมคะว่ารายได้ ของประเทศเราค่ะ ๗๐ เปอร์เซ็นต์มาจากการส่งออก แล้วก็สินค้าส่งออก ๑๐ ลำดับแรก ของประเทศไทยเราเป็นสินค้าที่มาจากบริษัทที่ลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งในตรงนี้ก็เป็น หน้าที่ของทางรัฐบาลที่จะต้องหามาตรการฟื้นฟูเยียวยาแก้ไขความเสียหายและหามาตรการ ป้องกันการเกิดภัยพิบัติในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับ ประชาชนและนักลงทุนว่าก่อนฤดูฝนในปี ๒๕๕๕ นี้จะสามารถบริหารจัดการน้ำเพื่อมิให้ เกิดปัญหาอุทกภัย แล้วก็จะต้องมีการลงทุนในเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันความเสียหาย ที่อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงและมีผลกระทบทางธุรกิจ ซึ่งในเรื่องเหล่านี้ก็จำเป็น จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากค่ะ การที่รัฐบาลได้มีการออกพระราชกำหนด ๔ ฉบับพร้อมกัน ในครั้งนี้ พูดง่าย ๆ เราออกเป็นรูปในลักษณะของแพคเกจเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอุทกภัย ที่เราได้รับ ต้องยอมรับค่ะว่ารัฐบาลได้มองการณ์ไกลเป็นอย่างมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง เมื่อมีการออกพระราชกำหนดในการให้กู้เพื่อมาแก้ปัญหาอุทกภัยแล้ว ก็ยังได้มีการออกไปถึง พระราชกำหนดในเรื่องของการวางระบบเกี่ยวกับกองทุนส่งเสริมการประกันภัยเพื่อรองรับ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในวงเงินอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมถึงการที่มีวงเงินอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการออกพระราชกำหนดเกี่ยวกับการให้กู้หรือว่าซอฟท์โลนกับประชาชนแล้วก็เอสเอ็มอี ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง
อีกพระราชกำหนดหนึ่งค่ะ ที่วันนี้ได้เข้าสู่การพิจารณาของเรา ก็คือ พระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ก็ต้องยอมรับค่ะท่านประธานว่าเป็นปัญหา ที่ก่อตัวแล้วก็หมักหมม เป็นปัญหาเรื้อรังที่ก่อตัวมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ตั้งแต่งบประมาณ ปี ๒๕๔๒ ถึงงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ประเทศไทยเราโดยเฉพาะงบประมาณของประเทศเรา เสียตรงนี้เป็นค่าดอกเบี้ยถึงประมาณ ๗๓๘,๐๐๐ ล้านบาท รวมถึงงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ อีกประมาณ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทนะคะท่านประธาน ตรงนี้หากเราสามารถไม่ต้องที่จะ ตั้งงบประมาณจำนวนปีละ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทมาเพื่อแก้ไขปัญหาในการชำระดอกเบี้ย ให้กับทางสถาบันการเงินที่เกิดปัญหาวิกฤติในปี ๒๕๔๐ นำเงินเหล่านี้มาเพื่อช่วยในการ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รัฐบาลจะมีช่องว่างของงบประมาณ มีวงเงินที่เพียงพอที่จะมา ดำเนินการในการก่อสร้างหรือว่าสร้างแหล่งกักเก็บน้ำไม่ว่าจะเป็นการเปิดทางระบายน้ำ งบประมาณแต่ละปีของประเทศไทยเรามีเพียงร้อยละ ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่าย ๆ ก็ประมาณ ๕๐,๐๐๐๐ ล้านบาทที่มาดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ หากเราได้งบประมาณ ตรงส่วนนี้มาเพิ่มเติมเข้าไปก็น่าจะเป็นการดีที่จะทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้ค่ะ ซึ่งต้องบอกว่าการที่มีการออกพระราชกำหนดโอนหนี้ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยนี้ ก็ทำให้ประเทศเราประหยัดงบประมาณถึงประมาณปีละ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทค่ะ แต่ว่า ประเด็นอื่นอะไรก็ตามแต่ ดิฉันต้องบอกว่าดิฉันให้การสนับสนุนในการที่ทางรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้มีการออกพระราชกำหนดในวันนี้ค่ะ แต่ว่าก็มีประเด็นห่วงใย ที่จะต้องฝากทางรัฐบาลในการที่จะออกพระราชกำหนดในการกู้เงิน ก็คือเรามีบทเรียน มาแล้วในอดีตที่เรามีการออกพระราชกำหนดเรื่องการกู้เงินในโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งในตอนที่นำเสนอต่อสภาค่ะ ก็บอกอยู่แล้วค่ะว่าเป็นการออกมาเพื่อเรื่องฉุกเฉินที่ไม่อาจ หลีกเลี่ยงได้ ก็ต้องยอมรับค่ะว่ามันก็ผ่านมาแล้วและตอนนี้ก็ใกล้จะครบกำหนด หรือหมดสัญญาโครงการของไทยเข้มแข็งในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๕ ที่จะถึงนี้ แต่ประเด็นที่ ดิฉันห่วงใยอยากจะให้ทางรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นำมาเป็นประเด็นข้อเตือนใจ ก็คือการออกพระราชกำหนดในครั้งนี้ดิฉันไม่อยากจะให้เกิดความซ้ำรอย มีการทุจริตเกิดขึ้น ในโครงการการกู้ของพระราชกำหนดค่ะ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ในเรื่องของเช็คช่วยชาติ ท่านประธานคงทราบข่าวดี ท่านเชาวรินธร์เป็น ส.ส. มีเงินเดือนเกินวัตถุประสงค์ เกินเป้าหมายก็ได้รับการออกเช็ค ช่วยมา ๒,๐๐๐ บาท หรือว่าการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการศึกษา หรือว่าสาธารณสุขที่มีของที่ ไม่ตรงกับความต้องการแล้วก็ซื้อในราคาแพง ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้ประโยชน์กับประเทศชาติค่ะ หรือว่าจะเป็นโครงการถนนไร้ฝุ่นก็เป็นการดำเนินการในบริเวณที่ต้องเรียกว่าผิวถนน เรียบร้อยดีไม่มีความเสียหาย แต่ว่าก็มีการไปรื้อหน้าถนนออก แล้วก็มีการเทยางลงไปทับ แล้วก็มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งถนนตรงที่ได้รับความเสียหายกลับไม่ได้รับการดูแล แล้วก็ ดำเนินการแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชน
อันสุดท้ายที่อยากจะยกตัวอย่างให้เป็นสิ่งเตือนใจก็คือเรื่องเกี่ยวกับ การสร้างสถานีตำรวจ เนื่องจากว่าตอนนี้ดิฉันเองได้รับการบอกกล่าวจากพี่น้องตำรวจ ค่อนข้างมากค่ะว่างบประมาณไทยเข้มแข็งได้มีการมาจะออกให้เกี่ยวกับการสร้างสถานีตำรวจ สถานีตำรวจในหลายท้องที่ได้มีการรื้ออาคารไปแล้ว ตอนนี้ต้องไปอาศัยอยู่กับหน่วยงานอื่น ที่เขามีอาคารให้ยืมอยู่ ซึ่งตรงนี้มีผู้รับเหมาอยู่เพียงแค่ ๑ ราย แต่ว่าต้องดำเนินการ ครอบคลุมทั้งประเทศ ตรงนี้ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเมื่อจบสิ้นงบประมาณของโครงการ ไทยเข้มแข็งในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๕ แล้ว สถานีตำรวจที่ยังไม่ได้รับการก่อสร้างนี่จะได้รับ การก่อสร้างเรียบร้อยหรือเปล่า ตรงนี้ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลโดยเฉพาะ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าอย่าได้เอามาเป็นเยี่ยงอย่าง แล้วก็อย่าให้มี การดำเนินการในโครงการที่มีลักษณะเช่นนี้ อยากจะให้ดำเนินการไปในเรื่องที่มีความจำเป็น เร่งด่วนจริง ๆ เพื่อที่จะได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้ลงทุนที่จะเข้ามาดำเนินกิจการ ในประเทศของเรา ซึ่งปัจจุบันก็ทราบกันอยู่ดีแล้วค่ะท่านประธาน ว่าปัญหาในเรื่องของ ผู้ประกอบการยังไม่สามารถที่จะกลับเข้ามาดำเนินการผลิตได้เต็มกำลังประสิทธิภาพ ก็ทำให้ประชาชนของเรายังเกิดปัญหาไม่สามารถที่จะกลับไปทำงานได้อย่างเรียบร้อย ครบถ้วนทุกคน ซึ่งดิฉันเองก็ต้องขอให้กำลังใจทางรัฐบาลในการที่จะนำพาประเทศ ให้พ้นปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วก็อยากให้กำลังใจรัฐบาลในเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน แล้วก็อยากให้การสร้างความเชื่อมั่นนี้ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจ แล้วก็กลับมาลงทุน ในประเทศของเราค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ