สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘

(นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา)
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เรียนท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ขณะนี้สมาชิกลงชื่อแล้ว ๑๒๑ ท่าน ยังไม่ครบองค์ประชุม กรุณาคอยสักครู่นะครับ

จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๒๔๑ คน

ท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ขณะนี้สมาชิกลงชื่อเข้าประชุมแล้ว ๑๒๖ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอดําเนินการประชุมนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

เพราะฉะนั้นจากนี้ไปจะเข้าวาระพิจารณาเรื่องด่วน คือร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุมเมื่อวานนี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เข้าประจําที่แล้ว

จากการประชุมเมื่อวานนี้ที่ประชุมได้เริ่มอภิปรายเสนอแนะให้ความเห็น ในภาค ๔ หมวด ๒ การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรม และเมื่อมี การอภิปรายจนได้เวลาพอสมควรแล้ว ประธานของที่ประชุมเมื่อวานนี้ได้สั่งให้เลื่อน มาพิจารณาต่อในวันนี้ ดังนั้นผมจะขอดําเนินการต่อเลยนะครับ โดยจะขอให้ท่านสมาชิก ได้แสดงความคิดเห็นต่อ ผมขอเรียนไว้สัก ๒-๓ ชื่อก่อนนะครับ จากท่านสุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ คุณธวัชชัย อุ่ยพานิช คุณสิระ เจนจาคะ คุณพรรณี จารุสมบัติ และคุณโกวิทย์ ทรงคุณ เรียนเชิญคุณสุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ ๒๐ นาทีครับ

นายสุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ 🔗

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ที่บัลลังก์ผมยังไม่เห็น เข้าใจว่ากําลังเดินทางนะครับ และพี่ ๆ น้อง ๆ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านครับ ผม นายแพทย์สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๒๒๕ วันนี้เป็นวันที่ ๗ ของการอภิปรายให้ข้อคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อยากเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญและพี่ ๆ น้อง ๆ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอย่างนี้ครับ เมื่อ ๒ วันที่แล้ว ผมมีโอกาสลงไปสัมมนาซึ่งนัดหมายล่วงหน้า ได้ลาต่อรัฐสภาเป็นทางการ ได้ไปเจอเพื่อน ๆ พี่ ๆ วิชาชีพแพทย์ที่เรามีการสัมมนากัน หลายคนติดตามข้อมูลข่าวสารทางด้านบ้านเมืองครับ หลายคนก็บอกว่านี่เป็นนิมิตหมายของการเมืองไทย เราเป็นสภาตัวอย่าง เราอภิปรายกัน อย่างสร้างสรรค์ มีสิ่งที่ทั้งเห็นด้วยแล้วก็ไม่เห็นด้วย อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย เขาฝากคําสั้น ๆ มานิดเดียวครับท่านประธานเขาบอกว่าเขาเห็นอนาคต เขาเห็นความหวัง ของประเทศ โดยภาพรวมของรัฐธรรมนูญผมคิดว่ารัฐธรรมนูญมันคือนิยามของประเทศ มันจะบอกหน้าตา บอกบุคลิก บอกวิธีคิดของผู้คนในประเทศนี้ครับ เพราะฉะนั้นอาจจะพูด ได้ว่าทุกตัวอักษร ทุกถ้อยคําที่บรรจุหรือบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่ามันมีความหมาย มันมีความหมายเพราะว่ามันคืออนาคตของประเทศเรานั่นเองครับ ผมขออนุญาต จะเปรียบเทียบ ถ้าประเทศไทยเราเป็นเรือ เราเป็นนาวาลําใหญ่ เรากําลังเคลื่อนไปในมหาสมุทร เพื่อไปหาเป้าหมาย หรือหาเกาะ หาดินแดนแห่งหนึ่ง ดินแดนแห่งนี้เราอยากเห็นพลเมือง ที่เป็นใหญ่ เราอยากเห็นสังคมที่เป็นธรรม เราอยากเห็นการเมืองที่ใสสะอาดและสมดุล แล้วก็ประเทศเราสันติสุข ผมคิดว่านี่เป็นเป้าหมายร่วมกันของคนทั้งชาติครับ ในระหว่างที่เรา เดินทางก็มีทั้งคลื่นลมที่สงบบ้าง มีคลื่นลมที่ถาโถมเข้ามาบ้าง แต่เราก็ผ่านมันไปได้ด้วยดีครับ วันหนึ่งครับท่านประธาน เราเห็นเกาะแห่งหนึ่งอยู่ไว ๆ เราเห็นดินแดนเห็นอยู่ไกลลิบเลย มีแสงระยิบระยับ เราเข้าไปใกล้ ๆ โอ้โหเห็นอาคารใหญ่โตหะรูหะราเลย เราก็คิดว่าใช่แล้วครับ พวกเราก็ลงไปจากเรือขึ้นไปบนเกาะแห่งนี้ แต่ปรากฏว่ากลับตาลปัตรเพราะเราไปเจอสิ่งที่ เป็นข้อเท็จจริง ผู้คนอดอยากผอมโซมากเลยครับ มิหนําซ้ําระหว่างที่พวกเราเดินเข้าไป ในดินแดนแห่งนี้กลับมีโจรมาฉกชิงวิ่งราวต่อหน้าต่อตาเลยครับ ผมกําลังเปรียบเปรยตรงนี้ กับรัฐธรรมนูญที่พวกเราให้ความคิดเห็น แล้วก็พี่น้องประชาชนรวมถึงทั้งสื่อสารมวลชน ผมคิดว่าถ้าเราพุ่งเป้า วางเป้าหรือเราโฟกัส (Focus) ผิดจุด เราอาจจะหลงทางเหมือนกับ ที่เราขึ้นเกาะแห่งนี้ก็ได้ครับ ผมคิดว่าที่ผ่านมาเราอาจจะสนใจกันในเรื่องที่มาของ ส.ส. ส.ว. ที่มาของนายกรัฐมนตรี แต่ในความเห็นของผมแล้ว ผมสะสมเวลาทั้งหมดมาในภาค ๔ ในเรื่องของการปฏิรูป เพราะโดยส่วนตัวคิดว่านี่คือส่วนสําคัญที่สุดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ เราได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป พวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ คือสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เราถือกําเนิดเกิดมา ผมคิดว่าจุดเป้าหมายสําคัญก็คือ เรื่องการปฏิรูปครับ เมื่อวานนี้ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ท่านได้กล่าวไว้ ตอนท้ายซึ่งผมแอบเคืองหน่อย ๆ เพราะท่านบอกว่าถ้าภาค ๔ นี้ในเรื่องการปฏิรูป ดูมันไม่เหมาะสมจะไปตัด จะไปเพิ่มในส่วนใดดีไหม ผมคิดว่าท่านกําลังจะเปิดศึกวิวาทะ กับสมาชิกส่วนใหญ่ในห้องนี้ ผมเชื่ออย่างนั้น เพราะว่าหน้าที่ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมคิดว่ามี ๒ ภารกิจ ภารกิจเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญ ช่วยกันดูรัฐธรรมนูญที่ให้เหมาะ กับประเทศไทยส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งก็คือเราต้องเดินหน้าปฏิรูปประเทศไปด้วยกันกับ พี่น้องประชาชน ซึ่งคณะกรรมาธิการด้านต่าง ๆ ผมคิดว่าเราทํางานกันหนักมากครับ เพราะฉะนั้นในภาค ๔ ผมคิดว่านี่คือเสน่ห์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ เพื่อนผมที่เล่าให้ ท่านประธานฟังเขาบอกว่าเวลาเขาเปิดอ่านรัฐธรรมนูญ หน้าที่พลเมือง นโยบายแนวพื้นฐานแห่งรัฐ เขาอ่านแล้วภาษาวัยรุ่น ยังไม่ค่อยเกท (Get) แต่พอมาเปิดในส่วนภาค ๔ เรื่องของการปฏิรูป และการปรองดอง เขาบอกในแต่ละด้านจะทําอย่างนี้ ๆ ใช่ไหม ดูมันมีความหวัง ผมก็เลย อยากจะขออนุญาตสะท้อนผ่านไปยังท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย ผมคิดว่านี่คือ หัวใจครับ นี่คือหัวใจที่จะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลง นําไปสู่หมุดหมายที่เราปักไว้ร่วมกันครับ แล้วก็ตรงกับเจตจํานงของพี่น้องประชาชนที่ออกมาเป็นล้านคนครับ เขาอยากให้เรามาช่วยปฏิรูป มาช่วยสะสางปัญหาของบ้านเมืองนะครับ ผมขออนุญาตจะลงรายละเอียดเป็นมาตรา แต่ถ้าเป็นรายละเอียดที่ท่านสมาชิก ซึ่งทั้งวันเมื่อวานนี้ได้อภิปรายไปแล้วก็ขออนุญาตผ่านไป เพื่อทําให้การอภิปรายได้ลงเนื้อหาสาระที่ไม่ซ้ําซ้อนกันนะครับ

ในมาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๘ ว่าด้วยบททั่วไป อันนี้มีหลายท่านอภิปรายไปแล้ว ผมขออนุญาตข้ามไปที่ มาตรา ๒๗๙ ว่าด้วยเรื่องกลไกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ กับมาตรา ๒๘๐ เป็นกลไกในการตรากฎหมาย และการออกพระราชบัญญัติต่าง ๆ นะครับ

ส่วนมาตรา ๒๘๑ ถึงมาตรา ๒๙๖ อีก ๑๖ มาตรา ก็เป็นเรื่องการปฏิรูป ด้านต่าง ๆ ในมาตรา ๒๗๙ และมาตรา ๒๘๐ ผมคิดว่าเป็นการออกแบบของกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเป็นเรื่องใหม่ แล้วหลายท่านที่พาดพิงไปยังกรรมาธิการ ผมไม่ได้แก้ต่างให้นะครับ ที่บอกว่ากรรมาธิการจะมีอีแอบอะไรหรือเปล่า ผมกลับมองต่างมุม ผมคิดว่ากรรมาธิการโปร่งใส เพราะคิดอะไรก็บอกอย่างนั้น เช่น คิดบอกว่าที่มาองค์ประกอบ ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศควรจะต้องมาจาก สปช. ๖๐ คน สนช. ๓๐ คน ผู้ทรงคุณวุฒิ ๓๐ คน ท่านพยายามสื่อออกมาว่าท่านคิดอะไรอยู่ แต่ถ้าท่านไม่บอกเราก็ได้ ท่านเขียนบอกว่าตามที่กฎหมายบัญญัตินี่เราอาจจะไม่รู้เลยก็ได้ ผมคิดว่าแฟร์ (Fair) ครับแบบนี้ เพราะฉะนั้นเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็เป็นเรื่องที่เราแสดงความคิดเห็นกัน โดยส่วนตัว ผมคิดว่าทั้ง ๒ มาตรานี้ กรรมาธิการผมเชื่อว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผ่านประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะเลย ท่านคงเห็นล่ะว่าถ้าเขียนแล้วมันปฏิบัติไม่ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือมันเสียของครับ กรรมาธิการด้านต่าง ๆ ประชุมปรึกษาหารือกันเยอะแยะเลย คิดประเด็นของการปฏิรูปการศึกษามีอยู่ ๑๒ อนุมาตรา สาธารณสุขมีอยู่อีก ๕ อนุมาตรา ในแต่ละด้านอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเรื่องราวเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงได้ผมคิดว่าต้องมีกลไก ในการติดตามนะครับ

แล้วยิ่งมาดูในเรื่องหน้าที่ต่าง ๆ ใน (๑) ในมาตรา ๒๗๘ จนถึง (๖) ผมดูแล้ว ไม่ใช่เป็นแนวคิดแบบอํานาจนิยมเลยครับ แต่เป็นแนวคิดการทํางานแบบเชิงวิชาการ เป็นการทํางานแบบแนวราบ เป็นการชักชวนให้ผู้คนมาร่วมปฏิรูปประเทศนี้ไปด้วยกันครับ เพราะประเทศนี้ไม่ใช่เป็นของพวกเราในห้องประชุมสภาแห่งนี้เท่านั้น แต่เป็นของพี่น้องประชาชน ทุกคน ผมดูแล้ว ผมอ่านแล้ว ผมคิดว่าทิศทางจะเป็นอย่างนี้นะครับ ส่วนองค์ประกอบ โดยส่วนตัวผม ผมไม่ได้ติดใจ ผมไม่ได้ติดใจในแง่ที่ว่าจะมีที่มาเป็นอย่างไร ผมคิดว่า ความสําคัญอยู่ที่ผลลัพธ์ อยู่ที่พวกเราจะต้องทําให้เห็นว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรานี้ ปฏิรูปแล้วมีน้ํายาจริงหรือเปล่า นั่นต่างหากที่เป็นเรื่องสําคัญนะครับ แล้วสภาปฏิรูปแห่งชาตินี้ ผมเชื่อว่าเราทํางานกันหนักมากครับ ผมเคยถามเจ้าหน้าที่รัฐสภาว่าที่ผ่านมาการทํางาน ของสภาแต่ละชุดเป็นอย่างไร เขาก็บอกผมว่าคุณหมอ ชุดนี้ขยันจริง ๆ บางชุดยังประชุมนอกรอบ วันเสาร์ วันอาทิตย์เลยครับ ยังขอที่ประชุมสภาใช้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สปช. ต่างจังหวัด ภาษาชาวบ้านเขาบอก ภาษาวัยรุ่นนะครับว่า โค ตะ ระ ขยันเลยครับ วันเสาร์วันอาทิตย์ ท่านยังไปรับฟังเสียงพี่น้องประชาชน เพราะเราเป็น สปช. ครับ เราฟังเสียงประชาชน ต้องขอบคุณท่านประชา เตรัตน์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเรียกว่าเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ที่ได้กําหนดแนวทางที่ไปรับฟังเสียงพี่น้องประชาชน ผมขออนุญาตที่จะสะท้อนความเห็น ผ่านไปยังท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ

ทีนี้ในมาตรา ๒๘๑ ถึงมาตรา ๒๙๖ ซึ่งเป็นการปฏิรูปด้านต่าง ๆ นั้น จะขออนุญาตลงรายละเอียดบางมาตราแค่นั้นเองครับ ในเวลาที่จํากัด แต่ภาพใหญ่อยากจะเรียน อย่างนี้ว่าถ้าเราดูถ้อยคํา ดูหลักการ ดูประเด็นต่าง ๆ ของการปฏิรูปแล้วนี่ ผมคิดว่า ค่อนข้างดีนะครับ เข้าใจว่าส่วนใหญ่ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คิดมาจากกรรมาธิการด้านต่าง ๆ ๑๘ ด้าน ๑๘ คณะนี่ช่วยคิด ช่วยกลั่นกรองมาจนตกผลึกแล้วละครับ แต่ความยากต่อไปนี้ ก็คือรายละเอียด ถ้าจะเปรียบเปรยก็คือหลักการดูเหมือนเป็นเรื่องดี เหมือนเป็นบาทหลวงเลย แต่รายละเอียดอาจจะเป็นซาตานหรืออาจจะเป็นปีศาจก็ได้ เพราะฉะนั้นจําเป็นอย่างยิ่งครับที่ต้องมีการทํางานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างคณะกรรมาธิการ ด้านต่าง ๆ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญรวมถึงพี่น้องประชาชนครับ ทําอย่างไรครับ ถ้อยคําที่เราบอกว่ามันคืออนาคตของประเทศจะเกิดมรรคผลในทางปฏิบัติได้จริง ๆ ครับ ผมคิดว่าแนวคิดที่สําคัญก็คือต้องทําไปด้วยกันและเรียนรู้ไปด้วยกันครับ เราต้องทําแบบที่ ภาษาอังกฤษใช้คําว่า ดี แอนด์ ดี (D and D) ครับ คือ ดูอิง แอนด์ ดีเวลล็อปเมนท์ (Doing and development) ต้องทําไปด้วย พัฒนาไปด้วยและปฏิรูปไปด้วยครับ แล้วก็แอล แอนด์ จี (L and G) ด้วยครับ ไม่โฆษณาให้ใคร เป็นการเลิร์นนิง แอนด์ โกรธ (Learning and growth) คือการเรียนรู้และการพัฒนา ผมคิดว่านี่คือทิศทางของสังคมไทยนะครับ ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างในมาตรา ๒๘๙ ใน (๒) ที่ได้บัญญัติไว้ว่าจะสนับสนุนการจัดตั้งธนาคารแรงงาน เพื่อเป็นกองทุนการเงินของผู้ใช้แรงงานในการส่งเสริมการออมและการพัฒนาตนเอง อันจะนําไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อนุมาตรานี้เขียนไปนี่ครับพี่น้องประชาชนผู้ใช้แรงงาน ครอบครัวผู้ใช้แรงงาน ผมคิดว่าได้ประโยชน์จากอนุมาตรานี้กว่า ๒๕ ล้านคน เกือบครึ่งประเทศ เพราะฉะนั้นมีประโยชน์แน่ ๆ ในเชิงหลักการ แต่รายละเอียดก็เป็นสิ่งที่เราต้องสนใจ ใส่ใจ เป็นอย่างยิ่งครับ ไม่อย่างนั้นแล้วประวัติศาสตร์จะซ้ํารอยครับ เรามีเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งหลักคิดคือการออมทรัพย์ แต่ชาวบ้านเขาบอกว่าเป็นสหกรณ์อมทรัพย์ อ ตกไปตัวหนึ่ง แล้วขณะนี้ก็มีเรื่องราวอีกมากมาย ซึ่งไม่ใช่ออมแล้วครับกลายเป็นเน้นให้กู้ อย่างนี้เป็นต้น ผมคิดว่าหลักการดีอย่างเดียวไม่พอครับ พวกเราทุกคนต้องช่วยกันทําให้รายละเอียดมันลงไป ในทางปฏิบัติได้จริง เกิดประโยชน์ได้จริง หลักใหญ่ของการปฏิรูปผมจําได้ในการประชุมสภา ครั้งแรก ๆ นี่ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านอาจารย์อําพล จินดาวัฒนะ ท่านได้ช่วยพวกเรา ทบทวนแล้วก็รีวิว (Review) เอกสารต่าง ๆ มาให้ ผมขออนุญาตทวนอีกทีหนึ่ง เขาบอกว่า อย่างนี้ครับ การปฏิรูปเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างขนานใหญ่ทั้งระบบ แต่เปลี่ยนเป็นขั้น เป็นตอน ทําให้ไม่เกิดความรุนแรงหรือกระทบในทางเสียหายน้อยที่สุด เป็นวิถีทางของอารยชน เหมาะสมกับสังคมประชาธิปไตยที่ยึดหลักการเปลี่ยนแปลงโดยปราศจากพลกําลังและความรุนแรง เป็นของท่านนคร อัศวอาภากร ที่ได้เขียนไว้ ผมคิดว่านี่คือหัวใจ แต่ที่สําคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือในการปฏิรูปแต่ละด้าน ผมคิดว่าเราต้องหาจุดคานงัดครับ จุดที่จะทําให้เปลี่ยนจริง จุดที่จะทําให้ปฏิรูปจริงนะครับ ผมก็ได้เรียนรู้การทํางานในการขับเคลื่อนสังคมผ่านท่าน สปช. ท่านหนึ่งนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม เช่นเดียวกันก็คือท่านอาจารย์หมอพลเดช ปิ่นประทีป ท่านบอกว่าอย่างนี้ ถ้าจะเคลื่อน ถ้าจะเปลี่ยน ถ้าจะปฏิรูป อย่างน้อยควรจะดูองค์ประกอบเหล่านี้ ๕ องค์ประกอบครับ อันที่ ๑ ก็คือเรื่องฐานทุน ๒. ก็คือแรงต้านมากหรือน้อยครับ ๓. ปฏิรูปแล้วมันเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงหรือเปล่า เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ไหม องค์ประกอบที่ ๔ ง่ายต่อการลงมือปฏิบัติขยายผลได้หรือเปล่า และประเด็นสุดท้าย องค์ประกอบก็คืออย่าทํามากเรื่องมากจุดครับ ผมขออนุญาตเปรียบเทียบกับ คณะกรรมาธิการสาธารณสุขนะครับ ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข อาจารย์หมอพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ได้ช่วยวิเคราะห์สังเคราะห์กับกรรมาธิการ ครบถ้วนไหม จุดคานงัดของระบบสุขภาพถ้าเราจะปฏิรูป เราก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นในระบบบริการสิ่งสําคัญ ก็คือเราต้องเน้น เราต้องให้ความสําคัญกับการปฏิรูประบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ที่ใช้พื้นที่เป็นฐานประชาชนเป็นศูนย์กลางก็คือที่ใกล้ชาวบ้านมากที่สุด เราดูสิครับ องค์ประกอบที่ ๑ ฐานทุน เรามีโครงสร้างในระบบเราอยู่แล้ว เรามีสถานบริการในระดับปฐมภูมิ ก็คือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลหรือสถานีอนามัย เรามีศูนย์บริการสาธารณสุข ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรายังมีคลินิกเอกชน ร้านขายยาอีกมากมาย ดูโครงสร้างเอื้อนะครับ เรามีฐานทุนที่ดีแล้ว แรงต้าน คณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการลงไปในพื้นที่เราได้รับการตอบรับ เรื่องนี้อย่างมากเลย พี่น้องประชาชนเขาอยากเห็นการพัฒนาสถานบริการที่อยู่ใกล้บ้านเขา เขาอยากจะมีหมอประจําครอบครัวของเขา อย่างนี้เป็นต้น เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ไหม ใช่เลยครับ ถ้าเราปฏิรูปเรื่องระบบบริการตรงนี้ได้จะทําให้เปลี่ยนวิธีคิดของผู้คนครับ จากเรื่องสุขภาพ มองเรื่องโรค มองเรื่องโรงพยาบาล เปลี่ยนวิธีคิดว่าเราจะมองประชาชน และพื้นที่เป็นหลัก ง่ายต่อการลงมือปฏิบัติขยายผลได้ไหม เราก็ไปทบทวนว่า ๓-๔ ปีที่ผ่านมา เราเริ่มทํากันในบางพื้นที่ในเครือข่ายบริการปฐมภูมิในระดับอําเภอ เริ่มต้น ๓ ปีที่แล้วประมาณ ๒๑ อําเภอ อีก ๑ ปีต่อมาขยายเป็น ๔๔ อําเภอ ล่าสุดกว่า ๒๐๐ อําเภอทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้เป็นตัวอย่างไม่มากจุด เราคิดว่าระบบบริการนี้ถ้าจะทําทํา ๓ เรื่อง เท่านั้นเอง ๑. ให้มีกลไกระดับพื้นที่ที่เขาสามารถบริหารจัดการตัวเขาเองได้ แก้ปัญหาสุขภาพ เขาได้ เราต้องมีทีมผู้ให้บริการ ไม่ใช่เฉพาะหมอพยาบาล แต่หมายรวมถึงญาติเขา จิตอาสา ที่อยู่ในชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข

แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องระบบข้อมูลและการเงินที่ได้เอื้อต่อการ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบบริการ เหล่านี้เป็นต้น ผมคิดว่านี่คือตัวอย่างครับ ว่าถ้าเราคิดว่า เราจะปฏิรูปลองไปดูว่าจุดคานงัดของเราคืออะไร ย้ําครับ ผมคิดว่าเวลาเราคิดเราคิดใหญ่ได้ เรามีฝันใหญ่ได้ เรามีมิกซ์ ดรีม (Mix dream) ได้ อาจารย์หมอประเวศบอกว่าให้ฝันให้ใหญ่ครับ แต่เวลาทําให้เริ่มทําจากจุดเล็ก ๆ ครับ จุดที่ทําแล้วมันมีความสําเร็จผู้คนอยากจะมาร่วมด้วยช่วยกัน

ในมาตรา ๒๘๖ ว่าด้วยเรื่องปฏิรูปการศึกษา มีอยู่ ๑๒ อนุมาตรา ผู้รู้ทางการศึกษา ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผมคิดว่าอาจจะต้องดูว่าอะไรคือจุดคานงัดในเรื่องการศึกษา อะไรคือจุดเปลี่ยนที่เป็นที่ทิปปิง พอยท์ (Tipping point) ข้อสังเกตของผมนิดเดียว ท่านประธานครับ ยกตัวอย่างในการปฏิรูปการศึกษานี้มีคณะกรรมการหรือในเรื่อง ของปฏิรูปทางด้านสังคม หรือเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มักจะมีวรรคท้ายว่าจะมี คณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้น ให้จัดตั้งขึ้นภายใน ๑ ปี ข้อสังเกตของผมก็คือว่าทําอย่างไร ไม่ให้ทับซ้อนกับกลไกที่อยู่ในมาตรา ๒๗๘ มาตรา ๒๗๙ อย่างที่นําเรียน ให้ช่วยหนุนเสริมกัน นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าอยากจะฝากไว้นะครับ

ส่วนรายละเอียดในบางมาตราในเวลาที่จํากัดจะขออนุญาตทําเป็นเอกสาร เสนอผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เช่น ตัวอย่างในมาตรา ๒๙๔ (๔) ในเรื่องของกําลังคนของทางด้านสุขภาพ ผมอยากให้เติมคําว่า ธํารงรักษา ไปด้วย คงไม่ได้ มีเวลาอภิปรายเพิ่มเติมนะครับ ผมคิดว่าจนถึง ณ วินาทีนี้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เขาพร้อมที่จะลงเรือลํานี้ครับท่านประธานครับ เรือที่ชื่อว่าประเทศไทย ไปสู่เกาะหรือ ดินแดนที่มีแต่ความสันติสุขนะครับ เป็นสังคมที่เป็นธรรม ผู้คนเป็นพลเมืองตื่นรู้นะครับ การเมืองเราใสสะอาด เราจะโลดแล่นไปแบบไม่ต้องเหนื่อยแรงมาก เพราะทุกคนช่วยกันจ้ํา ช่วยกันพาย เราเจอลมพายุเราก็หลบเสีย คลื่นลมสงบเราก็แล่นต่อไปได้ครับ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง อายุของสภาปฏิรูปแห่งชาติก็จะหมดลง เราจะทอดสมอ เราจะหยุดนิ่งและเราจะสงบ อย่างมั่นคงพร้อมที่ส่งไม้ต่อเพื่อให้ความมั่นใจว่ามันจะไม่หวนกลับไปเหมือนดั่งเดิมนะครับ ก็ขออนุญาตฝากว่าภารกิจของการปฏิรูปเป็นหน้าที่ของทุกคนครับ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณ ธวัชชัย อุ่ยพานิช ครับ ท่านมี ๒๐ นาทีครับ

นายธวัชชัย อุ่ยพานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม นายธวัชชัย อุ่ยพานิช สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เลขที่ ๑๐๒ จากจังหวัดระยอง ก่อนอื่นผมขอให้กําลังใจท่านประธานและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน ขอให้ท่านนั้นมีกําลังกาย กําลังใจ ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้สําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายในภาค ๔ หมวด ๒ เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในมาตรา ๒๘๖ ในประเด็นดังต่อไปนี้

ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๘๖ ได้มีการกําหนดให้มีการปฏิรูปการศึกษา ในหลายระดับด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในระดับปฐมวัย อาชีวศึกษา อุดมศึกษา ซึ่งปรากฏอยู่ใน (๓) (๔) และ (๕) ตามลําดับ แต่ท่านประธานครับ ยังมีการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ไม่ได้กล่าวถึงในมาตรานี้ ทั้งที่การศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นมีความสําคัญอย่างยิ่ง การศึกษา ขั้นพื้นฐานทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา เป็นพื้นฐานที่สําคัญในการศึกษาต่อ ในระดับที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ดังนั้น ท่านประธานครับ ในมาตรานี้ผมขอเสนอต่อท่านประธานให้มีการปฏิรูปปรับปรุงการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ถ้าเป็นไปได้ผมขอให้บัญญัติไว้ใน (๔) โดยมีข้อความดังต่อไปนี้ ปรับปรุง ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน การจัดสภาพแวดล้อม สื่อ เทคโนโลยี การวัดผลประเมินผล และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

ท่านประธานครับ ประเด็นต่อไปครับ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการบัญญัติ ในบทบาทหน้าที่ของรัฐในการจัดการศึกษาไว้ในหลายมาตราด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น ในมาตรา ๒๖ วรรคสาม ความเป็นพลเมืองได้บัญญัติไว้ว่า รัฐมีหน้าที่ต้องปลูกฝังให้พลเมือง ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ตลอดจนจัดการศึกษาอบรมในทุกระดับ ทุกประเภท และทุกกลุ่มอายุ มาตรา ๕๒ วรรคสาม สิทธิพลเมืองบัญญัติไว้ว่า รัฐมีหน้าที่ต้องจัด การศึกษาอบรม มาตรา ๘๔ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐบัญญัติไว้ว่า รัฐต้องจัดส่งเสริม และทํานุบํารุงการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท แต่พอมาถึงมาตรา ๒๘๖ ได้บัญญัติไว้ว่า (๑) กระจายอํานาจการจัดการศึกษา โดยลดบทบาทของรัฐจากการเป็นผู้จัดการศึกษา ให้เป็นผู้จัดให้มีการศึกษา ท่านประธานครับ ผมขอตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้คําที่แตกต่างกัน ผมดูในเจตนารมณ์การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ก็ไม่พบว่ามีเจตนารมณ์อย่างไร ผมเข้าใจ ว่าผู้ร่างน่าจะมีเจตนารมณ์ที่จะลดบทบาทของรัฐ บทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ ลดบทบาทของส่วนกลาง แล้วกระจายอํานาจไปยังพื้นที่และสถานศึกษา ผมจึงขอเสนอ ให้บัญญัติข้อความให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าจะใช้คําว่า ผู้จัดการศึกษาหรือ ผู้จัดให้มีการศึกษา ควรเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการตีความมิให้ เกิดความสับสน ควรมีความชัดเจนในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ผมขอตัดคําว่า ผู้จัดการศึกษาและผู้จัดให้มีการศึกษา ออก โดยผมขอเสนอให้มีการแก้ไขในมาตรา ๒๘๖ (๑) โดยใช้ข้อความดังต่อไปนี้

กระจายอํานาจการจัดการศึกษาให้กับพื้นที่และสถานศึกษา สามารถ จัดการศึกษาได้อย่างมีอิสระ มีประสิทธิภาพและรับผิดชอบต่อผลการจัดการศึกษา ทั้งนี้โดยให้เอกชน ชุมชนและองค์กรบริหารท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมด้วย

เหตุผลประกอบครับท่านประธาน

ประการที่ ๑ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๒๖ ความเป็นพลเมือง สอดคล้อง กับมาตรา ๕๒ สิทธิพลเมือง และสอดคล้องกับมาตรา ๘๔ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่บัญญัติให้รัฐมีหน้าที่ในการจัดการศึกษา

ประการที่ ๒ เพื่อลดขนาดและบทบาทของส่วนกลาง แต่มาเพิ่มบทบาท ให้กับหน่วยงานทางการศึกษาในระดับพื้นที่และสถานศึกษา

ประการสุดท้ายครับ เพื่อให้เอกชน ชุมชน องค์กรบริหารท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา

ท่านประธานครับ ต่อไปจะเป็น (๗) ใน (๗) นี้ ผมขอเพิ่มคําว่าผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษาใน (๗) โดยใช้ข้อความดังต่อไปนี้

(๗) ปรับปรุงระบบการผลิต การพัฒนา และการประเมินครู อาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลาการทางการศึกษา ประเด็นนี้เป็นประเด็น ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาได้เคยเสนอไว้แล้ว แต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ตัดออกไป วันนี้ผมมาขอเพิ่มต่อท่านประธานด้วยเหตุผลที่ว่าผู้บริหารเป็นบุคคล ที่มีความสําคัญขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา เป็นผู้นํานโยบาย ไปสู่การปฏิบัติ ผู้บริหารสถานศึกษาหมายถึง บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบต่อการบริหาร สถานศึกษาแต่ละแห่ง ผู้บริหารการศึกษา หมายถึงบุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหาร จัดการศึกษานอกสถานศึกษาเพื่อเป็นการให้ความสําคัญกับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ในทุกระดับ ในทุกสายงาน ไม่ว่าจะเป็นสายงานการสอน สายงานการบริหารสถานศึกษา สายงานบริหารการศึกษา และสายงานนิเทศการศึกษา ประกอบกับกระบวนการในการพัฒนา คุณภาพการศึกษา จะต้องประกอบไปด้วยกระบวนการที่สําคัญ ๓ กระบวนการ

๑. ก็คือกระบวนการเรียนการสอนโดยครู

๒. กระบวนการบริหารก็คือโดยผู้บริหาร และ

ประการสุดท้าย ก็คือกระบวนการนิเทศ โดยศึกษานิเทศก์ บุคลากรทางการศึกษา และครูร่วมกันนิเทศ

ประเด็นที่ ๒ ใน (๗) จากคําว่า โดยอาศัยผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียน ผมขอเสนอให้แก้เป็นโดยอาศัยผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนแทน ผมมีความเห็นว่าการพัฒนาและการประเมินครู โดยอาศัยผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ของผู้เรียนเป็นการเน้นเฉพาะด้านสติปัญญาหรือด้านคะแนนของผู้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าเราใช้คําว่า ผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนน่าจะหมายรวมถึง ผลการพัฒนา ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ซึ่งจะมีความสอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในตอน ๓ สิทธิพลเมือง ในมาตรา ๔๖ วรรคสามที่บัญญัติไว้ว่าเด็กและเยาวชนย่อมมีสิทธิ ในการอยู่รอด และได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาตามศักยภาพ ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม กล่าวโดยสรุปแล้วในมาตรานี้ มาตรา ๒๘๖ (๗) ผมขอใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน ปรับปรุง ระบบการผลิต การพัฒนา และการประเมินครู อาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหาร การศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา โดยอาศัยผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากประเด็นนี้ผมมีข้อเสนอในการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการ ในการประเมินวิทยฐานะของครูว่าควรเน้นการประเมินตามสภาพจริง ไม่ควรเน้น การประเมินที่เอกสาร ผลงานทางวิชาการ แต่ควรประเมินที่คุณภาพการเรียน การสอน ในห้องเรียน ดูที่ผลการเรียนของนักเรียน พิจารณาจากคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน และดูที่จรรยาบรรณวิชาชีพของครู กล่าวโดยสรุปแล้วการประเมินวิทยฐานะของครูนั้น ผมขอให้ท่านประธานนั้นได้โปรดพิจารณา พิจารณาถึงผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญาและพิจารณาถึงการประพฤติปฏิบัติตนของครู ความเป็นครู และจรรยาบรรณของครู

ท่านประธานครับต่อไปเป็นข้อเสนอใน (๑๒) เกี่ยวกับการประมวลกฎหมาย การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อเป็นกลไกสําคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา รองรับ การกระจายอํานาจจากส่วนกลาง ผมมีข้อเสนอต่อท่านประธานใน ๕ ประเด็นด้วยกันครับ

ประเด็นที่ ๑ ผมขอให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และพระราชบัญญัติ สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยขอให้มีการกระจายอํานาจ ลดอํานาจรัฐจาก ส่วนกลางให้น้อยลง กระจายการบริหารจัดการไปยังเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาให้มี อํานาจในการบริหารจัดการ ทั้งในด้านวิชาการ งบประมาณ บริหารทั่วไป บริหารงานบุคคล อย่างมีอิสระ มีความคล่องตัว รวดเร็ว สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของ แต่ละพื้นที่

ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ๒ ผมขอเสนอการกระจายอํานาจ การบริหารงานบุคคลไปสู่ส่วนราชการ ท่านประธานครับ ผมขอให้มีการแก้ไขให้องค์กรกลาง ในการบริหารงานบุคคลของครูให้เล็กลง องค์กรกลางในที่นี้หมายถึง ก.ค.ศ. ก.ค.ศ. ก็คือคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผมขอให้มีหน้าที่เพียง กําหนดนโยบาย กําหนดแผน กําหนดทิศทาง กํากับดูแลการบริหารงานบุคคลเท่านั้น ส่วนการบริหารงานบุคคลด้านอื่น ๆ ขอให้กระจายอํานาจไปยังส่วนราชการ พื้นที่และสถานศึกษา กล่าวคือผมขอเสนอให้มีอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของ ส่วนราชการ เรียกว่า อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ เพื่อให้การบริหารงานบุคคลมีความคล่องตัว รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพราะทุกวันนี้ ก.ค.ศ. ทําทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของ ส่วนราชการ ทําให้เกิดความล่าช้า ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนและการบริหารจัดการ เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ก.ค.ศ. จัดทําหลักเกณฑ์วิธีการในการสรรหาครูผู้ช่วย ในการสรรหาผู้บริหารโรงเรียนใช้เวลาในการจัดทําเกณฑ์เป็นเวลาเป็นปี เกิดผลกระทบ ต่อการเรียนการสอนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากโรงเรียนต้องขาดผู้บริหารและขาดครูผู้สอน เป็นเวลานาน แต่ถ้ามี อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการจะช่วยให้การดําเนินงานต่าง ๆ เป็นไป ด้วยความรวดเร็ว และสอดคล้องกับความต้องการของส่วนราชการอย่างแท้จริง สามารถแก้ไขปัญหา การบริหารงานบุคคลของพื้นที่และสถานศึกษาได้อย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์

ประเด็นต่อไปครับ เพื่อรองรับการกระจายอํานาจจากส่วนกลาง ผมขอเสนอ ให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการต่าง ๆ ที่อยู่ในส่วนราชการ แก้ไขบทบาทหน้าที่ขององค์คณะบุคคลต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์คณะบุคคลในเขตพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ ๓ องค์คณะบุคคลด้วยกัน นั่นก็คือ ๑. คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา ๒. คณะกรรมการติดตามตรวจสอบประเมินผลและนิเทศการศึกษา ๓. อนุกรรมการ ข้าราชการครูและบุคลาการทางการศึกษา หรือที่เรียกว่า อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ผมขอเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไข เรื่องที่มา องค์ประกอบ อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้องค์คณะบุคคลเหล่านี้ได้ทําหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุนให้ข้อแนะนํา ให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเขตพื้นที่ในทุกด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารงานบุคคลตั้งแต่กระบวนการสรรหาครู ผู้บริหารโรงเรียน การแต่งตั้งโยกย้าย การเลื่อนเงินเดือน การเลื่อนวิทยฐานะ การดําเนินงานทางวินัย โดยยึดหลักธรรมาภิบาล ยึดหลักนิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อให้ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนมีความมั่นใจในหลักประกันว่าจะได้รับ ความเที่ยงธรรม ความยุติธรรมในการบริหารงานบุคคล

ประเด็นต่อไป ผมขอเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้บุคลากรที่เป็นข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาในส่วนราชการต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการทุกคนเป็นข้าราชการครู ทั้งหมดในทุกสายงาน ไม่ว่าจะเป็นสายงานการสอน สายงานบริหารสถานศึกษา สายงาน บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น ซึ่งจะเป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในภาค ๒ หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา ๘๔ (๕) ที่บัญญัติไว้ว่าพัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา และปราชญ์ชาวบ้าน รวมทั้งจัดระบบการให้ค่าตอบแทนและ สิทธิประโยชน์ที่พึงได้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ําระหว่างบุคลากรภาครัฐและภาคเอกชน สรุปได้ว่า ในเรื่องนี้ผมขอเสนอให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการ ทุกคนเป็นข้าราชการครูเพื่อลดความเหลื่อมล้ําในทุกสายงาน ใช้พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการครูฉบับเดียวกัน มาตรฐานเดียวกัน ภายใต้กรอบความคิดเดียวกัน ได้รับค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์เหมือนกัน

ประเด็นสุดท้ายครับ ผมขอเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการประเมิน คุณภาพการศึกษา คือการประเมินภายนอกของสถานศึกษา ผมขอเสนอให้มีการทบทวน แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ เนื่องจากว่าที่ผ่านมา สมศ. ก็คือสํานักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษาได้ทําการประเมินสถานศึกษามาแล้ว ๓ รอบ การประเมิน ของ สมศ. นั้นได้สร้างภาระ ได้สร้างปัญหา ได้สร้างความยุ่งยากให้กับสถานศึกษาเป็นอย่างมาก ขาดความชัดเจนเรื่องตัวบ่งชี้ เรื่องมาตรฐาน เรื่องเกณฑ์การประเมิน รวมทั้งคุณภาพ และมาตรฐานของผู้ประเมิน ผมขอเสนอต่อท่านประธานว่า

๑. ขอให้มีการชะลอการประเมินรอบ ๔ ที่จะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ออกไป ก่อนเพื่อให้ สมศ. นั้นไปปรับปรุงไปออกแบบตัวชี้วัดมาตรฐาน เกณฑ์การประเมินทั้งในด้าน คุณภาพผู้เรียน คุณภาพครู การบริหารจัดการ ขอให้ สมศ. นั้นไปทบทวนวิธีการประเมิน กระบวนการประเมินพร้อมทั้งคุณภาพของผู้ประเมินให้มีมาตรฐานอยู่ในระดับเดียวกัน ควรให้ สมศ. ทําหน้าที่ส่งเสริมความเข้มแข็งในการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา แล้วให้หน่วยงานต้นสังกัดทําหน้าที่ประเมินแทน สมศ. ขอบคุณท่านประธานมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณสิระ เจนจาคะ ๑๐ นาทีนะครับ

นายสิระ เจนจาคะ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสิระ เจนจาคะ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เลขที่ ๒๑๓ ด้านสังคมนะครับ ผมมีความประสงค์ อภิปรายในภาค ๒ หมวด ๔ นะครับ ในส่วนขอเพิ่มเติมและปรับปรุงแก้ไข ท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นผมไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนประเด็นสําคัญในหมวดนี้ ซึ่งเป็นหมวด ลดความเหลื่อมล้ําทางสังคม กระผมให้ตระหนักและสร้างความเป็นธรรม คนต้องมีธรรมก่อน จะตอบโจทย์ของประเทศไทยได้ทุกเรื่องเพราะปัญหาบริหารเกี่ยวกับ ๒ เรื่องหลักคือ ๑. คน และ ๒. ระบบ สําหรับระบบผมเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ปฏิรูปไปในส่วนหนึ่งแล้ว แต่ในส่วนของคนยังไม่มีมาตราที่กําหนดให้ศาสนาอยู่ในกรอบพัฒนาคน ท่านประธานครับ ประเทศเรามีศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักที่ประชาชนนับถือและศรัทธา ศาสนาทุกศาสนา ล้วนกล่อมให้คนเป็นคนดีมีความสามารถ อันพึงประสงค์ต่อการพัฒนาชาติ ในศาสนาพุทธ ตอนนี้ผมอยากให้มีการปฏิรูปครับ ในส่วนหนึ่งปัญหาเกิดขั้นถึงวิกฤตินะครับ คนที่เข้ามาใน ศาสนาพุทธตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นสงฆ์หรือฆราวาส แล้วก็มูลนิธิต่าง ๆ ทําให้เกิดปัญหาต่างคน ต่างเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ในกรณีที่ว่าเงินพระ เงินวัด เงินบริจาคต่าง ๆ เป็นช่องทาง ที่เปิดโอกาสให้คนมาแสวงหา เมื่อก่อนเราเข้าวัดเราก็ทําบุญเพื่อการตัดกิเลส แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าบางวัด ๆ การเข้าวัดทําบุญ ทําบุญมากหรือน้อยจะกําหนดได้ ขึ้นสวรรค์ชั้นไหน เป็นการบิดเบือนศาสนาพระธรรมวินัยนะครับ ก็อยากจะให้ทาง กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอยากให้บรรจุการปฏิรูปศาสนาเข้าไปหนึ่งมาตรานะครับ แล้วก็ในส่วนของเกี่ยวข้องกับศาสนามันมีมาตรา ๔๑ ผมขออ่านนะครับ บุคคลย่อมมี เสรีภาพบริสุทธิ์ในการนับถือศาสนาหรือนิกายในศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติ ศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อของตน เมื่อไม่เป็นปรปักษ์ ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีงามของประชาชน ในการใช้เสรีภาพในวรรคหนึ่งบุคคลย่อมได้รับการคุ้มครองไม่ให้รัฐกระทําใด ๆ ลิดรอนสิทธิ และเสียประโยชน์อันมิควร เพราะเหตุที่นับถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธิในศาสนาหรือ ปฏิบัติศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือแตกต่างจากบุคคลอื่น ท่านประธานที่เคารพ บทบัญญัติแห่งมาตรา ๔๑ เป็นเรื่องอันตรายมากโดยเฉพาะคําว่า นิกายของศาสนาลัทธินิยม หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อของตน ซึ่งในวรรคสองแห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติว่า การใช้เสรีภาพตามวรรคหนึ่งย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ให้รัฐกระทําการใด ๆ อันลิดรอนสิทธิ หรือเสียผลประโยชน์อันสมควรได้ ที่ผมบอกว่าเป็นเรื่องอันตรายเนื่องจากรัฐธรรมนูญรับรอง และคุ้มครองนิกายศาสนาลัทธิหรือการปฏิบัติพิธีกรรม ซึ่งไม่เคยมีการรับรองในรัฐธรรมนูญ ฉบับใดมาก่อนเลยนะครับ ต่อไปลัทธิต่าง ๆ และความเชื่อถือต่าง ๆ เช่น เณรแอกระทํา กระทะเดือดต่อไปมันก็จะได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ หรือวัดบางวัดที่เป็นข่าว ซึ่งใช้หลักคําสอนของพระพุทธองค์ผิดเพี้ยนเนื่องจากเป็นลัทธิและความเชื่อแล้วก็มี รัฐธรรมนูญคุ้มครองด้วย เราไม่สามารถจะจัดการใด ๆ ในสิ่งเหล่านี้มิได้เลย เพราะเป็นการคุ้มครอง องค์กรหรือสิ่งที่ไม่เคยยอมรับในการรับรองรัฐธรรมนูญมาเลย ผมขอให้มีการแก้ไขนะครับ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาก็แค่นี้ก็พอแล้ว อย่าไปคุ้มครองถึงพิธีกรรมเลยครับ ต่อไปนี้อาจจะมีคดีต่าง ๆ มาอีกเยอะเลยนะครับที่เกี่ยวกับขโมยศพเด็กมาทําพิธีกรรม หรือปลุกเสกเสน่ห์ยาแฝดอะไรนะครับ เพราะจะได้คุ้มครองแล้ว อีกมาตราในส่วนของ มาตรา ๒๘๓ (๔) จัดให้มีระบบบํานาญแห่งชาติเพื่อให้คุ้มครองประชาชนยังไม่ได้อยู่ใน บํานาญให้ดํารงชีพได้อย่างเพียงพอและยั่งยืน ผมขอกราบเรียนว่า ในช่วงชีวิตบุคคลหนึ่ง สร้างระบบบํานาญด้วยการออมของบุคคลเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีที่สุดสําหรับรัฐ แต่ดูแลประชาชน ได้อย่างยั่งยืน ระบบนี้การออมโดยรัฐไม่ว่าจะเป็นภาคบังคับหรือภาคสมัครใจ ในการประกันสังคมหรือระบบบํานาญประชาชนที่แยกกองทุนกันอยู่นั้น หากสามารถสะสม ต่อเนื่องกันได้ก็จะเป็นการสะสม เช่น การออมประชาชนผู้มีรายได้น้อย หรือรายได้ ไม่เพียงพอจะสะสมเข้าทั้งสองระบบแยกกัน ท่านประธานที่เคารพครับในช่วงชีวิตของเรา กะเกณฑ์ไม่ได้ว่าจะอยู่ระบบจ้างงานในระบบประกันสังคม หรือจะประกอบอาชีพอิสระ ไปเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งไปตลอดชีวิต การบูรณาการหรือการจัดการให้บํานาญแห่งชาติ ให้ดูแลประชาชนของเราวัยสูงอายุย่อมนํามาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี และต้องไม่ตัดสิทธิในการ ใช้เงินสงเคราะห์พื้นฐานที่รัฐจัดการในรูปแบบของการสังคมสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้สูงอายุ ทุกคนด้วย แต่การที่มีมาตรการสร้างให้สังคมยอมรับในหลักการรัฐศาสตร์ รัฐจะต้องดูแล คนยากจน คนด้อยโอกาสมากกว่าคนที่มีศักยภาพสูงกว่า หรือให้คนจนมากกว่าคนรวยครับ ดังนั้นหากมีมาตรการประเมินให้คนที่ร่ํารวยเพียงพอแล้วไม่ต้องรับเงินสงเคราะห์ที่รัฐจัดให้ ก็จะเป็นสังคมที่เกื้อกูลกัน เป็นสังคมที่พึงปรารถนา ดังนั้นจึงขอเพิ่มเติมมาตรา ๒๘๓ (๔) ว่า โดยไม่ตัดสิทธิเงินสงเคราะห์ที่รัฐให้แก่บุคคลสูงอายุทุกวัยและให้สามารถสะสมสิทธิต่อเนื่อง ในการออมกับโครงการของรัฐในระบบประกันสังคมได้ก็จะเป็นผลดีในการเตรียมรับสังคม ผู้สูงวัยในอนาคตอันใกล้นี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณพรรณี จารุสมบัติ ครับ ๒๐ นาทีครับ

นางพรรณี จารุสมบัติ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ดิฉัน พรรณี จารุสมบัติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒๐ นี้ ก็เป็นที่น่ายินดีว่า เราได้ร่วมกันอภิปรายมาเป็นเวลา ๕ วันเต็ม ๆ วันนี้ก็จบภารกิจในการอภิปรายสําหรับ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒๐ นี้ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒๐ ที่ตัวดิฉันได้รับฟังเนื้อหามา ๕ วันนี้ ก็ถือว่ามีความโดดเด่นหลายด้านแล้วก็เพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายก็ได้แสดงความคิดเห็น ที่หลากหลายและเป็นประโยชน์ มิติที่โดดเด่นในภาคนี้ที่เรากําลังอภิปรายกันอยู่ก็คือประเด็น ของการปฏิรูปซึ่งครอบคลุมทุกมิติ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาสู่ความเป็น พลเมืองร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนในทุกมิติอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนที่จะเข้าสู่การอภิปรายของภาคปฏิรูปนั้นอยากจะนําเสนอถึงมาตรา ๑๒๑ เพื่อจะนําเสนอ ในการเพิ่มข้อความในวรรคท้าย ซึ่งในมาตรา ๑๒๑ นี้ ก็อยู่ในส่วนของวุฒิสภา ดังข้อความ ดังต่อไปนี้ ในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาให้คํานึงความรู้ ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ กับงานวุฒิสภาเป็นสําคัญ และให้คํานึงถึงองค์ประกอบจากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ที่แตกต่างกัน โอกาสและความเท่าเทียมกันทางเพศ สัดส่วนของบุคคลในแต่ละภาค ที่ใกล้เคียงกันรวมทั้งให้โอกาสผู้ด้อยโอกาสทางสังคมด้วย รวมทั้งมาตรา ๖๕ ในวรรคสอง จะขอนําเสนอเพิ่มคําว่า และให้คํานึงถึงสัดส่วนของหญิงชายที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งในมาตรา ๖๕ นี้ อยู่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองก็ขอนําเสนอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ได้พิจารณาในมาตรา ๑๒๑ และมาตรา ๖๕ ด้วย ดิฉันขอเข้าถึงในภาค ๔ ของหมวด ๒ ในการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ําสร้างความเป็นธรรม ในมาตรา ๒๙๐ นี้จะขออภิปราย ในมาตรา ๒๙๐ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ มาตรา ๒๙๐ นี้ได้พูดถึงมิติทางด้านศิลปวัฒนธรรมนะคะ ในคํานิยามของวัฒนธรรมนั้นพวกเรา คงทราบกันดีว่าวัฒนธรรมนั้นมันเป็นลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความดีความงาม เป็นแบบแผนของการดําเนินชีวิตให้เกิดความเจริญ มันจะออกมาในรูปแบบของรูปแบบต่าง ๆ อย่างเช่น ภาษาก็ถือเป็นวัฒนธรรม ความเจริญในทางวิชาความรู้ก็เป็นวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา ศิลปวิทยา วรรณคดี อันนี้แม้แต่ประชาธิปไตยก็ถือเป็น วัฒนธรรมอย่างหนึ่ง เพราะว่าวัฒนธรรมนั้นหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้น วัฒนธรรมนั้นเป็นร่มใหญ่ทุกสิ่งทุกอย่างรวมอยู่ในวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นในการที่ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้บรรจุเรื่องการปฏิรูปทางด้านศิลปวัฒนธรรมนั้นเพื่อที่จะเป็น กลไกในการขับเคลื่อนให้ไปสู่ในการลดความเหลื่อมล้ํา และสร้างความเป็นธรรมของประเทศนั้น ฉะนั้นเป็นการที่ถูกต้องแล้วนะคะ ทีนี้มาดูว่าประเด็นสําคัญของมาตรา ๒๙๐ นั้นมีอะไรบ้าง

ประเด็นแรกคือการสร้างดุลยภาพในการบริหารเพื่อให้เกิดทั้ง ๓ ภาคส่วน ก็มีภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน โดยมีสมัชชาคุณธรรมนั้นเป็นองค์กรรองรับดุลยภาพ ๓ ภาคส่วนนี้ และยังมีกองทุน การจัดตั้งกองทุนสําหรับศิลปวัฒนธรรมโดยภาคประชาสังคม เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนในงานศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งยังมีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ที่จะเป็นตัวสนับสนุนจัดสรรงบประมาณส่งเสริมทางด้านศิลปวัฒนธรรมด้วย ทีนี้มาดูว่า ในประเด็นสําคัญของมาตรา ๒๙๐ นี้ มาดูในประเด็นแรกที่ว่าดุลยภาพในการวางแผนแม่บท เพื่อให้เกิดความสมดุลใน ๓ ภาคส่วนนี้ เมื่อก่อนที่จะมีการบัญญัติในการปฏิรูปนั้น เมื่อก่อนนี้ จะมีแค่ ๒ ภาคส่วน ทําให้เกิดดุลยภาพก็คือภาครัฐหมายถึงราชการ ภาคเอกชนก็หมายถึง นักธุรกิจ ซึ่ง ๒ ภาคส่วนนี้จะเป็นตัวกําหนดศิลปวัฒนธรรม ซึ่งขาดภาคประชาชนที่มีการมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นในการบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๐ นี้นั้นทําให้เกิดดุลยภาพในการวางแผนแม่บท ของ ๓ ภาคส่วนนี้ แล้วก็มีองค์กร มีสมัชชาคุณธรรม สมัชชาศิลปวัฒนธรรมนั้นเป็นองค์กรที่จะ รองรับดุลยภาพ ๓ ภาคส่วนนี้ ทีนี้มาดูว่าในมาตรา ๒๙๐ นั้นก็ได้ล้อและเชื่อมโยงกับมาตรา ๙๔ ซึ่งอยู่ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๙๔ นี้บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องส่งเสริมวัฒนธรรม และศิลปะ โดยคํานึงถึงวัฒนธรรมในทุกมิติ เพื่อให้เป็นรากฐาน เอกลักษณ์ของชาติและท้องถิ่น บริหารจัดการวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม เปิดพื้นที่ สาธารณะสําหรับกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม โดยให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรบริหารท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วม ฉะนั้นในการบัญญัติไว้ในมาตรา ๙๔ นี้ ก็จะเป็นแนวทาง กลไก ที่จะเป็นแผนแม่บทที่จะมี บทบาทกลไกขับเคลื่อนในการที่จะวางแผนในระยะแรก ระยะต้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมีสมัชชาศิลปวัฒนธรรมในระดับชาติ ระดับท้องถิ่น เป็นองค์กรรองรับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทีนี้มาดูว่าในการที่ดิฉันกล่าวถึงความสําคัญของวัฒนธรรมแล้ว ในมาตรา ๒๙๐ นั้น จะขออนุญาตท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนําเสนอตัดข้อความบางอย่าง อย่างที่นําเสนอ ในมาตรา ๒๙๐ นี้ ในมาตรา ๒๙๐ นี้ก็มีบัญญัติในวรรคหนึ่งว่า สนับสนุนให้มีสมัชชา ศิลปวัฒนธรรมระดับชาติและระดับท้องถิ่น ซึ่งมาจากภาคประชาสังคมตามความพร้อม ในแต่ละพื้นที่ เพื่อปกป้องฟื้นฟู สืบสาน ส่งเสริม และพัฒนางานด้านศิลปวัฒนธรรมตามความ หลากหลายในแต่ละพื้นที่ โดยให้มีความเป็นอิสระและประสานงานกับสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ในคณะกรรมาธิการ ของเราได้มีมติเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะตัดข้อความตามความพร้อมในแต่ละพื้นที่ออกให้ เหลือข้อความดังต่อไปนี้ สนับสนุนให้มีสมัชชาศิลปวัฒนธรรมระดับชาติและระดับท้องถิ่น ซึ่งมาจากภาคประชาสังคม เพื่อปกป้อง ฟื้นฟู สืบสาน ส่งเสริม และพัฒนางานด้านศิลปวัฒนธรรม ตามความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ โดยให้มีความเป็นอิสระและประสานงานกับสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ก็ขอให้คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย เหตุผลที่ประกอบในการที่จะขอตัดข้อความบางตอน เนื่องจากว่าในคณะกรรมาธิการเห็นพ้องต้องกันว่า ข้อความตามความพร้อมในแต่ละพื้นที่นี้ อาจจะกลายเป็นอุปสรรคในการที่จะไม่สามารถดําเนินงานทางด้านสมัชชาศิลปวัฒนธรรมได้นะคะ ฉะนั้นงานของสมัชชาก็คือการที่รวมตัวกันปรึกษาในทุก ๓ ภาคส่วนนั้น หารือร่วมกัน ฉะนั้นเราก็ไม่ควรจะนําความพร้อมนี้มาเป็นอุปสรรคในการดําเนินงานแม้แต่ถ้าเรามาคิดดูนะคะ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญถ้าเราไม่มีข้อความนี้สาระสําคัญในบทบัญญัติอนุมาตรานี้ ก็ไม่ได้เสียหายอะไรไป แต่อาจจะกลับเป็นส่วนสนับสนุนให้มีความพร้อมอันนี้ได้ ก็ขอให้ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาส่วนนี้ด้วย ทีนี้มาดูว่าการที่ในมาตรา ๙๔ ที่เป็นบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญนี้ในการที่จะเชื่อมโยงกับการปฏิรูปศิลปวัฒนธรรม ในมาตรา ๒๙๐ นี้ที่บัญญัติไว้ถึงว่าจะต้องบริหารจัดการวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาคุณค่า และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม เปิดพื้นที่สาธารณะสําหรับกิจกรรมด้าน ศิลปวัฒนธรรม ก็อยากจะขยายความถึงว่าในการนี้ถ้าเราดูว่าทุนทางสังคม ทุนทางประเทศ ของเรามีปัญหาหลายภาคส่วน แต่ทุนวัฒนธรรมนั้นเป็นทุนที่ก่อเกิดขึ้นภายในประเทศ สามารถที่จะพัฒนาให้ทุนวัฒนธรรมนั้นเข้มแข็งได้ มาดูว่าทุนที่เรามีอยู่นั้น ที่มีปัญหาอยู่มีทุน อะไรบ้างที่เป็นกลไกที่จะเป็นส่วนพัฒนาประเทศ ความมั่งคั่งนั้นกระจุก เราจะเห็นได้จากวลี ที่เราจะพูดกันบ่อย ๆ ว่ารวยกระจุก จนกระจาย เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการพัฒนาประเทศ หรือจักรกลที่สําคัญคือชนชั้นกลางในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นในเมื่อความมั่งคั่ง กระจุกนั้นต้องเป็นปัญหาอย่างแน่นอน เรามาดูว่าชนชั้นกลางในปัจจุบันนี้ในโลกนี้มี ๑.๘ พันล้านคน ซึ่งเป็นคนเอเชีย ๖๐๐ ล้านคน และใน ๑๐ ปีข้างหน้าคาดการณ์กันว่า ชนชั้นกลางของโลกจะเพิ่มเป็น ๓,๐๐๐ ล้านคน และใน ๑๐ ปีนั้นจะเป็นคนทวีปเอเชีย ๒,๐๐๐ ล้านคน เพราะฉะนั้นประเทศไทยมียุทธศาสตร์ ได้กําหนดยุทธศาสตร์หรือเปล่าว่าเราจะมีชนชั้นกลาง ใน ๒,๐๐๐ ล้านคนของทวีปเอเชียนั้นจะเป็นคนไทยจํานวนเท่าไร จริยธรรมที่เสื่อม ทราบกันอยู่ แน่นอน เพราะไม่อย่างนั้นเราคงไม่ต้องมาปฏิรูปกัน ทุนมนุษย์ที่อ่อนแอวัดจากดัชนี การพัฒนามนุษย์ของยูเอ็นดีพี (UNDP) ที่ประเทศเรายังต่ําอยู่ ทุนทางเศรษฐกิจต้องอาศัย ปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนของต่างประเทศที่จะเข้ามา ในประเทศเรา ทุนสังคมอ่อนด้อย แน่นอนครอบครัว สังคม ชุมชนมีปัญหายาเสพติด คุณแม่วัยใส ที่ขาดความอบอุ่น หรือขาดการบริหารจัดการ หรือการที่คนจนไม่สามารถเข้าถึงโอกาสต่าง ๆ ในการที่จะเข้า สิ่งเหล่านี้เป็นการพัฒนาที่จะนําไปสู่การลดความเหลื่อมล้ํา ทุนธรรมชาติเสื่อมโทรม แน่นอนอย่างที่ดอกเตอร์ธรณ์ได้พูดถึงทุนทางธรรมชาติ ทางทะเล ทีนี้มาดูว่าทุนทางวัฒนธรรม สามารถเข้มแข็งได้อย่างไร ในการที่เราจะเพิ่มมูลค่าทางศิลปวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่า และคุณค่า รวมทั้งการเปิดพื้นที่สาธารณะ ในการเปิดพื้นที่สาธารณะนั้นก่อนที่จะมีการเกิด การปฏิรูปหรือจะมาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินี้ ในองค์กรต่าง ๆ เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมนั้น ก็ได้มีการนําร่องในการเปิดพื้นที่ไปบ้างแล้ว แต่มันไม่เกิดมรรคผลเนื่องจากว่ามันไม่มีความต่อเนื่อง เพราะขาดอะไร ขาดการสนับสนุนจากงบประมาณ ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ เพราะฉะนั้นในหมวดการปฏิรูปนี้นั้นก็คงจะเป็นโอกาสอันดีของทางด้านศิลปวัฒนธรรม ที่จะเปิดพื้นที่สาธารณะในทุกภาคส่วน ไมว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ เราจะเห็นว่าสื่อวันนี้สู้กันด้วยวัฒนธรรม สื่อที่ไม่มีพรมแดนปิดกั้น ในการเปิดพื้นที่ที่เรากล่าวมาแล้วนั้นจะเป็นการส่งเสริมให้เราไปสู่ระดับโลก เราจะเห็นว่า พวกเราคงจะเคยดูก็อต ทาเลนต์ (Got talent) ใช่ไหมคะ นั่นเป็นการเปิดพื้นที่ระดับโลก โดยใช้สื่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะสื่อทางทีวี (TV) ที่มีคนดูนับไม่ถ้วนในโลกนี้ ยูทูป (YouTube) หรือสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถที่จะเปิดดูได้ในเวลาเดี๋ยวนั้นกันเลย มันมีตั้งแต่อเมริกันก็อต ทาเลนต์ เอเชียก็อต ทาเลนต์ ยูเครนก็อต ทาเลนต์ เรามาพูดถึงเอเชียก็อต ทาเลนต์กัน ซึ่งเป็น การเปิดพื้นที่ มีคอนเซปต์ (Concept) ของเขาก็คือการที่แสดงอัตลักษณ์ของประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย เรามีการแข่งขันแบบสร้างสรรค์ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเรื่อง ทุกด้านในการที่มีความสามารถ จะยกตัวอย่างอย่างหนึ่งคือในเอเชียก็อต ทาเลนต์นั้น ประเทศมองโกเลียได้นําการแสดง ซึ่งประทับใจและทําให้กรรมการหรือคนดูทั่วโลกนั้นอึ้ง โดยแสดงถึงอัตลักษณ์ของการเป็น ประเทศมองโกเลีย โดยการแสดงดนตรี มีหนึ่งเดียวในโลก ที่มีการประสานเสียงสูงต่ําต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์แล้วก็การแต่งกายที่เป็นอัตลักษ์ของประเทศเขา เมื่อแสดงจบกรรมการทุกคนช็อก อึ้ง รวมทั้งผู้ชมในทั่วโลก ทุกคนอยากจะไปที่ประเทศมองโกเลีย แล้วรวมทั้งสิ่งหนึ่งที่ทําให้กรรมการตะวันตกช็อกอีกอย่างหนึ่ง มีเด็กประเทศไต้หวันได้เอา หีบเพลงปาก เรียกเมาท์ออแกน (Mouth organ) อันไม่ถึง ๑๐ ดอลลาร์มาสร้างสรรค์ รวมกับวงดนตรี เอาอัน ๑๐ ดอลลาร์มาแสดงถึงเพลงคลาสสิก (Classic) บีโธเฟน ซึ่งทําให้ กรรมการตะวันตกช็อก อันนี้ก็คือการที่เราเปิดพื้นที่ระดับโลก แต่ถ้าเราไม่มีการส่งเสริม ในประเทศของเรา ก็มีคนไทยที่ไปแสดงแล้วก็ได้เข้ารับคัดเลือกเหมือนกัน อันนี้เป็นการ สร้างสรรค์นะคะ ทีนี้ในการเปิดพื้นที่อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะแสดงถึง ที่เราคณะกรรมาธิการได้นําร่องไปก่อนแล้ว ก็ขอภาพในการเปิดพื้นที่ที่จังหวัดหนองคายด้วยค่ะ เจ้าหน้าที่ขอภาพนะคะ การเปิดพื้นที่ จังหวัดหนองคายในครั้งนั้นเราก็ได้มีความร่วมมือกับท้องถิ่น ในท้องถิ่นก็คือได้ร่วมกับ ท่านนายก อบจ. นั้น คณะของเราได้ลงไปเพื่อเสวนากับศิลปินพื้นบ้าน วัฒนธรรมจังหวัด แล้วก็ปราชญ์ชาวบ้าน แล้วก็รวมถึงสมาคมชุมชนต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับทางศิลปวัฒนธรรม หลังจากที่เราเสวนากันจนถึงครึ่งวันแล้วในภาคเย็นนั้นเราได้ร่วมงานกับจังหวัดซึ่งอยู่ใน เทศกาลของครบรอบ ๑๘๘ ปีของจังหวัดหนองคาย เราก็ได้นําการบูรณาการศิลปินในหลายแขนง การออร์แกน (Organ) ของท่านประสารรวมทั้งอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นั้นได้อ่านกลอน แล้วก็ศิลปินขั้นเทพก็คือท่านปรีชา เถาทอง นั้นได้วาดรูปในขณะที่ไม่ถึง ๕ นาที เกิดรูปภาพ ขอรูปภาพของจังหวัดหนองคายว่าภาพนี้การเป็นสื่อถึงระหว่าง ๒ ประเทศคือเวียงจันทน์ และจังหวัดหนองคายโดยมีแม่น้ําโขงเป็นการเชื่อมโยงให้ ๒ ประเทศนี้มีความสัมพันธ์ โดยมีความเชื่อที่เข้มแข็ง ความศรัทธาที่เข้มแข็งคือพญานาคจะเห็นอยู่ อันนี้คือเป็นอัจฉริยภาพ ของท่านศิลปินท่านอาจารย์ปรีชา เถาทอง อันนี้เราก็มอบให้กับจังหวัด อันนี้ก็คือการที่เราเปิด พื้นที่นําร่องและนําการแสดงศิลปวัฒนธรรม

อีกภาพหนึ่งคือเป็นการเปิดพื้นที่ขณะที่เราได้ร่วมกันเสวนาหรือร่วมกันสังสรรค์ ในสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติก็มีทั้งคณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาและคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ คุณธรรม จริยธรรมและการศาสนานี้ รวมทั้งแขกรับเชิญอีกหลายท่านแม้แต่รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบางท่านก็มีการบูรณาการ มีศิลปินขั้นเทพ ๓ ท่านนะคะ ก็มีท่านเป่าขลุ่ยก็คือท่านอาจารย์ธนิก อาจารย์เนาวรัตน์อ่านกลอนแล้วพร้อมทั้งเพลง ท่านอาจารย์ปรีชา เถาทอง ได้วาดรูป ในคอนเซ็พท์นี้คือเพลงเดือนเพ็ญ หลังจากที่ผ่านไป ๑๐ กว่านาที เราก็จะได้ภาพอันนี้ออกมารวมทั้งผู้ที่ร่วมนี่ได้ร่วมเสพความของการที่รวม บูรณาการศิลปิน ๓ แขนง ๓ ด้านมาเป็นภาพนี้ แล้วก็มีเอกชนประมูลภาพนี้ทันทีในราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาท เราก็ได้มอบให้กับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกําไร ต่อไปเราอาจจะเอาคณะนี้ ไปออกก็อต ทาเลนต์ บ้างก็ได้นะคะ

เพราะฉะนั้นในสุดท้ายนี้ ก็อยากจะจบด้วยการที่อยากจะให้พวกเรารับทราบ ถึงความหมายของศิลปวัฒนธรรมผ่านทางด้านบทกลอนหรือวาทะ คํานิยาม ทีนี้ในกวีบทกลอนนี้ มันกล่าวถึงแสดงถึงความเป็นตัวของตัวเองสิ่งที่เด่นชัดในงานวัฒนธรรมคือความเป็นเอกราช คือความไม่ขึ้นกับอะไร ความเป็นอิสระไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและการครอบงําใด ๆ ในกวีบทนี้ นั้นเป็นที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย ที่บทกวีนี้เป็นของคนไทยแล้วก็ได้รับคัดสรรนําบทกวีนี้ สลักลงแผ่นหินบนทางเท้ากลางกรุงเบอร์ลิน ซึ่งประเทศเยอรมันนั้นในที่บอบช้ําจากสงคราม แล้วเขาก็เกิดที่จะกระตุ้นประชาชนของเขาให้เกิดความรักชาติ ความรักในหมู่มนุษย์ทั่วโลก ไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนเดิมอีก ก็ได้รวบรวมวาทะบุคคลสําคัญต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ มหาตมะ คานธี ฉะนั้นบทกวีนี้ ขอขึ้นบทกวีด้วยนะคะ ว่าบทกวีนี้เป็นบทกวีของคนไทย มีข้อความดังต่อไปนี้ ศิลปวัฒนธรรมประจําชาติ เป็นเอกราชเอกลักษณ์เอกศักดิ์ศรี เป็นคันฉ่องส่องความงามและความดี เป็นโคมฉายช่วยชี้วิถีชน จากอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อยากขอฝากอีกเรื่องหนึ่งนะคะ มีเพื่อนสมาชิกฝากว่าอยากจะรณรงค์ให้สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติของเรานั้นในวันอังคารได้สวมใส่ผ้าไทยเป็นกระแสที่เราอาจจะสร้าง กระแสขึ้นมา เพราะในปัจจุบันนี้ถ้าเราได้อ่านในสื่อจะเห็นว่ากระแสของคนรุ่นใหม่ที่แต่งตัว ชุดไทยแล้วก็มีความร่วมมือของศูนย์การค้า อย่างเช่น เซ็นทรัลเวิลด์ หลายศูนย์การค้า ถ้าใส่ชุดไทยแล้วไปชอปปิง (Shopping) จะได้ลดราคาพิเศษนะคะ ก็ขอกราบขอบพระคุณ ทุกท่านค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณโกวิทย์ ทรงคุณ ๑๓ นาทีครับ

นายโกวิทย์ ทรงคุณ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายโกวิทย์ ทรงคุณ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๐๑๘ จังหวัดสุโขทัย กระผม ขออภิปรายเรื่องมาตรา ๒๘๖ ปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาคนเป็นพลเมืองที่ดี การปรับปรุง ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยจัดการศึกษาทั้งแนวทางปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๓ ด้าน

๑. ด้านการเรียนการสอน การเรียนการสอนเป็นหลักที่เป็นหัวใจสําคัญของ การปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานมีประเด็นสําคัญที่ต้องดําเนินการปฏิรูป ๖ ประเด็น ได้แก่

๑. การปฏิรูปหลักสูตร ตํารา หนังสือเรียนให้สามารถนําสู่การปฏิบัติได้ สอดส่องบริบทสังคมไทยและสังคมโลกในศตวรรษที่ ๒๑ ปฏิรูปการเรียนการสอน เน้นปฏิบัติจริง เน้นกระบวนการความคิด วิเคราะห์การอ่านออกเขียนได้ ทักษะการเรียนรู้ ศตวรรษที่ ๒๑ การปฏิรูปสภาสิ่งแวดล้อม การเรียน เน้นสภาพสิ่งแวดล้อมที่เอื้อการเรียน การสอน ปฏิรูปเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการเรียนของผู้เรียนอย่างมีคุณภาพ ปฏิรูป วัดและประเมินผลการเรียนสอดคล้องกับปฏิรูปการเรียนของสภาพจริงตามประเมิน ของนานาชาติ ปฏิรูปเพิ่มโอกาสคุณภาพการศึกษาและการศึกษาเท่าเทียมทั่วถึงอย่างมีคุณภาพ

ส่วนอีก ๒ ด้านเป็นแนวทางที่สนับสนุนที่จะส่งผลให้การเรียนการสอน ประสบผลสําเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านการพัฒนาวิชาชีพมีประเด็นสําคัญที่ดําเนินการปฏิรูป ๕ ประเด็น ได้แก่ ปฏิรูประบบการสรรหา ปฏิรูประบบความก้าวหน้าของวิชาชีพ ปฏิรูประบบพัฒนาวิชาครู ปฏิรูประบบการตอบแทนปฏิบัติงาน ปฏิรูประบบการส่งเสริมขวัญและกําลังใจ และ

๓. ด้านระบบการบริหารงาน มีประเด็นสําคัญที่จะต้องดําเนินการปฏิรูป ๖ ประเด็น ได้แก่ ปฏิรูปวัฒนธรรมใหม่ของสถานศึกษา ปฏิรูประบบวางแผน ปฏิรูประบบ งบประมาณ ปฏิรูปโครงสร้างอํานาจหน้าที่ และปฏิรูปนิเทศกํากับและติดตาม และปฏิรูป ระบบการประเมินรายงาน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ พุทธศักราช ๑๘๒๖ สมัยพ่อขุนรามคําแหงมหาราช ท่านได้จารึกอักษรไทยไว้ที่จังหวัดสุโขทัย ฉะนั้นการศึกษาไทยอยากจะให้มีการบรรจุเรื่องลายสือไทย ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

ขออภิปรายเรื่องการปรับปรุงการศึกษาขั้นพื้นฐานในระบบการเรียนการสอน อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีความพร้อมเพรียงกันกับการศึกษาแต่ละระดับ ขอเสนอให้มี การแก้ไขพระราชบัญญัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ปี ๒๕๔๗ โดยบัญญัติให้ ข้าราชการครูทุกคนที่ปฏิบัติงานในกระทรวงศึกษาธิการทุกคนเป็นข้าราชการครูทั้งหมด ได้รับค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ในมาตราเดียวกันภายใต้กรอบความคิดกันทุกสายงาน ทั้งครูและผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา กราบเรียนท่านประธานครับ เนื่องจากผม อภิปรายเมื่อคราวก่อนได้อภิปรายเรื่องกีฬา กราบเรียนท่านประธานว่าอยากจะขอเพิ่มเติม เรื่องกีฬาพื้นบ้านที่จัดบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ คือกีฬาว่าว คือวันนั้นได้เอามาโชว์ไว้ที่สภา ก็อยากจะกราบเรียนว่าว่าวมีประโยชน์ เช่น เวลาว่าวขึ้นไปบนอากาศ จะทราบทิศทางลม ของอากาศได้

๒. ว่าวทําให้ประชาชนมีรายได้ คนยากคนจนสามารถที่จะไปตัดไม้ไผ่ ตัดกระดาษ ซื้อกระดาษมาประกอบตัวว่าวได้สมบูรณ์แล้วก็เป็นรายได้เป็นเศรษฐกิจพอเพียง วันนี้ต้องขอขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ ที่ให้โอกาสได้พูดเรื่องกีฬาอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอเอ่ยนาม อีก ๕ ท่าน คุณธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา คุณวิบูลย์ คูหิรัญ คุณอนนต์ สิริแสงทักษิณ และคุณบุญถิ่น มั่นเกษวิทย์ เรียนเชิญคุณธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ครับ

(นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ไม่อยู่ในที่ประชุม)

เชิญ พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา ครับ ท่านมี ๑๒ นาทีครับ

พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพอย่างสูง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพรัก ทุก ๆ ท่านครับ กระผม พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดอุดรธานี หมายเลข ๐๒๔ จะขออนุญาตอภิปรายประเด็นซึ่งกําหนดไว้ในภาค ๔ เรื่องการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ตามที่กระผมได้เคยกราบเรียนในการอภิปราย ในภาค ๒ ที่ผ่านมาว่าความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนของชาวจังหวัดอุดรธานีมีความต้องการ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติให้ความสําคัญกับการปฏิรูปใน ๕ ประเด็น ซึ่งกระผมได้นําเสนอ เพื่อพิจารณาแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญ ภาค ๒ แล้ว ๒ ประเด็นในเรื่อง

๑. การเพิ่มอํานาจให้ประชาชนด้วยการส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสภาพลเมือง ในระดับจังหวัด เพื่อให้เจตนารมณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องการสร้างประชาชน ให้เป็นใหญ่นั้น เห็นผลเป็นที่ประจักษ์

๒. ประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น รวมทั้งประเด็นเรื่องการแยกอํานาจฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ออกจากกัน ไม่ก้าวก่ายกัน

สําหรับในภาค ๔ เรื่องการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองที่กระผม จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้ เป็นประเด็น ที่เหลือได้มาจากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่อีกจํานวน ๓ ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ ๑ ประชาชนต้องการให้รัฐธรรมนูญมีข้อบัญญัติเกี่ยวกับการเสริมสร้าง ระบบธรรมาภิบาลด้านยุทธศาสตร์กําลังคนของชาติ เพราะที่ผ่านมาเรามียุทธศาสตร์ชาติ แต่เราขาดการวางคนในเชิงยุทธศาสตร์ ดังนั้นสิ่งสําคัญเร่งด่วนในขณะนี้ เราต้องวางคน อย่างไรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๔ เรื่องการปฏิรูปด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เราควรจะทําอย่างไรจึงจะสามารถนํา พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานไว้เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ ที่ว่าในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดี และคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทําให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทําให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อยจึงมิใช่การทําให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่ การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอํานาจ ไม่ให้ก่อความวุ่นวายเดือดร้อนนั้นไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม และเห็นผลได้จริง ดังนั้น ข้อเสนอก็คือรัฐธรรมนูญควรบัญญัติให้มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อทําหน้าที่ด้านการบริหาร กําลังคนของชาติ โดยให้มีหน้าที่ในการสืบค้น เก็บรวบรวมประวัติบุคลากรของภาครัฐ และเอกชนที่มีคุณภาพ เป็นคนดี คนเก่งในสาขาต่าง ๆ เพื่อช่วยเสนอแนะรัฐบาล หน่วยงาน และหรือองค์กรต่าง ๆ ให้ส่งเสริม หรือบรรจุแต่งตั้งให้รับผิดชอบงานในด้านต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติ สําหรับความต้องการของประชาชน

ในประเด็นที่ ๒ นั้น รัฐควรต้องเร่งปฏิรูปด้านการศึกษาที่มุ่งเน้นการบูรณาการ การทํางานที่มีเอกภาพ และมีมาตรฐานทั่วถึง การจัดการศึกษาต้องโยงยึดกับท้องถิ่น สําหรับความ ในมาตรา ๒๘๖ เรื่องการปฏิรูปการศึกษา เราควรจะทําอย่างไรจึงจะสามารถบูรณาการ การทํางานของหน่วยงานภาคการศึกษาให้มีเอกภาพได้ และจะทําอย่างไรให้การจัด การศึกษามีมาตรฐานที่ทั่วถึงเป็นธรรม ทั้งในเมืองและชนบท รวมทั้งจะทําอย่างไร ให้การศึกษายึดโยงกับท้องถิ่น สําหรับในมาตรา ๒๘๖ ดังกล่าวนี้เห็นควรบัญญัติให้มีการจัดตั้ง สภาการศึกษาในทุกระดับ

ต่อไปเป็นประเด็นที่ ๓ รัฐธรรมนูญจะต้องเร่งรัดการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน ในการเข้าถึงทรัพยากรของประเทศ โดยเฉพาะการจัดสรรที่ดินทํากินที่เพียงพอและเป็นธรรม อีกทั้งให้ความสําคัญกับการจัดระบบการใช้ประโยชน์ที่ดินของชาติ ซึ่งหมายรวมถึงทั้งที่ดินของรัฐ และเอกชน โดยเร่งรัดการนําระบบเทคโนโลยีและมาตรการต่าง ๆ ที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ เพื่อควบคุม กํากับและส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ดินของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเมื่อ พิจารณาความในมาตรา ๒๘๗ (๒) เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติแล้วเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญได้ละเลยประเด็นสําคัญของชาติไปประการหนึ่ง คือการให้ความสําคัญกับการ ใช้ประโยชน์จากที่ดินของชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด สมควรที่จะมีการบัญญัติไว้ในสาระสําคัญ ของร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนําไปสู่การสร้างโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรที่เท่าเทียม ของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ และประชาชนให้ได้รับการจัดสรรที่ดินทํากินอย่างเป็นธรรม ในการประกอบอาชีพ

ท้ายที่สุดนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าตามที่กระผมได้กราบเรียนมาในเบื้องต้นนั้น การนําไปสู่การปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน และประเทศชาติในโอกาสต่อไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญคุณวิบูลย์ คูหิรัญ ๑๓ นาทีครับ

นายวิบูลย์ คูหิรัญ 🔗

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผม นายวิบูลย์ คูหิรัญ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ใคร่ขออภิปรายต่อเนื่องจากที่ได้เคยอภิปรายไว้เมื่อคราวที่แล้วเกี่ยวกับเรื่องในแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา ๙๓ ที่ได้อภิปรายไปแล้วว่าเห็นควรให้เพิ่มข้อความในรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๙๓ ว่าในการให้ไทยพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานในภูมิภาค เพราะว่าศักยภาพ ของด้านพลังงานแล้วก็จุดที่ตั้งของประเทศเหมาะที่จะเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานของภูมิภาค อันนี้จึงเห็นควรให้มีการปฏิรูปด้านพลังงานให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ได้ขอเพิ่มไว้นี้ โดยการเพิ่ม ให้มี (๔) ของมาตรา ๒๘๘ ว่าให้มีการดําเนินการแยกระบบท่อส่งแก๊สจาก ปตท. และระบบ สายส่งไฟฟ้าจาก กฟผ. รวมถึงระบบควบคุมการรับส่งพลังงาน หรือ ดิสแพทชิง เซ็นเตอร์ (Dispatching center) ออกมาตั้งเป็นตลาดกลางซื้อขายพลังงานของภูมิภาค ในที่นี้ก็หมายรวมถึง เออีซี (AEC) และ จีเอ็มเอส (GMS) จีเอ็มเอสก็คือ เกรทเตอร์ แม่โขง ซับริเจียน (Greater Mekong Subregion) ซึ่งอันนี้ทุกท่านอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยก็คือจะมีจีนเพิ่มเข้ามาในลุ่มน้ําแม่โขง นี่นะครับ ซึ่งขณะนี้จริง ๆ แล้วก็ทางจีเอ็มเอสทางจีนพยายามที่จะผลักดันตัวเองให้เป็น ตลาดกลางซื้อขายพลังงานอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราสามารถที่จะปฏิรูปแล้วก็รีบทําเพื่อที่จะให้ไทยเป็นศูนย์กลางได้ ก็จะเป็นการครอบคลุมทั้งหมดนะครับ แล้วนอกจากนั้นถ้าเป็นไปได้เราก็อาจจะขยายเป็น ศูนย์กลางไปถึงทางด้านประเทศบังกลาเทศแล้วก็ประเทศอินเดียด้วยนะครับ ทั้งนี้เพื่อให้มี การแลกเปลี่ยนซื้อขายพลังงานระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีการสร้างกําลังสํารอง เตรียมไว้ในแต่ละประเทศให้มากเกินไป ซึ่งจะเป็นการลดการลงทุนลงได้อย่างมาก ซึ่งในการ ดําเนินการขั้นต้นก็คงจะต้องมีการทําแผนพีดีพี (PDP) ที่มีการทํา แต่ว่าก็คงจะต้องเพิ่มเติม เข้าไปเพื่อใช้ในการที่จะควบคุมทั้งการผลิต การส่งให้เพียงพอ สามารถรับความต้องการใช้ แล้วก็การรับส่งพลังงานระหว่างประเทศในโอกาสต่อไป ในช่วงแรกนี้ก็คงจะต้องมีการเจรจากับ ประเทศต่าง ๆ ที่จะเข้ามาใช้ศูนย์อันนี้ ที่จะจัดทํามาตรฐานต่าง ๆ เพราะว่าในการรับส่ง ทั้งหลายในขณะนี้มาตรฐานของแต่ละประเทศอาจจะไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็คงจะต้อง มีการจัดทํามาตรฐานต่าง ๆ แล้วก็มีการตกลงเกี่ยวกับเรื่องอัตราค่าส่ง ส่งผ่านพลังงานหรือ วีลลิง ชาร์จ (Wheeling charge) ควบคู่ไปด้วย เพราะว่าเมื่อมีการซื้อขายกันแล้วก็คงจะต้อง มีการคิดค่าส่งผ่านพลังงานผ่านสายส่งทั้งหลายนะครับ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องเร่งด่วนทั้งสิ้น ในขณะนี้ประเทศไทยมีท่อที่ส่งแก๊สเชื่อมโยงกับมาเลเซียผ่านทางโครงการเจดีเอ (JDA) แล้วก็เชื่อมต่อกับประเทศพม่า โดยประเทศไทยซื้อแก๊สมาใช้เข้ามาทางจังหวัดกาญจนบุรี ส่วนทางด้านสายส่งไฟฟ้าก็มีการเชื่อมโยงกับประเทศลาวเพื่อซื้อพลังงานไฟฟ้ามาเป็นแบบ ลัมพ์ ซัม (Lump sum) เป็นแบบก้อนทั้งหมด แล้วก็ประเทศลาวผลิตได้เท่าไรเราก็ซื้อเขามา แล้วก็มีการเชื่อมต่อกับประเทศมาเลเซียในขณะนี้ก็เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนพลังงานกัน ในทางภาคใต้ นอกจากนี้ก็มีระบบส่งซึ่งเป็นระบบมีเดียม โวลเทจ (Medium voltage) ไปยัง ประเทศพม่า ประเทศลาว เขมร โดยที่เราใช้ระบบของเราขายไฟกลับไปให้ประเทศลาว แล้วก็ขายให้ประเทศพม่า แล้วก็เขมรด้วย ซึ่งเป็นตามแนวชายแดนเท่านั้น ดังนั้นถ้าหาก มีการปฏิรูปจัดตั้งตลาดกลางซื้อขายพลังงานได้ตามที่ขอเพิ่มใน (๔) ของมาตรา ๒๘๘ ก็จะช่วยให้ ภูมิภาคนี้ได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างมากนะครับ เกี่ยวกับในการที่จะแลกเปลี่ยนพลังงานกัน โดยที่ซื้อขายพลังงานกันโดยที่ไม่ต้องสร้างกําลังสํารองของแต่ละประเทศให้เกินความจําเป็น ซึ่งเมื่อประเทศไหนจําเป็นก็อาจจะขอซื้อมาจากประเทศอื่นซึ่งไม่จําเป็นที่จะต้องสร้าง องตัวเองขึ้นไว้ จึงเสนอให้มีการปฏิรูปในเรื่องนี้ครับ

ทีนี้มาอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องเกี่ยวกับเรื่องมาตรา ๒๗๙ อันนี้ที่เขียนไว้ว่า เพื่อประโยชน์แห่งการดําเนินการปฏิรูปประเทศให้ต่อเนื่องจนบรรลุผล จึงให้มีสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศแล้วก็คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ อันนี้ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ที่ยกร่างมานี้ก็ได้มีเขียนไว้ว่าจะให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจํานวน ๑๒๐ คน ซึ่งผมก็ได้นั่งฟังในที่นี้หลาย ๆ ท่านนะครับ ก็ได้ให้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ กัน แต่สําหรับผมเองแล้ว ผมก็ยังมีความคิดเห็นเช่นเดียวกับที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ดําเนินการ ตามที่ท่านคํานูญ ก็ขออนุญาตใช้ชื่อนะครับ ทางท่านคํานูญ จริง ๆ แล้วท่านประธานเอง ก็เคยได้กล่าวไว้ว่าคณะนี้เป็นคณะเกี่ยวกับทางด้านวิชาการ

แล้วก็ในการดําเนินการก็เพื่อที่จะให้มีการดําเนินการต่อเนื่องไปตามที่มี การพิจารณาศึกษาเอาไว้โดยคณะกรรมาธิการต่าง ๆ รวมทั้งคอยติดตามประเมินผลนี้ เพราะฉะนั้นในการดําเนินการจริง ๆ เพื่อที่จะให้ได้มีความคล่องตัว จึงคิดว่าตามที่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอมาว่าควรจะมีจาก สปช. ไปจํานวน ๖๐ คน แต่สําหรับจํานวนนี้ผมไม่ให้ข้อคิดเห็นเท่าไรนะครับ เพียงแต่ว่ามันควรจะต้องมีจาก คณะกรรมาธิการเหล่านี้เข้าไปร่วมด้วยเพื่อที่จะคอยช่วยในการติดตามแล้วก็ประเมินต่าง ๆ รวมทั้งคอยให้ข้อคิดเห็นหรือว่ามีการปรับปรุงอะไรต่าง ๆ นี้นะครับ สําหรับจํานวนนี้ ก็แล้วแต่จะพิจารณานะครับ

แล้วก็ส่วนอีกเกือบ ๖๐ คนนั้น ที่ว่ามาจากทาง สนช. ๓๐ คน แล้วก็จาก นักวิชาการ ๓๐ คนนั้น ผมยังคิดว่าทาง สนช. จริง ๆ ก็อาจจะมีส่วนร่วมในตอนที่จะ ดําเนินการทางด้านพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่จะมาใช้อะไรทั้งหลายนี้ แต่ว่าตามความคิดแล้ว มันน่าจะเป็นการที่จะหาผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ชํานาญการต่าง ๆ เข้ามาอีกจํานวนที่เหลือ โดยการรีครูท (Recruit) คนเข้ามาจากที่มีการอาสาเข้ามา เพราะว่าในช่วงนั้น ช่วงต่อไปมัน ก็อาจจะมีวิทยาการอะไรใหม่ ๆ หรือว่ามีสิ่งใหม่เกิดขึ้นนี้นะครับ ก็ควรจะหาคนที่จะเข้ามาช่วย ในการนี้เพิ่มเติมให้ครบจํานวนนะครับ

สําหรับอีกด้านหนึ่งทางด้านคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาตินั้น ก็คิดว่าดูแล้วก็เหมาะสมที่จะมีไม่เกิน ๑๕ ท่าน แต่เห็นควรว่าน่าจะกําหนด คือผมเป็นห่วงว่า คณะที่จะเข้ามา ถ้าเผื่อว่าไปอยู่ในด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปจะไม่เหมาะนะครับ เพราะฉะนั้นก็น่าจะเป็นการกระจายผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ชํานาญการออกไปว่าน่าจะมีการระบุ ไว้ด้วยว่าในแต่ละด้านว่าไม่ควรจะเกิน ๑ คนหรือ ๒ คนอะไรอย่างนี้นะครับ เพราะว่า ไม่อย่างนั้นมันจะไปกระจุกอยู่เฉพาะด้านใดด้านหนึ่งได้นะครับ เพราะว่ามันเป็นจุดที่อาจจะ มีการตีความที่ภายหลังทําให้ไปกระจุกตัวอยู่ในด้านใดด้านหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า เราสามารถที่จะระบุไว้เลยว่าด้านหนึ่งควรจะไม่เกิน ๑-๒ ท่านหรืออะไรอย่างนี้นะครับ มันก็จะได้กระจายอันนี้ออกไปนะครับ อันนี้เป็นข้อคิดเห็น สําหรับวาระนั้นที่กําหนดไว้ ในมาตรา ๒๗๘ ว่าเพียง ๕ ปีก็คงจะต้องเป็นไปตามนี้ก่อนนะครับ แล้วก็คงจะต้องไปดูกัน ในช่วงนั้นอีกทีครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณอนนต์ สิริแสงทักษิณ ท่านมี ๒๐ นาทีครับ

นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปที่เคารพ ผม นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ จะขออภิปรายในภาค ๔ หมวด ๒ ซึ่งก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา และสร้างความเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ ๑ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของกลไก และโครงสร้างในเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปหรือว่าสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ และกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปแห่งชาติ

ท่านประธานครับ ผมได้ใช้ความพยายามที่จะศึกษาแล้วก็ทําความเข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องของกลไกแล้วก็โครงสร้างอยู่พอสมควร ผมมีข้อสังเกตแล้วก็ข้อเสนอแนะ ผมจะขออนุญาตที่จะไม่ลงไปในรายละเอียดของแต่ละวาระ ก่อนอื่นผมคิดว่าต้องขอบพระคุณ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้มองภาค ๔ จัดให้มีเรื่องของกลไกแล้วก็โครงสร้าง การขับเคลื่อน รวมทั้งกระบวนการ ซึ่งผมคิดว่ามองได้อย่างรอบด้าน แต่อย่างไรก็ตามผมยัง คิดว่ามันยังมีเรื่องที่เราอาจจะต้องมาร่วมกันพิจารณาที่จะดูว่าจะทําอย่างไรที่ทําให้ การขับเคลื่อนนั้นไปสู่ความสําเร็จให้ได้ สิ่งแรกที่ผมอยากจะให้ความเห็นก็คือว่าเราเห็น ตรงกันว่าเรื่องของวาระการปฏิรูปนี้เป็นเรื่องสําคัญต่อประเทศ ความสําเร็จต่าง ๆ ที่เราได้วาง เจตนารมณ์ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ เรื่องของการที่ต้องการสร้างพลเมืองเป็นใหญ่ ทําให้ การเมืองสะอาดและสมดุลหนุนสังคมให้เป็นธรรมและนําชาติสู่สันติสุข ความคาดหวังเหล่านี้ จะประสบความสําเร็จได้ เราจะสามารถลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมในสังคมได้ การขับเคลื่อนเป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นเราเห็นตรงกันว่าภาค ๔ นี้มีความสําคัญ

เรื่องที่ ๒ เราก็ยังมองตรงกันอีกว่าการขับเคลื่อนต้องใช้เวลา ดังที่ได้มีกําหนดไว้ ในมาตรา ๒๗๘ คือวางกําหนดเวลาไว้ ๕ ปี แล้วก็ต่อไปได้อีก ๕ ปีตามที่จะเห็นชอบ ตามประชามติ ผมคิดว่าสิ่งที่เราเห็นกันก็คือว่าเรื่องของการปฏิรูปนั้นเป็นเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างทั้งระบบ แล้วก็มีผลกระทบต่อวงกว้างเกี่ยวข้องกับผู้คนในรอบด้าน เพราะฉะนั้นจําเป็นต้องใช้เวลา อันนี้ก็คงจะเห็นตรงกัน

เรื่องที่ ๓ ก็คือว่ามันต้องมีความชัดเจนว่าการขับเคลื่อนในเรื่องของ การปฏิรูปนั้นจะปฏิรูปอะไร แผนแล้วก็ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนมีการติดตามประเมินผล ซึ่งอันนี้ก็เป็นภารกิจที่ได้เขียนไว้ที่อยู่ในมาตรา ๒๗๙ วรรคสี่ (๑) ถึง (๖) ซึ่งก็เขียนไว้ให้เห็น ว่าเป็นภารกิจของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศที่จะต้องมาดําเนินการในส่วนนี้ แล้วก็ทยอยส่งมอบผลงานให้กับผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องของการขับเคลื่อน ก็คือทางรัฐบาล ผู้บริหาร ฝ่ายบริหารแล้วก็หน่วยงานราชการต่าง ๆ

อีกประเด็นหนึ่งที่เห็นสําคัญคือว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จําเป็นที่จะต้องมีสภาพ บังคับด้วย ก็เห็นว่าอํานาจในเรื่องของการออกกฎหมายพระราชบัญญัติต่าง ๆ สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนี้จะเป็นผู้ยกร่างร่วมกับทางวุฒิสภา ซึ่งอันนี้ก็มีกระบวนการกําหนดไว้ ในมาตรา ๒๘๐

แล้วก็เรื่องที่ ๕ ก็เป็นเรื่องของการขับเคลื่อนจะต้องมีกลไก มีองค์กร ก็ได้พูดไว้ ทั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้วก็ทั้งกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งมีองค์ประกอบที่สมาชิกได้อภิปรายไว้แล้วในหลายท่านด้วยกัน แล้วก็ทั้งสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเอง แล้วก็ทางเรื่องของกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปแห่งชาตินั้น จะต้องได้รับสนองพระบรมราชโองการจากทางนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องมีกฎหมายลูก ที่จะไปว่าในรายละเอียดต่อไป อันนี้ก็กําหนดอยู่ในมาตรา ๒๗๙ วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม ต้องมีงบประมาณนะครับ ก็เป็นเรื่องสําคัญ ก็ต้องมีการจัดสรรงบประมาณให้ด้วย ทั้งงบประมาณที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการปฏิรูปเอง และงบประมาณในเรื่องของ การบริหารจัดการ แล้วก็เกี่ยวข้องกับทั้งรัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎร ทั้งวุฒิสภา แล้วก็ ครม. หน่วยงานราชการ สิ่งที่ผมยกขึ้นมาทั้งหมดนี้ ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ วางกรอบไว้พอสมควร ซึ่งก็จะเห็นว่ามีองค์กร มีกลไกขับเคลื่อนแยกส่วนออกมาต่างหากจาก ฝ่ายบริหาร จะต้องมีการจัดสรรงบประมาณให้ แล้วก็มีการวางกติกาไว้ว่าถ้าไม่ได้รับ การจัดสรรนั้นจะต้องทํากันอย่างไร ซึ่งอันนี้เองก็เป็นกระบวนการ ท่านประธาน ผมคิดว่า แม้มันจะมีสภาพบังคับ มีโครงสร้าง มีกระบวนการรองรับไว้ทั้งหมดแล้วก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผม เห็นด้วยกับที่มีผู้อภิปรายที่ผ่านมา คือท่านประมนต์ สุธีวงศ์ ซึ่งผมขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านก็ได้ พูดถึงบทบาทหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนว่ามีความจําเป็นมากน้อยอย่างไร พูดถึงเรื่องของ งบประมาณ พูดถึงเรื่องขั้นตอนต่าง ๆ ที่มันอาจจะมีมากแล้วก็ซ้ําซ้อน ความเป็นเอกภาพ ซึ่งอันนี้ผมก็เห็นด้วย ซึ่งตอนท้ายผมจะมีข้อเสนอนะครับ สําหรับสิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นจุดอ่อน แล้วก็จะขอกล่าวเสริมในภายหลัง

ประเด็นแรกคือความชัดเจนในเรื่องบทบาทหน้าที่ของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับผิดชอบต่อใคร ถ้าเราจะเห็นว่าภายใน ร่างรัฐธรรมนูญนี้เอง แม้แต่ ครม. เองก็มีความชัดเจนว่ารับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร บทบาทอํานาจหน้าที่นั้นมีเพียงแต่ในเรื่องของการทําข้อเสนอนโยบายและแผน แล้วก็ทยอย ส่งให้รัฐบาลแค่นั้นหรือครับ การส่งมอบนั้นมีความชัดเจนอย่างไรที่จะไม่ให้มีรอยต่อเกิดขึ้น แล้วก็ในเรื่องของวาระปฏิรูปต่าง ๆ นั้นเรายังต้องมีการทํางานต่อเนื่องเพื่อให้ตกผลึก มากกว่านี้ อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง สําหรับในเรื่องของวาระปฏิรูปเองยังได้มีการพูดคุยหารือ กันอยู่ในกลุ่มของคณะกรรมาธิการในชุดต่าง ๆ ในเชิงบูรณาการร่วมกัน อย่างเช่นในเรื่อง ของปฏิรูปด้านเกษตร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เรื่องพลังงาน เรื่องนี้ทาง คณะกรรมาธิการหลายชุดเองก็เห็นว่าการที่จะทําให้วาระปฏิรูปนั้นออกมามีผลกระทบ ต่อประเทศในวงกว้างนั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทํางานร่วมกันข้ามกลุ่มในลักษณะ ที่เราเรียกว่าครอส คัทติง (Cross cutting) ตัวอย่างเช่นการมองที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ ผลผลิตของภาคเกษตรของประเทศไทย ซึ่งจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทํางานแล้วก็ข้ามกลุ่ม ซึ่งขณะนี้เองก็มีการดําเนินการไประยะหนึ่งแล้ว

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสําคัญคือการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลในภาครัฐที่เรา เรียกว่า คอนเนคเทด กัฟเวอร์นเมนท์ (Connected government) ซึ่งอันนี้ก็เป็นโครงสร้าง พื้นฐานที่จําเป็นต่อการปฏิรูปในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปราบเรื่องของทุจริต คอร์รัปชัน (Corruption) เรื่องของพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข การแพทย์ การบริหารราชการแผ่นดินแล้วก็ท้องถิ่น เพื่อเป็นการรองรับการบริหารราชการแผ่นดิน ที่จะสนองตอบต่อสิทธิพลเมืองในมาตรา ๖๑ อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทางคณะกรรมาธิการชุด วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เข้าไปดูแล แล้วก็ได้ดําเนินการไประยะหนึ่งแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญ แล้วก็เป็นลําดับสําคัญต้น ๆ ของการที่จะเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ถ้าเรายังไม่มีระบบข้อมูลที่เข้มแข็งเพียงพอคงจะยากต่อการที่เราจะปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นด้านใด ก็แล้วแต่

ในเรื่องของการขับเคลื่อนก็ยังมองว่าทําอย่างไรที่จะสร้างความเป็นผู้นํา เอกภาพในเรื่องของการขับเคลื่อน ผมว่าสิ่งที่เราพูดถึงเรื่องของวาระปฏิรูปนั้นเป็นเรื่อง ของวาระแห่งชาติทั้งนั้น เพราะฉะนั้นมีความสําคัญอย่างยิ่ง การจัดสรรงบประมาณ ทําอย่างไรที่จะไม่ให้มีความขัดแย้งกัน ระหว่างฝ่ายบริหารกับทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพราะว่าลําดับความสําคัญต่างก็คงจะต้องมีการอ้างภาระหน้าที่ที่ได้มีการแถลงต่อสภาทั้งสิ้น ความพร้อมต้องขออนุญาตเอ่ยถึงคุณหมอสุวัฒน์ได้พูดถึงคานงัด ความพร้อมในเรื่องฐานทุน ระบบข้อมูลต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญ ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่จะขับเคลื่อน คุณหมอสุวัฒน์ได้พูดถึงคานงัดความพร้อมในเรื่องฐานทุนระบบข้อมูลต่าง ๆ อันนี้ก็เป็น เรื่องสําคัญ ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่จะขับเคลื่อน ทั้งแนวราบ แนวตั้ง สุดท้ายก็เป็นเรื่อง ของขั้นตอนและกระบวนการที่ ถ้าเราจําเป็นที่จะต้องไปพึ่งพาประชามติตลอดเวลานั้น การยอมรับเราสามารถสร้างการยอมรับได้ก่อน ก่อนที่เราจะไปเดินหน้าในเรื่องของ การขับเคลื่อนวาระเหล่านี้ เพราะว่าถ้าเราปล่อยให้กระบวนการในเรื่องของการขับเคลื่อนนั้นเยิ่นเย้อมากเกินไป วาระที่เป็นวาระแห่งชาติแล้วก็มีความสําคัญ ก็ไม่สามารถที่จะเดินหน้าไปได้ ท่านประธานครับ ผมมีผลการศึกษาที่ได้ศึกษาโดยดูรูปแบบการขับเคลื่อนของประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีวาระปฏิรูป เช่นเดียวกับประเทศไทยได้ดําเนินการมาก่อนเราเมื่อ ๕ ปีที่ผ่านมา เขามีเป้าหมายแล้วก็มี ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยต้องการยกระดับรายได้ของประเทศขึ้นชั้นการเป็นประเทศพัฒนาและ ลดความเหลื่อมล้ํา ทั้งนี้เขาได้มีการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนการขับเคลื่อน เขาแบ่งวาระการปฏิรูปออกเป็น ๓ กลุ่มด้วยกัน กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสังคม และการเมือง เขาได้พูดถึงเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ลดความเหลื่อมล้ํา อันนี้เป็นกลุ่มหนึ่ง แต่ว่าจะมีภารกิจมากกว่านี้ กลุ่มที่ ๒ เป็นกลุ่มเรื่องการปฏิรูปเพื่อก่อให้เกิดรายได้ อย่างเช่น เขาใช้พืชเศรษฐกิจ อย่างเช่น ปาล์มน้ํามันจะหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใดที่จะมาสร้างให้ พืชเศรษฐกิจอันนี้ขยายผลให้กับประเทศเขา เขาดูเรื่องของพลังงาน น้ํามัน แก๊ส ซึ่งเขามี ทรัพยากรมากมายแต่ตอนนี้เขาจําเป็นต้องพึ่งพานําเข้า เขากระตุ้นและส่งเสริมให้มี การลงทุนมากมาย เพราะฉะนั้นเราจะต้องไปยึดติดกับระบบสัมปทานหรือระบบอะไรก็แล้วแต่ คงไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นทําอย่างไรที่จะดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาลงทุนในประเทศเขามาก ๆ เพื่อที่จะได้มีการขุดพบ แล้วก็พัฒนาน้ํามันและแก๊สเพิ่มเข้ามา และอีกกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่ม ที่จะเพิ่มสมรรถนะการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องศักยภาพในเรื่องของคน หรือเราเรียกว่าฮิวแมน แคพพิตอล (Human capital) แล้วก็ในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะลดขั้นตอนการให้บริการอย่างไร เพราะว่าเขามองว่าประเทศเขานั้นต้องแข่งขัน เราจะเห็นว่า ประเทศมาเลเซียนั้นเขามองปฏิรูปนั้นได้ครอบคลุมทุกมิตินะครับ ทั้งสังคม ทั้งการเมือง ทั้งเศรษฐกิจ และผู้ที่เกี่ยวข้องนั้นมีภาคเอกชนด้วยในเรื่องของการปฏิรูปนั้น ภาคเอกชนนั้น ถือว่ามีส่วนสําคัญในการขับเคลื่อน สําหรับกลไกนั้นเขาตั้งองค์กรขับเคลื่อนซึ่งรายงาน ตรงต่อนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีทีม (Team) บริหารงานอย่างมืออาชีพ องค์กรขับเคลื่อนนี้มีหน้าที่ ผลักดัน สนับสนุน ติดตามผลงาน วัดผล กํากับการส่งมอบแล้วก็สัมฤทธิผล แล้วการทําตามแผน ประสานงานกับกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ รวมทั้งภาคเอกชนที่เป็นผู้รับผิดชอบ ในการขับเคลื่อนโดยตรง เขาจําเป็นที่จะต้องมีการรายงานผล แล้วก็ติดตามผลในเรื่องของ การขับเคลื่อนนั้นโดยเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพราะฉะนั้นประชาชนจะรับรู้ตลอดเวลา ต่อเรื่องของการพัฒนาการขับเคลื่อนต่าง ๆ ซึ่งโดยสรุปแล้วการปฏิรูปประเทศมาเลเชียนั้น มีการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ชาติ มีเป้าหมาย มีแผนการขับเคลื่อนที่ชัดเจน มีความเป็น เอกภาพและผู้นําสูง มีหน่วยงานขับเคลื่อนที่มีขีดความสามารถในการผลักดันและสนับสนุน ให้เกิดการขับเคลื่อนได้สัมฤทธิผลอย่างจริงจัง อันนี้ก็เป็นประสบการณ์แล้วจากผลที่เรา ได้เรียนรู้จากประเทศมาเลเซีย ผมมีข้อเสนอ ก็คือว่าอยากจะให้มีการพิจารณาทบทวน ในเรื่องของกลไกและโครงสร้างการขับเคลื่อนดังนี้ครับ

ข้อที่ ๑ เราควรที่จะกําหนดการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ชาติซึ่งหลาย ๆ ท่าน ก็ได้อภิปรายแล้ว แต่ผมคิดว่าเพื่อให้มีสภาพบังคับที่ชัดเจน น่าจะกําหนดอยู่ในแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ อันนี้เหตุผลก็คือแผนยุทธศาสตร์ชาตินี้ มันจะครอบคลุมไปถึงเรื่องของ การปฏิรูปต่าง ๆ ซึ่งมีความสําคัญในเรื่องของการที่จะรองรับในเรื่องของการขับเคลื่อน ประเทศไปสู่เป้าหมายในอนาคตต่าง ๆ แล้วก็จะต้องมีการทํางานบูรณาการร่วมกันระหว่าง คณะกรรมาธิการปฏิรูปในชุดต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าเรายังมีเวลาเพียงพอในเรื่องของการที่จะ ทําให้วาระการปฏิรูปนั้นมีความชัดเจน รวมทั้งกรอบแล้วก็ยุทธศาสตร์ชาติต่าง ๆ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือควรจัดตั้งให้มีหน่วยงานขับเคลื่อนที่เป็นมืออาชีพขึ้นตรง กับฝ่ายบริหาร แล้วก็ต้องรับผิดชอบต่อการขับเคลื่อนโดยตรง ผมคิดว่าเรื่องที่สําคัญก็คือว่า การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจําเป็นเพื่อจะทําให้ทุกคนมีความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของต่อใน เรื่องวาระต่าง ๆ ที่จะขับเคลื่อน แล้วที่สําคัญคือจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลรายงาน การทํางานต่อสาธารณะ อันนี้ประชาชนจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าผลงานต่าง ๆ ไม่ว่าใครก็ตาม ที่จะเข้ามารับผิดชอบในเรื่องของการขับเคลื่อนนั้นมีผลงานมากน้อยเพียงใดภายใต้การวัดผล อย่างมืออาชีพ

โดยสรุปครับ ผมมีความเห็นว่าเพื่อก่อให้เกิดความรับผิดชอบให้ชัดเจน แล้วก็มีเอกภาพ ผมเห็นว่าควรที่จะมอบให้ฝ่ายบริหารเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดําเนินการ ทั้งการขับเคลื่อน การจัดการ การบริหารเรื่องของกลไกและองค์กรขับเคลื่อนโดย ร่างรัฐธรรมนูญอาจจะกําหนดเป้าหมายเรื่องของกรอบเวลาและสาระสําคัญในแผนยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งกระบวนการและโครงสร้างองค์กรที่สําคัญที่จะมีผลต่อความสําเร็จในเรื่องของ การขับเคลื่อน ผมมีข้อเสนอและข้อสังเกตเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณมากนะครับ เชิญคุณบุญถิ่น มั่นเกษวิทย์ ครับ

นายบุญถิ่น มั่นเกษวิทย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม นายบุญถิ่น มั่นเกษวิทย์ สมาชิก สปช. จังหวัดอุทัยธานี ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมจะนําเรียนให้ทราบ วันนี้คือในเรื่องของการปฏิรูป โดยเฉพาะการปฏิรูปการปกครองตามมาตรา ๒๘๔ (๕) ที่ระบุ ให้มีการปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดิน โดยกําหนดให้มีองค์กรบริหารพัฒนาภาคทําหน้าที่ สนับสนุนการพัฒนาจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งตั้งอยู่ในภาคและกํากับดูแลหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ เรื่ององค์กรภาคมันเป็นงานที่ซ้ําซ้อน ปกติแล้วส่วนกลางไปตั้งอยู่ในภูมิภาคมันเยอะอยู่แล้ว โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ ๆ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดสงขลา มีหน่วยงานระดับภาคเข้าไปตั้งอยู่ในนั้นประมาณ ๑๖๐-๑๗๐ หน่วย ในขณะเดียวกันหน่วยงานภูมิภาคซึ่งขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัด มีประมาณ ๓๐ กว่าหน่วย การทํางานปัจจุบันนี้ก็ยากกันอยู่แล้ว ตัวผู้ว่าราชการจังหวัดเอง ก็ไม่ค่อยมีเอกภาพ เพราะว่าหน่วยงานของภาคเข้าไปอยู่จํานวนมาก หน่วยงานของภาคเอง เนื่องจากทางกระทรวง ทบวง กรม ก็ต้องการสั่งงานตรง ไม่ต้องขึ้นกับใคร หรือเราจะอ้างว่า การจัดการของแต่ละภาคเพื่อพัฒนาพื้นที่เฉพาะ ๆ เช่นพัฒนาพื้นที่ด้านเศรษฐกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง ความจริงไม่ต้องไปตั้งภาค หน่วยงาน ส่วนกลางก็สามารถจะสั่งไปยังจังหวัด หรือหน่วยงานส่วนกลางเข้าไปดําเนินการได้เลย ไม่ต้องไปจัดตั้งองค์กรภาคในระดับภูมิภาค การจัดตั้งองค์กรส่วนกลางในระดับภูมิภาคนั้น มีความสิ้นเปลือง ต้องใช้คน ใช้งบประมาณ ใช้บุคลากร เครื่องไม้เครื่องมือ งานซ้ําซ้อนและ ทํางานได้ไม่เต็มที่ เราจะเห็นว่าหน่วยงานหลาย ๆ หน่วยงานที่พยายามจะจัดตั้ง ท่านลองนึกภาพ ผลงานมันออกมาคุ้มค่ากับเม็ดเงินไหม เช่น สํานักงานพัฒนาชุมชนภาค ท่านลองคิดดูสิครับ สํานักงานบรรเทาสาธารณภัยเขตต่าง ๆ ความจริงมันมีเยอะหน่วยงานภาคที่ไปอยู่ตอนนี้ สํานักงานหม่อนไหมอย่างนี้ไปตั้งอยู่ในภาคกลาง ปกติเขาก็จะไม่เลี้ยงกันอยู่แล้ว นี่ไปอยู่ ภาคกลางอีก คือขอให้ได้ตั้งเท่านั้นเอง ขอขยายคน ขยายเงินเท่านั้นเองแต่ไม่คํานึงถึงผลงาน เท่าไร คือในสมัยก่อนภูมิภาคเขาอยู่กันอย่างฉันมิตร อยู่กันอย่างเป็นสุขช่วยกันทํางาน ในอําเภอ อําเภอหนึ่งถ้าสมัยก่อนเราจะได้ยินคําว่า สี่ทหารเสือ เมื่อประมาณสักเกือบ ๒๐ ปี ที่แล้ว ทหารเสือตัวแรกก็มีทางกระทรวงมหาดไทย ตัวที่สองมีทางกระทรวงสาธารณสุข ตัวที่สามมีทางกระทรวงศึกษาธิการ ตัวที่สี่มีทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราเรียกกันว่า สี่ทหารเสือ โดยเฉพาะระดับตําบลอยู่ในหมู่บ้านก็จะมีปลัดอําเภอประจําตําบลคนหนึ่ง ครูโรงเรียนประชาบาลคนหนึ่งแล้วก็หัวหน้าสถานีอนามัยตําบลคนหนึ่งแล้วก็เกษตรตําบล ๔ คนไปไหนก็จะช่วยกันแก้ปัญหาในตําบลหมู่บ้านช่วยกันไม่ได้มีการแบ่งแยกแบ่งอะไรกัน ช่วยกันทํางาน แต่ต่อมาหน่วยงานส่วนกลางพยายามที่จะยุบหน่วยงานภูมิภาคแล้วก็ไปตั้ง เป็นหน่วยงานส่วนกลางขึ้นมา ทําให้สี่ทหารเสือแตกโดยสิ้นเชิง เพราะว่าหน่วยงานศึกษาเอง ก็พยายามจะแยก เช่น สมมุติศึกษาเองสมัยก่อนถ้าเรานึกภาพออกจะมีศึกษาธิการอําเภอ มีสํานักงานการประถมศึกษาอําเภอก็ทํางานร่วมกันประสานกัน อยู่วันดีคืนดีเขาบอกว่า ไม่เอาแล้วจะตั้งเป็นหน่วยงานส่วนกลาง เอาอําเภอต่าง ๆ ยุบศึกษาธิการอําเภอ ยุบสํานักงานการประถมศึกษาอําเภอ เอามารวมเป็นเขตพื้นที่การศึกษา ข้าราชการ ศึกษาธิการอําเภอ หัวหน้าการประถมศึกษาอําเภอ ผู้ช่วยต่าง ๆ ไม่มีงานทํา ไปนั่งอยู่รวมกัน ๔๐-๕๐ คนในห้อง เพราะวัตถุประสงค์ของคนคิด ๆ ว่าจะให้คนกลุ่มนี้ไปลงสอนอยู่ ในโรงเรียน แต่ในข้อเท็จจริงแล้วคนพวกนี้เขาอยู่บนอําเภอ เขาทํางานบริหารมา ๒๐-๓๐ ปี ถึงแม้จะจบเอกคณิตศาสตร์ เอกวิทยาศาสตร์มาไม่เคยสอนมา ๓๐-๔๐ ปี สอนไม่ได้ ครูเขา เรียกคืนไปหมดแล้ว แต่ในความคิดนั้นยังอยู่ เมื่อเอามารวมกันเป็นเขตพื้นที่การศึกษา ก็มาอยู่จังหวัดมาอยู่ตามเขต ท่านทราบไหมครับว่าสํานักงานอาคารต่าง ๆ สํานักงานของเขต พื้นที่การประถมศึกษาบางทีสวย ๆ ดี ๆ สํานักงานศึกษาอําเภอสวย ๆ ดี ๆ ร้างหมดครับ ทิ้งหมด ผมเองผมเป็นนายอําเภออยากจะขอใช้ อยากจะไปขอให้พัฒนาชุมชนใช้ หวงก้างอีก ยังไม่ยอมให้อีก ก็กั๊กกันไว้อย่างนั้นจนกระทั่งมันพังเอง อันนี้สังเกตชี้ให้เห็นว่าการพยายาม ที่จะตั้งเขตพื้นที่หรือการที่หน่วยงานเข้าไปแทรกแซงมากเกินมันก็ทําให้เหินห่าง ท้ายที่สุด วงจรมันก็กลับมาเหมือนเดิม ดีว่าสายการศึกษาสมัยก่อนสามัญศึกษาจังหวัดกับ ประถมศึกษาเขาก็แยกกันอยู่แล้ว วันดีคืนดีจับมารวมกัน มันเสือ ๒ ตัวมันอยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่บังเอิญมันไม่ใช่เสือตัวเมียกับเสือตัวผู้ มันเสือตัวผู้ทั้งคู่มันก็ต้องจับแยกกันอยู่อีก ตอนนี้สามัญศึกษาก็แยกไปอีกแล้วเหมือนเดิม พัฒนาไปพัฒนามา ๒๐ ปีไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลง เหมือนกันนะครับ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญของเรายังคิดที่จะจัดตั้งหน่วยงานระดับภาคขึ้นมา ซึ่งหน่วยงานระดับภาคขึ้นมาก็ขอเรียนว่ามันซ้ําซ้อนกับภูมิภาค มันก้าวก่ายกับภูมิภาค มัน สิ้นเปลืองงบประมาณ สิ้นเปลืองคน สิ้นเปลืองบุคลากร ขณะเดียวกันการทํางานมันก็ล่าช้า แทนที่จะสั่งไปจังหวัดโดยตรง ไม่ใช่ สั่งไปเขตก่อน สั่งไปภาคก่อนและภาคสั่งมาจังหวัดต่อ ถึงแม้เราจะอ้างว่าตรงนี้เป็นเขตพัฒนาพิเศษต้องอาศัยภาค มันไม่จําเป็นครับ เพราะว่า หน่วยงานที่มันตั้งขึ้นมาแล้วมันตั้งง่ายแต่เวลายุบมันยุบยาก ผมจึงขอเสนอในส่วนที่เกี่ยวกับ การปฏิรูปมาตรา ๒๘๔ (๕) ผมขอให้ตัดออกทั้งวรรคเลย ยกออกทั้งวงเล็บเลย ไม่ต้องมี เพื่อให้การบริหารงานมันคล่องตัวขึ้น เพราะตอนนี้หน่วยงานภาคที่ไปอยู่ที่จังหวัดต่าง ๆ มัน เยอะอยู่แล้วนะครับ แต่การบริหารงานจังหวัดเองมันก็ไม่มีเอกภาพ

เรื่องที่ ๒ ที่ผมจะนําเสนอเรื่องของการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะตามมาตรา ๒๘๕ (๑) ได้บัญญัติว่าให้ตรากฎหมายและจัดตั้งกลไกที่จําเป็นสําหรับ การจัดตั้งองค์กรบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัดให้เสร็จสมบูรณ์ภายในหนึ่งปีนับแต่ วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ และดําเนินการจัดตั้งองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นดังกล่าวขึ้น ในพื้นที่ที่มีความพร้อมและเหมาะสมโดยเร็ว หมายความว่าอย่างไรครับ ถ้าตีตามนี้ภายใน ๑ ปีหลังจากรัฐธรรมนูญใช้ก็จะต้องมีกฎหมายลูก กฎหมายลูกออกมาเพื่อยกฐานะจังหวัด จังหวัดนั้นให้เป็นเขตปกครองท้องถิ่นเต็มพื้นที่ คือนักวิชาการหลายคนพยายามจะพูด พยายามจะเลี่ยงภาษา พยายามจะเลี่ยงบาลี พยายามใช้ว่ามันคือจังหวัดจัดการตนเอง ผมฟังแล้วก็ทะแม่ง ๆ มันจัดการอย่างไรจัดการตนเอง ไม่กล้าพูดตรง ๆ ตรง ๆ มันคือจังหวัด ปกครองตนเอง เขาต้องการอํานาจเอาไปปกครองตนเองแต่ไปเลี่ยงว่าจังหวัดจัดการตนเอง ฟังให้มันดูยาก เข้าใจยาก ต้องให้แปลไทยเป็นไทยอีกครั้งหนึ่ง ถ้าพูดภาษาตรง ๆ เลยคือ จังหวัดจัดการตนเอง คือจังหวัดปกครองตนเอง คือตั้งขึ้นมาแล้วหรือปล่อยแล้ว มอบอํานาจ ให้ไปแล้วมันเรียกคืนยาก อํานาจต่าง ๆ ของรัฐบาลกลางมอบให้ท้องถิ่นแล้วโอกาสจะเรียก คืนกลับมานี่ลําบาก ดังนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยที่จะให้มีจังหวัดปกครองตนเอง มันเหมือนกับการ ปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยเข้าไปแล้วเรียกกลับมายาก แล้วเสือมันเลี้ยงไม่เชื่อง มันไม่เหมือน แมว คือผมมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้นะครับที่ว่าทําไมผมถึงไม่เห็นด้วยกับเรื่องของการจัดตั้ง จังหวัดปกครองตนเอง อันนี้ผมพูดชัด ๆ เลย ผมจะไม่พูดว่าจังหวัดจัดการตนเองไม่พูดอ้อม ค้อมเลย ผมจะไม่พูดอ้อมค้อมเลย ผมจะพูดตรง ๆ เลยว่ามันคือจังหวัดปกครองตนเอง ๑. เนื่องจากประเทศไทยเราเป็นรัฐเดียวแบ่งแยกมิได้ การจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง ก็คล้ายหรือเหมือนกับว่าแบ่งแยกอํานาจรัฐจากรัฐบาลกลาง รัฐบาลกลางจะเข้าไปควบคุม ก็ยากลําบาก โดยเฉพาะถ้าเป็นจังหวัดปกครองตนเองแล้วฝ่ายบริหารของจังหวัดปกครอง ตนเองนั้นเป็นพรรคการเมืองคนละพรรคกับฝ่ายรัฐบาลอะไรจะเกิดขึ้น อํานาจรัฐบาลกลาง ไม่สามารถที่จะเข้าไปควบคุม ดูแล กํากับได้อย่างทั่วถึง ถ้าจังหวัดหลาย ๆ จังหวัดยกตัวอย่าง จังหวัดภาคเหนือสัก ๖ จังหวัด ๗ จังหวัด เขาเป็นจังหวัดปกครองตนเองแล้ว รวมกันแทคทีม (Tack team) แล้ว รัฐบาลกลางสั่งให้ทําอย่างนี้ ๆ เขาบอกเขาไม่เอา เขาแอนตี (Anti) แต่วิธีการแอนตีของเขานี่นะครับ เขาไม่ใช่ตอบมาตรง ๆ เขาไม่ใช่ ตอบว่าผมสั่งให้ คุณทําอย่างนี้ นโยบายเรื่องนี้ ผู้บริหารท้องถิ่นหรือนายกท้องถิ่น เขาบอกเขาจะพูด ว่าผมไม่เอา ผมไม่เห็นด้วย ผมต่อต้าน มันต้องอย่างโน้น อย่างนี้ ไม่ใช่ครับ ผู้บริหารท้องถิ่น เขาก็มีวาทศิลป์ของเขา เขาก็จะบอกว่าครับท่าน ครับผม ครับอย่างเดียว ถึงเวลาไม่ทํา ถึงเวลาตีลูกบื้อ พระเตมีย์ใบ้ เฉย สั่งให้ทํา ครับ ๆ เดี๋ยวทําครับ สั่งให้ทํา ครับ ๆ เดี๋ยวจัดการครับ เดี๋ยวไปหารถมาครับ รถเสียครับ ไปไม่ได้ครับ อยู่อย่างนั้นนะครับ ผมเองนี่เคยเจอประสบการณ์พวกนี้ ขอเล่านิดหนึ่งก็ได้ผมเป็นนายอําเภออยู่อําเภอหนึ่ง ในเขตภาคกลาง แล้วเทศบาลในพื้นที่เขาก็ไปเชียร์พรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่ง ตัว ส.ส. ในพื้นที่ก็อยู่อีกฝ่ายหนึ่ง ส.ส. พื้นที่ก็เชิญรัฐมนตรีไป ปกติงานประเพณีงานแข่งเรือ ผมเองเป็นนายอําเภอผมก็จะมอบให้ทางเทศบาลมีหน้าที่จัดหาเครื่องเสียง กับจัดสถานที่ จัดพิธีเปิดงาน งานแข่งเรือ ประเพณีแข่งเรือ แต่พอเขารู้ว่ารัฐมนตรีคนนี้จะมา ส.ส. คนนี้จะมา เขาไม่ทํา บอกนายกฯ ทําหน่อยสิ ครับ ครับ ครับเดี๋ยวทํา ไม่ทํา จนกระทั่งพรุ่งนี้จะเปิดอยู่ แล้วผมต้องเอากํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เอาคนอื่นไปทําเพื่อไปค้ําให้งานมันเดินได้ จะเห็นไหมครับ ว่าพอคนละพรรค คนละฝ่าย คนละพวกแล้วนี่นะครับ งานไม่เดินเลย นโยบายของรัฐไม่ออก อันนี้ผมพูดถึงว่านโยบายง่าย ๆ นะครับ แต่ถ้านโยบายหลัก ๆ สําคัญ ๆ จริง ๆ และพวกท้องถิ่น หรือพวกจังหวัดปกครองตนเอง เขาแทคทีมกันได้ เขารวมตัวกันได้นี้นะครับ เขาอาจจะ แบ่งแยกเป็นรัฐ เป็นเขตอะไรของเขาก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องป้องกันไว้ก่อน ตรงนี้นะครับ

ข้อ ๒ การเลือกตั้งของประเทศไทย เรายอมรับหรือยังว่ามันสุจริตหรือ มันบริสุทธิ์ ปัจจุบันนี้ยังมีการซื้อสิทธิขายเสียงกันอยู่ทั่วไปหรือมีใครหน้าไหนจะมาพูดว่า ของผมไม่มีการซื้อสิทธิ ไม่มีการขายเสียง ทุกคนรู้กันอยู่ว่าในประเทศไทย ทุก อบต. แม้กระทั่ง เลือกตั้งกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ใช้เงินกันทั้งนั้น บางทีก็ปากว่าตาขยิบ ไม่มีการใช้หรอกครับ ผมทําดี ต้องบอกว่าอมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ เรื่องนี้มันเรื่องจริงแต่เราไม่ยอมรับกันนะครับ พอลงทุนไปแล้ว มันก็จะไปถอนทุน ผู้บริหารท้องถิ่นก็ไปถอนทุน บางที่นี้เลือกตั้งใหม่ ๆ จังหวัดทางภาคอีสาน เรียกปลัดไปบอกเลย ปลัด ปลัด ปลัดนะ ผมหมดไป ๖๐ ล้านบาท กว่าจะได้นายกฯ อบจ. บอกเป็นนัย ๆ บอกต่อไปนี้เหมือนกับว่าผลประโยชน์ทุกอย่างจะเป็น ของผมนะ คุณอย่ามายุ่งกับผมนะ อะไรประมาณนี้นะครับ วงการปลัดมันก็มาพูดกันเรื่อย เพราะฉะนั้นว่าการซื้อสิทธิขายเสียง การทุจริตคอร์รัปชันมันยังมีอยู่ เมื่อเข้ามาแล้ว ก็มีการถอนทุนมันก็ลําบาก แล้วก็พอลงทุนไปหนัก ๆ พอไม่ได้ถอนทุนนี้ มันก็ใช้อํานาจเถื่อน ไข้โป้งมันก็เกิด เมื่อวานนี้ครับ ท่านไปดูข่าว อ่านหนังสือพิมพ์เมื่อวานเกือบทุกฉบับเลย โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ลง จับนายกฯ อบต. ที่จังหวัดนนทบุรี ยิงปลัด บังเอิญปลัดไม่ตาย ถึงจับได้ถึงพอรู้ เรื่องซื้อรถดูดโคลน มันมีอยู่เกือบทุกที่ มีบางคนพวกเราเองพยายามพูดว่า ท้องถิ่นนี้ ปัญหามันน้อยมีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ มี ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง มีทุจริต ๒ เปอร์เซ็นต์ อันนั้นมันอยู่ใต้พรม ที่ไม่มีเรื่องนี้มันคุมกันได้ ที่มันคุมกันได้เพราะว่าตัวปลัดมันไม่กล้า มันกลัวตาย เพราะฉะนั้นปัญหาตรงนี้มันยังเยอะอยู่ ตราบใดที่เราปล่อยเสือเข้าป่า ตราบใดที่ปล่อยให้จังหวัดจัดการตนเองแล้วนี้นะครับ ลอยละลิ่วเลยนะครับ เรียกคืนยาก รัฐบาลกลางนี้เอาไม่อยู่หรอกครับ

ข้อ ๓ เราก็รู้อยู่แล้วนะครับ ในแต่ละจังหวัดมันมีผู้มีบารมี มีอํานาจเงิน อํานาจคนมันอยู่ในนั้น เลือกตั้งทุกครั้งรู้อยู่เลยว่าใครได้ เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี เราก็รู้ว่า ใครจะต้องได้ จังหวัดชลบุรีเราก็รู้ว่าใครได้ จังหวัดเชียงใหม่ก็รู้ได้ จังหวัดนครปฐมใกล้ ๆ เราก็รู้ หรือแม้กระทั่งจังหวัดปทุมธานีติดจังหวัดเราเราก็รู้ ถ้าเราปล่อยให้มันไปสิครับ ปล่อยให้เป็นจังหวัดจัดการปกครองตนเองสิครับ คนเหล่านี้จะเรียกว่าอะไร เขาก็จะสถาปนา เป็นเจ้าเมือง เจ้าเมืองน้อย มันจะเป็นอย่างนั้นทันทีเลยครับ พอตัวเองแล้วบอกว่าถ้าอย่างนั้น กําหนดให้ ๒ วาระ ไม่ให้เป็น ๒ วาระ อีกวาระหนึ่งเขาก็เอาลูกเขามาเป็น อีกวาระหนึ่งเขาก็เอา เมียมาเป็น อีกวาระหนึ่งเขาก็วกกลับมาเป็นอีก มันเป็นวงจรอยู่อย่างนี้นะครับ เป็นเรื่องที่เรา ก็ต้องยอมรับความจริงและเราปฏิเสธไม่ได้นะครับ

ข้อ ๔ การเปิดโอกาสให้จัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองนั้นเป็นการทําลายภูมิภาค ซึ่งข้าราชการไปดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนนั้นเป็นการไปกระทําต่างพระเนตรพระกรรณ ในสมัยก่อนพระมหากษัตริย์กว่าจะรวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ เป็นปึกแผ่นได้นี่นะครับต้องใช้ ความมุมานะบากบั่น ใช้ความสามารถเป็นอย่างมากกว่าจะตีเมืองเล็กเมืองน้อยมาเป็น ปึกแผ่นปัจจุบันนี้ เมื่อสัก ๑๐๐ กว่าปี ๑๕๐ ปี ๒๐๐ ปี สมัยกรุงศรีอยุธยาแตกใหม่ ๆ ปี ๒๓๑๐ กว่าพระเจ้าตากสินจะเอาหัวเมือง ๖ เมืองใหญ่ ๆ มารวมเป็นเมืองเดียว กว่ารัชกาลที่ ๑ จะไปตีเมืองเชียงใหม่ได้ ท่านคิดว่ามันง่ายไหมครับ มันไม่ง่ายนะ อยู่ดี ๆ เราจะปล่อยให้เขาหลุดไป อยู่ดี ๆ บอกว่าเชียงใหม่เป็นจังหวัดปกครองตนเอง มีความเจริญแล้ว มันก็เจริญเฉพาะอําเภอรอบใน ๗-๘ อําเภอนะครับ อําเภอรอบนอก อมก๋อย ดอยเต่า มันยังป่าทั้งนั้นละครับ มันยังไม่พร้อม บางคนก็พยายามจะพูดว่านี่ละคือจังหวัดจัดการตนเอง ไม่ใช่หรอกครับ มันจังหวัดปกครองตนเอง ต้องการเป็นอิสระ คือพูดง่าย ๆ ว่าจะทําอะไรก็ได้ รัฐบาลกลางต้องคุมได้ รัฐบาลกลางต้องกํากับดูแลได้

อีกเรื่องหนึ่ง ข้อที่ ๕ เวลาจะหมดแล้ว ผมเสนอมาตั้งแต่วันแรก ให้ผมพูด วันที่ ๗ ต้องชดเชยเวลาให้ผมนะครับ ข้อที่ ๕ เมื่อจังหวัดปกครองตนเองแล้วนี่นะครับ ก็มีคําถามต่อไปว่าแล้วเราจะเอาภูมิภาคไปไว้ตรงไหน จะเอากํานัน ผู้ใหญ่บ้านไปไว้ตรงไหน เพราะในข้อเท็จจริงแล้วระบบกํานัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่กับเรามา ๑๐๐ กว่าปี รัชกาลที่ ๕ ท่านทรงตั้งขึ้น ตั้งที่บางปะอิน ตั้งขึ้นมาแล้วเขาก็เป็นหูเป็นตาไปทํางานแทนเรา ช่วยเหลือ เราทุกอย่าง สารทุกข์สุขดิบช่วยเราหมด พอเป็นจังหวัดจัดการตนเองหรือจังหวัดปกครองตนเอง ไม่รู้ จะเอาไปไว้ตรงไหนแล้วทีนี้ ดีไม่ดีจะต้องยุบด้วยครับกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็ขอฝากไว้ว่า กํานัน ผู้ใหญ่บ้านต้องอยู่ คือจะยุบได้เฉพาะในเขตเทศบาลเมือง เทศบาลนคร ในกรุงเทพมหานคร เขตเจริญแล้วไม่เป็นไร แต่เขตบ้านนอก เขตชนบทยังจําเป็น คนรับราชการใหม่ ๆ พอไปหา ไปไหนไม่ถูกขี่รถไปหาผู้ใหญ่บ้านก่อน ผู้ใหญ่บ้านพาไปโน่น พาไปนี่ ผู้ใหญ่บ้านไม่ว่างก็ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านไม่ว่างก็แม้กระทั่งลูกผู้ใหญ่บ้าน ก็พาไปได้ เพราะฉะนั้นตําแหน่งกํานัน ผู้ใหญ่บ้านต้องอยู่ ท่านเองคิดจะจัดตั้ง จังหวัดปกครองตนเอง ท่านยังไม่เคยคิดเลยว่าจะเอากํานัน ผู้ใหญ่บ้านไปไว้ตรงไหน ผมขอนะครับ มาตรา ๒๘๕ (๑) ยกเลิก ตัดออกไปเลย ส่วนท่านกระจายอํานาจอย่างไร กระจายไป กระจายเม็ดเงินขาขึ้นขาลง กระจายเม็ดเงินอุดหนุนเฉพาะกิจอะไรที่เก็บได้ ก็ว่าของท่านไป แต่อํานาจรัฐ อํานาจรัฐบาลกลางต้องควบคุมได้ ขอขอบคุณทุกท่านครับ สวัสดีครับ

ก็ขอยุทธศาสตร์ที่ ๒ การเมืองต้องใสสะอาดและสมดุล ดิฉันขอรวมความหมาย ของคําว่า การเมือง ให้เป็นนักการเมือง ข้าราชการประจํา ข้าราชการท้องถิ่น และกลไก ในการปฏิรูปบริหารประเทศทุกระดับให้เป็นการเมืองนะคะ การเมืองมีความสําคัญมากที่สุด เพราะเป็นการจัดการให้ประชาชนทั้งประเทศมีความสุขและประเทศมีความเจริญก้าวหน้า ต้องเป็นระบบที่มีวัฒนธรรม มีประสิทธิภาพ เราต้องการผู้นําประเทศและผู้บริหารประเทศ ทุกระดับที่มีคุณภาพ มีอุดมการณ์เข้มแข็งและน่าศรัทธา วัตถุสําคัญของการตั้งพรรคการเมือง หรือคนที่เข้ามาอยู่ในการเมืองจําเป็นจะต้องสังกัดพรรคการเมือง จะเป็นพรรคใหญ่ก็ได้ พรรคเล็กก็ได้ แต่ไม่ใช่กลุ่มการเมือง การเมืองใสสะอาดจะต้องให้พลเมืองที่ดีเท่านั้น มาบริหารประเทศ มีการตรวจสอบอย่างชัดเจนก่อนที่จะได้รับโอกาส ไม่ทราบว่า คณะกรรมการปฏิรูปการต่อต้านทุจริตและคอร์รัปชันไม่ได้ปรากฏขึ้นมาในการปฏิรูปครั้งนี้ ไม่ทราบหายไปไหน เพื่อการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ดิฉันคิดว่ารัฐบาลส่วนกลาง ต้องกระจายอํานาจให้ท้องถิ่น รัฐบาลควรจะปฏิบัติเป็นผู้ทํานโยบายและกํากับการปฏิบัติ เท่านั้น เป็นเรกกูเลเตอร์ (Regulator) แล้วก็เป็นโพลิซี เมกเกอร์ (Policy maker) ไม่ควรที่จะเป็น ผู้ดําเนินการ รัฐต้องเล็กลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รัฐบาลต้องส่งเสริมสนับสนุน การดําเนินการให้ภาคเอกชนและพลเมืองช่วยกันทําเพื่อจะให้พลเมืองมีอาชีพมากขึ้น มีรายได้มากขึ้นเพื่อจะเป็นพลังของประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การหนุนสังคมให้เป็นธรรม ก็คือเป้าหมายของทางเศรษฐกิจ ในปี ๒๕๗๕ อีก ๑๗ ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและพลเมือง ของประเทศไทยจะต้องมีรายได้เท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้วทุกประเทศ ท่านประธานที่เคารพ เศรษฐกิจที่ดีคือการทําให้พลเมืองทุกคนมีรายได้ดี เป็นชนชั้นกลาง มีสุขภาพดี มีการศึกษาดี สามารถประกอบอาชีพอย่างมีศักดิ์ศรีและมีเพียงพอสําหรับการดํารงชีวิตอย่างมีคุณภาพ

ในมาตรา ๒๙๓ มียุทธศาสตร์ในการพัฒนาการเกษตรเพื่อพัฒนาให้เกษตรกร มีฐานะดีขึ้น เป็นเกษตรกรสร้างสรรค์แบบญี่ปุ่นก็ได้นะคะ หรือเป็นสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ (Smart farmer) แบบสหรัฐอเมริกา รัฐบาลจะต้องทําให้ระบบสหกรณ์การเกษตรเป็นธุรกิจที่ใหญ่ โดยการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักร ทุนและการตลาดมาจัดการเพื่อจะให้สามารถทําให้ เกษตรกรมีฐานะดีขึ้น

มาตรา ๒๙๑ การปฏิรูปวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงเป็นวาระที่สําคัญ และเร่งด่วนของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะประเทศไทยจะปฏิรูปเพื่อจะเป็นศูนย์การเกษตร และเป็นครัวของโลก การแปรรูปการเกษตรสู่อุตสาหกรรมและพลังงานเป็นโอกาสทอง ของประเทศไทย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะต้องมาร่วมกับสังคมผู้ประกอบการ จึงเป็นการท้าทายอย่างยิ่งในการปฏิรูปมาตรา ๒๙๑ ให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับสังคม ผู้ประกอบการ นําผลวิจัยมาใช้เพื่อเป็นประโยชน์ให้ได้ ค่าของงานวิจัยอยู่ที่นวัตกรรมและ การสร้างสรรค์ให้กับประเทศไทย ในประเทศที่เจริญแล้วรัฐบาลจะส่งเสริมผู้ประกอบการ และเอกชนให้ทํางานเป็นผู้ขับเคลื่อนประเทศ รัฐบาลจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการด้วยกองทุน เวนเจอร์ แคพพิตอล (Venture capital) ที่จะร่วมทุนจนกว่าผู้ประกอบการจะประสบความสําเร็จ ปัจจุบันประเทศหลาย ๆ รัฐบาล เช่นประเทศแคนาดาและประเทศมาเลเซียได้ตั้งกองทุน แองเจิล แคพพิตอล (Angel capital) ขึ้น เพื่อคัดสรรผู้ประดิษฐ์หรือผู้ค้นคว้าให้สามารถคิด และนําวิจัยไปสู่การตลาด จึงขอให้มาตรา ๒๙๒ (๔) ที่เขียนว่าจัดสรรงบประมาณพิเศษ เพิ่มเติมอย่างเหมาะสม ขอเพิ่มคําว่าให้นักประดิษฐ์และผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาธุรกิจในระยะเริ่มต้น ปลายปี ๒๕๕๘ ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN) จึงจําเป็นที่จะต้องพัฒนา ผู้ประกอบการให้เข้มแข็ง เพราะตลาด ๖๕ ล้านคนของประเทศไทยจะขยายเป็น ๖๐๐ ล้านคน โอกาสที่ผู้ประกอบการจะมีมากขึ้น ขณะเดียวกันการแข่งขันก็เพิ่มขึ้นด้วย ประเทศไทย มีต้นทุนแรงงานที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านและพลเมืองในวัยทํางานของเราก็ไม่เพียงพอ สําหรับการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ จึงจําเป็นที่จะต้องเปลี่ยนประเทศไทยเป็นแบบศูนย์ การประสานงานการค้า เป็นเทรดดิง เนชัน (Trading nation) เพื่อเชื่อมโยงการทําธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ําและปลายน้ําในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านอย่างสามัคคีเป็น ทีมเวิร์ก (Teamwork) เดียวกัน ต้องตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ชายแดนให้เป็นสนามการค้า ที่สามารถสร้างเศรษฐกิจที่ดีให้กับประเทศไทยและร่วมกันสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงให้กับอาเซียน ในมาตรา ๒๙๓ จึงขอให้เพิ่ม (๑๐) ให้รัฐบาลสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นเทรดดิง เนชัน เปิดโอกาสให้ทุกประเทศสามารถตั้งสํานักงานการค้าในประเทศไทย ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้ความสะดวกในการทําธุรกิจ ให้โอกาสต่างชาติลงทุนซื้อที่ดิน หรือเช่าที่ดินระยะยาว ในจํานวนจํากัด เพื่อให้เป็นการลงทุนที่มั่นคงและยั่งยืน แล้วก็ลดการทํานอมินี (Nominee) ของคนต่างชาติ

มาตรา ๒๙๓ (๗) เป็นมาตราที่สําคัญมากนะคะ เพราะสามารถเปลี่ยน ประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มั่งคั่งได้ เพราะการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ (Logistics) ของประเทศจะสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางคมนาคมของเอเชีย เรามีระบบรางจากภาคเหนือมาสู่ภาคใต้ ระบบถนนจากตะวันออกสู่ตะวันตก การทําธุรกิจ ของเอเชียจะต้องผ่านประเทศไทย จึงต้องมีการเตรียมพลเมืองและระบบโลจิสติกส์ให้ทันต่อ ความเจริญอย่างมีประสิทธิภาพ โชคดีของประเทศไทยที่มีเขตภูมิประเทศเป็นศูนย์กลางของ เอเชีย และสามารถพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางคมนาคมของโลกด้วยการเชื่อม มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ด้วยการสร้างคลองไทยที่แหลมทองของเรา ทําให้การเดินเรือทะเลของประเทศไทยเป็นยุทธศาสตร์สําคัญของประเทศและ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ก็จะได้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษนานาชาติ ท่านประธานที่เคารพคะ เมื่อเศรษฐกิจดี พลเมืองมีรายได้ดี สามารถเสียภาษีเงินได้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เหลื่อมล้ํา ประเทศก็สามารถให้สวัสดิการพื้นฐานที่ดีขึ้น มีคุณภาพแก่พลเมืองทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิด จนเป็นผู้สูงวัยค่ะ พลเมืองประเทศไทยจะมีสุขภาพดี มีปัญญา มีวัฒนธรรม มีความรู้ ทางวิชาการและมีความสามารถในการประกอบอาชีพอย่างมีศักดิ์ศรีนะคะ และมีรายได้ เพียงพอในการดํารงชีวิตและเสียภาษีเงินได้ เพราะฉะนั้นเรากําลังจะสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ สร้างการเมืองให้ใสสะอาด หนุนเศรษฐกิจให้เป็นธรรม และประเทศจะสู่สันติสุขค่ะ และขอให้สิ่งนี้เกิดขึ้นก่อนปี ๒๕๗๕ เพื่อให้ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เท่าเทียมกับประเทศอื่น ๆ ในโลก ขอขอบคุณค่ะ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านศานิตย์ นาคสุขศรี ค่ะ

นายศานิตย์ นาคสุขศรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิกทุกท่าน ผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดสระแก้ว ขออภิปรายเสนอแนะและให้ความเห็น ร่างรัฐธรรมนูญในหมวดนี้รวม ๒ เรื่อง ประกอบไปด้วยมาตรา ๒๘๔ (๒) (๕) เกี่ยวกับ การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินและมาตรา ๒๘๕ (๑) การปฏิรูปด้านการบริหารท้องถิ่น

เรื่องแรกเกี่ยวกับมาตรา ๒๘๔ ที่ได้บัญญัติให้มีการปฏิรูปด้านบริหารราชการแผ่นดิน รวม ๖ วงเล็บ สําหรับ (๑) (๓) (๔) และ (๖) ผมอ่านแล้วไม่ติดใจ แต่มาติดใจและสงสัย ถึงความจําเป็นและความเหมาะสมในการกําหนดให้มีตาม (๒) และ (๕) ที่กําหนดไว้ว่า

(๒) กําหนดขอบเขตภารกิจอํานาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐในการ บริหารราชการแผ่นดินในลักษณะของกลุ่มภารกิจ การบริหารราชการภาคและพื้นที่อื่นให้ชัดเจน และสัมพันธ์แบบบูรณาการ โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมและประโยชน์สูงสุดของประชาชน เป็นหลัก และ

(๕) ให้มีองค์กรบริหารการพัฒนาภาคทําหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นอยู่ในภาคและกํากับดูแลหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ จัดทําแผนและบริหารงบประมาณ แบบพื้นที่ และมีอีกหลาย ๆ ประการใน (๕) นี้ครับ

เมื่ออ่านทั้ง ๒ วงเล็บนี้ก็เข้าใจได้ว่าให้มีการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินใหม่ และจัดตั้งภาคขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรใหญ่กว่าจังหวัด ตั้งในภูมิภาค ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหา มากมายตามมา ทั้งด้านการบริหาร ด้านองค์การ ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ และแรงกระเพื่อม ของความขัดแย้ง ซึ่งผมเห็นว่ามันไม่คุ้มค่ากับการเสนอให้มีการจัดตั้งขึ้นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสวนทางกับการกระจายอํานาจแก่ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น และการสร้างความเข้มแข็ง ให้ภูมิภาคระดับจังหวัด จากประสบการณ์ที่ผมทํางานทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่นมาเป็นเวลา ๓๐ กว่าปี ผมจึงมีคําถามและข้อสงสัยหลายประการ กล่าวคือ

ประการแรกเกี่ยวกับที่มาของข้อเสนอการจัดตั้งภาค ซึ่งไม่มีความชัดเจน เนื่องจากคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงไม่ได้เป็นผู้เสนอ และสรุปผลการทํางานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนอํานาจให้คนในชาติ ซึ่งจัดตั้งโดย คสช. ก็มิได้ มีการนําเสนอเรื่องนี้ไว้

ประการที่ ๒ เรื่องเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรบริหารภาค ได้นํามาพิจารณา ในการประชุมร่วมกันระหว่างกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินของ สปช. และ สนช. เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ที่ประชุมมีข้อสรุปว่าไม่เห็นด้วยกับการตั้ง องค์กรบริหารระดับภาค พร้อมกับยืนยันการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่มีอยู่ คือบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น

ประการที่ ๓ ความสับสนในการจัดระเบียบตาม (๒) ให้ใช้ชื่อว่า การบริหารราชการภาค ส่วน (๕) กําหนดให้มีองค์กรบริหารการพัฒนาภาค ทําให้เกิดความสับสน เพราะคําว่า ภาค จะหมายถึงนัยอย่างไร ประกอบด้วยกี่ภาค แต่ละภาคประกอบด้วยกี่จังหวัด และที่สําคัญเมื่อมองทางด้านการปกครองประเทศแล้วน่าจะขัดแย้งกันจนคนทุกคนในพื้นที่ ยอมรับได้หรือไม่ เพราะว่าจะเป็นการทําลายความเป็นปึกแผ่นและอัตลักษณ์ ของแต่ละจังหวัดโดยปริยาย

ประการที่ ๔ เมื่อพิจารณาถึงวัตถุประสงค์และอํานาจหน้าที่แล้วเท่ากับ เป็นการสร้างระบบบริหารที่ซับซ้อนกว่าเดิม ประชาชนเข้าใจเข้าถึงได้ยาก สวนทางกับการ ลดขนาดขององค์กรส่วนกลาง ซึ่งกระจายลงสู่พื้นที่อย่างชัดเจน เช่น การที่อ้างว่าแล้วให้ ประชาชนมีส่วนร่วมและมีประโยชน์สุขเพิ่มขึ้น หรือการบริหารงานไม่ซ้ําซ้อนกับจังหวัด และท้องถิ่นเป็นต้น ผมไม่เข้าใจว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมและมีประโยชน์เพิ่มขึ้นได้อย่างไร และยังเห็นว่าระดับจังหวัดและท้องถิ่นมีความใกล้ชิดและเข้าถึงประชาชนได้ง่ายกว่า

ประการที่ ๕ เหตุผลที่เสนอมานั้นสามารถแก้ไขและปฏิรูปได้ โดยการบริหารงาน จัดการและกระบวนการพัฒนาและการจัดการกลุ่มจังหวัดที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในการขับเคลื่อนประเทศไม่ว่าเรื่องใด ผมว่าส่วนภูมิภาคที่สําคัญเป้าหมายสําคัญในการ บริหารราชการแผ่นดินครั้งนี้ คือการลดขนาดของส่วนกลางให้เล็กลง การลดการจัดตั้งหน่วยงาน ที่ไม่จําเป็น การเสริมสร้างส่วนภูมิภาคคือจังหวัดให้เข้มแข็งมากขึ้นและกระจายอํานาจ การบริหารในขั้นพื้นฐานแก่ท้องถิ่นและชุมชนเป็นสําคัญ ไม่ใช่ส่วนกลางมากําหนดขั้นตอนคุม ทั้งการบริหารเพิ่มมากขึ้น การเข้าแทรกแซง การจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดและท้องถิ่น รวมตลอดถึงการครอบงําการตั้งงบประมาณมากกว่าเดิมจากกระบวนการที่ให้มีองค์กรระดับภาค และการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินใหม่ จึงไม่มีที่มาที่ไปเหมือนประเด็นการปฏิรูปอื่น ๆ ประกอบกับการกําหนดให้รัฐธรรมนูญค่อนข้างสับสน ไม่ชัดเจนว่าได้ปรับปรุงให้ การบริหารราชการแผ่นดินที่มีอยู่เดิมสอดคล้องกับการกระจายอํานาจเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ของท้องถิ่น และสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนอย่างไร แต่น่าจะกระทบต่อรูปแบบเดิม ที่มั่นคงอยู่แล้ว ไม่ว่าจังหวัด อําเภอ ตําบล หมู่บ้าน ท้องถิ่นและชุมชน การเขียนรัฐธรรมนูญ จึงตรงไปตรงมาให้ประชาชนเข้าใจง่าย ๆ จะดีกว่า

สําหรับเรื่องที่ ๒ ในมาตรา ๒๘๕ (๑) สําหรับการปฏิรูปการบริหารราชการท้องถิ่น มีที่มาจากมาตรา ๖๑ ของสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และจากมาตรา ๘๓ แนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งกําหนดว่ามาตรา ๘๓ รัฐต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ท้องถิ่น ดังต่อไปนี้

(๑) การมีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบายแผนและงบประมาณในการพัฒนา ท้องถิ่นร่วมกับส่วนราชการและองค์กรบริหารท้องถิ่น จากแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ดังกล่าวทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนํามาเป็นที่มาของการยกร่างมาตรา ๒๘๕ ที่ให้มี การตรากฎหมายและจัดตั้งองค์กรบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่ในจังหวัด เลยมีข้อสงสัยว่า จะมีความถูกต้องหรือเป็นเหตุเป็นผลแท้จริงหรือไม่

ประการแรก คําว่า ชุมชนท้องถิ่น มีความหมายเดียวกันกับองค์กรบริหารท้องถิ่น หรือไม่ สําหรับผมคิดว่าไม่เป็นเหตุเป็นผลต่อกัน และไม่ใช่สิ่งเดียวกันที่จะนํามาอ้างได้

ประการที่ ๒ องค์กรบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัด หมายความถึงการร่าง การจัดให้มีจังหวัดจัดการตนเองตามที่ท่านกรรมาธิการ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนายแพทย์ชูชัย กล่าวเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน หรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันท้องถิ่นก็มีการบริหารเต็มพื้นที่จังหวัด อยู่แล้ว ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดและข้อเสนอการปฏิรูปตามมาตรา ๒๘๕ (๑) ไม่เป็นไปตามมาตรา ๘๒ (๓) ที่ระบุแต่เพียงว่าเป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ไม่ใช่จังหวัด ผมไม่ติดใจ ว่าจะจัดตั้งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นจะมีขนาดใหญ่แค่ไหน แต่ถ้าหากไม่นําจังหวัด ซึ่งเป็นเขตพื้นที่การปกครองประเทศมาใช้ก็จะไม่ทําให้เข้าใจสับสนอาจจะกระทบต่อมาตรา ๑ ซึ่งเราคงทราบกันอยู่แล้วว่าหมายความว่าอย่างไร ในเรื่องการปกครองท้องถิ่นผมขอยกย่อง และขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ดวงตาเห็นธรรม ที่ได้มีการปรับเปลี่ยน ชื่อองค์กรปกครองท้องถิ่นมาเป็นองค์กรบริหารท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานระหว่าง ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคกับส่วนท้องถิ่นได้มาก สุดท้ายนี้ผมย้ําว่าผมไม่เห็นด้วยกับการจัด บริหารราชการแผ่นดินใหม่เป็นภาค เมื่อแนวคิดยังไม่ตกผลึกว่าควรมีองค์กรบริหารภาค ก็ควรถอนออกไปดีกว่ามัดมือชกโดยกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และควรปรับข้อความเกี่ยวกับ มาตรา ๒๘๕ (๑) เสียใหม่ดังกล่าว จึงขอฝากทั้ง ๒ เรื่องกับท่านประธานเสนอผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อโปรดพิจารณาด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านทิวา การกระสัง ค่ะ

นายทิวา การกระสัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่รักและที่มีเกียรติทุกท่านนะครับ กระผม ทิวา การกระสัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๙๒ จากจังหวัดบุรีรัมย์ อยากกราบเรียนว่า สิ่งที่ผมจะอภิปรายหรือกล่าวต่อไปนี้ เป็นการอภิปรายในหลักของข้อกฎหมายส่วนมาก ผมจะใช้ข้อเท็จจริงให้น้อยที่สุดนะครับ หลักกฎหมายที่ผมจะอภิปรายในภาค ๔ นี้ก็คือ หลักแห่งความเป็นธรรม ความยุติธรรม ความเสมอภาคกันทางกฎหมาย เนื่องจาก ร่างรัฐธรรมนูญนี้ในหมวดของการปฏิรูปนี้บอกว่า การปฏิรูปนั้นจะต้องเขียนตรากฎหมาย เพื่อให้การปฏิรูปประสบความสําเร็จอยู่ด้วย การตรากฎหมายนั้นมีอยู่หลายมาตราด้วยกัน รัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างมานี้เป็นกฎหมาย เป็นกฎหมายแม่ เป็นกฎหมายหลัก ผมขอกราบเรียน ต่อประธานว่าการตรากฎหมายทุกอย่าง กฎหมายนั้นต้องใช้บังคับกับทุกคน ความเสมอภาค ทางกฎหมายต้องเกิดขึ้นการปฏิรูปจึงประสบความสําเร็จ รัฐธรรมนูญนี้เราภูมิใจและเรียกกัน เหลือเกินว่ารัฐธรรมนูญแห่งการปฏิรูป คําว่า ปฏิรูปก็คือทําสิ่งเดิมที่มีอยู่แล้วให้มันดีขึ้น รัฐธรรมนูญนี้จะต้องนําไปเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เอาแค่ ๒ ฉบับก็พอครับ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ และจะมาดูว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีกว่าฉบับเดิมหรือไม่ เป็นรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่ผมจะอภิปราย ผมขอชี้แจงที่มีสมาชิกสภานี้บางท่านบอกว่า การที่กําหนดให้มาตรา ๑๒๑ ที่มาของวุฒิสมาชิกใน (๕) มาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดนั้น เป็นการต่อรองกันระหว่างคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่มาจากจังหวัด และต้องการให้สมาชิกสภาปฏิรูปที่มาจากจังหวัดนั้นสามารถมีสิทธิสมัคร รับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้ ขอกราบเรียนต่อประธาน และสมาชิกในสภานี้ และประชาชน ทางบ้านว่า สิ่งที่กล่าวนั้นเป็นเท็จ เนื่องจากสมาชิกสภาต่างจังหวัดที่ไปพูดกับประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคืออาจารย์บวรศักดิ์นะครับ จริง ๆ ท่านเป็นอาจารย์ ที่สอนผมในกฎหมายปกครอง ท่านไปพูดในห้องสีชมพูกับสมาชิกสภาจังหวัดเนื่องจาก ท่านต้องการให้สมาชิกที่มาจากจังหวัดซึ่งเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยการมีส่วนร่วม และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปให้ประชาชนทราบ ท่านบอกว่าท่านถูกแรงกระแทกจากข้างนอกและข้างใน ท่านต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนยอมรับ ผมเป็นคนเรียนท่านเองว่าถ้าท่านต้องการให้ประชาชนยอมรับรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ที่มาของ ส.ว. ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเนื่องจากว่าผมเองนั้นเป็นกรรมาธิการ มีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนของสภานี้ นอกจากนั้นยังเป็นประธาน กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนของจังหวัดบุรีรัมย์ ผมบอกว่าถ้าท่านต้องการ มวลชนกลับมาบ้าง ท่านต้องให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน เนื่องจากประธาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญท่านบอกว่าที่ท่านเขียนหรือคําที่มา ส.ว. ตามมาตรา ๒๑๒ (๑) ถึง (๔) นั้น เนื่องจากประเทศนี้ผู้มีอํานาจมันเยอะ คนที่มีอํานาจพอพ้นอํานาจไปแล้ว อยากจะเล่น หรืออยากจะใช้อํานาจของตัวเองแต่ไม่มีเวทีเล่น ท่านพูดในสภานี้ท่านก็เลย ออกแบบมาว่าให้บุคคลที่ท่านกําหนดไว้ใน (๑) ถึง (๔) นั้นมีที่เล่น ถ้าหากไม่มีที่ให้เล่น เขาก็จะเล่นบนถนน ประเทศนี้ก็วุ่นวาย เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่บอกว่าต้องการให้สังคมสงบสุขก็จะไม่เกิดขึ้น รถไฟสายปฏิรูปท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ผมยังเสียใจนะท่านไม่มานั่งฟังผมนะครับ ท่านบอกว่า รถไฟสายปฏิรูปสําคัญที่สุดคือหัวรถจักร หัวรถจักรในที่นี้ก็คือกระบวนการทางการเมือง เมื่อทุกคนมีเวทีเล่นไม่ไปเล่นบนถนนสังคมก็สงบสุข ผมบอกว่าโอเค (OK) เรื่องแบบนี้ยอมกันได้ เลยเป็นที่มาของ ส.ว. เลือกตั้งจากจังหวัดละ ๑ คน ขอเรียนให้สภานี้ทราบนะครับ ผมไม่เคย ไปต่อรองกับประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเลยว่าต้องการให้เพื่อนสมาชิกที่มาจาก ต่างจังหวัดนั้นสามารถสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้ อีกอย่างตัวผมเองก็ไม่เคยคิดว่าจะสมัคร การสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นสิทธิตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ ไม่เคย มีการต่อรองครับ ที่ผมจะต้องมาพูดเนื่องจากว่าเหตุผลหนึ่งคือประชาชนจากต่างจังหวัด เขาต้องการให้ตัวแทนของเขานั้นมาจากการเลือกตั้ง นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ผมต้องไปพูดนะครับ

เหตุผลที่ ๒ ทําไมผมต้องกราบเรียนต่อประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่าอํานาจของประชาชนคณะ คสช. เอามาแล้วจะส่งกลับคืนกับประชาชน เจ้าของอํานาจ ที่แท้จริงคือประชาชน มีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบางท่านท่านบอกว่ามาตรา ๓ ที่ระบุว่า อํานาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยนั้นให้อ่านทั้งมาตรา ท่านชี้แจงในทํานองว่าอํานาจ ที่แท้จริงนั้นใครเป็นคนใช้ ท่านดูมาตรา ๓ มาตรา ๓ นี้ระบุทุกรัฐธรรมนูญเลย ปี ๒๕๕๐ ก็ระบุ ปี ๒๕๕๐ บอกว่า อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข ทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๓ มาจากไหนครับ เราดูกฎหมายต้องดูเจตนาเดิม มาตรา ๓ นี้เกิดขึ้นในวันที่องค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๔๗๕ พระองค์ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้กับ คณะราษฎร์และปวงชนชาวไทย คําดํารัสของพระองค์ท่านบอกว่า อยู่ในฉบับนี้เดี๋ยวผมจะส่ง ท่านประธานนะครับ ทุกคนทราบ แต่อยากจะเตือนความจําสักนิดหนึ่ง พระองค์ตรัสว่า ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่สละอํานาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอํานาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้ อํานาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ สภานี้มาถูกทาง ที่ผมบอกว่ามาถูกทางเนื่องจากอะไร ทั้งยกร่าง ออกไปฟังเสียงประชาชน ทั้งสภานี้มีกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นอกจากนั้นยังมีอนุกรรมาธิการอีก ๗๗ จังหวัด วันนี้ เวลานี้มีบางจังหวัดที่กําลังฟังเสียง ประชาชนอยู่ ถูกทางแล้ว แต่อยากกราบเรียนว่าเมื่อฟังแล้วท่านเอามาใช้หรือเปล่านะครับ หลักการเขียนกฎหมายหรือบัญญัติกฎหมายหลักสําคัญที่สุดคือหลักความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพของประชาชน มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทุกมาตรา นอกจากนั้นหลักสิทธิมนุษยชน ในสหประชาชาติก็กําหนดไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านไปดูมาตรา ๑๒๑ ว่าด้วยที่มา วุฒิสมาชิก (๑) ถึง (๔) ท่านกําหนดว่า วุฒิสมาชิกมาจากไหน แบบไหน อย่างไร ผมไม่อ่าน เนื่องจากทุกคนมีอยู่ในมือแล้ว แต่ผมอยากให้ท่านดูในมาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖

มาตรา ๔ บอกว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง ปวงชนชาวไทย เหล่ากําเนิด เพศ ศาสนา ย่อมอยู่ในความคุ้มครอง แห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอ ที่ผมกล่าวนี้ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นชอบในมาตรา ๑๐๑ นะครับ ผมเห็นชอบแต่ผมไม่เห็นด้วย ผมเห็นชอบตามที่ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่าประเทศนี้เป็นประเทศของผู้มีอํานาจหลากหลาย หลักการปกครอง หลักการเมือง ต้องแบ่งอํานาจซึ่งกันและกัน เมื่อมีการแบ่งอํานาจมีสมาชิกหลายท่านอภิปรายว่าหรือ กรรมาธิการบางท่านบอกว่าการที่มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งนั้นไม่ดีเนื่องจากว่า มีที่มาเหมือนกันแบบผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเปรียบเทียบว่า อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยไม่ใช่เป็นอํานาจของใคร อํานาจอธิปไตยคืออํานาจ ของประชาชน ที่มาของอํานาจคือประชาชนคนไทยทุกคน แต่การใช้อํานาจนั้น มาตรา ๓ ใช้ผ่านพระมหากษัตริย์ จากการที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ นี้เอง เป็นที่มาของการบัญญัติ ในมาตราอื่น เช่น มาตรา ๑๓๓ ว่าด้วยรัฐสภา ประธานรัฐสภาคือประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภาต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๗๑ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ ศาล ตามมาตรา ๒๙๙ มาตรา ๒๒๓ ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองได้รับการโปรดเกล้าฯ ถือว่าอํานาจทั้ง ๓ นี้ เป็นอํานาจของประชาชน มีการใช้โดยผ่านองค์พระมหากษัตริย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเปรียบเทียบอย่างหนึ่งว่าอํานาจเหมือนสามีภรรยาที่อยู่ด้วยกัน สภานี้ต้องการบุตร อยู่ ๒ คน

คนที่ ๑ ชื่อว่านายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนที่ ๒ ชื่อว่านายสมาชิก วุฒิสภา นายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้เกิดจากบิดามารดา สามีภรรยาที่จดทะเบียน โดยชอบด้วยกฎหมาย คลอดมาเป็นบุตร มีหน้าตา มีอํานาจหน้าที่ ชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๕๐ คน มีแบบไหนไม่ว่า แต่มาจากประชาชน ผมเห็นด้วยแล้วก็เห็นชอบ

บุตรคนที่ ๒ ชื่อวุฒิสภา ผู้ทําคลอดคือคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓๖ ท่าน เป็นหมอตําแย ท่านบอกว่าท่านอยากจะได้บุตรที่มีหน้าตาเหมือนกัน มีอํานาจ หน้าที่เหมือนกัน อํานาจหน้าที่มากกว่าอีก แต่บุตรคนนี้ไม่อยากจะให้คลอดมาจากแม่ ตามธรรมชาติ อยากให้คลอดนอกมดลูกทํากิฟท์ (Gift) พอคลอดนอกมดลูกท่านทําอย่างไรครับ ท่านก็ออกมาตรา ๑๐๑ (๑) ถึง (๔) ท่านดูเลยนะครับว่ามาจากไหน (๑) ก็มาจาก ผู้มีอํานาจทั้งหลาย นายทหาร ปลัดกระทรวงอะไรก็ว่าไป (๒) (๓) กลุ่มอาชีพ นี่คือ ผมเรียกว่าวุฒิสมาชิกคลอดนอกมดลูก ทํากิฟท์ อํานาจหน้าที่หน้าตาเหมือนกันกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเปล่า เหมือนกันนะครับ ผมถามว่าที่มาต่างกันความคิด จะต่างกันหรือ อาจหน้าที่มันอยู่ที่กฎหมาย เราเขียนกฎหมายอํานาจหน้าที่ของวุฒิสมาชิกให้ดี เขียนที่มาให้ดี วุฒิสมาชิกก็คือสมาชิกสภาที่เป็นผู้อาวุโส ถ้าโดยจริง ๆ ตามมาตรา ๓ อํานาจของประชาชนจะต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดจํานวน ๒๐๐ คน แต่โอเค (OK) ผมเป็นลูกศิษย์ที่ดีเห็นชอบกับอาจารย์ผม ผมถือว่าเดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ผมเดินตาม อาจารย์ผมที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าหมาจะกัดก็กัดอาจารย์ ผมก่อนไม่เป็นอะไร ผมเห็นชอบในมาตรานี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านไปดูมาตรา ๔ มาตรา ๕ ที่บอกว่าปวงชนชาวไทยเหล่ากําเนิดอะไร แล้วก็มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเป็น กฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติของกฎหมายหรือกฎข้อบังคับขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับไม่ได้ ท่านไปดูมาตรา ๓๔ ครับ มาตรา ๓๔ บอกว่าบุคคลย่อม เสมอภาคกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิง มีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกันการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุ แห่งความแตกต่างในถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ เพศสภาพ อันนี้ภาษาใหม่นะครับ ท่านอาจจะพูดตรง ๆ เลยนะครับ เพศที่ ๓ เพศที่ ๔ ว่ากันไป อายุ ความพิการ สภาพทางกาย สุขภาพสถานะของบุคคล สถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม ความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญจะกระทํามิได้ วุฒิสภา นอกมดลูกของท่าน (๑) ถึง (๔) ขัดต่อมาตรา ๓๔ หรือไม่ ท่านไปดูนะครับ ท่านกําหนด สภาพทางสังคมของคน จํากัดสิทธิของบุคคล ท่านไปดูให้ดีนะครับ ผมไม่ได้ว่านะ ท่านจะบอกว่า มาตรา ๓๔ กับมาตรา ๑๒๑ มันขัดกัน มันเป็นเรื่องของการขัดกันของรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของการทะเลาะกันของผัวกับเมีย ถึงอย่างไรมันก็ต้องนอนด้วยกัน ไม่เป็นอะไร ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านมาดูบุตรนอกมดลูก บุตรที่กิฟท์ วุฒิสมาชิกกิฟท์ของท่านนี้ จะเกิดไม่ได้เลย เนื่องจากว่าจะเกิดได้จะต้องมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ท่านไปดูมาตรา ๖ บอกว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับไม่ได้ กฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายลูกนะครับ เมื่อขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๖ มันจะใช้บังคับ ได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ผมบอกแล้วว่า ผมเห็นชอบ ถึงแม้ว่าท่านเอาอํานาจซึ่งเป็นอํานาจของปวงชนมาจัดสรรให้กลุ่มบุคคล ผมก็จะเห็นชอบ เนื่องจากว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ เจตนารมณ์แรก ต้องการให้ประเทศนี้ สังคมนี้มีแต่ความสงบสุข นอกจากนั้นในการไปรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนในฐานะที่เป็นกรรมาธิการการมีส่วนร่วม สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดครับ ฝากไปยังกลุ่มทั้งหลาย กลุ่มทั้งหลายที่อยู่ข้างนอกหรือในสภานี้ ขอให้ละอัตตา เห็นแก่ประเทศชาติ เป็นสําคัญ สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดคือต้องการให้ประเทศนี้ สังคมนี้มีแต่ความสงบสุข กระบวนการทางการเมืองหรือวิธีทางการเมืองแบบไหน อย่างไร เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ เก็บไว้ก่อน เอาให้ประเทศสงบสุขก่อน ขอร้องไปยังพรรคการเมืองทั้งหลายว่าอะไรที่มันผ่านได้ ขอให้มันผ่าน มาตรา ๑๒๑ ผมจะให้ผ่าน แต่จะผ่านได้หรือไม่ท่านจะต้องแก้ไขและเพิ่มเติม ไปสักนิดหนึ่ง ท่านเพิ่มไปในมาตรา ๓๔ เลยครับ บอกว่าการจํากัดสิทธิอะไรนี้มันทําไม่ได้ การจํากัดสิทธิของบุคคล การให้อํานาจของบุคคล ให้สิทธิของบุคคล เพราะเขามีสภาพ ทางสังคม เศรษฐกิจ ท่านให้เป็น ส.ว. นะครับ เขียนบทเลยบอกเว้นแต่บทบัญญัติ แห่งการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๒๑ (๑) ถึง (๔) ท่านเขียนบทยกเว้นไว้เลย และเขียนบทยกเว้นไว้ในมาตรา ๖ วรรคท้ายด้วยนะครับ บอกว่าบทบัญญัติกฎหมายใดขัด หรือแย้งรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ เว้นแต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ถ้าท่านเขียน ๒ แห่งนี้รับรองว่า บุตรทํากิฟท์ บุตรนอกมดลูกมันดูจะน่าเกลียดไปไหม เอาเป็นลูกกิฟท์ก็แล้วกันนะครับ ก็จะเกิดขึ้นได้

อีกมาตราหนึ่งว่าในเรื่องของปรองดองนะครับ กฎหมายเขียนดีมากว่าด้วย การปฏิรูป ผมมีเวลาอยู่ ๒๐ นาทีนะครับท่านประธาน ผมจะพูดยาวไปเลยนะครับ พยายาม จะไม่พูดอะไรในข้อเท็จจริงแต่จะไปพูดอะไรในข้อกฎหมายครับ บทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๗๙ แนวคิดของการมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ ผมเห็นด้วย แนวคิดของการมี คณะกรรมการยุทธศาสตร์ ผมเห็นด้วย แนวคิดนี้ผมเห็นด้วย แต่การที่มาเขียนใน มาตรา ๒๙๗ (๑) ข้อ ก ข ข้อ ก ที่บอกว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยว่าคุณสมบัติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ มีสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ๖๐ คน ท่านกรรมาธิการและสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติในสภานี้หลายท่าน ก็สนับสนุน ผมก็สนับสนุน แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งคือไปเขียนสเปก (Spec) เขียนสเปก ยังไม่พอ ระบุยี่ห้อเข้าไปอีก เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๓๐ คน ท่านกล่าวและอ้าง เหลือเกินว่ากรอบการปฏิรูป ๓๖ วาระ ซึ่งท่านดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ ขอประทานอภัย ที่เอ่ยนามนะครับ ท่านอุตส่าห์คิดแล้วก็เขียนมาว่าประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าได้จะต้อง มีการปฏิรูป ผมเห็นด้วย ประทานโทษครับท่าน การเขียนกฎหมายอย่างนักกฎหมาย มีคําคําหนึ่ง ที่เขาพูดมานานแล้ว เราพูดเสมอว่ากฎหมายจะต้องบังคับกับคนทุกคน และทุกคนต้องมีสิทธิ เท่าเทียมกันในทางกฎหมายนั้น ขอเอาคํากล่าวของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งนะครับ ท่านชวน หลีกภัย ท่านเคยบอกว่า ถึงแม้ว่ารัฐบาลนี้ไม่อาจทําให้บุคคลเสมอกัน หรือเท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ก็จะทําให้บุคคลเท่าเทียมกันในทางกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ มีคําพูดเขาพูดกันมานาน ถ้าท่านอยากจะรู้ว่ากฎหมายที่เขียนนั้น เขียนเพื่อประโยชน์ของใคร ต้องไปดูคนเขียน กฎหมายรัฐธรรมนูญที่ร่างออกมานี้เกิดขึ้นจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ คนที่เขียนคือ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๓๖ คน คนที่พิจารณาและเห็นชอบตามมาตรา ๓๗ คือสภานี้ ผมมีเวลาอีก ๑๐ นาทีนะครับ ท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ของท่าน ตั้งไว้ ๒๐ นาทีตั้งแต่แรกแล้วค่ะ

นายทิวา การกระสัง

ขอขอบพระคุณครับ ก็คือคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ เป็นคนเขียนแบบ สภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นคนรับรองแบบ เอากันง่าย ๆ เลย เข้าตําราว่ามาตรา ๒๙๗ เขียนมาเพื่อใคร คําพูดแต่โบราณมานี่นะครับ กฎหมายอื่นกว่าจะรู้ ว่ากฎหมายฉบับนั้นเขียนมาเพื่อใครต้องอ่านตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดสุดท้าย แต่บทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๙๗ เขียนมันโต้ง ๆ เลย เขียนมาเพื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๖๐ คน ท่านบอกว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นคนออกแบบการปฏิรูปมีอยู่ ๑๘ คณะ ๓๖ วาระการปฏิรูป ๗ วาระการพัฒนาจะต้องไปอยู่ในสภานี้ ถ้าท่านให้เหตุผลอย่างนั้นท่านไปดูในข้อ ข ครับ ผมไม่ได้บังอาจไปก้าวล่วงท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ท่านเขียนมาได้อย่างไรว่า ต้องมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ๓๐ คนมาอยู่ในสภานี้ ท่านเกี่ยวข้องอะไรกับการปฏิรูปครับ ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา และคณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ผมไม่เคยมีหรือมีประชุมกับสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติมาเป็นกรรมาธิการ ๒ คณะนี้เลย และท่านเกี่ยวข้องอะไรกับการปฏิรูป นอกจากนั้นในข้อ ค บอกว่า ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ๓๐ คน ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้นใคร เกี่ยวข้องอะไร ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาของผม ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ของผมเป็นใคร ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและ ทรัพย์สินทางปัญญาของผมไม่มีผู้ทรงคุณวุฒิแม้แต่คนเดียวครับ ยังไม่มีคณะอนุกรรมาธิการ ด้วยซ้ําไป เนื่องจากท่านประธานของผม ท่านศักรินทร์ ขอโทษที่เอ่ยนาม ท่านเป็นคนเก่งมาก เป็นบุคลากรที่สําคัญของชาติ ไม่จําเป็นจะต้องมีคณะอนุกรรมาธิการ และท่านตั้งมา ได้อย่างไร ขอประทานโทษครับ มีคนเขานินทาท่าน ถ้าท่านอยากจะฟังผมจะพูด แต่ท่าน ไม่อยากฟังผมก็จะไม่พูด แต่ถ้ามีเวลาเหลือผมจะพูด

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ท่านสรุปเถอะค่ะ

นายทิวา การกระสัง

ท่านครับ ผม ๒๐ นาทีนะครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

๒๐ นาที ของท่านหมดแล้ว ตอนนี้เกินไป ๒ นาที ๒๐ วินาทีค่ะ

นายทิวา การกระสัง

ผมเกินหรือครับ ถ้าอย่างนั้นขอประทานโทษครับ ขอเวลาอีก ๑ นาทีครับอาจารย์จะต้องอ้างนะครับ มีคําพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๕-๑๘ /๒๕๕๖ บอกว่ารัฐสภาคราวที่แล้วถูกถอดถอน มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๑๔ ที่มา ส.ว. นะครับ หลักแห่งการแก้ก็คือว่าไปให้ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งสามารถเลือกตั้ง ได้ทันที ทั้ง ๆ ที่มีบทยกเว้นไว้ ๒ ปี กับให้บุตรภรรยาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง สามารถสมัครรับเลือกตั้งได้ ศาลพิพากษาว่าไม่ชอบ นี่คือการบอกว่าการเขียนกฎหมาย ลักษณะนั้นเป็นการเขียนกฎหมายเพื่อตัวเอง

มีอีกอย่างหนึ่งเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ท่านบอกว่า สปช. ตั้งบุตรภรรยาเป็นเรื่อง น่าอายให้ถอนออก แต่การเขียนกฎหมายลักษณะนี้ให้ สปช. และพรรคพวกของตัวเองเข้าไป เป็น ๖๐ คน มันน่าอายยิ่งกว่า ขอขอบพระคุณครับ ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ให้ผมเกิน ๓ นาที จริง ๆ ผมคิดว่าผมหมด ๑๐ นาทีนะครับ ยังไม่ได้พูดเรื่องการปรองดองของท่าน อาจารย์เอนกเลย แต่ผมสนับสนุนเรื่องการปรองดองของท่านอาจารย์อเนกนะครับ ขอขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านผู้ว่าฯ ธวัช สุวุฒิกุล ค่ะ

นายธวัช สุวุฒิกุล

กราบเรียน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ประทานโทษค่ะ ดิฉันขออภัย ดิฉันลืมไปค่ะ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขออนุญาต ที่จะชี้แจงก่อนในส่วนนี้นะคะ ขอเชิญท่านพลเอก เลิศรัตน์ ค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการ

กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ทุกท่าน กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ใคร่ขออนุญาต ใช้เวลา ๒-๓ นาที เรียนชี้แจงต่อคําอภิปรายของท่านทิวา การกระสัง ซึ่งต้องเรียนว่า ท่านอภิปรายได้ดีมาก มีเหตุมีผล จนผมต้องลุกขึ้นมาตอบท่าน แล้วก็ขออภัยที่เอ่ยนามถึงท่าน ประเด็นที่ท่านอภิปรายก็คงมี ๒ ประเด็นหลัก เรื่องของที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ขอเรียนว่า ในขั้นตอนการทํางานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น เราได้มีการดําเนินการ ประมาณสัก ๓-๔ รอบได้ ตั้งแต่รอบแรกเป็นการสนทนาธรรม รอบที่ ๒ ให้แบ่งกันไปยกร่าง คนละส่วน คนละหมวด รอบที่ ๓ นํามาให้ที่ประชุมรับทราบ รอบที่ ๔ กลับไปยกร่างเป็น รายมาตรานําให้ที่ประชุมให้ความเห็นชอบ รอบสุดท้ายคือการทบทวน ซึ่งในเรื่องของที่มา ของสมาชิกวุฒิสภา หรือแม้แต่ทุก ๆ เรื่องที่เราได้บัญญัติลงไปขอกราบเรียนว่าแทบจะมีไม่น้อย ที่จะมีผู้เห็นด้วยและมีผู้ไม่เห็นด้วยจํานวนหนึ่งนะครับ กรณีที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ก็เช่นเดียวกัน มิใช่ว่าคณะกรรมาธิการทั้งหมดจะเห็นด้วยในรูปแบบที่เราบัญญัติไว้ แต่แรกที่มาจากการเลือกกันเอง และมาจากการสรรหาทางอ้อม หรือที่เขาเรียกเลือกตั้ง ทางอ้อมโดยสมาชิกสภาท้องถิ่นเป็นผู้เลือกตั้งจํานวนแสนกว่าคน มาเลือกตั้งอันนั้นคือ ในร่างแรก เพราะฉะนั้นจากการรับฟังเวทีต่าง ๆ ที่เราได้ไปดําเนินการทั่วประเทศ แล้วก็จาก เวทีของ สปช. เอง จากข้อคิดเห็นของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เราได้มาชี้แจง ได้อภิปรายกัน ก็ทําให้ในการทบทวนรอบสุดท้ายที่ประชุมก็เห็นชอบว่าน่าจะได้เพิ่มในส่วนของการที่มี สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน เพราะฉะนั้นจงเป็นที่มานะครับ ก็ไม่ใช่เป็นการล็อบบี (Lobby) และไม่ใช่เป็นว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ไปใช้อภิสิทธิ์ของท่านหรือไปรับฟัง จากใครมา แต่เป็นเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมที่ได้ให้เพิ่มเติมในส่วนนี้ แล้วก็ได้ปรับลด ในส่วนอื่นลดลง ในกรณีที่ท่านได้กล่าวถึงมาตรา ๓๔ ว่าการบัญญัติให้เราไปสรรหา ส.ว. การบัญญัติให้เราไป กําหนดให้ ส.ว. บางกลุ่มมาเลือกกันเองนั้นนี่ ท่านว่าจะขัดกับมาตรา ๓๔ มาตรา ๓๔ ในรัฐธรรมนูญเป็นอยู่ในตอนที่ ๒ ที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เพราะฉะนั้นสิทธิมนุษยชนเป็น เบสิก ไรท์ (Basic rights) ซึ่งกําหนดโดยสหประชาชาติ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่กําหนด โดยสหประชาชาติ ซึ่งมันจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในเรื่องของร่างกาย ในเรื่องของศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ต่าง ๆ ไม่ใช่เป็นสิทธิที่เราจะได้ก้าวล่วงมาถึงว่าถ้าเราจะออกแบบสถาบัน ทางการเมืองอย่างไรนี้จะเป็นการกํากับสิทธิของคนหรือของมนุษยชนนะครับ อันนี้ก็ขอเรียน ให้ทราบว่าคงมิจําเป็นจะต้องไปบัญญัติไว้ในมาตรา ๓๔ ว่าจะยกเว้นกับคนเหล่านี้ เพราะยัง มีองค์กรต่าง ๆ อีกมากมายที่ได้มีการแต่งตั้งขึ้นที่ได้สรรหาขึ้น ก็อยู่ที่คุณสมบัติของแต่ละ บุคคลที่จะมีความเหมาะสมในการจะดํารงตําแหน่งอย่างใดหรือไม่

ประเด็นสุดท้าย ท่านได้พูดถึงสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศซึ่งมี องค์ประกอบ ๑๒๐ คน มีที่มาจาก ๓ ทาง ซึ่งเรื่องนี้มีท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้อภิปรายหลายท่านใน ๖ วันที่ผ่านมา ซึ่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้เรียนกับท่าน ไปแล้วว่าเราจะรับมาพิจารณาว่าองค์ประกอบที่เรากําหนดไว้นี่ ซึ่งแต่เดิมนั้นก็กําหนดไว้ บนพื้นฐานว่าจะทํางาน ๕ ปี ผู้ที่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้น่าจะสามารถเข้ามาดําเนินงาน ในเรื่องการขับเคลื่อนแนวคิดในการปฏิรูปที่มีอยู่ใน ๑๕ ด้านที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งนี้ หรือมีอยู่ ๓๖ วาระการปฏิรูป ๗ วาระการพัฒนาที่ท่านสมาชิกกําลังดําเนินการอยู่อย่างเข้มข้นนั้น น่าจะกระทําได้ดี ก็จึงได้ออกแบบไว้อย่างนั้น แต่เมื่อมีเสียงทั้งสนับสนุนและไม่เห็นด้วยนั้น ก็จะนํามาชั่งประกอบกับคําขอแก้ไขของท่านสมาชิกที่จะส่งมาในเดือนหน้านั้น ก็คงจะได้ มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม แล้วก็ไม่เป็นที่ครหานินทาต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านผู้ว่าฯ ธวัช สุวุฒิกุล ดิฉันขออภัยอีกครั้งหนึ่งค่ะ เชิญค่ะ

นายธวัช สุวุฒิกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม ธวัช สุวุฒิกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๙๙ จากจังหวัดชัยภูมิ ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าหลายวันที่เราผ่านมานั้นพี่น้องประชาชน ชาวบ้าน ประชาชน พลเมือง ติดตามรับฟังการถ่ายทอดซึ่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหลายท่านได้มีข้อเสนอแนะ ความคิดเห็น ข้อสังเกตฝากไว้เพื่อให้ท่านกรรมาธิการทั้งหลายได้รับไปพิจารณา ในส่วนที่ผม มีความวิตกกังวลก็คือส่วนที่เราทําอย่างไรที่จะให้ชาวบ้านเขามีความเข้าใจ สิ่งที่บรรดา ท่านสมาชิกทั้งหลายได้เสนอไปนั้น และมีท่านกรรมาธิการบางท่านก็ได้ให้ข้อคิดเห็นอธิบาย เจตนารมณ์เหตุผลเพิ่มเติม ผมว่าส่วนนี้เป็นส่วนดีที่จะทําให้พี่น้องประชาชนเข้าใจมากยิ่งขึ้น สภาแห่งนี้เราหวังใช่ไหมครับว่าจะให้การปฏิรูปครั้งนี้เป็นของประชาชน เพราะฉะนั้นเราต้อง ทําทุกวิถีทางที่จะให้ชาวบ้านที่เป็นรากหญ้าเขาได้มีความเข้าใจ กระผมเองนั้นในฐานะที่อยู่ จังหวัดชัยภูมิ ผมก็ไม่ได้ให้ความรู้กับชาวบ้านรากหญ้าเท่านั้น แม้แต่ยอดหญ้าผมก็ไปหาครับ นักการเมืองทุกคนที่อยู่ในจังหวัดชัยภูมิ ผมไปหาเพื่อจะขอรับความคิดเห็นต่าง ๆ สิ่งที่ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทํามาตลอด ๑๒๐ วัน ผมชมเชยที่ท่านมีการแถลงข่าว มีการออกสื่อหลายอย่างครับ อันนี้ท่านครับ ดีครับ แต่ว่ามันควรจะอยู่ในห้องสมุด อะไร ที่เขียนง่าย ๆ ผมอยากเห็น ที่เขียนง่าย ๆ ชาวบ้านอ่านแล้วเป็นแผ่นพับก็ยังดี ชาวบ้าน อ่านแล้วเข้าใจเพราะเรากําลังจะให้ประชาชนเป็นใหญ่ ให้พลเมืองเป็นใหญ่ ผมไม่อยากเห็นว่า การสื่อสัมพันธ์ครั้งนี้จะเหมือนกับวาทกรรมไพเราะเพราะพริ้งในอดีตที่ผ่านมาว่า เมื่อฟ้าสีทองผ่องอําไพ พลเมืองจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะให้พลเมือง เป็นใหญ่ในแผ่นดินนั้น ผมอยากจะย้ําตรงนี้ท่านประธานครับว่าอยากให้ชาวบ้านซึ่งอยู่ใน ทุกที่ทุกทาง ไม่ว่าท่านจะอยู่ในฐานะประชาชนพลเมืองหรือใคร ๆ ก็แล้วแต่ได้ให้มีความสนใจ เข้าใจในรัฐธรรมนูญที่ท่านกรรมาธิการกําลังร่างขณะนี้ ผมขอชื่นชมว่าสิ่งที่กรรมาธิการ ได้ทํามานั้นดีมาตลอด ท่านครับ แต่อยากจะเห็นสิ่งที่มันง่าย ๆ ผมไปจัดเวทีระดับอําเภอ ที่เกษตรสมบูรณ์ เมื่อวันที่ ๒๔ ที่ผ่านมา ชาวบ้านสนใจมากครับ ท่านประธานกรรมาธิการ วิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนกําหนดให้ผมจัดเวทีละ ๗๐ คน เขามาเกือบ ๒๐๐ คน ผมต้องให้ทางผู้อํานวยการการเลือกตั้งไปบริหารงบประมาณมา เพราะว่าผมไม่เคยรับเบี้ยประชุมจากตรงนั้นเลย เอาไปทํามาเพื่อที่จะดูแลคน ๒๐๐ คนให้ได้ อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่าพี่น้องชาวบ้านเขามีความสนใจ นี่ของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญท่านทําดี แต่ในส่วนของประเด็นการปฏิรูปนั้นผมเคยกราบเรียนท่านประธานแห่งนี้ว่าทําอย่างไร ให้ชาวบ้านเขาได้รับรู้เช่นเดียวกับที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทําเอกสารเผยแพร่ด้วย ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญไม่ใช่สูตรสําเร็จที่จะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ทุกเรื่อง ยิ่งบางเรื่อง ที่มีปัญหาอันยาวนาน บางเรื่องที่มีความสลับซับซ้อนและมีความเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมายนั้น แน่นอนครับ ปัญหาเหล่านั้นต้องยิ่งมีความยากยิ่งนักที่จะแก้ไขได้ ตรงนี้เองทําให้ต้องมี สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเห็นด้วยว่าต้องมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อไม่ให้สิ่งที่ผมเคยเสนอไว้สภาแห่งนี้ว่า ๒๔๖ ประเด็น เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ที่เรามอบให้กับ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นเราไม่สามารถใส่ไว้ทั้งหมดในรัฐธรรมนูญได้ มันจําเป็น จะต้องมีการทําต่อเพื่อให้สิ่งที่เราคิดมานั้นมันไม่เสียเปล่า ตรงนี้ก็ต้องชื่นชมกับกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขึ้นมา นอกจากนั้นถ้าเราไปดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ได้กําหนดให้ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมในเรื่องดังต่อไปนี้ ทั้งหมด ๑๐ เรื่อง แต่ผมจะยกมา ๒ เรื่อง เรื่องที่อยู่ใน (๗) ที่กล่าวว่ากลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับปรุง โครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน และป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจจะก่อให้เกิด ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว อันนี้สอดคล้องครับ

อันที่ ๒ (๑๐) อันนี้ยิ่งสอดคล้องใหญ่ที่บอกว่ากลไกที่จะผลักดันให้มีการ ปฏิรูปเรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา ถึงความจําเป็นและความคุ้มค่าที่จะต้องมีองค์กรจัดตั้งขึ้นโดยอาศัยอํานาจตามรัฐธรรมนูญ อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่จําเป็นที่เราจําเป็นต้องมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมอยากจะเสนอความเห็นในหมวด ๒ ออกเป็น ๓ ส่วน เวลาอาจจะเกินไปนิดหน่อย ต้องขออนุญาตประธานครับ ในเรื่องของรัฐธรรมนูญที่เราพูดถึงว่าเราจะต้องแก้ปัญหาใหญ่ ๆ มันจําเป็นครับ

ประการแรก ต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย เราต้องยอมรับว่าในการ บริหารราชการนั้นถ้าเราไปร่วมมือกับหลายฝ่าย หลายองค์กรจะมีกฎหมายของตัวเอง มีขอบเขตของตัวเอง ความยุ่งยากในการทําความร่วมมือด้วยกันเพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกัน มันยากนัก

ประการที่ ๒ องค์ประกอบ ผมเห็นด้วยกับสมาชิกบางท่านที่ระบุกําหนด คุณสมบัติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเช่นเดียวกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ การปฏิรูปแห่งชาติที่ต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิ มีผู้ชํานาญการ หรือจะเขียนอะไรให้มันเข้มข้นไป กว่านี้ก็ได้ แต่ท่านไม่ควรไปใส่ไว้ในมาตรานี้ ซึ่งผมจะได้ขออนุญาตว่าจะแก้มาตรา ๒๗๙ นี้ อย่างไร

ในส่วนที่ ๓ คําว่า ยุทธศาสตร์การปฏิรูปกับยุทธศาสตร์ชาตินั้นในมาตรา ๖๒ หรือมาตราอีกหลายมาตรา ถามว่า ๒ คํานี้มันเกี่ยวข้องกันหรือมันสนับสนุนกันอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศ

ในส่วนที่ ๔ ในส่วนของการแก้กฎหมาย มาตรา ๒๗๙ นั้น มาตรา ๒๗๙ ได้บัญญัติไว้ว่าเพื่อประโยชน์แห่งการดําเนินการปฏิรูปประเทศให้ต่อเนื่องจนบรรลุผลให้มี สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ผมขออนุญาตท่านประธานว่าขอให้เป็นอย่างนี้ครับ เพื่อประโยชน์แห่งการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ให้ต่อเนื่องจนบรรลุผลและให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ การปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งมีองค์ประกอบตัดคําว่า และที่มา ออกไป ตามด้วยดังต่อไปนี้

๑. สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน ๑๒๐ คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่าง ๆ (ก) (ข) (ค) ตัดออกครับ ขออนุญาต

ในส่วนที่ ๒ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ อันนี้ก็เป็นไปตามนี้

ต่อไปวรรคสี่ อํานาจหน้าที่ ผมเห็นด้วยกับสมาชิกบางท่านที่ต้องแยกออกไป ว่าหน้าที่ของกรรมการ ๒ อันนี้ควรจะแยกจากกันนะครับ แต่ควรจะเพิ่มในอีกข้อหนึ่งหน้าที่ ก็คือทําอย่างไรที่จะสร้างระบบให้การทํางานนั้นมันสามารถดําเนินการ การสร้างระบบ การทํางานสําคัญพอ ๆ กับเรื่องของคนเหมือนกัน

ในส่วนของวรรคห้า เมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับข้อเสนอตามวรรคสี่ (๑) ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดําเนินการตามข้อเสนอและให้การสนับสนุนงบประมาณ เพื่อดําเนินการอย่างเพียงพอ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรี ตรงนี้ต้องตัดครับ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรี ไม่สามารถดําเนินการตามข้อเสนอและได้ชี้แจงเหตุผลต่อสภาและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อทราบอันนี้ ผมถามว่าทราบไปทําไม ผมไม่เห็นประโยชน์เลยครับ หลายเรื่องที่องค์กร อิสระต่าง ๆ มาเสนอสภาเพื่อทราบ ๆ แล้วก็แค่นั้นเอง ตัดออกไปครับ เอาประชาชนเป็นใหญ่ พลเมืองเป็นใหญ่ บอกว่าถ้าหากว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีมติด้วยคะแนนเสียง เท่านี้ ๆ แล้วเอาไปทําประชามติให้พี่น้องประชาชนเขา คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แม้คณะรัฐมนตรีไม่เอา แต่ว่าพี่น้องประชาชนเขาจะเอาเพราะพลเมืองเป็นใหญ่ครับ นอกนั้น ก็ให้เป็นไปตามที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอนะครับ

ในส่วนที่ ๒ ขอเพิ่มเติม ท่านประธานครับเจตนารมณ์ของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศอันนี้เป็นข้อพิจารณา สุดแต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะไป พิจารณาดูนะครับว่าแนวคิดในการตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาตินั้นถือเป็นเรื่องที่ดีครับ ผมย้ําครับว่าเป็นเรื่องที่ดี การจัดตั้ง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจึงไม่ได้เป็นการเปิดช่องทางให้ สปช. มาสืบทอดอํานาจ แต่เป็นเพียงการสานต่อเจตนารมณ์ของการปฏิรูปหรือการปฏิบัติภารกิจของการปฏิรูป ประเทศให้สัมฤทธิผลอย่างแท้จริง อันนี้ก็สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา ๓๕ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งผมได้กราบเรียน ไปแล้วนะครับ

ในส่วนของการที่เราจะต้องขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่มีภารกิจสําคัญ มากมาย แล้วต้องทําอย่างต่อเนื่องนั้น และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายนั้น ผมว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเมื่อเราตั้งแล้วอยากจะย้ําว่ามันจะเกิดผลดีต่อประเทศ

อันแรก ก็คือ ๑. เป็นหน่วยงานที่สามารถนํายุทธศาสตร์การพัฒนาและ ขับเคลื่อนประเทศทําหน้าที่ในการนําเสนอแนะนโยบายข้อเสนอในการปฏิรูปต่อคณะรัฐมนตรี ผมตัดคําว่าต่อรัฐสภา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทําให้การกําหนดนโยบายที่สําคัญ ของประเทศนั้นสามารถดําเนินการไปได้อย่างต่อเนื่องและมีทิศทาง

อันที่ ๒ มีประโยชน์ครับ เป็นหน่วยงานกลางในการประสานการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน อันนี้ก็เป็นส่วนที่ผมอยากจะบอกว่าในภาคที่ ๑ เราบอกว่าพลเมือง ต้องเป็นผู้ที่มีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ ตรงนี้เราต้องอาศัยเขาครับ

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสําคัญยิ่งก็คือเรื่องของกลไกในการสนับสนุน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศถ้าไม่มีกลไกที่มา สนับสนุนคงทํางานลําบาก เพราะฉะนั้นในมาตรา ๒๗๙ วรรคหกที่บอกว่าให้มีหน่วยธุรการ ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอันนี้นะครับ ผมอยากจะเสนออย่างนี้ครับว่าในฐานะ ที่ผมเคยเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คือถ้าเราไปเป็นสมาชิก เราเห็นว่าเขาทํางานเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในขณะนี้เขามีแนวการทํางาน เขามีบุคลากร เขามีอุปกรณ์ ตรงนี้ไม่ต้องเสียงบประมาณ แต่อย่างใดในการที่จะต้องมาช่วยในการเป็นหน่วยงานธุรการให้กับสภาขับเคลื่อนเลย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถเอาสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจอันนี้เอามาใช้ มันก็จะเกิดประโยชน์นะครับ และที่สําคัญที่สุดสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เขาสามารถทํางานได้อย่างต่อเนื่องนะครับ ในท้ายที่สุดโดยสรุปผมอยากจะเรียนว่า โดยเหตุผลและข้อเท็จจริงดังที่กล่าวข้างต้นนะครับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงมีความสําคัญที่จะต้องจําเป็นต้องมีเพื่อให้สิ่งที่เราคิด เราฝันกันนั้นสามารถดําเนินการ ต่อไปได้

อีกส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ท่านครับในมาตรา ๒๘๖ นี้มีหลายอนุมาตราครับ แต่ผมอยากจะย้ํา (๒) (๔) (๗) (๒) พูดถึงเรื่องรายหัว (๔) พูดถึงการดูแลเรื่องบุคลากร เรื่องของอาชีวะ และ (๗) นั้นด้วยเรื่องการปรับปรุงการผลิตครู ท่านครับในการศึกษานั้น มีอยู่ ๓ เรื่องที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์แล้วก็ต้องคํานึงอย่างยิ่งนั่นก็คือ ๑. ผู้สอน ๒. ผู้เรียน ๓. สื่อการเรียน แม้ว่าขณะนี้ความเจริญทางเทคโนโลยีจะมีเครื่องมือต่าง ๆ ที่เราสามารถ หาความรู้ได้แต่หนังสือหรือว่าสื่อที่มีคุณภาพก็ยังมีความสําคัญอย่างยิ่ง ผมอยากให้องค์กร ที่มีความรับผิดชอบในการดูแลเรื่องสื่อที่มีคุณภาพนั้น เช่น กระทรวงศึกษาธิการก็ดี สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาก็ดี หรือสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีก็ดี ซึ่งในส่วนหลังมีหน้าที่ในการวางมาตรฐาน วางกฎเกณฑ์ ดูแลคุณภาพของการสอน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ดูแลหลักสูตรของ การประถมศึกษา คณะกรรมการการอาชีวศึกษาก็ดูแลของอาชีวะ แต่ถามว่าท่านครับขณะนี้ คุณภาพของสื่อที่ใช้ในแต่ละส่วนที่ผมกล่าวมานี้ไม่มีคุณภาพเลยท่านครับ ผมยืนยันได้เลยว่า ขณะนี้ส่วนที่รับผิดชอบได้ให้ความสําคัญกับความมีคุณภาพของสื่อต่าง ๆ ที่ใช้ในระดับ ที่ผมได้กราบเรียนมาหรือไม่ ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าบรรดากรรมาธิการหลายท่านเป็น ครูบาอาจารย์ของผมทั้งสิ้น ซึ่งผมอาจจะพูดถึงเรื่องต่าง ๆ ที่ว่าท่านกรรมาธิการได้ทําน้อยไป มากไป อย่างไรก็ขออภัยด้วยนะครับ ในชั้นนี้ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูง สวัสดีครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปตามด้วยท่านศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ ท่านนิพนธ์ นาคสมภพ ท่านเทียนชัย ปิ่นวิเศษ แล้วก็ท่านเตือนใจ สินธุวณิก ขอเชิญท่านศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ ค่ะ

นายศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ 🔗

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดระนอง ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้รัฐธรรมนูญเป็นหัวใจเป็นความหวัง ของพ่อแม่พี่น้องประชาชน การปฏิรูปเป็นหัวใจที่สําคัญยิ่ง เป็นความเรียกร้องต้องการของ ประชาชนทั่วทุกสังคมของประเทศชาติ ระยะเวลา ๗ วันที่ผ่านมานี้ ผมมีความรู้สึกอันหนึ่ง ความรู้สึกนั้นก็คือว่าผมไม่มีความมั่นใจเลยว่าหากเราได้ดําเนินการตามกรอบที่เราได้ ดําเนินการอยู่ในขณะนี้ การปฏิรูปจะประสบผลสําเร็จได้ พ่อแม่พี่น้องที่ฝากความหวังไว้กับ พวกเรา เราเป็นประวัติศาสตร์ที่จะถูกจารึกว่าเราสามารถทําหน้าที่ในการปฏิรูปได้สําเร็จ หรือไม่ มีท่านสมาชิกท่านใด มีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญท่านใดบอกผมได้ไหมครับว่า เราเดินตามนี้มันจะสําเร็จ ผมไม่เห็นนะครับ วันนี้เรามี สนช. เรามี สปช. ที่มาทําหน้าที่ ในการระดมความคิดเพื่อออกแบบและแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาเพื่อใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเราจะให้ มีการเลือกตั้ง เราจะให้มีคณะกรรมการ เราจะให้มีสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เราจะให้มีกรรมการในการทําหน้าที่ในเรื่องของนโยบายในการขับเคลื่อน ผมไม่คาดหวังว่า ในการขับเคลื่อนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ การปฏิรูปประเทศจะสามารถที่จะผลักดันให้รัฐบาลที่เกิดขึ้นสามารถที่จะไปทําได้ ทําการปฏิรูปต่อเนื่องได้ตามที่เราคาดหวัง ผมไม่มีความหวัง ผมว่าการปฏิรูปประเทศ ถ้าตามนี้ไม่อาจจะประสบผลสําเร็จได้ ฉะนั้นในสิ่งที่ผมมองดูแล้วเพื่อเป็นประโยชน์เพื่อให้ เห็นว่ามันสามารถกระทําได้จริง ๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นกระแสเรียกร้องต้องการของพ่อแม่ พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ที่ผมได้รับมา หลาย ๆ ท่าน พ่อแม่ พี่น้อง ได้บอกว่าสิ่งที่เขา ต้องการคือต้องการให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นผมดูตามกรอบทั้งหมดในวันนี้มันไม่สามารถเดินไปได้จริง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผม จะเสนอต่อไปนี้ก็คือเราต้องทําการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง วันนี้การปฏิรูปไม่ใช่เป็นเรื่องที่เล็ก เราต้องรุก รบ อย่างรวดเร็ว มีผลและมีพลังเป็นหัวใจเดียวกัน มันถึงจะสําเร็จ ผมมีข้อเสนอ ให้ทําการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งโดยมีระยะเวลา ๓ ปี วันนี้เรามี สนช. ที่ทําหน้าที่ในการ กลั่นกรองกฎหมาย ในการเสนอกฎหมายและออกกฎหมาย เรามี สปช. ที่ทําหน้าที่ในการ พิจารณาปัญหาของพ่อแม่ พี่น้องประชาชนและนํามาเป็นประเด็นที่จะทําการปฏิรูป ผมเสนอให้ทําหน้าที่ต่อ คําถามก็คือว่า สปช. สามารถรับภารกิจนี้ได้หรือไม่ สปช. มีความหลากหลาย สปช. มีผู้ที่มีคุณสมบัติ มีความสามารถมากมาย ผมเชื่อมั่นว่าสามารถ ดําเนินการในสิ่งนี้ได้ เราอย่าลืมนะครับว่าภารกิจต่อไปนี้ของเราที่จะต้องทํานี้ก็คือการปฏิรูป ซึ่งมีทั้งการขัดแย้งของผลประโยชน์ของคนที่เขามีอยู่ ทั้งไปเปลี่ยนโครงสร้างเขา ทุกสิ่งทุกอย่าง ใช้อํานาจในลักษณะที่เป็นพรรคการเมืองปกติหรือรัฐบาลธรรมดานี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นในการ ทํางานอย่างรวดเร็วและให้เป็นผล จึงจําเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือทุกส่วนที่เป็นหัวใจ เดียวกัน ซึ่งก็คือ สนช. สปช. คณะรัฐมนตรีและรัฐบาล ภายหลังจากการปฏิรูปเสร็จเราจึงตั้ง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อทําหน้าที่ต่อไป นี่เป็นความคิดเห็นของผมนะครับ สิ่งหนึ่งที่เราบอกว่าถ้าอย่างนั้นมันทําได้ไหมล่ะ ผมตอบว่าทําได้ครับ เพราะอะไรครับ เพราะไม่มีกฎหมาย ไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติของเราที่จะทํา หน้าที่ตอนนี้ต่อเนื่องไป กระแสสังคมก็ยังเห็นว่า ณ ปัจจุบันนี่ยังไม่มีความพร้อมที่เราจะไป ดําเนินการให้มีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ก็ไม่แฮปปี (Happy) กับมัน และเราก็ไม่คิดว่าพรรคการเมืองเหล่านี้จะไปทําหน้าที่สืบทอดในการปฏิรูปแทนพวกเรา กระแสพรรคการเมืองในตอนนี้จึงออกมาว่าพร้อมที่จะให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง มันไม่ใช่กระแสพรรคการเมือง มันคือกระแสของประชาชน คือกระแสที่ประชาชนมองเห็น ว่าถ้าหากมีการเลือกตั้งก่อนแล้วนี่มันแก้ปัญหาไม่ได้ เราซึ่งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูป ถ้าเราทํา ออกไปแล้ว เราแก้ปัญหาไม่ได้เราเอาหน้าไปอยู่ตรงไหน หลายท่านอาจจะบอกว่าศักดาพูด อย่างนี้กําลังสนับสนุนเผด็จการให้สืบทอดอํานาจ กําลังสนับสุนบ คสช. กําลังสนับสนุน รัฐบาลเผด็จการหรือ ผมถามว่าระบอบประชาธิปไตยในสถานการณ์ที่เป็นอยู่อย่างนี้ ถ้าเรา เอาใส่เข้าไปนี่มันสามารถเดินหน้าได้หรือครับ มันจะเกิดปัญหาต่าง ๆ มากมายตามมา แล้วเราควรทําหรือครับถ้าเรารู้อยู่อย่างนั้น วันนี้อย่างที่ผมได้เรียนมาแล้วว่าเราต้องร่วมแรง ร่วมใจทุกฝ่าย มุ่งเป้าหมายของการปฏิรูป วันนี้เรามี สนช. เรามี สปช. เรามี ครม. เรามี คสช. เรามีรัฐบาล ผมเชื่อมั่นพลเอก ประยุทธ์ ที่มีใจที่จะทําเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ผมมั่นใจ หลายท่านอาจจะบอกว่าเรา สปช. จะสืบทอดอํานาจ ผมถามว่าวันนี้คนที่รู้เรื่อง ปัญหาดีที่สุดในประเทศนี้ แล้วก็ไปศึกษาไปลงลึกถึงปัญหาต่าง ๆ นี่มีใครครับ ถ้าไม่ใช่ สปช. เรา โอเคครับ ท่านอาจจะบอกว่า สปช. เราบางท่านบางส่วนที่ไม่มีความสามารถหรืออาจจะไม่ใช่ ไม่มีความสามารถ อาจจะไม่ถนัดในการที่จะไปทําในเรื่องของการปฏิรูปต่อ เราสามารถตั้ง กรรมาธิการขึ้นมาได้ เราสามารถหาคนนอกมาช่วยได้ หรือท่านใดที่ไม่พร้อมที่คิดว่าตัวเองไม่พร้อม จะทําต่อลาออกได้ครับ แต่การทําหน้าที่ในครั้งนี้เป็นประวัติศาสตร์ ผมไม่ยอมอย่างไร ไม่ยอมให้การทําหน้าที่ในครั้งนี้ของเราถูกตราหน้าว่าเราดีแต่พูดเพ้อเจ้อ และไม่เป็น ผลสําเร็จในการที่เราจะทําต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ ที่ผ่านมามีผู้นําทางการเมืองโกหกระดับประเทศจนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือ เราไล่เลียงประวัติศาสตร์ดูมีทั้งไซแอมซ์ ทอล์ก ไวท์ ไล (Siamese talk white lie) และอะไรต่อมิอะไรเสียหายมากนะครับ ความน่าเชื่อถือของ ต่างประเทศหมดไปแล้ว ผมฝากไว้นะครับ จะเขียนเพิ่มไว้ตรงไหนก็ได้นะครับ ขอให้ผู้นํา ทางการเมืองและข้าราชการระดับสูงต้องรับผิดชอบสิ่งที่โกหกแล้วทําให้ชาติขาดความเชื่อถือ เสียหายมากครับ ปรองดองไม่ได้ด้วยครับ ถ้านานาประเทศเขาเชื่อถือเรามากต่อไปพูดอะไร เขาก็เชื่อ แต่ถ้าโกหกกันตลอดมาและโกหกตลอดไปผมว่าคงเป็นเรื่องที่ยาก ไว้ตรงไหนก็ได้ กรุณาใส่ไว้ให้ด้วยนะครับ เพราะผมก็ไม่ทราบเหมือนกันจะใส่ไว้ตรงไหน ท่านประธานครับ เรื่องอื่น ๆ หลายเรื่องได้มีท่านผู้อภิปรายไว้แล้ว แล้วก็ผมไม่อยากจะใช้ให้หมดเวลานะครับ ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ผมเห็นด้วยกับ ท่านประธานจุมพล รอดคําดี ที่อภิปรายทุกประการ ผมอยู่กับคณะกรรมาธิการปฏิรูป การคุ้มครองผู้บริโภค ผมเห็นด้วยกับท่านสารี อ๋องสมหวัง ประธานกรรมาธิการทุกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๖๐ ที่ท่านอภิปรายไปแล้ว ผมขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งนะครับ ความปรองดองเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ามีก้าวล่วง พระราชอํานาจ ย้ํานะครับ การก้าวล่วงพระราชอํานาจเป็นจุดเปราะบางที่สุดในประเทศนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเทียนชัย ปิ่นวิเศษ ค่ะ ท่านเทียนชัย ปิ่นวิเศษ ท่านอยู่หรือเปล่า

(นายเทียนชัย ปิ่นวิเศษ ไม่อยู่ในที่ประชุม)

ถ้าเผื่อว่าไม่อยู่นะคะ ขอเชิญท่านเตือนใจ สินธุวณิก ค่ะ

นางเตือนใจ สินธุวณิก 🔗

กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ กราบเรียน ท่านประธานและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพทุกท่านค่ะ ดิฉัน นางเตือนใจ สินธุวณิก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๘๔ สาขาสื่อสารมวลชน ดิฉันขออนุญาต ที่จะพูดถึงภาค ๔ ส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องของการปฏิรูปด้านต่าง ๆ โดยขออนุญาตที่จะเรียนเน้น เกี่ยวกับเรื่องของมาตรา ๒๙๐ โดยเป็นเรื่องของการจัดตั้งกองทุนทุนทางวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นกองทุนภาคประชาสังคมเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ การร่างรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ซึ่งอันนี้ก็ตรงกับเจตนารมณ์ที่ได้บรรจุไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาที่จะร่างไว้แล้วในมาตรา ๙๔ ที่เน้นย้ําว่ารัฐต้องส่งเสริมวัฒนธรรมและศิลปะโดยคํานึงถึงวัฒนธรรมในทุกมิติเพื่อให้เป็น รากฐานเอกลักษณ์ของชาติและท้องถิ่น บริหารจัดการวัฒนธรรม ขอเน้นย้ําขีดเส้นใต้ตรงนี้ว่า เพื่อพัฒนาคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม อันนี้ดิฉันอยากจะขอเรียนว่า จะพูดเน้นย้ําเกี่ยวกับเรื่องของการบริหารจัดการวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาคุณค่าและเพิ่มมูลค่า ทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งท่านอาจารย์คุณหมอชูชัยซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้กรุณาพูดเกริ่นไว้แล้วนะคะ อยากจะขอถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและกราบเรียน ผ่านไปถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกท่าน รวมทั้งพี่น้องสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทุกท่านให้ช่วยกันสนับสนุนสิ่งที่เราจะสร้างประวัติศาสตร์ไว้ในประเทศไทยที่จะส่งเสริม ศิลปวัฒนธรรมของชาติ ขอเรียนว่าคณะกรรมาธิการของเราคือคณะกรรมาธิการปฏิรูป ค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนาโดยการนําของท่านศิลปินแห่งชาติ ท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นั้นได้มีการคิดกันอย่างรอบคอบแล้ว แล้วก็ สนองนโยบายของรัฐบาลด้วยคือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีว่าจะมีวิธีทําอย่างไรที่จะได้กองทุนส่งเสริม ศิลปวัฒนธรรมมา ในข้อจํากัดที่ว่ารัฐบาลขาดแคลนงบประมาณในการที่จะนํามาบริหาร ประเทศหรือว่าอยู่ในขณะนี้นะคะ ดังนั้นเราจึงได้คิดค้นเสนอแนวทางซึ่งขอเรียกว่า เป็นโครงการประกันภัยนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศขอความกรุณาเมตตา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ที่จะทําเป็นภาคบังคับ ซึ่งการทําเช่นนี้ขอเรียนถามว่ามีที่อื่นเขาทํากันบ้างไหม ขอกราบเรียนว่า ประเทศในสหภาพยุโรปและเชงเก็นในยุโรปดําเนินการอยู่ ในสหรัฐอเมริกาดําเนินการอยู่ แล้วก็ในเอเชียเรา ขออนุญาตท่านประธานนะคะ เพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง ในเอเชียเราก็จะมี ประเทศญี่ปุ่น นั่นก็คือการประกันภัยนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศโดยจะขอเริ่มที่ นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาทางอากาศก่อนซึ่งจากสถิติแล้วนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามา ทางอากาศยานนั้นปีหนึ่งประมาณ ๑๗ ล้านคน เราจะขอให้มีการทําประกันภัยนักท่องเที่ยว ภาคบังคับโดยจะเก็บเงินนักท่องเที่ยวโดยให้แอบซอร์บ (Absorb) เข้ามาในตั๋วเดินทางนะคะ เพียงประมาณ ๒๐-๒๕ เหรียญ หรือประมาณ ๗๐๐ กว่าบาทเท่านั้นเอง โดยเงินจํานวนนี้นั้น ได้มีกฎระเบียบที่เราได้ศึกษาแล้วจากทางคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ได้เรียนเชิญทั้ง สํานักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง แล้วที่เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั่นก็คือคณะกรรมการ คปภ. หรือคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย มีกฎระเบียบทําได้ หมดเลยค่ะ ขออย่างเดียวว่าขอให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและสภานี้ได้สนับสนุน กราบขอว่า ขอให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้กรุณาใช้ มาตรา ๔๔ ค่ะ ทําสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ แก่ประเทศชาติอย่างยิ่ง ด้วยการสั่งการให้เป็นนโยบายของรัฐบาลนี้ในการที่จะมีส่วนทําให้ กองทุนทุนส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งชาตินี้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ได้ค่ะ แล้วก็ข้อดีนั้นก็คือเป็นการ ประกันภัยนักท่องเที่ยวนี้จะยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของไทย ทําให้มีการพัฒนา แหล่งท่องเที่ยวของไทย ส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวมาเที่ยวในบ้านเรา ก็มีความอุ่นใจที่จะท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยและที่สําคัญที่สุดนะคะ เราจะได้คัดกรอง นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพอย่างจริงจังที่จะมาเที่ยวบ้านเราโดยใช้ศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่ ทั่วทุกภูมิภาคของเรานั้นเป็นเหมือนสิ่งที่จะเพิ่มคุณค่าและมูลค่าค่ะ สิ่งนี้จะทําให้องคาพยพ ของศิลปวัฒนธรรมทั่วประเทศไทยเกิดความตื่นตัว ฟื้นคืนชีพขึ้นมา ลงไปถึงระดับที่จะเป็น ภูมิปัญญาชาวบ้าน ศิลปะพื้นบ้านทั่วประเทศ จะได้รับการสนับสนุนส่งเสริมในภาพรวม อยากจะขอกราบขอโอกาสนี้ให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน รวมทั้งพี่น้องสมาชิกทุกท่านได้ร่วมกันสนับสนุนค่ะ ดิฉันเชื่อมั่นอย่างยิ่ง อย่างเต็มหัวใจว่าถ้าหาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้กรุณาสนับสนุนโดยใช้การบริหารงาน ใช้มาตรา ๔๔ ดําเนินการสั่งการให้เป็นภาคบังคับอย่างที่ส่วนอื่นเขาทํากัน ประเทศอื่น เขาทํากันนั้นจะมีแต่ผลดี คือมีงบประมาณเข้าประเทศประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาททั้งปีค่ะ เพื่อดําเนินการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ก็ขอกราบฝากไว้เพื่อว่าเราจะได้ร่วมกันสร้าง ประวัติศาสตร์ให้กับวงการศิลปวัฒนธรรมของบ้านเรา ดิฉันก็ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง เป็นการฝากไว้ในชาตินี้โดยเป็นเกียรติประวัติของสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้ และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและคณะ คสช. ทุกท่านค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

๕ ท่าน ต่อไปนะคะ ท่านพลอากาศเอก เจษฏา วิจารณ์ ท่าน พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธน พงศ์ ท่านอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ท่านชาลี ตั้งจีรวงษ์ แล้วก็คุณหมอพลเดช ปิ่นประทีป ดิฉันขอเชิญท่าน พลอากาศเอก เจษฎา วิจารณ์ ค่ะ ท่านมี ๒๐ นาทีเลยนะคะ

พลอากาศเอก เจษฎา วิจารณ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม พลอากาศเอก เจษฎา วิจารณ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๔๘ ด้านบริหารราชการแผ่นดิน ในการอภิปรายที่ผ่านมา ๗ วันนั้นท่านจะเห็นได้ครับว่าในแต่ละวัน จะมีผู้พูดถึง กล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติมากบ้าง น้อยบ้างนะครับ เรื่องนี้ก็จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญอย่างยิ่งสําหรับประเทศของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่เรายังไม่เคยมีมาก่อน ในวันนี้ผมก็จะ ขออนุญาตอภิปรายเพื่อเป็นการเสริมในเรื่องตรงนี้แล้วก็เติมในบางสิ่งบางอย่างในประเด็น ของเรื่องยุทธศาสตร์ชาติครับ ภาพ ๑ ภาพนั้นจะแทนคําพูดได้ ๑,๐๐๐ คํานะครับ ผมอาจจะใช้เวลาในการพูดน้อยหน่อย ใช้ภาพแทน ขอใช้ภาพเพียงแค่ ๕ ภาพเท่านั้นครับ ที่จะอธิบายให้เข้าใจได้มากขึ้นนะครับ

ขอใช้ภาพแรกครับ ซีรีย์ (Series) เรื่องนี้นะครับ คิดว่าทุกท่านก็คงจะเห็น และคงรู้จักกันดี ตอนนี้ฉายมาเป็นรอบที่ ๓ แล้วนะครับ แต่เรื่องนี้มันมีความเป็นไปเป็นมา เมื่อสัก ๑๐ กว่าปีก่อน บางท่านอาจจะเคยอ่านนะครับ พอดีผมได้อ่านมาด้วยความบังเอิญ ได้ไปโหลด (Load) เอาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างทุนวัฒนธรรมของเกาหลีใต้ เพื่อเป็นสินค้าในการส่งออก ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ทําการแปลแล้วก็มีอยู่ในเว็บไซต์ (Web site) ผมก็ดาวน์โหลด (Download) มาอ่าน ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่มาครับ ยังขออยู่ที่ ภาพแรกครับ ตอนนั้นเขาเขียนไว้ชัดเจนครับว่าเขาจะมีการสร้างคนอย่างไรเพื่อที่จะนําทุน วัฒนธรรมไปทําการขาย มีการต่อยอดทุนวัฒนธรรมจากภาพยนตร์ ซึ่งในภาพยนตร์เรื่อง แดจังกึมนี้ สิ่งที่เป็นเรื่องเอกในนี้ก็คือเรื่องของอาหารเกาหลี เรื่องของการที่คนอยากจะไป เที่ยวที่ประเทศเกาหลี มีการนําไปต่อยอด นี่ละครับคือหนึ่งในประเด็นยุทธศาสตร์หรือว่า หนึ่งในวิสัยทัศน์ที่เขามองเอาไว้ แล้วก็มีการนําไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นมรรคเป็นผล แล้วก็ อาจจะเรียกได้ว่าทําในเชิงวิทยาศาสตร์ เรียกว่า เป็นแวลู เชน (Value chain) เป็นสายโซ่ แห่งคุณภาพที่มีความต่อเนื่องขึ้นไปจากการเริ่มด้วยเป็นภาพยนตร์ที่ฉายครั้งแรกแล้วก็ ตอนสุดท้าย วันนั้นถนนบ้านเราก็รถว่างเหมือนกัน เพื่อจะรอดูว่าจะจบอย่างไร อันนี้เป็นอิทธิพล ที่มาเรื่องแรก แล้วจากนั้นเขาก็มีการสืบต่อ เราก็จะเห็นว่าเขาก็มีการทําจนกลายเป็น วัฒนธรรมประเทศเกาหลีใต้ก็เป็น เคส คัลเชอร์ (Case culture) ที่พวกเรารู้จักกันดี นี่ล่ะครับ คือสิ่งที่เขามีการกําหนดไว้อย่างชัดเจนแล้วก็มีเป้าหมายในเชิงยุทธศาสตร์ แล้วก็นําไปสู่ การปฏิบัติจนตอนนี้กลายเป็นความมั่งคั่งขึ้นไปแล้วจากทุนวัฒนธรรมที่เขาได้ส่งออกนะครับ แล้วก็มีความยั่งยืน เสร็จจากตรงนี้แล้วเขาก็มีการมองต่อครับ มีคนทานอาหารเกาหลีแล้ว แล้วก็ยังมีคนตามไปดูว่าในโรงถ่ายทําภาพยนตร์เรื่องนี้หรือว่าซีรีย์เรื่องนี้ทํารายได้เข้ามา แต่เขาก็ยังไม่ทิ้งในเรื่องที่เขาทํามาเป็นเวลาเนิ่นนาน ก็คือในเรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเขาก็ทําคู่ขนานไปด้วย ปัจจุบันนี้เกาหลีเขาก็จะมองในภาพใหม่ อีกภาพหนึ่งครับ ในวิสัยทัศน์ของการเป็นประเทศที่จะเป็นเลิศในด้านนาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology) เราจะสังเกตได้ว่าตอนนี้สินค้าของประเทศเกาหลีทางด้าน อิเล็กทรอนิกส์นั้นมาเป็นผู้นํา มียอดขายแล้วก็เป็นที่นิยมอย่างมากในบ้านเรานะครับ โดยเขาเน้นในเรื่องของนวัตกรรม แล้วก็มีการทําจริง มีเป้าหมายที่จะดําเนินการไปสู่จุดนั้น อย่างชัดเจน จากวิสัยทัศน์ของประเทศเกาหลี ถ้าเราหวนกลับมาดูที่บ้านเราบ้าง

ขอภาพต่อไปครับ ตอนนี้ถ้าเผื่อท่านสมาชิกถ้าพอมีเวลาว่างแล้วก็ไปเดินเล่น แถวหน้าลานพระรูป ตอนนี้ท่านจะพบอะไรครับ พบกับรถทัวร์มากมายทีเดียวที่จอด ที่ลานพระรูปนะครับ แล้วก็ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นทัวร์จีนเท่าที่ผมสังเกตนะครับ ทัวร์จีนนี้ ก็ได้อานิสงส์มาจากอะไร จากภาพยนตร์เรื่อง โกรธ อิน ไทยแลนด์ (Growth in Thailand) ซึ่งพูดถึงเชียงใหม่ พูดถึงกรุงเทพฯ พอเห็นเขาก็อยากจะมาดู อยากจะมาดูของจริงว่า จากที่เห็นในภาพยนตร์นั้นในของจริงนั้นเป็นอย่างไร อันนี้เป็นสิ่งที่เราไม่ได้คิดนะครับ แต่เป็นสิ่งที่เราได้มาด้วยความบังเอิญ ไม่ได้มาจากยุทธศาสตร์ในการที่จะดึงนักท่องเที่ยวมา เพื่อที่จะให้มาดูประเทศเราในเรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณีหรือว่าเรื่องต่าง ๆ มันเหมือนกับว่ามันเป็นการได้ดีเพราะพี่ให้ครับ พี่ที่ดีอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งบังเอิญ มาสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ มีคนชมเยอะ มีคนติดใจ ก็เลยอยากจะเดินทางมาดูของจริงให้เห็นกับตา ของตัวเอง ตรงนี้นะครับที่ว่าถ้าเผื่อเรามียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในเรื่องนี้ อาจจะไม่ได้อยู่กับแค่ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือว่าการท่องเที่ยวอย่างเดียว อาจจะเกี่ยวกับ ภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีความสอดคล้อง มีการบูรณาการกัน มันก็จะทําให้เกิดพลัง พลังที่จะ ขับเคลื่อนตัวยุทธศาสตร์ตรงนี้ให้มีผลอย่างชัดเจน ไม่ใช่ว่าด้วยความบังเอิญหรอกครับอันนี้ การที่จะทําให้ได้ในส่วนของ

ขอภาพต่อไปครับ ผมว่าภาพนี้อาจจะไม่ชัดสักนิดหนึ่ง ขออภัยครับ ภาพนี้ ทิ้งไว้ภาพที่ ๓ ผมคิดว่าในสมาชิกของเราซึ่งเป็นอดีตข้าราชการหรือว่าข้าราชการนี้ คงจะทราบดีนะครับ แล้วก็คงจะคุ้นเคยอย่างดีกับคําว่า พาร์ท (PART) ซึ่งเป็นเครื่องมือ ในการวิเคราะห์ระดับความสําเร็จในการดําเนินงานจากการใช้จ่ายของงบประมาณซึ่งอยู่ ทางด้านบน พาร์ท ตรงนี้จากคําว่า พาร์ท ในกล่องถัดไปตรงนั้นเขาจะเขียนคําว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ผมก็เคยถามตั้งแต่ตอนสํานักงบประมาณมาบรรยายให้ฟัง ผมถามว่ายุทธศาสตร์ชาติตรงนี้ ท่านเอามาจากที่ไหน ก็ไม่สามารถให้คําตอบได้ ก็จะพูดในเชิงว่าก็ไปหาเอาจากนโยบาย ของรัฐบาล ไปหาเอาจากแผนของสภาพัฒน์ ซึ่งเราไม่มีจริง ๆ นะครับยุทธศาสตร์ชาติ แต่ว่าเราเอามาเป็นตัวตั้งในการทํางาน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าข้าราชการทุก ๆ ท่านที่ทํางาน เกี่ยวข้องกับตรงนี้คงจะทราบดี และเราก็ไปทํายุทธศาสตร์ของกระทรวง ยุทธศาสตร์ของกรม ของจังหวัดต่าง ๆ โดยที่ไม่ได้เกี่ยวโยงอะไรเลยกับยุทธศาสตร์ชาติ และที่ไปที่มาของพาร์ท บ้านเราเราเรียกว่าเป็นเพอร์ฟอร์แมนซ์ แอสเซสเมนท์ เรทติง ทูล (Performance Assessment Rating Tool) ที่ไปที่มาจริง ๆ ก็เอามาจากของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ของประเทศ สหรัฐอเมริกานั้นตัวพี (P) ของเขามันคือโปรแกรม (Program) ไม่ใช่เป็นเพอร์ฟอร์แมนซ์ (Performance) ไม่ใช่เรื่องของผลงาน แต่ว่าเนื้อหาข้างในลอกของเขามาเหมือนเป๊ะ ทุกอย่าง และประเทศสหรัฐอเมริกาเขาก็เริ่มต้นด้วยยุทธศาสตร์ชาติแล้วเขาถึงมาไล่ดูว่า ในโปรแกรมหรือว่าโครงการใหญ่ ๆ ของเขาที่สําคัญนั้นได้ดําเนินการไปสอดคล้อง แล้วก็มี การประเมินผล วัดผล ได้ผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ที่ดีอย่างไร และมีการนําไปให้กับประชาชน ได้รับทราบครับ ตรงนี้มีการขึ้นเว็บไซต์สามารถที่จะไปดูข้อมูลได้ เขาทํางานกันอย่างโปร่งใส แล้วก็ทําให้ประชาชนทั้งประเทศได้ทราบว่าชาติทําอะไร แล้วก็สามารถที่จะตรวจสอบได้ ประชาชนพอได้รับเขาจะได้รับอะไรกลับมา เราก็คงจะเป็นหลักที่ว่าเหมือนกับเชื่อ ๆ ตามกัน มาว่ามันมียุทธศาสตร์ชาตินะครับ เพราะผมเห็นบางคนก็ยังคิดว่าเรายังมียุทธศาสตร์ชาติอยู่เลย ที่จริงมันยังไม่มีนะครับ ไม่มีเป็นลายลักษณ์อักษร อาจจะมีตอนที่นักศึกษา วปอ. ไปเรียนแล้วก่อนจบหลักสูตร แล้วก็ทํายุทธศาสตร์ชาติของแต่ละรุ่น แล้วก็แถลงให้นายกรัฐมนตรีรับทราบแล้วก็จบ แต่มัน ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ชาติที่จะนํามาปฏิบัติกับประเทศไทย ทําอย่างไรละครับที่เราจะทําให้มี ยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็ขับเคลื่อนเพื่อให้มันเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

ขอภาพต่อไปครับ ตรงนี้มีสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้วว่าอย่างของ ประเทศมาเลเซียเขาทําไว้อย่างชัดเจน เขาเริ่มตั้งแต่ปี ๑๙๙๑ ตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ ได้เริ่มเอาไว้ แล้วก็มีการมาปรับเปลี่ยนในปี ๒๐๐๙ ขออภัยที่ใช้เป็น ค.ศ. นะครับ เพราะตรงนี้ ผมได้เอกสารมาแล้วก็อาจจะจําง่ายหน่อยและปี ๒๐๐๙ จะเริ่มจริงจัง แล้วก็นําไปสู่วิสัยทัศน์ ปี ๒๐๒๐ ของประเทศมาเลเซียที่เขาเรียกว่าวันมาเลเซีย และจากนั้นเขาก็ทําแบ่งเป็น ๓ สเตป (Step) ด้วยกัน ในเฟส (Phase) แรกจบไปแล้ว ตอนนี้อยู่ในช่วงเฟสที่ ๒ จะจบในปี ๒๐๑๕ เฟสแรกก็จะเหมือนกับที่เรากําลังนั่งทําอยู่นี่เขาจะมีการปฏิรูป ของเขาเป็นการปฏิรูป เพื่อมุ่งเน้นในเรื่องของเพอร์ฟอร์แมนซ์ เรื่องของผลงาน แล้วก็มาเฟสที่ ๒ เขาก็จะปฏิรูปอีกเช่นกัน ปฏิรูปเพื่อมุ่งเน้นผลงานเหมือนกัน แต่ในเชิงกว้าง และเชิงลึกมากขึ้น ซึ่งในแต่ละปีที่เขาทํา เขามีตัวชี้วัด มีอะไรต่าง ๆ ที่ชัดเจน แล้วก็เมื่อทําได้ถึงสิ้นปีแล้วมีการทําการรายงานผล ให้ประชาชนได้รับทราบ แล้วในช่วงระหว่างการทํานั้นตอนที่จะไปกําหนดตัวชี้วัดหรือว่า ค่าเคพีไอ (KPI) นั้น ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย และตอนที่กําหนดทิศทางของ ยุทธศาสตร์ แล้วก็ทํายุทธศาสตร์นั้น ภาคเอกชนมีส่วนอย่างมากทีเดียว ในส่วนของ การตรวจสอบนั้นเขาใช้ผู้ตรวจสอบจากภายนอกที่เชิญมาจากประเทศที่อยู่ในคอมมอนเวลธ์ (Commonwealth) ที่มีความสามารถต่าง ๆ แล้วก็รวมทั้งจากไอเอ็มเอฟ (IMF) จากเวิลด์แบงก์ (World Bank) มาตรวจสอบผลการดําเนินงานให้แต่ละปี แล้วก็ยังให้ไพรซ์ วอเตอร์เฮาส์ แอนด์ คูเปอร์ส (Price water house and Coopers) มาทําการประเมินให้อีกทีหนึ่ง ผลที่ออกมาเราก็จะเอาข้อเสนอแนะนั้นไปปรับปรุงแต่ละปีก็จะให้เห็นว่าตัวของยุทธศาสตร์ชาติ มันเป็นกระบวนการที่เป็นพลวัตไม่ได้หยุดนิ่ง เพียงแต่ว่ามันมีความสําคัญก็คือว่า มันมีความต่อเนื่องแล้วก็ถ้าเผื่อเรากําหนดตัวตั้งได้ จากภาพเมื่อสักครู่ขออีกครั้งหนึ่งครับ ทางด้านซีกซ้ายซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ชาติเราก็จะสามารถทําเป็นยุทธศาสตร์ของกระทรวง แล้วก็ไล่ลงมาเรื่อย ๆ จนถึงข้างล่าง และจากนั้นทางด้านซีกขวามือก็จะเป็นภาพของตัวชี้วัด ซึ่งจะมีค่าเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราจะทําอะไรและมีความต้องการอย่างไร ทุกคนจะเห็นร่วมกัน เขาจะมีความเรียกว่าเป็นมันยิ่งกว่าคอมมิทเมนท์ (Commitment) อีกครับ มันจะเป็น เอ็นเกจเมนท์ (Engagement) ของทั้งรัฐบาล ทั้งภาคการเมือง และของภาคประชาชนด้วย เพื่อที่จะทําการขับเคลื่อนประเทศให้ไปสู่ยังจุดนั้น ๆ ซึ่งมีเป้าหมายอย่างที่เรียนให้ทราบครับ ว่าชัดเจนแล้วก็ตรวจสอบได้ ในการจัดทํายุทธศาสตร์เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมก็ได้รับทราบจาก สมาชิกของ สปช. ท่านหนึ่ง ท่านไปประชุมที่กัมพูชาครับ ก็เป็นการประชุมเกี่ยวกับเรื่อง ของการปฏิรูประบบราชการ เป็นเรื่องของกัฟเวอร์นเมนท์ รีฟอร์ม (Government reform) แล้วก็ได้ทราบจากท่านว่าตอนนี้กัมพูชาก็กําลังทํายุทธศาสตร์ชาติอยู่ครับ แล้วในประเทศ อย่างอินโดนีเซียนั้นมีแล้ว มาเลเซียก็มีแล้ว อย่างของอินโดนีเซีย แล้วก็อินโดนีเซียนั้นเขาทํา บางเรื่องที่บางทีเราอาจจะคิดไม่ถึงเลยว่าเขาทําไปได้ไกลถึงขนาดนั้น เขาคัดเลือกบุคคล เพื่อที่จะเข้ารับราชการนะครับ มีผู้มาสมัคร ๒.๖ ล้านคน จับสอบในวันเดียวกัน โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วย สอบที่หน้าจอ เสร็จแล้วผลการสอบในแต่ละข้อ แต่ละข้อนั้นคนข้างนอก ทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครองต่าง ๆ สามารถที่จะมอนิเตอร์ดูได้แล้วก็รู้เลยว่า ผลการสอบนั้นถูกต้องหรือผิดประการใด แล้วพอสอบจบส่ง ทําเสร็จตรงนี้ก็เป็นคะแนน ของตัวเองออกมาเลย นี่ก็คือเขาทําให้สามารถโปร่งใสได้ แล้วก็ตรวจสอบได้นะครับ โดยใช้ เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ตรงนี้ถ้าเราทําได้มันก็นําไปสู่ความเสมอภาค ความปรองดอง ความสมานฉันท์ต่าง ๆ จะตามมาเอง เพราะว่าทุกคนรู้ว่าได้รับความยุติธรรม มีความเท่าเทียมกัน อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่เรียนให้ทราบในของมาเลเซียนั้นจะมีตัวชี้วัดที่สําคัญอยู่ทั้งหมด ๑๒ บวก ๗ ครับ ๑๒ นั้นเป็นด้านเศรษฐกิจ แล้วอีก ๗ นั้นเป็นเรื่องของรัฐบาล

ขอภาพต่อไปครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราเองทุกคนก็ทราบดี แล้วก็เห็นนะครับว่า ประเด็นในเรื่องของการคอร์รัปชันซึ่งถือว่าเป็นมะเร็งร้ายของบ้านเรา ยังไม่สามารถแก้ไขได้ แล้วก็ยังไม่มีใครที่จะคิดมาแก้ไขอย่างจริงจัง เราก็จะอยู่ตรงนี้ในพื้นที่ที่เป็นสีแดง คะแนนเคยอยู่ ประมาณ ๓ กว่า ๆ นี้ตลอด ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ประมาณสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ตลอด ไม่เคย สอบผ่านไป ๕๐ เลย มาเลเซียเมื่อก่อนเขาก็อยู่ระดับเดียวกับเราครับ แต่พอหลังจากที่มี การนํายุทธศาสตร์ชาติมาใช้ มีแผน มีโครงการแล้วก็ทํางานตรงนี้อย่างจริงจัง เขาขึ้นไป ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว ของเราก็ยังอยู่ในระดับตัวเดิมตรงนี้ แล้วก็จากการที่ได้สอบถามกับ สปช. ท่านที่ได้ไปร่วมประชุมนั้นเขาบอกว่าทุกประเทศเขาจะพูดเหมือนกันครับว่า วาระ ในเรื่องของการปราบการทุจริตคอร์รัปชันนั้นเป็นวาระที่สําคัญอย่างมาก ที่จะต้องทําใน ยุทธศาสตร์ชาติ ทุกประเทศจะพูดตรงกันหมดครับ จะต้องมีอีกแล้วก็อาจจะเป็นวาระแรก ๆ ด้วยที่ต้องรีบทํา เพราะมันจะมีส่งผลกระทบต่อเรื่องอื่นได้อย่างมากมาย ในประเด็นตรงนี้ ก็จะเห็นว่าอย่างบ้านเราอันนี้จากประสบการณ์ตรงของผมเองในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาก็จะมี การจัดเหมือนกับเป็นอีเวนท์ (Event) ว่าเราจะทําในเรื่องของวาระแห่งชาติ ในเรื่องของ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ครั้งแรกที่ผมไปร่วมก็คือมีหนังสือเชิญจาก สํานักนายกรัฐมนตรีให้ไปร่วมที่เซ็นทรัลเวิลด์ ก็มีการจัดเป็นออกบูธ (Booth) ออกอะไร แล้วก็มีผู้นําของประเทศไปแล้วก็กล่าวเปิดงาน หลังจากนั้นไปอีก ๑ ปีก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครั้งที่ ๒ ได้ไปอีกครั้งหนึ่งที่ทําเนียบรัฐบาล วันนั้นมาแบบด่วนเลยครับ มีหนังสือมาถึง ผู้บัญชาการทหารอากาศท่านก็ให้ฝ่ายเสธ. โทรมาบอกผม พอดีผมทํางานด้านพัฒนา ระบบราชการของกองทัพอากาศอยู่ โทรมาบอกว่าช่วยไปหน่อยสิ ผมก็รีบไปเลย โทรมาบอก ตอนสิบเอ็ดโมง แล้วก็ตอนบ่ายบอกว่าทางคณะรัฐมนตรีจะมีการแถลงข่าว ผมก็ไปยืนเป็น วอลล์เปเปอร์ (Wall paper) อีกเหมือนเดิมครับ แล้วก็มีการแถลงเหมือนเดิมครับ แล้วก็จากนั้น จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการทําอะไรเกิดขึ้น อันนี้มันเหมือนกับการทําที่มันไม่มียุทธศาสตร์นะครับ แล้วก็จริง ๆ แล้วถ้าเผื่อเราอ่านในเรื่องของซีพีไอ (CPI) หรือว่า คอร์รัปชัน เพอร์เซพท์ชัน อินเด็กซ์ (Corruption Perceptions Index) จริง ๆ แล้ว มันจะมีบอกเองว่าเขามีวิธีการวัด อย่างไรในแต่ละเรื่อง แต่ละเรื่องกว่ามาประกอบเป็นคะแนนตรงนี้ได้ กว่าจะมาประกอบ เป็นการจัดลําดับของประเทศได้ ถ้าเผื่อเราเอาตรงนั้นมาทําจริง ๆ ป่านนี้คะแนนเราคงจะสูงขึ้น ลําดับเราคงจะลดลง เป็นลําดับที่อาจจะเหลือแค่เลข ๒ ตัวต้น ๆ ก็ได้ แต่มันไม่มีครับ ไม่มียุทธศาสตร์ชาติที่จะมาทํา มาขับเคลื่อนตรงนี้อย่างจริงจังนะครับ มันก็เลยทําให้ เป็นการที่เหมือนกับเป็นพิธีกรรมเฉย ๆ ในการทํางานในเรื่องต่าง ๆ ความสําคัญของ ยุทธศาสตร์ชาตินั้นอยู่ที่การมีเป้าหมายที่ชัดเจน ที่ทุกคนได้รับทราบร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็พลเมืองจากที่เราจะคุ้นเคยกันในช่วงนี้ ถ้าทุกคนได้ทราบ ได้รู้ถึงเป้าหมายว่า เราจะเดินไปถึงจุดตรงนั้น วิธีการนี้อาจจะเปลี่ยนไป อาจจะแตกต่างกันไปได้ แต่เรารู้เป้าหมายเดียวกัน และเราก็ต้องการไปถึงจุดนั้นได้ พอคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบาย ก็คงจะอยู่ในกรอบตรงนี้ตามยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็ผู้ที่อยู่ข้างล่างก็จะคอยดู คอยช่วยกัน ตรวจสอบ อาจไม่จําเป็นจะต้องมีใครมาประเมินมาก คนคอยดูเอง เพราะว่าถึงเวลาสิ้นปี ก็ต้องทําการรายงานผลให้ทราบว่าได้ดําเนินการไปอย่างไรแล้วในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งอย่างที่ผมเรียนให้ทราบครับ ทุกอย่างมันเป็นกระบวนการที่เป็นพลวัต แล้วก็น่าจะเป็น ประโยชน์อย่างมากทีเดียวในการปฏิรูปครั้งนี้ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง 🔗

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านพันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ค่ะ

พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ : กราบเรียนประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม พันตํารวจ จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดมุกดาหาร วันนี้ผมขออภิปรายในภาค ๔ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง จากหมวด ๑ ก็คือบททั่วไป มาตรา ๒๗๘ บัญญัติว่าความในภาคนี้ให้สิ้นผลบังคับในวันถัดจาก วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ครบ ๕ ปี อันนี้ผมคงเห็นด้วยอย่างยิ่ง และในส่วนที่ ๒ หมวด ๒ ก็คือส่วนที่ ๑ ได้บัญญัติว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ การปฏิรูปแห่งชาติ ในส่วนนี้ในเบื้องต้นผมก็เห็นด้วยที่จะให้มีการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ เห็นด้วยนะครับให้มีการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ และให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ การปฏิรูปแห่งชาติ แต่ผมก็ขอเปรียบเทียบหน่อยนะครับว่าการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ ก็ขอเปรียบเทียบกับการผลิตรถยนต์ การสร้างหัวจักรรถไฟ การต่อเรือและการสร้างเครื่องบิน ที่เปรียบเทียบเช่นนี้ก็เนื่องจากว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติถือว่าเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ ในการปฏิรูป คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็เปรียบเทียบว่าเป็นวิศวกรในการที่จะเป็น ผู้ผลิตรถยนต์ ต่อเรือและสร้างเครื่องบิน และขอเปรียบเทียบว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ เป็นคนขับหรือกัปตันในอนาคต แล้วก็ขอเปรียบเทียบว่าประชาชนและพลเมืองเป็นผู้ว่าจ้าง ในการที่จะปฏิรูปหรือว่าการผลิตรถยนต์ การผลิตหัวจักรรถไฟหรือการต่อเรือและการสร้าง เครื่องบินดังกล่าว อันนี้ผมขอเปรียบเทียบอย่างนี้นะครับ สาเหตุที่เปรียบเทียบก็เนื่องจากว่า เจตนารมณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือว่าเจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่ต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศ ดังกล่าวข้างต้น กระผมจึงมีความคิดเห็นว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญควรจะมีการ บัญญัติข้อความใหม่ในมาตรา ๒๗๙ เป็นดังนี้นะครับ มาตรา ๒๗๙ บัญญัติว่าเพื่อประโยชน์ แห่งการดําเนินการปฏิรูปประเทศให้ต่อเนื่องจนบรรลุผล ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติเท่าที่มี จํานวนสมาชิกอยู่นับแต่วันรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

๑. ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยการเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอ ในการปฏิรูปต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและ สร้างความเป็นธรรมในด้านต่าง ๆ ตามที่กําหนดในหมวดนี้ ส่วนการปฏิรูปในด้านอื่น ๆ ซึ่งมิได้บัญญัติไว้ในหมวดนี้ให้กระทําได้ตามข้อเสนอของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ การปฏิรูปแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า สามในสี่ของจํานวนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

๒. นําแผนและขั้นตอนการออกกฎหมายและการปฏิบัติเพื่อให้เกิดการปฏิรูป ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ รวมทั้งแผนงานและยุทธศาสตร์การปฏิรูปของทุกภาคส่วน มาบูรณาการเพื่อให้สามารถลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง และต่อเนื่อง

๓. ส่งเสริมการศึกษาการวิจัยและการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูป

๔. เสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพของประชาชนเพื่อความเป็นพลเมืองที่ดี รวมทั้งสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางสังคมด้วยกระบวนการสมัชชาเพื่อการปฏิรูป

๕. ติดตามและประเมินผลการดําเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มี การปฏิรูปที่สอดคล้องและเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

๖. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติ

๗. แต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ

อันนี้ล่ะครับเนื่องจากว่าการที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะบัญญัติ ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมคิดอย่างนี้นะครับว่าการที่จะแต่งตั้งสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งและโปรดเกล้าฯ ให้ดํารงตําแหน่ง แต่ผมคิดว่าประกาศแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ฉบับลงวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๗ นี่ล่ะครับเป็นการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้วให้ทําหน้าที่ในการปฏิรูปประเทศ นอกจากนั้นแล้วยังมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ได้รับรองอํานาจหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติไว้แล้วตามมาตรา ๒๗ บัญญัติว่าให้มี สภาปฏิรูปแห่งชาติมีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ๑๑ ด้าน มาตรา ๒๘ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ ประกอบด้วย สมาชิกจํานวนไม่น้อยกว่า ๒๕๐ คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง อันนี้ก็บัญญัติไว้แล้วนะครับ แล้วก็บัญญัติว่า สภาปฏิรูปแห่งชาติมีอํานาจหน้าที่ในการศึกษาวิเคราะห์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สุดท้ายนะครับ ขออนุญาตท่านประธาน มาตรา ๓๙ นี้ ยังกําหนดให้ว่าเมื่อจัดทําร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อประโยชน์ในการจัดให้มีร่างกฎหมายและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่น ที่จําเป็น ในการนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติอาจแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นเพื่อพิจารณา ร่างกฎหมายที่จําเป็นก็ได้ แต่เมื่อมีประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่แล้ว การปฏิบัติหน้าที่ของ สภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ ประกาศใช้นั้น อันนี้ผมก็เห็นว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ควรจะปรับเปลี่ยนจาก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้เป็นอํานาจและหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทําหน้าที่ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อไปนะครับ กราบขอบคุณครับ

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ค่ะ ท่านมี ๑๕ นาทีค่ะ

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล 🔗

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ นะครับ ผม นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล สําหรับวันนี้จะขออภิปรายในภาค ๔ หมวด ๒ ส่วนที่ ๒ การปฏิรูปด้านต่าง ๆ นะครับ แล้วก็คงจะพยายามเน้นในเรื่องของมาตรา ๒๘๘ ที่เกี่ยวกับ ปฏิรูปด้านพลังงาน แต่ว่าก็คงจะพูดเกี่ยวข้องไปถึงการปฏิรูปในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมรวมถึงในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับด้านพลังงานด้วย นะครับ มีประชาชนและเพื่อน ๆ โดยเฉพาะในวงการพลังงาน เขามาถามผมบอกว่าที่เขียนไว้ ในเรื่องพลังงาน ในร่างรัฐธรรมนูญมีความพึงพอใจไหมนะครับ ผมก็บอกว่าถ้าถามผมในใจ ผมนี้ก็ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ยอมรับได้ ก็อาจจะมีบ้างเล็กน้อยที่อาจจะตัดออกไป หรือไม่ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญหรือว่าบางส่วนก็มีการเติมเข้ามา ซึ่งส่วนที่เติมเข้ามานี้ บางเรื่องก็อาจจะมีผลกระทบอยู่เหมือนกัน ซึ่งผมก็อาจจะเรียนให้ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทราบนะครับ

สําหรับเรื่องแรกที่มีการพูดถึง อันนี้เป็นเรื่องที่ผมชอบมากที่สุดเลยที่พูดถึงในเรื่อง ของการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีธรรมาภิบาลและยั่งยืน ผมต้องเรียนว่าเรื่องพลังงาน เป็นเรื่องใหญ่แล้วก็เป็นเรื่องที่มีเงินเกี่ยวพันจํานวนค่อนข้างมาก ผลประโยชน์ค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นธรรมาภิบาลจะเป็นเรื่องที่สําคัญมากที่สุดเลย เพราะถ้าเราเกิดธรรมาภิบาล ขึ้นมามีการกํากับกิจการที่ดีแล้ว เรามีคนที่ดีเข้ามาบริหารในเรื่องของพลังงาน เรื่องอื่น ๆ มันจะตามมา เรื่องที่ดีอื่น ๆ จะตามมา เพราะฉะนั้นในเรื่องธรรมาภิบาลที่มีการยกขึ้นมาเป็น เรื่องแรก ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ปัจจัยสําคัญ ผมอยู่ในวงการพลังงานมาก็ ๓๐ กว่าปี แล้วก็ต้อง เรียนว่าที่ผ่านมาระยะแรก ๆ เรื่องพลังงานมีการกํากับที่ดีมาก คนที่ดูแลก็เป็นคนที่น่านับถือ คํานึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักเสมอมา แต่ว่าเมื่อประมาณ ๘-๙ ปีที่ผ่านมานี้ ก็มีการเปลี่ยนไป คนที่อยู่ในวงการพลังงานนี้เศร้าแล้วก็ขมขื่น เพราะว่าการเมืองเขามี บทบาทอย่างมากเข้ามาแทรกแซงต่าง ๆ การแทรกแซงต่าง ๆ ก็ทําให้เกิดประชาชน ไม่ไว้วางใจว่าสิ่งที่แทรกแซงขึ้นไปและทําขึ้นมาในเรื่องพลังงานจะเกิดความเป็นธรรมต่อ ประชาชนหรือเปล่า และมีการฉวยหาผลประโยชน์ต่าง ๆ หรือเปล่า คนในวงการพลังงาน ทราบดีครับว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการในกระทรวงพลังงาน ผู้บริหารในบริษัท พลังงานของรัฐและเอกชนทราบดีว่า ๘-๙ ปีที่เกิดขึ้นผ่านมาเป็นอย่างไร มาถึงวันนี้เราดีใจ ที่ว่าหลาย ๆ เรื่องได้มีการจัดการไป ผมคิดว่าในเรื่องธรรมาภิบาลมันต้องเริ่มจากผู้บริหาร ถ้าพูดถึงผู้บริหารก็จะต้องพูดไปถึงรัฐมนตรีที่ดูในเรื่องของกระทรวงพลังงาน เราอยากได้ คนที่เป็นคนดี คนเก่ง มีธรรมาภิบาล ถ้าคนดีคนเก่งแล้วมองผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ นี่นะครับ การแต่งตั้งกรรมการที่เป็นบริษัทพลังงานของรัฐหรือเป็นบริษัทลูกของรัฐ ที่อาจจะเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจหรืออาจจะเป็นบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทยก็จะได้รับการดูแลที่ดี และพูดจริง ๆ นะครับ กรรมการที่อยู่ในองค์กร ลักษณะนี้น่าจะเป็นกรรมการอิสระให้มากที่สุด ใจผมอยากเห็นกรรมการอิสระเกือบ ๑๐๐เปอร์เซ็นต์เลย และกรรมการอิสระถามบอกว่าเขาไม่ใช่ตัวแทนของผู้ถือหุ้นก็คือรัฐ แต่เขาเป็นประชาชนคนไทย เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็มีความรู้ความสามารถที่เราน่าจะเชิญ เขามาเป็นกรรมการในการดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะฉะนั้นตรงนี้คงเป็นจุด ที่มีความสําคัญมาก ถ้ากรรมการดีแล้วอย่างอื่นจะตามมาอีกครับ ผู้บริหารก็จะดีด้วย กรรมการสรรหาที่มีการแต่งตั้งผู้บริหาร ที่ผ่านมาผมเรียนตรง ๆ ว่ารัฐบาลบอกว่าจะเอาอะไร ก็เป็นคนนั้นครับ กลายเป็นว่ากรรมการสรรหาแทบจะไม่มีน้ํายาอะไรเลย ซึ่งผมก็คิดว่า มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องธรรมาภิบาลที่ดีเลย เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ ก็คงเป็นจุดหนึ่งที่คิดว่ามีความสําคัญที่เราจะต้องพยายามหามืออาชีพ แล้วก็เป็นกรรมการ อิสระมาดูแลในเรื่องของกิจการพลังงานให้มากนะครับ

มีอีกเรื่องหนึ่งที่พูดถึงเรื่องของความมั่นคง แต่ไม่ได้อยู่ในการปฏิรูปนะครับ ความมั่นคงด้านพลังงานนี่เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ แต่ก็ดีใจที่ว่าทางด้านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ใส่ไว้ในหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในมาตรา ๙๓ ที่พูดถึง ความมั่นคง ความจริงแล้วความมั่นคงมันควรจะหมายถึงว่าทั้งปริมาณเพียงพอ มีคุณภาพ ที่เหมาะสม และราคาที่ยุติธรรมด้วย แต่เราก็ไม่ได้เขียนรายละเอียดลงไปในมาตรา ๙๓ อะไรนะครับ แต่อาจจะเน้นว่าราคาที่ต้องเป็นธรรมมันมีความสําคัญ ปริมาณและราคา เพราะว่าประชาชนก็ยังแคลงใจอยู่ว่าราคาพลังงานมีความยุติธรรมต่อประชาชนหรือเปล่า

มีอีกนิดหนึ่งในมาตรา ๙๓ ได้พูดถึงเรื่องของการสนับสนุนการผลิตและการใช้ พลังงานหมุนเวียนทุกประเภทอย่างต่อเนื่องเต็มศักยภาพ ผมเห็นท่านกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญได้มีการพูดตอนแรก ๆ ขึ้นมาในเรื่องนี้ ความจริงผมเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุน เรื่องพลังงานหมุนเวียนมาอย่างต่อเนื่องนะครับ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้ความเห็นก็คือ คําว่า ทุกประเภทอย่างต่อเนื่องเต็มศักยภาพ คือถ้ามันปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ผมว่ามันจะ เป็นอันตรายอยู่นิดหนึ่ง ก็คือจะต้องมี เพรซเชอร์ (Pressure) ไปถึงรัฐบาลว่าท่านจะต้องเป็น ผู้สนับสนุนพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนทุกชนิดเต็มศักยภาพ บ้านเราต้องเรียนว่า อย่างทุกวันนี้ที่เราใช้พลังงานหมุนเวียนซึ่งมีหลายประเภทมาก เช่น พลังงานชีวภาพที่เรารู้จักกันดีก็อาจจะเป็นเอทานอล (Ethanol) ไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือว่าเป็นพลังงานแสงแดด พลังงานลม พลังงานชีวมวล เราต้องเรียนว่าพลังงานเหล่านี้ ยังมีราคาค่อนข้างแพงอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเราสนับสนุนอย่างเต็มศักยภาพเลย อาจจะเป็นปัญหา ในเรื่องของต้องใช้เงินสนับสนุนค่อนข้างจะเยอะ แต่ถ้าเราไม่ใส่คําว่าเต็มศักยภาพสนับสนุน ก็จะทําให้รัฐบาลในช่วงนั้น ๆ ได้สนับสนุนอย่างพอดี พอสมควร พอเหมาะนะครับ ผมยกตัวอย่างเช่นวันนี้เอทานอลกับไบโอดีเซลทราบไหมครับว่าราคาแพงกว่าน้ํามันดีเซล หรือน้ํามันเบนซิน หน้าโรงกลั่นตกประมาณลิตรละ ๑๐ บาท เราก็สนับสนุนมากรัฐบาล ประชาชนก็ต้องใช้เงินสนับสนุนไปเยอะ อย่างตอนนี้ทุกลิตรที่ประชาชนเติมแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) ชนิดต่าง ๆ โดยเฉลี่ยแล้วจะสนับสนุนอยู่ประมาณเกือบ ๑ บาทต่อลิตรด้วยกัน ถ้าเติมไบโอดีเซลก็ตกประมาณ ๖๐-๗๐ สตางค์ต่อลิตร รวมเป็นเงิน ๒ ชนิดนี้ ปีหนึ่งก็ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ก็เป็นเงินจํานวนค่อนข้างมาก แต่ถ้าเราสนับสนุน อย่างเต็มที่เลยไม่หยุดยั้งเลยเราต้องใช้เงินสนับสนุนค่อนข้างเยอะ เช่นเดียวกับพลังงาน แสงแดด พลังงานแสงอาทิตย์ประเทศไทยเราผลิตได้เยอะแยะไปหมดไม่ว่าจะเป็นโซลาร์ รูฟทอป (Solar rooftop) เสรีที่เราผลักดันอยู่หรือว่าเป็นโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) ใหญ่ ๆ แต่ถ้าเรา สนับสนุนมากเราก็ต้องใช้เงินเยอะนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือประชาชนจะต้องแบกภาระค่าไฟ ที่มากขึ้น แพงขึ้น ต้นทุนสินค้าก็จะสูงขึ้นไปด้วย เพราะฉะนั้นผมก็ยังเห็นว่าในเรื่องของ ทุกประเภทอย่างต่อเนื่องเต็มศักยภาพอยากให้ตัดออกไป เราสนับสนุนแต่ว่าไม่ต้องใส่หรอกครับ ทุกประเภทเต็มศักยภาพนะครับ

อีกอันหนึ่งคือเรื่องของการวิจัยพัฒนา อันนี้ก็คล้าย ๆ กันที่เราไปใส่ว่าจะต้อง มีการสนับสนุนในการวิจัยทุกประเภท ทุกประเภทอาจจะไม่เหมาะสําหรับประเทศไทย เพราะว่าหลาย ๆ เรื่องเราอาจจะไม่ต้องใส่เงินแล้วก็ใส่นักวิจัยเข้าไปหรอกครับ เพราะคนวิจัย ผู้เชี่ยวชาญก็มีน้อยอยู่แล้ว เงินก็มีจํากัดอยู่นะครับ อย่างเช่น พลังงานใต้พิภพอย่างนี้ พลังงานคลื่นอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่าประเทศไทยศักยภาพน้อย เราอย่าใส่เงินเข้าไปเลยดีกว่า เราควรจะใส่เงินวิจัยเรื่องใหญ่ ๆ ที่เราคิดว่าเรามีศักยภาพที่จะทําเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้น คําว่าทุกประเภทแล้วก็ทุกชนิดก็อยากจะให้ตัดออกไป กลับมาที่มาตรา ๒๘๘ อีกครั้ง ที่มีการเขียนบอกว่า ผมเข้าใจว่าอันนี้เป็นความต้องการของทางด้านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญมากก็คืออยากจะให้มีการแก้กฎหมายหรือว่าจะมีการออกกฎหมายใหม่ โดยเฉพาะมีพูดถึงกฎหมายปิโตรเลียมด้วย ความจริงแล้วผมคิดว่าถ้าเป็นกฎหมายด้านที่ เกี่ยวข้องกับพลังงานมันมีหลายเรื่องมากไม่ใช่ปิโตรเลียมอย่างเดียว การที่ไปเน้นปิโตรเลียม อย่างเดียว คําถามก็คือว่าแล้วเราไม่ใส่เรื่องพลังงานหมุนเวียนหรืออื่น ๆ เข้ามาอีกด้วย ผมคิดว่าเราควรจะตัดเรื่องปิโตรเลียมออกไป และผมก็เข้าใจว่าวันนี้ทางรัฐบาลเองก็มี นโยบายชัดเจนในการที่จะแก้กฎหมายอันนี้ ความจริงผมก็รอคอยว่าที่บอกจะเสร็จภายใน ๓ เดือนเป็นอย่างไร เพราะว่าการแก้ไขคราวนี้เราอยากเห็นประเทศไทยเรามีความยืดหยุ่น ในการอาจจะใช้ระบบที่เรียกสัมปทาน การต่อสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือระบบ การจ้างผลิต จะเป็นระบบไหนก็ไม่เกี่ยง แต่เราคิดว่าเราก็คงจะต้องสามารถที่จะเลือกให้เกิด ความเหมาะสม แล้วก็ต้องทําให้เกิดใจเป็นธรรมนะครับว่าเลือกระบบไหนเป็นระบบ ที่เหมาะสมต่อประเทศไทย โดยคํานึงถึงเรื่องผลประโยชน์ต่อประเทศ และที่เราเรียกว่า อย่าให้การผลิตหยุดชะงักขึ้นมา เพราะการหยุดชะงักหรือชะลอหรือปริมาณผลิตที่ลดลง จะส่งผลกระทบต่อปริมาณปิโตรเลียมหรือแก๊สธรรมชาติที่ต้องนําเข้าจากต่างประเทศ สุดท้ายตัวนี้ก็จะไฟลย์แบค (Flyback) กลับมาก็คือจะทําให้ต้นทุนไฟฟ้าเราจะแพงขึ้น สินค้าเราก็อาจจะแข่งขันไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะแก้ไขจะทําอะไรก็ตามจะใช้ระบบไหน ขอให้คํานึงถึง ๒ เรื่องนี้นะครับ

มีอีกอันหนึ่งนะครับ ในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องของพลังงาน ในเรื่องของระบบ ข้อมูลต่าง ๆ เรื่องข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งอยู่ใน (๓) ๒-๓ วันนี้ผมก็ได้รับข้อมูลที่อยู่ในไลน์ (Line) แต่หลายท่านก็คงเห็นในที่นี้ที่บอกประเทศไทยเรามีน้ํามันมากกว่าประเทศซาอุดีอาระเบีย มากกว่าประเทศคูเวตอีก ข้อมูลลักษณะนี้มันมาอยู่เรื่อย ๆ แต่เป็นข้อมูลที่ไม่จริง ผมอยู่ใน วงการพลังงาน ๓๐ ปี ประเทศไทยต้องนําเข้าน้ํามันออกมาประมาณเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ของความต้องการ แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็ยังปรากฏอยู่อย่างตลอดเวลา เพราะฉะนั้นข้อมูล ที่ปรากฏอยู่ก็ทําให้ประชาชนทั่วไปก็คิดว่ามันจริงหรือครับ ไม่ต้องอื่นไกลญาติพี่น้องผมเอง แม้กระทั่งเพื่อนที่เรียน วปอ. ด้วยกัน เป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังมาถามผมว่า พี่อนุสรณ์มันจริง หรือเปล่าเรื่องประเทศไทยมีน้ํามันมากกว่าซาอุดีอาระเบีย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตรงจุดนี้ ก็คงจะต้องทําความเข้าใจก็คือว่าควรจะมีศูนย์ในเรื่องข้อมูลที่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง เพื่อจะขจัดปัญหาต่าง ๆ ออกไปในความที่ไม่เข้าใจนะครับ ในเรื่องของ ประชาชนมีส่วนร่วม อันนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญนะครับ ประชาชนมีส่วนร่วมอันนี้ก็เป็นหนึ่งที่ผม ถูกใจมากอันหนึ่งก็คือว่า นโยบายพลังงานสิ่งที่เราไม่อยากไม่เห็น ก็คือเรื่องของการ ออกนโยบายแล้วได้ผลประโยชน์ หรือผลประโยชน์เชิงนโยบาย รัฐบาลก่อน ๆ มีการพูดถึง นโยบายบางเรื่อง ผมขอไม่เอ่ยในที่นี้ พอพูดออกมาปั๊บ คนอยู่ในวงการพลังงานบอก ท่านกําลังจะหากิน ท่านกําลังจะหาผลประโยชน์ เราไม่อยากให้เกิดการหาผลประโยชน์ เชิงนโยบาย เพราะฉะนั้นการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการที่จะกําหนดนโยบาย แล้วรวมทั้ง การติดตามตรวจสอบด้วย เป็นเรื่องที่สําคัญ คณะกรรมการพลังงานแห่งชาติควรจะมีตัวแทน จากภาคประชาชนเข้าไปนั่งอยู่ในนั้นด้วย จะได้ค้านได้ หรือให้ความเห็นได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ ผมคิดว่าทางด้านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ เวลาจํากัด ผมขอไปที่ มาตรา ๒๘๗ นิดหนึ่งในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมยังติดใจ อยู่มากเกี่ยวกับเรื่องของเอสอีเอ (SEA) ที่พูดถึงการประเมินสิ่งแวดล้อมและระดับ ยุทธศาสตร์มาใช้ ผมเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ผมเรียนตรง ๆ ผมถามเพื่อน ๆ ที่อยู่ในวงการ เขาบอกว่าเขาก็ไม่รู้คืออะไรเหมือนกัน แต่คํานี้ได้ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญและ ๒ ครั้ง ด้วยกัน โดยเฉพาะมาตรา ๖๔ ด้วย ซึ่งผมได้อภิปรายไปแล้วตั้งแต่แรก ความไม่รู้ถ้าออกไป ก็อาจจะเกิดผลกระทบได้ เพราะฉะนั้นเราทําความเข้าใจให้มีความชัดเจนสักนิดหนึ่งว่า หมายถึงอะไร

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกัน คือเรื่องปฏิรูปการศึกษา ผมเองเป็น ชาวอาชีวะด้วย วันนี้ก็ได้ทํางานกับอาชีวะ แล้วก็พยายามที่จะผลักดัน โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการเข้ามาร่วมในการสร้างเด็กอาชีวะร่วมกับทางภาครัฐที่เราเรียกว่า ระบบทวิภาคี แต่สิ่งหนึ่ง ที่เป็นปัญหาอยู่ตลอดมา ก็คือเราจะทําอย่างไรให้เด็กไทยซึ่งมีปีหนึ่งประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน ครึ่งหนึ่งหันมาเรียนอาชีวะ แต่สิ่งหนึ่งที่มันเป็นปัญหาที่สุดก็คือเรื่องของค่าใช้จ่ายรายหัว ค่าใช้จ่ายรายหัวที่ผ่านมานี้เป็นการแย่งเด็กกันระหว่าง สพฐ. กับอาชีวศึกษา โดยเฉพาะ สพฐ. จะพยายามดึงเด็กของตัวเองไว้ เพราะว่ามีงบประมาณรายหัว แต่ในรัฐธรรมนูญก็จะมี การใส่ใน (๒) ว่าให้มีการจัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัวโดยตรงแก่เด็กนักเรียน ถึงแม้ว่าจะทําเป็น รูปคูปองอะไรก็แล้วแต่โดยตรง แต่สุดท้ายมันก็คงจะกลับไปที่เดิมก็คือมีการแย่งเด็กกันอีก ก็จะไม่เกิดความสําเร็จในเรื่องของการที่ผลักหรือว่าจะแนะนําให้เด็กที่หันมาสนใจเรื่องเรียน อาชีวะ ซึ่งวันนี้การเรียนอาชีวะเรียนไปได้เงินไป จบมีงานทําทันที ผู้ประกอบการรับหมด ผมก็เรียนตรง ๆ ว่าแม้กระทั่งเป็นผู้ประกอบการได้คุย ๆ กัน พยายามผลักดันเรื่องนี้มาก แต่ถ้าท่านมีเรื่องค่าใช้จ่ายรายหัว ผมคิดว่าจะไม่ประสบความสําเร็จ

สุดท้ายเดี๋ยวจะไม่ทันสมัยก็ต้องพูดถึงเรื่องสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สักนิดหนึ่ง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ฝากท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจจะนําไปพิจารณาดูว่า ถ้าเรามีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่มาของสมาชิกสภาควรจะมีการสรรหาใหม่ ทั้งหมดเลยไหม ไม่จําเป็นหรอกครับที่จะต้องมี จะเป็น สนช. ปัจจุบัน หรือเป็น สปช. ผมว่า คนอื่นที่มีทรงคุณวุฒิเยอะแยะสามารถก็กลับมาเป็นได้ หรือเราให้วุฒิสภาทําหน้าที่นี้ได้ไหม เพิ่มงานให้วุฒิสมาชิกสักนิดหนึ่งในการที่จะพยายามขับเคลื่อน เราก็ไม่ต้องสร้างสภาขึ้นมาใหม่ จะได้ไม่มีปัญหาในเรื่องของใช้งบประมาณต่าง ๆ หรือสุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นระบบคล้าย ๆ มาเลเซียได้ไหม ที่ฝ่ายบริหารทําหน้าที่ในการที่ขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ผมก็ขอฝากไว้เท่านี้ละครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านชาลี ตั้งจีรวงษ์ ท่านมี ๒๐ นาทีเลยครับ

นายชาลี ตั้งจีรวงษ์ 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่าน ผม นายชาลี ตั้งจีรวงษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดสิงบุรี หมายเลข ๐๖๑ ก่อนอื่นผมขอชื่นชมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ร่วมกันทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ และเหน็ดเหนื่อยกันมากมาย ท่านประธานครับ พวกเราสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเรากําลังร่วมกันทํางานเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปรียบเสมือนกับ พวกเรากําลังออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่ให้มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม เป็นที่ต้องตาต้องใจของ ลูกค้าโดยมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ล่าสุดเพื่อนํารถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดสู่ตลาดเมืองไทยซึ่งเป็นตลาด ใหญ่ มีประชากรรวมทั้งสิ้น ๖๗ ล้านคน ท่านประธานครับ ท่านก็เป็นท่านหนึ่งที่ร่วม ออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่นี้กับพวกเรา เราได้สถาปนิก วิศวกร ก็คือท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้งหมดที่ได้เข้ามาทํางานกัน ร่วมกันออกแบบรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมกันทั้งสิ้น หลายเวที ไม่ว่าจะเป็นเวทีระดับจังหวัด เวทีระดับอําเภอ เราได้ข้อคิดเห็นจากประชาชน มาปรับปรุงหน้าตารถยนต์ตามความต้องการของประชาชน เราได้ข้อมูลที่หลากหลายครบ ทุก ๆ ด้านเพื่อนํามาประมวลเป็นตัวบทกฎหมาย สรุปเราใช้เวลาร่วมกันเป็นเวลาทั้งสิ้น ๖ เดือนครึ่ง เราได้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับยกร่าง มีทั้งหมด ๓๑๕ มาตรา ก็คือกฎหมายฉบับนี้ เราถือว่าเป็นรถยนต์ที่มีรูปร่าง มีหน้าตาที่สวยแล้วน่าขับขี่เราได้ร่วมกันทํางานอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ ๒๐-๒๖ เมษายนนี้ เราทุ่มเทกําลังกายทุ่มเทกําลังใจ กําลังสติปัญญา เราได้ร่วมกัน อภิปรายรวบรวมรายละเอียดแก้ไขกันอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ผมในฐานะ เป็นคณะทํางานได้เรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ซึ่งเมื่อ ๒ วันก่อนได้มีโอกาสนั่งทานข้าวกับท่าน ผมเรียนท่านว่าที่สําคัญที่สุดเราจะลืมไม่ได้เลย เราต้องทําประชาสัมพันธ์อย่างใหญ่หลวง ทําประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศเพื่อให้ประชาชนคนไทย ทั้งประเทศได้ทราบถึงรายละเอียดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉบับปฏิรูปจะดีมีประสิทธิภาพ หรือไม่คงต้องรอดูผลลัพธ์จากการนํารัฐธรรมนูญไปใช้ ผลลัพธ์ที่ประชาชนคนไทยจะรอดูอยู่ คืออะไรครับ

๑. การเมือง สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมจะดีขึ้นหรือไม่ คนไทยจะเลิก ทะเลาะกันอีกหรือเปล่า

๒. เศรษฐกิจต้องดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาพืชผลทางการเกษตรและ ประชาชนคนไทยจะต้องมีงานทํา

๓. การศึกษา เด็กต้องอ่านออกเขียนได้และมีความรู้เป็นเลิศ

ปัญหาทั้ง ๓ ด้านหลัก ๆ นี้จะเป็นผลลัพธ์ที่แสดงว่าพวกเราสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้ทุ่มเทในการทํางานจะสัมฤทธิผลตามวัตถุประสงค์

ผมขออภิปรายในเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจในภาค ๔ ซึ่งเป็นเรื่องเนื้อหา วาระการปฏิรูปซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจหลาย ๆ ประเด็น มาตรา ๒๗๙ (๒) หน้าที่ ๑๐๗ รัฐธรรมนูญระบุไว้ว่านําแผนและขั้นตอนการออกกฎหมายและการปฏิบัติเพื่อให้เกิด การปฏิรูปแห่งชาติ รวมทั้งแผนงานและยุทธศาสตร์การปฏิรูปของทุกภาคส่วนมาบูรณาการ เพื่อให้สามารถลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริงและต่อเนื่อง ท่านประธานครับ ในมาตรานี้ผมอยากให้พิจารณาในเรื่องของผลกระทบในด้านต่าง ๆ จากระบบเกษตรพันธสัญญา ปัจจุบันการทําไร่ข้าวโพดในเขตพื้นที่ภาคเหนือได้ขยายวงกว้าง ไปมาก รวมพื้นที่ทั้งหมดเกือบ ๘,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในหลายจังหวัด ในภาคเหนือ ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลําพูน จังหวัดลําปาง จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน และยังลุกลามไปถึงพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างอีกหลายจังหวัด ผลจากการทํา เกษตรพันธสัญญานี้มีการเผาซากและต้นข้าวโพดจนมีผลทําให้เกิดความเสียหาย อย่างมากมาย นอกจากนั้นยังมีการรุกล้ําพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตของรัฐ ผลลัพธ์ ที่ได้คือปัญหาหมอกควัน และสภาพการเผาป่าเป็นการทําลายแหล่งน้ําธรรมชาติ ทําลาย สภาพแวดล้อม นอกจากนั้นยังทําให้ประชาชนในพื้นที่เขตภาคเหนือประสบปัญหาเรื่อง สุขภาพและระบบทางเดินหายใจ ซึ่งพบว่ามีผู้ป่วยจํานวนมากต้องเข้ารับการรักษา ที่โรงพยาบาลหลายแห่งในเขตพื้นที่ภาคเหนือ โรคดังกล่าวนอกจากนี้ยังมีผลกระทบกับ เศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในเขตพื้นที่ ภาคเหนือ จากผลความเสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าวจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกพระราชบัญญัติ หรือกฎหมายเพื่อควบคุมในการทําเกษตรพันธสัญญา มิฉะนั้นแล้วจะเป็นความสูญเสีย ทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวงที่ไม่สามารถจะควบคุมได้ ผมมีสไลด์ (Slide) ที่อยากจะให้พ่อแม่พี่น้องที่อยู่ทางบ้าน แล้วก็สมาชิกผู้ทรงเกียรติอยู่ตรงนี้ได้ชมนะครับ ขอสไลด์ด้วยครับ ก็เป็นเรื่องของมลภาวะทางอากาศและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งได้ มีคณะต่าง ๆ องค์กรต่าง ๆ ได้ร่วมกันทํากันมากมาย ผลกระทบที่เกิดขึ้นในสไลด์ที่เห็นเป็นที่ อําเภออมก๋อย ท่านเห็นไหมครับสภาพป่าถูกทําลายลุกลามมาถึงบ้านอยู่อาศัย เพราะฉะนั้น ภาพที่เห็นผมว่ามันเป็นการทําลายสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศ ขอสไลด์ถัดไปเลยครับ นี่เป็นที่จังหวัดน่านนะครับมองจากภาพสูงท่านจะเห็นว่าไม่มีอะไรเหลือนะครับ ภาพนี้เป็น ภาพที่แม่แจ่ม นอกจากนั้นก็ยังทําลายแหล่งน้ํา อันนี้ที่เขื่อนแม่แจ่ม อันนี้สําคัญครับ เป็นปลาสายพันธุ์ใหม่ที่อยู่ในแหล่งน้ํา ปลาค้อเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ซึ่งท่านได้ชื่อพันธุ์ปลานะครับ ถิ่นกําเนิดลุ่มแม่น้ําแจ่ม ขอสไลด์ถัดไปเลยครับ สไลด์นี้ที่เห็นเป็นอ่างเก็บน้ําท่านจะเห็นไหมครับ สภาพอ่างเก็บน้ําที่เห็นมันถูกทําลาย ทางจังหวัดภาคเหนือทั้งหมดได้รวมตัวกัน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้ทําตู้ ปณ. ๙๙๙ เชียงใหม่ ๕๐๐๐๐ เพื่อแก้ปัญหาสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็พยายามรณรงค์ แต่หลายปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้รับการแก้ไข เขตข้าวโพด เป็นส่วนประกอบสําคัญของอาหารสัตว์ แต่ต้องแลกด้วยการรุกป่า การทําลายป่า การทําลาย แหล่งน้ํา และทําลายสภาพแวดล้อม การทําสัญญาต้องหามาตรการและวิธีการไม่ส่งเสริมให้ เกษตรกรทําลายป่าทางอ้อมอย่างไม่มีขีดจํากัด ซึ่งถือว่าทําให้เกิดความเสียหาย จริง ๆ มีรายละเอียดที่มากกว่านี้อีกเยอะ ผมดูแล้วผมมีเวลาเหลือเพียงอีก ๙ นาที ยังมีประเด็น อีกมากมาย ผมต้องขอเอาไว้เข้าสู่คณะทํางานเรามีคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลังคณะใหญ่ ได้ร่วมเดินทางกันไปที่แม่แจ่มในวันที่ ๑ วันที่ ๒ ขณะเดียวกันก็ได้มีการ ไปพูดถึงเรื่องการปฏิรูปในทางเศรษฐกิจ ณ วันที่ ๑ วันที่ ๑ ก็โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มากล่าวต้อนรับ วันที่ ๒ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยมีเรื่องของการชี้แจงการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ แล้วภาคบ่ายก็จะเป็นเรื่องของการสรุปปัญหา ผมขอไปเลยนะครับ อีกประเด็นหนึ่งผมขออภิปราย เพื่อสนับสนุนคุณไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ผมขออนุญาตที่เอ่ยนาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุว่าความรู้ทางการเงินของประชาชน โดยเหตุผล ๓ ประการ

ประการที่ ๑ คนไทยไม่รู้จักเรื่องเงิน ไม่รู้จักการทําบัญชีครัวเรือน ปัญหาหนี้ นอกระบบ ปัญหาแชร์ลูกโซ่

ประการที่ ๒ ความร่ํารวยและความยากจนของคนไทยในชาติมีช่องห่างมากยิ่งขึ้น เป็นปัญหาทางด้านความเหลื่อมล้ําที่ต้องแก้ไข

ประการที่ ๓ กองทุนเงินออม คนไทยไม่รู้จักออมครับ แต่คนไทยในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมารู้แต่จะใช้เงินอย่างเดียว ปัญหาทั้งหมดนี้เป็นการนํามาซึ่งความยากจน แก่ประชาชน การแก้ปัญหาด้วยการยกหนี้ พักหนี้จากภาครัฐไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา อย่างแท้จริง ถึงเวลาแล้วที่ต้องให้ความรู้เรื่องการเงิน การออม การลงทุน

ประเด็นถัดไปนะครับ มาตรา ๒๙๓ ข้อ ๑ ประเด็นนี้ผมขออภิปราย เพื่อสนับสนุนในมาตรานี้ แต่อยากขอชี้แจงรายละเอียดดังนี้นะครับ รัฐต้องจัดทําแผน เพื่อพัฒนาการเกษตร บ้านเราเป็นภาคการเกษตร มีเกษตรกรถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นทําอย่างไร จะทําให้เกษตรกรเรามีความรู้ ความสามารถเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ดีขึ้นมาได้ ขอยกตัวอย่างข้าวหอมมะลินะครับ ปัจจุบันเรามีคู่แข่งจากประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถ ผลิตข้าวเพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นคู่แข่งที่สําคัญของประเทศไทยในอนาคต ฉะนั้นเราควร พัฒนาพันธุ์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

ภาค ๔ หมวด ๒ มาตรา ๒๘๓ ข้อ ๒ นะครับ ผมมีข้อที่น่าสังเกตฝาก กรรมาธิการ ประเทศไทยมีประชาชากร ๖๗ ล้านคน มีประชากรที่อยู่ในวัยทํางานถึง ๓๕ ล้านคน แต่มีประชากรที่เสียภาษีเพียง ๓.๕ ล้านคนนะครับ ถือเป็นสัดส่วนไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองในชาตินะครับ ฉะนั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องหามาตรการ เพื่อขยายฐานภาษีนําเข้าสู่ระบบให้ถูกต้อง มิฉะนั้นแล้วรัฐจะเอาเงินหรืองบประมาณ จากไหนเพื่อเป็นสวัสดิการของประชาชน ประเด็นการปฏิรูปการศึกษานะครับ ผมอยากจะ ขอไปไว ๆ เลยนะครับ เพราะผมเหลือเวลาเพียง ๕ นาที มีเรื่องที่ผมจะต้องพูดอีกเยอะเลยครับ ผลจากการทําเวทีรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนในระดับอําเภอ ระดับจังหวัด พบว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยต้องการให้ปฏิรูปเป็นอันดับต้น ๆ โดยพอสรุป แบบภาษาชาวบ้าน ๆ ได้ดังนี้นะครับ

๑. ทําอย่างไรเด็กจะอ่านออกเขียนได้

๒. ทําอย่างไรครูผู้สอนจะอยู่ในห้องเรียน

๓. ทําอย่างไรเด็กนักเรียนจะรู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ด้วยตนเอง

๔. ทําอย่างไรเมื่อเรียนจบแล้วจะมีงานทํา

ผมขอข้ามไปมาตรา ๒๘๖ เลยนะครับ ข้อ ๔ ปรับปรุงการอาชีวศึกษา ซึ่งมีหลายท่านที่ได้ร่วมกันอภิปราย ไปสู่ระบบการผลิตและพัฒนาบุคลากรทางภาคการผลิต ที่มีทักษะ มีสมรรถนะในการประกอบอาชีพตรงตามความต้องการและสาขาที่ขาดแคลน ในประเด็นนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อ ๓๐-๓๕ ปี ประเทศไทยเรา เริ่มมีอุตสาหกรรมหลาย ๆ กลุ่มเข้ามาในประเทศ ในระยะเวลาดังกล่าวเราไม่ได้เตรียมตัว ให้การศึกษากับนักเรียน นักศึกษา และผู้ใช้แรงงานเลย การที่เราไม่ได้เตรียมตัวและไม่ได้ ให้ความรู้ด้านอาชีวะกับผู้ใช้แรงงาน ทําให้เราพลาดโอกาสที่จะนําพาไปสู่ประเทศอุตสาหกรรม อย่างแท้จริง ซึ่งจากเดิมเศรษฐกิจของประเทศไทยมาจากภาคส่งออก ในอดีตเราส่งออกนํารายได้ เข้าประเทศประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ ปีจากนั้นมานะครับ เรามีรายได้จากการผลิต เพื่อการส่งออกสูงถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเราได้สัมผัสกับอุตสาหกรรมในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว การศึกษากลับไม่ได้เน้นไป ในเรื่องทักษะ ฝีมือและอาชีพ นั่นหมายถึงการศึกษาทางด้านอาชีวศึกษา ทําให้เราเสียโอกาส ที่ดีไป รัฐเพิ่งจะเริ่มเห็นความสําคัญ จึงได้จัดตั้งอาชีวะในระดับปริญญาตรีขึ้น เมื่อปีการศึกษา ๒๕๕๕ โดยใช้ชื่อว่าสถาบันการอาชีวศึกษา มีจํานวนทั้งหมด ๑๙ แห่ง รวมกับสถาบันการอาชีวเกษตร อีก ๔ แห่ง โดยกําหนดให้สถาบันการอาชีวศึกษา รับผู้จบการศึกษาระดับ ปวส. เพื่อเข้ามา ศึกษาต่ออีก ๒ ปี ผู้สําเร็จการศึกษาจะได้วุฒิปริญญาตรี โดยเน้นการเรียนการสอน ในภาคปฏิบัติ ในสถานประกอบการอย่างน้อย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของเวลาเรียน ในการศึกษา ปีนี้มีนักศึกษาที่จบการศึกษาจํานวนทั้งหมด ๘๐๐ คน ซึ่งจะเป็นบัณฑิตรุ่นแรกของสถาบัน การอาชีวศึกษาในระดับปริญญาตรี จากผลดังกล่าวทําให้ปีนี้ในภาคการศึกษาที่เพิ่งผ่านไป ในระดับอาชีวศึกษา สาขาวิชาที่เปิดในระดับปริญญาตรี ปรากฏว่ามีนักเรียนเข้ามาศึกษา ต่อจากชั้นมัธยมศึกษามากขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ทั้ง ๆ ที่ในสาขาอื่น ๆ ของอาชีวศึกษากลับมี ผู้เข้ามาเรียนลดลง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงหากเน้นการศึกษาของประเทศใหม่โดยเน้น การศึกษาทางด้านวิชาชีพคืออาชีวศึกษา จะเป็นการตอบโจทย์ด้านการศึกษาอย่างแท้จริง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมอยากเห็นทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่กระทรวง สํานักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทย ชมรมธนาคารและ ภาคธุรกิจและบริการ ได้เล็งเห็นถึงความสําคัญการศึกษาเพื่อเปลี่ยนค่านิยมทัศนคติใหม่ ๆ ต่ออาชีวศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งรีบดําเนินการคัดสรรและแต่งตั้งผู้อํานวยการสถาบัน อาชีวศึกษาเพื่อดําเนินการทางด้านอาชีวศึกษาที่ดูเหมือนจะเป็นความต้องการที่ตอบโจทย์ ความต้องการอย่างแท้จริง และที่สําคัญผมอยากเห็นอาชีวศึกษาปลอดจากการเมืองครับ

สุดท้ายนี้ผมหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศ ซึ่งได้มีปัญหาเรื่องการขัดแย้งอย่างร้าวลึกมาเป็นเวลาช้านาน ผมหวังว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ดีที่สุดของประเทศไทย และอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายซึ่งจะถือว่าผลการทํางาน ที่แสนจะเหน็ดเหนื่อยของพวกเรา ได้ประสบผลสําเร็จตามที่ทุกคนปรารถนา นําพาประเทศไทย ไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนตลอดไปครับ ขอบคุณท่านประธานมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญคุณหมอพลเดช ปิ่นประทีป ท่านมี ๑๑ นาทีค่ะ

นายพลเดช ปิ่นประทีป 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเดช ปิ่นประทีป สปช. หมายเลข ๑๕๒ ครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายในสาระที่ตั้งใจจะพูดในวันนี้ซึ่งมี ๒ เรื่อง นะครับ ผมจะขอแสดงจุดยืนส่วนตัวในการสนับสนุนคําอภิปรายของเพื่อนสมาชิกก่อนหน้าที่ สัก ๒ เรื่องครับ

เรื่องแรกนั้นผมเห็นด้วยกับหลายท่านที่ได้เสนอขอให้คงองค์กรอิสระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยให้แยกองค์กรกันอยู่ แบบเดิม

เรื่องที่ ๒ ผมเห็นด้วยกับหลายท่านที่ได้เสนอขอให้ตัดเรื่องกลไก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติตามมาตรา ๒๗๙ (๑) แต่ขอให้คงกลไกคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติเอาไว้นะครับ ตาม ๒๗๙ (๒)

ท่านประธานครับ ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราชการ แล้วก็ระบบ การปกครองท้องถิ่นในส่วนตัวผมผมเห็นว่าเป็นปัจจัยสาเหตุสําคัญ ซึ่งนํามาซึ่งความอ่อนแอ ความถดถอย ความไม่สามารถที่จะเรียนรู้แล้วก็ปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง ของโลกและสังคมที่นับวันจะมีแต่ความไม่แน่นอนนะครับ ดังนั้นทําให้งานสมรรถนะของการ จัดการปัญหาของทั้งประเทศ ระหว่างประเทศแล้วก็ภายในสังคมชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ ทั้งหลายนี่ก็อ่อนด้อยไปด้วยนะครับ ในการปฏิรูปประเทศไทยของเราในเที่ยวนี้จะต้องมี เป้าหมายที่เป็นรูปธรรมครับว่าเราจะปฏิรูปโครงสร้างแล้วก็ระบบใน ๒ เรื่องนี้อย่างไร จากในสภาพการณ์แบบไหนในวันนี้ และจะเปลี่ยนไปสู่สถานการณ์แบบไหนภายในเวลา เมื่อไร ไม่ใช่แค่พูดเพียงหลักการที่ดูดี แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่เราเรียกกันแบบ เหนื่อยหน่ายว่าเป็นการปฏิรูปแบบไทย ๆ ผมจึงต้องขออนุญาตท่านประธานบอกผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิก แล้วก็ท่านผู้ชมทางบ้านนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนข้าราชการและเพื่อน องค์กรปกครองท้องถิ่น ที่ผมจะพูดอย่างตรงไปตรงมาทั้งนี้ก็เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม แล้วก็ความอยู่รอดของประเทศเป็นสําคัญ ถ้าหากจะไปขัดความรู้สึกหรือทําให้บางท่าน ไม่สบายใจบ้างก็ต้องขออภัย เพราะเมื่อเราอยากแก้ปัญหาใหญ่ เมื่อเราจําเป็นต้องผ่าตัด ยกเครื่องครั้งใหญ่ ไม่เจ็บปวดบ้างก็คงเป็นไปไม่ได้ หลายครั้งที่เราได้สิ่งใหม่มาก็มักต้องใช้ ความเจ็บปวดเข้าไปแลก อย่างที่เราพูดกันบ่อย ๆ ในสภาปฏิรูปแห่งชาติของเราที่นี่ว่า โน เพน โน เกน (No pain no gain) การปฏิรูปเชิงโครงสร้างประเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลา และต้องมีกลไกในการทํางานต่อเนื่องเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งลําพังการประกาศเป็นนโยบายและการจัดให้มีแผนงาน โครงการเป็นรูปธรรมรองรับ เท่านั้นยังไม่เพียงพอ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงไปได้เมื่อผู้บริหารประเทศ เปลี่ยนพรรคเปลี่ยนขั้วไป เราจึงจําเป็นต้องออกกฎหมายขึ้นมารองรับอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จําเป็นต้องมีกลไก ระบบและงบประมาณดําเนินการอย่างต่อเนื่องเพียงพอ และถ้าหากว่า สามารถระบุเอาไว้ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็จะยิ่งเป็นหลักประกันที่มั่นคง ผมจะขอ อภิปรายหลักการในการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพียง ๒ เรื่องเท่านั้นครับ คือเรื่องของบริหาร ราชการแผ่นดินตามมาตรา ๒๘๔ และบริหารท้องถิ่นมาตรา ๒๘๕

ในเรื่องแรกการปฏิรูปโครงสร้างระบบบริหารราชการแผ่นดินครับท่านประธาน ผมอยากชี้ให้เห็นสถานการณ์ปัญหาโครงสร้างของระบบริหารราชการแผ่นดินของเรา ในขณะนี้ ผมอยากเรียนให้ทราบจึงจุดวิกฤติที่มีความสําคัญ ซึ่งต้องทําการผ่าตัดยกเครื่อง หรือถอดสลักลูกระเบิดเวลาลูกใหญ่ โดยจะขอให้ดูจากข้อมูลเพียง ๔ ข้อมูลนะครับ

ข้อมูลชิ้นที่ ๑ ในขณะนี้ค่าใช้จ่ายบุคลากรของภาครัฐมีสัดส่วนสูงขึ้นมาก และยังคงเพิ่มขึ้นโดยตลอด จนประเทศแทบจะไม่เหลือเม็ดเงินสําหรับใช้ในการพัฒนาและ การลงทุนในเรื่องใหม่ ๆ ในงบประมาณรายจ่ายประจําปีของเราทุก ๑๐๐ บาทจะเป็น ค่าใช้จ่ายบุคลากรแล้วประมาณ ๔๒ บาท คือคิดเป็น ๔๒ เปอร์เซ็นต์ซึ่งสูงมากครับ ถ้าหากว่า เป็นบริษัทอาจเจ๊ง

มาดูข้อมูลชุดที่ ๒ ครับ เรื่องขนาดกําลังคน ค่าใช้จ่ายบุคลากรที่สูงมากอย่างนั้น สาเหตุก็เป็นเพราะขนาดของกําลังคนภาครัฐใหญ่โต เทอะทะ และมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี แม้ว่าหลายรัฐบาลจะเคยประกาศนโยบายที่จะลดกําลังคนภาคราชการกันอย่างเนือง ๆ ก็ตาม แต่นี่ละครับเป็นตัวอย่างของสิ่งที่เรียกว่าแบบไทย ๆ ในเชิงลบ ข้อเท็จจริงนี้บ่งบอก อย่างชัดเจนว่าระบบราชการของเราเป็นระบบที่เรียกว่า รัฐใหญ่ สังคมเล็ก เรามีกําลังคน ข้าราชการทุกประเภทรวมกันมากถึง ๒.๗๒ ล้านคน และในทุกปียังมีคําขอเพิ่มอัตรากําลัง จากส่วนราชการต่าง ๆ เฉลี่ยปีละ ๕๐,๐๐๐ อัตรา ลูกโป่งตรงนี้จะไปแตกตรงไหน

มาดูข้อมูลชุดที่ ๓ ครับ ในเรื่องของสัดส่วนของข้าราชการต่อประชากร เรามีข้าราชการ ๒.๗๒ ล้านคน สําหรับการดูแลประเทศและดูแลประชากรไทยจํานวน ๖๕ ล้านคน ซึ่งจะคิดเป็นอัตราส่วนข้าราชการ ๑ คนต่อประชากร ๒๕-๓๐ คน ในขณะเมื่อเปรียบเทียบ กับประเทศที่พัฒนาแล้วเขาจะมีสัดส่วนประมาณ ๑ : ๑๐๐ เท่านั้น ซึ่งก็หมายความว่า ข้าราชการของเขา ๑ คน สามารถทํางานได้เทียบเท่าข้าราชการของเราถึง ๔ คนทีเดียว นักวิชาการได้วิเคราะห์ลักษณะงานทางราชการของเราว่ายังเป็นแบบที่อาศัยปริมาณกําลังคน เป็นหลัก อย่างที่เรียกว่าเลเบอร์ อินเทนซีฟ (Labor Intensive) ในขณะที่ประเทศอื่น เขาก้าวไปสู่การบริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์กันมานานแล้ว

มาดูข้อมูลชิ้นที่ ๔ ในเรื่องของการรวมศูนย์ของภาครัฐจะเห็นโครงสร้างของ ระบบราชการที่มีความเสี่ยงอย่างยิ่ง ระบบราชการไทยยังคงรวมศูนย์เข้าสู่ส่วนกลาง การบริการประชาชนจึงมีปัญหาทั้งในเรื่องของความล่าช้า ไม่ตรงจุด และไม่ทั่วถึง ปัญหานี้ ดูได้จากสัดส่วนของข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในขณะนี้จะรวมกันมีมากถึง ร้อยละ ๘๐ ในขณะที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศซึ่งใกล้ชิดกับประชาชนและชุมชน มากกว่า มีเพียงร้อยละ ๒๐ เท่านั้น โครงสร้างกําลังคนของข้าราชการของเราในทุกวันนี้ จึงเป็นเสมือนสามเหลี่ยมหัวกลับ เหมือนลูกข่าง เหมือนพีระมิดหัวทิ่ม มีท้องถิ่นอยู่ฐาน ข้างล่างเล็กนิดเดียว แต่ต้องทําหน้าที่รองรับภารกิจที่ส่วนกลางและภูมิภาคขนาดมหึมา อยู่ข้างบนมอบหมายมา นับเป็นโครงสร้างที่ไม่มีเสถียรภาพอย่างยิ่ง จากสถานการณ์ในเชิง โครงสร้าง เช่นนี้การปฏิรูปจึงต้องมีเป้าหมายการปฏิรูปที่ชัดเจนว่า ถ้าประเทศจะอยู่รอด ในกระแสโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนไม่แน่นอนอย่างยิ่งนี้ เราจะต้องปฏิรูปโดย ปรับเปลี่ยนรูปร่างหรือองคาพยพเสียใหม่ที่เรียกว่ารีเชพ (Reshape) ระบบราชการจะเป็น อย่างนี้ไม่ได้ เพื่อที่จะทําให้โครงสร้างกําลังคนภาครัฐจากสามเหลี่ยมหัวกลับแบบลูกข่างไปสู่ สามเหลี่ยมหัวตั้งแบบพีระมิดให้ได้ การลดกําลังคนภาคราชการก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้อง ทําให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง โดยต้องทําให้สําเร็จภายใน ๑๐ ปี ถ้าจะตั้งเป้าหมายมากกว่านั้น เป็น ๒๐ ปี ก็อาจจะช้าเกินไป แต่ถึงอย่างไรการตั้งเป้าหมาย ๒๐ ปีก็ยังดี ก็ยังดีกว่าปล่อยไป เรื่อย ๆ แบบไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ถึงก็ช่าง ก็ไม่ถึงก็ช่างแบบนี้ เพราะว่าถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว หายนะคงรอลูกหลานของเราอยู่ข้างหน้าแน่นอนครับ ดังนั้นเมื่อเชื่อมโยงกับมาตรา ๒๐๗ ว่าด้วยเรื่องระบบการแต่งตั้งข้าราชการโดยใช้ระบบคุณธรรมเข้ามาด้วย ผมจึงมีข้อเสนอใน มาตรา ๒๘๔ ว่าอย่างนี้ครับ ผมจะขอให้เพิ่ม (๗) ขึ้นมา โดยระบุว่า (๗) ให้มีกฎหมายว่าด้วย การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินที่ครอบคลุมประเด็นการกําหนดกรอบภารกิจและ ความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น โครงสร้างและอัตรากําลัง ภาครัฐ ระบบคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลครับ

ท่านประธานครับ มาถึงอีกเรื่องหนึ่งครับ คือเรื่องประเด็นขนาดและ ศักยภาพขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่มีความเหมาะสมตามที่ระบุไว้แล้วในมาตรา ๒๑๒ และเชื่อมโยงมาถึงมาตรา ๒๘๕ ในหมวดนี้ สถานการณ์ขององค์กรปกครองท้องถิ่น ในปัจจุบันเรามีองค์กรปกครองท้องถิ่นหลากหลายประเภทมาก มีองค์กรปกครองท้องถิ่น ขนาดเล็กจํานวนมากที่พึ่งตนเองไม่ได้หรือพึ่งตนเองได้อย่างจํากัด กล่าวคือเรามี อบจ. ๗๖ แห่ง เทศบาลนคร ๓๐ แห่ง เทศบาลเมือง ๑๗๘ แห่ง เทศบาลตําบล ๒,๒๓๕ แห่ง และ อบต. ๕,๓๓๕ แห่ง รวมกับ กทม. และพัทยาอีกก็เป็น ๗,๘๕๘ แห่ง ตรงนี้เป็น เบสิค ยูนิต (Basic Unit) ในการบริหารจัดการข้างล่าง อันที่จริงการมีองค์กรปกครองท้องถิ่น ที่มีขนาดเล็กจํานวนมาก ๆ ก็ดีไปอย่างครับ คือใกล้ชิดกับชาวบ้านแต่ก็มีข้อจํากัดที่ตามมา ก็คือว่าศักยภาพในการพึ่งตนเองทางด้านรายได้และภาษีท้องถิ่น รวมทั้งมีปัญหาในเรื่องของ การกํากับดูแล การพัฒนาในเชิงคุณภาพจะทําได้ลําบาก บทเรียนของประเทศอังกฤษเขาเคย พบปัญหาเช่นนี้มาก่อนประเทศของเขาก็มีการเรียนรู้สรุปบทเรียนจากประสบการณ์และเขามี การปรับตัวใหญ่ ๆ ในด้านการปกครองท้องถิ่นเกือบจะทุก ๑๐ ปี ผมขออนุญาตอีกสักนิดหนึ่ง จากเดิมที่เขามีองค์กรปกครองท้องถิ่นหลายพันแห่ง เขามีการควบรวมกันมาเป็นระลอก ๆ ปัจจุบันเขาเหลือเพียงไม่กี่ร้อยแห่ง อีกประเทศหนึ่งที่น่าสนใจคือประเทศอินโดนีเซีย เพื่อนบ้านของเราที่กําลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นําอาเซียนหลังจากที่ประเทศอินโดนีเซียพบวิกฤติ เศรษฐกิจพร้อม ๆ กับเราของเขาตามมาด้วยวิกฤติการเมืองและสุดท้ายสังคมเกิดจลาจล ไปทั่วประเทศ ฝูงคนฮือเข้าพังร้านค้า ปล้นชิงทรัพย์สินและเอาของกินของใช้ไปใช้เป็นแบบ บ้านป่าเมืองเถื่อน จนในที่สุดประธานาธิบดีซูฮาร์โตต้องหลุดกระเด็นจากตําแหน่งไป แต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงเขาเปลี่ยนผ่านประเทศโดยการปฏิรูปใหญ่ ๆ อย่างน้อย ๓ เรื่อง ที่สําคัญ

เรื่องที่ ๑ คือการปฏิรูปการเมืองให้มีการเลือกตั้งผู้นําจากประชาชนโดยตรง ในทุกระดับตั้งแต่ประธานาธิบดีลงไป เขาทําได้สําเร็จครับ

เรื่องที่ ๒ เขาปฏิรูประบบงานความมั่นคง เขาสามารถแยกบทบาทกองทัพ ออกจากการเมืองได้สําเร็จ

เรื่องที่ ๓ การปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น เขาให้ความสําคัญกับท้องถิ่น ที่ระดับอําเภอครับ ให้ประชาชนเลือกตั้งนายอําเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง ส่วนใน ตําบลนั้นเขาบอกว่ามีความสําคัญน้อยเพราะเขาเห็นว่ามีขนาดเล็กเกินไป ประเทศอินโดนีเซีย มีพื้นที่กว้างขวางเป็นหมู่เกาะนับหมื่นเกาะ แต่เขาก็มีอําเภอเป็นหน่วยท้องถิ่นพื้นฐาน ขนาดเล็กจํานวนแค่ ๕๐๐-๖๐๐ ยูนิต (Unit) เท่านั้น กลับมาที่ประเทศไทยครับ เพื่อการ ปฏิรูปโครงสร้างระบบการปกครองท้องถิ่นให้มี อปท. ที่มีขนาดและศักยภาพที่พอเหมาะกับ การขับเคลื่อนประเทศ การปฏิรูปจากสถานที่จริงข้างล่างนะครับ และมีความแข็งแกร่ง พอที่จะรับมือกับโลกที่พลิกผันอยู่ตลอดเส้นทางข้างหน้า ผมมีข้อเสนอแนวทางการควบรวม และพัฒนาศักยภาพ อปท. ทั้งระบบ

ประการที่ ๑ ผมเห็นว่าสําหรับเทศบาลเมือง เทศบาลนคร กทม. พัทยา อบจ. รวมทั้งสิ้น ๒๘๖ แห่งให้คงไว้ตามนั้นซึ่งดีอยู่แล้ว ส่วน อบต. และเทศบาลตําบล ขนาดเล็กทั้งหมดที่เหลือควรมีการควบรวมกันโดยใช้กรอบอําเภอเดียวกันเป็นฐาน ยกฐานะ ขึ้นเป็นเทศบาลให้เป็นเทศบาลในระดับเดียวกับเทศบาลเมือง ถ้าหากสามารถทําได้เช่นนั้นจริง ภายในกี่ปีก็ตาม เราจะมีองค์กรปกครองท้องถิ่นลดจํานวนจาก ๗,๘๕๓ แห่ง เหลือเพียง ๑,๑๖๒ แห่ง ซึ่งมันมีขนาดและปริมาณที่พอเหมาะในการที่จะเพิ่มสมรรถนะในการจัดการ ปัญหาของประเทศ ของชุมชน ของท้องถิ่นนะครับ กลับมาในที่นี้นะครับ ผมจึงอยากให้มีการ เพิ่มภารกิจให้กับกลไกคณะกรรมการกระจายอํานาจแห่งชาติที่อาจจะจัดตั้งขึ้นตาม มาตรา ๒๘๕ โดยเพิ่มแทรกเข้าไปในลักษณะอย่างนี้ว่า จัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการปรับขนาด และพัฒนาศักยภาพองค์กรบริหารท้องถิ่นให้มีความเหมาะสม จะแทรกไว้ตรงจุดไหน ก็สุดแท้แต่ครับ ในชั้นของการแปรญัตติผมจะพยายามช่วยคิดตรงนี้ต่อ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ อีก ๕ ท่านต่อไปนี่นะคะ ท่านปรีชา บุตรศรี ท่านเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ ท่านบุญเลิศ คชายุทธเดช ท่านชูชาติ อินสว่าง แล้วก็ท่านสรณะ เทพเนาว์ นะคะ ดิฉันขอเชิญ ท่านปรีชา บุตรศรี ค่ะ

นายปรีชา บุตรศรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมมีเวลาจํากัดเหลือเกินครับ แค่ ๕ นาที ผมจะพยายามไม่เอ้อและไม่อ้านะครับ จะได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์

ผมขออภิปรายในมาตรา ๒๘๕ เรื่องของการปฏิรูปด้านการบริหารท้องถิ่น ที่ได้กําหนดว่า (๑) ให้มีการตรากฎหมายและจัดให้มีกลไกที่จําเป็นสําหรับการจัดตั้ง องค์กรบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัดให้เสร็จสมบูรณ์ภายในหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ บังคับใช้ และดําเนินการจัดตั้งองค์กรบริหารท้องถิ่นดังกล่าวขึ้นในพื้นที่ที่มีความพร้อมและ เหมาะสมโดยเร็ว สําหรับมาตรานี้ผมมีความรู้สึกว่าดูเหมือนว่าเราจะไปเร่งรัดในสิ่งที่เรา ไม่เห็นในอนาคตว่ามันดีหรือไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้มีการตั้งกลไกภายในเวลา ๑ ปี แล้วก็ให้มีการดําเนินการให้มีท้องถิ่นเต็มพื้นที่โดยเร็ว อันนี้ครับ ผมไม่ขัดข้องหรอกที่จะให้มันมี แต่ว่าผมมีข้อสังเกตอย่างนี้นะครับว่า

ประการที่ ๑ องค์กรบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัดนั้นยังไม่มีความชัดเจนว่า มันมีรูปแบบ มีโครงสร้าง มีอํานาจหน้าที่อย่างไรนะครับ หรือจะว่าเป็นจังหวัดจัดการตนเอง นะครับ ซึ่งเวลานี้ก็มีเครือข่ายที่พยายามจะให้มีเรื่องนี้อยู่แล้วถึงประมาณ ๔๐ กว่าจังหวัด แล้วถามว่าถ้ามีการจัดการตนเองในลักษณะนี้ มีการยุบรวมโครงสร้างของราชการบริหาร ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นเข้าด้วยกันใช่หรือไม่ และเมื่อมีการยุบรวมแล้วถามว่า ราชการส่วนภูมิภาคจะไปอยู่ที่ไหน กํานัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่ไหน นายอําเภออยู่ที่ไหนนะครับ อันนี้เป็นโจทย์ที่ผมอยากจะขอทําความเข้าใจกับท่านกรรมาธิการ แล้วถ้าเผื่อว่ายุบรวมแล้ว เลือกผู้บริหารท้องถิ่นขึ้นมาเราเรียกเขาว่าอะไร เรียกว่านายกเทศมนตรีหรือว่าเรียกว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะรีบด่วนมาทํา ในเวลาอันรวดเร็ว

ข้อสังเกตประการที่ ๒ ของผมก็คือว่าการดํารงอยู่ของภูมิภาคนั้นในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้พูดถึงในมาตรา ๘๒ (๓) นะครับ แล้วก็มาตรา ๒๑๔ ก็ยังบอกถึงการดํารงอยู่ของ ราชการบริหารส่วนภูมิภาค แต่ผมไม่แน่ใจว่าการดํารงอยู่ของภูมิภาคนี่เฉพาะจังหวัดที่ไม่ใช่ จัดการตนเองใช่ไหม หรือว่าพอมีเป็นจังหวัดจัดการตนเองแล้วภูมิภาคจะหายไป อันนี้ผมอยากจะทําความเข้าใจ ผมคิดว่าอย่างไรก็ตามราชการบริหารส่วนภูมิภาคนั้น ยังมีความจําเป็นที่จะต้องดํารงอยู่ ท่านจะเอาอะไรไปเชื่อมล่ะครับ ระหว่างส่วนกลางกับ ส่วนท้องถิ่น ผมยกตัวอย่างให้ดู กทม. ทุกวันนี้นะครับว่ามันมีความขัดแย้งระหว่าง กรุงเทพมหานครกับรัฐบาล แม้แต่เป็นพรรคเดียวกันก็ยังมีความขัดแย้งกัน เราไม่มีโซ่ข้อกลาง ที่จะมาเชื่อมประสานระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นเลย มันเป็นไปไม่ได้ ผมอยากจะเรียนว่า ภูมิภาคยังมีความจําเป็นที่จะต้องกํากับดูแลท้องถิ่นในฐานะที่จะต้องทําหลายเรื่อง เช่น การรักษาความสงบเรียบร้อย การกําหนดมาตรฐานกลาง การกํากับดูแลให้เป็นไปตาม มาตรฐานกลาง รวมทั้งการส่งเสริมประสิทธิภาพของท้องถิ่น รวมทั้งเป็นพี่เลี้ยงให้ท้องถิ่น อันนี้ผมยังคิดว่าบทบาทของภูมิภาคนั้นเป็นบทบาทที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง แล้วผมอยากจะ ตั้งข้อสังเกตว่าการให้เกิดขึ้นโดยเร็วนั้นผมคิดว่าไม่มีความจําเป็นต้องไปเร่งรัดขนาดนั้น คําว่า ส่งเสริมให้ท้องถิ่นที่มีความเหมาะสม มีความพร้อม มันควรจะต้องมีกฎเกณฑ์ เช่น ความพร้อมเรื่องของรายได้ ถามว่าท้องถิ่นถ้ารายได้ไม่พอเพียงเก็บภาษีก็ไม่ค่อยได้ แล้วจะไปจัดการตัวเองจะเอาเงินที่ไหน ก็ต้องไปแบมือขอรัฐบาลกลางอย่างเดิมใช่ไหม อย่างนี้เป็นต้น เกณฑ์เรื่องของความเหมาะสม ของบริบทของพื้นที่ถามว่าถ้าคนยังยิงกัน รบกัน ฆ่ากัน เราจะให้มีจังหวัดจัดการตนเองแบบนี้ เกิดขึ้นหรือเปล่า หรือว่าจังหวัดไหนก็ตามที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง เราจะให้มันเกิดขึ้นไหม อันนี้ก็ต้องนําเข้ามาพิจารณาด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นความพร้อม ความเหมาะสมไม่ใช่ ว่าไปทําประชามติชาวบ้านเห็นชอบก็เอาเลย ไม่ใช่ มันต้องมาดูบริบทของความเหมาะสม อีกหลายเรื่อง แล้วที่สําคัญก็คือว่าการที่จะทําประชามติก็ต้องทําความเข้าใจกับประชาชน ให้ชัดเจนว่ารูปแบบการบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่มีลักษณะอย่างไร มีผลดี มีผลเสียอย่างไร ให้มันเกิดความชัดเจนนะครับ ถ้าไม่ชัดเจนแล้วไปทํามันก็จะเกิดความผิดพลาดได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญต่อความเป็นความตายของประเทศ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญ ผมอยากให้มีการทําอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีการศึกษา มีการวิจัย ให้เห็นว่ามันเป็นผลดีจริงแล้วค่อยทํา เมื่อก่อนสุขาภิบาลท่าฉลอมเขายังทดลองมาได้ ตั้งหลายปีกว่าจะทําได้ แต่วันนี้เราจะไปเร่งรัดให้เกิดขึ้นในสิ่งนี้ผมขอบอกว่าผมไม่เห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินการมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ ของท่าน ๔ นาทีนะครับ

นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระผม นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ๐๕๓ วันนี้มีประเด็นที่อยากจะฝากทางท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะได้นําประเด็นในเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านได้ทรงดํารัสแก่พสกนิกรชาวไทย เมื่อปี ๒๕๑๗ แล้วก็มาดําเนินการมีพระราชดํารัส อีกครั้งหนึ่งในปี ๒๕๕๐ ผมก็ได้ดูในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีพูดไม่เยอะเท่าไรนัก ก็อยากจะฝาก เรียนท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วยพิจารณานํารายละเอียดสิ่งหนึ่ง สิ่งต่าง ๆ ที่กระผม ได้อภิปรายเพื่อนําไปบรรจุในส่วนที่มีความสําคัญนะครับ อยากฝากเรียนท่านว่าช่วยดําเนินด้วย เพราะผมคิดว่าสิ่งที่ผ่านมาในอดีตนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาคราชการ หัวหน้าส่วนราชการ แม้กระทั่งนักการเมืองก็ยังหลงทางหลงประเด็นปี ๒๕๔๐ จนวันนี้ปี ๒๕๕๘ ปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงก็ไม่ได้บรรลุที่จะทําให้เกิดประโยชน์สุขต่อพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าอยากจะฝาก ท่านกรรมาธิการทบทวนดูรายละเอียดว่าประเด็นเนื้อหาสาระ สิ่งที่ผมจะนําเสนอนั้นก็เป็น ประเด็นที่พระองค์ท่านเคยพูดแล้วก็นักวิชาการหลายท่านก็นําเสนอ ปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงนั้นก็เปรียบเสมือนกับความมั่นคงที่จะก่อให้เกิดพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมขอเสนอในแนวที่เป็นในภาคปฏิบัตินะครับ ในภาคทฤษฎีนั้นพวกเราคงทราบกันดีอยู่แล้ว มี ๓ วงกลมที่เราเคยพูดกันประจํานะครับ ความพอประมาณ ความพอเพียงแล้วก็มีภูมิคุ้มกัน ต่าง ๆ ทีนี้ผมจะพูดถึงในแนวทางที่เป็นแนวทางที่นําไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมนะครับ ผมคิดว่ามีอยู่ประมาณ ๙ ขั้นนะครับ ขั้นพื้นฐานเพื่อความอยู่รอดมีอยู่ ๔ ขั้น เปรียบเทียบ เป็นเสาบ้าน ๔ ต้น ทําอย่างไรให้พี่น้องประชาชนพอกิน มีกิน

เสาต้นที่ ๑ มีกิน พอกิน

เสาต้นที่ ๒ คือให้พอใช้ ให้พี่น้องชาวบ้านทุกคน ประชาชนทุกคนมีใช้ พอใช้ไม่เดือดร้อน

เสาต้นที่ ๓ คือให้มีที่อยู่อาศัยพอเพียงแต่อัตภาพของตัวเอง เปรียบเสมือนกับ มีบ้านอยู่อาศัยที่ร่มรื่น

เสาต้นที่ ๔ นั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องของสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี มีสภาพอากาศ ที่ดีในการดํารงชีวิตของประชาชนนะครับ อันนี้เป็นเรื่องของขั้นทั้งหมด ๔ ขั้นนะครับ

ส่วนขั้นที่ ๕ นั้นเมื่อมีความเป็นอยู่ทีดีขึ้นแล้วส่วนที่เกิดขึ้นจากการดํารงชีพนั้น ก็จะนํามาสู่ขั้นที่ ๕ ก็คือในเรื่องของการทําบุญรู้กตัญญูต่อพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย รวมทั้งพระ ครู อาจารย์ต่าง ๆ นะครับ

ขั้นที่ ๖ ก็ในเรื่องของการแบ่งปัน เมื่อท่านมีเหลือท่านก็ควรที่จะแบ่งปัน ให้ญาติ ให้เพื่อน แล้วก็คนที่ทุกข์ยาก

บันไดขั้นที่ ๗ นั้นก็พูดถึงในเรื่องของการ เมื่อท่านมีหลังจากที่ทานแล้วเก็บแล้ว แบ่งปันให้ญาติแล้วก็ควรจะรู้จักการเก็บรักษา เก็บรักษาไว้ในยามที่อนาคตอาจจะมีปัญหา ต่าง ๆ เกิดขึ้นมา ท่านก็ยังได้มีภูมิคุ้มกันสามารถแปรรูปเก็บไว้ใช้ในยามยากได้ นี่คือขั้นที่ ๗

ขั้นที่ ๘ เป็นเรื่องของเมื่อท่านเก็บสะสมแล้ว เหลือจากนั้นท่านก็ไปค้าขาย ท่านก็มีรายได้ มีรายได้พอที่จะสร้างความสุขให้กับครอบครัว

ส่วนขั้นสุดท้ายคือขั้นที่ ๙ ขอเวลานิดเดียวใกล้จบแล้วครับ ขั้นสุดท้ายคือ ขั้นที่ ๙ ท่านต้องสร้างเครือข่าย พอท่านมีรายได้แล้วท่านต้องสร้างเครือข่ายช่วยเหลือสังคม มวลมนุษย์ทั้งหลายไม่ว่าในรูปแบบของมูลนิธิ ในรูปของไปช่วยโรงเรียน ช่วยวัด ช่วยต่าง ๆ อันนี้เป็นแนวทางที่ผมคิดว่าเราจะได้ช่วยกันลดความเหลื่อมล้ําของพี่น้องประชาชน ทําให้ ประชาชนนั้นมีชีวิตที่อยู่ในสังคมด้วยความมั่นคงและยั่งยืน ขอบพระคุณมากครับ สวัสดีครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณบุญเลิศ คชายุทธเดช ๑๐ นาทีครับ

นายบุญเลิศ คชายุทธเดช 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญเลิศ คชายุทธเดช หรือว่าบุญเลิศ ช้างใหญ่ สิ่งที่ผมอยากจะอภิปรายก็เป็นเรื่องของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง เรื่องของการขับเคลื่อน การปฏิรูป คุณคํานูณ สิทธิสมาน ได้กรุณาอภิปรายนําเสนอผ่านพ้นไปแล้วเมื่อ ๒ คืนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการอธิบายที่สมบูรณ์ที่สุดว่ามีความจําเป็นอย่างไรถึงต้องมีกลไกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ สิ่งที่ผมอยากจะเรียนย้ํา ในตอนนี้ก็คือว่าหลังจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ได้มีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ในบทบัญญัติมาตรา ๓๕ เขียนเอาไว้ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่องดังต่อไปนี้ สาระสําคัญอยู่ใน (๙) และ (๑๐)

(๙) บอกว่ากลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมิให้มีการทําลายหลักการ สําคัญที่รัฐธรรมนูญจะได้วางไว้ และ

(๑๐) กลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสําคัญให้สมบูรณ์ต่อไป

ประเด็นก็คือว่าองค์ประกอบของกลไกจะเป็นอย่างไร ท่านสมาชิกหลายท่าน อภิปรายแตกต่างกันไป มีทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย สําหรับความเห็นผม ผมเห็นว่ากลไก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจําเป็นที่จะต้องมีผู้ที่จัดทําร่างรัฐธรรมนูญและร่วมกัน พิจารณาให้ความเห็นชอบเข้าไปอยู่ในองค์ประกอบของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และถ้าจะมีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกก็ชอบที่จะเอามาเสริมเพิ่มเติมกันเข้าไปได้ แต่หลักใหญ่ เราไม่สามารถปฏิเสธ สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะตัดออกไปจากกลไกนี้ เรามีบทเรียนในการปฏิรูปการเมืองเมื่อปี ๒๕๔๐ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๙๙ คน เขาสั่งให้มาจัดทํารัฐธรรมนูญอย่างเดียว ทํารัฐธรรมนูญเสร็จได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภา เขาให้กลับบ้านและจากนั้นมาไม่มีกลไกที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองทําให้การปฏิรูป การเมืองไม่ออกดอกออกผลเท่าที่ควร ดังนั้นจึงเป็นบทเรียนที่เรามาปฏิรูปประเทศครั้งนี้ จัดทํารัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายที่จําเป็น ถ้าหากว่า เราจะให้การปฏิรูปขับเคลื่อนไปได้ย่อมจะต้องมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ถ้าหากว่า ไม่มีกลไกอันนี้ และไม่มีผู้ที่ร่วมจัดทํารัฐธรรมนูญ มิได้มีผลกระทบต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่กระทบไปถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่มีเจตจํานงแน่วแน่ในการก่อการรัฐประหารว่าต้องการที่จะก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ปรองดองและการปฏิรูปประเทศ

ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อไปก็คือเรื่องของความปรองดองครับ ความปรองดองต้องคู่ไปกับการปฏิรูป ถ้าหากว่าเราสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นกับ คนในชาติไม่ได้แล้ว เราย่อมไม่สามารถจะนําพลังของประชาชนมาร่วมกระบวนการปฏิรูป ประเทศชาติได้เลย ในร่างรัฐธรรมนูญกําหนดให้มีองค์กรอิสระเสริมสร้างความปรองดอง แห่งชาติ แล้วก็มีอํานาจหน้าที่ มีองค์ประกอบ ๑๕ ท่าน ผมก็อยากจะเรียนว่ากลไกอันนี้ ถ้าหากว่าจัดให้ไปอยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศน่าจะเหมาะสมกว่า นั่นคือ สร้างกลไกที่เรียกว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และเสริมสร้างความปรองดอง แห่งชาติ แล้วก็ไปกําหนดอํานาจหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ และจัดทํากฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญต่อไป

พูดถึงเรื่องความไม่ปรองดอง เกิดความขัดแย้ง แตกแยกกันขึ้นในชาติ เป็นเวลา ๑ ทศวรรษแล้วครับ ยังแก้ไม่ตก ผมคิดว่าเป็นความรับผิดชอบของแม่น้ําทั้ง ๕ สาย ที่จะต้องช่วยกันทําให้คนไทยกลับมารักกันให้ได้ ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๐๕ หลังศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๐๕ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ได้ออกอากาศทางสถานีวิทยุบอกว่า ข้าพเจ้า มาพูดกับพี่น้องประชาชนชาวไทยด้วยน้ําตา เป็นน้ําตาของลูกผู้ชายแห่งความคับแค้น กระผมมาพูดวันนี้ไม่มีน้ําตา เพราะน้ําตานั้นไหลเข้าไปในอกแห่งความเสียใจและสะเทือนใจ ในฐานะเป็นคนภายนอก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสมาชิกรัฐสภา ไม่ได้มีตําแหน่งทางการเมืองใด ๆ อยู่ข้างนอกอดแปลกใจไม่ได้ นักการเมืองกินข้าวหม้อเดียวกันที่สโมสร ที่ห้องอาหารใกล้ ๆ แห่งนี้ แต่เวลามีการประชุมกลับทะเลาะเบาะแว้งกันไม่มีที่สิ้นสุด และนําไปสู่การชุมนุมของ ประชาชนที่แบ่งสีเลือกข้างเพื่อเอาใจช่วยนักการเมือง พรรคการเมืองฝ่ายของตน ประชาชน ไม่ได้มีความผิด เพราะเขามีอุดมการณ์และเขาเชื่อว่าสิ่งที่นักการเมืองได้แสดงตัวตนและ ทัศนะออกมานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องจะเป็นผลดีกับชาติบ้านเมือง แต่เวลาคนเจ็บ คนตาย ถามว่านักการเมืองได้ช่วยดูแลพี่น้องเหล่านั้นอย่างไรบ้าง ประเทศไทยของเรามีบาดแผล ที่คนไทยเข่นฆ่ากันเอง มีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย วันเสียงปืนแตก วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘ แล้วก็มามีคําสั่งให้คนป่ากลับคืนเมือง เราให้อภัยกัน เราให้โอกาส คนเหล่านี้มีอุดมการณ์ทางการเมืองต้องการเปลี่ยนประเทศให้เป็นสังคมนิยม ต่อสู้กับ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตาย เจ็บกันไปทุกฝ่าย เรายังให้อภัยกันได้ มาบัดนี้เราจะให้อภัยกันไม่ได้ หรือประชาชนแบ่งสีเลือกข้าง มีการชุมนุมบาดเจ็บล้มตาย มีคดีความกันมากมาย อยากให้ นักการเมืองพรรคใหญ่ ๆ ที่ขัดแย้งกันอยู่นัดคุยกันสิครับ แล้วมีข้อเสนออย่างไรในการที่จะ สร้างความปรองดองเสนอมา เสนอมาที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ เสนอมาที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าถ้าเป็นข้อเสนอที่ดีด้วยจุดมุ่งหมายที่เห็นแก่พี่น้องเรา อํานวยความยุติธรรมให้เขา เยียวยาฟื้นฟูให้เขาพ้นจากความเดือดร้อนเท่าที่จะเป็นไปได้ ท่านประธานครับ ผมก็อยากจะเรียนว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปและการสร้าง ความปรองดองที่ผมเสนอว่าให้อยู่ด้วยกันก็กําหนดอํานาจหน้าที่ในการที่จะเยียวยา พี่น้องเราที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและบาดเจ็บล้มตายกันมาไม่ใช่ในช่วงระยะเวลา ๑๐ ปีนี้ เท่านั้น พี่น้องในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ มาหาคณะกรรมการศึกษาแนวทาง สร้างความปรองดองบางคนพิการใช้ไม้ค้ํามา ญาติพี่น้องส่วนหนึ่งยังตามหาญาติไม่พบ และอีกส่วนหนึ่ง ญาติมาเพราะว่าสูญเสียน้องชาย ลูกชาย สามี ในครั้งกระนั้นมีการช่วยเหลือเงินไปเพียง เล็กน้อยเทียบไม่ได้กันกับในช่วงระยะหลัง ก็อยากจะฝากให้หยิบยื่นน้ําใจไมตรีไปถึงพี่น้อง เหล่านั้นด้วยและถ้าหากจะกรุณาไปถึงพี่น้องประชาชนในเหตุการณ์วัน ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หรือแม้แต่วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งส่วนหนึ่งเสียชีวิตไปแล้วแต่ส่วนหนึ่งยังพิการ มาจนกระทั่งถึงวันนี้ และจะพิการไปจนกระทั่งถึงวันที่สิ้นลมหายใจ ลองนึกสภาพดูครับ คนพิการต้องให้สายยางแล้วต้องเข้าโลงในสภาพแบบนี้ เขาเป็นวีรชนที่ทอดร่างกายให้กับ คนรุ่นหลังได้ก้าวเดินมา แต่คนรุ่นหลังที่มีตําแหน่ง มีหน้าที่ มีอํานาจเหลียวแลเห็นใจ เขาบ้างหรือไม่ ผมก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานใน ๑ นาทีสุดท้ายนี้ว่า ผมเองเพิ่งจะเข้ามา อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้เป็นครั้งที่ ๒ หลังจากเคยร่างรัฐธรรมนูญมาเมื่อปี ๒๕๔๐ และอยู่ข้างนอกรัฐสภา มาโดยตลอด สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในทัศนะของผมจะต้องเป็นผู้มีวุฒิภาวะมองการณ์ไกล เป็นผู้ใหญ่ และไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งแตกแยก เรามีหน้าที่ที่จะแก้ปัญหา หลักการให้อภัยผมถือว่าเราเป็นชาวพุทธ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ไว้ ดีแล้วอยู่ที่ว่าจิตใจของเรากว้างขวางพอในการที่จะให้อภัยฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณชูชาติ อินสว่าง ครับ

นายชูชาติ อินสว่าง 🔗

ควรจะมีการเผยแพร่ให้ใช้ระบบสหกรณ์ขึ้นทั่วประเทศ เนื่องจากวิธีการสหกรณ์นั่นเองเป็นรากฐานที่ดีของระบอบประชาธิปไตยอย่างสําคัญ สอนให้คนรู้จักรับผิดชอบร่วมกันให้มีการเลือกตัวแทนเข้าไปบริหารสหกรณ์ ตลอดจนให้รู้คุณค่า ของประโยชน์อันจะได้ร่วมกันเป็นส่วนรวม พระราชดํารัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลปัจจุบัน ด้วยสํานึกพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชูชาติ อินสว่าง สปช. จังหวัดสุพรรณบุรี ท่านประธานคงจําได้นะครับว่ากาลครั้งหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาใหม่ ๆ ผมได้มีโอกาสอภิปรายเกี่ยวกับ เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคของคุณสารี อ๋องสมหวัง และหลังจากผมได้อภิปรายเสร็จเรียบร้อย แล้วได้พูดถึงสหกรณ์ ท่านประธานอยู่บนเวทีผมกราบขอบพระคุณมาก ท่านประธานพูดว่า เรื่องสหกรณ์คุณชูชาติผมไม่ลืมแน่ ท่านประธานครับ หลังจากท่านประธานเสร็จเรียบร้อย แล้วผมขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ผมหันไปทางซ้ายมือของผมท่านนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ซึ่งได้เคยทําเรื่องเกี่ยวกับสหกรณ์ เรื่องมองต่างมุมมาตั้งแต่สมัยผมยังเป็นผู้จัดการ สหกรณ์ใหม่ ๆ เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วท่านก็ยังเห็นผมอยู่ หันไปข้างหลังดอกเตอร์ถวิลวดี ก็มีความสําคัญในเรื่องของกระบวนการสหกรณ์เป็นอย่างมาก และท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อไม่นานมานี้เองครั้งแรกที่โฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านพลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ได้มาแสดงความคืบหน้าในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านก็ยังบอกอีกว่าคุณชูชาติ ผมไม่ลืมสหกรณ์ ท่านประธานที่เคารพครับ มวลพี่น้องสมาชิก สปช. ผมทุกท่านไม่รู้จักผม เพราะผมมาจากต่างจังหวัด ไม่รู้จักสหกรณ์ หลายคนไม่รู้จักวิธีการสหกรณ์ ไม่รู้จักระบบสหกรณ์ ผมพยายามหาที่นั่งทานข้าว ผมพยายามสนทนาวิสาสะกับทุก ๆ ท่านและพยายามอธิบาย ให้เข้าถึง รู้ถึงขบวนการสหกรณ์เป็นสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาทานอาหารผมไม่ใช้ เวลาตรงนั้นโดยเปล่าประโยชน์ ได้พยายามคิดถึงพวกเขาเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าสิ่งที่ผมได้ทําไปไม่ใช่เพื่อตัวผมเองเลยครับ เพื่อส่วนรวมโดยทั้งสิ้น วันนี้ผมกราบขอบพระคุณกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กล่าวถึง ขบวนการสหกรณ์ และได้สนับสนุนมากมาย รวมทั้งท่าน สปช. ทุกท่านที่ได้มีโอกาสพบกัน ทั้งเวลาอาหารและทุก ๆ เวลาที่มีการคุยกัน ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการทุกท่าน ที่กรุณางานของเกษตรกร กําหนดแผนพัฒนา กําหนดแผนปฏิบัติการกําหนดยุทธศาสตร์การเกษตร งานวิจัย งานสนับสนุนได้อย่างครอบคลุมเป็นอย่างยิ่ง บัดนี้การยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพอย่างสูงว่าขบวนการสหกรณ์ เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๙๒ ใน (๖๙) รัฐพึงส่งเสริมและบํารุงประกอบเกษตรกรรมเพื่อเพิ่มพูนผลิตผล ทั้งในทางปริมาณ คุณภาพ และพึงสนับสนุนการสหกรณ์เพื่อผลเช่นว่านั้นด้วย พอปี ๒๕๑๗ มาตรา ๘๘ รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการสหกรณ์ พอปี ๒๕๓๔ แก้ไข ปี ๒๕๓๘ (๘๐) รัฐพึงส่งเสริมสนับสนุนและคุ้มครองระบบสหกรณ์ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ หมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๘๕ รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนคุ้มครองระบบสหกรณ์ ปี ๒๕๕๐ ในหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มี การดําเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมและคุ้มครองสหกรณ์ให้เป็นอิสระ ทั้งรวมกลุ่มการประกอบอาชีพ ท่านที่เคารพครับ ท่านประธานครับ ดั่งนรกชังหรือสวรรค์แกล้งผม ท่านประธานครับ พอมาถึงปีนี้ผมดีใจที่ผมได้เอ่ยนามของท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ มาถึงภาค ๒ ผู้นําทางการเมืองที่ดี ระบบผู้แทนที่ดี หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๘๘ รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดําเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนําไปสู่การพัฒนาทุกระดับอย่างสมดุล มีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน เฉพาะพออ่านตรงนี้ ๓๐ วินาทีแล้วนะครับ

รัฐต้องส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบเสรีอย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ํา และสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม และนําหลักธรรมาภิบาลมาใช้ให้เกิดความ เข้มแข็ง ประเทศคุ้มครองส่งเสริม ขยายโอกาสในการประกอบอาชีพ ไม่ป้องกันการผูกขาด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม รัฐไม่พึงประกอบกิจการอันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับ เอกชนนะครับ เว้นแต่มีความ โอ้ยยาวครับอีกนิดหนึ่งครับ ยังไม่จบนะครับ รัฐต้องส่งเสริม การประกอบวิชาชีพวิสาหกิจชุมชนขนาดย่อม วิสาหกิจชุมชนนะท่านประธานที่เคารพครับ ขนาดย่อมยังไม่พอ ยังมีขนาดกลาง และวิสาหกิจชุมชนยังมีขนาดใหญ่ สหกรณ์ผมมีครบถ้วนครับ มีสหกรณ์ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และผมยังมีสหกรณ์ขนาดใหญ่พิเศษอีกด้วย นะครับ ยังไม่จบครับ ส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าและบริการจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและ ภูมิปัญญาไทย จะจบแล้วครับ ส่งเสริมระบบสหกรณ์ครับ จะจบแล้วนะครับ ถึงมีครับ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพและพัฒนาการท่องเที่ยว เอาการท่องเที่ยวมายุ่งด้วยนะครับ

มาภาค ๔ การปฏิรูปและสร้างความปรองดอง

ส่วนที่ ๒ การปฏิรูปด้านต่าง ๆ มาตรา ๒๙๒ ปฏิรูปด้านเศรษฐกิจมหภาค วรรคหก (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) ถึงจะมาปรับปรุงโครงสร้างและกํากับดูแลการส่งเสริมการ สหกรณ์ โดยยกระดับมาตรฐานการดําเนินของสหกรณ์เพื่อการออมทรัพย์ ยังไม่เห็น ภาคเกษตรผมเลยครับ ยังเพื่อการออมทรัพย์อยู่เลย ท่านประธานครับ ยังไปมองสหกรณ์ ประเภทออมทรัพย์อยู่เลย ผมสหกรณ์ภาคเกษตรครับ สหกรณ์ออมทรัพย์เขามีสตางค์เยอะ สหกรณ์การเกษตรมีคนเยอะ ท่านจะเอาคนเยอะหรือท่านจะเอาสตางค์เยอะ นี่คือสิ่งสําคัญ นะครับ และเพื่อประโยชน์แก้ไขความยากจน เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในเรื่องของการหนุนสังคม เรื่องปรับโครงสร้างและกํากับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์ เขาก็ทําไว้ ครบถ้วนนะครับ แต่ผมได้กราบเรียนถามท่านผู้รู้นะครับว่า ระบบสหกรณ์ผมไปอยู่ท้าย ๆ เลยนี่นะครับ ผมขอขึ้นมาอยู่ต้น ๆ หน่อยได้ไหมครับ เพื่อพี่น้องเกษตรกรผม ท่านบอกว่าอยู่ต้น อยู่กลาง อยู่ท้ายเหมือนกันหมด ขอให้มันอยู่ในกระบวนการแล้วกันนะครับ ไม่เป็นอะไรครับ เดี๋ยวตอนไปกินข้าวผมขอก่อนแล้วกันครับ ให้ท่านอยู่ท้ายได้ไหมครับ มันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านต้องเห็นความสําคัญของกระบวนการสหกรณ์ด้วยนะครับ ท่านที่เคารพครับ ถ้าพูดถึง กระบวนการสหกรณ์นี่ ผมให้ความสําคัญอย่างยิ่งนะครับ ท่านที่เคารพครับ ความหมายของ สหกรณ์ คือเป็นองค์กรที่รวมกันโดยสมัครใจ ถ้าไม่สมัครใจไปจัดตั้งไม่ได้ เช่น สหกรณ์เครดิตยูเนียนที่มีปัญหา เพราะว่ามันมารวมกันโดยความไม่สมัครใจ ไปเกณฑ์คนมา ถือหุ้น เสร็จเรียบร้อยแล้วมาเลือกคณะกรรมการดําเนินการ ซึ่งเป็นคนของตัวเอง คณะกรรมการดําเนินการก็เลือกผู้จัดการเป็นคนของตัวเอง เสร็จเรียบร้อยเป็นคนของเขามา จัดตั้งทั้งหมด เพราะฉะนั้นจะเขียนเช็คสักกี่ร้อยใบมันก็คนของตัวเอง นี่คือความหมายของ คําว่า สหกรณ์ ต้องมารวมกันโดยความสมัครใจ และท่านที่เคารพครับ และมันเป็นค่านิยม ที่สําคัญที่สุดคือขบวนการสหกรณ์ต้องช่วยเหลือตัวเอง ต้องมีความรับผิดชอบ ดังนั้นถ้าท่านเขียนไปในรัฐธรรมนูญว่ารัฐพึงส่งเสริมระบบสหกรณ์ตามแนวหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ท่านสบายใจได้เลยครับ รัฐไม่ต้องมาช่วยอะไรมากมายเลยครับ เพราะสหกรณ์เขาบอกว่าเขาจะพึ่งตนเองและจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพียงแต่ผมบอกว่า ทําอย่างไรถึงจะมีระบบสหกรณ์ขึ้นมาให้เชิดหน้าชูตา ให้เป็นที่บังคับดูแลเขาได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อประมาณ ๒ เดือนที่ผ่านมา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน เพราะชื่นชมท่าน ท่านกรุณาไปตรวจเยี่ยม สหกรณ์การเกษตรพิมาย จํากัดครับ กว่าจะมาถึงตรงนี้เพื่อนผม คุณผู้จัดการที่อยู่ที่นั่น ไม่เอ่ยนามเขานะครับ ทําด้วยความวิริยะอุตสาหะมา จน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้คําชม และจากนั้นท่านยังเรียกตามให้มาคุยหารือกันกับกระทรวงมหาดไทย ได้งบประมาณไป เยอะแยะเลย และทุกครั้งที่ท่านพูดในวันศุกร์ตอนคืนความสุขให้ประชาชน ท่านพูดอยู่เป็น ประจํา ต้องเอาวิธีการสหกรณ์มาใช้ ท่านประธานที่เคารพ สวนยางครับ มีปัญหาเยอะแยะเลย ขณะนี้แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะเราไม่เอาระบบสหกรณ์มาใช้ ใครบอกสหกรณ์โกง ใครบอก สหกรณ์โกง ถ้ามาพูดต่อหน้าผมผมชกหน้าเลย ผมบอกให้รู้ สหกรณ์ไม่เคยโกง ที่มันโกง คนในสหกรณ์มันโกง มันไม่ยึดมั่นในอุดมการณ์ ไม่ยึดมั่นในค่านิยมของสหกรณ์ ไม่ยึดมั่น ในจริยธรรม สุจริต อุดมการณ์ ช่วยเหลือตัวเอง ช่วยเหลือซึ่งกัน เพื่อนําไปสู่ความกินดีอยู่ดี มีหลักการที่ถูกต้อง มีการสมัครใจ มีความเป็นประชาธิปไตย ท่านที่เคารพครับ สหกรณ์ มีการศึกษาอบรม ผมกราบเรียนวันนั้น ผมกลับไปนอนฝันถึงท่านประธานเลยนะครับ เพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ ผมพาท่านประธานชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย พอจะอธิบายให้ท่านประธานฟัง ท่านประธานบอกคุณรู้ไหมว่าผมเป็นอาจารย์สอน เศรษฐศาสตร์สหกรณ์มาก่อน ผมรู้เลย ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องอธิบายกันมากเลยครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นร่างรัฐธรรมนูญอันนี้ต้องมีกระบวนการสหกรณ์ขึ้นไปลําดับแรก มีการศึกษาอบรม มีการเอื้ออาทรด้วยกัน และภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผมจะไม่บอกละครับว่าเราจะแก้ตรงไหนดี แต่ผมจะบอกครับว่าวิกฤติสหกรณ์ที่เกิดขึ้นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติอะไรก็แล้วแต่มันต้องมาเป็นโอกาสให้ได้ การล้มลุกคลุกคลานของสหกรณ์ เครดิตยูเนี่ยนอย่าเอามาเป็นปัญหา เพราะว่าสหกรณ์เครดิตยูเนียมเมื่อวานนี้มีการประชุมใหญ่ สหกรณ์เครดิตยูเนียนทั่วประเทศไทย เขาประสบความสําเร็จกันเป็นร้อย ๆ เป็นพัน ๆ สหกรณ์ ๑,๑๒๒ สหกรณ์ ผมจําได้เขาประสบความสําเร็จ สหกรณ์นั้นสหกรณ์เดียว อย่าเอาของคนไม่ดีที่ทําผิดแล้วเอาไปคนที่ดี โครงการรับจํานําข้าวเปลือกไม่เสียหายมากมาย ถึงขนาดนี้ถ้าเอาระบบสหกรณ์มาใช้ เขาไม่เอาระบบสหกรณ์มาใช้เพราะระบบสหกรณ์ มันจะไปแข่งกับนายทุน มันจะไปแข่งกับโรงสี ถ้าทุกคนเอาข้าวมาฝากที่สหกรณ์ มาจํานํา ที่สหกรณ์โรงสีมันอยู่ไม่ได้หรอกครับ เตี่ยผมสอนไว้โรงสีไม่มีขี้เถ้า ร้านค้าไม่มีขี้ตีน ขอโทษครับ มันอยู่ไม่ได้ โรงสีมันต้องสี ปล่องมันต้องมีควันออก ร้านค้ามันต้องมีคนเดินไป เดินมา มันต้องมีขี้เถ้า มันมีต้องขี้เท้า เพราะฉะนั้นมันอยู่ไม่ได้ แต่เขาไม่เอาให้สหกรณ์ไปทํา เพราะอะไรครับ เพราะนายทุน ถ้าท่านส่งเสริมระบบสหกรณ์นี้นะครับ ผมเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่านั่นล่ะคือสิ่งที่เราจะต่อต้านทุนนิยม สังคมนิยม ทุนสามานย์ต่าง ๆ จะสู้สหกรณ์ไม่ได้ สหกรณ์จังหวัดตราด สหกรณ์รวบรวมกระจายสินค้าจังหวัดตราด เดี๋ยวนี้นะครับแข่งกับห้างใหญ่ ๆ ดัง ๆ เลยนะครับ ทุกคนต้องรวมกันซื้อ รวมกันขาย เมื่อปี ๒๔๕๙ กําเนิดขึ้นที่สหกรณ์ไม่จํากัดสินใช้วัดจันทร์ เกิดขึ้นมาเพราะอะไรครับ เพราะทุกคนถูกกดขี่ พ่อค้าจะเอาเท่าไรก็ต้องเอาเท่านั้น จะขายเท่าไรก็ต้องเอาเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ด้วยเงินทุนเพียง ๓,๘๐๐ บาท ปีนี้ ๙๙ ปี วงการ สหกรณ์ไทยทําไมถึงจะไม่รู้ ดังนั้นแล้วผมกราบเรียนท่านประธานที่เคารพถ้าคิดห่วงใย สหกรณ์ต้องมีระบบสหกรณ์ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนําไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ เพื่อเป็นขวัญและกําลังใจ วันที่ฟองสบู่แตกสหกรณ์ไม่เคยเดือดร้อนเลยครับ พี่น้องสมาชิกสหกรณ์ผมอยู่เฉย สบายดีเฉย วันที่คนเขาเดือดร้อนกันทั่วประเทศไทย พี่น้องสหกรณ์ไม่ได้รับเงิน รับจํานําค่าข้าว ผมบอกมาที่สหกรณ์เลย สหกรณ์มีเงินทุน เอาไปใช้ มาเข้าร่วมโครงการ ๒๔๐ คน มีคนเบิกเงินเอาไปใช้ไม่ถึง ๑๔ คน เพราะอะไรครับ เพราะเขามีวินัยทางการเงิน ผมกราบพระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ท่านคงเห็นความสําคัญของกระบวนการสหกรณ์เป็นอันมากท่านบอกว่าต้องรู้จํา รู้จด รู้จ่าย สหกรณ์ต้องทําบัญชีครัวเรือน เดี๋ยวนี้สหกรณ์ทุกสหกรณ์ทําบัญชีครัวเรือนหมดทุกถ้วน แล้วระบบสหกรณ์อย่างนี้ยังไม่เอามาใช้ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ ผมมาก่อนวิสาหกิจชุมชน ผมมาก่อนวิสาหกิจขนาดย่อม ขนาดใหญ่เยอะแยะเลยครับ ณ วันนี้ผมไปอยู่หางแถวเลย ผมไม่น้อยใจหรือครับ ผมน้อยใจครับ อย่าให้ผมเป็นเยี่ยงเช่นท่านสืบ นาคะเสถียร เลยนะ ผมจะบอกให้ ผมทําได้นะครับถ้าไม่มีกระบวนการสหกรณ์ผม นี่คือสิ่งสําคัญ ผมอยาก กราบเรียนพี่น้องเกษตรกรผมรอฟังอยู่ ขณะนี้ท่านคิดดูสิครับเกษตรกรทุกคนต้องไป จดทะเบียนเป็นเกษตรกร จดทะเบียนเสร็จเรียบร้อยท่านคณะรัฐบาลให้กองทุนมา ๑ กองทุนคือตําบลละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้ไป ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แย่งกัน ถึงขนาดทะเลาะ กันเลยก็มี เพราะอะไร ไม่ใช้ระบบสหกรณ์มาใช้ ถ้าระบบสหกรณ์มาใช้ให้ไปตําบลละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็ต้องเอามาประชุมกัน ใครเห็นความสําคัญก่อนหน้าก่อนหลังก็ต้องมาทํากัน มีประชาธิปไตยครบถ้วนกว่าจะมาเป็นสมาชิกสหกรณ์เขาต้องฟันฝ่าอุปสรรค เขาต้องไป เรียนรู้มาว่าหนี้นอกระบบมันเป็นอย่างไร มันเสียดอกเบี้ยทบต้นต่อเดือน ต่อวัน ต่อปี เช้าคิดดูนะครับ เอาไป ๙๕ บาท พอตอนเย็นเอามาเก็บแล้วครับ ๑๐๐ บาท ดอกเบี้ย ร้อยละ ๕ ต่อวันมันทนได้อย่างไร เพราะฉะนั้นต้องเอาระบบสหกรณ์มาใช้ เดี๋ยวนี้ทุกคน ลืมตาอ้าปากได้เพราะระบบสหกรณ์ เกษตรกรทุกคน หนี้ทุกอย่างนี้ผมจะปิดบัญชีวันที่ ๓๐ เมษายน ลูกน้องโทรศัพท์มารายงานทุกวัน ผู้จัดการเก็บดอกเบี้ยได้ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว ถ้าผมได้ ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์แล้วจะให้ ๒ ขั้นผมทุกคนไหม มีต่อรองผม นี่คือมันใช้ระบบ สหกรณ์มาต่อรองผม ใช่ไหมครับ นี่คือสิ่งสําคัญที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมไปบอกนะครับ ผมกราบเรียนท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เอาสหกรณ์ผมขึ้นหน้าหน่อย เอาสหกรณ์ผมนําหน้าหน่อย เพราะพี่น้องเกษตรกรผมจะได้ เห็นความสําคัญของกระบวนการสหกรณ์จะได้เข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์เยอะ ๆ พอเข้ามา เยอะแล้วทําอย่างไร ก็ต้องให้การศึกษาอบรม ไปสมัครที่กลุ่มแล้ว ต้องเข้าคณะกรรมการ ดําเนินการ เวลาจะจํานอง เวลาจะเงินฝาก ต้องมาดูที่ดูทางต้องคิดกันอีก เขาใช้ระบบ เรียบร้อยราบคาบ แต่ที่มันไม่ดี ไม่ประสบความสําเร็จ เพราะอะไรครับ ก็เพราะคน ก็ให้เขา เรียนรู้สิครับ อย่างสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ต่อไปเขาจะต้องเรียนรู้กันทั่วประเทศแล้วว่า นี่คือสิ่งบกพร่องที่เขาจะต้องเรียนรู้ ใช่ไหมครับ ให้เขาเรียนรู้ ให้เขาศึกษา ล้มแล้วเกิดใหม่ ล้มแล้วเกิดใหม่ สักวันหนึ่งมันก็จะดีได้ ทีนี้พอไม่ดีปุ๊บไม่เอาเลย ไม่เอากระบวนการสหกรณ์ ไม่เอาระบบสหกรณ์เข้าไปใส่เลย ผมก็ให้น้อยใจยิ่งนัก ผมก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพอย่างสูง ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเอาความสําเร็จ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเอาความล้มเหลวทั้งวิกฤติและโอกาสมาเป็นบทเรียน ในการจัดระบบความเข้มแข็งทั้งภายในและภายนอกสหกรณ์ เพราะอะไรครับ เพราะสหกรณ์คือเครื่องมือสําคัญของเกษตรกร ของประชาชน และผู้มีรายได้น้อย วันนี้ทุกอย่าง เราต้องต่อสู้กับอํานาจต่อรอง ท่านคิดดูสิครับข้าวเกวียนหนึ่งไม่ถึง ๖,๐๐๐ บาท อยู่ได้อย่างไร แต่สมาชิกสหกรณ์อยู่ได้เขาก็ลดต้นทุนการผลิตลงมา เพิ่มรายได้ ปุ๋ยเคมีนี้ครับ ท่านลองคิดดูทุกวันนี้ทําปุ๋ยเองไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ขยะเต็มบ้านเต็มเมือง มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เขาทําได้หมดแล้วเพราะอะไร เพราะมีนายทุน ทุนสามานย์มันมาทําให้ กระบวนการสหกรณ์ผมไม่เจริญเติบโตก้าวหน้า ถูกไหมครับ ผมจะต้องต่อสู้กับสิ่งพวกนี้ ไปอีกชาติกี่ชาติ ถ้ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่าน สปช. ที่เคารพไม่สนับสนุน กระบวนการสหกรณ์ ต้องเพิ่มรายได้ให้ผม ลดต้นทุนปุ๋ยเคมีให้ผม ขยายโอกาสให้ผม มีพื้นที่ เข้าไปให้ความรู้ความสามารถสนับสนุนระบบสหกรณ์ ข้าราชการทุกคนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรเยอะแยะไปหมด ถ้ามารวมดูเกษตรกรผมคนเดียว และเอาดีไม่ได้ ผมก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วครับ ผมก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ก็ต้องขออนุญาตฝากกราบเรียน ท่านประธานไปถึงท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ผมเถอะครับ ให้ผมไม่ต้องให้ มาตราใหม่ผมหรอกครับ เพียงแต่เอาระบบสหกรณ์ผมไปไว้ข้างหน้า ๆ หน่อยแค่นั้นเอง ผมก็ไม่รังเกียจอะไรทั้งสิ้นครับ ๑๘ ๑๖ ๑๗ ๑๕ แล้วก็มา ๑ นาที ถ้าไม่เข้าใจเรื่องสหกรณ์ พบกันได้ที่ห้องอาหาร ๒๔ ชั่วโมง ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญ คุณสรณะ เทพเนาว์ ๑๑ นาที ครับ

นายสรณะ เทพเนาว์ 🔗

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอันทรงเกียรติที่เคารพ กระผม นายสรณะ เทพเนาว์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านปกครองท้องถิ่น ๒๐๙ ท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่บรรจงลายลักษณ์อักษรในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เปรียบเสมือน รัฐนาวานําเข้าสู่การปฏิรูปประเทศเพื่อผลพวง เพื่อการแก้ไขปัญหาของประเทศที่ฝ่าลม อุปสรรคในสังคมโลก ผมคิดว่าในเวลานี้ถึงบรรยากาศของการปฏิรูปพี่น้องประชาชนติดตาม ความเคลื่อนไหวไม่ว่าชาวชนบทและสังคมเมือง ท่านประธานครับ ถ้าเรากล้าคิด กล้าปฏิรูป แล้วต้องกล้าพอที่จะปฏิรูปจิตใจของเราด้วย ชาวพุทธเชื่อว่าใจทําหน้าที่เป็นประธาน ถ้าใจเรายังเป็นแบบทุนนิยมสามานย์ แล้วเราจะสร้างอนาคตให้สวยสดได้อย่างไร การเมือง ที่เกิดวิกฤติในเวลานี้ก็คือว่าเราเห็นสภาพถึงความล้มเหลวของระบบการเมืองจนกระทั่ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย

ขอสไลด์ครับ องค์กรของการขับเคลื่อนเพื่อหนุนการปฏิรูปประเทศเริ่มต้น ในขณะเมื่อก่อนการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ วิกฤตการณ์การเมือง ในปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ สาเหตุที่เกิดขึ้นในการร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมซึ่งสภาเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ถูก กปปส. และ นปช. เมื่อวันที่ ๑๑ วุฒิสภาลงมติ ไม่เห็นชอบในหลักการของกฎหมายฉบับนี้ การชุมนุมในเวลานั้นยืดเยื้อเป็นเวลา ๒๐๐ วัน เต็ม ๆ มีความขัดแย้งของคนในชาติล้มตายและสูญเสีย บาดเจ็บกันเป็นจํานวนมาก กระผม ได้มีโอกาสยื่นหนังสือเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ ต่อท่านประธานสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ในภาพครับ ซึ่งเป็นวุฒิสภาครั้งนั้นเป็นที่พึ่งครั้งสุดท้ายของบ้านเมือง โดยไม่มีที่จะหาทางออกอื่นใด เพราะท่านจะต้องตัดสินใจที่จะต้องดําเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ผมเสนอให้สมาชิกวุฒิสภาในขณะนั้นได้หาทางออกโดยปรึกษาองคมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และรวมทั้งผู้ที่มีอํานาจทางบ้านเมือง ปรึกษาว่าหาทางออก

ประเด็นที่ ๑. ให้มีนายกรัฐมนตรีที่มีอํานาจเต็มมาแก้ไขปัญหาของชาติ

ประเด็นที่ ๒ ให้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าในรัฐบาลชุดใหม่ของการบริหารประเทศนั้นให้จัดเตรียม งบประมาณของแผ่นดินและแก้ไขปัญหาในเรื่องค่าจํานําข้าวของชาวนา รวมทั้งจัดสรร เม็ดเงินให้กับองค์กรการปกครองท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนกระจายอํานาจ ซึ่งขณะนั้นท้องถิ่น ๗,๘๕๓ แห่ง รอคอยเม็ดเงินจํานวนนี้ สถานการณ์วิกฤติจนกระทั่งวันที่ ๒๒ ดําเนินการปฏิวัติรัฐประหารทันที ตรงนี้เข้ารัฐบาลโดย คสช. และเป็นจุติของเรากําเนิดขึ้น สปช. สนช. แม่น้ํา ๕ สาย รวมทั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเข้ามาอยู่ตรงนี้ ท่านประธานครับ เหตุการณ์เหล่านั้นผมยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองวิกฤตินั้น ผมขอชื่นชมรัฐบาลในการตัดสินใจ

สไลด์ที่ ๒ ผมกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด สยุมพร ที่นั่งข้างผม รวมทั้ง พันเอก สิรวิชญ์ การขับเคลื่อนปฏิรูปกําลังจะเกิดขึ้นโดยหลังจากที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านอาจารย์บวรศักดิ์รักษาการประธานลงบัลลังก์ ผมไปยื่นเรื่องขอได้โปรดพิจารณาแก้ไขปัญหากฎหมายของท้องถิ่นค้างท่อในสภา ๔ ร่าง ด้วยกัน

สไลด์ที่ ๓ สมาคมพนักงานเทศบาลซึ่งผมทําหน้าที่เป็นนายกสมาคม ได้ดําเนินการจัดประชุมสัมมนายุทธศาสตร์การปฏิรูปองค์กรปกครองท้องถิ่นภายใต้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ๒๕-๒๗ มีนาคม ๒๕๕๗ ผมได้กราบขอเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ท่านอาจารย์เทียนฉาย แต่ท่านติดภาระ ปรากฏว่าได้รับความเมตตาครับท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้ให้เกียรติไปร่วมเป็นประธานและได้เชิญท่านหม่อมหลวงปนัดดา รัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรีไปด้วย หลังจากนั้นประธานยกร่างรัฐธรรมนูญก็ไปพูดบรรยายปาฐกถาต่อ

สไลด์ถัดไปครับ ผมต้องยอมรับว่าการเดินทางในมหาสมุทรแหวกว่าย ของการปฏิรูปแม้ว่าเราจะเดินทางมาไกล ผมอยากเห็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติเดินหน้า รัฐบาลภายใต้รัฐบาลในยุคก่อน ๆ ที่ผ่านมาผมไม่ขอเอ่ยนามและไม่ขอพาดพิง แต่ในการปฏิรูปเอกสารปฏิรูปประเทศไทย ที่หลายท่าน ๒๕๐ กว่าท่านที่ได้รับที่แจกอยู่ข้างหน้า ในท้ายหน้า ๖๕ จะเห็นว่าคณะสมัชชา ปฏิรูปมีการจัดตั้งเครือข่าย ๑๓ เครือข่าย และรวมทั้งเครือข่าย ๆ ต่าง ๆ เข้าร่วมอีก ๖๐๐ องค์กร มีคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปยุทธศาสตร์ ๒ ยุทธศาสตร์ คือยุทธศาสตร์ ความรู้และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนของการปฏิรูป คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป ที่มีนายกรัฐมนตรีในอดีตที่ผมเป็นกรรมการสมัชชาปฏิรูปโดยนายกรัฐมนตรีรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้น ภายหลังยุบสภาแล้วมิได้เดินหน้าต่อไป สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ท่านบุญเลิศ ทั้งหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายเป็นเรื่องที่น่าดีครับ และต้องขอขอบคุณท่านชุด คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จับประเด็นนี้ เพราะไม่มีใครหรอกครับว่าภายหลัง ที่เราปฏิรูปแล้วคนที่จะขับเคลื่อนและการเคลื่อนไหวหรือไดนามิค (Dynamic) แล้วจะให้ องค์กรอื่นหรือรัฐบาลอื่นอย่าหวังเลยครับ ก็คงมีแต่พวกเราทั้งนั้น ยกเว้นว่ารัฐบาลนั้น มีความตั้งใจและปรารถนาที่จะปฏิรูปอันโดยตรงและถาวรจริง ๆ ผมเรียนเรื่องนี้กับ ท่านมานิจ แล้วรวมทั้งหลายท่าน ท่านประชา เตรัตน์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาผม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ขอให้ท่านจับประเด็นเรื่องนี้แล้วเดินหน้าโดยไม่มีคําครหา แต่อย่างไรก็ดีครับกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าการสรรหาจะเป็น คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติหรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอให้เป็นหน้าที่ของ คสช. เพราะท่านทั้งหลายที่มานั่งอยู่ตรงนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่า ท่านมาจากไหน ท่านตอบผมได้หรือไม่ เพราะ คสช. เป็นคนคัดสรร เรามาอยู่จุติเกิดตรงนี้ เป็นแม่น้ําสายที่ ๕ และวันนั้นผมต้องยอมรับว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม ได้ให้ปรารภกับผมว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นทั้งหลายที่ผมเป็น นายกสมาคม ขอให้ช่วยผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้เดินไปด้วยความโลดแล่น แล้วก็ผ่าวงล้อม เวียนว่ายในมหาสมุทรไปถึงฝั่งให้ได้ ท่านให้ความเห็นว่าสายผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิก สภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งข้าราชการท้องถิ่นที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด เป็นแม่น้ําสายที่ ๗ ครับท่านประธาน ผมไม่อภิปรายว่าอย่างไร เดินหน้าอย่างไรก็ตาม แต่ผมเสริม แม้ว่าในหลักการของกระทรวงมหาดไทยที่หลายคนมองว่ารวมศูนย์อํานาจ แต่ผมกลับชื่นชม ของการกล้าตัดสินใจของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าให้จับเรื่องภาคเข้ามาด้วย เพราะว่าในสถานการณ์ภาคจากการศึกษาแล้วว่าที่ประเทศจีน สาธารณรัฐประชาชนจีน เขามีการกระจายอํานาจอย่างสูงมาก มีนายทหารท่านหนึ่งผมไม่ขอเอ่ยนาม ได้รับการบัญชา จาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเดินทางไปดูเรื่องรถไฟ และอยู่ในคณะที่ปรึกษาของ ท่านนายแพทย์กระแส ซึ่งผมเป็นที่ปรึกษาร่วมอยู่ด้วย ประเทศจีนเขาบริหารเป็นภาค หลาย ๆ มณฑล หลายจังหวัดมารวมกัน งบประมาณนั้นอย่างที่ท่านดอกเตอร์บวรศักดิ์พูด มีงบประมาณจากกรมเหมือนประเทศไทยนะครับ แต่ว่างบประมาณอีกชุดหนึ่งจะลงไป ในพื้นที่ โครงการใหญ่ ๆ ไม่สามารถกระทําได้เลยแม้ว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้พูดเรื่องขยะ จะมีเวาเชอร์ (Voucher) เสียงต่อ ต่อต้านมาก แต่ว่าถ้ามีภาคแล้วสามารถโครงการเหล่านี้ จะเดินหน้าไปด้วยดีแก้ไขปัญหาของชาติ ผมใช้เวลาและเคารพกติกา แล้วผมเชื่อว่า พวกเราทุกท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ในเวลานี้จะเป็นพลังสําคัญในการขับเคลื่อนสภาปฏิรูปไปถึงฝั่ง และเป้าหมายตามที่วัตถุประสงค์ เป้าหมายประชาชนรอคอย กราบขอบคุณท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณคุณสรณะ นะครับ เชิญคุณเขมทัต สุคนธสิงห์ ๗ นาทีครับ

นายเขมทัต สุคนธสิงห์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ผม นายเขมทัต สุคนธสิงห์ ๐๒๕ นะครับ จะพูดเรื่องภาค ๔ การปฏิรูปเพื่อลด ความเหลื่อมล้ํานะครับ ผมคิดว่าปัญหาที่เราจะต้องมาทําปฏิรูปนี้ก็เป็นปัญหาที่เรารู้ ๆ กัน อยู่ก็คือเรื่องคอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ํา ความยากจน ความแตกแยก สิ่งเหล่านี้จะคงเป็น ปัญหาของสังคมไทยตราบเท่าที่การศึกษาไม่ได้พัฒนาคนให้รู้จักคิดชอบ เห็นชอบ สังคมก็จะ ขัดแย้ง แม้แต่ในรัฐสภาที่อ้างว่ามีสมาชิกที่มีเกียรติก็จะกลายเป็นที่ต่อสู้แบบอนารยชน ก็คือทะเลาะเบาะแว้งกันดังที่เห็นในหลายประเทศ คนไทยส่วนใหญ่ยังใช้ความเชื่อ ไม่ชอบใช้วิธี คิดวิเคราะห์ แต่ชอบใช้ความเห็น ไม่ใช้ข้อเท็จจริง ดังนั้นในการอภิปรายที่เรากําลังทํากันอยู่ครั้งนี้ แม้จะถูกวาทกรรมว่าเป็นพิธีกรรม แต่ก็ถือว่าเป็นพิธีกรรมที่เปิดโลกทัศน์ให้แก่ประชาชนไทย ที่สนใจที่จะแก้ปัญหาของชาติเรา การศึกษาพัฒนาปัญญา จิตใจถือเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่ม คุณภาพของคน แต่ในปัจจุบันนี้ในประเทศไทยเรากลับเป็นการลงทุนเพื่อเอากระดาษ เอารูป ไปติดไว้ที่บ้าน การจัดการเรียนการสอนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่เก็บค่าเล่าเรียนนั้นต่างกันนะครับ ในประเทศที่เจริญแล้วสถานศึกษาไม่เก็บค่าเล่าเรียนเท่านั้น แต่ว่าการศึกษาภาคบังคับของเรา จําเป็นที่จะไม่ให้ประชาชนมีค่าใช้จ่าย ส่วนภาคอุดมศึกษานั้นทําได้อย่างมากก็เพียงไม่เก็บ ค่าเล่าเรียนครับ เราคงต้องปรับกระบวนความคิดให้เป็นวิทยาศาสตร์ อยากจะให้กําลังใจ ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน เราทําโจทย์ที่คิดกระบวนการแก้ไขความเหลื่อมล้ําทุจริตที่ปรากฏชัดเจน ซึ่งเราตอบโจทย์ แต่ก็มีคนบอกว่าเราไม่ตอบโจทย์ แล้วก็มาพูดกันถึงเรื่องวิธีการเลือกตั้ง ที่ผมเคยอภิปราย ไปแล้วว่าวิธีที่จะแก้ได้ก็คือ ต้องกําจัดธุรกิจการเมืองเท่านั้น เราคงต้องปฏิรูป ให้ภาคเศรษฐกิจเป็นตัวนํา ความร่วมมือของรัฐ เอกชน ชุมชนสําคัญมากครับ ต้องแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ก่อน ในกระบวนการปฏิรูปครั้งนี้ยังให้ทางออกในการแก้เศรษฐกิจ น้อยเกินไป ในมาตรา ๒๘๓ มาตรา ๒๘๗ และมาตรา ๒๙๒ ในเรื่องของการปฏิรูปการเงิน การคลัง เรื่องปฏิรูปสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจมหภาคยังมีข้อติดขัด เพราะว่ายังมีกฎหมายควบคุม กํากับดูแลกิจกรรมที่ไม่สมเหตุสมผลต้องปรับปรุง แล้วก็การปฏิรูปกฎหมายที่มีความขัดแย้ง อันเนื่องมาจากในอดีตการออกกฎหมายต่าง ๆ นั้นเป็นแนวทางที่ข้าราชการแต่ละกระทรวง ผลักดันออกมาเพื่อให้ทํางานควบคุมได้ง่าย ดังนั้นจึงควรจะทําเป็นอนุมาตราเหมือนเช่น ของทางการศึกษาเป็น (๑๒) อันนี้ก็อยากจะขอเรียนให้ไปเพิ่มนะครับ ในเรื่องของการศึกษานั้น จําเป็นต้องพูดเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตนะครับ เพราะว่าสังคมเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไม่อย่างนั้นเราจะตามไม่ทัน ในการปฏิรูปครั้งนี้เราได้ปฏิรูปความคิดที่จะพัฒนาคน สร้างพลเมือง เพาะต้นกล้า ดูแลทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คือการเพาะต้นกล้า ก่อนวัยเรียน ก็คือการอนุบาล วัยเรียนระดับประถม มัธยมคือการประคับประคอง ทั้งหมดนี้จะต้องให้การดูแล อย่างเต็มที่ ให้ปุ๋ย รดน้ําพรวนดิน เมื่อออกดอก ออกผล แล้วจบการศึกษาระดับอุดมศึกษา แล้วก็ต้องดูแลต่อ เพราะฉะนั้นความจําเป็นของการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อไม่ให้คนสูงวัย ได้กลายเป็นภาระของสังคม ในทางกลับกันสามารถสร้างประโยชน์ให้สังคม ต้นไม้ตัดทิ้งได้ คนฆ่าทิ้งไม่ได้ การศึกษาในระบบสถานศึกษาที่ผ่านมานั้นเป็นกระบวนการการดึงคน ที่มีความสามารถ คนเก่งจากชนบทแล้วไม่กลับลงไปพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง การเรียนรู้ ตลอดชีวิตนั้นจะต้องปรับวิธีการทําหลักสูตร เพื่อให้ทุกคนได้อาศัยและพัฒนาถิ่นกําเนิด แผ่นดินนี้ทําประโยชน์ การเรียนในห้องเรียนคงไม่พอ เราพูดถึงการเรียนหน้าที่ศีลธรรม ธรรมะเป็นหลักวิทยาศาสตร์ เป็นตรรกะ ดังนั้นวิธีการคิดแบบวิทยาศาสตร์หมายถึงพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง จึงจําเป็นมากกว่าการท่องจํา และเด็กนี้จะไม่ยอมเรียนวิทยาศาสตร์เลยถ้าให้ไปท่องจํา เพราะฉะนั้นหน้าที่ศีลธรรมจะต้อง เรียนด้วยการปฏิบัติจนเป็นนิสัย จากข่าวที่ปรากฏในปัจจุบันก็จะเห็นว่าแม้กระทั่ง มหาวิทยาลัยชั้นนําของโลกก็มีการโกงข้อสอบ การโกงข้อสอบในประเทศไทยนั้นก็มีมา ตลอดเวลา แน่นอนครับ คนมีทั้งดีและไม่ดี คนดีน่าจะมีมากกว่าแต่ถ้าเราไม่วางกติกาให้ดี คนดีก็จะถูกชักนําให้เปลี่ยนแปลงไป เหมือนอย่างที่สังคมประเทศเราประสบมาตลอด ๒๐ ปีนี้

อีกอย่างหนึ่งนะครับ การแข่งขันกันจนเป็นเหตุให้เกิดการกวดวิชาและสร้าง ความไม่เป็นธรรมในสังคม การฝากเด็กเข้าเรียนก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ํา ต้องยกเลิกวิธีการ คัดเลือกผู้เข้าเรียนใหม่ทั้งหมดนะครับ หลักการปฏิรูปก็คือการปรับโครงสร้างและระบบ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาจําเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้าง ที่ผ่านมานั้น โครงสร้างไม่เหมาะสม ถึงแม้ทางกระทรวงศึกษาธิการจะพยายามปฏิรูป แต่ก็ยังอยู่ ในกระบวนการความคิดเดิม โครงสร้างมีปัญหามากมายนะครับ การแบ่งเป็นแท่ง แบ่งเป็น อาณาจักร ศูนย์รวมอํานาจ การบริหารบุคคลอยู่ที่ส่วนกลางทําให้เกิดความเหลื่อมล้ํา ทุจริต งบประมาณไม่ลงไปที่ผู้เรียน ทั้ง ๆ ที่มีงบมากมาย หลายท่านได้พูดไปแล้วนะครับ เรื่องระบบปรับวิทยฐานะ ดูจากกระดาษ ดูจากผลงาน เรื่องของการประมวลผลก็ใช้รายงาน เป็นหลัก ทําให้เกิดการบิดเบือนและกล่าวโทษ ทัศนคติของคนทํางานก็จะอ้างว่าทําตาม กฎหมายโดยไม่ได้คํานึงถึงข้อเท็จจริงที่ปฏิบัติได้เลยสับสนไปหมดนะครับ พ.ร.บ. การศึกษา ที่ผ่านมาก็ไม่ได้เลวร้ายนะครับ แต่ไม่ได้รับการปฏิบัติการบริหารที่แบ่งเป็นอาณาจักร ก็เหมือนปลูกต้นไม้กันคนละต้น ใส่ปุ๋ยกันคนละอย่างก็จําเป็นต้องปรับเปลี่ยน จากที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาได้ออกไปฟังความคิดเห็นก็เห็นพ้องว่าจะต้องรื้อใหม่ ทั้งหมดนะครับ ดังนั้นในการปฏิรูปครั้งนี้ต้องปรับกระบวนความคิดใหม่ ปรับให้เห็นชอบ ดําริชอบ พูดชอบ พูดกันดี ๆ เราต้องกลับมาตั้งต้นอย่างมีสติ ระลึกชอบ มุ่งมั่นชอบนะครับ เราคงต้องสร้างคนให้เก่งคนเก่งในการเข้าใจความคิด สื่อสารให้คนเข้าใจ สุดท้ายเรื่องของ ที่จะตั้งเป็นสภาติดตามการปฏิรูปนั้นผมคิดว่าคงไม่จําเป็น ถ้าเผื่อเราทํากระบวนการ การปฏิรูปให้ดี ใครมาทําก็ต้องทําตามที่เราคิด ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญดอกเตอร์สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง นะครับ ๑๐ นาทีครับ

นายสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ผม สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง หมายเลข ๒๑๙ ครับท่านประธาน ก่อนอื่นท่านประธานมีข่าวดีมาบอกพวกเราทุกคนนะครับ ตอนนี้น้องเมของเราได้แชมป์ (Champ) แบดมินตันเอเชียนะครับ การเป็นแชมป์จําเป็น จะต้องมีความมุ่งมั่นนะครับท่านประธาน เรากําลังจะเดินไปข้างหน้า ผมว่าเป็นตัวอย่างที่ดี สําหรับประเทศไทยถ้าเราจะเดินไปข้างหน้าในโลกนี้อย่างงามสง่า เราก็ต้องมุ่งมั่น ผมเชื่อว่า ในสภาแห่งนี้ของเราก็มีความมุ่งมั่นนะครับท่านประธาน ส่วนที่ ๔ ภาค ๔ ของเรา เป็นภาคที่สําคัญมาก มันจะเป็นตัวที่สรุปงานของ สปช. ทั้งหมดครับท่านประธาน เพี่อที่จะผ่าน ให้มีการดําเนินการต่อไปข้างหน้า เราคงต้องช่วยกันคิดให้มันดี ให้มันละเอียดว่าจะส่งอะไรต่อไป มีการพูดถึงเรื่องยุทธศาสตร์ชาติเอาไว้หลายที่แล้วก็มีการยกตัวอย่าง ซึ่งท่านเจษฎาเพิ่งพูดไป เรื่องเกี่ยวกับตัวอย่างของประเทศต่าง ๆ หลาย ๆ ประเทศ ท่านพลเดชก็พูดถึงเรื่องตัวอย่าง ของอินโดนีเซียเป็นต้น แล้วก็ประธานกลุ่มเศรษฐกิจท่านสมชัยกับท่านเกริกไกร ก็ได้พูดถึงเป้าหมายที่จะทําให้ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนของผมอยากจะขอย้ํา ในเรื่องของการเป็นประเทศพัฒนาแล้วนี้ว่ามันสําคัญอย่างไรนะครับ เดี๋ยวขอสไลด์เลยนะครับ

อันที่ ๑ ก็คือว่าผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับกลยุทธ์ของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องการที่จะทําให้ประชาชนเป็นพลเมือง จะทําอย่างไรให้ประชาชน เป็นพลเมือง ประชาชนจะต้องเป็นคนกําหนดทิศทางในอนาคต แล้วก็ถือเป้าของการพัฒนา ประเทศอยู่ในมือของประชาชน อย่างนั้นละครับประชาชนถึงจะเป็นใหญ่นะครับ เป้าอะไรล่ะ ที่จะให้ประชาชนเขาถือนะครับ คุณสมบัติที่จะเป็นเป้าได้นี่นะครับ ข้อ ๑ มันต้องง่าย ชัด จับต้องได้ ผมเอาแค่ ๓ ข้อนี้ ผมถึงเสนอว่าเราเอาเป้าที่มันชัด ง่าย แล้วก็จับต้องได้นี้ ไปขายให้ประชาชน ให้ประชาชนเขาถือตรงนี้เป็นเจ้าของ แล้วประชาชนเขาจะเป็นใหญ่ รัฐบาลก็จะอ่อนลงไปเอง ผมเข้าใจว่าซีกที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์คิดเอาไว้นี่คือไม่ใช่ทําให้ รัฐบาลอ่อน แต่ทําให้อํานาจการต่อรองของคู่ต่อสู้นี่สูงขึ้น ซึ่งท่านวินัยได้พูดเอาไว้เมื่อวานนี้ ถ้ามันมีการต่อรองที่เข้มแข็งขึ้นนี่เป้าของเรามันก็สามารถที่จะสําเร็จได้ตามจุดประสงค์ของ คณะร่าง แล้วก็ของพวกเราทุก ๆ คนนะครับ ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วนี่คืออะไร รายละเอียดของมัน ตัวอย่างไม่ใช่ทั้งหมด แต่เป้าที่มันจะเป็นอะไรที่มันถูกใจคนก็คือ ๑. ให้ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยคนละไม่ต่ํากว่า ๔๐,๐๐๐ บาท ภายในปี ๒๕๗๕ อย่างนี้ มันจับต้องได้ ต้องไม่มีคนจน อันที่ ๒ คือคนที่จนที่สุดเขาต้องมีรายได้ไม่ต่ํากว่าเดือนละ ๑๕,๐๐๐ ตอนนี้ ๔,๓๐๐ บาทนะครับ เพิ่มไปประมาณ ๓ เท่า อีก ๑๕ ปีทําได้ไหม ผมว่าก็น่าจะทําได้ มันก็พอจะจับต้องได้นะครับ จะทําอย่างนี้มันต้องมีอะไรบ้าง ก็ต้องมีอุปกรณ์ ต่าง ๆ นะครับ โครงสร้างพื้นฐานเอยอะไรเอยเราก็ต้องให้มันพร้อมเพื่อที่จะไปสู่เป้าตัวนี้ ให้ได้นะครับ นอกจากนั้นประชาชนก็ต้องมีความรู้ความสามารถ พื้นฐานเลย ไม่ใช่เรื่อง การศึกษาอย่างเดียวแล้วนะครับ เรื่องการเงินที่ท่านไพบูลย์ได้พูดถึงมาหลายครั้งแล้วนะครับ เรื่องการที่จะมีความเข้าใจทางด้านคอมพิวเตอร์ก็สําคัญ พวกนี้เป็นเคพีไอได้หมด ต้องลด คอร์รัปชันของท่านประมนต์ อันนี้ก็เป็นเคพีไอ เราไม่ต้องมีสํานักงานตรวจเลยนะครับ ต่างประเทศก็ตรวจเราอยู่เป็นประจําอยู่แล้ว อันนี้คือเคพีไอที่มันจับต้องได้นะครับ มันมีเรื่อง อื่นที่ผมลิสต์ (List) เอาไว้นะครับ ทําอย่างไรถึงจะเอาตรงนี้ขึ้นมาเป็นเป้า ถ้าเรารับตรงนี้ เป็นเป้าปุ๊บนี่สิ่งที่เราต้องทําต่อไปนี่คือว่าเราจะเอามากําหนดมันอยู่ในรัฐธรรมนูญของเรา ต่อไปได้อย่างไร ตอนนี้เท่าที่ผมเห็นในส่วนที่ ๒ ของภาค ๔ เรามีพูดถึงประเด็น อันนี้ผม เทียบเรื่องต่าง ๆ ที่อยู่ในหมวดเกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งมีอยู่ ๑๔ มาตรา ด้วยกันนะครับ แล้วก็มีเรื่องของปฏิรูปที่เราทํากันอยู่ ๑๖ เรื่องด้วยกันนะครับ มันก็สอดคล้องกันหมด แสดงว่าในภาค ๒ ที่เราพูดถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี่มันเป็น โครงสร้างทั้งหมด แล้วเราก็พูดถึงว่าอะไรมันเร่งด่วน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันยังขาดเป้าว่าเราจะ ปฏิรูปนี่ ไปหาอะไร ไปเพื่ออะไร ถ้าเราไปดูแต่ละมาตราแล้วเราตั้งคําถามบอกว่าเอาล่ะ เรื่องการศึกษาจะทําให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วนี่จะต้องทําอย่างไรบ้าง อย่างนั้นมันถึงจะชัดนะครับว่ามันสอดคล้องกับเป้าหมายที่เรากําลังจะเดินไปนะครับ ทําอย่างไรการศึกษาถึงจะทําให้ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยคนละ ๔๐,๐๐๐ บาทต่อปีภายในอีก ๑๕ ปีข้างหน้า มันต้องชัดขนาดนั้นนะครับมันถึงจะส่งต่อไปเป็นชิ้นเป็นอันแล้วไปคุยกับ คนเขาได้นะครับ ทีนี้จะส่งต่อไปนี่มันมีเรื่องของสถาบัน ผมขอเสนอว่าอย่างนี้ คือผมไม่ค่อย เห็นด้วยกับการมีสถาบันสภานะครับ เพราะว่ามันจะรุ่มร่าม แล้วก็มีหลายสภาอยู่แล้ว คือคนที่จะมานั่งทําเรื่องนี้ต่อไปนี่จะต้องเป็นองค์กรอิสระ เป็นเลิศทางวิชาการ เป็นเลิศทาง วิชาการระดับนานาชาติคือมันดีที่สุดละครับ คือเอาความรู้ เอาความสามารถจากที่อื่น ทั้งเอกชน ทั้งรัฐบาลจากที่อื่นนะครับ องค์กรระหว่างประเทศที่เขามีหยิบมาครับ เอามาช่วย ทําให้ประเทศไทยเราพัฒนา ประเทศอื่นเขาก็ทํากันหมดนะครับ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ที่เขาทํากันมาตัวอย่างที่เราเห็น ๆ กันนี่มันไม่ได้ทํากันคนเดียว มันต้องเอาที่อื่น เอาที่ดีที่สุด นี่มาช่วยนะครับ งบประมาณการทํานี่จัดสรรมาเลยเป็นสัดส่วนของจีดีพี (GDP) ตอนแรก อาจจะน้อยก็ได้นะครับ ทําองค์กรอิสระประมาณคล้าย ๆ กับที่เราทํากับไทยพีบีเอส (Thai PBS) นี่นะครับ ให้เขามีเงิน ให้เขามีอํานาจในการที่จะใช้เงิน องค์กรอิสระตัวนี้ ไม่ต้องใหญ่นะครับ แต่มีทรัพยากรในการที่จะจ้างแล้วก็ดึง มีการประสานงานดึงเอารีซอร์ส (Resource) ที่มันสําคัญ ๆ เอามาใช้ มีกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่เกิน ๒๐ คนมาให้ ไดเรคชัน (Direction) มาให้นโยบาย แล้วก็มีทั้งจากภาครัฐและเอกชนโดยเฉพาะภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นกลไกสําคัญในการที่จะดําเนินการพัฒนาประเทศต่อไปนะครับ รายงานต่อสภากับ รัฐบาลด้วย และที่สําคัญอย่างยิ่งก็คือต้องรายงานให้ประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ ว่าตอนนี้ เดินไปขนาดไหนแล้วของเป้านะครับ ผมมีโครงสร้างเอาไว้ดูคร่าว ๆ ตรงนี้สถาบันยุทธศาสตร์ชาติมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แล้วเป็นองค์กรอิสระเป็นเซนเตอร์ ออฟ เอคเซลเลนท์ (Center of excellent) จริง ๆ ในเรื่องของความรู้แล้วก็พัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ มีไดนามิคนะครับ แผนที่เราตั้งไว้ เป้าที่เราตั้งไว้รีวิวได้ตลอดเวลา แต่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายใน ปี ๒๕๗๕ มันเป็นเป้า ที่ค่อนข้างจะไดนามิคมันกว้างพอ แต่ขณะเดียวกันมันก็สามารถที่จะทําให้เราโฟกัส ทําให้เรา สามารถที่จะเล็งลงไปให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเรา เห็นด้วยกับพวกนี้ ผมก็คิดว่าสิ่งที่เราต้องทํานอกจากที่จะต้องมีการไปรีออร์แกไนซ์ (Reorganize) คือปรับส่วนที่ ๒ แล้วก็ในหมวด ๒ ของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นให้มัน สอดคล้องนะครับ มีเรื่องบางเรื่องที่ตอนนี้มันมีอยู่แล้วที่อยู่ใน ๑๕ หัวข้อยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของเราที่มีอยู่ ขณะเดียวกันจะเห็นเลยว่า ๒-๓ เรื่อง ซึ่งมันเป็นเรื่องสําคัญมากที่จะทําให้ ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วซึ่งยังไม่ได้รวมอยู่ อย่างเช่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน คําว่า โครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่เฉพาะถนนหนทาง แต่ระบบราชการ ระบบอะไรต่าง ๆ มันต้องมีมาด้วยนะครับ ทําไมผมถึงบอกว่ามันยังไม่ชัด เพราะว่าลองเขียน เอาไว้แต่เราไม่มีเป้า พอไม่มีเป้าก็เลยไม่ชัด แต่ถ้าเราพูดถึงว่าเราจะเป็นประเทศ ที่มันพัฒนาแล้วของพวกนี้มันต้องมีครบ แล้วก็มีการตรวจสอบได้นะครับ

อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องระบบการเงิน ตอนนี้เรื่องที่สําคัญที่สุดที่จะทําให้คนจน หรือรวยได้คือเรื่องการเงิน ผมว่าตัวนี้ต้องเป็นไพรออริตี (Priority) นอกจากเรื่องสหกรณ์ ท่านประธานข้อเสนอของผมก็คือว่าเราควรจะเอามารีออร์แกไนซ์ตรงนี้ใหม่ แล้วก็เปลี่ยน ภาค ๒ ให้มันชัดเจนมากขึ้นเพื่อจะเอารัฐธรรมนูญตัวนี้ออกมา แล้วคนอ่านเข้าใจ แล้วก็เอาไปเป็นเจ้าของ แล้วก็เอาเป็นเครื่องมือในการติดตามพรรคการเมือง หรือนักการเมือง หรือรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศว่าเขาทําไปถึงไหนแล้ว ถ้าทําไม่ได้ ก็ให้ออกไปนะครับ อย่างนั้นเลย ผมก็มีข้อเสนอเท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณสมเดช นิลพันธุ์ ครับ ๒๐ นาทีครับ

นายสมเดช นิลพันธุ์ 🔗

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผม นายสมเดช นิลพันธุ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดนครปฐม ๒๐๓ ครับ จริง ๆ แล้ว ผมชื่นชมแล้วก็เป็นกําลังใจกับท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่ใช้ ความอดทนแล้วก็รอบคอบ คิดว่าจะนําพารัฐธรรมนูญไปสู่เป้าหมาย ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า เพื่อนผมบอกว่าถนนก็ดี รถก็ดี มีคุณภาพ แต่ขับไปวิ่งบนถนน ประสบอุบัติเหตุ คนขับครับ คนขับมีปัญหาครับ คนขับขาดคุณภาพครับ ผมจึงกราบเรียนว่า ถ้าตราบใดคนขาดคุณภาพ พัฒนาคนล้มเหลว ก็หวังว่ามันยากที่จะปฏิรูป จริง ๆ แล้ว ผมอยากจะเติมเต็มซึ่งคนการศึกษานั้นหลายท่านก็ให้ความสําคัญทางด้านการศึกษาไว้มาก อยากจะเติมเต็มขันน็อตในเรื่องการสร้างคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุดมศึกษาครับ ซึ่งในมาตรา ๒๘๖ ผมเจาะประเด็นเดียว (๕) แต่มาตรา ๒๘๖ ก็เขียนไว้ว่าให้มีการปฏิรูป การศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้เป็นพลเมืองที่ดี มีความรู้ มีความสามารถ ซึ่งเป็นไปตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เรื่องของการพัฒนาคนครับ แต่ผมเองอยากเห็นคุณภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างคุณภาพคนที่ผมกล่าวถึงนั่นหมายถึง การจัดการศึกษาที่ดีโดยเน้นการสร้างคุณภาพให้เกิดขึ้น ผมเป็น สปช. จังหวัดครับ ท่านประธานครับ ผมได้ไปเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในระดับอําเภอ ในระดับจังหวัด หลาย ๆ เวทีบอกผมแล้วก็ให้ความสําคัญผมว่าท่านอธิการท่านดูการศึกษาให้ดีนะ ให้มีคุณภาพนะ ชาวบ้านเขาสะท้อนกับผมอย่างนี้ครับ เขาตั้งคําถามผมครับ ท่านอธิการครับ ท่าน สปช. ครับ การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพนอกที่ตั้งที่มันขาดคุณภาพกับไร่เลื่อนลอย นี่มันต่างกันอย่างไรครับ ถ้าผมไม่ตอบก็จะเสียเชิงว่าเป็นผู้บริหารสถานศึกษาครับ ผมก็บอกว่า ไร่เลื่อนลอยในสมัยก่อนพวกเกษตรกรเขาไปเปิดพื้นที่ในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ แล้วก็รับ ประโยชน์ แล้วก็ผลผลิตกลับ ได้เงินได้ทองกลับ แล้วก็ทิ้งดินที่ขาดการอุดมสมบูรณ์ไว้ในพื้นที่ ส่วนการจัดการศึกษาที่ไร้คุณภาพนั้น ท่านประธานครับ เป็นไปได้อย่างไรครับ มหาวิทยาลัย ทางภาคเหนือไปเปิดสอนที่ภาคใต้ มหาวิทยาลัยทางภาคใต้ไปเปิดที่ภาคอีสาน มหาวิทยาลัย ในกรุงเทพฯ ใหญ่ ๆ ไปเปิดที่แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผมก็บอกเขาว่าถ้าไปเน้นการ จัดการศึกษาที่มีคุณภาพผมเห็นด้วย แต่ถ้าไปจัดการศึกษาแล้วไร้คุณภาพนั้นผมไม่เห็นด้วย ตรงนี้ที่ผมเรียกว่าการจัดการศึกษาที่ขาดคุณภาพ ตรงนี้ในฐานะที่เราเป็นคนการศึกษามา ทั้งชีวิตในรับราชการเราอยากเห็นคุณภาพการศึกษา จัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ถ้ามีตรงนี้ ผมเชื่อครับ มีความเชื่อว่าคุณภาพคนเกิดขึ้น

ท่านประธานครับ อีกประเด็นหนึ่ง คําถามที่ ๒ ผมหนักใจที่จะตอบครับ แต่ว่าด้วยความเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ชาวบ้านถามผมว่าอธิการครับ ธุรกิจการศึกษา คืออะไรครับ งงครับถ้าตอบ การศึกษากับธุรกิจมันไปยุ่งเกี่ยวกันด้วยหรือครับ บอกอธิการ ช่วยตอบหน่อย ถ้าไม่ตอบผมไม่กลับบ้าน เวทีนี้ไม่ล้มเลิกครับ ก็ได้ตอบโดยใช้สติปัญญา ที่ตอบครับ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือนําเอาการศึกษาไปเป็นการค้า เหมาจ่ายครับ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ได้ ร. ครับ ๘๐๐,๐๐๐ บาท ได้ ด. พอครบ ๘๐๐,๐๐๐ บาทจึงได้ ด. กับ ร. เป็นคํานําหน้า ก็คือดอกเตอร์ครับ มีดอกเตอร์เป็นคํานําหน้านี่หรูครับ จ่ายครบจบแน่ครับ ปีเดียวจบครับ จบ ป. เอก สิ่งเหล่านี้มันเป็นความเลวร้ายให้กับท้องถิ่น ผมเชื่อว่าไม่นานชาวบ้าน บางหมู่บ้านอาจจะลุกขึ้นแล้วขับไล่ถึงตอนนั้นก็มหาวิทยาลัยใครมหาวิทยาลัยมันก็แล้วกันครับ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วผมไม่อยากให้เกิดเป็นช่องโหว่แล้วทําลายคุณภาพคน คนที่มากโอกาสไปแสวงหาประโยชน์มันกลายเป็นช่องทางที่คนอยากได้ปริญญาบัตร แต่ไม่ต้องการความรู้ครับ หาดีกรี (Degree) มาใส่ตัวครับ อยากเห็นหน่วยงานที่ชัดเจน เข้ามาควบคุม เข้ามาจัดการศึกษาที่เน้นคุณภาพที่ชัดเจน ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้ว เราก็มี สกอ. ผมหลายปีครับ ผมนั่งเป็นผู้บริหารก็หลายปีจนจะครบวาระในปี ๒๕๖๐ ถ้าไม่พูด วันนี้ก็ไม่รู้จะพูดตรงเวลาไหนครับ เพราะว่าบางทีก็เป็นยักษ์ที่มีตะบองแต่ไปไล่ทุบหัวเด็ก ๆ มหาวิทยาลัยเล็ก ๆ ไปทุบหัว แต่มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ไม่ทุบครับ ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรครับ ชาวบ้านเขาด้อยโอกาสอยู่แล้ว อย่าอาศัยความมากโอกาสแล้วให้เขาด้อยโอกาสมากขึ้นครับ ผมเองนั้นจริง ๆ แล้วเกรงว่าชาวบ้านจะเข้าใจผิด หลงผิดว่าการศึกษานั้นมันเรียนกันง่าย ได้ปริญญากันง่าย ๆ นะครับ และซ้ําร้ายนั้นผมเกรงว่ามันจะเป็นตัวอย่างไม่ดีให้เด็ก และเยาวชน เป็นพฤติกรรมการเรียน เขาไม่สนใจเรียนครับ เขาหาเงินอย่างเดียว แล้วคิดว่า ถ้ามีเงินเดี๋ยวเขาก็มีปริญญาบัตรเองครับ ตรงนี้นั้นมันเป็นการสร้างแบบอย่างพฤติกรรมที่เลวร้ายให้กับชุมชนท้องถิ่นครับ น่าเป็นห่วง ท่านประธานครับ ดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม (World Economic Forum) เขาประเมินคุณภาพอุดมศึกษาไทยไว้ต่ํากว่าลาวและเขมรครับ หลายท่านฟังแล้วตกใจ เป็นไปได้อย่างไร คุณภาพครับ ถ้าจัดการศึกษาที่ไร้คุณภาพ คุณภาพคนก็ล้มเหลว ผมจริง ๆ แล้ว ผมกําลังเทียบบัญญัติไตรยางศ์ว่าถ้าการจัดการศึกษาที่ขาดคุณภาพ ขาดการกํากับดูแล ความล้มเหลวทางการศึกษามันเกิด คนก็ขาดคุณภาพครับ อย่าไปหวัง พลเมืองที่ดีเลยครับ เพราะคนมันขาดคุณภาพ อาจารย์บวรศักดิ์ตรงนี้ ความเป็นพลเมืองครับ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๒๘๖ ผมอยากให้เติม (๕) ครับ แก้ให้เป็นอย่างนี้เลยครับ ปรับปรุง อุดมศึกษาในการจัดการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้เพื่อรับใช้สังคมอย่างมีคุณภาพ โดยมีการวัดผล และมีการประเมินผลเพื่อปรับปรุงอย่างเป็นระบบครับ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วนั้นจะได้คน มีคุณภาพครับ กราบขอบคุณท่านครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญรองศาสตราจารย์เปรื่อง จันดา ครับ ๒๐ นาทีครับ

รองศาสตราจารย์เปรื่อง จันดา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการทั้ง ๓๖ ท่าน รวมทั้งเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ความจริงแล้วผมอยู่ในวงการศึกษา แต่เผอิญได้มีเพื่อนชาวการศึกษาได้พูดเรื่องการศึกษาไปเยอะ ผมก็เลยขอพูดในส่วนที่ ผมเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับสภาแห่งนี้

ผมขอร่วมอภิปรายในภาค ๔ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ส่วนที่ ๑ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ความจริงแล้วที่ผมจะพูดต่อไปนี้ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย ผมเห็นด้วยที่จะให้มีการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศต่อไป ในฐานะที่เราได้มีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติร่วมกันกระทํากิจกรรม บางอย่างเพื่อเป็นการปฏิรูปทั้ง ๒๕๐ คน แต่การกําหนดให้มีองค์กรเพิ่มขึ้นในมาตรา ๒๗๙ นั้น ค่อนข้างจะไม่ค่อยเห็นด้วยมากนัก มาตรา ๒๗๙ ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ สภานี้ประกอบไปด้วยสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เช่นเรา ๆ ท่าน ๆ ๖๐ ท่าน ไปชวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาอีก ๓๐ ท่าน มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่าง ๆ อีก ๓๐ ท่าน เราเอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้อง ผมไม่แน่ใจว่าเราเข้าไปนั้นมีประโยชน์ส่วนใดส่วนหนึ่งหรือไม่ จะมีคนมองหรือไม่ นอกจากนั้นยังกําหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ อีก ๑๕ ท่าน คําว่า และ ของคณะกรรมการทั้ง ๒ ส่วน ผมคิดว่าจะไปด้วยกัน แต่พอไปอ่านดู หน้าที่ในวรรคสี่ (๑) ถึง (๖) จะเห็นว่าการได้มาซึ่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาตินั้น ได้มา ๑๕ ท่าน แม้จะนําขึ้นเพื่อทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าแต่งตั้งแต่ก็ต้องผ่านมติของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมก็เดาเอาในใจว่าคงจะมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก่อน ที่จะมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นการกํากับกันอยู่ในตัว ไปดูหน้าที่ ใน (๑) มาตรา ๒๗๙ วรรคสี่ กําหนดไว้ว่าข้อเสนอของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ การปฏิรูปแห่งชาติจะมีผลให้มีการดําเนินการได้หรือไม่ จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ อันนี้ก็ถือว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีการกํากับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ แต่คณะกรรมการกํากับยุทธศาสตร์ การปฏิรูปแห่งชาตินั้นเป็นคณะกรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา ทั้ง ๒ องค์กรได้รับ การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งทั้ง ๒ องค์กร ผมได้พิจารณาแล้วในมาตรา ๒๗๙ ก็เป็นองค์กร ที่คอยกํากับตรวจสอบเหมือนกับองค์กรอื่น ๆ ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา แล้วก็มีอยู่ใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมจึงขอยกเหตุผลต่าง ๆ ที่ไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะกล่าวต่อไปนี้ แต่ผมยืนยัน ว่าการกํากับ การตรวจสอบทําให้เกิดการพัฒนา องค์กรใด บุคคลใดที่รังเกียจการตรวจสอบ องค์กรนั้นบุคคลนั้นย่อมไม่พัฒนา ผมเห็นด้วย แต่ต้องเป็นไปตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง พอดี พอประมาณ มีเหตุมีผล เป็นไปตามหลักที่เรายึดมาปรับใช้ในวิถีชีวิตของคนไทย อยู่ในปัจจุบันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอยกเหตุผลที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการให้มี องค์กรตรวจสอบเพิ่มขึ้น คือองค์กรตามมาตรา ๒๗๙

เหตุผลประการแรก องค์กรดังกล่าวเป็นองค์กรที่มากํากับตรวจสอบ ตรวจสอบอะไรนั้นอยู่ในรัฐธรรมนูญเห็นชัดเจนแล้วว่าจะต้องให้หน่วยงาน อย่างน้อย รัฐบาล อย่างน้อยก็รัฐสภามีการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ การกําหนดองค์กร ในรัฐธรรมนูญนั้นเพียงพอหรือยังครับ เพราะเรามีการกําหนดองค์กรไว้มากมายพอสมควร ดังเช่น มาตรา ๒๓๒ กําหนดให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ กําหนดให้มี ศาลยุติธรรมสามชั้น มาตรา ๒๔๐ กําหนดให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองในศาลฎีกา มาตรา ๒๔๒ กําหนดให้มีศาลปกครอง ซึ่งต่อไปนี้อาจมีชั้นอุทธรณ์ ด้วยก็ได้ ทั้ง ๆ ที่ขณะนี้มีศาลชั้นต้นกับศาลปกครองสูงสุด มาตรา ๒๔๕ กําหนดให้มี ศาลทหาร มาตรา ๒๕๙ กําหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา ๒๗๐ กําหนดให้มี คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มาตรา ๒๗๑ กําหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และมาตรา ๒๗๕ กําหนดให้มีผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์ สิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเพิ่มอีกครับ ยังเพิ่มองค์กรตรวจสอบอีกพอสมควร ผมยังยืนยันนะครับการตรวจสอบเป็นเรื่องดี มาตรา ๒๘ พลเมืองสามารถทําหน้าที่สมัชชา คุณธรรมแห่งชาติ สมัชชาพลเมือง องค์กรตรวจสอบภาคประชาชน จะเห็นว่ามีทั้งประชาชน และพลเมืองอยู่ในมาตราเดียวกัน มาตรา ๗๒ พลเมืองมีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อรัฐสภาได้หลายกรณี มาตรา ๒๑๕ วรรคสาม พลเมือง อาจรวมตัวกันเป็นสมัชชาพลเมืองแล้วก็ร่วมกัน มีส่วนร่วมในการบริหารองค์กรท้องถิ่น อันนี้ล่ะครับ ผมกําลังจะนึกไปว่าถ้าการรวมตัวของสมัชชาพลเมืองมีคุณธรรม มีจริยธรรม ในการที่จะกํากับตรวจสอบผมเห็นว่าเป็นเรื่องดี แต่ไปพิจารณาดูรายละเอียดมาตรา ๒๑๕ วรรคสาม กําหนดให้พลเมืองอาจรวมตัวกันเป็นสมัชชาพลเมืองทําหน้าที่มีส่วนร่วม ส่วนร่วมอะไรครับ ส่วนร่วมดังต่อไปนี้ ส่วนร่วมในการบริหารองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ๑ อย่างแล้วนะครับ ส่วนร่วมในการกําหนดรูปแบบขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ส่วนร่วม ในการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองท้องถิ่น ส่วนร่วมในการบริหารงานท้องถิ่น มีส่วนร่วมเยอะเลย ส่วนร่วมในการออกเสียงประชามติระดับท้องถิ่น ส่วนร่วมในการตรวจสอบการดําเนินงาน ของท้องถิ่น ส่วนร่วมในการถอดถอนคณะผู้บริหาร ผู้บริหาร สมาชิกองค์กรบริหารท้องถิ่น ส่วนร่วมในการเสนอข้อบัญญัติขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ผมเคยมีประสบการณ์มาแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าเวลาปฏิบัติจริง ๆ ถ้าพฤติกรรมของผู้ที่มีส่วนร่วมทําเกินอํานาจหน้าที่ที่ถูก กําหนดในกฎหมายอาจจะเป็นการควบคุมไปด้วยหรือเปล่า จะกลายเป็นความขัดแย้ง ในองค์กรของการบริหารส่วนท้องถิ่นหรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องน่าคิด ผมมีตัวอย่างบางท้องถิ่น สภาท้องถิ่นไม่เห็นชอบกับกรรมการบริหารท้องถิ่น ไม่ผ่านงบประมาณให้ครับ แล้วก็ไม่สามารถ ที่จะดําเนินการพัฒนาบ้านเมืองท้องถิ่นตรงนั้นได้ แต่ผมไม่ขอยกตัวอย่างว่าที่ไหน

เหตุผลประการที่ ๒ ครับ องค์กรทั้ง ๒ ตามมาตรา ๒๗๙ ทั้งสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาตินั้นเป็นองค์กรทําหน้าที่ กํากับ ตรวจสอบอย่างที่ผมได้เรียนแล้ว แล้วก็กําหนดพวกเราเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นกรรมการ ด้วย ๖๐ ท่าน มีอายุในการทํางาน ๕ ปี หลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ สามารถ มีอายุการทํางานต่ออีกไป ๕ ปี ถ้าคน ๕๐,๐๐๐ คน มีประชามติว่าเห็นควรให้มีองค์กรนี้ต่อไป นั่นคือข้อกําหนดในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมไปดูบทบาทไม่ค่อยเห็นสภาพการบังคับขององค์กร ทั้ง ๒ องค์กร แต่เห็นชัดเจนอยู่ในบทบาทมาตรา ๒๘๐ มีหน้าที่ในการเสนอพระราชบัญญัติ ทั้งนี้การเสนอพระราชบัญญัติต้องผ่านความเห็นชอบวุฒิสภา ถ้าวุฒิสภาเห็นชอบก็ให้นําเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาพระราชบัญญัติ ถ้าสภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นชอบดําเนินการตามมาตรา ๑๕๖ นําเสนอขึ้นทูลเกล้าทูลฯ เพื่อทรงลง พระปรมาภิไธยเป็นพระราชบัญญัติต่อไป แต่ในทางกลับกันสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วย ย้อนกลับมาวุฒิสภาอีกครั้งหนึ่งให้วุฒิสภายืนยัน ถ้าวุฒิสภายืนยันเสียง ๒ ใน ๓ ของวุฒิสภา เห็นชอบเป็นอันว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านไปตามมาตรา ๑๕๖ สามารถนําขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยได้ เป็นกฎหมายได้ในความเป็นจริงแล้ววุฒิสภากับ สภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยกันใช่หรือไม่ เป็นการขัดแย้งกันหรือไม่ ไปพิจารณามาตรา ๑๔๗ ซึ่งกําหนดไว้ชัดเจนว่าพระราชบัญญัติใด ๆ จะเสนอได้ก็โดย ๑. คณะรัฐมนตรี ๒. ส.ส. ไม่น้อยกว่า ๒๐ คน ๓. ส.ว. ไม่น้อยกว่า ๔๐ คน ๔. ศาลหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเป็นผู้เสนอ ๕. พลเมืองที่มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คนเสนอ ไม่เห็นมีองค์กร ๒ องค์กรนี้กําหนดไว้ในมาตรา ๑๔๗ ซึ่งเป็นช่องทาง ให้องค์กรนี้มีอีกช่องทางหนึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันหรือไม่นะครับ

เหตุผลประการที่ ๓ กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับ วุฒิสมาชิกกําหนดไว้ในมาตรา ๑๐๓ ถึงมาตรา ๑๒๐ เป็นเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นสมาชิก จะเป็น ส.ส. ได้ผ่านด่านการตรวจสอบตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ๑๘ มาตราครับ ส.ว. ผ่านด่านตั้งแต่มาตรา ๑๒๑ ถึงมาตรา ๑๓๐ ๑๐ มาตรา ฉะนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องดีครับที่เราจะได้ ส.ส. ที่ดี ส.ว. ที่ดี แต่เรายอมรับได้ไหมว่า ส.ส. ที่เราให้เขาผ่านด่านเหล่านั้นมาเป็นคนดีแล้ว เป็นคนเหมาะสมแล้ว ผมขอยกเอา ของท่านประสารที่พูดว่าดอกไม้ที่สวยที่สุดยังไม่บานครับ ผมมีคําถามที่จะผ่านท่านประธาน ไปยังประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อว่า ส.ว. กับ ส.ส. ยังเป็นผู้แทนของปวง ชนไหม คําถามผมต่อไปว่า ปวงชนหมายถึงใคร ถ้าตอบได้ว่าปวงชนหมายถึงใครก็ให้เขา เหล่านั้นมีสิทธิได้มีส่วนร่วมเลือกผู้แทนของเขาเข้ามา ผมคิดว่าน่าจะเป็นหนทางที่เหมาะสม ที่สุด ฉะนั้นถ้ายังเป็นผู้แทนปวงชนอยู่ ขอให้ปวงชนได้มีส่วนร่วมครับ ผมไม่บอกว่าควรจะมีส่วนร่วม อย่างไร นอกจากเหตุผลดังกล่าวต่อไปนี้เป็นข้อคําถามเพื่อจะให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้งหลายได้ร่วมกันขบคิดครับ

คําถามแรก พอหรือยังครับ กับ ๒๘ มาตรา ได้ ส.ส. ได้ ส.ว. มาตามมาตรา ๑๐๓ ถึงมาตรา ๑๓๐ ถ้าพอแล้วเราพอเชื่อถือได้หรือยังว่าคนเหล่านั้นก็คือคนที่มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรีเหมือนพวกเรานี่ละครับ ที่มานั่งอยู่ในสภาแห่งนี้

คําถามที่ ๒ ถ้ายอมรับได้แล้ว หลายคนเปรียบเทียบ ผมก็ขอเปรียบเทียบด้วย เหมือนกับเราได้ ส.ว. กับ ส.ส. แล้วก็มาช่วยกันตั้งรัฐบาลเป็นรถยนต์ที่มีคุณภาพ รถคันนี้ก็มี ท่านนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีเป็นคนขับที่มีคุณภาพ รถคันนี้ย่อมมีเบรกที่ดีด้วยครับ คือเบรกในการสํานึกรับผิดชอบ มีคุณธรรมของคนเหล่านั้นคอยเบรก คอยกํากับดูแลกันว่า เรื่องนี้ควรหรือไม่ควร แต่ยังมีองค์กรข้างนอกคอยเป็นเบรกอีก นอกจากคนขับเบรกเองยังมี องค์กรข้างนอกเบรกอีก พอหรือยังครับกับที่จะมีองค์กรตามมาตรา ๒๗๙ เพิ่มอีก ๒ องค์กร เป็นเบรกของรถคันนี้ แล้วรถคันนี้จะเคลื่อนได้อย่างไร เคลื่อนไปหยุดไป แล้วประเทศชาติ จะพัฒนาได้อย่างไร ถ้าเรายอมรับในความเป็น ส.ส. กับ ส.ว. ที่ได้มาโดยกระบวนการ ตามรัฐธรรมนูญ

คําถามที่ ๓ มาตรา ๒๗๙ ที่กําหนดให้องค์กร ๒ องค์กรนั้นถ้าจะให้ มีการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปใส่ไว้ในมาตรา ๑๐๒ ได้ไหมครับ ใส่ไว้อะไรก็ได้เหมือนที่ ท่านใส่ลงไปแล้ว แต่ผมไม่ขออ่านเพราะมันจะเสียเวลา ใส่ลงไปว่ามีองค์กรใด มีหน่วยงานใด ที่รับผิดชอบในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ใส่ลงไปถ้าไม่ทําละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ครับ แล้วก็มีบทลงโทษหนักด้วย ผมอยากให้ใส่ตรงนั้น

คําถามต่อไปที่สําคัญครับ จะขจัดวาทกรรมที่สังคมกําลังมอบให้เราอยู่ขณะนี้ ได้อย่างไร เป็นการสืบทอดอํานาจ เป็นการผูกขาดความรับผิดชอบ เป็นการใช้อํานาจ ซ้อนอํานาจ ทําอย่างไรเราจะขจัดสิ่งเหล่านี้ลงไปได้ มาตรา ๓๙ ยังเปิดโอกาสให้เราได้อยู่ ท่านประธานครับ ผมขออ่านครับ เมื่อจัดรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อประโยชน์ในการจัดให้มี ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นที่จําเป็น ในการนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ อาจจะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่จําเป็นก็ได้ แต่เมื่อมีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญใหม่แล้ว การปฏิบัติหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้นี้ อ่านหลาย ๆ รอบผมเข้าใจว่า ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญน่าจะนึกออกว่าควรจะเขียนอย่างไร และผมก็เห็นด้วย กับท่าน พันตํารวจโท จิตต์ที่บอกว่าเห็นด้วยกับให้มีกระบวนขับเคลื่อนการปฏิรูป แต่หน้าที่ ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเรายังพอมีอยู่ไหมครับในสิ่งที่เรายังทําไม่เสร็จ ฉะนั้นมาตรา ๓๙ ยังพอจะให้เราทําอะไรได้บ้าง ในความรับผิดชอบที่เรามีอยู่

คําถามสุดท้ายท่านประธานครับ พวกเราสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติถือว่า เป็นรุ่นพี่ของน้อง ๆ ที่จะเป็น ส.ว. เป็น ส.ส. มาทําหน้าที่ในการบริหารบ้านเมืองในโอกาส ที่เรากําหนดรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้นในขณะนี้ เรากําลังจะมอบให้เป็นสมบัติของประชาชน เป็นกฎหมายสูงสุดที่เป็นเจ้าของประเทศกับคนเกือบ ๗๐ ล้านคน เราไม่ต้องไปสร้างกฎสร้างเกณฑ์ นอกกติกา เพราะเราเป็นคนที่มาปฏิรูป ทําตามกติกา ทําตามกฎเกณฑ์ที่เขามอบให้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๓๙ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่ให้เรากระทํา แล้วเราก็ยินดีที่จะมอบภารกิจ มอบสิ่งที่ จําเป็นให้คนอื่นที่จะมารับผิดชอบบ้านเมืองทําต่อไปนะครับ ผมคิดว่าน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี ให้น้อง ๆ ที่ดี ไม่ต้องให้มีการบันทึกในประวัติศาสตร์ชาติว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติกลุ่มนี้ กําลังคิดจะทําอะไรเพื่อจะเป็นสิ่งที่ทําให้ตัวเองได้รับผลประโยชน์อยู่บ้างไม่มากก็น้อย ฉะนั้นผมไม่อยากให้คนยกขึ้นมากล่าวอ้าง อ้างอิงในอนาคตเหมือนกับพวกเราได้อ้างอิง รัฐบาลเก่า ผู้นําในอดีตว่ามีทั้งดีและไม่ดีอย่างไร ผมคิดว่าการบันทึกประวัติศาสตร์ชาติครั้งนี้ ก็คงได้รับการอ้างอิงเหมือนกัน แต่ถ้าเราได้รับการบันทึกที่ดี ผมคิดว่าการอ้างอิงน่าจะเป็น สิ่งที่ดีแล้วก็เป็นสิ่งที่ลูกหลานน่าจะนําไปปฏิบัติ นําไปประพฤติที่มันเป็นแบบอย่างของพวกเรา เป็นแบบอย่างของคนในชาติ ทั้งหมดทั้งปวงที่ผมยกมาเป็นเหตุผล เป็นคําถาม เพราะไม่เห็นด้วย กับการกําหนดให้มีคณะกรรมการตามมาตรา ๒๗๙ แต่ยังยืนยันนะครับ เห็นด้วยกับ ให้มีกระบวนการขับเคลื่อนแต่จะเขียนอย่างไรไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นมาตรา ๓๙ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่ผมกล่าวมา เมื่อสักครู่ก็น่าจะทําได้

อีกประการหนึ่ง ประการสุดท้ายท่านประธานครับ ผมมีความห่วงใยว่า หลังจากนี้มีหลายคนคุยกัน คณะกรรมาธิการจะมีการแก้ไขไหม จะแก้ไขเมื่อไร ถ้าสมมุติว่า เป็นความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ แก้ไขโดยกระบวนการของ ๒๕ คนนี้ไหม ๒๖ คนนี้ไหม ที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าแก้ไขทําอย่างไรจะรู้ เพราะมาตรา ๓๗ บอกเราว่าภายใน ๖๐ วัน ให้ท่านนําส่งสู่สภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็ลงมติ ภายใน ๑๕ วัน หรือการลงมตินั้นจะต้องใช้เวลา ๑๕ วันเต็ม หรือเราจะมีกิจกรรมก่อนที่เรา จะรับร่างแรกนี้เช่นเดียวกับที่เราไปพบกันที่สภาการพยาบาล แต่การพบกันครั้งต่อไปนี้น่าจะ ใช้เวลามากกว่านั้นเพื่อความเข้าใจตรงกัน และเราจะได้มีข้อสรุปว่าเราจะรับหรือไม่รับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมพูดมาทั้งหมดไม่ได้มีการคัดค้านอย่างหัวชนฝาที่จะไม่ให้มี ยินดีครับ ยินดีให้มีการขับเคลื่อน แต่น่าจะเขียนไว้โดยที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรา ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่เข้าไปมีส่วนรับประโยชน์ จะเขียนโดยให้คนส่วนใหญ่ทุกคนเข้ามามีสิทธิ ถ้าจะมีองค์กรอย่างนี้แล้วให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคมครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ กราบขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน แล้วก็ขอเป็นกําลังใจครับ ขอขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ คุณเอกราช ช่างเหลา นี้ขอถอน เพราะฉะนั้นเรียนเชิญ พลเอก พอพล มณีรินทร์ ครับ ท่านมี เวลา ๒๐ นาทีครับ

พลเอก พอพล มณีรินทร์ 🔗

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านประธานและท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพทุกท่าน เพื่อนสมาชิกครับ ผม พลเอก พอพล มณีรินทร์ สมาชิกสภาปฏิรูป หมายเลข ๑๕๓ ซึ่งท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่า เราใช้เวลามาวันนี้วันที่ ๗ ท่านที่น่าเห็นมากที่สุดคือท่านประธานของเรา พวกเรายังพอที่จะ ลุกออกไปข้างนอกได้บ้าง ท่านประธานที่เคารพมีอยู่ ๒ ท่านก็หมุนเวียนกันอยู่ เพราะฉะนั้น ท่านก็เป็นบุคคลที่ต้องได้รับกําลังใจมากที่สุด เช่นเดียวกับท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมเองนั้นได้ขออภิปรายในภาค ๔ หมวด ๒ ส่วนที่ ๒ ซึ่งเน้นเกี่ยวกับการศึกษา ซึ่งจริง ๆ แล้ว ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติท่านมีความรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ท่านเคยปรารภว่าจริง ๆ แล้ว ท่านจะเข้ามาให้ข้อคิดเห็น แต่ด้วยเวลาท่านคงมีอย่างจํากัด เพราะท่านอยู่ในวงการศึกษา มาเกือบตลอดชีวิต อย่างไรก็ตามในการที่ผมเองนั้นและเพื่อนสมาชิกได้ให้คําแนะนํา แล้วก็วิจารณ์อภิปรายทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญกับบางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องนั้น ผมถือว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง ท่านครับพวกเรานั่งอยู่ที่นี่ก็คือผลผลิตของ การศึกษาที่จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ในอดีตไปจนถึงปัจจุบัน ผมยังอยากให้พวกเรา ได้ให้ความเชื่อมั่นว่ากระทรวงศึกษาธิการนั้นเป็นองค์กรที่มีความใหญ่แล้วก็เกี่ยวพันกับ วิถีชีวิตตั้งแต่ปฐมวัยจนกระทั่งที่เขาพูดว่าสู่เชิงตะกอนนะครับ จริง ๆ แล้วในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เราร่างอยู่ปัจจุบันนี้ก็มีมาตราที่เกี่ยวข้องอยู่ประมาณ ๕ มาตรา ซึ่งประกอบด้วย มาตรา ๓๔ มาตรา ๕๑ มาตรา ๘๗ และสิ่งสุดท้ายคือมาตรา ๒๘๖ เกี่ยวกับการปฏิรูปทุก ๆ เรื่องในด้านต่าง ๆ จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ถึง ๕ มาตรานั้น ก็ล้วนที่จะเกี่ยวพัน เกี่ยวข้องกันโดยตรง ผมขออนุญาตนําคําแถลงนโยบายของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งท่านได้แถลงก่อนที่จะทําหน้าที่ ณ สภาแห่งนี้ ผมขออนุญาตท่านประธาน ขออนุญาตใช้สไลด์แล้วก็เอกสารบางประการ ขอเชิญเจ้าหน้าที่ สไลด์ที่ ๑ ครับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้พูดไว้ว่าการปฏิรูปการศึกษาอยู่ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ จะทําอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ต้องพัฒนาเรียนรู้ให้สามารถพัฒนาตนเอง ด้วยความคิดและสติปัญญาด้วยตนเอง แต่ต้องเสริมความคิดรับฟังปัญหาการพัฒนาทุกช่วงวัย มีศีลธรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยิ่งสําคัญ สิ่งที่สําคัญคือการอ่านหนังสือเพื่อเป็น การเพิ่มความรู้ เพิ่มวิสัยทัศน์ แนวความคิดจัดระเบียบตนเอง นี่คือส่วนหนึ่งที่ท่านแถลงไว้ เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๗ จะเห็นได้ว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้อง ต่างก็ให้ความสําคัญในการจัดการศึกษา จนกระทั่งท่านได้ตั้งซูเปอร์ บอร์ด (Super board) ขึ้น ท่านประธานครับ คงยังจําได้ว่ากระทรวงศึกษาธิการนั้นได้ปฏิรูปครั้งใหญ่เมื่อปี ๒๕๔๐ เหตุผลในการปฏิรูปนั้นก็คงจะทราบกันอยู่ ได้ปรับโครงสร้างขนาดใหญ่ จาก ๑๔ กรม มาเหลืออยู่ประมาณ ๕ แท่ง ที่เราเรียกกันอยู่ปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นแท่งการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา การอุดมศึกษาและอื่น ๆ ประมาณ ๕ แท่งผลการศึกษาเป็นอย่างไรครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านอธิการบดีสมเดชได้กล่าวไปแล้วว่าเราแพ้ประเทศเพื่อนบ้านใน ระดับอุดมศึกษา ผมเชื่อว่าอาจจะเป็นการชี้วัดหรือวัดจากเกณฑ์หรือตัวชี้วัดบางประการ แต่โดยรวมแล้วผมยังเชื่อ มิฉะนั้นแล้วเราจะไม่มีแพทย์ที่เชี่ยวชาญ เราจะไม่มีวิศวะที่เก่งกาจ เราจะไม่มีอาชีพสถาปนิก แม้กระทั่งกิจการปิโตรเลียม ซึ่งปัจจุบันนี้เราก็มีผู้เชี่ยวชาญอยู่เป็นจํานวนมาก เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเชื่อว่า ไม่ทราบว่าในการประเมินนั้นเขาประเมินเรื่องอะไร อย่างไรนะครับ อย่างไรก็ดี เราก็มักจะพูดอยู่เสมอว่าเด็กปัจจุบันนี้อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ก็เป็นปัญหาหนัก คุณครูในกระทรวงศึกษาธิการก็ขวัญเสียเหมือนกันว่า เราสอนลูกศิษย์ไปอย่างไร ระบบการบริหารจัดการเป็นอย่างไร โดยเฉพาะขั้นพื้นฐานที่ท่านเลขาฯ กมล ซึ่งท่านเป็น สมาชิก สปช. อยู่ที่นี่ด้วย ท่านก็ใจดีครับ ใครจะเอาอะไร ใครจะเสนอข้อคิดเห็นอย่างไร ท่านก็กรุณารวบรวมไปทั้งสิ้น และปัจจุบันนี้ท่านก็ยังปฏิรูปอยู่ ขออนุญาตนําข้อมูลมากล่าว ว่าตัวเลขที่เราสํารวจแล้วว่าอัตราการรู้หนังสือของผู้ใหญ่ เมื่อปี ๒๐๑๒ เราอยู่ที่ ๙๓.๕ เปอร์เซ็นต์ อัตรารู้หนังสือของประชากรชายไทย อายุระหว่าง ๑๕-๒๕ ปี อยู่ที่ ๙๘.๒ เปอร์เซ็นต์ อัตรารู้หนังสือของประชากรหญิงอยู่ที่ ๙๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจากการที่ กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบอยู่ประมาณ ๑๒ ล้านคนนะครับ ซึ่งเราสามารถแบ่งออกเป็น ขั้นอุดมศึกษา อยู่ที่ประมาณ ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน หรือเกือบถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ขั้นพื้นฐาน อยู่ที่ประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน ส่วนอาชีวศึกษาอยู่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คน ในขั้นพื้นฐานนั้น เรามีโรงเรียนรับผิดชอบอยู่ถึงประมาณ ๓๐,๐๐๐ โรงมีอัตราครูอยู่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ท่าน จริง ๆ แล้วในส่วนนี้เองก็มีต่างชาติ ตัวอย่างเช่นไม่ปรากฏสัญชาติ อยู่ประมาณ ๓๗,๐๐๐ คน และประเทศเพื่อนบ้านอยู่ฝั่งตะวันตกของเราอยู่ประมาณ ๕๖,๐๐๐ คน จะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้มาเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการทั้งสิ้น หลังจากที่ปฏิรูปแล้วก็จะมี พ.ร.บ. ที่มาเกี่ยวข้องอยู่ถึง ๕-๖ พ.ร.บ. การศึกษา ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ครับ ตอนนั้นเราก็ได้หลักสูตร ในปี ๒๕๔๐ เราก็มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี ๒๕๔๒ ซึ่งปัจจุบันได้แก้ไขมาแล้วเมื่อปี ๒๕๔๕ สิ่งที่น่าจะเป็นอุปสรรคหรือสิ่งที่มีเพื่อนสมาชิกได้ขอแก้ไข ก็คือพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ส่วนอีก ๒-๓ เรื่องนั้นก็เป็น พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่าการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการนั้น มีระเบียบกฎเกณฑ์ค่อนข้างที่จะชัดเจน ปัจจุบันนี้ดูเสมือนจะเป็นอุปสรรคในการ จัดการศึกษาทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นก็เลยจะมีงานแก้ไข จริง ๆ แล้วการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นส่วนสําคัญยิ่งในการที่จะทําให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น จริง ๆ แล้วการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะเป็นขั้นพื้นฐานของการที่จะไปต่อที่อาชีวศึกษา จะไปต่อที่อุดมศึกษา เพราะฉะนั้นผมจึงให้ความสําคัญของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผมก็ได้คุยกับเพื่อนสมาชิก อยู่หลายท่านว่าปัจจุบันนี้ทราบว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยท่านเลขาธิการกมลนั้น ท่านก็ได้ มีการปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่นปัญหาครูขาด ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ท่านก็ได้ดําเนินการอยู่ ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน จริง ๆ แล้วก็จะมีอีกส่วนหนึ่ง คือกลุ่มพหุวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ตะเข็บชายแดน พื้นที่สูง ชุมชนเมืองและชายขอบ ชาวเล แม้กระทั่งคนในป่า สิ่งเหล่านี้ปัจจุบันมีสิทธิที่เราจะต้องให้การศึกษาตามรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ แต่อย่างไรก็ตามการจัดการศึกษาซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการนั้น บางครั้ง ก็เกินขีดความสามารถ เราจึงพยายามที่จะให้องค์กรเอกชน หรือส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา อย่างไรก็ตามในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ ก็ได้ตั้งคณะทํางานขึ้นมาอีก ๓ คณะ ประกอบด้วยคณะทํางานการศึกษา ขั้นพื้นฐาน เพื่อจะตอบสังคมว่าต่อไปนี้ลูกหลานเขาจะอ่านออกเขียนได้ไหม เขาจะมีความรู้ไหม เขาจะถูกต่อว่าอีกหรือไม่ คณะกรรมการการศึกษาเรื่องกลุ่มอาชีวศึกษา ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็มีท่านอาจารย์เขมทัตอยู่ตรงนั้นด้วย แล้วก็เพื่อนสมาชิกอีกหลายท่าน กรรมการอุดมศึกษา ก็มีท่านอาจารย์เปรื่อง มีอาจารย์อีกหลายท่านที่อยู่ ณ ที่นี้เป็นกรรมการ เพราะฉะนั้น เราจะนําเรื่องการบริหารจัดการเป็นวาระการปฏิรูป วาระการคลัง การศึกษา วาระการเรียนรู้ ลงไปในแท่งทั้ง ๓ แท่ง หรือ ๔ แท่ง แม้กระทั่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งท่านอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกําธร รับผิดชอบ ก็จะลงไปในรายละเอียดต่อจากนี้ไป ซึ่งก็จะทําให้ผู้ที่เป็นผู้ปกครองหรือญาติ ได้สบายใจว่าสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการกําลังดําเนินการอยู่นั้น กับสิ่งที่สมาชิกสภาปฏิรูป ดําเนินการอยู่นั้นเราคู่ขนานกันไปแล้วก็ประสานงานกันอย่างใกล้ชิด โดยมีท่านอาจารย์ ประภาภัทรและอาจารย์อีกหลายท่าน ท่านอาจารย์อมรวิชช์ไปร่วมในการดําเนินการ สิ่งเหล่านี้ ก็ขอให้พวกท่านได้สบายใจได้ ส่วนการศึกษานั้นผมคงจะกล่าวเท่านี้ เพราะว่า เพื่อนสมาชิกได้กรุณากล่าวไปเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นในรายละเอียดของการศึกษา ขั้นอุดมศึกษาก็ดี ขั้นอาชีวศึกษาก็ดี ขั้นพื้นฐานก็ดี เราจะมีคณะทํางานเพื่อที่จะปฏิรูป ส่วนเพื่อนสมาชิก ท่านสมาชิกทั้งหลายที่จะมีข้อคิดเห็นอย่างไร เราก็น้อมรับ ในส่วนที่ ท่านกรรมาธิการได้กรุณาร่างไว้ในสิ่งที่จะปฏิรูปในมาตรา ๒๘๖ นั้น ก็คิดว่าน่าจะเพียงพอ ยังไม่ทราบว่า ๕ ปีจะทําทันหรือไม่

ผมขออนุญาตให้ความเห็นในเวลาที่เหลือนี้ ผมขออนุญาตให้ความเห็น เกี่ยวกับเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญครับ จริงอยู่ครับ ร่างรัฐธรรมนูญนั้นทุกคนให้ความสนใจ ซึ่งเราเรียนมาตั้งแต่เด็กว่ารัฐธรรมนูญคือการปกครอง หรือกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการ ปกครองประเทศ เราจะเห็นได้ว่าตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ก็ยังมีแนวความคิดที่ค่อนข้างที่จะ เห็นคล้อยต้องกัน ก็คือต้องการเห็นประเทศชาติเราเจริญก้าวหน้า แต่อย่างไรก็ตาม มีบางเรื่องที่ท่านผู้อาวุโสมีประสบการณ์ ก็จะให้ข้อคิดว่าบางเรื่องไม่ตรงกับหลักการ หลักวิชาการ ผมขออนุญาตลงไปในรายละเอียด

ในภาค ๑ ซึ่งผมจะมาพูดในมาตรา ๗๘ มาตรา ๑๗๙ และมาตรา ๒๘๔ ซึ่งท่านยงยุทธ สาระสมบัติ ได้กรุณาชี้แจงไปแล้วว่าจะต้องมีการแก้ไขโดยการแปรญัตติ ซึ่งในเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทั้งสิ้น ซึ่งยุทธศาสตร์แล้วเป็นเรื่องจําเป็นสําคัญ ตามที่ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้กล่าวมาแล้วหลายท่าน

มาตรา ๗๙ อันนี้เพื่อนสมาชิกได้ฝากมานะครับว่า ในมาตรา ๗๙ นั้น เราได้เอาเรื่องของรัฐจะต้องจัดกําลังทหารเข้ามารวมกับรัฐต้องมีหน้าที่ในการที่จะดําเนินการ อื่น ๆ ในการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย ขออนุญาตเจ้าหน้าที่สไลด์ กลับไปที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ครับ ในปี ๒๕๔๐ นั้นเราแยก ๒ เรื่องนี้ออกจากกัน รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต แล้วก็ในมาตรา ๗๒ ก็เขียนรัฐบาลจะต้องจัดให้มีกําลังทหารออกมาจากกันอย่างเด่นชัด พอมาปี ๒๕๕๐ นํา ๒ เรื่องนี้มารวมกัน เช่นกันครับ ในปี ๒๕๕๘ ที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้นํา ๒ ภารกิจนั้นมารวมกัน ซึ่งเสมือนว่าจริง ๆ แล้วในภารกิจมาตรา ๗๑ ตามปี ๒๕๔๐ นั้นมันเป็นหน้าที่ของพลเมืองทุกคนที่ต้องช่วยกัน ต้องดําเนินการพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช และบูรณภาพแห่งอาณาเขต ส่วนกําลังทหารนั้นก็จัดมา ตามภารกิจในมาตรา ๗๑ และเพิ่มเติมด้วยการพัฒนาประเทศ เมื่อนํา ๒ มาตรามารวมเป็น มาตราเดียวมันดูทําให้เสมือนว่าเป็นหน้าที่ของทหารแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งตรงนี้ไม่ทราบว่า ความมุ่งหมายของคณะกรรมาธิการต้องการจะให้เป็นเช่นนั้น หรือต้องการที่จะเห็นว่า มันคล้ายกันจึงนํามารวมกัน ผมขออนุญาตว่าตรงนี้ช่วยฝากไปพิจารณาด้วย

ในภาค ๒ ตั้งแต่มาตรา ๗๘ ถึงมาตรา ๙๕ ในหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมเห็นด้วยทุกอย่างครับ ผมพยายามไปศึกษาของปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ ปรากฏว่า ในปี ๒๕๕๐ เขาได้แบ่งเป็นส่วน ๆ นอกจากภาค จากภาคมาเป็นหมวด หมวดมาเป็นส่วน ส่วนมาเป็นตอน เพราะฉะนั้นในปี ๒๕๕๐ เขาเขียนเป็นส่วน ๆ ไว้ ซึ่งทําให้ง่ายต่อการ อ่านครับท่านคณะกรรมาธิการ แต่อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าท่านกรรมาธิการคงมีเหตุผลว่า ทําไมไม่ใส่ส่วนไว้เพื่อให้อ่านได้ง่าย ผมได้รับแจ้งว่ามีบางส่วนมีแค่มาตราเดียวท่านครับ มาตราเดียวก็มีความจําเป็น เพราะฉะนั้นตรงนี้เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านผมเชื่อว่าน่าจะจัดส่วน ผมขอเสนออย่างนั้น แม้กระทั่งเรื่องนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในเรื่องการพัฒนาระบบราชการไทย หรือที่ ก.พ.ร. รับผิดชอบอยู่ ผมอ่านดูแล้วทุกมาตราใน ๓๑๕ มาตรา ไม่ได้มีเขียนไว้ว่า ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาระบบราชการไทยซึ่ง ก.พ.ร. รับผิดชอบอยู่นั้น ซึ่งเราก็มี การปฏิญาณทุกวันสําคัญ ๆ ว่าข้าราชการต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนที่ดีนั้นไม่ได้ถูกเขียนไว้ เลยครับ อันนี้ผมขอเสนอว่าควรจะต้องมี

ในหมวด ๓ ในเรื่องรัฐสภา ที่มาของ ส.ส. ของ ส.ว. ผมคงไม่รังเกียจครับที่มา ของ ส.ส. หรือ ส.ว. อย่างไร แต่ผมได้รับฟังจากผู้ที่มีความรู้ในอดีตว่าถ้า ส.ว. ได้กําหนด หน้าที่ให้ชัดเจนมันจะระบุถึงที่มาว่าที่มาควรมาจากอย่างไร แต่ที่มานั้นไม่ควรให้ที่มาแบบ แยกกัน เมื่อแยกกันแล้วความสามัคคี การทํางานก็จะมีการแบ่งอยู่ในทีมไม่ว่าจะเป็น การเลือกตั้งหรือการแต่งตั้ง อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตนะครับ ส่วนการเมืองนั้นท่านนายกรัฐมนตรี ได้พูดเอาไว้ หัวหน้า คสช. ได้เคยกล่าวไว้ว่า ผมขออนุญาตนํามานะครับ ท่านบอกว่าต้องการ เห็นการเมืองที่ดี ถ้า สปช. ไปสร้างปัญหาใหม่เราทุกคนต้องรับผิดชอบ ตรงนี้ท่านหัวหน้า คสช. ผมขออนุญาตที่เอาของท่านมากล่าวตรงนี้ ก็เพราะเราเห็นว่าจากการร่างรัฐธรรมนูญอันนั้น ในบทของการเมืองต่าง ๆ นั้น จริง ๆ แล้วเราต้องการการเมืองที่เข้มแข็ง แต่การตรวจสอบต้องเข้มแข็งด้วย องค์กรที่ ตรวจสอบ ในอดีตก่อนปี ๒๕๔๐ การเมืองไม่ค่อยเข้มแข็ง แล้วก็องค์กรการตรวจสอบ ก็ไม่ค่อยเข้มแข็ง พอมาปี ๒๕๔๐ ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีการเมืองเข้มแข็งแต่องค์กร ตรวจสอบไม่เข้มแข็ง เพราะฉะนั้นในปัจจุบันนี้ผมยังเชื่อในหลักการว่าการเมืองที่ดีนั้นจะต้อง ได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง และองค์กรที่จะตรวจสอบต้องเข้มแข็งด้วย มิฉะนั้นแล้วจะทําให้ทุกอย่าง เสียหายหมด ฐานคติต้องเชื่อว่านักการเมืองไม่ใช่คนที่ไม่ดี ถ้าเราร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้ ดูเสมือนได้ว่านักการเมืองเป็นคนที่ไม่ดี ต้องคุมให้อยู่ ถึงในที่สุดต้องคุมให้อยู่ จะเป็นการทําให้ ทุกระบบอ่อนแอหมด เราต้องคิดว่าจะทําอย่างไรที่จะทําให้นักการเมืองที่ดีเข้ามาในสภา แทนที่นักการเมืองเข้ามาและเราทําให้นักการเมืองอ่อนแอ หรือรัฐบาลอ่อนแอ แล้วแต่ เครื่องมือตรวจสอบตามที่ผู้อภิปรายหลายท่านได้กล่าวไว้แล้วว่าจะทําให้งานรัฐบาล สิ่งที่ผม เป็นห่วงมากที่สุดก็คือเมื่อได้รัฐบาลที่ไม่ค่อยเข้มแข็งนัก ก็จะทําให้สิ่งที่เราเขียนไว้ใน มาตรา ๒๘๖ คือสิ่งที่เราจะปฏิรูปนั้นไม่สามารถที่จะปฏิรูปได้ครับ เราเชื่อกันว่าอย่างนั้นครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอฝากเป็นข้อคิดให้กับเพื่อนกรรมาธิการ

อีกมาตราหนึ่ง คือมาตรา ๑๙๓ หนังสือสัญญา ขอความกรุณาว่าช่วยดูนิดหนึ่งว่า บางครั้งเราออกระเบียบกฎหมายเกณฑ์ไว้มันค่อนข้างที่จะแข็งตัว การจะไปทําสัญญาต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเสียดินแดน หรือเหนือดินแดนทั้งหลายเหล่านั้น มันจะทําให้การดําเนินการ ในเชิงรุก ไม่ว่าเชิงเศรษฐกิจ เรื่องของความมั่นคงที่เราไม่ได้เสียเปรียบ เราคงมีขั้นตอนในการดําเนิน จริงอยู่ครับต้องนําเข้ามาในสภาอย่างแน่นอน แต่ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้อยากจะให้ทบทวน ในมาตรา ๑๙๓ ใหม่ครับ

ส่วนการปฏิรูปเพื่อความเหลื่อมล้ําแล้วก็สร้างความปรองดองนั้น ผมคิดว่า สิ่งที่จะยุติปัญหาได้ก็คือความยุติธรรมครับ การให้อภัยซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การลดความเหลื่อมล้ําจะทําได้อย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมขออนุญาตกล่าวได้ว่า ขอให้ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกได้กรุณาทบทวน ถึงจะไปเขียนกฎหมาย ลดความเหลื่อมล้ําต่าง ๆ ตราบใดถ้าไม่มีหลักความยุติธรรม ไม่มีการให้อภัยกัน ผมเชื่อได้ อย่างยิ่งว่าสิ่งตรงนี้ไม่เกิดขึ้น

อีกเรื่องหนึ่งการบัญญัติคําใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคําว่า พลเมือง ซึ่งใช้ใน สภาพัฒนาการเมืองควรระวัง มิฉะนั้นแล้วเราไปบอกว่าประชาชนเมื่อได้รับการพัฒนา เช่น เสียภาษี ทําความดีแล้วจะเป็นพลเมือง ถ้าคนที่ไม่ได้ทําความดี ไม่ได้เสียภาษีจะถูกแบ่งออกไป ตรงนี้ต้องระวังให้ดีครับ ผมเข้าใจในหัวใจของคณะกรรมาธิการต้องการจะยกฐานะของคน ของประชาชนแต่ว่าเมื่อเขียนไปแล้วจะเกิดคําถามเกิดขึ้นพึงระวังครับ จากที่เราหวังดี เป็นสิ่งที่ไม่ดี ขอบคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณมนูญ ศิริวรรณ ครับ ๑๐ นาทีครับ

นายมนูญ ศิริวรรณ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม มนูญ ศิริวรรณ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เนื่องจากกระผมเป็นคนอภิปรายลําดับที่ ๙๗ ในจํานวนทั้งหมด ๑๐๒ ท่าน เพราะฉะนั้นคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะอภิปรายในประเด็น ที่ซ้ําซ้อนกับสมาชิกท่านอื่นที่ได้อภิปรายไปแล้ว

ประเด็นแรกที่กระผมจะเรียนอภิปรายก็คงจะเป็นเรื่องของมาตรายอดนิยม ก็คือมาตรา ๒๗๙ เกี่ยวกับเรื่องของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติและ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มาตรานี้กระผมก็ต้องเรียนว่าเห็นด้วยกับการที่เราจะ กําหนดให้มีองค์กรที่ติดตามการปฏิรูปซึ่งเป็นองค์กรที่จะติดตามดูว่าคณะรัฐบาลชุดใหม่นั้น ได้ดําเนินการปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่องหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามกระผมไม่เห็นด้วยกับทาง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้มีการกําหนดให้มีองค์กรถึง ๒ องค์กร ก็มีทั้ง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้วก็คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ กระผม เห็นว่าเป็นความไม่จําเป็นแล้วมันจะเกินความจําเป็นจนเกินไป แล้วก็รกรุงรังโดยใช่เหตุ จริง ๆ แล้วเราควรจะมีองค์กรขนาดเล็กกะทัดรัดเพราะว่าหน้าที่ของคณะกรรมการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหรือจะเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ หรืออะไรก็แล้วแต่ก็ควรจะดําเนินการในเรื่องของการติดตามให้มีการดําเนินการในสิ่งที่ สภาปฏิรูปแห่งชาติได้ศึกษาเอาไว้แต่เพียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะมีองค์กรใดองค์หนึ่ง แต่เพียงองค์กรเดียว แล้วก็เป็นองค์กรที่มีความเล็กกะทัดรัดสามารถดําเนินการได้อย่างคล่องตัว น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า และจะดําเนินการโดยมีสมาชิกของสภาปฏิรูปแห่งชาติไปเป็น สมาชิกขององค์กรใหม่ก็เป็นเรื่องที่กระทําได้ โดยที่ไม่ต้องไปกังวลว่าจะเป็นการสืบทอดอํานาจ หรือว่าจะเป็นการที่ถูกติฉินนินทาอะไร อันนั้นถ้าเราทําเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ก็ไม่ต้องกังวล แต่จํานวนนั้นผมคิดว่าไม่จําเป็นจะต้องมีมาก การที่กําหนดว่าจะต้องมีจํานวน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศถึง ๑๒๐ ท่านนั้น ผมคิดว่ามากจนเกินไป อาจจะมีเพียงแค่ ๒๕-๓๐ ท่านก็น่าจะเพียงพอแล้ว แล้วก็ให้รายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือต่อรัฐสภา ก็น่าจะเป็นความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ข้อสําคัญที่สุดก็คือว่าหน่วยงานแห่งนี้ ไม่ว่าจะใช้ชื่อว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหรือจะใช้ชื่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ หรือจะใช้ชื่อว่าสมัชชา หรือจะใช้ชื่อว่าสถาบันยุทธศาสตร์หรืออะไรก็แล้วแต่จําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีเครื่องมือในการที่จะดูแลให้รัฐบาลนั้นได้ดําเนินการตามข้อเสนอหรือข้อศึกษา ที่คณะทางด้านสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้นได้ศึกษาไว้ และคณะกรรมการชุดนี้ได้เสนอต่อสภา ถ้าเผื่อคณะรัฐบาลไม่ดําเนินการก็จะต้องมีเครื่องมือในการที่จะเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกการตรวจสอบต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้กําหนดขึ้นให้เป็น ผู้ตรวจสอบแล้วก็ดูแลให้รัฐบาลต้องดําเนินการ อันนั้นก็เป็นประเด็นแรกที่ผมใคร่ ขอเสนอความเห็นเอาไว้ในที่นี้นะครับ

ส่วนประเด็นที่ ๒ นั้นก็คงจะเป็นเรื่องของมาตรา ๒๘๘ เกี่ยวกับเรื่องของ การปฏิรูปด้านพลังงาน ซึ่งก็เห็นด้วยกับทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกประการ ที่ได้เสนอแนวทางในการปฏิรูปด้านพลังงานเอาไว้ทั้ง ๓ แนวทาง ซึ่งก็สอดคล้องกับ แนวความคิดของคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งได้นําเสนอไปที่ ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งก็ได้รับความกรุณาให้บรรจุเอาไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เข้าใจว่าส่วนใหญ่นั้นคงจะได้เดินตามแนวทางที่คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปพลังงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติได้นําเสนอไป เพียงแต่กระผมมีความกังวลใจเล็กน้อย ที่ทุกครั้งที่ท่านรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หก เวลามานําเสนอ หรือมาชี้แจงต่อที่ประชุมของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านมักจะกล่าวอ้างถึงกลุ่มเคลื่อนไหว ทางด้านพลังงานกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอาจจะทําให้มีความเข้าใจหรือเกิดความเข้าใจไปได้ว่า ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้ยกร่างรัฐธรรมนูญบทบัญญัติในมาตรา ๒๘๘ นี้ เพื่อเป็นการตอบสนองความเคลื่อนไหวของกลุ่มกดดันหรือกลุ่มเคลื่อนไหว ทางการเมืองกลุ่มนี้ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าคงไม่ใช่เจตนาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด กระผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าความคิดเห็นหรือข้อเสนอในเรื่องการปฏิรูป ด้านพลังงานนั้นในสังคมไทยยังมีข้อคิดเห็นที่หลากหลายแล้วก็แตกต่าง แล้วก็มีความคิดเห็นที่ ค่อนข้างยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่เป็นอันมาก แล้วก็มีกลุ่มที่เคลื่อนไหวในเรื่องของ พลังงานหรือว่ากลุ่มที่มีความคิดเห็นในเรื่องของการปฏิรูปพลังงานที่หลากหลาย เพราะฉะนั้นการที่เราจะกําหนดวิธีการในการปฏิรูปพลังงานอย่างไรก็แล้วแต่ก็จําเป็น ที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกกลุ่ม ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานของสภาปฏิรูป แห่งชาติก็ได้ดําเนินการไปในแนวทางนี้ ข้อเสนอต่าง ๆ ที่เราเสนอไปยังคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเราก็ได้เสนอโดยมุ่งหวังที่จะให้เกิดความคิดเห็นที่สอดคล้องกับ ความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มในสังคม ไม่ได้คิดว่าจะต้องไปตอบสนองต่อความ ต้องการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และเราก็ยังไม่ได้มีการตกผลึกทางความคิดว่าวิธีการใด หรือแนวทางในการปฏิรูปใดจะเป็นวิธีการหรือแนวทางที่ดีที่สุด ก็คงควรจะต้องรอให้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติได้นําเสนอต่อสภาแห่งนี้เสียก่อน เพราะฉะนั้นการที่ท่านกรรมาธิการจะไปนําเสนอ ณ ที่ใดโดยบอกว่าเพื่อเป็นการตอบสนอง การรณรงค์หรือว่าความคิดเห็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่น่า เหมาะสมนะครับ

ส่วนประเด็นเรื่องของแนวทางปฏิรูปที่เสนอมาทั้ง ๓ แนวทางนั้น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในมาตรา ๒๘๘ (๓) กระผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่กําหนดเอาไว้ว่าดําเนินการ ให้ประชาชนได้รับรู้เข้าถึงและเข้าใจในข้อมูลด้านพลังงานนะครับ อันนี้ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าขณะนี้ความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานของประชาชนในสังคม นั้นก็ค่อนข้างที่จะแตกต่างกันและไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง หรือว่าเป็นไปในทิศทางที่ ในทิศทางเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นการที่เราจะให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนให้มี ความเข้าใจในเรื่องของพลังงานอย่างถ่องแท้นะครับ อันนั้นเป็นพื้นฐานสําคัญก่อนที่จะ ดําเนินการปฏิรูปพลังงานได้ ถ้าไม่มีความเข้าใจในข้อมูลและพื้นฐานอันเดียวกันการปฏิรูป พลังงานก็จะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานของสภาปฏิรูป แห่งชาติ จึงได้มีดําริว่าเราอยากจะจัดตั้งศูนย์สารนิเทศด้านพลังงานที่เป็นอิสระแล้วก็เป็นที่ น่าเชื่อถือขึ้นมาเพื่อที่จะดําเนินการในการเป็นศูนย์ข้อมูลแล้วก็ให้ความรู้ความเข้าใจ ด้านพลังงานแก่ประชาชนโดยทั่วไปนะครับ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่เราจะได้ดําเนินการศึกษา แล้วก็เสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ในโอกาสต่อไป

ส่วนในวรรคที่สองของมาตรานี้ก็ได้มีการพูดถึงการส่วนร่วมในการกําหนด นโยบายและวางแผนพลังงานทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นนะครับ รวมทั้งการติดตาม และตรวจสอบการดําเนินนโยบายและแผนนั้น ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ และกระผมก็เห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกําหนดนโยบายนั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ทุกภาคส่วน ได้เข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่เฉพาะแต่ว่าภาคของรัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ ภาคเอกชนแล้วก็ผู้มีส่วนได้เสียรวมทั้งภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย แต่ที่อาจจะขอ ตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือเรื่องของการวางแผนนะครับ เพราะว่ากําหนดเอาไว้กว้างมากแล้วก็ ค่อนข้างที่จะไม่ได้ระบุว่าวางแผนนั้นจะมีขอบเขตแค่ไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าเราไป พูดถึงการวางแผนทุกระดับ ทุกขั้นตอนก็อาจจะเป็นเรื่องที่ทําให้เกิดความยากลําบากในทาง ปฏิบัตินะครับ แล้วก็ทางหน่วยงานราชการที่จะมีหน้าที่ในการดําเนินการตามแผนก็อาจจะ ประสบอุปสรรคในการดําเนินงานตามแผน แล้วก็จะทําไม่ให้สามารถที่จะบริหารงานได้ เพราะว่าผมอยากจะยกตัวอย่าง อย่างเช่น การสํารวจปิโตรเลียม ถ้าเราบอกว่ามาดูด้านนโยบาย อันนั้นเห็นด้วยว่านโยบายนั้นควรจะเปิดสํารวจปิโตรเลียมหรือไม่ จะเปิดที่ไหน อย่างไร อะไรนี่นะครับ อันนี้เป็นเรื่องของนโยบาย แต่ถ้าบอกว่านโยบายกําหนดเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าเวลาดําเนินนโยบายต้องไปวางแผนด้วยว่าจะวางแผนสํารวจที่ไหน แปลงไหน สัมปทานเป็นอย่างไร กําหนดการณ์ว่าจะต้องเจรจาอย่างไรอะไรต่ออะไรนี่นะครับ อันนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนเหมือนกัน ซึ่งก็จะทําให้เจ้าหน้าที่หรือว่าหน่วยงานราชการ ที่จะปฏิบัตินั้นก็ไม่เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงานนะครับ เพราะฉะนั้นก็ควรจะต้อง กําหนดขอบเขตของการวางแผนให้ชัดเจนว่าอย่างไรถึงจะเรียกว่าเป็นการวางแผน และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้กําหนดหน่วยงานที่ตรวจสอบมากมายเยอะแยะเลยทีเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่กําหนดให้ชัดเจนต่อไปก็จะเป็นประเด็นปัญหาให้มีการร้องเรียน มีการฟ้องร้องซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างยิ่งครับ กระผมก็คงจะมีเรื่อง ที่ตั้งข้อสังเกตเอาไว้แต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ ผมขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๒๕ พักการประชุมชั่วครู่นะครับ โดยขอใช้เวลาของสมาชิกที่ได้ ขอถอนคําขออภิปรายไว้จะไม่รบกวนเวลาท่านสมาชิกอื่นใช้เวลาคงเพียงสั้น ทุกท่าน คงทราบข่าวเกิดขึ้นที่ประเทศเนปาลแล้ว ซึ่งเป็นพุทธภูมิสําคัญ เป็นต้นศากยวงศ์ด้วย สมาชิก สปช. ของเราก็มีการเตรียมการที่จะให้ความช่วยเหลือเท่าที่เราจะทําได้ ผมอยากจะ ขอเวลาตรงนี้ให้สมาชิกที่ได้วางแผนและเตรียมการเรื่องนี้ไว้เล่าให้พวกเราฟังเพียงสั้นที่สุด เท่าที่เราจะทําได้ในเวลาสั้น ๆ และเราได้ช่วยกันต่อไป เชิญอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกําธร กับพลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ เชิญคุณวิวัฒน์ก่อนก็ได้ครับ

นายวิวัฒน์ ศัลยกําธร

ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ ต้องกราบ ขอบพระคุณอย่างสูงครับที่ได้กรุณาให้เวลากับการเตรียมการที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ของเราครับ เท่าที่ได้นั่งหารือกันสักประมาณ ๒๐ ท่านนะครับว่าในภาวะฉุกเฉินประมาณ ๒ วัน โดยประมาณ มันเป็นช่วงที่ขาดแคลนที่สุด บางพื้นที่นี้เงินอาจจะหาซื้อของอะไรไม่ได้เลย เราก็เตรียมการว่า ๒ ประการด้วยกันครับ

ประการแรกก็คิดว่าเราน่าจะหาข้อมูลเท่าที่จะทําได้เพื่อที่จะระดมเวชภัณฑ์ ยา อาหารเท่าที่จําเป็นหรือแม้แต่ถ้าจําเป็นจริง ๆ ถ้าหาซื้อน้ํายากอาจจะจําเป็นต้องขนน้ําไป เพราะได้เตรียมการไว้แล้ว ขณะนี้ก็มีผู้แสดงความจํานงเรื่องน้ํา เรื่องยา และทีมของสถาบัน การแพทย์ฉุกเฉินซึ่งเป็นองค์กรอิสระอยู่ภายใต้กํากับของกระทรวงสาธารณสุข ก็ประสาน การแพทย์ไว้พร้อมที่จะเดินทางไปนะครับ และท่านเอกชัยก็ได้กรุณาพยายามประสานงาน กับกองทัพอากาศ ในชั้นต้นก็พร้อมที่จะเดินทางไป แต่ว่าขณะนี้เนื่องจากพื้นที่มี ความไม่ปลอดภัยสูงมาก เครื่องบินของกองทัพอากาศยังไม่มั่นใจว่าจะเดินทางลงไปได้ไหม อาจจะต้องใช้เครื่องบินของการบินไทยซึ่งมีความชํานาญแล้วก็บินกันอยู่เป็นประจํา ระหว่างนี้ก็อยู่ ระหว่างการประสานงานครับ

ประการที่ ๒ ถ้าสามารถที่จะเดินทางไปสะดวก ก็จะมีทีมทั้งทีมแพทย์ทีม ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการช่วยเหลือภัยพิบัติในยามนี้ก็จะเดินทางร่วมกันไปกับของ เพื่อจะไปประเมินสถานการณ์เบื้องต้นและจะได้นําข้อมูลนั้นมารายงานให้ที่ประชุมนี้ ทราบเพื่อที่จะประสานทุกภาคส่วนที่จะให้ความช่วยเหลือสนับสนุนรัฐบาลเท่าที่จะทําได้ครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาเบื้องต้นสั้น ๆ เท่านี้ครับ ส่วนรายละเอียดของการเดินทาง อีกนิดหนึ่งครับ ท่านทูตอดิศักดิ์ก็ได้พยายามประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อที่จะดูข้อมูลว่า สถานการณ์เป็นอย่างไร การช่วยเหลือเป็นไปถึงไหน ขาดแคลนอะไรบ้าง การเดินทางจะเป็นอย่างไร ท่านทูตอดิศักดิ์ก็ได้พยายามประสานงานอยู่ครับ ผมจะขออนุญาตให้ท่านพลเอก เอกชัย กับท่านทูตอดิศักดิ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมสักนิดหนึ่ง

อีกนิดหนึ่งครับท่านอลงกรณ์ก็พยายามประสานงานกับการบินไทยอยู่ หลาย ๆ ท่านครับ ผมไม่มีเวลาที่จะจาระไน ผมเห็นความพยายาม เห็นน้ําใจของทุกท่าน ที่ช่วยกันก็รู้สึกว่ามีความดีใจมากที่สภาของเราแห่งนี้เห็นความสําคัญของการช่วยเหลือ เพื่อนมนุษย์เราในยามทุกข์ยากครับ ในชั้นต้นผมขออนุญาตใช้เวลาแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญครับ

พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อนสมาชิกนะครับ ผมก็ขออนุญาตพูดสั้น ๆ นิดเดียวนะครับ หลังจากที่ได้รับทราบ ข่าวสารตรงนี้ก็ได้ดําเนินการปรึกษาหารือกันกับเพื่อนสมาชิก ก็ได้ประสานไปทางฝ่ายรัฐบาล แล้วก็ทางกองทัพ ก็ทราบว่ากองบัญชาการทหารสูงสุดได้สั่งให้กองทัพต่าง ๆ เตรียมตัว ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือนะครับ รัฐบาลก็ได้มอบให้ เท่าที่ทราบมีกระทรวง การต่างประเทศกับทางฝ่ายกองทัพนี้ช่วยดําเนินการ ก็ได้พยายามติดต่อไปทางฝ่ายรัฐบาล พอดีเป็นช่วงวันหยุดด้วย แต่รับปากว่าพรุ่งนี้จะแจ้งให้ทราบ ถ้าเผื่อจะมอบของอะไร จะไปมอบที่ไหน แต่จากการจะเดินทางไปนี้ได้ติดต่อกับทางกองทัพอากาศแล้ว ทางรอง ผบ.ทอ. บอกว่าเนื่องจากว่าเครื่องบินสมรรถนะที่จะลงที่กาฐมาณฑุนี้ต้องสมรรถนะสูงจริง ๆ ถึงจะลงได้ แล้วผมก็ได้เล่าให้เพื่อนสมาชิกฟังว่าเพื่อนผมเองที่เป็นทหารอากาศเก่า และนักบินการบินไทย ก็เคยเครื่องบินตกที่นั่น ๑ ลํานะครับ ก็คิดว่าการจะส่งของได้ขณะนี้ให้เช็กการบินไทย แล้วส่งเข้าไปในไลน์เพื่อนสมาชิกทุกท่านแล้วว่ามีการบินไทยยังบินอยู่ตามปกติ วันละ ๑ เที่ยว เท่าที่ทราบเวลาก็คือประมาณ ๑๐ โมงเศษ ๆ แล้วก็บินกลับเวลา บ่ายโมงครึ่งนะครับ ถ้าเผื่อจะมีฝากของไป มอบของไปนี้ก็คิดว่าถ้าเผื่อเร่งด่วนที่สุดนี้การบินไทยน่าจะช่วยตรงนี้ได้ แล้วก็ได้ประสานทางการบินไทยไปแล้วในส่วนหนึ่งนะครับ ขอบคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ท่านทูตอดิศักดิ์ อยู่ไหมครับ

นายอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์

กราบเรียนท่านประธานครับ ขณะนี้ผมกําลัง ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกองคุ้มครอง กรมการกงสุล ทราบว่าขณะนี้หน่วยงานต่าง ๆ กําลังประชุมกันอย่างเคร่งเครียด ขณะเดียวกันเขาก็ประสานไปทาง สอท. ณ กรุงกาฐมาณฑุ แล้วว่าถึงการที่จะดําเนินการอย่างไรในขั้นต่อไป ผมเข้าใจว่าอีกสักประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง ข้างหน้าคงจะมีความคืบหน้าครับ แต่ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมที่จะประสานให้ความร่วมมือกับทาง สปช. ครับ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เพราะฉะนั้น ขณะนี้เราก็จะรอความคืบหน้าแล้วก็ถ้าเผื่อมีอะไรคืบหน้าก็จะแจ้งสมาชิก โดยเฉพาะสิ่งที่ ผมเข้าใจว่าหลายท่านที่ได้แจ้งมาที่ผมนี้ รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่อยู่ทางบ้านด้วยว่าเราจะ ช่วยเหลือชาวเนปาลที่ประสบทุกข์ยากคราวนี้กันอย่างไร รอข้อมูลอีกสักนิดหนึ่ง ส่วนรายละเอียดเรื่องความช่วยเหลือทางการเงินที่สมาชิก สปช. แล้วเพื่อนทั้งหลาย จะช่วยกันสมทบ เราจะหารือเรื่องนี้วันอังคาร ซึ่งเราจะมีประชุมปกตินะครับ ขอกลับเข้าสู่ วาระปกติครับ เชิญอาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ ๑๐ นาทีครับ

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ประเด็นที่ผมจะอภิปรายนี้อยู่ในภาค ๔ ส่วนที่ ๒ มาตรา ๒๘๒ (๘) ว่าด้วยการปฏิรูป โครงสร้างและอํานาจหน้าที่ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ซึ่งใน (๘) นี้มีสาระสําคัญอยู่ ๘ ประเด็นก็คือ

๑. การโอนภารกิจของสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่มิใช่ภารกิจหลักของตํารวจ ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินการ

๒. กําหนดมาตรการเพื่อป้องกันการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ในกระบวนการยุติธรรม

๓. กําหนดเกณฑ์มาตรฐานการแต่งตั้งหรือการโยกย้ายข้าราชการตํารวจ ให้เป็นไปตามหลักคุณธรรม

๔. กระจายอํานาจการบริหารงานตํารวจไปสู่ระดับจังหวัดและสร้าง กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจการตํารวจ

๕. ปรับปรุงระบบงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระและให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอําเภอ มีส่วนร่วมสอบสวนในกรณีที่ประชาชนร้องขอ ความเป็นธรรม

๖. ปรับปรุงระบบงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ให้มีความเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

๗. มีระบบบริหารงานบุคคลที่ยึดหลักความรู้ ความชํานาญเฉพาะทาง และ

๘. จัดสรรและกระจายอํานาจการบริหารงบประมาณให้แก่หน่วยปฏิบัติงาน ในพื้นที่ให้เพียงพอและสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมเห็นด้วยกับข้อความในมาตรา ๒๘๒ (๘) ทุกประการ เพราะสามารถตอบโจทย์เรื่องของตํารวจได้ แต่เนื่องจากข้อจํากัดของเวลาผมจึงใคร่ ขอแสดงความคิดเห็นเพียง ๒-๓ ประเด็น ดังต่อไปนี้ครับ

ประการแรก หลักการที่สําคัญที่สุด และเป็นหัวใจของการปฏิรูปตํารวจ คือการปรับปรุงระบบงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระ คําถามก็คือระบบงานสอบสวนของ ตํารวจที่เป็นอิสระ เป็นอิสระจากอะไร ท่านประธานครับ ปัญหาระบบงานสอบสวนของ ตํารวจในทุกวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่นอกจากไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากตํารวจ แล้วที่สําคัญตํารวจที่มีหน้าที่ทางด้านการสอบสวนก็มักจะนําเอาคดีความมาต่อรอง เรื่องผลประโยชน์ โดยนําตัวจําเลยมาต่อรองว่าถ้ายอมจ่ายเงินตํารวจก็จะทําคดีให้อ่อนหรือว่า ไม่ฟ้องร้องเลย ซึ่งปรากฏการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้นทั่วไป ท่านประธานครับ ผมคิดว่าตัวเลข ของทางราชการที่ตํารวจแสดงให้เห็นถึงสถิติอาชญากรรมในแต่ละปีนั้นผมคิดว่าต่ํากว่าความเป็นจริง ไม่น้อยกว่า ๑๐ เท่าครับ เพราะว่าจากการศึกษาของผมพบว่าผู้ที่ไปร้องทุกข์กับตํารวจ ไม่ว่าจะถูกปล้น ถูกจี้ ถูกขโมยขึ้นบ้าน จะมีเพียง ๑ รายเท่านั้นล่ะครับที่ตํารวจจะรับแจ้งความ ทําไมถึงเป็นอย่างนั้น ผมคิดว่าสาเหตุที่สําคัญนี่เป็นเพราะว่าเป็นนโยบายของผู้บังคับบัญชาของตํารวจ ในทุกระดับชั้นที่ต้องการเห็นคดีความในพื้นที่ความรับผิดชอบของตนให้อยู่ในระดับที่ต่ําที่สุด มีการกําหนดว่าโรงพักนี้เดือนหนึ่งจะมีคดีความเกิดขึ้นได้ไม่เกินกี่คดีอย่างนี้เป็นต้น เพื่อให้ สังคมยอมรับเกณฑ์การประเมินของตํารวจว่าตํารวจสามารถที่จะควบคุมคดีอาชญากรรม เอาไว้ในระดับต่ํา แต่จริง ๆ แล้วคดีส่วนใหญ่ที่ประชาชนไปร้องทุกข์ไปแจ้งความนี่มันจะไป อยู่ในบัญชีผีครับ ในระบบโรงพักนี่ตํารวจมีสมุดอยู่ ๒ เล่มสําหรับรับแจ้งความจากประชาชน ก. นี่คือเล่มที่เป็นของราชการ ๑ ใน ๑๐ คนเท่านั้นละครับที่จะลงในเอกสารฉบับนี้นะครับ ส่วนอีก ๙ คนนี่ได้รับการประโลมใจให้ลงไปไว้ในเล่ม ข. ซึ่งเป็นเล่มที่ประชาชนแจ้งความ แล้วก็สบายใจกลับบ้านไป แต่ตํารวจก็จะไม่ไปดําเนินการใด ๆ ต่อไป ท่านประธานครับ ระบบงานสอบสวนของตํารวจเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม เป็นงานพลเรือน ที่จะต้องใช้ความคิดที่เป็นอิสระ และใช้ดุลยพินิจเพื่อรวบรวมหลักฐาน แต่เมื่อระบบงาน สอบสวนของตํารวจที่ตั้งอยู่ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ไปเอาระบบของทหารมาใช้ตั้งแต่ ปี ๒๔๙๐ เป็นต้นมา ระบบยศแบบทหารจึงขัดแย้งและเข้าไม่ได้กับธรรมชาติของงาน สอบสวนครับ เพราะระบบยศทําให้เกิดการบังคับบัญชาตามชั้นยศแบบทหารอย่างเคร่งครัด และตํารวจก็ต้องมีวินัยแบบทหาร ด้วยเหตุนี้ครับทําให้พนักงานสอบสวนที่มีความสุจริตใจ ไม่สามารถจะใช้ความคิดอย่างเป็นอิสระ และใช้ข้อมูลพยานหลักฐานข้อเท็จจริงอย่างที่ ตัวเองต้องการได้ ท่านประธานครับ พนักงานสอบสวนสามารถจะถูกออกคําสั่งให้ยุติการทําคดี หรือให้ยุติการสอบสวนในคดีหนึ่ง คดีหนึ่งได้ทันทีโดยที่เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ เนื่องจากว่า มีการใช้วินัยแบบทหาร ถ้าหากว่าไม่เชื่อฟังก็จะถูกลงโทษได้ตามระเบียบของทางราชการ ด้วยเหตุนี้ครับ ระบบงานสอบสวนของตํารวจในปัจจุบันจึงไม่สามารถทําให้ตํารวจ ที่มีมโนธรรม สํานึกหรือยึดถือหลักความยุติธรรมให้แก่ประชาชน สามารถจะทํางานได้ อาจจะกล่าวได้แน่นอนว่าระบบการแต่งตั้งโยกย้ายของตํารวจในปัจจุบันขาดหลักเกณฑ์ แห่งธรรมาภิบาล ตํารวจที่อยู่ในเมืองอาจจะถูกย้ายไปอยู่ในต่างจังหวัด ไปอยู่ในชนบท ตํารวจจากโรงพักใหญ่อาจจะถูกย้ายไปอยู่ในโรงพักเล็กนี่นะครับ จากการศึกษาผมพบว่า ตํารวจส่วนใหญ่ในประเทศนี้ตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีอะไรที่แน่นอนในชีวิตเลย ทุกคนตกอยู่ใน ความเสี่ยง และมีความหวั่นวิตกกับสถานะของตนเองที่ต้องขึ้นต่อความพึงพอใจของ ผู้บังคับบัญชาแต่เพียงผู้เดียว เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ระบบงานสอบสวนของตํารวจเป็นอิสระ ก็จะต้องเป็นอิสระจาก ๑. การถูกแทรกแซงของผู้บังคับบัญชา ผู้กํากับ ผู้การจังหวัด ผู้การภาค และผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ และ ๒. จะต้องเป็นอิสระจากระบบการบังคับบัญชา ด้วยระบบชั้นยศแบบทหารและ ๓. จะต้องเป็นอิสระจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ที่ผมพูดนี่ไม่ได้หมายความว่าระบบยศแบบทหารไม่ดี ดีครับ แต่ดีสําหรับระบบทหารครับ แต่ไม่เหมาะสําหรับระบบการสอบสวนที่ต้องการใช้ความคิดที่เป็นอิสระ ระบบการสอบสวน ของตํารวจที่จะเป็นอิสระได้ต้องไม่อยู่ในระบบการใช้อํานาจ ต้องไม่ใช่ระบบการเชื่อฟัง ผู้บังคับบัญชาแบบทหาร ต้องไม่ใช่ระบบการเชื่อฟัง เพราะเหตุว่าผู้สั่งการมียศสูงกว่า และต้องไม่ใช่ระบบที่พนักงานสอบสวนต้องเชื่อฟังเพราะถูกกล่าวอ้างเรื่องวินัยตามแบบทหารครับ สาเหตุสําคัญที่ตํารวจชั้นผู้ใหญ่มักจะออกมาคัดค้านไม่ให้แยกพนักงานสอบสวนออกจาก สํานักงานตํารวจแห่งชาติก็เพราะว่าในขาหนึ่งของตํารวจที่ถือปืนนี่ไปเก็บส่วยจากหวย ซ่อง บ่อนยาบ้า ธุรกิจผิดกฎหมายนี่นะครับ แต่ว่าตํารวจนี่มีอีกขาหนึ่งคือขาที่เป็นฝ่ายสอบสวน ฝ่ายสอบสวนที่คอยคุ้มกันตํารวจที่ไปทําการทุจริต ไปเก็บส่วยเป็นเกราะกําบังให้แก่ตํารวจ ที่ประพฤติมิชอบครับ ท่านประธานครับ ถ้าตํารวจที่ทํางานด้านสอบสวนยังมีระบบยศแบบทหาร ตํารวจที่ทํางานด้านสอบสวนไม่มีวันที่จะเป็นอิสระได้ครับ เพราะฉะนั้นคําเสนอว่า ให้ตํารวจฝ่ายสอบสวนแยกออกมาเป็นแท่งหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่ใน สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ตํารวจแท่งนี้ถ้าอยู่นี้ต้อง ๑. ยกเลิกระบบยศทั้งหมด และ ๒. ระบบการสอบสวนต้องไม่ขึ้นต่อสายการบังคับบัญชาของผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติครับ ผมคิดว่าข้อดีของมาตรานี้อีกก็คือการให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ สามารถจะร่วมสอบสวนได้ ถ้าประชาชนร้องขอเพื่อความเป็นธรรม ผมคิดว่า อันนี้เป็นความก้าวหน้า เพราะว่า พ.ร.บ. ตํารวจ ปัจจุบันนี้ ถ้าตํารวจไม่ร้องขอ พนักงานอัยการก็เข้าไปช่วยอะไรไม่ได้

ประการที่ ๒ หลักการที่สําคัญที่สุดของการปฏิรูปตํารวจก็คือทําอย่างไร ให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นการที่ทําให้เกิดการกระจายอํานาจ การบริหารงานตํารวจไปสู่ระดับจังหวัดและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในกิจการตํารวจนี้ ผมคิดว่าเป็นปมที่สําคัญที่สุดที่จะทําให้ตํารวจกับประชาชนใกล้ชิดกัน การทํางานอย่างใกล้ชิดระหว่างตํารวจกับชุมชนจะทําให้หลักประกันเรื่องความยุติธรรม ในสังคมดีขึ้น จํานวนอาชญากรรมจะลดลงครับ จํานวนนักโทษในคุกจะลดลงครับ และงบประมาณด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมก็จะลดลงไปด้วยครับ ตํารวจ ที่เคยคุมหวย ซ่อง บ่อนยาบ้าและกิจกรรมเศรษฐกิจผิดกฎหมายจํานวนมากก็ทําได้ ยากกว่าเดิมครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภา ปฏิรูปแห่งชาติ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภา ปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ รายนามที่เหลืออยู่นะคะ ท่านวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ท่านกงกฤช หิรัญกิจ ท่านริฟาริด ระเด่นอาหมัด ท่านอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ท่านธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ และท่านเทียนชัย ปิ่นวิเศษ นะคะ ต่อไปดิฉันขอเชิญท่านวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ค่ะ

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ นะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอให้กําลังใจคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประธานเพื่อนรุ่นเดียวกันนะครับ ถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกกลุ้มใจ บทบัญญัติที่เกี่ยวกับคนพิการ ผมก็ให้กําลังใจนะครับ ท่านประธานต้องเข้าใจนะครับ แม้แต่เรื่องสหกรณ์นี้ไปอยู่ตอนท้ายไม่อยู่ตอนหน้า ผู้ทํางานสหกรณ์เขายังไม่สบายใจเลยครับ ส่วนของผมมันเป็นอีแอบย้อนยุคครับท่านประธาน เดิมเป็นบทหลัก เรื่องคนพิการ ปี ๒๕๔๐ เป็นบทหลักอยู่ในมาตรา ๕๕ ว่าผู้พิการทุพพลภาพมีสิทธิได้รับสิ่งอํานวยความสะดวกอันเป็น สาธารณะ และความช่วยเหลืออื่นใดนะครับ ปี ๒๕๕๐ ต่อสู้เปลี่ยนคําว่า ได้รับ มาเป็นเข้าถึง และใช้ประโยชน์ได้นะครับ เพราะว่าได้รับแล้วใช้ประโยชน์ไม่ได้ เหมือนเอกสารที่กอง อยู่หน้าผมนี้นะครับ มันก็ไม่มีประโยชน์นะครับท่านประธาน มันต้องเข้าถึง ใช้ประโยชน์ได้ มันจึงมีประโยชน์ แต่พอมาปีปัจจุบันนะครับท่านประธาน มันไปเป็นอีแอบอยู่ในมาตรา ๔๖ วรรคสาม เรื่องสิทธิครอบครัว อีแอบไม่พอยังย้อนยุคไปปี ๒๕๔๐ นะครับ ผมส่งเอกสาร ให้แล้วนะครับ ผมจึงเสนอให้ยุบยกเลิกมาตรา ๔๖ วรรคสาม อันนี้ผมทวนต้นก่อนนะครับ มาตรา ๔๖ วรรคสาม มาตรา ๕๙ และมาตรา ๖๑ เพราะมันสามารถเขียนรวมไปด้วยกันได้ แล้วก็ให้แสดงออกถึงหลักประกันการเป็นสังคมสําหรับทุกคนนะครับ มาตรา ๕๙ ก็สามารถเขียนขึ้นมาได้เลยนะครับ ประธานครับ ว่าพลเมืองมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ จากสภาพแวดล้อมอันเป็นสาธารณะไม่ว่าอาคารสถานที่ การขนส่ง เทคโนโลยีการสื่อสาร ข้อมูลข่าวสาร แล้วก็บริการสาธารณะ สิ่งอํานวยความสะดวก การช่วยเหลืออื่นใด ที่สมเหตุสมผล แล้วก็รวมทั้งสวัสดิการเอย การช่วยเหลืออื่นใดเอยตามที่กฎหมายกําหนด ทั่วถึง เท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ผมว่าเป็นหลักประกันที่ชัดเจนครับท่านประธาน แล้วก็ดึง ทั้งกลุ่มเด็กคนพิการ ผู้สูงอายุ มาเป็นพลเมืองกับเขาครับ ไม่ต้องจับแยกไปเป็นอีแอบในสิทธิ ของครอบครัวครัวท่านประธาน ผมขอเสนอให้ท่านได้พิจารณาด้วยนะครับ ถ้ายอมรับหลักนี้ ท่านประธานครับ มาตรา ๙๑ ก็เสนอต่อนะครับ มาตรา ๙๑ นี้พูดถึงแต่ว่ารัฐต้องจัดให้ ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณะเท่านั้น ผมว่าไม่พอครับ ต้องจัดให้เข้าถึงสภาพแวดล้อม อันเป็นสาธารณะและจึงค่อยบริการสาธารณะ และสิ่งอํานวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะด้วยก็ได้ครับ ท่านประธาน แล้วก็ตามด้วยการช่วยเหลืออื่นใดที่สมเหตุสมผล ซึ่งผมได้อธิบายค่อนข้าง ละเอียดมาแล้วในวันแรกนะครับ อันนี้ก็เป็นการต่อเนื่องนะครับท่านประธานครับ แล้วก็เชื่อมโยงมาสู่หมวดปฏิรูปครับ หมวดปฏิรูปก็เช่นเดียวกันครับ มาตรา ๒๙๕ (๒) ผมขอเสนอ ให้ตัดตั้งแต่ พัฒนาระบบดูแลต่อเนื่องอะไรนั่นนะครับ ผมว่าอย่าไปดูแลต่อเนื่องอะไรเลยครับ ก็พัฒนาระบบ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการครับ จะปฏิรูปทั้งทีต้องพัฒนาระบบ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คนชายขอบแล้วก็ผู้ด้อยโอกาส คือต้องพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการครับ แล้วก็เน้นลงไปเลยเรื่องการศึกษาพิเศษ เพราะกลุ่มนี้ต้องการการศึกษาพิเศษ เพราะการศึกษาทั่วไปไม่ได้เน้นถึงเรื่องนี้ผมเข้าใจครับ ไม่ได้เน้นถึงเรื่องคนพิการมันก็ไปแล้ว ตั้ง (๑๒) ครับ เอามาไว้ที่นี่ก็ไปได้ครับ แล้วที่อยู่อาศัยก็ว่าไปครับ แล้วก็สภาพแวดล้อม เป็นสาธารณะก็ใส่เข้าไปด้วยครับ เพราะว่ามันต้องเร่งออกกฎหมายที่จะทําอย่างไร ที่เราจะทําให้สิ่งแวดล้อมเป็นสาธารณะที่ทุกคนจะเข้าถึงใช้ประโยชน์ได้ เมื่อเรากําลังจะ ก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุ อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องสําคัญที่ต้องเร่งปฏิรูป และการที่จะทําให้เข้าถึง มันต้องขจัดการปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการปฏิบัติไม่เกี่ยวกับกฎหมายเพราะว่า กฎหมายมันมีรัฐธรรมนูญอื่นรองรับอยู่แล้ว อันนี้ต้องมีกฎหมายออกมารองรับระบบขจัด การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลครับ แล้วก็ต้องปฏิรูปการคลังเพื่อสังคม ง่าย ๆ ที่สุดเลยครับ เปลี่ยนสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นสลากวิสาหกิจเพื่อสังคมเท่านั้นนะครับ แก้ได้สารพัดปัญหา แล้วก็สามารถเอาเงินมาสร้างเอสอี (SE) ทําให้คนลุกขึ้นมาช่วยตัวเอง สร้างอาชีพให้กับตัวเองแล้วเอาไปทําประโยชน์เพื่อสังคมครับ นอกจากนั้นเรื่องภัยพิบัติ ไม่มีใครพูดถึงเลยครับท่าน สังคมเราเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติมากครับ แล้วเวลามีภัยพิบัติทีไรคนพิการ ผู้ด้อยโอกาสหนักสุดครับ เพราะฉะนั้นจําเป็นต้องมีการปฏิรูปคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของ ผู้ที่ประสบภัยพิบัติแล้วก็เรื่องฉุกเฉินครับ คนหูหนวกครับ เจ็บป่วยฉุกเฉินมันต้องมีระบบ ที่จะเข้าไปช่วย ผมต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่อุตส่าห์ไปเปิดตู้ทีทีอาร์เอส (TTRS) อันนั้นก็เป็น ระบบหนึ่งที่จะทําให้คนหูหนวกเข้าถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องในส่วน ของคนพิการ ผมมีเวลาผมขอเข้าเรื่องทั่วไปครับ ท่านประธานครับ ผมสนับสนุนอย่างเต็มที่ว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องการสืบทอดงานไม่ใช่สืบทอดอํานาจครับ มันเป็นงาน งานที่เราจะต้องช่วยกันทําปฏิรูปให้บรรลุผล แต่ผมก็เห็นด้วยว่า สปช. สนช. ไม่ใช่อภิสิทธิ์ชนครับต้องเหมือนคนอื่นเพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยว่าคนที่จะเข้ามาอยู่ ในสภาปฏิรูปมีชุดเดียวครับ คือผู้ทรงคุณวุฒิการปฏิรูปด้านต่าง ๆ สปช. สนช. ท่านใดสนใจ ก็ไปสมัครเหมือนคนอื่นครับ ไม่ควรจะมีอภิสิทธิ์ชน มีโควตาต่างหาก เราควรจะเหมือนกันครับ เพราะเราเป็นสังคมสําหรับทุกคนครับ อันนี้ผมเห็นด้วยถ้าเราไม่สืบทอดแล้วใครจะมาทําครับ ในอดีตก็มีแล้วปัญหาทั้งนั้น และผมเห็นด้วยครับว่าเมืองไทยเราจะต้องเอาใจใส่จริง ๆ ในการลดข้าราชการครับ เหมือนที่คุณหมอพลเดชเสนอ ซึ่งแนวปฏิบัติในรัฐธรรมนูญนี้ ก็มีอยู่แล้วครับ เราต้องเร่งให้ระดับชาติเป็นเรกกูเลเตอร์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข มาเป็นเรกกูเลเตอร์เสีย ตัวบริการทั้งหลาย โรงพยาบาลเอย โรงเรียนเอย ท้องถิ่นเอย เอกชนเอยหรือหน่วยงานของรัฐอื่นเอยเอาไปทําครับ ให้แยกเสียครับ เรกกูเลเตอร์กับ โอเปอเรเตอร์ (Operator) แล้วก็สนับสนุนเป็นเปอร์ เฮด (Per head) เมื่อสนับสนุนเป็น เปอร์ เฮดเหมือนอารยประเทศที่เขาทํากัน เราจะลดงบบริหารลงได้อย่างมหาศาล แล้วเรา สามารถที่จะยุบรวมกระทรวงอีก ๔ กระทรวงเข้าเป็น ๑ กระทรวงเหมือนเดิมได้เลยครับ เราสามารถเอากระทรวงวัฒนธรรมและการกีฬา กระทรวงศึกษาธิการกลับมาอยู่ด้วยกัน แล้วก็ยังดึงแรงงานกลับเข้ามาอยู่ด้วยกันได้เหมือนประเทศอังกฤษครับ เพราะว่าเมื่อมันเป็นเรกกูเลเตอร์แล้วมันไม่ใหญ่ครับท่านประธาน แต่ที่มันใหญ่มันต้อง โอเปอเรเตอร์ ในเมื่อโอเปอเรเตอร์เราถ่ายโอนลงไปแล้ว เขาก็จะสามารถทํางานแล้วก็จะมี คนกํากับมาตรฐาน ผมขอให้กําลังใจกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเอาใจใส่เรื่องนี้ให้ดีเลย นะครับว่าเรกกูเลเตอร์ โอเปอเรเตอร์ เราต้องเอาจริงเอาจริงครับ แล้วก็โอเปอเรเตอร์ ก็พยายามถ่ายให้เอกชนทําให้มากที่สุดนะครับ ท้องถิ่น ถ้าเอกชนเขาทําได้ก็กรุณาให้เขาทํา แต่ถ้าเอกชนทําไม่ได้ ท้องถิ่นก็ทําไป แต่ส่วนกลางควรจะเป็นเรกกูเลเตอร์เท่านั้นครับ เราก็จะไม่เห็นกระทรวงใหญ่โตครับ แล้วการเมืองก็จะไม่มาแย่งกันที่ส่วนกลางครับท่านประธาน เพราะเงินก้อนใหญ่จะไปอยู่ที่ท้องถิ่นครับท่านประธาน ส่วนกลางก็จะเป็นการขับเคลื่อน นโยบาย แล้วเราก็จะเห็นว่าการบริหารประเทศไม่ควรจะอยู่ที่นักการเมืองเท่านั้นครับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กรรมการนโยบายทั้งหลายช่วยได้ทั้งนั้นครับท่านประธาน เราอย่าไปคิดว่าการปกครองประเทศนี้ต้องอยู่ในมือการเมืองเท่านั้น การปกครองประเทศนี้ มันต้องร่วมช่วยกันทําครับ

อีกเรื่องหนึ่งครับ ก่อนจะไปเรื่องอื่นครับ ผมก็ไม่รู้ใครโทรมาห้ามผมพูดครับ ท่านประธาน ผมว่าเรื่องบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น ผมอยากตั้งข้อสังเกตนะครับ เราอย่าไปรวมศูนย์ เลยครับ ผมกลัวมีปัญหาเหมือนกระทรวงศึกษาธิการครับท่านประธาน ตอนนี้ผมเข้าไป อยู่กับปฏิรูปการศึกษา เราจะทําอย่างไร เราจะให้การบริหารงานบุคคลไปอยู่ที่โรงเรียนครับ ท่านประธาน เพราะว่าเมื่อบริหารงานบุคคลมารวมอยู่ตรงกลางนะครับท่านประธาน โรงเรียนมีปัญหาครับ ไม่รู้ใครย้ายใครมา แล้วก็ย้ายกันอุตลุด มาทําที่เราชั่วคราว ได้โอกาส ย้ายไปที่อื่น วิ่งเต้น ไม่รู้ยัดเงินหรือเปล่า ผมไม่ทราบนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอตั้งข้อสังเกต นะครับ บริหารงานบุคคลอย่ารวมศูนย์ครับ ให้แต่ละท้องถิ่นเขามีอิสระบริหารงานบุคคล แล้วพยายามอย่าใช้ระบบข้าราชการครับ แต่ให้เป็นพนักงานราชการ ซึ่งเป็นแนวโน้มของ การเปลี่ยนแปลง แล้วมันควรจะไปเช่นนั้นครับ ถ้าเรายังกลับสู่ระบบข้าราชการ เราจะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกงกฤช หิรัญกิจ ค่ะ

นายกงกฤช หิรัญกิจ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายกงกฤช หิรัญกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านเศรษฐกิจ ก่อนอื่นต้อง ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้บรรจุให้มีภาค ๔ ว่าด้วยการปฏิรูป เพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความปรองดองในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก ซึ่งจะเป็น การแก้ปัญหาโครงสร้างของสังคมไทยที่มีความขัดแย้งกันต่อเนื่องมากว่า ๑๐ ปี และมีแนวโน้ม ฝังรากลึก ก่อให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น การแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยการ ดําเนินการตามแนวทางการปฏิรูปที่กําหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ ผมคิดว่าจะทําได้ยากมาก ในภาวะปกติ และหากให้มีการเลือกตั้งโดยไม่บรรจุให้มีภาค ๔ ที่ว่าด้วยแนวทางการปฏิรูป ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ก็คงจะคุกรุ่นกลับขึ้นมาอีกนะครับ ผมจึงขอสนับสนุนและยืนยัน ที่จะต้องบรรจุแนวทางการปฏิรูปไว้ในรัฐธรรมนูญ และต้องทําให้สําเร็จให้ได้ด้วย ยิ่งเสร็จเร็ว เท่าไร ปัญหาโครงสร้างความขัดแย้งที่มาจากความเหลื่อมล้ําและไม่เป็นธรรมก็จะหมดไป หรือเบาบางลงในที่สุด ประเทศก็จะเดินไปข้างหน้าได้

ท่านประธานครับ คําถามต่อมาคือเมื่อเราบรรจุรายละเอียดของแนวทาง การปฏิรูปแล้วเราจะหาใครมาเป็นคนขับเคลื่อนขบวนการปฏิรูปนี้ให้ไปสู่จุดมุ่งหมาย ผมคิดว่า น่าจะเป็นคณะหรือกลุ่มบุคคลจํานวนไม่มากนัก เป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป และให้มีการสรรหาผู้อํานวยการบริหารขับเคลื่อนการปฏิรูปมาทําหน้าที่คล้าย ๆ ซีอีโอ (CEO) ขององค์กรการขับเคลื่อนนี้ หากพิจารณารูปแบบก็คล้าย ๆ กับบทบัญญัติในเรื่อง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งให้วุฒิสภาเป็นผู้พิจารณา บุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

สาเหตุที่ผมเสนอให้เป็นลักษณะคณะกรรมการและมีผู้อํานวยการบริหาร การขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพนี้ก็เพราะเรามีแผนงานกรอบแนวทางการปฏิรูปไว้ค่อนข้าง ชัดเจนแล้วในมาตรา ๒๘๑ ถึงมาตรา ๒๙๖ ประกอบกับเอกสารของคณะกรรมาธิการวิสามัญทั้ง ๑๘ คณะ ยิ่งกว่านั้นใคร่ขอเสนอว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรานี้ก็ควรดําเนินการในเรื่อง การยกร่างกฎหมาย การแก้ไขโครงสร้างต่าง ๆ ในระหว่างนี้ที่ยังไม่มีการเลือกตั้งให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทําได้ด้วยตามมาตรา ๓๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงเวลาที่เหลืออีกเล็กน้อย นาทีเศษ ๆ ผมใคร่ขอเรียนเสนอซ้ําอีกครั้งหนึ่งถึงที่มาของสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๒๑ ว่า ผมเห็นความจําเป็นที่ควรให้สมาชิกวุฒิสภามีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ นอกเหนือจาก คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้เหมือนมีประตูอีกบานหนึ่งที่จะช่วยแก้ไข ปัญหาเยียวยาบ้านเมือง หากสมาชิกวุฒิสภามีอํานาจมากทั้งการเสนอร่างพระราชบัญญัติ การตรวจสอบ การแต่งตั้ง ถอดถอนบุคคลตามรัฐธรรมนูญ ผมจึงเห็นว่าควรให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้ง หากเป็นไปได้ควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเพื่อให้มีที่มาจากประชาชน และไม่มี ๒ ระบบ ซึ่งจะนํามาซึ่งปัญหาของความขัดแย้งในระหว่าง ส.ว. ได้ การเลือกตั้ง ก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งเพราะจะได้ ส.ว. ที่มีลักษณะคล้าย ส.ส. ส.ว. จังหวัด ยังต้องดูแลประชาชนในจังหวัด ซึ่งไม่ใช่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ผมจึงขอเสนอให้ใช้ ภาคที่กําหนดในมาตรา ๑๐๖ ทั้ง ๖ ภาคเป็นเขตเลือกตั้งเหมือน ส.ส. บัญชีรายชื่อ การเลือก ส.ว. โดยใช้ภาค ๖ ภาคเป็นเขตเลือกตั้งก็จะทําให้ได้ ส.ว. ที่แตกต่างจาก ส.ส. เขตพื้นที่และ ส.ว. ก็จะปฏิบัติหน้าที่ที่คํานึงถึงพี่น้องประชาชนทั้งประเทศมากกว่าเป็น ส.ว. ผู้แทน ของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ส่วนจะมีการกลั่นกรองหรือไม่กลั่นกรองไม่ติดใจครับ กระผม จึงขอกราบเรียนเสนอท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๒ ประเด็นด้วย ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านริฟาริด ระเด่นอาหมัด ค่ะ

นายริฟาริด ระเด่นอาหมัด

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ประเด็นสําคัญ ที่เรากําลังทํา ณ วันนี้คือเรื่องของการปฏิรูปประเทศไทย นี่คือภารกิจที่ใหญ่ที่สุดนะครับ หลายท่านได้นําเสนอประเด็นดี ๆ ที่น่าสนใจนะครับ สิ่งที่เราต้องทําก็คือเรื่องของการเตรียม ระบบกับโครงสร้างเพื่อให้เหมาะสมกับประเทศไทย แต่สิ่งที่สําคัญควบคู่กันก็คือการเตรียมคน ซึ่งก็อยู่ในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาส่วนหนึ่ง ถ้าเราไม่ได้เตรียมคนถึงแม้จะมีระบบที่ดี ทุกอย่างก็จะล้มทันทีเลย เพื่อนบ้านเราที่ดีที่สุดที่เราพยายามเลียนแบบ พยายามศึกษา คือประเทศสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์มีคนที่ดี ถามว่าเราจะเลียนแบบประเทศสิงคโปร์ ได้หรือเปล่า คําตอบคือ ได้ครับ ประเทศจีนสมัยที่เติ้งเสี่ยวผิงเริ่มสร้างประเทศ ท่านก็ไปดูงาน ที่ประเทศสิงคโปร์ แต่ท่านไม่ได้คิดจะทําให้ประเทศจีนทั้งประเทศเป็นสิงคโปร์ ท่านเลือก เพียงบางส่วนกําหนดเป็นพื้นที่พิเศษ ถ้าเราจําลองภาพตรงนี้ได้ ผมกําลังจะคิดว่าถ้าเราเลือก จังหวัดที่ดีสักส่วนหนึ่งที่มีความพร้อม แล้วก็ทําจังหวัดนั้นให้คล้ายประเทศสิงคโปร์ เราก็ต้องพยายามสร้างระบบขึ้นมาว่าจะทําอย่างไรให้ได้ผู้บริหารที่มีความสามารถแบบนั้น นั่นคือการเตรียมคนที่ดี สิ่งที่เราพยายามนําเสนอการได้มาของคนมักจะพูดถึงการเลือกตั้งอย่างเดียว ซึ่งผมมีความเชื่อมั่นว่านั่นไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด เรายังมีวิธีการสรรหา ซึ่งถ้าเราจัดระบบให้ดี มีคณะกรรมการสรรหาที่เหมาะสม แล้วก็มีคุณธรรมในการสรรหา แล้วก็มีเป้าหมายในการสรรหา คนที่ดีที่สุด ก็น่าจะได้ประโยชน์ ได้คนที่ถูกต้องเหมาะกับงานไม่แพ้การเลือกตั้งเลยครับ ทําไมบางหน่วยงานที่มีวิธีการแต่งตั้งและได้ผลดีกว่า เราไม่เคยเห็นภาคเอกชนเขามีการเลือกตั้ง เพื่อเตรียมคนเข้าสู่ตําแหน่งเลย ทําไมเขาจึงทําได้ ฝ่ายของทหารก็ไม่เคยมีการเลือกตั้งเลย แต่เขาเลือกคนได้เหมาะสมกับภารกิจตรงนั้น ตอนนี้คือสิ่งที่ผมชวนคิดว่าถ้าเราจะเริ่มต้น ปฏิรูปประเทศไทย ผมคิดว่าถ้าเราไม่ได้เตรียมคนให้ดีที่สุด สิ่งที่มันจะเกิดตามมาก็คือระบบ ที่ดีที่เราสร้างไว้วันนี้ อาจจะต้องล้มครืนในอนาคตที่ไม่ไกลเกินไป ผมจึงนําเสนอว่าวันนี้เราต้องให้โอกาสเรื่องของการศึกษาให้มากที่สุด ทําอย่างไรถึงจะสร้างคน ให้มีคุณภาพที่สุด ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา เรากําลังจะบอกว่าถ้าคนไทยไม่มีความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ ไม่มีเหตุ ไม่มีผล การตัดสินใจทุกอย่างใช้ความรู้สึก ซึ่งไม่มีคําตอบที่เป็นตัวเลข เป็นหลักการเป็น ทฤษฎีเข้ามารองรับเลย คําตอบสุดท้ายคือจะไม่มีความมั่นคง แล้วก็ไม่สอดคล้องกับ ข้อเท็จจริง เราจะต้องอาศัยขบวนการยุทธศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องต้องมีการวิจัยเพื่อให้ได้ คําตอบที่ดีที่สุด ณ วันนี้ก็ทํานองเดียวกัน บางเรื่องอาจจะต้องใช้ทฤษฎีที่เหมาะสม แล้วก็อาจจะต้องมีการวิจัยล่วงหน้าไปก่อน เพื่อหาคําตอบที่ดีที่สุดแล้วก็ตัดสินใจนะครับ ผมมีความเชื่อมั่นว่ารัฐธรรมนูญที่เรากําลังสร้างวันนี้ หลังจากจบวันนี้แล้วเราควรจะได้ คําตอบที่ดีที่สุด ที่เหมาะสมกับประเทศไทยนะครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ค่ะ

นายอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนท่าน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรียนท่านเพื่อน สปช. ทั้งหลาย ผม อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างมากที่ได้กรุณาให้โอกาส ผมมีเวลาอภิปรายในวันนี้ ผมเองนั่งร่วมประชุมกับทุกท่านมาตลอด ๗ วัน ด้วยความรู้สึกที่มี ศรัทธาต่อทั้ง ๒ ฝ่าย ผมศรัทธาต่อท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้มีความอดทน เสียสละทุ่มเททั้งพลังสมอง พลังกาย พลังใจ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา และในขณะเดียวกันผมก็ศรัทธากับเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่าน ที่ต่างแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะติติง ชี้แนะนําทางให้กับท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย ผมเองอยากจะ เรียนว่ามีโอกาสที่ได้ไปรับราชการในต่างประเทศนั้น ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับ ผู้คนในหลาย ๆ ประเทศ ชาวต่างประเทศนั้นส่วนใหญ่มีความประทับใจ มีความชื่นชม ในวัฒนธรรมประเพณี ในน้ําใสไมตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งไมตรีจิตของคนไทยต่อชาวต่างชาติ แต่เสียงส่วนใหญ่นั้นได้แสดงความวิตกกังวลแล้วก็เห็นใจประเทศไทยว่า ประเทศไทยเรานั้น น่าเสียดายมีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อม แต่ว่ามีปัญหาที่สําคัญก็คือมีความเบาบางมากในเรื่อง การรักษาวินัย แต่มีความเข้มข้นมากในเรื่องของการทุจริตมิชอบ และในขณะเดียวกันก็มี ความหย่อนยานในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งผมเองก็ต้องพยายามที่จะชี้แจงในหลายโอกาส เมื่อพูดถึงเรื่องการชี้แจงนั้นมีสิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจผมมาตลอดคือ ทุก ๆ ครั้งที่มีการปฏิวัติ รัฐประหาร คําถามจะพุ่งตรงมาเสมอว่าด้วยเหตุใด มีความจําเป็นเพียงไร เป็นการทําลาย ประชาธิปไตยหรือไม่ ผมเองในฐานะที่เป็นข้าราชการที่จะต้องปฏิบัติตามคําสั่ง ถึงแม้ใจ จะรับไม่ได้แต่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ชี้แจงอ้างถึงความจําเป็นต่าง ๆ ของสถานการณ์ในขณะนั้น ให้ต่างประเทศเขาเข้าใจให้เขาเห็นใจ แต่ในครั้งหลังนี้ผมกับมีความคิดอีกแบบหนึ่ง คือนับตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๖.๓๐ น. เป็นต้นมา ผมมีความรู้สึก ลึก ๆ ว่าผมรับได้กับการปฏิวัติรัฐประหารและการกําเนิดของ คสช. ในครั้งนี้ การที่ผมรับได้นั้น ไม่ใช่เป็นเพราะว่าจิตประชาธิปไตยของผมเสื่อมถอยลงไป แต่ผมคิดว่าสถานการณ์ ในขณะนั้นเราไม่มีทางออกแล้ว ถ้าลองว่าประเทศไทยเราถึงขั้นที่ทําลายล้างกันถึงชีวิต ทําลายล้างกันถึงซึ่งทรัพย์สินต่าง ๆ อย่างชัดเจนขนาดนั้น มันเป็นความจําเป็นที่จะต้องมี การแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้นะครับ ในวันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานอภิปรายในเรื่อง ที่เกี่ยวกับภาค ๔ ในเรื่องของการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ผมขออนุญาตเรียนว่า เมื่อพูดถึงสภาพปัญหาแล้ว วิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมล้วนเกิดจากปัญหาที่สั่งสมมาอย่างช้านาน โดยเฉพาะการที่สภาพสังคม เทคโนโลยี การสื่อสารต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่สังคมไทยกับไม่สามารถ ปรับเปลี่ยนตามสภาพที่เปลี่ยนไป วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นทําให้เกิดสภาพความแตกแยก ในสังคมทุกระดับ จนเป็นเหตุให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับ ต่างประเทศในเกือบทุกด้าน ซึ่งหากสภาพการดําเนินการเป็นเช่นนี้ประเทศชาติย่อมล่มสลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ ผนวกกับการใช้วาทกรรมต่าง ๆ อันนําไปสู่ ความแตกแยก บ่อนทําลายความสามัคคีในชาติ ฉะนั้นประเด็นสําคัญที่จะนําไปสู่ การดับวิกฤติของประเทศไทยคือการทราบสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาและความจริงใจในการร่วม แก้ปัญหา ถ้าหากพิจารณาจากร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในภาพรวมแล้วจะเห็น ได้ถึงความพยายามของท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในการที่จะบรรเทาวิกฤติ ของประเทศโดยนอกจากจะสร้างกลไกในการจัดโครงสร้างทางการเมืองในหมวดต่าง ๆ แล้วความพยายามดังกล่าวจะเห็นได้จากภาค ๔ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง โดยตั้งชื่อหมวด ๒ เพื่อดําเนินการดังกล่าวว่า การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้าง ความเป็นธรรม โดยเน้นการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ๑๕ ด้าน ตามมาตรา ๒๘๒ ถึงมาตรา ๒๙๖ ประเด็นที่จะนําเสนอก็คือประเด็นการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่จะมีผลเป็นการตอกย้ําปัญหาอื่นทุกปัญหาที่ประเทศไทย ต้องดําเนินการปฏิรูป

สิ่งหนึ่งที่เป็นแรงดลใจให้ผมพิจารณาในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมนั้น คือผมได้เห็นถึงตัวเลขสถิติของทางสํานักเลขาธิการสํานักงานงานศาลยุติธรรมได้เปิดเผยสถิติ ในปี ๒๕๒๗ ว่าถึงการคั่งค้างของการพิจารณาคดี เช่น ศาลชั้นต้นมีคดีค้างจากปีที่แล้วถึง ๑๘๑,๔๑๒ คดี รับคดีใหม่อีก รวมคดีทั้งหมด ๑,๔๖๗,๔๔๒ คดี ซึ่งทางศาลชั้นต้น ได้พิจารณาแล้วเสร็จไป ๑,๒๕๔,๓๙๘ คดี ในส่วนชั้นศาลอุทธรณ์นั้นมีคดีค้าง ๑๑,๐๘๐ คดี คดีรับใหม่ ๔๗,๘๔๓ คดี รวม ๕๘,๙๒๓ คดี ทางศาลอุทธรณ์ก็ได้พิจารณา และศาลอุทธรณ์ ภาคได้พิจารณาเสร็จไปแล้ว ๔๗,๐๐๐ กว่าคดี ศาลฎีกามีคดีค้างทั้งหมด ๓๒,๐๖๙ คดี แล้วเสร็จไป ๑๗,๑๖๕ คดี เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ามีปริมาณคดีที่เข้าสู่การดําเนินในชั้นศาล มีมากจนทําให้เกิดความล่าช้าในการดําเนินคดี รวมทั้งปัญหาการขาดการประสานงาน ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ทําให้เกิดปัญหาในเรื่อง ความเสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม ส่งผลให้เกิดปัญหามากมายในกระบวนการยุติธรรม ทั้งทางแพ่ง อาญาและปกครอง นอกจากนั้นที่เป็นปัญหาสําคัญอย่างยิ่งคือกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญาที่เกิดขึ้นในขั้นตอนของการบังคับโทษในระบบเรือนจําที่ทําให้ กระบวนการบังคับโทษไม่ได้ผล รวมถึงการป้องกันอาชญากรรมมิให้เกิดการกระทําความผิดขึ้น

สําหรับประเด็นการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมนั้น ผมขออนุญาต ท่านประธานอภิปรายในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เพราะเป็นกระบวนการ ยุติธรรมที่กระทบต่อปัญหาสิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกดําเนินคดี ซึ่งทั่วโลกให้ความสําคัญ ในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนหลักเสรีนิยม และหลักความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งถ้าหากพิจารณาจากกระบวนการดําเนินคดีที่เกิดขึ้นแล้ว จะเห็นขั้นตอนที่สําคัญ ๓ ประการ คือขั้นตอนการสอบสวนและฟ้องคดี ขั้นตอนการพิจารณาและ พิพากษาคดี และขั้นตอนการบังคับโทษ ในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ก็จะมีปัญหาที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพมากน้อยต่างกันไป แต่สิ่งที่ประเทศไทยได้พัฒนา ไปอย่างมากแล้ว หลังจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ก็คือการออกบทบัญญัติทั้งหลายที่เป็นการคุ้มครองสิทธิต่าง ๆ เช่นการลดระยะเวลา ในการควบคุมตัวในชั้นพนักงานสอบสวนเหลือ ๔๘ ชั่วโมง หากมีความจําเป็นต้องมีตัวไว้ ในการสอบสวนต่อไป ต้องให้ศาลอนุญาตในการฝากขังเป็นต้น แต่สิ่งที่ควรจะได้เน้นควบคู่ ไปกับการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิก็คือจะทําอย่างไรให้ผู้บังคับใช้กฎหมายได้ตระหนักถึงสิทธิ และหน้าที่ต่าง ๆ เหล่านี้ โดยจะต้องเปลี่ยนมุมมองจากการใช้อํานาจให้เป็นการคุ้มครองสิทธิ เพราะประเด็นเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนนั้น ผู้บังคับใช้กฎหมายนอกจากต้องรู้ ต้องเข้าใจแล้วยังจะต้องผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามด้วย ซึ่งองค์กรทั้งหลายในกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นองค์กรศาล อัยการ พนักงานสอบสวน หรือองค์กรทนายความจะต้องให้ความสําคัญกับการเปลี่ยนมุมมองในการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิทั้งหลาย หากพิจารณาบทบัญญัติในมาตรา ๒๘๒ แห่งร่างรัฐธรรมนูญ แล้วจะเห็นได้ว่าท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ให้ความสําคัญโดยบัญญัติ เป็นเรื่องแรกในการปฏิรูปด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน (๘) เกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้าง และอํานาจหน้าที่ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับอํานาจ ในการสอบสวน ซึ่งเป็นต้นทางแห่งกระบวนการยุติธรรมว่าจะมีกลไกในการบริหารองค์กร อย่างไรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปราบปรามอาชญากรรมควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพอย่างแท้จริง ประเด็นเกี่ยวกับอํานาจในการสอบสวนฟ้องร้องนี้ประเทศไทยน่าจะมี การพัฒนาให้เป็นระบบสากล กล่าวคือการสอบสวนฟ้องร้องเป็นกลไกที่สําคัญที่พนักงาน สอบสวนและพนักงานอัยการต้องร่วมกันในการสอบสวน มาตรา ๒๒๘ วรรคสาม แห่งร่างรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติให้การสอบสวนคดีอาญาที่สําคัญให้พนักงานอัยการมีอํานาจสอบสวนร่วมกับ พนักงานสอบสวน ผมคิดว่าการปฏิรูปอย่างจริงจังจะเป็นทางออกของประเทศที่ดี ปัญหาที่ ประเทศไทยเผชิญตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาก็คือการไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง การคงไว้ซึ่งอํานาจ หรือกระทั่งการขยายอํานาจ รวมทั้งการไม่มีการประสานงานกันระหว่าง องค์กรต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม ผมขออนุญาตย้ํานะครับว่าไม่มีการประสานงานกัน อย่างแท้จริงระหว่างองค์กรต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม การไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองปัญหา ทําให้เกิดภาวะความไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทําให้การปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรมยิ่งทวีความสําคัญมากยิ่งขึ้น ปัญหาต่าง ๆ ที่แม่น้ําทั้ง ๕ สาย ต่างได้นําเสนอขึ้นมา จึงไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเพิ่งพบปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาที่หมักหมมและถูกเมินเฉยมาช้านาน การไม่อนาทรร้อนใจในปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกด้านจึงยิ่งเป็นการเสมือนหนึ่งเติมเชื้อเพลิง แห่งความขัดแย้ง และยิ่งยากแก่การนําไปสู่ความปรองดองเพื่อความสงบสุขของประเทศ ฉะนั้นการปฏิรูปอย่างจริงจังจึงเป็นทางออกของประเทศไทยเท่านั้น

สําหรับข้อเสนอแนะ เนื่องจากประเด็นปัญหาที่สําคัญของกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญาที่ผ่านมาคือนอกจากความไม่ไว้ใจในกระบวนการยุติธรรมแล้ว การเลือกปฏิบัติ กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า รวมทั้งปริมาณคดีที่มีจํานวนมาก การลงโทษโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมูลเหตุจูงใจในการประกอบอาชญากรรมล้วนนําไปสู่กระบวนการยุติธรรม ที่ขาดประสิทธิภาพ ตลอดจนปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจําและการใช้งบประมาณที่สูง ในกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเพื่อให้ประเด็นการปฏิรูปกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรมเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผมคิดว่าเราน่าจะให้ความสําคัญกับ ๓ ประเด็น ดังต่อไปนี้ ๑. การป้องกันอาชญากรรม ๒. การลดปริมาณคดี และ ๓. การปฏิรูประบบ การบังคับโทษ

ในส่วนที่ ๑ เกี่ยวกับการป้องกันอาชญากรรม ปัญหาอาชญากรรมทั้งร้ายแรง และไม่ร้ายแรงมักเกิดจากพฤติกรรมการไม่เคารพกฎหมายของประชาชน และการปล่อยปละละเลย ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ดังนั้นเพื่อเน้นย้ําภารกิจของรัฐในด้านการป้องกันอาชญากรรม จึงควรมีการกําหนดมาตรการเชิงป้องกันอาชญากรรม โดยประเด็นเพื่อให้องค์กรตํารวจ เป็นองค์กรที่เอื้อต่อการรักษากฎหมายและอํานวยความยุติธรรมทั้งในเชิงป้องกัน และเชิงปราบปรามอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพ สมควรพิจารณาประเด็นในการปฏิรูป องค์กรตํารวจในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้นะครับ

๑. การปฏิรูปให้องค์กรตํารวจที่มีความโปร่งใสตรวจสอบได้มิให้ถูกแทรกแซง และประชาชนเข้าถึงโดยง่าย โดยประเด็นสําคัญของการปฏิรูปก็คือความโปร่งใสขององค์กร และการกระจายการบริหารไปยังพื้นที่มากขึ้น

๒. การคงการปฏิบัติภารกิจหลัก และการถ่ายโอนภารกิจอื่นไปยังองค์กรอื่น ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยที่ปัจจุบันองค์กรตํารวจมีภารกิจและหน้าที่ครอบคลุมประเภทงาน จํานวนมาก ทั้งที่ควรมุ่งเป้าไปที่การบังคับใช้กฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับการรักษาความสงบ เป็นหลัก และควรโอนงานบางอย่างไปหน่วยงานที่ชํานาญการเฉพาะดังที่เคยดําเนินการ มาแล้ว เช่น งานทะเบียน ใบขับขี่ ที่โอนไปยังกรมการขนส่งทางบก เป็นต้น

๓. การปรับปรุงระบบบุคลากรเพื่อให้ได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ โดยประเด็นหลักอยู่ที่การปฏิรูประบบการเข้าสู่ตําแหน่ง การเลื่อนตําแหน่งที่ไม่มี หลักธรรมาภิบาล

๔. การมีส่วนร่วมของประชาชน โดยองค์กรควรได้รับความร่วมมือจากประชาชน เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดกับประชาชน เข้าถึงง่าย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานยิ่งขึ้น

๕. การเป็นองค์กรที่โปร่งใส ถูกตรวจสอบได้ และ

๖. การปรับปรุงระบบการสอบสวนให้เป็นสากล โดยการทําให้งานสอบสวน มีความเป็นอิสระโดยไม่ถูกแทรกแซงจากสายการบังคับบัญชาของตํารวจ

ประเด็นที่ ๒ ที่มีความสําคัญคือการลดปริมาณคดี เมื่อมีการกระทําความผิด เกิดขึ้นแล้วภารกิจที่สําคัญของรัฐในการอํานวยความยุติธรรมคือการดําเนินคดีเพื่อการบังคับ ใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพและคุ้มค่างบประมาณ โดยควรจัดให้มีมาตรการหันเหคดี ไม่ว่าคดีแพ่ง คดีอาญา โดยการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ โดยคํานึงถึงประโยชน์ ที่จะได้รับจากการดําเนินคดี ซึ่งได้แก่ การไกล่เกลี่ยในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ จนกระทั่งชั้นศาล ในชั้นการสอบสวนฟ้องร้องรัฐควรส่งเสริมให้มีการหาสาเหตุของการ กระทําความผิดเพื่อใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการป้องกันอาชญากรรมและการพิจารณาว่าควรมี การฟ้องร้องในชั้นศาลหรือไม่ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมในชั้นก่อนฟ้อง กล่าวคือในชั้น พนักงานสอบสวนควรมีมาตรการในการไกล่เกลี่ยคดีและในชั้นพนักงานอัยการควรมี มาตรการชะลอการฟ้อง โดยจัดให้มีมาตรการในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อํานาจ ให้เหมาะสมเพื่อให้เกิดการรับผิดชอบต่อการใช้อํานาจด้วย นอกจากนั้นในทุกองค์กร ในกระบวนการยุติธรรมควรจัดให้มีทักษะในการไกล่เกลี่ยคดี โดยเฉพาะในชั้นพนักงาน สอบสวนและพนักงานอัยการ โดยควรมีบทบาทในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยคดีมากกว่า เป็นผู้ฟ้องร้องคดี โดยควรจะฟ้องร้องคดีเมื่อมีประโยชน์ในเชิงการป้องปรามอาชญากรรม เท่านั้นสําหรับการพิจารณาพิพากษาคดีควรมีการนําวิทยาการทางด้านอาชญาวิทยา โดยเฉพาะการพิจารณาสาเหตุ มูลเหตุจูงใจในการกระทําความผิดเพื่อประกอบการดําเนิน คดีอาญาในทุกระดับ หากต้องลงโทษก็จะได้ลงโทษได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งการนําไป ประกอบการฟื้นฟูผู้ต้องขังได้ด้วย

ความสําคัญระดับที่ ๓ คือการปฏิรูประบบการลงโทษ การบังคับโทษอาญา ในประเทศไทยในระบบเรือนจํามีปัญหาที่ต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เกิดผลอย่างจริงจัง ในการฟื้นฟูผู้กระทําความผิดเพื่อป้องกันไมให้มีการกระทําความผิดซ้ํา โดยปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างเรื้อรังก็คือปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจํา ทั้งผู้ต้องขังระหว่างดําเนินคดีที่ฝากขังไว้ระหว่าง พิจารณาคดีและผู้ต้องขังเด็ดขาด จนกระทั่งไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ําในการ ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังได้อย่างแท้จริง ผมขออนุญาตเรียนเป็นข้อมูลเสริมว่าจากสถิติ ณ วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๘ สถิติของผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศ ผู้ต้องขังชายมีทั้งสิ้น ๒๑๗,๑๔๕ คน ผู้ต้องขังหญิงมี ๓๙,๔๒๘ คน รวมทั้งสิ้นเรามีผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจํา ๒๕๖,๕๗๓ คน จํานวน ผู้ต้องขังดังกล่าวเป็นจํานวนที่มีขึ้นหลังจากที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งแม้จะมีจํานวนลดลงแต่ก็ยังเกินกว่าศักยภาพที่เรือนจําจะกักขังได้

มีอีกปัญหาหนึ่งเมื่อพูดถึงปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจํา ก็คือปัญหาผู้ต้องขัง ล้นเรือนจํากระทบต่อผู้ต้องขังหญิงกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ ก็คือผู้ต้องขังหญิง โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิง ที่มีลูกเล็กตั้งครรภ์เข้าไป ไปคลอดลูกในเรือนจําและต้องมาเลี้ยงอยู่ในเรือนจํา ซึ่งปัญหานี้ กระทบต่อทั้งอนาคตของผู้ต้องขังหญิง ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพและอื่น ๆ ต่างจากผู้ต้องขังชาย และมีผลกระทบต่อลูกเล็กซึ่งต้องอยู่ในเรือนจําด้วย ผมอยากจะเรียนว่าจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาในเรื่องผู้ต้องขังหญิงนั้น แม้ว่าจะได้รับ การแก้ไข เริ่มต้นโดยพระวิริยะอุตสาหะและความเอาพระทัยใส่ของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า พัชรกิติยาภา ที่ทรงใฝ่พระทัยในการแก้ปัญหานี้ด้วยพระองค์เองในหลายเรือนจําที่เป็น ต้นแบบ และได้มีความพยายามที่จะโน้มน้าวให้ประเทศต่าง ๆ โดยผ่านทางองค์การ สหประชาชาติให้พิจารณาในเรื่องนี้เป็นพิเศษ เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจว่าในที่สุดแล้วองค์การ สหประชาชาติได้ให้การยอมรับ โดยที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ ๖๕ ได้ให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ต่อข้อกําหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ในเรือนจํา และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสําหรับผู้กระทําความผิดที่เป็นหญิง โดยมีชื่อเรียก เพื่อเป็นเกียรติกับประเทศไทยว่า ข้อกําหนดกรุงเทพ หรือ บางกอก รูลส์ (Bangkok rules) ซึ่งเรื่องนี้ข้อกําหนดกรุงเทพฯ นั้น ผมขออนุญาตเรียนว่ามีลักษณะเป็นซอฟต์เทน ลอว์ (Soften law) ที่ประเทศต่าง ๆ พึงนํามาปฏิบัติ ท่านประธานขอประทานโทษครับ ผมได้ ๒๐ นาที ใช่ไหมครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ท่านหมดแล้วค่ะ

นายอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์

๒๐ นาทีแล้วหรือครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

๒๐ นาทีค่ะ

นายอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์

โอเคครับ ผมขออนุญาตอีก ๒ นาทีครับ ดังนั้น ในการแก้ปัญหาอื่น ๆ ก็ควรมีการกําหนดให้เกิดขึ้นเพื่อลดปริมาณผู้ต้องขังในเรือนจํา โดยมาตรการเหล่านี้ เช่นการใช้มาตรการเบี่ยงเบนการลงโทษจําคุก การกําหนดให้มีโทษ ประเภทอื่นที่มิใช่การจํากัดเสรีภาพ เช่นให้ทํางานในที่สาธารณะหรือบริการสังคม และการกําหนดให้มีโทษคํานึงถึงฐานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทําผิดด้วย ผมขอเสริมท้าย อีกครึ่งนาทีว่าในส่วนที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคนั้น ผมต้องขอบคุณท่านประธานเสรี ที่ท่านมีความสนใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นสําคัญ จากร่างรัฐธรรมนูญนั้น ทางท่านคณะกรรมาธิการก็ให้ความสําคัญในเรื่องสิทธิของผู้บริโภคเป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งผมทราบมาว่าได้นําความพึงพอใจและดีใจให้กับบรรดาประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ขอบพระคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเหลือสมาชิกอีก ๒ ท่านสุดท้าย ซึ่งท่านได้แจ้งความประสงค์ที่จะขอ อภิปรายเป็น ๒ ท่านสุดท้าย ท่านธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ค่ะ ขอเชิญค่ะ

นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ผม ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ผมมีเวลาเพียง ๕ นาทีครับท่านประธาน ผมคงเข้าประเด็น เลยครับ

ประเด็นที่ผมจะอภิปรายเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับการปฏิรูปด้านการปกครอง ท้องถิ่นในมาตรา ๒๘๕ ใน (๑) ได้กําหนดให้มีการจัดทํากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้มี องค์การบริหารเต็มรูปแบบทั้งจังหวัด ในประเด็นนี้ผมขอสนับสนุนฐานความคิดดังกล่าว ด้วยเหตุผลก็คือว่าเราต้องยอมรับนะครับว่า ในมาตรา ๒๘๕ นี้เป็นมาตราที่รองรับทิศทาง ของการกระจายอํานาจในโครงสร้างที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กําหนดที่มาที่ไปของการเมือง แบบประนีประนอม เมื่อการเมืองแบบประนีประนอม จําเป็นครับที่โครงสร้างระดับพื้นที่ ต้องมีความเข้มแข็งและแข็งแรงที่จะรองรับการจัดบริการประชาชนก็ดี การเข้าถึงบริการ ประชาชน รวมไปถึงการพัฒนา ดังนั้นในประเด็นนี้ผมอยากจะสนับสนุนว่าสิ่งที่มันจะเกิดขึ้น ในอนาคตและมันจะเป็นพัฒนาการที่ดี ก็คือว่า

ประการที่ ๑ อํานาจการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนนั้นจะยุติที่ระดับ จังหวัด

ประการที่ ๒ ความเข้าใจปัญหาในการที่มีการปรับให้พลเมืองไปทําหน้าที่ ในการบริหารงานบ้านเมืองนั้น ผมคิดว่าความเข้าใจปัญหา ความมีจิตสํานึกในความรับผิดชอบ ต่อชุมชนและท้องถิ่นของเขาเป็นสาระสําคัญ ที่เราต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้เกิดขึ้น ด้วยความสมบูรณ์ในระบบราชการส่วนภูมิภาค

ประการที่ ๓ เราต้องยอมรับความจริงว่าโครงสร้างที่มีราชการส่วนภูมิภาค บริหารราชการอยู่ในระดับพื้นที่นั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่ดี ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่มันมี จุดอ่อนในโครงสร้างของกระบวนการการมอบอํานาจจากราชการส่วนกลางไปให้ราชการ ส่วนจังหวัด ก็คือส่วนภูมิภาค เหตุผลดังนี้เราเคยได้ยินวาทกรรมหรือบทสนทนาของพี่น้อง ประชาชนที่พูดอย่างน้อยอกน้อยใจบอกว่าไปพบผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด ทําได้อย่างเดียวคือการรับเรื่องแล้วก็เสนอไปยังกระทรวงมหาดไทย และตอนหลังพูดหนักไป กว่านั้นอีกครับ บอกว่าถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นได้แค่นายไปรษณีย์นั้นแล้วประชาชนจะอยู่ อย่างไร ดังประเด็นทั้ง ๒ ประเด็นนี้ ผมคิดว่าความจําเป็นของการมีกฎหมายใน (๑) ของมาตรา ๒๘๕ นั้น เป็นความจําเป็นที่จะต้องกําหนดไว้เพื่อรองรับการกระจายอํานาจ ภายใต้บริบทของการเมืองแบบประนีประนอมที่เราได้มีการออกแบบโครงสร้างไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ในประเด็นที่ ๒ ครับ เป็นประเด็นที่เป็นกลไกขับเคลื่อนการกระจายอํานาจ นั่นก็คือกําหนดไว้ให้มีคณะกรรมการกระจายอํานาจแห่งชาติให้ทําหน้าที่ขับเคลื่อน การกระจายอํานาจ สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือว่าปัจจุบันก็มีครับท่านประธาน คณะกรรมการ กระจายอํานาจ แต่มันไม่มีประสิทธิภาพที่จะขับเคลื่อนการกระจายอํานาจ ดังนั้นผมเสนอ ขอให้มีการแก้ไขคําว่า คณะกรรมการกระจายอํานาจ ให้เป็น คณะกรรมการบริหาร การปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ เหตุผลก็คือให้มีหน้าที่ทั้งการออกนโยบาย กําหนดมาตรฐาน รวมไปถึงออกแนวทางปฏิบัติให้กับราชการส่วนท้องถิ่น เพราะประเด็น ๓ ประเด็นนี้ เป็นประเด็นกลไกขับเคลื่อนให้ราชการส่วนท้องถิ่นนั้นมีขีดความสามารถในการรองรับ การกระจายอํานาจ

ประเด็นสุดท้ายครับ เป็นประเด็นที่อยากจะสรุปว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีกลไกภาคพลเมืองไว้จํานวนมาก ซึ่งเป็นความห่วงใยที่ผมเองในฐานะที่เป็นผู้บริหารท้องถิ่น แล้วก็ทํางานในระดับจังหวัด ก็พบว่ากลไกสภาตรวจสอบภาคพลเมืองนั้นไม่ได้เป็นเรื่อง เลวร้ายที่จะให้ประชาชนตรวจสอบการปฏิบัติงานราชการของภาครัฐ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมมี ความวิตกกังวลซึ่งผมได้อภิปรายไว้ครั้งหนึ่งก็อยากจะย้ําอีกครั้งหนึ่งว่า ประเด็นที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตก็คือประเด็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาของชาตินั้นจะเป็นไปอย่างล่าช้า

ประเด็นที่ ๒ คือการขับเคลื่อนนโยบายการใช้จ่ายเงินของภาครัฐจะไป กระทบกับเศรษฐกิจของชาติอย่างแน่นอน

ใน ๒ ประเด็นนี้ผมเลยคิดว่าการจัดวางสภาพลเมืองเพื่อให้มีหน้าที่ตรวจสอบ นั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยนสถานภาพเป็นกลไกการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานที่มีอยู่ เราไม่อาจที่จะแก้ปัญหาซึ่งเป็นตัวอย่างที่ผมจะยกให้ฟังนะครับว่ากีฬาฟุตบอลเล่นกัน ๑๑ คน ไม่มีหรอกครับ เล่นไม่ดีเพิ่มคนเล่นลงไป เมื่อเล่นไม่ดีต้องเอาคนออกและเปลี่ยนคนใหม่เข้าไป ก็คือเติมภาคพลเมืองเข้าไปครับ ดังนั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่ผมอยากจะย้ําอีกครั้งนะครับว่า การจัดวางกลไกภาคพลเมืองไว้ในโครงสร้างกระบวนการตรวจสอบในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะไปกระทบกลไกการบริหารงานภาครัฐครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเทียนชัย ปิ่นวิเศษ ค่ะ เชิญค่ะ

นายเทียนชัย ปิ่นวิเศษ 🔗

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ผม เทียนชัย ปิ่นวิเศษ ผมในฐานะที่จะเป็นผู้อภิปราย คนสุดท้ายในภาคนี้ผมจึงใคร่ขอใช้สิทธินําทุกท่านเข้าสู่โลกมายาครับ มันถึงเวลาแล้วครับ ที่เราจะต้องส่งเสริมและเอาจริงในการปฏิรูปศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านสื่อภาพยนตร์ตาม มาตรา ๒๙๐ เรื่องการปฏิรูปด้านวัฒนธรรม โดยผมจะขอเน้นเรื่องสื่อภาพยนตร์ แล้วก็ขอให้ ภาพยนตร์นี้เป็นอีกเวทีหนึ่งหรือว่าช่องทางหนึ่งของการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยครับ ผมขออนุญาตนําเรียนอย่างนี้ครับว่าภาพยนตร์เป็นสื่อที่เป็นตัวอย่างของการปรองดอง หรือว่าการสมานฉันท์อย่างดีที่สุด ในภาพยนตร์ ๑ เรื่อง ท่านจะพบว่าจะประกอบด้วย งานลิขสิทธิ์ที่มากมาย บทภาพยนตร์ก็คืองานวรรณกรรม ดนตรีที่ประกอบภาพยนตร์ก็คือ งานดนตรีกรรม นักแสดงที่เล่นก็คือสิทธินักแสดง แล้วก็คอสตูม (Costume) หรือว่าสิ่งที่เขา ใช้แต่งตัวในภาพยนตร์ก็เป็นคอสตูม ดีไซน์ (Costume design) และเมื่อรวมกันแล้วมันก็คือ ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง มีท่านผู้รู้บางคนกล่าวว่าในปัจจุบันนี้มนุษย์ใช้สมองอยู่ ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือสมองที่อยู่ในกะโหลก อีกส่วนหนึ่งก็คือสมองที่อยู่นอกกะโหลก และเสมือน หนึ่งว่าปัจจุบันนี้มนุษย์ใช้สมองที่อยู่นอกกะโหลกมากกว่าอยู่ในกะโหลก ที่ผมพูดเช่นนี้ ต้องขออภัยถ้าหากว่าใช้คําที่ไม่สุภาพ ในปัจจุบันนี้ถ้าผมถามว่าวันนี้ท่านว่างไหมจะไปทานข้าว ด้วยกัน แทนที่ท่านจะคิด ท่านหยิบเครื่องอันนี้ขึ้นมา อันนี้คือสมองของเราอีกส่วนหนึ่ง เราต้องการรู้ข้อมูลเราถามอาจารย์กูเกิล (Google) อาจารย์กูเกิลก็บอกว่าข้อมูลนี้อยู่ที่ไหน อย่างไร ที่ผมพูดอย่างนี้ผมจะพยายามชี้ให้เห็นว่าภาพยนตร์เป็นสิ่งซึ่งบันทึกและจดจาร ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนะธรรม จารีตประเพณี ภาษา สิ่งต่างๆ เอาไว้รวมกัน แล้วเขา ก็เก็บเอาไว้ อันนี้คือสมองส่วนหนึ่ง ผมพยายามจะพูดเสมอครับว่าความจําเป็นและ ความสําคัญของงานภาพยนตร์ เมื่อประมาณ ๗-๘ ปีที่แล้วผมมีความภูมิใจครับ ถ้าเราจําไม่ผิด จะมีทูต ๓ ประเทศยักษ์ใหญ่แข่งกันที่จะพูดภาษาไทยว่าใครพูดได้ดีกว่ากัน พูดได้ถูกต้องกว่ากัน และหนึ่งในนั้นท่านทูตซึ่งเป็นประเทศที่มาจากประเทศมหาอํานาจ ท่านบอกว่าท่านเรียน ภาษาไทยมาจากการชมภาพยนตร์สี่แผ่นดิน อันนี้เป็นการชี้ให้เห็นครับว่าภาพยนตร์ มีอิทธิพลในการที่ส่งเสริมหรือว่าสอนให้เขารู้เรื่องภาษา สี่แผ่นดินเป็นงานวรรณกรรม เป็นงานภาพยนตร์ ซึ่งบันทึกและจดจารศิลปะ วัฒนธรรมภาษาที่ใช้ แต่ถ้าเราดูต่อไปเราจะเห็น การโต้แย้งระหว่างสมภารกร่างกับนายแกว่น สิ่งนี้จะชี้ให้เห็นว่าในสมัยนั้นกระบวนการ ทางความคิดทางการเมืองของคนยุคนั้นเขาเป็นอย่างไร เราเห็นภาพของขวัญ เรียม และภาษาที่เขาใช้ การแต่งตัวที่เขาใช้ สิ่งเหล่านี้ก็เช่นเดียวกันครับมันจดจารอยู่ในงาน ภาพยนตร์ทั้งสิ้น ประเทศไทยเราโชคดี เราร่ํารวยเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม เรามีความ หลากหลาย เราน่าที่จะใช้ความได้เปรียบเหล่านี้ส่งออกวัฒนธรรมของไทยหรือว่าเชิญชวน เขาให้มาถ่ายทําวัฒนธรรมไทยแล้วก็ส่งออกไป อย่าลืมว่าทุกครั้งที่มีคนมาถ่ายทําภาพยนตร์ ในประเทศไทย ถ้ายิ่งเขาไปฉายมากประเทศเท่าไร ถ้าเขายิ่งเอาไปฉายมากโรงเท่าไร นั่นแสดงว่าเรากําลังส่งหนังสือเชิญไปถึงเพื่อนชาวโลกให้มาเที่ยว ให้มาเยี่ยมเยือนประเทศไทย มากเท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ การปฏิรูปวัฒนธรรม การสร้างค่านิยมที่ดี มีความจําเป็น ต้องทําร่วมกับภาคเอกชน ผมเคยถูกปลูกฝังและได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์ ตอนเด็ก ๆ ผมเชื่อว่าทุกท่านในห้องนี้ทันครับ หลังจากที่เราดูภาพยนตร์หน้ากากเสือจบ ท่านผู้พากย์ ท่านก็จะบอกว่าคุณหนู ๆ อย่าลืมนะครับก่อนนอนให้ทําการบ้านแล้วก็แปรงฟันด้วย นี่มันซึมมาครับ แล้วก็ต่อไปเกาหลีเขาจะชี้เลยว่าดารานํากินข้าวเสร็จหรือว่าก่อนนอน ให้แปรงฟัน เขาจะแปรงฟัน เด็กซึมซับไป ภาพยนตร์ฮอลลีวูด (Hollywood) พระเอก นางเอก จะฟันสวยมากเลย นี่เขาแฝงอยู่ตลอด แล้วก็ญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดีที่เป็น ประเทศหนึ่งในการที่จะใช้ภาพยนตร์ในการเปลี่ยนทัศนคติของคน ญี่ปุ่นเคยชอบกีฬาเบสบอล แต่เขาใช้การ์ตูนสร้างจนคนมาหลงใหลในกีฬาซอกเกอร์ (Soccer) หรือฟุตบอล แต่การที่เรา จะเชิญชวนให้เข้ามาถ่ายทําภาพยนตร์หรือว่าใช้ประเทศไทยเป็นเวทีในการที่จะถ่ายทําเรา ต้องมีสิ่งที่จูงใจ ต้องมีสิทธิพิเศษ สิ่งหนึ่งที่ผมเสียดายครับ ประเทศไทยควรจะเป็นฐานของการ ถ่ายทําโปรแกรมที่ชื่อว่า เอเชียก๊อตทาเลนต์ (Asia got talent) แต่เราถูกสิงคโปร์แย่งไป เพราะขั้นตอนและเรื่องภาษี ถ้าเราสามารถที่จะให้สิ่งเหล่านี้กับเขาได้เอเชียก๊อตทาเลนท์ อยู่ที่เมืองไทยแล้ว และภาพยนตร์ที่อีกหลายๆ เรื่องที่จะมาทําถ่ายทําในเมืองไทย ถ้าหากว่า เขานําสิ่งดี ๆ ของประเทศไทยไปเผยแพร่ เราควรจะมีสิทธิพิเศษให้เขา อย่างตอนนี้ ที่อุบลราชธานีของพี่นิมิตของผม ก็ใช้เป็นซีน (Scene) หนึ่งในการถ่ายทําภาพยนตร์ เรื่องอาเล็กซานเดอร์ และ ณ ปัจจุบันนี้ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ของชาวอุบลราชธานีและของชาวโลกไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ มันถึงเวลาแล้วที่เรา จะต้องส่งเสริมและเอาจริงในการปฏิรูปวัฒนธรรมผ่านสื่อภาพยนตร์ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกที่แจ้งความประสงค์จะอภิปรายให้ความเห็น ร่างรัฐธรรมนูญในภาค ๔ หมวด ๒ คือการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรม ได้อภิปรายครบแล้ว ต่อไปดิฉันจะขอเชิญท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านประธาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้มอบหมายให้เป็นผู้ชี้แจงให้ข้อมูลเพิ่มเติม ๓ ท่านด้วยกัน ดิฉันขอเชิญท่านสมสุข บุญญะบัญชา ขอเชิญอาจารย์คะ

นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน สมสุข ค่ะ ดิฉันจะขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวกับสมัชชาพลเมืองซึ่งมีท่าน สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้พูดถึง ซึ่งข้อคิดเห็นหลายประการก็เป็นข้อคิดเห็นที่มีความสําคัญ ซึ่งเราคงจะรับความคิดเห็นหลาย ๆ ประการไปพิจารณาแล้วก็ไปดูว่าจะทําอย่างไรให้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามดิฉันขออนุญาตชี้แจงประเด็นสําคัญในเรื่องนี้ เพราะว่าในการอภิปราย ก็ยังอาจจะมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันอยู่บ้าง

ประเด็นแรกก็คืออยากจะเรียนว่าเรื่องสมัชชาพลเมืองที่ได้มีการเขียน ในรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ จริง ๆ แล้วเวลานี้การเชื่อมโยงโครงข่ายพลเมือง ในรูปแบบต่าง ๆ ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยในระดับต่าง ๆ เป็นจํานวนมาก มีการทําอยู่แล้ว มากมายกระจัดกระจายหลากหลายรูปแบบและจะเกิดมากขึ้น ๆ ประเด็นคือว่าการเชื่อมโยง มาเป็นสมัชชาพลเมืองนี้เป็นการยกระดับ สร้างความเข้มแข็งให้ระบบที่กระจัดกระจาย เหล่านี้สามารถมาจับตัวเอง เป็นพลังพัฒนาใหม่ที่มีความเข้มแข็งและสามารถที่จะทําให้เกิด การพัฒนาพื้นที่ระหว่างรัฐกับประชาชน เรากําลังพูดถึงการพัฒนาไปข้างหน้าที่รัฐและ ประชาชนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมีความใกล้เคียงกันในแนวทางการพัฒนามากขึ้น จริง ๆ แล้วรูปแบบสมัชชาพลเมืองไม่ใช่เป็นรูปแบบแปลกใหม่ ถ้าหากว่าท่านอดีตผู้ว่าฯ หรือว่าท่านที่ทํางานองค์กรท้องถิ่นทั้งหลาย เราก็จะเห็นว่าในพื้นที่มีเกิดขึ้นมากมาย เพราะฉะนั้นบัญญัติเรื่องสมัชชาพลเมืองมันเป็นเรื่องพัฒนาการแบบไทย ซึ่งดิฉันคิดว่า เราควรจะมีความภาคภูมิใจในเรื่องที่เรากําลังจะนําเสนอให้เกิดขึ้นและเป็นกลไกสําคัญ ในการที่จะปฏิรูปการพัฒนาสังคมไทย ซึ่งประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในระดับต่าง ๆ อย่างกว้างขวางและทั่วถึง ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่เราไปเอาจากใครมา แต่ถ้าหากประเทศไทย เริ่มมีกระบวนการสมัชชาพลเมืองดิฉันคิดว่าแนวทางนี้จะมีส่วนทําให้ประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย สปช. ๓๑/๒๕๕๘ เป็นพิเศษ สิริพร ๑๐๕/๒ เห็นว่าแนวทางนี้จะเป็นแนวทางที่มีประโยชน์ที่จะเชื่อมโยงภาคพลเมืองที่กว้างขวาง หลากหลายเต็มพื้นที่เข้ามาร่วมทํางานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งองค์กรท้องถิ่น หน่วยงาน พัฒนาและหน่วยงานรัฐ ท่านประธานและท่านสมาชิก สปช. ที่เคารพ เราจะต้องยอมรับว่า โลกเรากําลังเปลี่ยนแปลงไป พลวัตของโลกที่เปลี่ยนไปมหาศาลมาก ประชาชนปัจจุบันนี้ รับข่าวสาร มีความตื่นตัว เขาดูข่าวสารจากทีวีเครื่องเดียวกับเรา ฟังทุกอย่างเหมือนเรา ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ มันเป็นโลกยุคใหม่โดยสิ้นเชิง ประชาชนอยากเข้ามามีส่วนร่วม ประชาชนอยากมีสิทธิ ประชาชนอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอยากมีโอกาส เท่าเทียมกับคนอื่น แต่ถามว่าพื้นที่นี้อยู่ที่ไหน เรายังคงมีสังคมที่แตกต่างมากมายระหว่าง ระบบที่จัดการอยู่กับระบบของประชาชนที่อยู่ฐานรากทั้งหลาย ทั้งหมดนี้ทําให้ช่องว่าง อันมหาศาลเกิดกลุ่มองค์กรประชาชนมหาศาลมากโดยที่เขาตั้งกันเอง โดยที่เขาอยากแก้ปัญหา จัดการกันเองและโดยที่หน่วยงานต่าง ๆ ไปตั้งให้ เพราะฉะนั้นเราลองดูภาพในพื้นที่หนึ่ง ๆ จะมีกลุ่มองค์กรเยอะแยะไปหมดเลย แต่ละกลุ่มองค์กรก็จะโยงกับหน่วยโน้น หน่วยนี้ หน่วยนั้น ภาพคล้าย ๆ กับที่ท่านอาจารย์นครินทร์พูดเมื่อวานนี้ แต่นั่นเป็นเฉพาะหน่วยงานรัฐ อันนี้กลุ่มองค์กรที่มีอยู่จะกระจัดกระจาย อันนี้ขึ้นอยู่กับหน่วยนั้น อันนั้นขึ้นกับหน่วยนี้ เต็มพื้นที่ไปหมด โดยที่ไม่ค่อยประสานหรือเชื่อมโยงกัน และตรงนี้คือตรงที่เป็นปัญหา อยู่ที่ว่าเราจะให้การกระจัดกระจายอันนี้เป็นอย่างนี้ต่อไป หรือเราโยงพลังอันนี้เข้ามาเป็น พลังใหม่ของการพัฒนาร่วมกันและการพัฒนาพื้นที่ เมื่อปี ๒๕๕๑ ก็มีความพยายาม  ในแนวทางนี้สมัยที่ท่านอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ซึ่งท่านเสียชีวิตแล้วเป็นรองนายกรัฐมนตรีกับคุณหมอพลเดชเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านได้ร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน ขอเรียนตามตรงว่าในสมัยนั้นดิฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ยังค้านอยู่ลึก ๆ ว่าจะดีหรือเรามี พ.ร.บ. ออกมาให้กลุ่มที่กระจัดกระจาย ซึ่งเขาก็ทํางานกันตามสมควรโยงกันเข้ามาอยู่ในเวที เดียวกัน เป็นสภาองค์กรชุมชน แต่จากการที่ทํางานและเราได้มีการประเมินทั่วประเทศ โดยให้เขาประเมินตัวเอง ประเมินทุกองค์กรกลไกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราก็พบว่ามันมีการ เปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์มากมาย แค่สภาองค์กรชุมชนเป็นแค่เวทีโยงให้คนเข้ามาทํางาน ร่วมกันไม่ได้มีอํานาจอะไร เป็นแค่ยอมรับสิ่งที่ภาคประชาชนจะโยงกันเข้ามา เราก็พบว่า ในสภาองค์กรชุมชนเราไม่เห็นเรื่องว่าฝ่ายค้านจะไปซ่องสุมเพื่อจะให้ใช้สภานี้เป็นประโยชน์ เราเห็นว่าการที่ขบวนของกลุ่มคนมาโยงกันในพื้นที่อย่างระดับตําบล ๓๐ ๔๐ ๕๐ องค์กรโยงกัน มีการประชุมสม่ําเสมอ มีการคิดว่าจะทําอะไรร่วมกัน จัดการอะไรร่วมกัน ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้ ถ้าเราไปดูเราจะเห็นว่ากํานัน ผู้ใหญ่บ้านก็มานั่งอยู่ในนี้เต็มไปหมด กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ท้องถิ่น ท้องที่ พระ ครู หมอ ปราชญ์ก็ไปนั่งรวมกันอยู่ ถ้าเราปล่อยให้ประชาชนเขาสามารถ จัดการตัวเขาเอง ธรรมชาติของกระบวนการท้องถิ่นเขาจะค่อย ๆ เข้ามาหากันแล้วก็เข้ามาสู่ เวทีการพูดคุย เรามีการประเมินผลแล้วก็พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน เปลี่ยนแปลงไป ประชาชนปัจจุบันนี้ถ้าจะเสนองโครงการอะไรคุยกับท้องถิ่นได้ ท้องถิ่นก็มา นั่งประชุมกับชาวบ้าน มีแผนอะไรก็มานั่งคุยกัน ทําแผนร่วมกัน หน่วยงานทั้งหลายที่เคย ต่างคนต่างมาทําโครงการไม่รู้เรื่องเลยก็มานั่งร่วมประชุมด้วย ก็แปลว่าเวทีของพลเมือง ที่เกิดขึ้นสามารถจะเป็นตัวที่ช่วยเชื่อมโยงหน่วยต่าง ๆ ให้เข้ามานั่งทํางานและประสานกัน ระหว่างหน่วยงานกันเองจะไม่ประสาน เพราะว่าต่างคนต่างงบประมาณ ต่างคนต่างกฎกติกา แต่ถ้าหากว่าเขาสามารถที่จะมาโยงกับการทํางานในพื้นที่และประชาชนเริ่มเชื่อมโยงกัน ระบบต่าง ๆ ก็จะเชื่อมโยงกัน เพราะฉะนั้นผลของรูปแบบสภาองค์กรชุมชนซึ่งคล้าย ๆ กับ สมัชชาพลเมืองจะเห็นว่าเกิดขึ้นมากมายทั้งในความร่วมมือ ในการเมืองสมานฉันท์ ในการที่ทํา โครงการร่วมกัน การประหยัด การเอาโครงการนี้ก็ไปต่อโครงการนั้น การที่ประชาชนร่วมด้วย หน่วยงานนี้จ่ายบางส่วน หน่วยงานนั้นจ่ายบางส่วน การบริหารท้องถิ่นเป็นการบริหาร ท้องถิ่นที่ง่ายมาก ถ้าเราจะดูภาพนี่คือภาพการบริหารท้องถิ่นที่น่าจะเกิดขึ้นโดยท้องถิ่น ซึ่งอาจจะมีอํานาจจํากัด มีบทจํากัดแต่ว่าพลเมืองมีอํานาจ มีกลไกที่จะโยงเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ มากมายมหาศาล สมัชชาพลเมืองเป็นพัฒนาการในทิศทางเดียวกันแต่ว่ากว้างขวางขึ้น ใหญ่ขึ้นนะคะ แล้วก็ครอบคลุมระดับหลาย ๆ ระดับแล้วแต่บริบทของแต่ละพื้นที่ที่จะอยากทํา ให้เกิดขึ้นนะคะ สิ่งที่สําคัญสําหรับสมัชชาพลเมืองก็คือว่า กระบวนการของสมัชชา พลเมืองเองที่ให้ภาคพลเมืองเชื่อมโยงกันเข้ามามันเป็นกระบวนการสําคัญที่ทําให้เกิด พลเมืองที่เข้มแข็ง ถามว่าจะมีพื้นที่อะไรที่ไปรับประชาชนของเราจากทุกจุด ปัจจุบันเราจะมี โปรเจกท์ (Project) เยอะ โปรเจกท์ก็จะทําจุดนั้นบ้าง จุดนี้บ้าง เดี๋ยวทําเดี๋ยวเลิก เดี๋ยวอะไร ต่าง ๆ ประสานไหม ก็ประสานบ้างไม่ประสานบ้าง แต่ถ้าเรามีเวทีสมัชชาพลเมือง ซึ่งเครือข่ายกลุ่มองค์กรผู้คนทั้งหลายสามารถจะมานั่งคุยกันแลกเปลี่ยนกันได้ แล้วก็โยงกับ หน่วยงาน หน่วยงานพื้นฐานที่สุดก็คือหน่วยงานท้องถิ่นซึ่งคงต้องทํางานร่วมกัน เป็นพลัง ร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นระหว่างรัฐกับประชาชน ส่วนจะจัดความสัมพันธ์อย่างไรก็คงค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ จัด หาวิธีที่จะโยงเป็นกลไกและกระบวนการเดียวกันนะคะ ในแนวทางนี้เราจะเห็นว่า การพัฒนาร่วมกันของประชาชนพลเมืองมันจะเปลี่ยนไปจากเจ้านายสู่ประชาชนซึ่งต้องทํา ตาม จะเป็นลักษณะการพัฒนาเคียงบ่าเคียงไหล่ให้ประชาชนร่วมรู้เห็น ร่วมดําเนินการ ร่วมดูแลรักษา ร่วมดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันเกิดประโยชน์ไหมหรือไม่เกิดประโยชน์ มีความภูมิใจ มีความมั่นใจในตัวเอง เห็นคุณค่าของการพัฒนาท้องถิ่น เห็นคุณค่าของตัวเขาเอง ถ้าเขามั่นใจ และเขาเชื่อใจ มีความไว้วางใจรู้ข้อมูล อันนี้เป็นการเติบโตของภาคประชาชน ทําให้เกิด ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับผู้คน เกี่ยวกับแผน เกี่ยวกับ วิธีดําเนินการ สมัชชาเป็นแพลทฟอร์ม (Platform) เป็นเวทีที่จะทําให้เกิดการพัฒนาเหล่านี้ เพื่อสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งร่วมกับการพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาพื้นที่และพัฒนาสังคม ในเรื่องต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตัวสมัชชาพลเมืองจึงเป็นกระบวนการและเป็นกลไกที่ทําให้เกิดการเรียนรู้ การสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งนะคะ ดิฉันคิดว่าถ้าเรามองภาพเหมือนกับเรากําลังสร้างฐานเจดีย์ ที่เข้มแข็ง เราพูดกันอยู่มากเรื่องนี้ ท่านอาจารย์หมอประเวศท่านก็พูดเรื่องนี้อยู่เป็นประจํา เราสร้างประเทศกันอย่างไรที่เกิดปัญหาวิกฤติต่าง ๆ เพราะเราไม่ได้สร้างเจดีย์จากฐานเจดีย์ สมัชชาพลเมืองเป็นเครื่องมือและกลไกในการสร้างเจดีย์จากฐานเจดีย์ร่วมกับการพัฒนา พื้นที่ทั้งหลาย และในกระบวนการนี้ถ้าเราดูระยะต่อไปในบริบทของการปฏิรูปเราอาจจะเห็น กระบวนการพัฒนาท้องถิ่นที่ไม่ใช่ผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เป็นความสัมพันธ์ของ ผู้ให้บริการและผู้รับบริการอย่างเดียว แต่เป็นการพัฒนาท้องถิ่นที่ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมจัดการ การพัฒนาท้องถิ่นต่อไปซึ่งมีความสําคัญมากเพราะว่าถ้าการกระจายอํานาจ การพัฒนา ชุมชนเข้มแข็งไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงการพัฒนาประเทศที่เข้มแข็งก็ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ จริงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการพัฒนาในพื้นฐานที่สุดก็คือที่ท้องถิ่นก็ต้องเป็นการพัฒนา ร่วมระหว่างรัฐ ประชาชน เป็นการพัฒนาที่ประชาชนเติบโต เป็นการพัฒนาทุกเรื่อง เป็นการ พัฒนาร่วมกัน เป็นการบริหารทั้งพื้นที่ ทุกเรื่อง ทุกเวลา ตลอดเวลาอย่างมีชีวิตชีวาและ ประชาชนเติบโตทุกขณะจิตและเขาดูแลจัดการพึ่งตัวเองของเขาได้ อันนี้มันจะเป็นบริบท ของการจัดความสัมพันธ์ใหม่ ระหว่างรัฐกับประชาชนอย่างสร้างสรรค์ อย่างเป็นมิตร แล้วก็อย่างต่อเนื่อง ดิฉันเห็นด้วยกับในข้อคิดเห็นของหลาย ๆ ท่านที่ว่ามันไม่ควรจะเป็นระบบ กฎเกณฑ์ กติกา ก็ต้องขอประทานโทษที่ว่าในร่างรัฐธรรมนูญก็มีเนื้อความที่ทําให้เข้าใจไปใน ลักษณะนั้นว่านี่จะเป็นสภาที่แต่งตั้งที่มีระบบ ระเบียบแน่นอนหนาแน่นอย่างนั้นหรือเปล่า เท่าที่เราได้มีการประชุมกันมาในทุก ๆ เวทีทั่วประเทศไทยนะคะ ทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายเห็นว่า ไม่ควรจะเป็นในระบบนั้นนะคะ สมัชชาพลเมืองควรจะใช้ความรู้ทั้งหลายของพวกเราเกี่ยวกับ การสร้างองค์กรประชาชนที่สร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงมาสู่การจัดระบบเป็นซอฟต์ เพาเวอร์ (Soft power) เป็นการเอื้ออํานวยให้ระบบของผู้คนที่ทํากันอยู่แล้วทํากันได้เข้มแข็งมากขึ้น นะคะ ถ้าเราจะเริ่มทําสมัชชาพลเมือง กฎเกณฑ์ที่เขียนอยู่ตอนนี้ก็คงจะเป็นกฎเกณฑ์ที่ เอื้ออํานวยเพื่อให้ระบบต่าง ๆ ที่ทําอยู่แล้วทําได้เข้มแข็งขึ้น จัดตัวเองได้มากขึ้นหรือขยาย บทเชื่อมโยงมากกว่าเดิมที่ทําอยู่หรือว่าดึงกลไกของหน่วยที่เกี่ยวข้องมาผสมกลมกลืน ให้มากขึ้นนะคะ เพราะฉะนั้นจะไม่เน้นเรื่องของการสร้างกฎเกณฑ์ที่เข้มข้น แล้วก็เป็นสภา ท่านสภาที่เคารพ เป็นสมาชิกที่เคารพไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะคะ ก็คงจะเป็นรูปแบบของ สมัชชาที่มีวิถีชีวิต มีความยืดหยุ่น มีความเรียบง่าย มีรูปแบบตามบริบทภูมิสังคม แล้วก็ประวัติความเป็นมาค่อยเป็นค่อยไปตามรูปแบบของเขานะคะ แนวทางสําคัญก็คงจะเน้น เรื่องการเชื่อมโยงภาคประชาชนมาสร้างเวทีการทํางานร่วมกันพัฒนาประชาชนให้เข้มแข็ง นะคะ เป็นเวทีกลางที่จะเข้าถึงกลุ่มต่าง ๆ หรือให้กลุ่มต่าง ๆ สามารถเข้าถึงได้ โยงกลุ่ม เครือข่ายภาคเอกชน ภาคประชาชน ปราชญ์ต่าง ๆ ให้มาสร้างกลไกในการทํางานร่วมกัน แล้วถ้าท้องถิ่นหรือว่าหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันได้ก็คงหมุนกระบวนการนี้ไปด้วยกัน เวทีร่วมอันนี้คือเวทีที่มีความสําคัญของการพัฒนาพื้นที่ แล้วก็การพัฒนาต่าง ๆ เพราะว่า ปัจจุบันนี้เรามีการกระจัดกระจาย การมีอํานาจที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในบริบทต่าง ๆ เป็นอันมาก ถ้าหากว่าเราสร้างโอกาสให้ความกระจัดกระจายเหล่านี้ค่อย ๆ มาจัดตัวเอง แล้วก็หามติร่วม หาแนวทางร่วมเพื่อจะไปในทิศทางของการพัฒนาร่วมของแต่ละพื้นที่ โดยที่แต่ละหน่วยก็ยังคงมีบทบาทกลไกของเขาอย่างเต็มที่ เพียงแต่ว่าไม่ใช่เป็นบทโดด ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับใคร หน่วยแต่ละหน่วยก็ต้องเกี่ยวกับประชาชนในพื้นที่ ประชาชนพูดได้ ประชาชนมีแรงแล้ว ประชาชนมีพลัง ประชาชนมีอาเจนดา (Agenda) ประชาชนอยากให้เกิด การพัฒนา ประชาชนอยากเป็นส่วนหนึ่งนะคะ ระบบอันนี้ก็จะทําให้เกิดการรีฟอร์ม (Reform) การปฏิรูปโดยประชาชนเองมีส่วนสําคัญนะคะ นอกจากนั้นสมัชชาพลเมืองก็คงทําให้เกิดสํานึกการพัฒนาท้องถิ่น การอนุรักษ์พัฒนาพื้นที่ สร้างศักดิ์ศรีการพัฒนาพื้นที่ ทําให้เกิดการพัฒนาพื้นที่สามารถจะครอบคลุมคนได้ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มด้อยโอกาสหรือกลุ่มอะไรก็แล้วแต่นะคะ แล้วก็ช่วยเฝ้าระวัง ในส่วนที่มีการพูดเรื่องตรวจสอบดิฉันเข้าใจว่าจะเป็นส่วนที่ตัวแทนสมัชชาพลเมืองจํานวนหนึ่ง จะต้องไปร่วมกับสภาการตรวจสอบภาคพลเมืองในพื้นที่นะคะ แต่ตัวของสมัชชาพลเมืองเอง อาจจะไม่ได้มาทําหน้าที่ตรวจสอบโดยตรงนะคะ ในเรื่องของหน้าตา รูปแบบก็คงจะมีอยู่ หลายระดับนะคะ อาจจะมีระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด ระดับภูมินิเวศน์ ระดับตําบลนะคะ กลไกทํางานก็คงจะมีหน่วยประสานที่ตกลงกันว่าจะประสานงานกันอย่างไร จะทํางานกัน แบบไหนนะคะ แล้วก็เท่าที่มีข้อสรุปจนถึงขณะนี้ก็คือมีข้อเสนอว่างบประมาณควรจะเป็น อิสระ เป็นตัวของตัวเอง แต่ว่าในการทํางานกับท้องถิ่น มีหลาย ๆ เรื่องที่ท้องถิ่นอยากทํา ก็อาจจะใช้งบของท้องถิ่นนั่นล่ะ หรืองบหน่วยงานต่าง ๆ ที่อยากทํา สมัชชาพลเมืองก็จะเป็น หน่วยที่ทํา ก็อาจจะมีงบพื้นฐานอะไรบางอย่างซึ่งยังคุยไม่ถึงเรื่องนั้นนะคะ ส่วนข้อเสนอของ คุณหมออําพลที่พูดถึงเรื่องว่าสมัชชาพลเมืองนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก ไม่ควรที่จะไป แอบอยู่เฉพาะในมาตรา ๒๑๕ ของท้องถิ่น ดิฉันคิดว่าก็เป็นข้อเสนอที่มีความสําคัญน่าสนใจ ก็คงจะได้ขอรับข้อเสนอนี้ไปดูว่าจะทําอย่างไรต่อไปนะคะ ขอขอบคุณในความคิดเห็น ส่วนใหญ่ที่มีหลากหลายมิติแล้วก็ขอรับข้อเสนอแนะไปพิจารณาในการที่จะทํากฎหมาย เกี่ยวข้องต่อไปนะคะ เรามีอนุกรรมการยกร่างสมัชชาพลเมืองที่มีตัวแทนจากทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทั้งท้องถิ่น ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชุมชน องค์กร ผู้มีประสบการณ์ ผู้ทํา ผู้นําทั้งหลาย ที่รู้เรื่องนะคะ เราก็กําลังพยายามที่จะร่างกฎหมายสมัชชาพลเมืองที่จะตอบคําถามที่ได้พูดมา ทั้งหมดนี้นะคะ แล้วหลังจากที่เราร่างเสร็จเราก็คงจะส่งให้ท่านที่สนใจให้ความคิดเห็นเรื่องนี้ ก็คงถือว่าตั้งแต่การร่างก็เป็นเรื่องของประชาชนพลเมืองที่จะให้ความคิดเห็นและมีส่วนร่วม แล้วก็จะได้ข้อสรุปของทิศทางที่เป็นที่มีความคิดเห็นร่วมกันจากทุกกลุ่มทุกฝ่ายค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ต่อไป ขอเรียนเชิญท่านอาจารย์มีชัย วีระไวทยะ ค่ะ

นายมีชัย วีระไวทยะ กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานและสมาชิก สปช. ที่เคารพทุกท่าน ผมขอใช้เวลาไม่นานนักนะครับ มาเล่าถึงสิ่งที่ท่านอาจจะมีความรู้สึก ไม่มั่นใจนักว่ามันจะประสบความสําเร็จหรือไม่นะครับ ก็แน่นอนที่สุดว่าเราคงไม่มีความมั่นใจ เพราะว่าส่วนใหญ่เราไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านกัน บังเอิญถึงแม้หน้าตาผมจะไม่บอกว่ามาจาก หมู่บ้านนะครับ ก็ใช้เวลากับหมู่บ้านมาแยะ แล้วก็อยากจะเล่าให้ฟังว่า ประสบการณ์ ๔๐ ปี ที่ทํามากับชาวบ้าน ไม่ได้ทําให้เขานะครับ เขาเป็นผู้ทําและผมก็เป็นผู้โดยสารที่ได้ติดตาม ศึกษาช่วยกันบ้างเล็กน้อย ก็อยากจะให้ท่านมีความสบายใจได้เลยในวันนี้ว่ามันจะ ประสบความสําเร็จแน่นอน แต่อย่าให้เขามองว่ามันเป็นเรื่องหน่วยงานของรัฐนะครับ มันเป็นหน่วยงานของคน ของชาวบ้าน แล้วชื่ออะไรก็แล้วแต่ ถ้าคิดว่าชาวบ้านเขาอยากจะเปลี่ยน ก็ปล่อยให้เขาเปลี่ยน อย่าไปบอก เราเรียกว่า สมัชชา เขาต้องเอาสมัชชาด้วย เดี๋ยวคิดว่า สมัชชากาแฟทําไมจะไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าจําเป็นต้องชาวบ้านต้องให้ชาวบ้านเขา มีความรู้สึกเขาเป็นผู้สร้างปฏิสนธิในเรื่องนี้ด้วย เป็นทั้งพ่อทั้งแม่ เพราะฉะนั้นอยากจะเรียน ให้ทราบว่าจากประสบการณ์ที่ทํามานั้น ชาวบ้านทําได้ดีมากนะครับ เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว ผมได้ไปหากระทรวงสาธารณสุข หลังจากเห็นข้อมูลว่าอัตราการเกิดมันสูงเหลือเกิน ผู้หญิง ๑ คน มีลูกตั้ง ๗ คน บอกอย่างนี้ไปไม่รอดแน่ ก็ชักจูงกระทรวงบอก ๖ ปี สัมมนาไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดเราเห็นแล้วว่ามันไปไม่รอดหรอก กระทรวงก็เลยยอม เมื่อก่อนนี้จ่ายยาคุมต้องให้ หมอจ่าย แต่ในสมัยนั้นนะครับ มีหมอ ๑ คนต่อประชากรหญิง ๑๑๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้น หมอต้องทําทุกอย่างรวมทั้งจ่ายยาคุมด้วย ก็เป็นไปไม่ได้หมอก็เลยไม่ได้จ่ายให้คนอื่นจ่ายแทน ตอนหลังเราก็อบรมผดุงครรภ์ อบรมพยาบาลแล้วทําได้ดีมาก แล้วก็จบแล้ว แต่ว่าดูแลหมู่บ้าน ได้เพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จากนั้นผมก็จึงได้เสนอบอกทําไมเราไม่เอาชาวบ้าน ก็ออกไปถามคน ในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงว่าสนใจอยากจะใช้วิธีไหน สามารถทําให้ลูกห่างได้แล้วเหมือน ต้นมะพร้าว เมื่อก่อนเขาบอกมันทําได้อย่างไร เราก็บอกว่านี่มียาหรือว่าวิตามินบํารุงครอบครัว ก็ยาเม็ดคุมกําเนิดนี้อย่างไรครับ ชื่อก็มาจากเขา หลายสิ่งหลายอย่างเขาเป็นผู้ตั้งหมด เพราะเขาถือว่าต้องเป็นโครงการเขา แล้วในที่สุดก็เป็นร้านชํา ซึ่งเราก็ไปขอร้องแล้วอบรมเขา ในที่สุดก็ได้ทั่วประเทศ แล้วตอนหลังก็มาเป็น อสม. ให้กระทรวงสาธารณสุข เห็นไหมครับว่า มาจากชาวบ้าน ความสําเร็จมาจากชาวบ้าน แล้วรัฐเอาไปทําต่อไป เป็นความร่วมมือกัน อย่างนี้ แล้วก็จากวางแผนครอบครัวก็ไม่ได้หยุดแค่นั้นครับ ก็ไปเอาเรื่องขจัดความยากจนมี เงินกู้ให้ผู้หญิงที่ตั้งท้องก่อน แล้วตอนหลังเฉพาะผู้ที่ไม่ตั้งท้องถึงจะกู้ได้ทั้ง ๒ ฝั่งครับ มีการปรับปรุงพัฒนา มีการวางแผนหมู่บ้านเอง ทําอะไรหลาย ๆ อย่างได้โดยชาวบ้านเองหมด แล้วก็มีการวางแผนว่าชีวิตในวันนี้เป็นอย่างไร อยากจะให้ดีขึ้นอย่างไรในอนาคต เขาทําของเขาเอง ได้หมดเลยในเรื่องนี้ ที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังก็เพราะว่าเราทํามาจากระดับหมู่บ้าน แล้วก็กองทุนเงินกู้เขาเป็นผู้บริหารเอง ท่านอาจจะแปลกใจว่าผู้ซึ่งดูแลกองทุนหมู่บ้าน ก็เป็นชาวบ้านนั่นเอง ไม่ได้เรียนธนาคารอะไรมาจากที่ไหน แต่ว่าเงินจะเรียกว่าเงินสูญเสีย หรือจะเรียกว่า นอน เพอร์ฟอร์มิง โลน (Non Performing Loan) มีเพียง ๐.๐๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะเขาดูแลกันเอง มีความซื่อสัตย์อย่างยิ่ง นี่เป็นตัวอย่างง่าย ๆ ว่าเขาทําได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อเราจะมาทําในระดับตําบล สมัชชาพลเมืองระดับตําบลก็ทําได้ และมีหน้าที่อะไรหลายอย่าง ที่ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ดู อย่างเช่น ให้เขาติดตามแผนงานนอกจากร่วมเขียนแล้วก็มี การติดตามด้วยครับ มีการติดตามเรื่องการใช้เงินเป็นอย่างไร เงินกู้ที่ปล่อยให้ไปปล่อยให้ ถูกต้องปรือเปล่า หรือไปให้คนที่มีรถปิกอัพ (Pickup) แล้ว หลายอย่างนี้เป็นข้อมูลสาธารณะ ความไม่โปร่งใสมีไหม การซื้อเสียงเป็นอย่างไร เขาติดตามได้หมดทั้งสิ้นนะครับ แล้วอีกจุดหนึ่ง ก็คือว่าต้องให้เขาช่วยผลักดันใช้ระบบแผงโซลาร์ (Solar) ในโรงเรียน เพราะขณะนี้ผู้ที่ขวาง การใช้ให้ชาวบ้านหรือโรงเรียนติดแผงโซลาร์คือหน่วยราชการครับ กรมโรงานอุตสาหกรรม บอกว่าผิดกฎหมาย ที่จริงกรมนี้น่าจะผิดกฎหมายมากกว่า ต้องรีบไปแก้นะครับ นี่มันตัวอย่าง ที่เห็นชัด ๆ เลยว่าความก้าวหน้าของชาวบ้านก็ถูกกีดกัน ก็ต้องไปจัดการปลดปล่อยในเรื่องนี้ ในขณะเดียวกันความสําเร็จที่เกิดขึ้นนั้นทุกกิจกรรมที่ทําผู้หญิงเป็นคนครึ่งหนึ่งครับ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มที่ได้เลือกกันมาอยู่ในสมัชชานี้ แต่เราไม่เรียกว่าสมัชชา สมัยนั้นเป็นผู้หญิงครึ่งหนึ่งนะครับ แล้วตอนหลังสิ่งที่น่ายินดีก็คือผู้ชายค่อย ๆ ถอยเดี๋ยวนี้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์เป็นผู้หญิงครับ แล้วผู้ชายมีความพอใจว่าภรรยาของตนเอง ลูกสาวของตนเอง แม่ของตนเองทําอะไรได้ดีมาก และผู้ชายก็ดีใจไม่เห็นต้องไปนั่งหวั่นวิตกอะไรเหมือนบางคน ที่ผมรู้จักเลยนะครับ ถัดมาเราก็จะต้องให้ไปทําในระดับหมู่บ้านด้วยเช่นเดียวกันนะครับ อยากจะให้ในระดับหมู่บ้านและตําบลนั้นเอาจริงเอาจริงกับดูแลการศึกษา วันนี้ก็มีหลายท่าน พูดถึงเรื่องการศึกษา ต้องให้เขาวางตัวเป็นเจ้าของ ติดตามครู ประเมินครู ประเมินโรงเรียน ดูสิลูกเขาอ่านไม่ออกหรือ ป. ๓ นี่ปลดครูได้อะไรอย่างนี้นะครับ เป็นตัวอย่าง เขาต้องมี ความรู้สึกว่าใครที่มาเอาเงินของรัฐมาใช้ต้องรู้ร้อนรู้หนาวต่อผลงานนะครับ แล้วก็โรงเรียนนั้น จะต้องเปลี่ยนจากโรงเรียนที่สอนเด็กเฉย ๆ ให้อ่านออกบ้างไม่ออกบ้างนี่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ตลอดชีวิตของทุกคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน พ่อแม่ หรือคนในชุมชน อยากจะเรียนรู้ เรื่องการทําปาท่องโก๋ก็หาคนในตลาดมาช่วยสอนให้ก็ได้ อยากทําไอศกรีมก็หาให้ก็ได้ ไม่จําเป็นต้องมีครูประจํา แต่โรงเรียนนี่ต้องเสิร์ฟ (Serve) คนมากกว่าที่เคยเสิร์ฟในอดีต ต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคนในชุมชน และเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาด้วย เรามีโรงเรียนตั้ง ๔๐,๐๐๐ แห่งเป็นจุดที่ทําได้ ต่อไปนี้อยากเรียนรู้เรื่องการปลูกผัก ก็ไปเรียนรู้ ที่โรงเรียนได้ เพราะโรงเรียนจะมีสวนผัก และทุกโรงเรียนจะต้องได้รับการฝึกการสอน เด็กนักเรียนตั้งแต่ประถมขึ้นไปให้ทําธุรกิจเป็น เพราะว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ของคนที่จบประถม มัธยมศึกษา หรืออุดมศึกษานี่แค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีนายจ้าง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มี แต่เราไม่ได้เตรียมตัวเขาเลย แล้วคนที่อยู่ในชุมชน ที่อยู่ในสมัชชา สิ่งเหล่านี้จะสามารถผลักดันได้ แล้วไปบอกได้เลยว่าสาระของการเรียนนั้นมันจะต้องมี บางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อเขา และเกี่ยวข้องกับชุมชนของเขานะครับ

อีกจุดหนึ่งก็ต้องสอนให้นักเรียนนอกจากทําธุรกิจเป็นแล้วต้องให้แบ่งปันเป็น แบ่งปันมันมาจากใจก่อนไม่ใช่ว่ามาจากกระเป๋า นอกจากแบ่งปันแล้วต้องสอนให้ไม่โกง โตแล้วไม่โกงก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่เราไม่มีการสอนในเรื่องนี้ เด็กหลายคนก็เลยโตขึ้นมาก็เลย เป็นผู้โกงแทนที่จะเป็นผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นจุดที่สําคัญที่สมัชชา ไม่ว่าจะเป็น ระดับตําบลหรือระดับหมู่บ้านจะลงไป แล้วก็ช่วยกันผลักดัน แล้วก็คงจะต้องมีเว็บไซต์ว่า ที่ไหนมีปัญหาโปรดแจ้งมา ครูโรงเรียนไหนไม่ทําตามสิ่งที่เราเห็นว่าควรจะทําโปรดแจ้งมา แล้วต้องมีกลุ่มผู้ติดตามในเรื่องนี้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของคอร์รัปชันก็เป็นเรื่องที่ สําคัญ แล้วก็ในเรื่องของหมู่บ้านก็ทําเช่นเดียวกันกับระดับตําบลที่จะทํานะครับ แต่อยากจะ เสนออีก ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นแรกนั้นขอให้มีสมัชชาของเยาวชนในหมู่บ้านครับ ผมทํามาร่วมกับ เขาเรียนกว่า อบม. เยาวชน องค์การบริหารหมู่บ้านเยาวชน อายุ ๑๓-๒๔ ปี แล้วก็คัดเลือก กันมาเช่นเดิม ชายครึ่ง หญิงครึ่ง ก็มาดูแลว่าชีวิตของเยาวชนควรจะเป็นอย่างไร ควรรู้เรื่อง เพศศึกษาอย่างไร ควรจะมีธุรกิจอย่างไรบ้าง และตอนนี้ก็เขียนโครงการขึ้นมาก็ได้เงินจาก กระทรวงสาธารณสุขมาทําเรื่องเอดส์ ต่อต้านเอดส์กับการตั้งท้องในเด็กวัยใสได้มาตั้งหลายปีแล้ว เขาทําได้นะครับ อันนี้เป็นตัวอย่างที่ว่าอย่าคิดว่าเยาวชนทําอะไรไม่ได้ แล้วก็ในโรงเรียน ก็ควรจะตั้งให้มีสมัชชาของนักเรียนเช่นเดียวกัน แล้วก็สมัชชาที่ตําบลนั้น ผมว่าอําเภอมันใหญ่ไป ที่ตําบลกับหมู่บ้านควรจะไปอยู่กับโรงเรียนให้มากที่สุด และบอกต่อไปนี้โรงเรียนต้อง รับผิดชอบต่อผลงานที่เกิดขึ้น เราจะต้องสอนให้เด็กนอกจากแบ่งปันเป็นแล้วอะไรแล้ว มันต้องทําอย่างอื่นอีกที่คิดว่าเป็นประโยชน์ นักเรียนต้องมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียน นักเรียนควรจะรับรู้รับทราบและมีส่วนร่วมในการจัดซื้อของโรงเรียน เพราะเงินเป็นเงินภาษี อากรของพ่อแม่เขานะครับ ขณะนี้ก็มีโรงเรียนอยู่ที่อีสานที่จังหวัดบุรีรัมย์ที่นักเรียนเป็นผู้ซื้อ ของทั้งหมดครูไม่เกี่ยวและมีคณะตรวจสอบด้วย นักเรียนเป็นผู้สัมภาษณ์นักเรียนใหม่ที่จะ เข้าไม่ใช่ครู แล้วนักเรียนก็เป็นผู้สัมภาษณ์ครูที่จะเข้าและช่วยประเมินครูด้วย เหตุผลง่าย ๆ ว่า เสื้อผ้าเราซื้อได้ แต่ว่าผู้ซึ่งมีความหมายต่อชีวิตเรามากที่สุดเราไม่มีสิทธิเลือกคือครู โลกก็ต้อง เปลี่ยนก็เลยคิดว่าเปลี่ยนที่ประเทศไทย วันหลังประเทศสหรัฐอเมริกาจะได้เอาไปใช้บ้าง เพราะฉะนั้นผู้ซึ่งจะดูแลการศึกษาให้ดีขึ้นซึ่งเป็นที่ห่วงใยของพวกเราทุกคนนั้น ก็คือกลุ่ม ชาวบ้านที่จะเรียกว่าสมัชชาหรืออะไรก็แล้วแต่ ให้ดําเนินการต่อไปและให้เกิดความรู้สึกว่า ชาวบ้านเขาเป็นผู้ที่รับผิดชอบจริง ส่วนจะให้ไปสัมผัส สัมพันธ์ หรือไปเกี่ยวข้องกับใครนั้น ลองคิดดูให้ดีนะครับ แต่เราก็ไม่ตั้งเป็นหน่วยงานของรัฐ แล้วถ้าเผื่อรัฐต้องให้สตางค์มา ก็อาจจะไม่ต้องก็ได้ แต่นี่อาจจะเป็นวิธีอื่นทําเองโดยระบบสมัครใจแล้วถ้าเผื่อสําเร็จถึง ขั้นหนึ่งแล้วเราอาจจะช่วยกันหางบประมาณให้ได้ หรือเราจะบอกให้บริษัทเข้ามาช่วยด้วย ก็ได้ครับ ลองคิดหลายวิธี เช่นยกตัวอย่างสมมุติโคราช โคราชนี่เอา ปตท. จังหวัดน่านเอา ธนาคารกสิกรไทย สมมุตินะครับ เขาก็ช่วยทําได้ เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่ารัฐต้องทําทุกอย่าง รัฐทําไม่ได้ รัฐไม่ถนัดในหลายเรื่อง ขนาดเรื่องโซลาร์ยังขวางเขาเลยนะครับ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ต้องมองว่าเอาคนอื่นเข้ามาช่วยรัฐเป็นผู้ภาคภูมิใจเหมือนตายายก็แล้วกันนะครับ แต่ลงสนามเองให้น้อยที่สุด แต่สร้างความเข้าใจที่จะให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทนะครับ เพราะฉะนั้นเราอย่าไปมองว่ารัฐต้องเข้าไปทําทุกอย่างแต่รัฐจัดให้มีนะครับ อยู่ในรัฐธรรมนูญนี้ เป็นสิ่งที่ดีมาก แล้วก็หลายท่านเลยไปร่วมทําเองได้โดยไม่ต้องรอ ผมจะเริ่มในอาทิตย์หน้านี้ เองเลยทําเหมือนกัน เพราะว่าไม่ต้องมารอสิ่งเหล่านี้ ทําได้เลย ไม่ต้องรอให้รัฐธรรมนูญแห้ง เสียก่อนเริ่มทําได้เลย ประกาศไปเลยที่ไหนอยากจะเริ่มทํา ทําได้เลย ระดับหมู่บ้านก่อน เพราะหมู่บ้านเล็กรู้จักหน้ากันทุกคน ตําบลมันใหญ่ ตําบลบางแห่งมันตั้ง ๑๐,๐๐๐ กว่าคน เพราะฉะนั้นก็ขอเรียนว่าเป็นสิ่งที่ท่านพอใจได้ คนไทยพร้อมและพร้อมมานานแล้ว และทํามานานแล้วด้วยนะครับ ก็อยากขอให้ท่านได้ช่วยสนับสนุนไม่ว่าท่านอยู่ในที่ไหนก็ตาม ก็ขอให้ท่านสบายใจได้ว่ามีความมั่นใจว่าประสบความสําเร็จแน่ครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านคุณหมอชูชัย ศุภวงศ์ ช่วยกรุณาสรุปค่ะ เชิญค่ะ

นายชูชัย ศุภวงศ์ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธาน เพื่อนสมาชิก เพื่อนคนไทย ที่ติดตามการประชุมของสภาแห่งนี้ที่เคารพรักทุกท่านครับ ผมได้รับมอบหมายมาให้ปิด การอภิปรายในประเด็นของหมวดปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรม ก่อนอื่นต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกเป็นอย่างมากเลยนะครับ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และผมคิดว่าจากการคํานวณเป็นสัดส่วนเพื่อนสมาชิก ให้ความสนใจเข้าชื่ออภิปรายถึง ๑๐๒ คน เพียง ๑๗ มาตรา ต้องถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงสุด และผมเข้าใจว่าใช้เวลาที่มากที่สุดซึ่งไม่สอดคล้องกับสื่อที่ไม่สู้จะออกข่าวเรื่องการปฏิรูปเท่าไรนัก แต่ว่าพื้นที่ข่าวจะเป็นเรื่องของนักเลือกตั้งที่รู้สึกว่ากระทบกระเทือนจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งผมจะได้มีโอกาสที่จะกล่าวต่อไป ท่านประธานครับ เรื่องหมวดปฏิรูปมันเป็นอนาคตของชาติ และเป็นความหวังของชาติบ้านเมือง เป็นความหวังของกลุ่มต่าง ๆ ที่ออกมาเรียกร้อง มาชุมนุมตลอดเวลาที่ผ่านมาเกือบ ๑ ทศวรรษ ก็ต้องการการเปลี่ยนใหญ่ของบ้านเมือง ต้องการเห็นบ้านเมืองที่ดีกว่าเดิม ท่านทั้งหลายคงทราบว่านับตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา เพื่อนคนไทยสูญเสียชีวิตจากความขัดแย้งทางการเมืองประมาณ ๑๓๑ คน และบาดเจ็บ ประมาณ ๓,๓๘๘ คน คํานวณจากการสูญเสียทางเศรษฐกิจนี่ประมาณ ๒ ล้านล้านบาท แต่สิ่งที่สําคัญและสูญเสียยิ่งกว่านั้นก็คือบาดแผลที่บาดลึกเข้าไปในหัวใจและจิตวิญญาณ ของผู้คนในแผ่นดินนี้ที่ยากแก่การลืมเลือนและเยียวยา สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถที่จะประมาณค่าได้ เหตุการณ์ก่อนวันที่ ๒๒ พฤษภาคมนั้น สําหรับผมแล้วมองไปข้างหน้าก็ไม่ค่อยเห็นความหวัง เหลียวไปข้างหลังก็พบกับความมืดมน เกือบ ๑ ทศวรรษที่ผ่านมาเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่สุด ในประวัติศาสตร์ของแผ่นดินนี้ อย่างน้อยที่สุดก็เท่าที่ผมจําความได้แต่ขณะเดียวกันถ้ามอง ในส่วนที่ดีก็จะเกิดปรากฏการณ์ที่ภาษาของคนโบราณพูดว่าเป็นความมหัศจรรย์บนแผ่นดินนี้ หรือเป็นความผุดบังเกิดที่มีพลเมืองผู้ตื่นรู้นับหลายล้านคนทั่วประเทศได้ลุกขึ้นมาเพื่อเรียกร้อง ให้เกิดการเปลี่ยนใหญ่ของบ้านเมือง บ้างก็เรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง บ้างก็เรียกร้อง ให้เกิดการปฏิรูปที่ดินเพื่อคนยากไร้ไม่มีที่ดินทํากิน เรียกร้องให้เกิดการปฏิรูประบบ และขจัดคอร์รัปชัน เรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปด้านการศึกษา สังคม วัฒนธรรม แรงงาน และตลอดจนพลังงาน เรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมบอกว่าอย่า ๒ มาตรฐาน แต่ที่สําคัญก็คือเรียกร้องให้ปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ใช้อํานาจเหนือตลาดแล้วก็ยึดครอง อํานาจรัฐ เกิดเผด็จการรัฐสภาที่นักวิชาการบางส่วนเรียกว่าเผด็จการรัฐสภาทุนสามานย์ ซึ่งสร้างความหายนะให้กับบ้านเมืองสุดจะคณานับ แล้วเป็นเหตุให้พวกเราต้องมาอยู่ ณ ที่นี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือกําเนิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสิ่งที่ผ่านมาและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ในอนาคตครับ ท่านประธานครับ เมื่อไม่กี่วันมานี้นักเลือกตั้งทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ออกมา ผมต้องใช้คําว่า ประณามว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้หากผ่านบ้านเมืองจะเกิด จุด จุด จุด แล้วก็หายนะครับ ถ้าพูดภาษาวัยรุ่นก็บอกว่าเรือหาย เรือในภาษาอังกฤษเขาว่าชิพ (Ship) แต่ว่าผมไม่อาจที่จะ เลียนแบบนักเลือกตั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่นั้นได้เนื่องจากไม่ได้รับการบ่มเพาะมาเช่นนั้น นักเลือกตั้งบางท่านก็บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ปล้นอํานาจจากประชาชน แต่ผมคิดว่าวิญญูชน ย่อมรู้ว่าใคร ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาใครเป็นผู้ปล้นอํานาจจากประชาชน และในช่วง ๕-๖ วัน ที่สภาแห่งนี้เปิดการอภิปรายและรับฟังความคิดเห็นนั้น พื้นที่สื่อมวลชนส่วนใหญ่ ก็นักเลือกตั้งนี่ล่ะครับ เป็นคนช่วงชิงและเสนอวาทกรรมต่าง ๆ คนเหล่านี้มีประสบการณ์ มีทักษะ มีความชํานาญ ย่อมรู้ดีว่าถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมกับเพื่อนสมาชิก สปช. ทั้งหลายได้ทํางานร่วมกันมา ๕-๖ เดือนที่ผ่านมา ถ้าออกมาอํานาจของพลเมืองจะเติบใหญ่ อย่างที่ท่านกรรมาธิการสมสุขได้กล่าวนําไปแล้ว ประชาธิปไตยของการมีส่วนร่วมจะบังเกิดขึ้นและจําเริญงอกงาม สมัชชาพลเมืองจะเต็มพื้นที่ ในอนาคตอันใกล้ สภาพลเมืองจะเริ่มทํางาน นักเลือกตั้งที่ไม่ใช่นักการเมืองกลัวสิ่งเหล่านี้ มากที่สุดครับ กลัวความเติบใหญ่ของการเมืองภาคพลเมือง อันที่จริงนักเลือกตั้งเหล่านี้ เขาควรจะตั้งคําถามกลับไปที่ตัวเองบ้างว่าการที่บ้านเมืองประสบความหายนะเช่นนี้อะไรคือ สาเหตุและใครคือต้นเหตุของความหายนะของบ้านเมืองนั้น ใครคือคนที่ปล้นอํานาจจาก ประชาชนอย่างแท้จริง ใครเป็นคนที่ทรยศ โกงบ้านโกงเมือง เพื่อนสื่อมวลชนที่รับฟังขณะนี้ อยู่กรุณาโคด (Code) คําพูดผมไปยังนักเลือกตั้งเหล่านั้นด้วย ผมไม่ได้ท้าทายนะครับ เพราะว่าต้องการให้เขาได้รับรู้บ้างว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ใช่คนทุกคนที่จะเชื่อสิ่งที่เขาได้พูดมา

ท่านประธานครับ กระบวนการทํางานร่วมกันในช่วง ๕-๖ เดือนที่ผ่านมา ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกับทาง สปช. เราได้ทํางานกันหนักมากนะครับ ในหมวดปฏิรูปนี้ออกมา ๑๗ มาตรา คณะกรรมาธิการ ๑๘ คณะ บางคณะประชุมกับชุดผม ประมาณ ๑๐ ครั้งก็มีนะครับ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยเฉลี่ยประมาณ ๒-๔ ครั้ง แต่ว่าเมื่อ ๒-๓ วันนี้มีข่าวว่าจะตัดรัฐธรรมนูญไปประมาณ ๒๐ มาตราครับ แล้วสิ่งที่เขา มุ่งเป้ามาก็คือหมวดปฏิรูปนี่ครับ เพราะว่ามีประมาณ ๑๗ มาตรา เพื่อนสมาชิกก็คงต้องใช้ วิจารณญาณนะครับว่าจะยอมให้ตัดมาตราต่าง ๆ ๑๗ มาตราที่เป็นพื้นที่แห่งความหวัง พื้นที่แห่งอนาคตของบ้านนี้เมืองนี้หรือไม่ จะเดือดร้อนอะไรหนักหนากับการที่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เพิ่มไปจากปี ๒๕๕๐ ไปอีก ๖ มาตรา ปี ๒๕๕๐ ๓๐๙ มาตรา ผมก็ร่วมร่างด้วยนะครับ ปีนี้ก็ ๓๑๕ มาตรา แต่ความสั้นความยาวไม่ใช่เป็นปัญหาสําคัญอะไรเลย ปัญหาสําคัญ คือสาระที่จะมาปกป้องบ้านเมืองนี้ไม่ให้ประสบปัญหาอย่างที่ผ่านมามากกว่า

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ๒ วันเศษ ๆ นี่ครับ ท่านสมาชิกทั้งหลาย ก็ได้อภิปรายให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่ผมเรียนว่าสร้างสรรค์ การอภิปรายสร้างสรรค์ สังเคราะห์เป็น ข้อเสนอนั้นต้องใช้สมองมากนะครับท่านประธาน มันยากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งก็ใช้ สมองอีกพื้นที่หนึ่งแต่ง่ายกว่า อันนี้ผมมีหลักฐานที่สอบถามจากเพื่อนแพทย์ทางด้าน ประสาทวิทยานะครับ ไม่ได้อ้างลอย ๆ เพราะฉะนั้นการสังเคราะห์ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม จึงมีประโยชน์มากกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมาธิการปฏิรูป ๒ ด้านเป็นอย่างน้อยที่ลุกขึ้นมาตั้งข้อสังเกตเชิงคําถามว่าเหตุใดการปฏิรูปด้านคุ้มครอง ผู้บริโภคหายไปไหน และเหตุใดการปฏิรูประบบป้องกันปราบปรามคอร์รัปชันหายไปไหน ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมากของประเทศ และประเทศบ้านเมืองประสบความหายนะ ก็มาจากนี้เป็นสาเหตุใหญ่ คําตอบก็คือเรื่องคอร์รัปชันอยู่ในมาตราต่าง ๆ หลายมาตราด้วยกัน ในรัฐธรรมนูญ แต่ว่าข้อคิดเห็นของประธานกรรมาธิการทั้ง ๒ ด้านนี้ไม่ว่าคุ้มครองผู้บริโภคก็ดี หรือเรื่องของคอร์รัปชันก็ดีคงจะต้องนํากลับไปพิจารณาทบทวนใน ๖๐ วันของ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะการที่อยู่ในหมวดปฏิรูปนี้เป็นสัญญาณ เป็นสัญลักษณ์บางประการที่นําไปสู่การที่รัฐบาลในการข้างหน้ามาต้องทํา ดังที่ผมจะพูดต่อไป นอกจากนี้เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายเรื่องต่างๆ เชื่อมโยงไปถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งนี้ และเสนอเพิ่มหลายเรื่องนะครับ ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการ ท่านได้เสนอเอาไว้ว่าทําไมด้านวิทยาศาสตร์ แนวโนบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นเขียนเรื่องนี้น้อย ด้านวัฒนธรรม ด้านการกระจายอํานาจ ด้านบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งมีการเสนอ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก และอื่น ๆ เกือบทุกด้านขอเสนอเพิ่มหมด เพราะฉะนั้นที่เขียนมาส่วนใหญ่เห็นสอดคล้องแต่ยังอยากขอเพิ่มเติม ถ้าเพิ่มในหมวดปฏิรูป ไม่ได้ก็อยากให้เพิ่มในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมอยากจะบอกอย่างนี้นะครับว่า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้ เป็นแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลจะทําเมื่อไร จะทําอย่างไรก็ได้นะครับ หรือจะเพิกเฉยแล้วอ้างว่ากําลังดําเนินการนี้ก็ได้ นี่คือประสบการณ์ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งผมมีส่วนร่วมร่างแล้วก็ในบทเฉพาะกาลบทท้าย ๆ ก็เขียนบอกว่า จะต้องออกกฎหมายนั้นนี้ภายใน ๑ ปี ภายใน ๒ ปี แต่ว่าไม่เกิดผลใด ๆ เลย แต่ว่าถ้าอยู่ ในหมวดปฏิรูปรัฐบาลต้องทําครับ ถ้าไม่ทําก็ต้องกลับไปอ่านในมาตรา ๒๗๗ และมาตรา ๑๐๒ เดี๋ยวผมจะลองสรุปทีหลังอีกทีนะครับ ท่านประธานครับ มีความกังวลใจว่าถ้าอยู่ในหมวด ปฏิรูปนี้จะมีเวลาเพียง ๕ ปี รวมทั้งมีข้อเสนอ ข้อคิดเห็นต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ถึงที่มาองค์ประกอบจํานวนด้วยความห่วงใย และสมาชิกจํานวนไม่น้อยเลยที่รู้สึก ไม่สบายถ้าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีที่มาอย่างนั้น มีองค์ประกอบอย่างนี้ มีจํานวน เท่านั้น ผมเชื่อว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะไม่เพิกเฉยต่อข้อเสนอเหล่านี้นะครับ เพราะคุยกับหลาย ๆ ท่านแล้วคงจะต้องมีการปรับเปลี่ยน ปรับเปลี่ยนอย่างไรนั้นก็จะต้อง พิจารณาอีกที เพราะว่าเพื่อนกรรมาธิการบางท่านก็เสนอว่าให้คงเฉพาะกรรมการ ยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติไว้ บ้างก็บอกว่าควรจะเปลี่ยนเป็นคณะกรรมการบริหาร การปฏิรูปประเทศ ด้วยเหตุที่เป็นเรื่องของการลงมือการปฏิบัติ ความเห็นที่หลากหลาย เหล่านี้ผมคิดว่าล้วนเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น เมื่อครู่ผมได้พูดถึงความสําคัญของการอยู่ในหมวด ปฏิรูปและพยายามบอกว่าในแนวโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นรัฐบาลเพิกเฉยก็ได้ แต่ว่าถ้าอยู่ ในหมวดปฏิรูปแล้วต้องทําครับ แล้วจะต้องดําเนินการในมาตรา ๒๗๗ บอกว่ารัฐสภา ครม. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความรับผิดชอบ เมื่อมีความรับผิดชอบก็เป็นหน้าที่ เมื่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ก็ถือว่าละเว้นการทําหน้าที่ มาตอกย้ําที่มาตรา ๑๐๒ ที่บอกว่า ในการออกกฎหมายหรือการดําเนินการใด ๆ ซึ่งมาตรานี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เข้มข้นมาก การออกกฎหมายหรือดําเนินการใด ๆ ถ้าไม่ดําเนินการตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ นอกจากละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แล้วผู้เสียหายสามารถที่จะฟ้องร้องเพื่อชดใช้ทางแพ่งได้อีกด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากครับเมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก้าวหน้าไปมาก

ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้กังวลอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า เมื่ออยู่ ๕ ปีแล้ว สิ้นสภาพหรือไม่ ก็เลยไปคิดว่าในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐจําเป็นจะต้องใส่อะไรต่ออะไร ลงไปเยอะ เพราะคิดอยู่ตลอด ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับว่า ๕ ปี หลังจากรัฐธรรมนูญ ประกาศใช้จะเกิดคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่าง ๆ จะเกิดเครื่องมือต่าง ๆ ในช่วง ๕ ปี ผมคิดว่า เราสามารถที่จะทําออกมาได้ เราประมาณการว่าในหมวดปฏิรูปนั้นจะมีกฎหมายออกมาทั้งหมด ๓๑ ฉบับ และจะต้องปรับปรุงอีก ๑๓ ฉบับ กฎหมายเหล่านั้นจะมีเครื่องมือในการปฏิรูป ด้านต่าง ๆ รวมทั้งมาตรการต่าง ๆ ทางกฎหมายที่ให้บังคับ บางด้านอาจจะทําต่อไปอีก ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีข้างหน้า แม้ว่าภาค ๔ จะสิ้นผลบังคับใช้แล้วก็ตาม ดังนั้นไม่ต้องกังวลใจครับ เราสามารถที่จะจัดการในเรื่องเครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้ได้ภายใน ๕ ปี เพื่อนสมาชิกครับ คงจํากันได้นะครับว่าก่อนวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ในช่วงเกือบหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมามองไป ข้างหน้าก็ไม่เห็นความหวัง เหลียวไปข้างหลังมีแต่ความมืดมน มาบัดนี้กระบวนการทํางาน ร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และเพื่อนสมาชิก สปช. ที่ผ่านมานั้น โดยส่วนตัวของผมแล้วผมเห็นว่า มองไปข้างหน้าเห็นความหวังครับ แลไปข้างหลังก็เป็น บทเรียนที่จะไม่ให้เกิดสิ่งเลวร้ายในบ้านเมืองนี้ต่อไป คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และ สปช. และเพื่อนคนไทยพลเมืองผู้ตื่นรู้ทั้งหลายครับ ได้ร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์ หน้านี้แล้วนะครับ ประวัติศาสตร์ที่จะนําไปสู่การเปลี่ยนใหญ่ของบ้านนี้เมืองนี้ ผมขอขอบพระคุณเพื่อนสมาชิก สปช. อีกครั้งหนึ่งครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เราเป็นเจ้าของร่วมกัน ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าอนาคตอันใกล้นี้แผ่นดินนี้งดงาม แผ่นดินนี้น่าอยู่น่าอาศัยที่สุดแห่งหนึ่ง ในโลกใบนี้ นั่นเป็นเพราะความพยายามของพวกเราร่วมกันครับ ด้วยความขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอขอบพระคุณค่ะคุณหมอ เป็นอันจบการพิจารณาในภาค ๓ หมวด ๒

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ใครคะ

นายวันชัย สอนศิริ

ขอสักนิดนะครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ฟังท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชี้แจงแล้วผมก็ซาบซึ้งนะครับท่านประธาน แต่มีบางเรื่องบางประเด็นซึ่งผมอ่อนด้อยเกินไป แล้วก็ไม่สามารถจะเข้าใจได้ลึกซึ้งเหมือนท่าน รวมทั้งพี่น้องประชาชน บางทีถามผม ก็ไม่สามารถอธิบายได้ ถ้าจะเมตตาผมสักนิดหนึ่งเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน สมัชชาพลเมือง สภาพลเมืองที่ท่านชี้แจงกันเมื่อสักครู่นี้ดีมาก มีซอฟต์ เพาเวอร์ ช่วยอธิบาย ขยายความสั้น ๆ ในเวลาจํากัดสักนิดหนึ่ง มันจะมาใช้อย่างไรกับการเมืองในหมู่บ้าน ในตําบลช่วยกันดูแลการปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. อบจ. หรือการเมืองระดับชาติ ซอฟต์ เพาเวอร์ สมัชชาพลเมืองตรงนี้มันจะมาแบบไหน มันจะมาอย่างไรให้เห็นเป็นรูปธรรม หน่อยเถอะครับท่านประธาน เมตตาผมหน่อยเถอะครับ แค่นี้ละครับท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวขอเชิญท่านอาจารย์สมสุขตอบหน่อยนะคะ สั้น ๆ นะคะ

นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา กรรมาธิการ

ขอบคุณค่ะ คือดิฉันคิดว่า สมัชชาพลเมืองก็อาจจะเริ่มด้วยการดูว่าในแต่ละพื้นที่เขามีกลุ่มองค์กร กระบวนการที่โยงกัน อยู่แล้วอย่างไรบ้าง แล้วเราก็ไปบอกว่าถ้าหากว่าจะสร้างสมัชชาพลเมืองเขาจะจัดรูปแบบ ของการเชื่อมโยงเขาอย่างไร เช่นว่า เขามีเครือข่าย เครือข่ายเด็ก เครือข่ายเยาวชน มีภาคเอกชนที่เขามาร่วมทําด้วยอย่างนั้นอย่างนี้ คือเขาก็ต้องมีการสํารวจข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ ในแต่ละพื้นที่ว่ามีกลุ่มองค์กรทั้งหลายทํากระบวนการอะไรแล้วก็เชิญเข้ามา แล้วก็มาตกลง กันว่าถ้าจะจัดรูปแบบของการที่เรามาทํางานร่วมกันเราจะจัดในลักษณะไหน อย่างไร ก็คงจะต้องมีการประชุมกลุ่มองค์กรต่าง ๆ แล้วก็มาตกลงในเรื่องรูปแบบการทํางาน จะประชุมกันอย่างไร แบบไหน จะเอาเรื่องอะไรเป็นเรื่องที่จะทําก่อน ทําหลังอะไรต่าง ๆ อย่างนี้ จะมีกลไกประสานงานอย่างไร ในการพัฒนาพื้นที่ของเราในการที่จะโยง คือแล้วแต่ วาระที่เขาจะตกลงกันนะคะ ทีนี้ในการโยงอันนี้คือเราจะต้องทําใจว่ากระบวนการสมัชชา พลเมืองที่เริ่มจากเดิมอาจจะต้องค่อย ๆ มีกระบวนการพัฒนา อาจจะไม่ใช่สามารถเป็นอะไร ที่เอาไปใช้ได้เลย จะไปร่วมกับการเมืองใหญ่คงจะต้องจัดตัวเองเพื่อให้มีความเข้มแข็ง มีความเข้าอกเข้าใจ มีทิศมีทาง หน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมด้วย จัดวางแนว จัดวางคน จัดวางวิธีการ แล้วก็ค่อย ๆ ดําเนินการ ในระดับพื้นที่ดิฉันเข้าใจว่าจะเป็นระดับพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระดับตําบล ระดับจังหวัด อันนี้เข้าใจว่าสมัชชาพลเมืองจะมุ่งการทํางานพื้นที่ เป็นเรื่องใหญ่นะคะ แต่ว่าในเรื่องเดียวกัน เช่นเรื่องศิลปวัฒนธรรม อย่างนี้เป็นต้น ในแต่ละพื้นที่ ก็อาจจะมีหน่วยที่ทําเรื่องนี้กันอยู่ เขาก็อาจจะโยงกันระหว่างพื้นที่ขึ้นมาเป็นเครือของ ศิลปวัฒนธรรมระหว่างพื้นที่หรือจะโยงกันไปที่ระดับชาติ ซึ่งจะทํากันเป็นอีกขั้นหนึ่งต่อไป แต่ไม่ว่าเขาจะโยงอย่างไรก็ตามมันจะมีฐานของระบบนี้อยู่ที่พื้นที่ ซึ่งเขาจะทํางานร่วมกัน ระหว่างเครือข่ายต่าง ๆ แล้วก็ระหว่างกระบวนการของภาคพลเมืองเหล่านี้กับท้องถิ่น ก็คงต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ใช่ค่อยเป็นค่อยไปที่เริ่มจาก ๐ เรียกว่ามีแรงส่งมาแล้วสัก ๓๐ ๔๐ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในช่วงต่อไปก็คงเป็นช่วงที่ทําให้เข้มข้นขึ้น ในความเข้มข้นนี้ก็คงต้อง แล้วแต่บริบท แล้วก็เรื่องราวของแต่ละพื้นที่แล้วก็ความพร้อมของแต่ละพื้นที่ที่จะเกิดขึ้น ต่อไปค่ะ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ ผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ยอมรับว่าผมยังโง่อยู่ แล้วก็ขอไม่ถามต่อนะครับ พอถามต่อผมจะยิ่งไปใหญ่เลยครับ ผมขอแค่นี้ล่ะครับ แล้วก็ขอไม่รู้แบบนี้นะครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ท่านสมาชิกคะ อย่างไรก็ตามแต่จะมีการอภิปรายสรุปในภาพรวมนี้ตอน ๒๐.๐๐ นาฬิกา ของวันนี้อีกทีหนึ่งนะคะ ท่านวันชัยรออีกนิดหนึ่งค่ะ ถ้าเผื่ออย่างนั้น เพราะว่ายังมีบทที่จะต้อง พิจารณาต่ออีก ๒ บทค่ะ เป็นอันว่าจบการพิจารณาในภาค ๓ หมวด ๒ การปฏิรูปเพื่อลด ความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมนะคะ

ต่อไปจะเป็นการอภิปรายพิจารณาให้ความเห็นในภาค ๓ หมวด ๓ การสร้าง ความปรองดอง ก่อนเปิดให้สมาชิกให้ความเห็น ดิฉันใคร่ขอให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านอาจารย์ดอกเตอร์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านประธาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาสรุปข้อมูลสาระสําคัญในหมวด ๓ การสร้างความปรองดอง อาจารย์เชิญค่ะ

ศาสตราจารย์พิเศษเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธาน ท่านเพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ผมจะใช้เวลาไม่มากนะครับ พูดถึงหมวด ๓ ภาค ๔ มาตรา ๒๙๗ และมาตรา ๒๙๘ เรื่องการสร้างความปรองดองนะครับ ผมขอเกริ่นนําว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๓๖ คนอาจจะมีความขัดแย้งกันในหลายเรื่อง บางเรื่องก็ใหญ่ บางเรื่องก็เล็ก บางเรื่องก็ยังต้องจัดการต่อไป บางเรื่องก็ตกผลึกร่วมกันได้ แต่เรื่องหนึ่ง ที่เห็นร่วมกันมาตั้งแต่ต้นไม่เปลี่ยนแปลงเลย คือรัฐธรรมนูญนี้มีเป้าหมายที่จะทําให้บ้านเมืองปฏิรูป และปรองดอง เราได้พูดเรื่องการปฏิรูปกันไปหลายชั่วโมง แต่ว่าเรื่องปรองดองนั้นก็สําคัญ ไม่น้อยกว่าการปฏิรูป เพราะการปฏิรูปที่แท้จริงนั้นในความเห็นของพวกกระผมนั้น หมายถึงการต้องตบมือ ๒ ข้าง ไม่ใช่ข้างเดียว ก็คือจะต้องปรองดองด้วย

ในมาตรา ๒๙๗ และมาตรา ๒๙๘ มีสาระสําคัญแรกสุดก็คือให้มี คณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งแก้ไขความขัดแย้ง สร้างความรัก ความสามัคคีให้เกิดขึ้นระหว่าง สีเหลืองกับสีแดง หรือจะเรียกสีแดงกับสีเหลืองก็ได้ หรือสีแดง สีเหลือง แล้วก็ฝ่ายที่ ๓ ด้วยก็ได้ แต่ท่านสมาชิกครับมันอาจจะขยายไปถึงความขัดแย้งใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ยังได้ไม่ได้จํากัดตัวเองให้หมายถึงเฉพาะการที่จะแก้ไขความขัดแย้งระหว่างสีเหลืองกับสีแดง เท่านั้น อาจจะขยายไปจนถึงความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ ประชาชน กับประชาชนด้วยกันในเรื่องความขัดแย้งที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ป่า ทะเล ต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดมาแล้วให้ได้ผลตามที่ต้องการที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ขณะเดียวกัน ก็คํานึงถึงประโยชน์ของประชาชนที่ควรจะได้รับการตอบสนองที่ถูกต้องด้วย หรืออาจจะขยายไป จนถึงผู้ที่เดือดร้อนหรือว่าเสียหาย หรือสูญเสียจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ ก็ยังได้ แต่ว่าขอกลับมาที่เรื่องหลักของคณะกรรมการชุดนี้ ก็คือเป็นเรื่องความขัดแย้ง ระหว่างสีเหลืองกับสีแดง คณะกรรมการชุดนี้พยายามที่จะสร้างสรรค์ที่สุด ใช้นวัตกรรม ให้มากที่สุด ที่ผมใช้คําว่าต้องมีนวัตกรรมมากที่สุดเพราะว่าบทเรียนที่เราได้จากต่างประเทศ นี่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกาใต้ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมัน ไม่ว่าจะเป็นรวันดา ไม่ว่าจะเป็นศรีลังกา เป็นบทเรียนที่ว่าด้วยการสร้างความปรองดองหลังจากที่มีการชนะกันแล้ว สงครามสิ้นสุดแล้ว มีผู้ชนะแล้ว สร้างความปรองดองระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้ แต่ความขัดแย้ง ความแตกหัก แล้วก็ความนองเลือดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมันไม่มีผู้แพ้ ไม่มีผู้ชนะ และเราก็ไม่ปรารถนา ที่จะเห็นผู้แพ้ ผู้ชนะก่อนแล้วจึงจะเริ่มปรองดอง จึงเริ่มหาข้อเท็จจริง จึงเริ่มสํานึกผิด จึงเริ่มเมตตา จึงเริ่มให้อภัย แต่ของเราจะต้องสร้างความปรองดองโดยไม่มีผู้แพ้ ผู้ชนะ ไม่มีผู้พิชิต และไม่มีผู้ที่ย่อยยับ และมันยังยากอีกอย่างก็คือว่าในทั้ง ๒ ฝ่าย หรือ ๓ ฝ่ายที่ขัดแย้งกันนั้น ล้วนแต่คิด หรือส่วนใหญ่ก็คิดว่าตนถูกอีกฝ่ายผิด ตนเสียเปรียบ อีกฝ่ายได้เปรียบ ตนมีหลักการ อีกฝ่ายไม่มีหลักการ ตนคือขาว อีกฝ่ายคือดํา ผมคิดว่าสิ่งที่ทั้ง ๒ ฝ่าย หรือ ๓ ฝ่าย ก็ตามต่อสู้ขัดแย้งกันนั้นก็ยอมรับว่าหลายอย่างก็มีมูล หลายอย่างก็มีข้อเท็จจริง หลายอย่าง ก็ฟังได้ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเรานอกจากที่จะต้องพยายามสามัคคีกันแล้วต้องให้เกียรติ กับทั้ง ๒ ฝ่าย หรือ ๓ ฝ่าย ต้องมองกันในแง่ดี ต้องหัดคิดให้เหมือนคู่ปรปักษ์หรือคู่ขัดแย้ง ของเราบ้าง คณะกรรมการที่จะมาสร้างความปรองดองนั้นเป็นคณะกรรมการอิสระ ๑๕ คน ไม่ใช่ลูกน้องของรัฐบาล ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐสภา ไม่ได้เป็นราชการปกติ แล้วก็อยู่แค่ ๕ ปี ประกอบด้วยคนกลาง ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้รู้ถึงความขัดแย้งในอดีตตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ จนถึงปี ๒๕๕๗ มีประสบการณ์ในการแก้ไขความขัดแย้ง และที่สําคัญมีคนยอมรับนับถือ โดยนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คนที่จะรับผิดชอบตั้งก็คือนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็คือฝ่ายที่ ๓ พอจะเรียกอย่างนั้นได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เป็นปรปักษ์กัน ที่จะเป็นคนตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้น แต่รายละเอียดยังต้องว่ากันอีกทีหนึ่ง แล้วก็คนตั้งนี้ ก็ไม่ใช่จะตั้งได้ตามใจชอบ จะต้องระมัดระวัง มีคุณสมบัติที่ในกฎหมายลูกจะเขียนเอาไว้ ที่จะต้องคํานึงถึงในการตั้ง ๑๐ ท่านซึ่งเป็นคนกลาง ส่วนอีก ๕ ท่านก็จะเป็นผู้ที่มาจาก ความขัดแย้ง เป็นผู้ที่เป็นผู้นําอยู่ในความขัดแย้ง หรือจะเป็นผู้ที่ไม่ยอมรับว่าตัวเอง อยู่ในความขัดแย้ง แต่ปรารถนาที่จะแก้ไขความขัดแย้งแต่ว่าเป็นที่ยอมรับจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้เข้ามาทํางาน แต่มาทํางานด้วยหมวกใบใหม่ ซึ่งจะไม่คิดถึงแต่ประโยชน์ของฝ่ายตนหรือความห่วงใยของ ฝ่ายตนที่ตนสังกัดหรือที่ตนเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น เพื่อจะมาร่วมกับอีก ๑๐ ท่านช่วยกัน แก้ปัญหาแล้วก็อยู่ได้แค่ ๕ ปีเท่านั้นเองอีกนะครับ คณะกรรมการอิสระนี้จะต่อยอด ทางความคิด ทางข้อมูล ทางประสบการณ์ จากคณะกรรมการ จากนักวิชาการ จากรัฐสภา จากรัฐบาลที่ได้ศึกษาวิเคราะห์เรื่องความขัดแย้ง สาเหตุที่มานี้นะครับ เป็นเอกสารกองโต เราจะไม่ศึกษาอะไรเพิ่มอีกมากนักนะครับ แต่จะต่อยอดจากความรู้ ข้อสังเกต ข้อแนะนํา ต่าง ๆ เหล่านั้น แล้วหาวิธีแก้ไขมาเสนอรัฐบาล เราจะเอาประสบการณ์จากต่างประเทศด้วย ต้องคํานึงถึงหลักการสากลด้วย แต่ขณะเดียวกันก็จะต้องเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทยของเราด้วย คณะกรรมการอิสระจะเป็นคนกลาง จะเป็นเวที จะเป็นสมอง จะเป็นหัวใจในการผนึก กําลังสร้างสรรค์ ๒ ฝ่ายหรือทุก ๆ ฝ่าย ซึ่งท่านประธานครับ ผมเองได้ดําเนินการพูดคุยกับ หลาย ๆ ฝ่ายที่ขัดแย้งกัน ทั้งที่อยู่ในระดับนํา ระดับกลาง ๆ และระดับล่างมามากพอสมควร ก็พอจะกล่าวให้เพื่อนสมาชิกได้มั่นใจได้ว่าเห็นทางออก เหมือนที่คุณหมอชูชัย เห็นทางออก ของบ้านเมือง ผมเองก็เห็นทางออกนะครับ หากรัฐธรรมนูญของเราไม่กีดกันฝ่ายใดให้ออกไป จากอํานาจสิ้นเชิง ไม่ขโมยชัยชนะของฝ่ายใด ซึ่งรัฐธรรมนูญของเราผมก็ย้ําว่าแทบจะไม่มี ฝ่ายแพ้ ฝ่ายชนะ มันจะเป็นการชนะตามสัดส่วนได้คะแนนมากก็ชนะมาก ได้คะแนนน้อย ก็ชนะน้อยนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็มีความมั่นใจเมื่อมารวมกับรายละเอียดต่าง ๆ ของ คณะกรรมการอิสระนี้แล้วนะครับ บ้านเมืองก็น่าจะกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ในเวลาที่ไม่ช้ามากนัก คณะกรรมการอิสระนี้จะเยียวยา ฟื้นฟู เยี่ยมเยือนครอบครัว จะไปตามโรงพยาบาล คุก ตะราง ซึ่งผมเองก็มีโอกาสได้ไปเยี่ยมคุก ตะราง ได้พบกับผู้ที่เสียหาย ผู้ที่ถูกคุมขัง ผู้ที่ต้องสูญเสียกระทั่งครอบครัวในระหว่างที่ติดอยู่ในคุก ผู้ที่จําคุกมาแล้ว ๓ ปี ๙ เดือน แล้วก็เหลือจะจําคุกต่อไปอีก ๙ ปี ๓ เดือนต่าง ๆ เหล่านี้ พิการ ตาบอด ก็มีอยู่หลายรายมาก รวมทั้งฟื้นฟูด้านจิตใจของผู้ที่เสียหาย ญาติมิตร คนรักที่เหลืออยู่ แล้วก็ให้การเยียวยา ทางเงินตราด้วยนะครับ แม้กระทั่งต้องหาที่เรียน ที่ทํางานต่าง ๆ ให้กับลูกหลานของผู้ที่สูญเสีย หรือผู้ที่เสียชีวิตไปนะครับ ท่านผู้มีเกียรติครับ ท่านเพื่อนสมาชิกครับ คณะกรรมการอิสระนี้ ยังจะต้องจัดให้มีการศึกษา จัดให้มีการศึกษาครั้งใหญ่ในสังคม ในหลาย ๆ ระดับ ในหลาย ๆ รูปแบบ ทําให้เรื่องรู้รักสามัคคีเป็นอุดมการณ์ เป็นค่านิยมชุดใหม่ ให้คนที่ต่างกัน เถียงกัน ประชันขันแข่งกันได้ตามระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่แตกหัก ไม่ทําลายล้าง ไม่รุนแรง สันติสุข น่าจะต้องเป็นค่านิยมใหม่อีกค่านิยมหนึ่งที่พวกเราจะต้องช่วยกันเผยแพร่ ให้เป็นที่ยึดกุม ของประชาชน นอกจากนั้นคณะกรรมการอิสระอาจจะเสนอให้ตราพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ เสนอนี้ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเสนอเองได้ อย่างที่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วง ก็ขออย่าได้เป็นห่วงเลย ก็เป็นพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษซึ่งขอพระราชทานอภัยโทษจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้ล่วงละเมิดพระราชอํานาจแน่นอนนะครับ และในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่เรากําลังใช้อยู่ขณะนี้ รัฐธรรมนูญที่กําลังร่างอยู่ขณะนี้ ก็ล้วนแต่ระบุบัญญัติเอาไว้ทั้งสิ้นว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจที่จะอภัยโทษนะครับ ไม่มีวิธีการอื่นนะครับ แล้วก็ในการที่จะตราพระราชกฤษฎีกาให้รัฐบาลเพื่ออภัยโทษ ก็ต้องโทษมาถึงที่สุดแล้ว มีการรับโทษแล้ว แล้วก็สํานึกผิดต่อคณะกรรมการอิสระนี้นะครับ และต่อราชการตามปกติด้วย ไม่ได้ต่างจากกรณีอื่น ๆ เลย เพราะฉะนั้นก็เป็นการอภัยโทษที่คํานึงถึงหลักนิติธรรมด้วย ไม่ใช่อภัยโทษสุ่มสี่สุ่มห้า หรือว่าส่งเดชแบบที่เราทั่วไปอาจจะเป็นห่วงกันอยู่นะครับ แม้แต่พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ก็อาจจะเกิดได้ แต่ในรูปของความคิดเห็นที่เสนอต่อรัฐบาล และรัฐบาลจะต้องเป็นคน ตราขึ้นมาเป็นพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม แต่ว่าเราเองไม่มีอํานาจที่จะออกพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมได้ เสนอรัฐบาลก็ยังไม่ได้ รัฐบาลต้องตราเอง ไม่เหมือนกับพระราชกฤษฎีกา อภัยโทษ ซึ่งเราสามารถตราขึ้นมาได้แล้วก็ให้รัฐบาลและรัฐบาลก็ต้องเป็นผู้รับสนอง พระบรมราชโองการ นั่นก็เป็นสาระอย่างสั้น ๆ ของมาตรา ๒๙๗ และมาตรา ๒๙๘ แต่ว่าท่านสมาชิกครับ สิ่งที่สําคัญที่สุดก็อยู่ที่ว่าพรรคฝ่ายต่าง ๆ ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่เวลานี้ รวมทั้ง สปช. ของเราด้วยว่าจะมีวัฒนธรรมที่จะมุ่งมั่น ที่จะฟันฝ่าวิกฤติต่อไปได้อย่างไร ผมก็อยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วคนไทยเราเคยฝ่าวิกฤติมาแล้วอย่างมหัศจรรย์หลายต่อหลายครั้ง วิกฤติที่เรากําลังประสบอยู่เวลานี้ก็คือวิกฤติเรื่องความปรองดอง วิกฤติในเรื่องความสามัคคี ผมก็เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือของ สปช. จะทําให้เราฝ่าวิกฤติได้ด้วยความร่วมมือของ พรรคฝ่ายต่าง ๆ ของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เราจะต้องฝ่าวิกฤติออกไปให้ได้นะครับ จริง ๆ แล้ว บรรพบุรุษของเราเคยนําชาติฝ่าวิกฤติไปได้หลายครั้งอย่างมหัศจรรย์นะครับ เช่นในสมัย ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ เราเป็นไม่กี่ประเทศในโลกตะวันออกที่เอาตัวรอดจากอาณานิคมฝรั่งได้ ที่ตั้งของประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้านซ้ายก็อังกฤษ ด้านขวาก็ฝรั่งเศส ด้านเหนือก็อังกฤษ ด้านใต้ก็อังกฤษ แต่ว่าเราสามารถเอาตัวรอดมาได้ อย่างน่าพิศวง ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผมคิดว่าวิกฤตินี้หนักกว่าวิกฤติที่เรากําลังเผชิญอีกนะครับ เราเอาตัวรอดจากญี่ปุ่นได้อย่างไร ญี่ปุ่นเข้าที่ไหนที่นั่นตายกันเป็นพันคน เป็นหมื่นคน เป็นแสนคน แต่เราเอาตัวรอดจากญี่ปุ่นได้ แล้วก็ยังเอาตัวรอดจากสัมพันธมิตรได้ ญี่ปุ่นแพ้ แต่เราไม่ได้แพ้ตามญี่ปุ่น เราเอาตัวรอดมาได้อย่างไร มันน่าพิศวง ในสงครามเย็นซึ่งประเทศ รอบบ้านของเราเข้าสู่สงครามแล้วกลายเป็นสงครามร้อนหมด แต่เรายังรักษาความเป็น สงครามเย็นไว้ได้นะครับ เราไม่ถลําลึกเข้าไป จึงทําให้เรามีโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่าง ยาวนานต่อเนื่องร่วม ๓๐ ปี ๔๐ ปี นับว่าเป็นความสําเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของผู้นํา ของประชาชน ของกลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่ในเมืองไทย นอกจากนั้นเรายังได้ฝ่าวิกฤติสงครามกลางเมือง กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาได้อย่างไร ท่านที่อายุมากพอสมควรคงจําได้ว่า สมัยก่อนเมืองไทยเกินกว่ากึ่งหนึ่งมีการต่อสู้ด้วยกําลังอาวุธทั้งสิ้น พอตกเย็นไม่ต้องไปไหนละครับ ถนนหนทางไม่ต้องไปใช้กันอย่างทุกวันนี้นะครับ อันตราย หยุดเสาร์อาทิตย์ไม่ได้ไปเที่ยว ต่างจังหวัดหรอกครับ เพราะว่ามันไม่ปลอดภัยที่จะไป แต่ในที่สุดเราสามารถแก้ปัญหานั้นได้ สามารถทําให้ประเทศคืนสู่ความสุข สงบ สันติได้อย่างน่าพิศวง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวิกฤติ ที่เรากําลังเผชิญอยู่นี้ เราในฐานะที่เป็น สปช. ก็ดี เป็นกรรมาธิการก็ดี เราคงไม่มีสิทธิที่จะทํา อะไรอย่างอื่นนอกจากจะต้องฟันฝ่าไป นอกจากที่เราจะต้องร่วมกับฝ่ายนําในสังคมที่จะต้อง ฟันฝ่าไป แล้วก็ร่วมกับประชาชนที่เราอยู่ใกล้ชิดหรือที่เราเชื่อมสัมพันธ์อยู่ด้วยพากันไป คงไม่สามารถที่จะมอบให้เป็นภาระของคนอื่นได้ ท่านที่เคารพครับ เรารอดจากวิกฤติต่าง ๆ มาได้มากมายจนกระทั่งกลายเป็นลักษณะประจําชาติ แต่ผมกลัวเหลือเกินว่าเราจะสูญเสีย ลักษณะประจําชาตินี้ กลัวมากว่าความมืดมน ความอับจน ความท้อแท้จะเข้ามาอยู่ในจิตใจ ของพวกเรา ผมจึงอยากจะเรียกร้องพวกเราว่าเราจะต้องฟันฝ่าไป แน่นอนบางส่วนอาจจะ พระสยามเทวาธิราชช่วยคุ้มเกล้าปกเกศพวกเราเอาไว้นะครับ แต่ว่าท่านครับ พระสยามเทวาธิราช จะช่วยคนที่ช่วยตัวเองเท่านั้น บรรพบุรุษของเราได้ทําอะไรทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว พระสยามเทวาธิราชก็โปรด พวกเราก็เหมือนกันครับเราต้องทํา เพราะฉะนั้นจึงอยากที่จะให้พวกเราที่อยู่ในที่นี้มีส่วนที่จะช่วยให้คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญคิด หลายอย่างยังไม่มีรายละเอียด ที่ท่านวันชัยถามว่าสมัชชาพลเมืองคืออะไร อย่าว่าแต่ท่านจะงง ผมเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร เพราะฉะนั้นผมเองก็ร่วมโง่ด้วยอีกคนหนึ่ง แต่ว่าเราทุกคนก็เรียนรู้ด้วยกัน คุณสมสุขเองก็คงไม่ได้เข้าใจเสียทั้งหมด แต่ว่าเราไม่ใช่เข้าใจ อะไรหมดและเราถึงร่าง ก็เรียกว่างม ตอนไหนต้องงมก็งม ตอนไหนมีไฟฉายส่องก็ต้องใช้ ไฟฉายส่อง เรื่องที่เราทํานั้นมันสําคัญมากจนไม่สามารถที่จะรอให้เข้าใจก่อนแล้วถึงจะมาทํา เพราะฉะนั้นผมก็ต้องยอมรับว่ามาตรา ๒๙๗ มาตรา ๒๙๘ นี้พยายามที่คิดออกมาอย่างนี้ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความตั้งใจ ด้วยความพยายามที่จะทําให้บ้านเมืองฝ่าวิกฤติได้ ผมก็มีสั้น ๆ แต่เพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะอาจารย์ ต่อไปเป็นการอภิปรายของสมาชิกในหมวด ๓ การสร้างความ ปรองดองนี้นะคะ มีเพียง ๒ ท่านเท่านั้นค่ะ คือ พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ แล้วก็ท่านนิอาแซ ซีอุเซ็ง อาจารย์เจิมศักดิ์มีอะไรหรือเปล่าคะ

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

เรียนท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ อาจารย์เอนก ได้พูดถึงว่าสมาชิกบางท่านอาจจะคล้าย ๆ วิตกไปในมาตรา ๒๙๘ (๖) ซึ่งก็คือผม ผมทั้งเขียนเอกสารกราบเรียนท่านประธานกับคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมขอถาม เพื่อให้มันเกิดความสบายใจ อาจารย์เอนกบอกว่าคดีต้องถึงที่สุด แล้วก็ผ่านระบบ การพิจารณาปกติก็คือบุคคลที่จะได้รับการเสนอเพื่อที่จะออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษนั้น ผ่านระบบพิจารณาปกติรับโทษประพฤติตัวดี ผมก็ตั้งคําถามครับว่า ในมาตรา ๒๙๘ (๖) มันอยู่ตรงไหน นี่เป็นรัฐธรรมนูญนะครับ นี่ไม่ใช่ข้อความทางวิชาการที่เขียนอย่างนี้แล้วให้ไป คิดเอาเองว่ามันจะต้องผ่านขั้นตอนอย่างไร แต่ (๖) บอกว่าเสนอให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา อภัยโทษแก่บุคคลซึ่งให้ความจริงอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การดําเนินงานและผู้กระทํา ซึ่งได้แสดงความสํานึกผิดต่อคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติแล้ว มีตรงไหนครับที่บอกว่าได้ผ่านการพิจารณาของศาลถึงที่สุดแล้ว ถ้าอันนี้เป็นกฎหมายแม่บทเมื่อไร ตกลงมันไม่มีนี่ครับ ก็แปลว่าคณะกรรมการชุดนี้ที่จะตั้งขึ้นมีอํานาจที่จะเสนอพระราชกฤษฎีกา เพราะว่ารัฐธรรมนูญมันใหญ่กว่านี่ครับ มันก็โอเวอร์รูล (Overrule) ระเบียบหรือกฎเกณฑ์ที่เคยทํา คือถ้าเป็นอย่างนี้มีปัญหาแน่ ก็คือว่า

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

อาจารย์คะ อาจารย์ถามใช่ไหมคะ เดี๋ยวลองให้ท่านอาจารย์เอนกลองตอบอาจารย์ดีไหมคะ

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ใช่ครับ แต่ว่าตรงนี้มีปัญหาแน่ครับ เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนี้ อ่านอย่างไรก็ตามนี่เป็นกฎหมายครับ นี่ไม่ใช่เป็นข้อเสนอทางวิชาการ ถ้าเป็นอย่างนี้ พอเป็นกฎหมายปั๊บมีบุคคลเดินทางเข้ามาในประเทศไทยกราบ ๘ คน จาก ๑๕ คน ผมสํานึกผิดแล้วทุกอย่างจบ เพราะว่าขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญนี้มันโอเวอร์รูลหมดเลย ระเบียบหรือวิธีการว่าต้องกลับมารับโทษแล้ว แล้วก็หลังจากนั้นประพฤติตัวดี นี่คือกฎหมายนะครับ เพราะฉะนั้นจะมาบอกว่าเราไปตีความต่อเอาเองคงไม่ได้

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

อาจารย์เป็นข้อคําถามก็พอแล้วค่ะ อาจารย์เอนกจะตอบเลยไหมคะ

ศาสตราจารย์พิเศษเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมาธิการ

ผมว่าเดี๋ยวรอให้ สรุปตอนท้าย

(นายสิริ เจนจาคะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสิระ เจนจาคะ

ท่านประธานครับ ผม สิระ เจนจาคะ ขอประท้วง ผู้อภิปรายครับ เพราะท่านไม่ได้ยื่นแปรญัตติครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ไม่เป็นไรค่ะ เพราะถ้าเผื่อเป็นคําถามที่จะทําให้สมาชิกได้เกิดความเข้าใจก็ถือว่าเป็นเรื่อง ที่รับได้นะคะ ขอเชิญอาจารย์เอนกค่ะ

ศาสตราจารย์พิเศษเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมาธิการ

ให้ตอนสุดท้าย ที่คณะเขาจะสรุปกันเลยครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ถ้าแบบนั้นก็ดีเหมือนกันค่ะ เพราะว่าจะมีท่านสมาชิกได้อภิปราย ๒ ท่าน และบางที ตอบคราวเดียวเลยดีกว่าค่ะ จะมีท่านสมาชิก ๒ ท่านที่จะอภิปรายให้ความเห็นในเรื่องนี้นะคะ ก็คือท่าน พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ แล้วก็ท่านนิอาแซ ซีอุเซ็ง ขอเชิญท่าน พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ค่ะ

พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ 🔗

บรรยากาศแห่งการปรองดองเริ่มแล้วครับ ผม พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒๔๘ ผมว่าความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในปัจจุบัน ถ้าเผื่อเราจะดูว่าความขัดแย้งรุนแรงขนาดไหน ผมก็ไปดู จากการที่เราถูกประเมินจากองค์กรระหว่างประเทศ ชื่อว่าจีพีไอ (GPI) ขออนุญาต ภาษาอังกฤษ โกลบอล พีซ อินเด็กซ์ (Global Peace Index) เขาได้ประเมินความสงบสุข ของประเทศไทย ผมติดตามดูตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ เราอยู่ลําดับที่ ๑๐๗ พอปี ๒๕๕๖ เราอยู่ลําดับ ที่ ๑๑๘ พอปีที่แล้วเราอยู่ลําดับที่ ๑๒๖ แสดงว่าความรุนแรงมันเพิ่มขึ้น ความเลวลง ในการขัดแย้งมันก็มากขึ้น อีกหน่วยงานหนึ่งเขาประเมินเราว่ามีความเสี่ยงก่อการร้าย ประมาณเท่าไร เมื่อ ๔ ปีที่แล้วเราอยู่ลําดับที่ ๑๓ มาปีที่ผ่านมานี้เราอยู่ลําดับที่ ๑๐ ครับ เสี่ยงต่อการก่อการร้ายด้วย ทีนี้มาดูแล้วการจัดการความขัดแย้ง ผมจะมองสามมิติ คือมิติเชิงป้องกัน แก้ไข แล้วก็ฟื้นฟูเยียวยาหรือปรองดองอะไรที่เรากําลังจะทํา ในการจัดการ ความขัดแย้งต้องทําด้วยการมีสมาธิและสติมาก แล้วก็จะต้องไม่อคติ แล้วผมคิดว่าต้องใช้ศาสตร์ มากกว่าศิลป์ ผมพยายามจะดูรัฐธรรมนูญว่า เราต้องสร้างให้เกิดการอยู่ร่วมกันมากกว่าการแข่งขัน

แล้วก็อีกประการหนึ่งก็คือต้องสร้างพื้นที่ให้ฝ่ายรัฐ ฝ่ายการเมือง ฝ่ายประชาชน สามารถอยู่ร่วมกันได้ ผมก็ดูในรัฐธรรมนูญต่าง ๆ มา ก็มี แล้วก็บางทีอาจจะมีน้อยไป หรือเปล่าบางที่ ยกตัวอย่างเช่น ผมเคยอภิปรายในครั้งที่แล้วว่า ในมาตรา ๑๖๖ มาตรา ๒๗๓ มาตรา ๓๐๑ ที่จะให้มี ๑ ใน ๓ ของสมาชิกที่สามารถที่จะลงมติไม่ไว้วางใจหรือร้องศาลฎีกา หรือว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็ท่านบอกว่ารวมตัวกันในมาตรา ๑๒๐ ได้ ๔ ใน ๕ ก็คือหมายความว่า พรรคฝ่ายค้านจะมี ๑ ใน ๕ เพราะฉะนั้นไม่ต้องทําอะไรหรอกครับ พรรคฝ่ายค้านนี้ถูกซื้อคนเดียวก็ทําอะไรไม่ได้แล้ว ผมจึงขอเปลี่ยนในมาตรา ๑๒๐ น่าจะเป็น ฝ่ายค้านน่าจะมี ๑ ใน ๔ อย่างน้อยมากกว่า

อีกประการหนึ่ง ผมดูแล้วว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฝากข้อสังเกตเอาไว้ด้วย มีสมาชิกบอกว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ในมาตรา ๓๕ (๑๐) ได้เขียนไว้ว่าให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาถึงความจําเป็นและความคุ้มค่า ที่จะต้องมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นโดยอาศัยอํานาจตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่จําเป็นต้องมี ให้พิจารณามาตราที่จะให้ดําเนินการของงานองค์กรดังกล่าว เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อันนี้สําคัญยิ่งเลย ต้องไปเขียนในเจตนารมณ์ให้ดี มิฉะนั้นก็อาจจะเบี่ยงเบนไปได้ แล้วก็อาจจะมีปัญหาในอนาคตต่อไปด้วย ตอนนี้ถึงความขัดแย้ง ในประเทศไทย มีมานานหรือยัง ผมเห็นท่านก็พูดกันเยอะแยะมากมายว่ามีมา ๑๐ ปีแล้ว และไม่ใช่ครับ มีมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นไป ผมจะพิสูจน์ให้ทราบว่าทําไมเป็นอย่างนี้ มีการเปลี่ยนแปลงและมีความขัดแย้งรุนแรงทุก ๆ ๒๐ ปี ตั้งแต่ ๒๔๗๕ ก็จะมี ปี ๒๔๙๐ ถึงปี ๒๔๙๕ แล้วมาถึง ปี ๒๕๑๖ ปี ๒๕๓๕ แล้วก็มาปีนี้เป็นรอบปีที่ ๒๐ ในรอบที่ ๓ ก็คือ ปี ๒๕๕๕ ที่เรากําลังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วเชื่อมั่นได้ว่าถ้าเผื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ออกมาและการปฏิบัติ การยึดตามรัฐธรรมนูญไม่เกิดผล เราก็คงไปเจอกันในปี ๒๕๗๕ ต่อไปด้วย ซึ่งผมก็ไม่เจอแล้วนะครับ ขอบคุณครับ

แล้วในส่วนของความขัดแย้งที่ผมบอกว่าเกิดขึ้นผมมีสิ่งที่พิสูจน์ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันขึ้นครองราชย์ ปี ๒๔๘๙ บรมราชาภิเษก ปี ๒๔๙๓ บรมราชาภิเษกได้เพียง ๕ เดือน ท่านดูพระราชดํารัสของพระองค์ท่าน ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้ปรากฏตลอดว่าชาติใดเสื่อมสูญย่อยยับอับปางไปก็เพราะประชาชาติ ขาดสามัคคีธรรม แตกแยกเป็นหมู่คณะ เป็นพรรคเป็นพวก คอยเอารัดเอาเปรียบ ประหัตประหารซึ่งกันและกัน บางพรรคบางพวกถึงกลับเป็นไส้ศึกให้ศัตรูมาจู่โจมทําลายชาติตน เหมือนปัจจุบันไหมครับ นี่คือเกิดเมื่อปี ๒๔๙๓ หลายท่านยังไม่ได้เกิดเลย ผ่านมาปี ๒๕๓๕ ท่านก็ตรัสว่า ปัญหาของวันนี้ไม่ใช่ปัญหาของการบัญญัติหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกวันนี้ คือความปลอดภัย ขวัญดีของประชาชน ซึ่งเดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วไปทุกแห่งทุกหนมีความหวาดระแวง ว่าจะเกิดอันตราย มีความหวาดระแวงว่าประเทศชาติจะล่มจมโดยที่จะแก้ไขลําบาก และอีกวรรคหนึ่งท่านตรัสว่าจะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วใครจะชนะ ไม่มี ทางอันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดคือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานคร แล้วจะมี ประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะเวลาอยู่บนกองปรักหักพังเหล่านี้ อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น

ในส่วนการปรองดองผมก็มองเห็นว่า ถึงจะมี ๒ มาตรา ผมเห็นกําหนดไว้ ในมาตรา ๒๗๗ ว่าหลักการระยะเวลาที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ที่ให้มีคณะกรรมการ สร้างความปรองดองตามหลักการตรงนี้ ๕ ปี ผมคิดว่า ๕ ปีนี้คงไม่มีทางแก้ปัญหาได้ แล้วก็มี ประชามติต่อได้อีก ๕ ปี ผมก็คิดว่ายังแก้ปัญหาไม่ได้ ไม่ควรจะกําหนดไว้แค่นี้ ผมเชื่อแน่ว่า อีก ๒๐ ปีก็แก้ปัญหาไม่ได้ ผมจะเรียนทุกท่านในที่นี้เลยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา ท่านไม่ต้องทําอะไรเลยวันนี้ ท่านเริ่มแก้ปัญหาอีก ๑๐ ปียังแก้ไม่หมดเลย แล้วนับประสาอะไร ที่ท่านกําหนดไว้นี้ ไม่ต้องครับ ปล่อยให้ลอยตัวอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วก็เปลี่ยนไปทุก ๕ ปี ให้มีการลงมติก็จะลงไป ผมคิดว่ามันจะสามารถแก้ปัญหาอันนี้ได้ตลอดไป

ในมาตรา ๒๙๘ ที่มอบอํานาจคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ ควรให้มีอํานาจหน้าที่และท่านกําหนดไว้นั้น ผมขออนุญาตเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับว่ามีอํานาจ ในการที่จะเรียกให้ผู้ขัดแย้งหรือฝ่ายต่าง ๆ เข้ามาร่วมในการพูดคุยกัน ต้องมีอํานาจหน้าที่ ตรงนี้ด้วย เพราะว่าบางประเทศเขามีอํานาจตรงนี้ ถ้าเผื่อไม่เข้ามาพูดคุยไม่สามารถ ไปฟ้องร้องต่อศาลได้ ขออนุญาตเพิ่มตรงนี้

แล้วก็ขออนุญาตอีกส่วนหนึ่งก็คือในมาตรา ๑๗๙ ที่มีการกําหนดเอาไว้ว่า การบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดําเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งรวมถึงนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

พอมามาตรา ๒๘๔ (๑) ท่านเขียนเอาไว้แค่การบริหารราชการแผ่นดิน และจัดสรรงบประมาณต้องดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาวและแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่ใช่ครับ ต้องเพิ่มไปว่า ในแผนระยะยาวซึ่งรวมถึงนโยบาย ความมั่นคงแห่งชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย ถึงจะครอบคลุมทั้งหมด

อันสุดท้าย ในมาตรา ๑๑๔ ที่ท่านเขียนว่า อายุของสภาผู้แทนราษฎร มีกําหนดคราวละสี่ปีนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง

ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร จะมีการควบรวมพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มิได้

แต่พอไปดูในมาตรา ๑๖๘ ในเจตนารมณ์ท่านเขียนไว้อย่างนี้ครับ

กรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองที่มิได้ร่วมเป็นรัฐบาล เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี เป็นรายบุคคล ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาในกรณีที่พรรครัฐบาลยุบรวม ควบรวมกับพรรคการเมืองอื่น เพื่อให้พรรคฝ่ายค้านมีเสียงในสภาน้อยจนไม่สามารถขอเปิดอภิปรายไว้วางใจได้ มันขัดแย้งกันเองครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านนิอาแซ ซีอุเซ็ง ท่านมี ๒๐ นาทีค่ะ

นายนิอาแซ ซีอุเซ็ง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภา ปฏิรูปแห่งชาติที่นับถือทุกท่านครับ กระผม นายนิอาแซ ซีอุเซ็ง สปช. หมายเลข ๑๑๖ จากจังหวัดนราธิวาสครับ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตยกร่างรัฐธรรมนูญภาค ๔ หมวด ๓ มาตรา ๒๙๗ และมาตรา ๒๙๘ ครับ ประเด็นการสร้างความปรองดองของคนในชาติครับ ความจริงผมเองนั้นอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา และคณะกรรมาธิการอีกคณะกรรมาธิการหนึ่งก็คือคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา ถามว่าทําไมผมไม่พูดเรื่องกีฬาหรือเรื่องศาสนา อยากจะตอบว่าในคณะกรรมาธิการปฏิรูป ค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนาและคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬานั้น มีผู้หลักผู้ใหญ่ มีผู้ที่มีความเก่งกาจสามารถมากมายหลายท่านผมจึงจําเป็นต้องหลีกทางให้ครับ

ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบว่าผมเป็นคน จังหวัดนราธิวาสครับ ทุกท่านก็ทราบดีว่าจังหวัดนราธิวาสมีเหตุการณ์ที่เกิดความรุนแรง มาเป็นสิบ ๆ ปี ประชาชนในพื้นที่ขาดความปรองดอง ขาดความสามัคคี ซึ่งกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญบางท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ทราบดีว่าเหตุผลมาจากเรื่องอะไร ผมกระหายเหลือเกินครับ ผมมีความต้องการอยากจะให้จังหวัดนราธิวาสมีความสงบสุข มีความปรองดองครับ อยากจะให้มีสันติสุขในจังหวัดนราธิวาสรวมทั้งจังหวัดปัตตานีและจังหวัดยะลาด้วย และอีกส่วนหนึ่ง ของจังหวัดสงขลาคือ ๔ อําเภอครับ อยากจะได้ความปรองดองอันนี้มาเป็นอย่างยิ่ง จึงขอขอบคุณทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานที่เคารพครับ การสร้างความปรองดองของคนในชาติเป็นเรื่องที่คนไทยส่วนใหญ่ มีความต้องการไม่แพ้เรื่องปากท้อง ไม่แพ้เรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินครับ ท่านประธานเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าในอดีตที่เพิ่งผ่านมาไม่นานมานี้เองทางรัฐบาลได้มี การแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นคณะหนึ่ง มีหน้าที่ศึกษา มีหน้าที่วิเคราะห์ มีหน้าที่ หาสาเหตุ มีหน้าที่เกี่ยวกับการปรองดอง นําเสนอรัฐสภาและรัฐบาลเพื่อที่ดําเนินการแก้ไข ผมถามว่าสําเร็จไหมครับ ผลลัพธ์ชัดเจนว่าสูญเปล่าครับ เสียเวลา ผมจะยกตัวอย่าง ในจังหวัดนราธิวาสมีอาจารย์ท่านหนึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมากในประเทศไทยอุตส่าห์ลงทุน เดินทางไปจังหวัดนราธิวาส เดินเท้าครับ ตามรายทางที่ท่านผ่านท่านจะเชิญชวนพี่น้องชาวไทย ทั้งหลายร่วมกิจกรรมกับท่าน คือเดินทางไปยังจังหวัดปัตตานี ไปเพื่อเรียกร้องให้คนในพื้นที่ เรียกร้องให้พี่น้องประชาชนชาวไทยแสดงพลังขอความสันติสุข แสดงพลังเพื่อหา ความปรองดองในพื้นที่ แต่ถามว่าสําเร็จไหมครับ จริง ๆ ถ้าท่านเดินผ่านหน้าบ้านผม ผมจะบอกว่าอย่าทําเลย เสียเวลาครับ เหนื่อยเปล่าครับ

อีกประการหนึ่ง อีกตัวอย่างหนึ่งครับ เมื่อปี ๒๕๔๗ ที่จังหวัดนราธิวาส กับที่จังหวัดปัตตานีเกิดเหตุการณ์รุนแรงจนกระทั่งหลายฝ่ายวิตกกังวลว่ามันจะลุกลามใหญ่โต ก็มีทางราชการนี่ล่ะครับที่พยายามจะเข้าไปดูแลในเรื่องนี้ จะเข้าไปทําความเข้าใจ กับคนในพื้นที่ ทําความเข้าใจระหว่างพี่น้องประชาชนกับทางราชการ ถามว่าได้ผลสักเพียงใด ในขณะเดียวกันก็มีคนที่มีความคิดบรรเจิด ผมไม่ทราบว่าใครคิด เรียกร้องเชิญชวน พี่น้องประชาชนในประเทศไทยทั้งประเทศพับนกกระดาษครับ แล้วก็ลงทุน เอาไปใส่เครื่องบิน บรรทุกเครื่องบินไปโปรยใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมดูแล้วผมงงครับ นกมันพูด กับชาวบ้านไม่ได้ครับ นกพิราบนี้ใช้ในกีฬาโอลิมปิกได้ แต่ถ้าเป็นเขตที่มีความขัดแย้ง เขตที่มี ความรุนแรงมันใช้ไม่ได้หรอกครับ เสียเวลาเปล่าครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมเสียดายครับ ผมเสียดายเวลาที่ทางทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นทางราชการ และองค์กรอิสระต่าง ๆ พยายามที่จะสร้างความปรองดอง พยายามที่จะสร้างความสมัครสมาน สามัคคีในพื้นที่ แต่มันยังไม่สําเร็จ ถามว่าในอนาคตนี้มันจะสําเร็จไหมครับ ผมเชื่อครับว่า สําเร็จ แต่ต้องใจเย็น ๆ ต้องอดทนไว้ครับ ผมจะยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านคือมาเลเซีย ผมไม่ใช่นิยมมาเลเซียครับ และผมก็ไม่ได้นิยมเยอรมันด้วยครับ ที่มาเลเซียนี้ครับ ทุกท่าน ก็ทราบดีว่าในประเทศมาเลเซียนี้มีพี่น้องประชาชนของชาวมาเลเซียนี้มีชาติพันธุ์ต่าง ๆ รวม ๓๕ ชาติพันธุ์ ชาติพันธุ์ใหญ่ที่มีอิทธิพลทางด้านการเมือง ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้าน การปกครอง มีอยู่ ๓ ชาติพันธุ์ คือชาวมลายู ภูมิบุตร ๒. ก็คือคนจีนครับ ๓. คนอินเดีย ถามว่า ชาติพันธุ์เหล่านี้เขามีความสําคัญอย่างไรในพื้นที่ ท่านประธานที่เคารพ เขามีพรรคการเมือง ของเขา มีความชัดเจน คนจีนพรรคดีเอพี (DAP) คนมลายู คนเชื้อชาติมาเลย์แท้ ๆ นี้ก็คือ พรรคอัมโน คนอินเดีย เอ็มไอซี (MIC) พรรคพาส (PAS) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นพรรคที่เอานโยบายของศาสนาอิสลามมาเป็นนโยบายของพรรค ก็เป็นของมลายูล้วน ๆ แล้วอีกพรรคหนึ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็คือเกออาดีลัน รักยัต (Keadilan Rakyat) ซึ่งปัจจุบันนี้ หัวหน้าพรรคอยู่ในตะรางอยู่ ถูกกล่าวหาว่าไปผิดประเวณี ซึ่งทางมาเลเซียเขาถือมาก ในเรื่องอย่างนี้ ไม่เหมือนบ้านเราครับ ก็มีอยู่ ๔-๕ พรรคที่มีความสําคัญอยู่ ถามว่าการเมือง ในมาเลเซียมีความเข้มข้นดุเดือดไหม ตอบครับ เข้มข้นดุเดือดกว่าบ้านเราครับ ท่านอยู่ ชายแดน ถ้าท่านเคยเข้าไปดูใกล้วันเลือกตั้งป้ายมันจะมีธงทิวอะไรต่าง ๆ มากมาย มากกว่า บ้านเรา เข้มข้นแต่ไม่รุนแรง มีความเข้มข้นแต่ไม่รุนแรง ไม่เหมือนบ้านเรา ที่มาเลเซียนี้ ยังไม่เคยปรากฏว่ามีคนเสียชีวิตเพราะการเมือง ไม่เหมือนบ้านเราครับ เก็บหัวคะแนน แน่นอนเรื่องนี้หนีไม่พ้นครับ สาเหตุใดที่มาเลเซียจึงไม่เกิดความรุนแรงในด้านการเมือง หรือด้านอื่น ๆ ผมอยากจะเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบว่ามาเลเซียเขามีหน่วยงาน หน่วยงานหนึ่ง หน่วยงานปรองดองและความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาตินะครับ หน่วยงานของเขาขึ้นตรงกับสํานักนายกรัฐมนตรี มีหน่วยงานตั้งแต่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ลงไปถึงระดับอําเภอ เขาทํางานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ๔๐ กว่าปีที่แล้วมา ไม่ใช่ทํามา ๑ วัน ๒ วัน ไม่ใช่ของเรา ของเรานี้ขัดแย้งทีหนึ่งตั้งคณะกรรมการอิสระทีหนึ่ง ผมถามว่าพี่น้องประชาชน จะไปเชื่อไหมกรรมการอิสระ แม้กระทั่งทางราชการเองก็ไม่ค่อยให้ความเชื่อถือเท่าที่ควร เขาทํามาอย่างไรครับท่าน เขาใช้มิติต่าง ๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ มิติวัฒนธรรม มิติศาสนา มิติกีฬา มิติการศึกษา มิติกฎหมาย หลอมรวมกันครับ เอามาใช้ประโยชน์ในการสร้างความ สมัครสมานสามัคคีของคนในชาติตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงระดับชาติ เขาทํามานานแล้วครับ ทีนี้ผมเองผมอ่านยกร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านกรรมาธิการได้เขียนไว้ในมาตรา ๒๙๗ มาตรา ๒๙๘ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการนี้ ผมไม่มั่นใจครับ ที่ผ่านมาเราก็แต่งตั้งไปแล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีด้วยเป็นประธาน ถามว่าการดําเนินการของคณะกรรมการดังกล่าว เป็นผลเพียงใด ก็ตอบอีกครั้งหนึ่งครับว่าเป็น ๐ ครับ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากตรงนี้ครับ ผมจะพูดสั้น ๆ อยากจะฝากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าจะเขียนอย่างไร เมื่อสักครู่นี้ ผมยกตัวอย่างของประเทศมาเลเซีย ท่านไม่นิยมก็ไม่เป็นอะไรครับ ผมก็ไม่ค่อยนิยมเท่าไร แต่ดูวิธีการทํางานของเขา วิธีการบริหารของเขา เขาละเอียดครับ ละเอียดตั้งแต่ต้น ตั้งแต่หมู่บ้านขึ้น ตําบลขึ้น อําเภอ มายังรัฐ ซึ่งเป็นส่วนภูมิภาค และต่อไปยังส่วนกลางครับ เพราะฉะนั้นปัญหาใดก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นจากการเมืองก็ดี จากชาติพันธุ์ก็ดีเขาสามารถระงับได้ ทันทีทันควัน ทันเวลา ทีนี้ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงอยากให้กรรมาธิการได้คํานึงถึงข้อนี้ คํานึงถึงความขัดแย้งของชนในชาติ มันเป็นเรื่องหลัก เป็นเรื่องสําคัญยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้อง รับผิดชอบ ไม่ใช่กรรมาธิการอย่างเดียว ไม่ใช่ สปช. อย่างเดียวครับ ทุกฝ่ายจะต้องรับผิดชอบ ในเรื่องนี้ ถ้าประเทศไม่มีความสมัครสมานสามัคคี ประเทศล่มครับ ประเทศล่มสลายครับ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะขอร้อง อยากจะขอความกรุณาท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ช่วยนําเอาคําพูดของผม คําอภิปรายของผมเกี่ยวกับตัวอย่างที่ผมยกตัวอย่างมาของประเทศ มาเลเซียนี้ ท่านลองไปพิจารณาดูว่าท่านจะเขียนอย่างไรต่อไปนี้ มาตรา ๒๙๗ กับมาตรา ๒๙๘ ท่านจะขยายอย่างไรหรือว่าจะเพิ่มว่าจะทําอย่างไร ในเมื่อนําไปปฏิบัติแล้วมันเกิดผล ทันทีทันใดและแน่นอนครับ ผมก็หวังว่าทุกท่านท่านกรรมาธิการ ผมเอง และ สปช. ทั้งหลาย รักประเทศชาติไม่อยากให้มีความแตกแยก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันนี้ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้มันดุเดือดเหลือเกินครับ จะทําอย่างไรให้สงบเสียที ช่วยกันคิดครับ ก็ขออภิปราย เพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภา ปฏิรูปแห่งชาติ ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีอะไรชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ เชิญครับ

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ กระผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะประธาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตทําความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็เรื่อง พระราชอํานาจการตราพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษสักเล็กน้อยนะครับ ท่านประธานครับ การอภัยโทษในประเทศไทยต่างจากนิรโทษกรรม อภัยโทษนั้นภาษาฝรั่ง เรียกว่า พาร์ดอน (Pardon) นิรโทษกรรมนั้นเรียกว่า อัมเนสตรี (Amnesty) ในทางหลักวิชานั้น ถือว่านิรโทษกรรมเป็นการล้างทั้งความผิดและโทษ ผู้ที่ได้รับนิรโทษกรรมจึงไม่มี ทั้งความผิดและโทษ ถ้ามีทะเบียนประวัติอาชญากรต้องลบ เพราะฉะนั้นอํานาจนิรโทษกรรม จึงเป็นอํานาจนิติบัญญัติ ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้น โดยคําแนะนําของรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนปวงชน แต่ว่าอภัยโทษที่เรียกว่า พาร์ดอน นั้น เป็นอํานาจบริหาร เป็นพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ก็เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติบัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๙๔ ว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการพระราชทานอภัยโทษ รัฐบาลทําไม่ได้ครับ การอภัยโทษนั้นไม่ได้ล้างความผิด ล้างแต่โทษเพราะฉะนั้นทะเบียน ประวัติอาชญากรไม่ลบนะครับ แล้วพระราชอํานาจนี้ใช้ได้ใน ๒ รูปแบบเป็นพระราชอํานาจ ที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานอภัยโทษเป็นการเฉพาะราย การพระราชทานอภัยโทษ เป็นการเฉพาะรายนั้นที่ชัดเจนที่สุดคือการพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษหรือผู้ที่ต้องถูกจําขัง อยู่ในเรือนจําตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นี่เรียกว่าเป็นการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ซึ่งคนที่จะขอพระราชทานได้นั้น คือผู้ที่ได้รับโทษ การพระราชทานอภัยโทษประเภทที่ ๒ เป็นการพระราชทานอภัยโทษ ที่ไม่ใช่โทษอาญา เช่นโทษทางวินัย เป็นการพระราชทานอภัยโทษในกรณีที่ได้รับการลงโทษทางวินัย แล้วมีพระมหากรุณาเมื่อถวายฎีกาขอพระราชทานความเป็นธรรมขึ้นไป ขีดเส้นใต้ ขอพระราชทานความเป็นธรรม นะครับ ไม่ใช่ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทรงใช้พระราชอํานาจนี้ในหลายกรณี ในกรณีวิกฤติตุลาการ ตุลาการจํานวนหนึ่งถูกลงโทษวินัยปลดออก ไล่ออก แล้วก็ขอพระราชทานอภัยโทษ ทรงมีพระมหากรุณาให้พระราชทานอภัยโทษวินัย รัฐบาลในเวลานั้นคือท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ ก็ลงนามรับสนอง พระราชอํานาจที่ว่านี้เป็นพระราชอํานาจพระมหากษัตริย์ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๙๔ แล้วก็มาตรา ๑๙๘ บอกว่า บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้อย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ และผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการย่อมต้องรับผิดชอบทางกฎหมายและทางการเมืองในฐานะที่เป็นผู้ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการนั้น ก็แปลว่าการใช้พระราชอํานาจพระราชทานอภัยโทษ เป็นการเฉพาะรายนี้พระมหากษัตริย์ทรงใช้เป็นพระราชอํานาจของท่าน แต่คนที่จะต้อง ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการก็คือนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีนายหนึ่ง ซึ่งเป็นคน กราบบังคมทูลถวายคําแนะนํา จะต้องเป็นคนรับผิดชอบทางกฎหมายและการเมือง การพระราชทานอภัยโทษกรณีที่ ๒ เป็นการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะรายแล้ว การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปนั้นในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กําหนดให้ตราขึ้นเป็นพระราชกฤษฎีกา แล้วก็พระราชกฤษฎีกาฉบับล่าสุดนี่ก็คือพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา คือไม่ระบุตัวคน แต่ว่าให้เป็นการทั่วไป ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๘ กําหนดว่า คณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติมีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ เสนอให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษแก่บุคคลซึ่งให้ความจริง อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การดําเนินงานและผู้กระทําการซึ่งแสดงความสํานึกผิดต่อ คณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติแล้ว ขีดเส้นใต้ เสนอให้มีการตรา พระราชกฤษฎีกา แปลว่า คณะกรรมการนี้ไม่มีสิทธิที่จะไปให้อภัยโทษกับใคร จึงไม่ใช่การที่ สมาชิก ๒ ท่านบอกว่าเป็นการล่วงละเมิดพระราชอํานาจ แท้ที่จริงแล้วคณะกรรมการชุดนี้ เสนอพระราชกฤษฎีกาที่เป็นเงื่อนไขให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาตามหลักทั่วไป แล้วถ้านายกรัฐมนตรีเห็นด้วยก็จะนําความกราบบังคมทูลตามหลักในมาตรา ๑๙๘ และลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการ เมื่อทูลเกล้าฯ ถวายขึ้นไปแล้วก็เป็นไปตามมาตรา ๑๙๔ ถ้าไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชกฤษฎีกานั้นไม่มีผลใช้บังคับครับ ต่างจากพระราชบัญญัติ พระราชบัญญัตินั้นถ้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วนายกรัฐมนตรีต้องนําขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และถ้าพระราชทานคืนมาโดยไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยหรือเมื่อครบ ๙๐ วันแล้ว ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย รัฐธรรมนูญกําหนดให้รัฐสภาเรียกประชุมอีกครั้งหนึ่ง แล้วถ้ามีมติยืนยัน ด้วยคะแนนเสียง ๒ ใน ๓ ก็ให้นําขึ้นทูลเกล้าฯ อีกครั้งหนึ่ง ท่านประธาน มาตรา ๒๙๘ จึงไม่มีอะไรน่ากลัวทั้งสิ้นเพราะเป็นการเสนอพระราชกฤษฎีกาให้กําหนดเงื่อนไขว่า ใครที่จะมาให้ความจริงอันเป็นประโยชน์แก่การดําเนินงานและได้แสดงความสํานึกผิดนั้น แสดงความจริงอย่างไร แค่ไหน มีเงื่อนไขในการสํานึกผิดอย่างไร เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เป็นกรณีที่เป็นพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษโดยระบุชื่อคน เพราะถ้าทําอย่างนั้น ขัดรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านประธานเมตตาเปิดไปดูรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๓๓ การจํากัดสิทธิเสรีภาพบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้กระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัย อํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กําหนดไว้เท่าที่จําเป็น และจะกระทบกระเทือนต่อสาระสําคัญแห่งสิทธิเสรีภาพไม่ได้ กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมี ผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นการเจาะจง พระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมายจะกําหนดให้ไปนิรโทษ นาย ก นาย ข นาย ค โดยใส่ชื่อคนไม่ได้ครับ ขัดหลักการการตรากฎหมาย เพราะฉะนั้นพระราชกฤษฎีกา ที่คณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติจะเสนอใน (๖) นั้น ว่ากันอันที่จริง คือพระราชกฤษฎีกากําหนดเงื่อนไขเท่านั้นเองครับว่าเป็นอย่างไร ๆ แล้วจึงจะได้รับ พระราชทานอภัยโทษ ก็เหมือนกับพระราชกฤษฎีกาทั้งปวงที่ตราขึ้นในวโรกาสต่าง ๆ และขอกราบเรียนท่านประธานที่เคารพนะครับว่า คณะรัฐมนตรีต้องเป็นคนพิจารณา นายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ถ้าคณะรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย ก็จบครับ กรรมการนี้ก็ทําอะไรต่อไม่ได้ ถึงแม้คณะรัฐมนตรีเห็นด้วยแล้วกราบบังคมทูลขึ้นไป ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ก็จบครับ เป็นพระราชอํานาจเด็ดขาดของพระองค์ท่าน ไม่มีการที่จะต้อง กลับมายืนยันอะไรทั้งสิ้น เป็นพระราชอํานาจเด็ดขาดเสียยิ่งกว่าพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เพราะฉะนั้นที่ท่านสมาชิกกรุณามีหูตาละเอียดถี่ถ้วนจึงเป็นที่ขอบพระคุณครับ มันทําให้ คณะกรรมาธิการได้โอกาสในการชี้แจง ต้องกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เจิมศักดิ์และ ท่านสมาชิกก่อนหน้านี้นะครับว่าพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ไม่อาจจะระบุชื่อคนใดคนหนึ่ง ให้ได้รับอภัยโทษได้ครับ เป็นการกําหนดเงื่อนไขเท่านั้นเองว่าถ้าทําอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ อยู่ในการที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษได้ กราบขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ อาจารย์เจิมศักดิ์ ผมคิดว่าพอได้แล้วนะครับ ขอไปบทสุดท้ายนะครับ ผู้ขออภิปรายไว้ ศาสตราจารย์นันทวัฒน์ บรมานันท์

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ท่านประธาน ผมคิดว่าถ้าท่านประธานไม่ให้ผมถาม ผมเสียหายนะครับ เพราะว่าอาจารย์บวรศักดิ์ก็พูดถึงชื่อผม แต่ว่าท่านประธานดูข้อความ ใน (๖) เสนอให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษแก่บุคคลซึ่งให้ความจริง บุคคลนะครับ ไม่ใช่เป็นการทั่วไปนะครับ แก่บุคคลผู้ให้ความจริงอันเป็นประโยชน์และผู้กระทําซึ่งได้แสดง ความสํานึกต่อคณะกรรมการอิสระแล้ว ถ้อยคํานี่มันทําให้เข้าใจว่าเป็นบุคคลใช่ไหมครับ แก่บุคคลนะครับ ไม่ได้แก่การกระทํา แก่บุคคลและผู้กระทําด้วย ผมเองก็เคยร่างรัฐธรรมนูญ พอเจออย่างนี้จะให้ผมเข้าใจว่าอย่างไร เพราะฉะนั้นช่วยอธิบายก็แล้วกัน ผมถามแค่นั้นนะครับว่า ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วก็ในที่นี้ไม่ได้พูดถึงขั้นตอนอย่างที่ท่านพูด คือถ้าท่านบอกว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องปกติอะไรก็ว่าไป หลังจากที่ได้มีคําพิพากษาแล้วก็ว่าไป ผมเสนออย่างนี้ก็แล้วกัน ผมช่วยท่านคิดนะครับ ผมคิดว่าในมาตรานี้ลงเสียตอนท้ายอย่างนี้ดีไหมครับ ผมก็เห็นด้วย ในหลักการนะครับ ก็คือว่าให้คณะกรรมการนี้จํากัดบทบาทเสีย ให้อยู่ที่การรับรอง ความน่าเชื่อถือของคําให้การและประโยชน์อันเกิดแก่สาธารณะแล้วก็ประสานให้มี การดําเนินการต่าง ๆ เพื่อนําไปสู่การปรองดอง ผนวกเอาเรื่องการเสนอเรื่องเข้าสู่ กระบวนการพิจารณาพิพากษาว่าศาล โดยศาลว่าบุคคลที่ให้ความจริงหรือแสดงความสํานึกนั้น มีความผิดหรือไม่ อย่างรวดเร็วแล้วก็เชื่อมการดําเนินการ กระบวนการขอพระราชทานอภัยโทษ เข้าด้วยกันอย่างย่นย่อให้ครบเงื่อนไขตามหลักการทางรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม ผมคิดว่า ถ้าให้เป็นผู้เสนอนี่หมดปัญหา แต่ในที่นี้ ท่านดูนะครับ แล้ววรรคสุดท้ายของท่านมันรับเลยกับข้อ ๖ ในสุดท้ายบอกว่า ให้คณะรัฐมนตรี สภาและหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องให้ความร่วมมือ ผมไม่ต้อง อ่านแล้วครับ วรรคสุดท้ายท่านรับมาอีก ตกลงมันเป็นเรื่องของการบุคคลใช่ไหมครับ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

จะตอบไหมครับ จะได้ไม่จบ

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ กระผม บวรศักดิ์ครับ ผมอธิบายชัดเจนแล้วไม่ต้องตอบครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ

คนที่อ่าน รัฐธรรมนูญเข้าใจดีก็รู้ว่านี่เป็นเงื่อนไขทั่วไปครับ ไม่ได้กําหนดให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ที่เขียนเอาไว้อย่างนั้นเพราะว่าเหมือนกับพระราชกฤษฎีกาทั่วไปที่จะต้องเขียนเงื่อนไขอย่างนี้ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ไปบทสุดท้ายนะครับ เชิญศาสตราจารย์นันทวัฒน์ บรมานันท์ ๑๐ นาทีครับ

ศาสตราจารย์นันทวัฒน์ บรมานันท์ 🔗

กราบเรียนประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผม นันทวัฒน์ บรมานันท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๐๘ ในบทสุดท้ายนี้มีผมขอพูดเพียงคนเดียว แล้วก็เป็นบทสั้น ๆ มีมาตราอยู่ด้วยกันไม่กี่มาตรา เรื่องที่ผมจะพูดมีอยู่ ๒ ส่วนด้วยกัน

ในส่วนแรกเป็นเรื่องของกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่า จากบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกัน ๕ มาตรา ก็คือมาตรา ๒๙๙ ถึงมาตรา ๓๐๓ ๕ มาตรานะครับ ในขณะที่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และฉบับปี ๒๕๕๐ มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพียงมาตราเดียวเท่านั้น คําถามก็คือว่าทําไมร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงได้บัญญัติกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเอาไว้ยาวพอสมควรเหมือนกัน อันนี้หลาย ๆ ท่าน ก็อาจจะยังคงจําเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ว่ามีความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นก็เลยเป็นที่มาของการบัญญัติเอาไว้ยาว อันนี้ตามที่ผมเข้าใจนะครับ คราวนี้เมื่อพิจารณาดูบทบัญญัติ ๕ มาตราที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ เราจะเห็น ได้ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในร่างฉบับนี้บัญญัติกระบวนการเอาไว้ ๓ กระบวนการ ด้วยกันนะครับ

กระบวนการแรกก็คือเป็นกระบวนการ ผมไม่อยากใช้คําว่า กระบวนการ ดีกว่านะครับ เป็น ประเภท ดีกว่านะครับ ประเภทแรกก็คือเป็นประเภทของบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญที่ห้ามแก้ไขเลยนะครับ อันนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ก็เคยบัญญัติเอาไว้แล้วว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะทําไม่ได้นะครับ ซึ่งอันนี้บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มีอยู่ในมาตรา ๒๙๙

กระบวนการที่ ๒ ก็คือกระบวนการของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่แก้ไขได้ แต่ต้องทําประชามติตามมาตรา ๓๐๐ นะครับ อันนี้ก็จะมีการบัญญัติเอาไว้ว่าบทบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์และประชาชนในภาค ๑ กับหลักการพื้นฐานสําคัญ ๖ กรณี ที่บัญญัติเอาไว้ในมาตรา ๓๐๐ ถ้าจะแก้ไขเพิ่มเติมก็สามารถทําได้แต่ต้องไปทําประชามตินะครับ

ประเภทที่ ๓ หรือกระบวนการที่ ๓ ก็คือกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญปกตินะครับ ในกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปกติเราจะเห็นได้ว่า เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และฉบับปี ๒๕๕๐ จะเห็นได้ว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั่ว ๆ ไปปกติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทําได้ยากมากนะครับ เพราะว่าถ้าเราไปดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ จะเห็นได้ว่าในการออกเสียงในวาระที่ ๓ ของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กําหนดเอาไว้ว่าต้องได้คะแนนเสียง ไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา ซึ่งจะเห็นได้ว่าระหว่าง กึ่งหนึ่งกับ ๒ ใน ๓ เราจะเห็นได้ว่าแก้ไขยากกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นะครับ และนอกจากนี้แล้วหลังจากที่ผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว ก่อนที่รัฐธรรมนูญ จะถูกถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ลงพระปรมาภิไธยนะครับ ก็จะต้องส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบ โดยก็เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าตรวจสอบทั้งกระบวนการตรา แล้วก็เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ กระบวนการปกติทั่ว ๆ ไปแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็บัญญัติไว้ว่าทําได้ยากกว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาทั้งหลายฉบับ และรวมถึง ๒ ฉบับท้ายด้วยนะครับ แล้วนอกจากนี้ ก็ยังมีกระบวนการออกเสียงประชามติอีกนะครับ ซึ่งจะทําให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมกังวลก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วก็อย่าง ที่ทุกท่านฟังมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีกระบวนการใหม่ ๆ มีองค์กรใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมายนะครับ ถ้ามีความจําเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หลังจากใช้บังคับไปแล้วแล้วเกิดปัญหาขึ้น แล้วสมมุติว่าต้องทําประชามติมันจะวุ่นวายขนาดไหน เพราะว่าจริง ๆ แล้วการทําประชามติแต่ละครั้งผมคิดว่านอกจากจะใช้ระยะเวลาพอสมควร แล้วก็ยังต้องใช้เงินพอสมควรด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมอยากจะฝาก กรรมาธิการว่าขอให้ท่านลองพิจารณาดูนิดหนึ่งนะครับว่า ถ้าสมมุติว่ากระบวนการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั่ว ๆ ไปใช้คะแนนเสียงในวาระที่ ๓ กึ่งหนึ่งเหมือนที่ผ่านมาทั้งหมดนะครับ การแก้ไขที่เป็นหลักการสําคัญ หมวดที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ที่เป็นหลักการสําคัญนะครับ ใช้ คะแนนเสียง ๒ ใน ๓ ส่วนแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ถึงค่อยส่งไป ทําประชามติ ผมคิดว่าจะทําให้เกิดความยืดหยุ่นมากกว่าที่เป็นอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันนี้คือประเด็นที่ ๑ นะครับ

ประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นที่อยู่ในมาตรา ๓๐๓ ครับ ในมาตรา ๓๐๓ กําหนดให้ทุกรอบ ๕ ปีให้มีการตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิอิสระมาประเมินผลการใช้บังคับ รัฐธรรมนูญ ถ้าเห็นสมควรก็ให้เสนอสภา ครม. พิจารณาดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ต่อไป นะครับ บทบัญญัติลักษณะแบบนี้เคยมีอยู่แล้วหนหนึ่ง ถ้าผมไม่ผิดนะครับ ก็คือ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่เขียนเอาไว้ว่าเมื่อรัฐธรรมนูญใช้บังคับไปครบ ๕ ปีแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอํานาจทํารายงาน เสนอความเห็นต่อรัฐสภาและ ครม. เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนะครับ

- ๑๒๙/๑                       ในตอนนั้นไม่มีการแก้ไข บังเอิญผมมีส่วนเข้าไปช่วยทํางานในองค์กรใดองค์กรหนึ่งในนี้ด้วย ก็ถามผู้ใหญ่ที่อยู่ในองค์กรว่าทําไมไม่เสนอเพราะตอนนั้นมีปัญหา ท่านก็พูดขึ้นมาตรง ๆ ว่า ถ้าเสนอไปเดี๋ยวมีคนอื่นพ่วงเอาประเด็นอื่นเสนอเข้าไปด้วยที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่องค์กรเหล่านี้เป็นคนเห็นนะครับ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่เกิดการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นในตอนนั้น คราวนี้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันผมคิดว่าถ้าจะเขียน เอาไว้ในลักษณะนี้ดีนะครับ แต่ว่าความตั้งใจของผมนี้ผมคิดว่า ถ้าสมมุติว่าจะมีองค์กร สักองค์กรหนึ่งเป็นเจ้าภาพ ยกตัวอย่างอย่างเช่น สมมุตินะครับ สมมุติง่าย ๆ ว่าเราให้ สภาวิจัยแห่งชาติตั้งหน่วยงานเล็ก ๆ ขึ้นมาภายในหน่วยงานหนึ่งคอยรวบรวมประเด็นปัญหา ที่เกิดขึ้นจากการใช้รัฐธรรมนูญนะครับ เอาปัญหาเหล่านั้นมาวิเคราะห์ วิจัยหรือทําอะไรก็ได้ ให้เห็นว่าปัญหานี้มันเกิดขึ้นจากข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญเอง หรือว่าเป็นปัญหา ที่เกิดขึ้นจากการตีความหรือเกิดขึ้นจากการใช้บังคับนะครับ เมื่อปัญหาเกิดขึ้น มีการวิเคราะห์ วิจัยอย่างเป็นระบบ แล้วมีคําตอบทางวิชาการนะครับ พอครบ ๕ ปี ตั้งกรรมการชุดนี้ขึ้นมาก็ส่งเอกสารรายงานเหล่านี้ไปให้กรรมการชุดนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันก็จะแก้ง่ายขึ้นไม่ต้องมานั่งรวบรวมประเด็นหรือคาดเดาประเด็น แล้วก็จะมีเหตุผล ทางวิชาการสนับสนุนครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อยากฝากทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่าลองดูนิดหนึ่ง ไม่ต้องถึงขนาดตั้งองค์กรใหม่ แต่ว่าใช้องค์กรเท่าที่มีอยู่นะครับ แล้วก็เป็น องค์กรวิชาการแท้ ๆ แต่ว่าต้องเป็นองค์กรที่ค่อนข้างถาวรเพราะผมเข้าใจว่าหลังจากที่ รัฐธรรมนูญใช้บังคับนี้คงจะมีประเด็นทางด้านกฎหมายเกิดขึ้นมากมายนะครับ ก็ขอฝากไว้ ๒ ประเด็นครับ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ทางกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญจะชี้แจงเพิ่มเติมอะไรไหมครับ ถ้าเช่นนั้นก็จะข้ามไปถึงบทเฉพาะกาลนะครับ เชิญพลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ในนามของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชี้แจงครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ใคร่ขอใช้เวลาในการแนะนําบทเฉพาะกาลซึ่งมีอยู่ ๑๒ มาตรา ตั้งแต่มาตรา ๓๐๔ จนถึงมาตรา ๓๑๕ เพื่อความเข้าใจของท่านสมาชิก โดยจะขออนุญาตชี้แจงเฉพาะมาตราที่สําคัญ ๆ ในมาตรา ๓๐๕ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและรัฐสภา ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าจะมี การประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกตามมาตรา ๑๓๖ ซึ่งภารกิจหลักที่สําคัญในช่วงนี้ก็คือ การตราพระราชบัญญัติต่าง ๆ ซึ่งมีกว่า ๓๐ ฉบับ ห้วงเวลาหลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ แล้วก็จะเป็นประมาณ ๗-๘ เดือน ในวาระเริ่มแรกหากปรากฏว่าเมื่อต้องมีการประชุมรัฐสภา เป็นครั้งแรกตามมาตรา ๑๓๖ แล้ว แต่ยังไม่มีวุฒิสภา ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทําหน้าที่ วุฒิสภาต่อไป เดี๋ยวท่านจะเห็นว่าวุฒิสภานั้นจะมีระยะเวลาในการให้ได้มาช้ากว่า สภาผู้แทนราษฎร จึงต้องเขียนเผื่อเอาไว้นะครับ ในมาตรา ๓๐๖ เพื่อประโยชน์ในการจัดให้มี พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่จําเป็น ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปและสิ้นสุดลงในวันเปิดประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกตามมาตรา ๑๓๖ คือวันที่เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้เปิดประชุม สภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกภายใน ๓๐ วันหลังจากที่มีการเลือกตั้งทั่วไประยะเวลาตั้งแต่ รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับจนถึงการประชุมครั้งแรกของรัฐสภาหรือการเปิดประชุมครั้งแรก นั้น จะเป็นระยะเวลาประมาณ ๗ เดือน เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามไม่ให้ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่หรือผู้ดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองภายใน ๒ ปีนับแต่ วันที่พ้นจากตําแหน่ง

ในมาตรา ๓๐๗ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดําเนินการยกร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และร่างพระราชบัญญัติดังต่อไปนี้ แล้วเสนอให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา

(๑) มี ๓ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ คือที่ว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาว่าด้วยพรรคการเมือง และกลุ่มการเมือง และฉบับที่ ๓ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องส่งให้หลังจากที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับแล้ว และเมื่อผ่าน ๖๐ วันนี้แล้วก็ยังต้องส่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอีก ๓๐ วัน หลังจากนั้นก็นําขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาแล้วจึงจะสามารถประกาศให้มีการเลือกตั้งได้ ซึ่งใช้เวลาในการเลือกตั้ง ทั่วไปนั้นให้เวลาไว้ไม่เกิน ๙๐ วัน

(๒) นั้นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอื่น ๆ อีก ๙ ฉบับ ที่อยู่ใน มาตรา ๑๕๙ เราจะให้เวลาสภานิติบัญญัติไว้ ๑๒๐ วันนับแต่วันที่ได้รับร่าง และ

(๓) นั้นร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า มีความจําเป็น เพื่อให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนี้ และได้ยกร่างเสนอต่อ สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีที่กําหนดไว้ขณะนี้คือ ๑๔ ฉบับ ก็ให้พิจารณาให้แล้วเสร็จใน ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับร่าง

ในกรณีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติใดแล้ว ให้เสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาต่อไป ในกรณีที่เป็น ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการเงินให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการต่อไป ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอนั้น ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้น ซึ่งไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ต้องเป็นสมาชิกของสภาปฏิรูปแห่งชาติ

มาตรา ๓๐๘ ในวาระเริ่มแรกนับแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

(๑) ให้ดําเนินการเลือกตั้ง ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน และดําเนินการให้ได้มาซึ่ง ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕๐ วันนับแต่วันที่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๓๐๗ วรรคหนึ่ง (๑) ก็คือ ๓ ฉบับ ที่ผมได้เรียนให้ทราบนั้น มีผลใช้บังคับคือประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทําหน้าที่ดําเนินการจัดการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาแทนคณะกรรมการดําเนินการจัดการเลือกตั้งตามมาตรา ๒๖๘ ซึ่งยังจัดตั้งไม่ทันนะครับ เพราะฉะนั้นในครั้งแรกนี้ก็ดําเนินการโดย กกต.

(๔) ของมาตรา ๓๐๘ เมื่อครบ ๓ ปีนับแต่วันเริ่มต้นสมาชิกภาพ ให้สมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๒๑ (๑) (๒) และ (๓) ซึ่งมาจากการเลือกกันเองทั้ง ๓ อนุมาตรานั้น ทั้งหมด พ้นจากสมาชิกภาพ และสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๒๑ (๔) คือกลุ่มที่ได้รับการสรรหา ๕๘ คน จํานวนกึ่งหนึ่งพ้นจากสมาชิกภาพโดยการจับฉลาก หลังจากนั้นก็ให้มีการสรรหาแล้วก็ให้ เลือกกันเอง สมาชิกวุฒิสภาเข้ามาทดแทนตามจํานวนที่ได้ให้พ้นสภาพไป โดยยังให้สิทธิ ผู้ที่พ้นสภาพนั้นได้กลับมาเข้ารับการสรรหาหรือเลือกกันเองได้ เนื่องจากว่ายังดํารงตําแหน่ง ไม่ครบเทอม เหตุผลที่ได้ให้ออกไปประมาณครึ่งหนึ่งก็เพื่อที่จะให้สมาชิกวุฒิสภานั้น มีความต่อเนื่องในการปฏิบัติงานก็จะผลัดกันออกทีละครึ่ง ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งต้องมี การเลือกตั้งนั้นก็จะอยู่ในเทอมแรกครบ ๖ ปี และเมื่อเลือกตั้งใหม่ก็อยู่ต่อไปอีก ๖ ปี โดยจะอยู่ได้เพียงเทอมเดียวกรณีนั้น

ในมาตรา ๓๑๔ บรรดากฎหมายใดที่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ ให้ผู้รักษาการตามกฎหมายนั้นและคณะรัฐมนตรีดําเนินการเพื่อให้มีการตราหรือแก้ไข เพิ่มเติมกฎหมายนั้นให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

และมาตราสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญ คือมาตรา ๓๑๕ บรรดาการใด ๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญรวมทั้งการกระทําที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทํานั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ อันนี้ก็เป็นไปตามมาตรา ๔๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช.๒๕๕๗ แล้วก็เหมือนกันทุกตัวอักษรกับมาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ เพียงแต่อ้างรัฐธรรมนูญชั่วคราวคนละฉบับ นั่นก็เป็นเรื่อง ที่สําคัญ ๆ ที่ตราไว้นะครับ

ส่วนบทเฉพาะกาลมาตราอื่น ๆ เช่น มาตรา ๓๐๙ และมาตรา ๓๑๐ นั้น กล่าวถึงการพ้นตําแหน่งของคณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ และพูดถึงการสรรหากรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีวาระการดํารงตําแหน่ง ที่เหลืออยู่แตกต่างกัน จึงได้บัญญัติไว้ให้ชัดเจนของแต่ละองค์กรว่ามีวิธีการปฏิบัติอย่างไร

ในมาตรา ๓๑๑ ได้กล่าวถึง การรวมองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้าด้วยกัน โดยกําหนดขั้นตอนในการรวม ให้เป็นองค์กรเดียวกัน

มาตรา ๓๑๒ ได้ยกเว้นการบังคับใช้ในวาระเริ่มแรกใน ๒ เรื่อง เรื่องแรกคือ เรื่องการจัดทํางบประมาณ ๒ ขา คืองบประมาณที่มีทั้งรายรับและงบประมาณที่มีรายจ่าย สําหรับในครั้งแรกของคณะรัฐมนตรี รวมถึงการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนด้วยระบบ คุณธรรมนั้นก็จะดําเนินการเมื่อได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

และมาตราสุดท้ายที่ไม่ได้พูดถึง คือมาตรา ๓๑๓ เป็นการกําหนดกรอบเวลา ในการตรากฎหมายและระเบียบของศาลให้รองรับกับการบังคับใช้ต่อไป ผมก็มีเรื่องกราบเรียน ท่านสมาชิกผ่านท่านประธานเกี่ยวกับบทเฉพาะกาลเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

มีท่านสมาชิก ได้ขออภิปรายในส่วนนี้ ๒ ท่านด้วยกัน รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล เรียนเชิญครับ ๗ นาทีครับ

รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล สมาชิก สปช. หมายเลข ๐๐๗ จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านประธานคะ เนื่องจากดิฉันมีเวลาเหลือเพียง ๗ นาที แล้วก็เมื่อคืนนี้ขณะที่เตรียมพูด ดิฉันก็ปรากฏว่าพบแต่ใบหน้าของท่านประธานบวรศักดิ์ กับท่านโฆษก พลเอก เลิศรัตน์ ท่านคํานูณและคณะกรรมาธิการลอยขึ้นมาว่าดิฉันจะใช้เวลา ๗ นาทีพูดอย่างไรให้ท่านเห็นด้วยทั้ง ๓๖ ท่าน เห็นด้วยกับสิ่งที่ดิฉันไม่เห็นด้วย ในมาตรา ๓๐๘ (๔) ดิฉันก็เลยจะขอเรียนเชิญท่านสมาชิก เพื่อนสมาชิกช่วยกรุณาเปิดดู ในหน้า ๑๒๗ มาตรา ๓๐๘ (๔) ไปพร้อม ๆ กัน เผื่อท่านเห็นด้วยกับดิฉันจะได้ช่วยกันแปรญัตติ เพื่อให้ตัดอนุมาตรานี้ออกไปนะคะ ดิฉันมีเหตุผลที่ไม่เห็นด้วย จริง ๆ หลายประการมาก แต่เนื่องจากเวลาจํากัดดิฉันจะขอยกเป็น ๒ ประเด็นใหญ่ ๒ ประเด็นใหญ่ที่ดิฉันคิดว่าไม่เห็นด้วย ในการที่จะมีมาตรา ๓๐๘ (๔) ซึ่งพูดย่อ ๆ ก็คือเมื่อครบ ๓ ปีแล้วจะให้สมาชิกวุฒิสภา จํานวนประมาณเกือบกึ่งหนึ่ง คือ ๙๔ คน ออกไปก่อน แล้วก็ให้มีสิทธิรับเลือกเข้ามาใหม่ และรับเลือกเข้ามาใหม่จะอยู่ได้อีกถึง ๖ ปี ซึ่งก็จะรวมเป็น ๙ ปี เหตุผล ๒ ประการ ที่ดิฉันไม่เห็นด้วยอย่างแรง และจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของดิฉันเองก็คือ

ประการที่ ๑ ดิฉันคิดว่ามันผิดเจตนารมณ์อย่างแรงของการมี ส.ว. ที่เรากําหนดไว้ และมันเกิดความไม่เป็นธรรมมาก ๆ และ

เหตุผลประการที่ ๒ ที่ดิฉันจะเรียนชี้แจงก็คือ ความไม่ชัดเจนของข้อกฎหมาย ในบทเฉพาะกาลของ (๔) ในทางปฏิบัติ ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วกับ ส.ว. ชุดที่แล้ว ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดมาตรานี้ไว้เป็นครั้งแรก ซึ่งดิฉันคิดว่ามีปัญหามากกว่าข้อดี ดิฉันเข้าใจดี ถึงความตั้งใจดีของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่คิดว่าอยากให้เกิดความต่อเนื่อง หรือไม่มีสุญญากาศของการปฏิบัติงานของวุฒิสมาชิกหรือสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาพี่เลี้ยง ของสภาผู้แทนราษฎร และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณธรรม อย่างไรก็ตามเราต้องไว้วางใจ เขานะคะว่าคนที่จะมาสมัครเป็น ส.ว. ไม่ว่าจะมาจากเลือกกันเอง สรรหา หรือว่ามาจาก การเลือกตั้งจากจังหวัดเขามีวุฒิภาวะสูง หลายท่านเตรียมการมาอย่างดี หลายท่านเคยดํารง ตําแหน่งทางการเมืองมาก่อนไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. หรือตําแหน่งอื่น ๆ เขารู้อํานาจหน้าที่ ของการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาเป็นอย่างดี ไม่จําเป็นจะต้องมีคนเหลือไว้ ครึ่งหนึ่งเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ดิฉันเชื่อว่าชุดที่เข้ามาใหม่ตามรัฐธรรมนูญนี้ไม่ถึง ๑ เดือน เขาก็ทํางานได้หมดต่อเนื่องแน่นอนค่ะ เพราะเราไม่มีตั้งนานแล้วยังไม่เป็นอะไรนะคะ

เหตุผลข้อที่ ๑ ที่บอกว่าผิดเจตนารมณ์ข้อที่ว่าตามมาตรา ๑๒๖ วรรคสอง ที่บอกว่า เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งกําหนดไว้คราวละ ๖ ปี เมื่อหมดลงแล้ว จะดํารงตําแหน่งติดต่อกัน ๒ วาระไม่ได้ อันนี้เป็นเจตนารมณ์นะคะ เพราะว่าถ้าเกิน ๑ วาระ คือเกิน ๖ ปี สืบทอดอํานาจนานเกินไป แล้วดิฉันก็เชื่อแน่ว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ก็คือมันไม่เป็นธรรมกับกลุ่มที่เราคัดออกไป ๙๔ คน เพราะให้เขาอยู่แค่ ๓ ปี เพราะฉะนั้น เมื่อเขาไปสรรหาเลือกกันเองมาใหม่หรือสรรหามาใหม่ก็จะได้กลุ่มเก่ากลับมาใหม่ เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ก็จะมาอยู่กลายเป็น ๙ ปี ซึ่งไม่เป็นธรรมเลย และผลที่ตามมา คือก่อให้เกิดความไม่ปรองดอง ไม่สมานฉันท์อย่างแรงในกลุ่ม ส.ว. ดังที่ผ่านมา เนื่องจากว่า มันเกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบในการลงชิงตําแหน่งประธานวุฒิสภา รองประธานอีก ๒ คน ประธานคณะกรรมาธิการอีกประมาณ ๒๐ กว่าคณะ กลุ่มที่เหลืออยู่เขาจะได้เปรียบ ในการที่จะฟอร์ม (Form) รวมตัวบุคคลรวมกันทําให้เขาได้ตําแหน่งสําคัญ ๆ ไปหมด กลุ่มที่เข้ามาใหม่ก็จะไม่ได้ตําแหน่งอะไรต้องรอไปอีก ๓ ปี เมื่อให้ครึ่งหนึ่งออกไปเขาก็จะแก้แค้น ทํานองนั้นนะคะ ก็คือมาครองตําแหน่งสําคัญ ๆ แทน ซึ่งดิฉันคิดว่าไม่เป็นการดีนะคะ

เหตุผลประการที่ ๒ ที่สําคัญมากก็คือในแง่ของความไม่ชัดเจนของ ข้อกฎหมายในบทเฉพาะกาลและการตีความที่ต่างกัน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของรุ่นที่แล้ว การที่เรากําหนดว่าให้เขาออกไปหรือให้เขาพ้นสภาพโดยไม่ห้ามที่จะกลับมาใหม่ แต่มันจะ ไม่ได้ไปรองรับอยู่กับข้อที่บอกว่าถ้าหากว่าเขาออกไปแล้วโดยการลาออก เพราะกลุ่มนี้ เขาจะต้องลาออกซึ่งมันก็ไปขัดกับอีกข้อหนึ่งที่บอกว่าในอํานาจหน้าที่ตามวรรคเก้าของ มาตรา ๑๒๑ ซึ่งไม่ได้กําหนดไว้ ถ้าสมาชิกเหลือไม่ถึงร้อยละ ๘๕ จะประชุมไม่ได้ และจะไปขัดกับ มาตรา ๑๔๑ ซึ่งก็ไม่ได้กําหนดอีกว่าเมื่อเขาพ้นสภาพไปแล้วคนที่จะถูกเลือกเข้ามาใหม่ ควรจะอยู่ได้เพียงเท่าตําแหน่งที่เหลือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือว่าเขาจําเป็นต้องลาออก ก่อนกําหนด อาจจะ ๑ วัน อาจจะ ๑ สัปดาห์ เพื่อให้พ้นจากสภาพของการที่จะหมดสมาชิกภาพ เมื่อครบ ๓ ปี แล้วมีเวลาอีก ๙๐ วัน เพื่อกลับไปเลือกกันเองหรือได้รับการสรรหาเข้ามาใหม่ เพราะถ้าเขาปฏิบัติงานต่อหรือเราเรียกว่าคล้าย ๆ เป็นรักษาการนะคะ คือโดยคนทั่วไป เราจะกําหนดในอีกมาตราหนึ่ง ดิฉันก็เร็ว ๆ นี่ก็จะดูไม่ทันนะคะ ในมาตรานั้นจะบอกว่า เขาสามารถที่จะปฏิบัติต่อจนกว่าชุดใหม่จะมา ซึ่งก็ใช้เวลาอีกถึง ๙๐ วัน ซึ่งในกรณีนี้จะทําให้เกิดกรณีการตีความตามแง่กฎหมายว่าเขาต้องลาออกก่อนกี่วัน และเมื่อ ลาออกแล้วจึงจะลงไปรับการสรรหาหรือเลือกกันเองกลับมาใหม่ ซึ่งเชื่อแน่ว่าส่วนใหญ่ ก็กลับมาอีก ก็เกิดกรณีฟ้องร้อง ยื่นฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่ากลุ่มนี้ขาดคุณสมบัติ เพราะไม่ลาออกก่อน หรือถึงลาก่อนออกก่อน ๖ ชั่วโมงก็ตาม กลุ่มใหม่มาก็ต้องทํางาน เท่าที่เหลือคืออีก ๖ ชั่วโมงหรืออีก ๑ วัน หรืออีก ๗ วันที่เขาลาออกก่อนใช่หรือไม่ อันนี้ก็เป็นไป ตามวรรคสามของมาตรา ๑๒๖ ดิฉันขอเวลาท่านประธานอีกนิดหนึ่งเพื่อแสดงเหตุผล ในวรรคนี้ว่าความไม่ชัดเจนตรงนี้มันก่อให้เกิดผลของการปฏิบัติงานของสมาชิกวุฒิสภา จํานวน ๑๐๖ คนที่เหลืออยู่ในช่วงนั้นว่าเขาควรจะประชุมเพื่อทําหน้าที่ได้ตามปกติหรือไม่ หรือเขาควรจะไปปฏิบัติตามมาตรา ๑๔๑ คือจะประชุมได้เพียง ๓ อนุมาตรา เช่น การประกาศ สงคราม การแต่งตั้งองค์รัชทายาท การสืบราชสมบัติ การแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการเท่านั้น แต่กรณีอื่น ๆ โดยเฉพาะการพิจารณาร่างกฎหมายไม่ควรจะประชุมหรือพิจารณา ผ่านกฎหมายด้วยจํานวน ส.ว. ที่เหลืออยู่เพียงร้อยละ ๕๐ เศษ ๆ เพราะมันไม่ครบองค์ประชุม ร้อยละ ๘๕ ที่กําหนดไว้ในอีกมาตราหนึ่ง และทําให้ความน่าเชื่อถือในช่วงนั้นของ ๙๐ วัน ที่ให้ ส.ว. ที่เหลือปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความหละหลวม ไม่รอบคอบ เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ที่ท่านมีเจตนาอยากให้เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งดิฉันคิดว่าไม่มีความจําเป็นในความต่อเนื่อง ทุกชุดของสมาชิกวุฒิสภาที่เข้ามาเขาสามารถทําหน้าที่ปฏิบัติงานได้ทันทีค่ะ ภายในเวลา ๑ สัปดาห์ หรืออย่างมาก ๑ เดือน ปรับตัวแป๊บเดียว ไม่จําเป็นต้องมีชุดเก่ามาเหลือไว้ ให้ครึ่งหนึ่งเพราะก่อให้เกิดความแตกแยกและก่อให้เกิดความไม่เข้ากัน ไม่สมานฉันท์ ดังที่ปรากฏมาในอดีต ดิฉันวิงวอนขอให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓๖ ท่าน ได้กรุณาพิจารณาข้อนี้อย่างเข้มงวด และขอวิงวอนสมาชิกทั้ง ๒๐๐ กว่าคนกรุณาแปรญัตติ ให้ตัด (๔) มาตรา ๓๐๘ ออกจากบทเฉพาะกาลนี้ก็จะเป็นพระคุณสําหรับประชาชนชาวไทย อย่างยิ่งค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณศิริ จิระพงษ์พันธ์ ครับ ท่านมีเวลา ๒๐ ครับ

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และท่านสมาชิก สปช. ที่เคารพ กระผม นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขออภิปรายแสดงความคิดเห็นในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปในบทเฉพาะกาลครับ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นกระผมขออนุญาตร่วมกับสมาชิก สปช. ที่ได้อภิปรายมาก่อนหน้านี้ แสดงความชื่นชมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในความตั้งใจทุ่มเทของท่านทั้งคณะใน การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญที่พยายามจะตอบสนองความคิดเห็นและความต้องการ อันหลากหลายของภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งเป็นภารกิจที่ยากลําบากเพราะเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่จะสร้างความพึงพอใจให้ทุกคนในทุก ๆ เรื่อง โดยเฉพาะท่ามกลางกระแสความขัดแย้ง และอคติในหลายเรื่องหลายด้านในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากเหตุการณ์ในอดีต แต่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านก็ยอมเสียสละรับสภาพเป็นประชากรในหมู่บ้าน กระสุนตกไปโดยปริยาย ผมขอคารวะครับ และถึงแม้จะต้องทํางานภายใต้ภาวะกดดัน จากรอบด้านดังกล่าวมาข้างต้น ท่านก็ยังต้องออกแบบร่างรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการปฏิรูปในทุกด้าน สําหรับทุก ๆ ภาคส่วน จนออกมาเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป ๓๑๕ มาตรานี้ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ตลอด ๖ วันที่ผ่านมาท่านสมาชิกได้ร่วมกันวิเคราะห์ วิจารณ์ ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ แก้ไขเพิ่มเติมร่างข้อบัญญัติในมาตราต่าง ๆ ทั้ง ๓๑๕ มาตรา อย่างละเอียดในหลาย ๆ แง่มุม ในการอภิปรายของกระผมในวันนี้จะโฟกัสอยู่ในประเด็น การปฏิรูปที่สําคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้ ซึ่งได้แก่ การเพิ่มบทบาทของชุมชน ในกิจการต่าง ๆ ที่จะมีขึ้นในชุมชนของตน และการมีส่วนร่วมโดยตรงของภาคสังคม และพลเมือง ในการใช้อํานาจของรัฐและในคุณสมบัติด้านคุณธรรม จริยธรรม ของผู้สมัคร รับเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น รวมทั้งการสรรหา แต่งตั้ง และถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้เครื่องมือและกลไกที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ออกแบบไว้ เพื่อใช้ให้เกิดการปฏิรูปในประเด็นสําคัญดังกล่าวข้างต้น ก็ด้วยการจัดตั้งสภา สมัชชา องค์การ องค์กร และคณะกรรมการในรูปแบบใหม่ต่าง ๆ กัน หลายชุด อาทิเช่น การกําหนดให้มีสภาตรวจสอบของภาคพลเมืองในแต่ละจังหวัด สมัชชาพลเมือง สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ และการให้มีการจัดตั้งองค์การ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค องค์กรกลางบริหารงานบุคคลขององค์กรบริหารท้องถิ่น องค์การอิสระ ด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการระบุให้มีคณะกรรมการต่าง ๆ อีกหลายคณะ เช่นคณะกรรมการ ดําเนินการแต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยระบบคุณธรรมในแต่ละจังหวัด ซึ่งการออกแบบให้มีสภา สมัชชา องค์การ องค์กรและคณะกรรมการต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ เป็นความพยายามปฏิรูปเพื่อสร้างระบบที่จะเพิ่มบทบาทของชุมชนในการมีส่วนร่วม ของประชาชนโดยตรง โดยคาดหวังว่าระบบดังกล่าวจะสามารถขจัดความเหลื่อมล้ําในสังคม และสามารถปิดช่องไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับ แต่หากวิเคราะห์ในเชิงลึกแล้ว ในภาพรวมก็อาจจะเกิดข้อสงสัยได้ว่าบทบาท อํานาจหน้าที่ของคณะต่าง ๆ ทั้งหมดนี้จริง ๆ แล้ว จะมีความเชื่อมโยงสอดคล้องเกื้อหนุนกันอย่างมีประสิทธิภาพให้ประสิทธิผลเป็นอย่างดี หรือมีความซ้ําซ้อน สร้างความขัดแย้งกันเอง หรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อประสิทธิภาพ ของการให้บริการของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ ตัวอย่างหนึ่งของผลกระทบต่อประสิทธิภาพ ของหน่วยงานที่มีอยู่ ซึ่งเป็นผลสรุปจากการวิเคราะห์ของคณะอนุกรรมาธิการอีไอเอ (EIA) คือการกําหนดให้มีองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ ที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงในมาตรา ๖๔ ซึ่งเป็นบทบัญญัติเดียวกับ ที่มีในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งก็ได้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าไม่สัมฤทธิผล เนื่องจาก ซ้ําซ้อนกับคณะผู้ชํานาญการ ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ประกอบไปด้วยผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งจากองค์กรเอกชน ภาคสังคมและสถาบันอุดมศึกษาให้เป็นผู้ให้ความเห็นชอบต่อรายงานการศึกษาและ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของแต่ละโครงการ ซึ่งมีชื่อเรียกว่าเอนไวเรนเมนเทิล อิมแพคท์ แอสเซสเมนท์ (Environmental Impact Assessment) หรือที่รู้จักกันในเชื่ออีไอเอ ผมจึงมี ความคิดเห็นว่าแทนที่จะกําหนดให้มีการจัดตั้งองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาท หน้าที่ซ้ําซ้อนกับที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าองค์การดังกล่าวไม่ได้สร้างประโยชน์ หรือมีประสิทธิผลในการเพิ่มบทบาทของชุมชน หรือการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน แต่ควรจะปฏิรูปให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการอีไอเอให้มีประสิทธิผล สามารถบรรลุ เจตนารมณ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๒ ของร่างรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าพลเมืองย่อมมีสิทธิได้รับ ข้อมูล คําชี้แจงและเหตุผลจากรัฐก่อนการอนุญาตโครงการที่อาจจะมีผลกระทบต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อม สุขภาพหรือคุณภาพชีวิต และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนต่อการพิจารณา ในเรื่องดังกล่าว ซึ่งในมาตรา ๒๑๕ ของร่างรัฐธรรมนูญก็ได้มีบทบัญญัติให้มีสมัชชาพลเมือง ที่มาจากพลเมืองในท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และชุมชนโดยตรง ซึ่งสามารถตรวจสอบกํากับให้กระบวนการอีไอเอตอบสนองต่อเจตนารมณ์ ของมาตรา ๖๒ นี้ได้อย่างเหมาะสมอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ในเรื่องสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ได้มีสมาชิก สปช. กล่าวระหว่างการอภิปรายถึงกรณีผลกระทบจากก๊าซไข่เน่าที่มาจากการ สํารวจหาแก๊สธรรมชาติของบริษัทอาปิโกนั้น กระผมขออนุญาตให้ข้อมูลที่ได้รับ จากฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ดังนี้ครับ

บ่อปลาที่มีปลาตายเป็นของนายสมศักดิ์ สุนา ชาวบ้านบ้านนามูล ตําบลดูนสาด จังหวัดขอนแก่น ในวันที่เกิดเหตุ วันที่ ๑๘ เมษายน มีปลายี่สกตาย ๕ ตัว และมีอาการน็อก (Knock) น้ํา ๒-๓ ตัว บ่อปลาของนายสมศักดิ์อยู่ห่างจากแท่นเจาะสํารวจแก๊สธรรมชาติ ของบริษัทอาปิโกประมาณ ๑ กิโลเมตรครึ่ง เป็นบ่อเลี้ยงปลาที่ขุดขึ้นเองโดยเติมน้ําจากน้ําผิวดิน และไม่มีส่วนเชื่อมต่อกับแหล่งน้ําใด กลุ่มคณะกรรมการไตรภาคีประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมกับ นายสมศักดิ์เจ้าของบ่อปลาทําการตรวจสอบแล้วพบว่ามีร่องรอยการเอารากไม้ไหลแดงไปทิ้ง ในบ่อปลาของนายสมศักดิ์ ซึ่งรากไหลแดงนั้นมีคุณสมบัติเป็นยาเบื่อปลาอย่างดี และจาก ข้อเท็จจริงว่าบริษัทอาปิโกเพิ่งเริ่มทําการเจาะสํารวจยังไม่พบแก๊ส แต่มีแผนงานที่จะเจาะ ให้ลึกถึงชั้นหินที่คาดว่าจะมีแก๊สในประมาณกลางเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งกลุ่ม คณะกรรมการไตรภาคีภาคประชาชนในพื้นที่ และนายสมศักดิ์ก็ทราบข้อเท็จจริงนี้เป็นอย่างดี จึงได้ร่วมกันสรุปว่าเหตุการณ์ปลาตายที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับการเจาะสํารวจแก๊สธรรมชาติ แต่อย่างใด ทั้งนี้กระผมจะได้มอบข้อมูลที่ได้รับจากฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ไว้ที่ ฝ่ายเลขาธิการสภาเพื่อมอบให้ท่านประธานด้วยครับ กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าชุมชนท้องถิ่น สามารถแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจกันเองได้ครับ

ท่านสมาชิก สปช. ที่เคารพครับ อีกด้านหนึ่งของการอภิปรายของผมในวันนี้ เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ที่จะเข้ามาดํารงตําแหน่งในสภา สมัชชา องค์การ องค์กร และคณะกรรมการต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งในหลาย ๆ กรณีก็ยังไม่มีความชัดเจน มีเพียงระบุ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งที่มาของผู้ที่จะมาดํารงตําแหน่งจะเป็นการสรรหา หรือคัดเลือกกันมาเองแทบทั้งนั้น ดังนั้นจึงควรมีการกําหนดมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม และคุณสมบัติขั้นต่ําของผู้ที่จะเข้ามาดํารงตําแหน่งต่าง ๆ รวมทั้งของผู้ที่จะทําการสรรหา และคัดเลือกผู้ที่จะดํารงตําแหน่งดังกล่าว ซึ่งโดยตรรกะของวิญญูชนทั่วไปแล้ว คุณสมบัติ ของผู้ที่ทําการคัดเลือกควรจะมีมาตรฐานสูงกว่าของผู้ที่ถูกคัดเลือก และควรเปิดเผยให้สังคม ตรวจสอบได้ เช่น จะต้องเปิดเผยรายงานการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ จริยธรรม บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและแบบแสดงรายได้และรายการภาษีเงินได้ย้อนหลัง ของตนเป็นอย่างต่ํา ทั้งนี้ผู้ดํารงตําแหน่งตามรัฐธรรมนูญที่มีอํานาจหน้าที่ในการกําหนด คุณสมบัติและมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรมต่าง ๆ ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ควรจะต้องเปิดเผยรายงานการตรวจสอบประวัติของตนตามหลักเกณฑ์ ที่ตนกําหนดต่อสาธารณชนด้วยเช่นกัน ท่านสมาชิก สปช. ครับ กระผมขอแสดงความเห็นด้วย และสนับสนุน มาตรา ๒๗๙ ของร่างรัฐธรรมนูญที่ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อให้การปฏิรูปของประเทศสามารถ ดําเนินการได้อย่างต่อเนื่องจนบรรลุผล แต่ขอเสนอขอแก้ไขเช่นเดียวกับสมาชิกอีกหลายท่าน ว่าไม่ควรมีการกําหนดสัดส่วนหรือที่มาของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ว่าจะต้องมาจาก สปช. หรือองค์การใดโดยเฉพาะ และในส่วนของกรรมการยุทธศาสตร์ การปฏิรูปแห่งชาติก็ควรเป็นเสมือนคณะทํางานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ได้รับ การแต่งตั้งโดยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งผมคิดว่ารูปแบบนี้น่าจะเหมาะสมกว่า และจะไม่ทําให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต รวมทั้ง ไม่ควรผูกพันการดําเนินงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในเรื่องต่าง ๆ ที่ สปช. อาจจะมีมติมาก่อน แต่ไม่ได้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงขอเสนอแก้ไขร่างมาตรา ๒๘๑ ดังนี้ครับ มาตรา ๒๘๑ ให้ดําเนินการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในส่วนนี้ และให้พิจารณา รายงานแผนและขั้นตอนการปฏิรูป และร่างกฎหมายและแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้เกิด การปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบประกอบการดําเนินงาน และจากเจตนารมณ์ในมาตรา ๒๗๘ ที่ให้ข้อกําหนดในภาค ๔ มีผลบังคับในช่วงสั้น ๆ ไม่เกิน ๕ ปี ดังนั้นการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่าง ๆ องค์กรต่าง ๆ หรือคณะกรรมการอิสระ ต่าง ๆ ทั้งหลายหรือไม่นั้นควรให้เป็นไปตามความเหมาะสม และตามมติของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศมากกว่า ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและท่านสมาชิก สปช. ที่เคารพครับ ที่ผมใช้เวลาประมาณ ๑๕ นาที อภิปรายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และมาตรฐานด้านคุณธรรม และจริยธรรม และการเปิดเผยต่อสาธารณะของทั้งผู้ที่จะเข้ามาดํารงตําแหน่งและของ ผู้ทําการสรรหาและคัดเลือกนั้น เพราะด้วยความชื่นชมในเจตนาอันบริสุทธิ์ของการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตั้งใจสร้างระบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการกําหนดนโยบาย การติดตาม กํากับ และตรวจสอบการดําเนินการต่าง ๆ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ํา ในสังคม และปิดช่องไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับ และเพื่อร่วมกันพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมของไทยให้มีความมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืน แต่เจตนาบริสุทธิ์ดังกล่าว จะไม่สัมฤทธิผล และไม่เป็นที่ยอมรับหากเกิดความคลางแคลงใจจากภาคส่วนต่าง ๆ ว่าระบบ ที่สร้างขึ้นตามบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้ออกแบบเพื่อเอื้อให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้รับประโยชน์เพื่อตนเองหรือพวกพ้อง ไม่ว่าจะเข้ามาดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือจะมีส่วนร่วมในการสรรหาและคัดเลือกผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ เหล่านี้ ดังนั้นเพื่อให้ ร่างรัฐธรรมนูญที่จะจัดทําขึ้นด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์นี้ไม่เกิดรอยตําหนิด่างพร้อย จากข้อแคลงใจ ว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติมีผลประโยชน์ทับซ้อนและด้วยความเชื่อมั่นว่าระบบที่สร้างขึ้น ตามบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญนี้มีความเข็มแข็ง สามารถสัมฤทธิผลได้ตามเป้าหมาย โดยไม่จําเป็นต้องมีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเข้าไปเป็นผู้เล่นหรือเป็นผู้กํากับเสียเอง กระผมจึงขอเสนอให้บรรจุเป็นบทเฉพาะกาลว่า ยกเว้นการรับการแต่งตั้งให้เป็น สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติแล้ว สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจะไม่รับการแต่งตั้งหรือคัดเลือกให้เป็นผู้ดํารงตําแหน่ง ในสภา สมัชชา องค์การ องค์กร และคณะกรรมการต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือมีส่วนร่วม ในการสรรหาหรือคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาดํารงตําแหน่งต่าง ๆ นี้เป็นระยะเวลา ๒ ปี นับจากวัน ถัดจากวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และไม่ว่าจะมีการบัญญัติข้อความดังกล่าวในบทเฉพาะกาล ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ กระผมขอแสดงเจตนารมณ์ที่จะปฏิบัติตามข้อความดังกล่าวข้างต้น และขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ดังกล่าวด้วยครับ ขอขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคงจะมีอะไรชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ เชิญคุณคํานูณ สิทธิสมาน ครับ

นายคํานูณ สิทธิสมาน กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน ในฐานะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญถือกําเนิดขึ้นมา เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยคําสั่งแต่งตั้งของท่านประธานนะครับ ภารกิจแรกในวันเช้าวันรุ่งขึ้นของพวกเราก็คือ การเดินทางไปถวายสักการะและกล่าวคําสัตย์ปฏิญาณต่อพระแก้วมรกตและพระสยามเทวาธิราช กระผมยังจําได้ขึ้นใจนะครับ ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม เป็นกลาง ปราศจากอคติ ด้วยความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และยึดมั่นในประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ทุกประการ ขอย้ําคําว่า สุจริต เที่ยงธรรม เป็นกลาง และปราศจากอคติครับ ผลงานร่างรัฐธรรมนูญ ร่างแรกของคณะกรรมาธิการที่ได้รับความเมตตาชี้แนะจากเพื่อนสมาชิกมาตลอด ๗ วัน ๗ คืน หากจะมีความบกพร่อง หากจะมีความไม่สมบูรณ์ก็หาได้เป็นไปเพราะความทุจริต ลําเอียง อคติหรือมีเจตนาสร้างความขัดแย้งในลักษณะใดไม่ แต่เป็นไปเพราะว่าความไม่สมบูรณ์ พร้อมใน ๓๖ ชีวิตของพวกเราทุกคนที่มาทําหน้าที่นี้ เพราะขอยืนยันว่าพวกเราทั้งไม่ใช่ อรหันต์ ทั้งไม่ใช่เทวดา และทั้งไม่ใช่มหาปราชญ์ แต่ในขณะเดียวกันพวกเราก็ยืนยันว่า พวกเราไม่ใช่ขันทีครับ เราเป็นเพียงปุถุชนธรรมดา ๓๖ ชีวิต ที่พอมีความรู้ พอมี ประสบการณ์ และขออาสาเข้ามาทํางานสําคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง และต้อง เผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสและยากที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่งของพวกเราทุกคน เพราะอะไรครับ ก็เพราะทั้งบรรยากาศและบริบทของสถานการณ์การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แตกต่างไปจากทุกครั้งในอดีต เพราะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญบนพื้นฐานของความขัดแย้ง และวิกฤติของประเทศที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาเกือบ ๑๐ ปีเต็ม เป็นความขัดแย้งและวิกฤติที่ร้าวลึก แบ่งแยกคนไทยออกเป็นฝักฝ่าย แทบทุกสถาบันถูกดึงเข้ามาสู่วังวนแห่งความขัดแย้ง และวิกฤตินี้ เป็นความขัดแย้งและวิกฤติที่รุนแรงและยังไม่สิ้นสุด ผมขอย้ําว่ารุนแรงและ ยังไม่สิ้นสุด ขอให้ข้อมูลย้ําจากที่เคยกล่าวไว้ในการอภิปรายนําบทบัญญัติในภาค ๔ เมื่อสองวันก่อนว่าตลอดระยะเวลา ๘ ปี นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๔๙ จนถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ประเทศไทยมีการชุมนุมสาธารณะในลักษณะปักหลักพักค้าง ปิดถนน ปิดสถานที่ราชการและแหล่งการค้าของทุกกลุ่มทุกฝ่ายเฉพาะในกรุงเทพมหานคร รวมแล้ว ๗๐๑ วันหรือเกือบ ๒ ปี คิดเป็นระยะเวลาเกือบ ๑ ใน ๔ ของทั้งหมด มีผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม ทั้งหมดนี้รวมอย่างน้อย ๑๓๑ คน มีผู้บาดเจ็บตั้งแต่สาหัสไปจนถึงเล็กน้อยรวมแล้วอย่างน้อย ๓,๓๘๘ คน ความเสียหายในทางเศรษฐกิจมูลค่ารวมประมาณจากการวิเคราะห์ต่างกรรม ต่างวาระของผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ แล้ว กระผมได้ทดลองรวมดูแล้วสูงถึง ๒ ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็น ๓ ประเภทก็คือค่าเสียหายโดยตรง ค่าเสียหายในทางเศรษฐกิจและค่าเสีย โอกาสทางเศรษฐกิจ ในส่วนของค่าเสียหายจากการชุมนุมโดยตรงนั้นรวมแล้วประมาณ ๓๓,๕๗๒ ล้านบาท ในจํานวนนี้จะแบ่งเป็นงบประมาณด้านความมั่นคง ค่าจัดการเลือกตั้ง ที่ไม่ประสบความสําเร็จ ๒ ครั้ง ความเสียหายด้านทรัพย์สิน สถานที่ อันเนื่องมาจากการชุมนุม และค่าชดเชยเยียวยาผู้ประสบเคราะห์กรรมและผู้เสียชีวิต ค่าเสียหายทางเศรษฐกิจรวมแล้ว สูงถึงประมาณ ๗๑๐,๑๐๒ ล้านบาท โดยแยกเป็นเม็ดเงินด้านการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ การชะงักงันของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสุดท้ายก็คือต้นทุนค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ รวมแล้วสูงถึงประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ การลงทุนจากต่างชาติ การพัฒนาประเทศเพื่อเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ๒ ล้านล้านบาทนี้ เป็นค่าเสียหายที่เกือบ ๆ เท่ากับงบประมาณรายจ่ายประจําปีของ ๑ ปีงบประมาณ ที่ในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ ๒. จุด จุด จุดล้านล้านบาท และเป็นค่าเสียหายที่เกือบ ๆ เทียบเท่ากับ ๕ เท่าของงบลงทุนภาครัฐในแต่ละปีงบประมาณ ถ้าเราคิดเสียว่างบลงทุน ภาครัฐในแต่ละปีงบประมาณจะตกประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ยังไม่นับ ความเสียหายจากการออกนโยบายเพื่อเอาชนะการเลือกตั้งต่าง ๆ ที่ในบางนโยบายอาจจะ ขาดความเป็นได้ในทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ต้น และการคอร์รัปชันที่ตามมาทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ของผู้ออกนโยบายอีกจํานวนหนึ่ง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ตัวเลขอย่างเป็นทางการแต่เป็นการรวบรวม ตัวเลขที่ประเมินได้จากการแถลงของบุคคลและคณะบุคคลและหน่วยงานวิจัยต่าง ๆ ที่ประเมินความเสียหายจากเหตุการณ์วิกฤติในแต่ละครั้ง กระผมได้ทดลองนํามารวบรวม เพื่อให้เห็นเป็นภาพรวม ซึ่งก็ยังคงขาดความแม่นยําอยู่มาก หากกรรมาธิการคณะใดของ สภาปฏิรูปแห่งชาติคณะนี้ ชุดนี้จะได้ศึกษาให้มีความรอบด้านและครบถ้วนยิ่งขึ้นก็จะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศชาติของเรา อย่างน้อยก็ได้เป็นบทเรียนประวัติศาสตร์ที่จะ ได้เรียนรู้กันต่อไปว่าในรอบ ๑๐ ปีมานี้เราสูญเสียกันอย่างไร ท่านประธานครับ นี่เราคิดเฉพาะ ของประเทศไทยนะครับ ยังไม่ได้คิดคํานวณในเชิงเปรียบเทียบว่าในขณะที่เราติดกับอยู่ในกับดัก ความขัดแย้งนี้มาเกือบ ๑๐ ปีเต็ม ประเทศเพื่อนบ้านเขาเดินหน้าไปตามปกติ ถ้ามาเปรียบเทียบ กับเราแล้วจะสามารถคิดคํานวณเป็นค่าเสียหายได้ประการใดหรือไม่ กระผมไม่มีความรู้ โดยตรงครับ เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอร์รัม (World economic forum) ได้เผยแพร่รายงาน ความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ๑๔๘ ประเทศพบว่านับจาก ปี ๒๕๔๙ ถึงปี ๒๕๕๖ ระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดลง ๖ อันดับ ท่านประธานครับ คงไม่ต้องกล่าวนะครับว่าถ้าไม่อาจยุติวิกฤติที่ดําเนินมา ดํารงอยู่มา ๑๐ ปีนี้ได้ ความเสียหายจะเพิ่มมากมายมหาศาลขนาดไหน ประเทศไทยจะเป็นรัฐล้มเหลวหรือไม่ นี่มิต้องพูดถึงความเสียหายในทางสังคมที่ไม่อาจประเมินเป็นตัวเงินได้ ความขัดแย้งระหว่าง บุคคล ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคล ความขัดแย้งระหว่างเพื่อนฝูงที่กินข้าวหม้อเดียวกันมา ความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน จะทําอะไรกันสักอย่างหนึ่งก็จะต้องถูกตั้งข้อสังเกตหรือถูก หวาดระแวงว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เหล่านี้เป็นมูลค่าทางจิตใจ ที่ไม่อาจประเมินได้ ท่านประธานครับ ภายใต้สภาพการณ์อย่างนี้ กระผมขอตั้งคําถามว่า ลูกหลานของเราจะอยู่กันต่อไปอย่างไร เราจะส่งมอบประเทศไทยแบบไหนให้กับลูกหลาน ของเรา กระผมเห็นว่านี่คือความรุนแรง นี่คือความโหดเหี้ยมที่ยิ่งกว่าตัวเลขของคนตาย คนบาดเจ็บเสียอีกครับ ในช่วง ๑๐ ปีมานี้ พี่น้องคนไทยของเราจํานวนหนึ่งที่มีอุดมการณ์ ความเชื่อแตกต่างกันออกไป ได้ก่อตั้งกลุ่ม ก่อตั้งองค์กรต่อสู้ ที่ในที่สุดแล้วได้พัฒนามาเป็น การใช้ความรุนแรงเพื่อแสดงสัญลักษณ์ กลุ่มหรือองค์กรเหล่านี้เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร ๒๕๔๙ เสียอีก เป็นการเริ่มต้น ตอบโต้กลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลในขณะนั้น พี่น้องคนไทยของเราหลายคนในเวลานี้ถูกจับกุม ดําเนินคดีอยู่ หลายคนลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศและยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้าน ระบอบปัจจุบันอยู่ พี่น้องของเราในกลุ่ม ในองค์กรหลากหลาย หลายส่วนปฏิบัติงานโดยอิสระ ไม่ขึ้นต่อกัน เชื่อมต่อกันด้วยอุดมการณ์ในเชิงความคิด การจับอาวุธลอต (Lot) ใหญ่ที่อําเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๗ บอกเล่าเราเช่นนี้ว่าเป็นความเป็นจริง ของบ้านเมืองที่ดํารงอยู่ การจับกุมผู้ต้องหาขว้างระเบิดใส่ศาลอาญาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ต่อเนื่องกัน มาหลายระลอก ก็บอกเล่าเราเช่นนี้เช่นกันว่ามีสถานการณ์เช่นนี้ดํารงอยู่ ความปรองดอง ที่จะเกิดขึ้นกระผมเชื่อว่าไม่สามารถดําเนินการโดยวิธีที่เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่าเกี้ยเซี้ยะ หรือคุยกันระหว่างชนชั้นนํา คุยกันระหว่างผู้นําเพียงไม่กี่คน ไม่อาจจะได้ผลอีกต่อไป คําถาม ก็คือว่าทําไม ๑๐ ปีมานี้ ประเทศของเราที่ได้ชื่อว่าสยามเมืองยิ้มจึงมีสภาพเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ เราแก้ปัญหากันมาแล้วหลายรูปแบบ มีรัฐประหารมาแล้ว ๒ ครั้ง มีการเลือกตั้งที่ไม่ประสบ ความสําเร็จมา ๒ ครั้ง ที่ประสบความสําเร็จมา ๒ ครั้ง พรรคการเมืองที่ขึ้นเป็นรัฐบาลนั้น สลับกันขึ้นเป็นทั้ง ๒ ขั้ว รวมทั้งทหารที่ทํารัฐประหารก็ขึ้นเป็นรัฐบาลแล้ว มีการเปลี่ยนขั้ว รัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร ๑ ครั้ง ไม่ประสบความสําเร็จครับ คณะกรรมาธิการพบว่าสภาพ ๑๐ ปีมานี้ เป็นเพียงการโผล่ขึ้นเหนือพ้นน้ําของยอดของภูเขาน้ําแข็งเท่านั้น แท้จริงแล้วยังมี ฐานของภูเขาน้ําแข็งขนาดมหึมาอยู่ใต้น้ําลึกลงไปจนถึงก้นมหาสมุทร ฐานของภูเขาน้ําแข็ง ขนาดมหึมาใต้น้ํานี้ ดํารงอยู่ และก่อตัวขึ้นมาหลายสิบปี อันเป็นผลมาจากการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมของประเทศเราที่มีผลข้างเคียงก่อให้เกิดสภาวะที่อาจจะสรุปได้แต่เพียง คําสั้น ๆ ว่ารวยกระจุกจนกระจาย เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร ฐานของ ภูเขาน้ําแข็งขนาดมหึมานี้ อาจจะยังไม่ได้โผล่พ้นน้ําก่อนปี ๒๕๔๐ ก่อนใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เหตุวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในขณะนั้นได้ทําให้ยอด ของภูเขาน้ําแข็งโผล่พ้นผิวน้ําและโตขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ เป็นต้นมา ท่านประธานครับ ไม่มีใครผิดทั้งหมด ไม่มีใครถูกทั้งหมด วิกฤติทางเศรษฐกิจเมื่อปี ๒๕๔๐ ทําให้กลุ่มทุน ของประเทศมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงสาระ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มุ่งสร้างรัฐบาลให้มี เสถียรภาพ แข็งแกร่ง และเปิดให้มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ได้เปิดประตูให้กลุ่มทุนที่มั่งคั่ง และมีวิสัยทัศน์เข้ามาทํางานการเมืองโดยตรง ในด้านที่ดีก็มีมหาศาล กระผมเชื่อว่าพวกเราหลายคน เคยคิดฝันว่าประเทศไทยหลังปี ๒๕๔๐ นั้นพัฒนาแล้ว สมบูรณ์แล้ว การเมืองดีขึ้นแล้ว แต่ในที่สุดในผลดีก็มีผลเสียตามมาและเป็นส่วนสําคัญที่นําชาติไปสู่วิกฤติในช่วงตั้งแต่ ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ อันที่จริงเริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ด้วยซ้ําไปครับ ถ้าเราจะก้าวข้าม วิกฤติ ๑๐ ปีนี้ไปได้ คณะกรรมาธิการเชื่อว่าเราจะต้องทลายภูเขาน้ําแข็งนี้ทั้งฐาน ทั้งยอดครับ และเครื่องมือในการทลายภูเขาน้ําแข็งนี้ ส่วนหนึ่งก็คือบทบัญญัติภาค ๔ การปฏิรูปและ การสร้างความปรองดอง ภาค ๔ นี้ก็คือเหรียญ ๒ หน้าครับ เราจะปรองดองโดยปราศจาก การปฏิรูปประเทศไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันเราจะปรองดองโดยใช้วิธีการเกี้ยเซี้ยะ ในหมู่ชนชั้นนํา ในหมู่ผู้นําแต่เพียง ผู้เดียวก็ไม่ได้เช่นกันครับ เหรียญต้องมี ๒ ด้านถึงจะมีคุณค่า ท่านประธานครับเราไม่ใช่ ทั้งอรหันต์ และมหาปราชญ์หรือเทวดา เพราะสิ่งที่เราสรุปนี้ ภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม รวมทั้งภาคประชาชน ก็ได้สรุปเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว ไม่ใช่ว่าพอมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขึ้นมาแล้วถึงมาพูดเรื่องการปฏิรูปครับ หลายปีก่อนหน้านี้มีเสียงเรียกร้องจากพี่น้อง ประชาชนหลายส่วน แม้กระทั่งส่วนที่อยู่ตรงกันข้ามกันก็เรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศ ลองดูข่าวพาดหัวหน้าหนังสือพิมพ์สิครับ กลุ่มประชาชนในปี ๒๕๕๖ และปี ๒๕๕๗ เรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องเสียชีวิตไป ๒๘ คน หนึ่งในจํานวนนั้นเป็นญาติของผู้อันเป็นที่รักของเราที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ แห่งนี้ท่านหนึ่ง เสียชีวิตอยู่หน้าหน่วยเลือกตั้งครับ กลุ่มประชาชนในปี ๒๕๕๑ เรียกร้องให้ มีการปฏิรูปประเทศ ผ่านวาทกรรม ต้องสร้างการเมืองใหม่ขึ้นมา ประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง เสียชีวิตไป ๑๑ คน กลุ่มประชาชนในปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ มองด้วยความเป็นธรรม เขาก็เรียกร้อง ให้มีการปฏิรูปประเทศผ่านวาทกรรมต่อต้านระบอบอมาตยาธิปไตยและรณรงค์ให้ร่วมกัน สร้างรัฐไทยใหม่ ซึ่งก็ทําให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในชนบทเข้าร่วมจํานวนหนึ่ง กลุ่มประชาชน ที่ออกมาเรียกร้องเสียชีวิตไปรวมทั้งเจ้าหน้าที่ ๙๒ คน รัฐบาลที่มาจากทั้ง ๒ พรรคการเมือง ใหญ่ที่อยู่ต่างขั้วกันตั้งคณะกรรมการที่มีเป้าหมายหาข้อสรุปในการปฏิรูปประเทศรวมแล้ว ประมาณ ๓ ชุด แต่การปฏิรูปประเทศไม่เคยได้เกิดขึ้นจริงครับ มีแต่วรรณกรรมสวยงามว่า ด้วยการปฏิรูปประเทศเล่มแล้วเล่มเล่า ทยอยขึ้นไปวางบนหิ้ง สภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้ ผมคิดว่าทุกท่านไม่อยากจะเขียนวรรณกรรมที่งดงามกว่าเล่มอื่น ๆ แต่ในที่สุดก็ต้องถูกขึ้น ไปวางบนหิ้งเคียงคู่กับวรรณกรรมเล่มก่อนหน้านั้น ท่านประธานครับ ทุกวิกฤติ ทุกการเปลี่ยนแปลงคือโอกาสครับ โอกาสของการปฏิรูปประเทศ หน้าต่างแห่งโอกาส ทางประวัติศาสตร์จะเปิดกว้างทุกครั้งในทุกช่วงของวิกฤติของการเปลี่ยนแปลงแต่จะปฏิรูป ประเทศได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลที่มีหน้าที่ในแต่ละช่วงนั้น จะสามารถกุมโอกาสก้าวข้าม หน้าต่างแห่งโอกาสทางประวัติศาสตร์ไปได้หรือไม่ ท่านประธานครับ โชคชะตานําพา ท่านประธานและพวกเราในประชุมแห่งนี้ ๓๖ ชีวิตบนที่นั่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอีก ๒๒๙ ชีวิต ณ ที่นั่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและบนบัลลังก์ประธานสภา พวกเรา ทั้งหมด ๒๖๙ ชีวิต ได้สิทธิมาอยู่ใกล้หน้าต่างแห่งโอกาสทางประวัติศาสตร์มากที่สุดครับ เราจะเกาะกุมโอกาสก้าวข้ามไปได้หรือไม่ คําตอบอยู่ที่การร่วมกันพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ทั้งในช่วง ๗ วัน ๗ คืนที่กําลังจะจบลงในช่วง ๒ ชั่วโมงข้างหน้านี้และต่อไป ในกระบวนการจนถึงวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๘ เอาเป็นชั่วโมครึ่งก็แล้วกันนะครับ ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีธงครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีธงอยู่ที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๒๗ วรรคสอง และมาตรา ๓๕ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา ๓๕ (๑๐) คณะกรรมาธิการฟันธงตอบโจทย์ใหญ่ไว้ที่บทบัญญัติภาค ๔ การปฏิรูป และการสร้างความปรองดอง การออกแบบระบบเลือกตั้งใหม่ การออกแบบความสัมพันธ์ ระหว่างสถาบันการเมืองต่าง ๆ ให้มีความสมดุล กระผมได้เคยกล่าวไปแล้วว่ามีทั้งหมด ๙ สมดุลจะไม่กล่าวซ้ําอีกครั้ง แต่จะขอย้ําว่าสมดุลสําคัญที่สุดก็คือการสร้างสมดุลระหว่าง การเมืองของนักการเมือง กับการเมืองของพลเมือง หรือถ้าจะใช้คําว่า การเมืองของ ประชาชน คณะกรรมาธิการก็ไม่ขัดข้องครับ ซึ่งก็หมายความว่าเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างประชาธิปไตยโดยผู้แทน กับประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วม เราฟันธงตอบโจทย์รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๒๗ วรรคสองว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่มีความเหมาะสม กับสภาพสังคมไทยนั้นจะต้องเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ๔ วินาที หรือประชาธิปไตย ๒ วินาทีสถาปนาเผด็จการ ๔ ปี อันเป็นคําที่เกิดขึ้นเมื่อปีเริ่มต้นของ วิกฤติรอบนี้ เมื่อปี ๒๕๔๘ ประโยคหลังเป็นคําของท่านอาจารย์ดอกเตอร์อัมมาร สยามวาลา ไม่แปลกครับที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีสภาพเป็นตําบลกระสุนตกครับ วาทกรรมหลักที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือวาทกรรมของการเมืองของนักการเมือง ซึ่งก็ไม่แปลกครับ แล้วเรายินดีรับฟัง แต่ว่าในโอกาสต่อไปเราก็จะทยอยกันชี้แจงอีกไม่กี่คน ละครับที่จะชี้ให้ท่านเห็นว่า ประชาธิปไตยที่เหมาะสมที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ๒ วินาที สถาปนาเผด็จการ ๔ ปี จะให้อะไรแก่ประชาชนบ้าง ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บรรเจิด สิงคะเนติ จะได้อรรถาธิบายประกอบตัวบทรายงานรายหมวดต่อจากกระผม ขออนุญาต ฉายหนังตัวอย่างสักเล็กน้อย ประชาชนจะได้เครื่องมือทําลายความเหลื่อมล้ําและสร้าง ความเป็นธรรมในสังคม ประชาชนจะได้ระบบการเมืองที่มีดุลยภาพในมิติต่าง ๆ มากขึ้น ประชาชนจะได้หลักประกันในการเข้าถึงสิทธิและการคุ้มครองสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และประชาชนจะได้สังคมที่มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญของท่านไพโรจน์ พรหมสาส์น และคณะอนุกรรมาธิการกลั่นกรองรวบรวมสังเคราะห์ ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีท่านศาสตราจารย์ศุภชัย ยาวะประภาษ เป็นประธาน ที่ได้กรุณาจัดทําระบบการสืบค้นที่เรียกว่า ฐานข้อมูลระบบสืบค้น ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช อยู่ในรายงานเล่มหนานี้นะครับ หน้า ๔๖๘ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ กระผมทดลองใช้ฐานการค้นคําดูแล้วพบ ความน่าสนใจครับ ผมค้นคําว่า สิทธิเสรีภาพ ส่วนร่วม เป็นธรรม คุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล ปฏิรูป และปรองดอง เพียง ๙ คําค้น จะพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คําว่า สิทธิ มี ๒๐๙ คํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี ๑๗๓ คํา คําว่า เสรีภาพ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๕๗ คํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี ๔๐ คํา คําว่า ส่วนร่วม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๔๐ คํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี ๒๙ คํา คําว่า เป็นธรรม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๒๑ คํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี ๑๑ คํา คําว่า คุณธรรม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๑๖ คํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี ๖ คํา คําว่า จริยธรรม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๒๖ คํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี ๒๐ คํา คําว่า ธรรมาภิบาล ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๑๒ คํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี ๒ คํา คําว่า ปฏิรูป ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีถึง ๕๖ คํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีเพียง ๖ คํา และคําว่า ปรองดอง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๑๐ คํา ในขณะที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่มีครับ คําค้นทั้ง ๙ คําอาจจะบอกเล่าอะไรไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็น่าจะเป็นภาพสะท้อนได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สมควรจะเรียกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศและบ่งบอก เจตนารมณ์ของพวกเราได้ แน่นอนครับจุดอ่อนหรือจุดที่เป็นปัญหา ก็คือการสร้าง ความสมดุลระหว่างการเมืองของนักการเมืองกับการเมืองของพลเมืองนั้นย่อมจะทําให้หลายฝ่าย ไม่สบายใจและอาจจะไม่เห็นด้วย พวกเรายินดีรับฟังทุกความคิดเห็นครับ และขอยืนยันว่า เราไม่ได้มีเจตนาที่จะไปทําลายการเมืองของนักการเมือง เราจะส่งร่างรัฐธรรมนูญนี้ให้ พรรคการเมืองทุกพรรคและจะเชิญเขามาให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาหลังจากที่คําขอแก้ไข ของท่านสมาชิกสภาปฏิรูปได้ผ่านการชี้แจงในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว เช่นเดียวกับในบทบัญญัติในภาค ๔ โดยเฉพาะในมาตรา ๒๗๙ และมาตรา ๒๘๐ ที่ได้รับ การวิพากษ์วิจารณ์หลากหลาย พวกเรายินดีรับฟังทุกความคิดเห็นและพร้อมที่จะพิจารณา ทบทวนโดนเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่มาและประเด็นอํานาจหน้าที่ของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ แต่ทั้งสิ้นทั้งปวงก็จะต้องอยู่ภายใต้โจทย์ของรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว ๒๕๕๗ มาตรา ๒๗ วรรคสอง มาตรา ๓๕ และหลักประกันที่จะสร้างความมั่นใจให้ได้ในระดับสําคัญ ว่าหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกแล้ว บ้านเมืองจะไม่กลับไปสู่ ภาพที่พี่น้องสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ดูไปเมื่อสักครู่นี้ เราจะต้องสร้างความมั่นใจได้ ในระดับสําคัญว่าจะไม่เป็นการไปกดนาฬิกาของระเบิดเวลาที่ถูกกดหยุดไว้เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ให้เดินต่อไปอีก ประวัติศาสตร์มักจะซ้ํารอยแต่มนุษย์มีการเรียนรู้ เราไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เดินซ้ํารอยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญในทันทีและที่สําคัญที่สุด ก็คือดําเนินการโยกย้ายอธิบดีดีเอสไอที่ดําเนินคดีสําคัญในขณะนั้นอยู่ จึงเกิดการชุมนุมใหญ่ กลางกรุงขึ้นในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ห่างจากวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญเพียง ๙ เดือน เราไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้นครับ และกระผมเชื่อว่าพี่น้องสมาชิกก็ไม่ต้องการ ให้เป็นอย่างนั้นครับ

ในท้ายที่สุดนี้กระผมยืนยันว่าพวกเราทั้ง ๓๖ ชีวิตยินดีที่จะพิจารณาข้อเสนอ ขอแก้ไขของเพื่อนสมาชิกและใช้การตัดสินใจครั้งสุดท้ายให้รอบคอบที่สุด ผมอยากจะ เรียกว่าในช่วงยกสุดท้ายของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ยกนี้มีเวลา ๖๐ วัน ระหว่างวันที่ ๒๕ พฤษภาคม จนถึง ๒๓ กรกฎาคม ขอยืนยันอีกครั้งว่าเราไม่ใช่ทั้งอรหันต์ เราไม่ใช่ทั้งเทวดาและเรายิ่งไม่ใช่มหาปราชญ์ครับ แต่เราก็ไม่ใช่ขันทีที่จะเขียน ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ เราเป็นเพียงปุถุชน ๓๖ คนที่จะไม่ตระบัดสัตย์ ต่อคําปฏิญาณต่อหน้าองค์พระแก้วมรกตและพระสยามเทวาธิราชเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ อย่างแน่นอน กราบขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เรียนเชิญ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บรรเจิด สิงคะเนติ

นายนิรันดร์ พันทรกิจ

ท่านประธานครับ ปรึกษาท่านประธานนิดหนึ่งครับ ไม่ทราบว่าจะพูดกันอีกกี่คน แต่ว่าผมอยากจะมีคําถามเผื่อที่ทางคณะกรรมาธิการจะได้ตอบ เสียทีเดียวครับ ได้นะครับ เพราะคําถามนี้สําคัญมากครับ อนุญาตนะครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ผมคิดอย่างนี้ คุณนิรันดร์ครับ ขณะนี้อยู่ระหว่างที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะสรุป เพราะฉะนั้นถ้าจําเป็นคุณนิรันดร์ช่วยกรุณาเขียนคําถามถึงผมเสียก่อนแล้วผมจะวินิจฉัยครับ

นายนิรันดร์ พันทรกิจ

อันนี้เป็นคําถามสําคัญแล้วก็สมาชิกควรจะต้อง ทราบครับ สั้น ๆ ไม่นานครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอให้เขียน คําถามก่อนนะครับ

นายนิรันดร์ พันทรกิจ

ไม่นานครับ ไม่หลายหน้าครับ แค่สัก ๒-๓ นาที เท่านั้นเองครับ ได้นะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ผมขอพูดอย่างนี้ เพื่อจะให้กระบวนการตรงนี้สมบูรณ์ครับ ขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดําเนินการให้จบ แล้วก็ให้คุณนิรันดร์ได้ถาม

นายนิรันดร์ พันทรกิจ

ก็นี่ครับ ก็คือหมายความว่าตัวคณะกรรมาธิการ เขาจะได้ตอบคําถามของผมเสียทีเดียว

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

กรรมาธิการ ไม่ตอบคําถามแล้วเพราะกระบวนการจบแล้วนะครับ

นายนิรันดร์ พันทรกิจ

มันยังไม่จบ เพราะคําถามที่จะถามก็คือคําถาม ที่จะมีในอนาคตครับท่านประธาน ซึ่งคําถามนี้เป็นคําถามที่ท่านอธิการบดีเปรื่อง จันดา ได้ถามแล้วท่านคณะกรรมาธิการไม่ตอบ และถือว่าเป็นคําถามที่สําคัญผมก็เลยอยากจะ นําเรียนให้ที่ประชุมได้ทราบ เผื่อจะได้ตอบแล้วที่ประชุมจะได้รับทราบครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ผมยังอยากจะย้ําว่า ขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดําเนินการสรุปตรงนี้ให้จบ แล้วผมจะเปิดให้ คุณนิรันดร์ถาม

นายนิรันดร์ พันทรกิจ

ขอบคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญดอกเตอร์ บรรเจิดครับ

ศาสตราจารย์บรรเจิด สิงคะเนติ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายบรรเจิด สิงคะเนติ ในฐานะกรรมาธิการ จะขอรบกวนเวลาท่านเพียงเล็กน้อยเพื่อที่จะสรุปสาระสําคัญในการ ที่จะรายงานพี่น้องประชาชนว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นได้ให้อะไรกับประชาชนบ้าง แต่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ เราทั้งหมดในที่นี้ได้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ เพราะไม่ว่าจะ สปช. ก็ดี ไม่ว่าจะคณะกรรมาธิการก็ดีล้วนมาจากต้นธารเดียวกันครับ ต้นธาร แห่งความหวังที่จะสร้างบ้านนี้เมืองนี้ให้สงบสันติ นี่คือต้นธารแห่งความปรารถนาดี และความหวังดี เพราะฉะนั้นตลอดระยะเวลา ๗ วัน จนถึงนาทีนี้ สมาชิกทั้งหมดทั้ง สปช. และกรรมาธิการ ๒๖๔ ชีวิตได้ร่วมกันทําหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ เราได้ทําหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ไม่ใช่ทําลายและขัดแย้ง ผมจึงคิดว่านี่คือหน้าประวัติศาสตร์ อันสําคัญที่เราได้ร่วมกันสร้างข้อคิดความเห็นทั้งหลายของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ไม่ว่า จะเห็นค้าน เห็นต่าง เห็นชม เห็นแย้ง ล้วนเป็นข้อคิดความเห็นที่กรรมาธิการทุกท่านจะต้อง นําไปประกอบการพิจารณาอย่างปราศจากอคติบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประชาชน เป็นที่ตั้ง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผมอยากจะขอสรุปตรงนี้สั้น ๆ เพื่อที่จะ รายงานพี่น้องประชาชนว่าประชาชนและสังคมจะได้อะไรจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ อย่างที่คุณคํานูณได้รายงานไปสักครู่นะครับ ประชาชนและสังคมนั้นจะได้สาระสําคัญ อย่างน้อยที่สุด ๔ ประการจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ

ประการแรกครับ ได้เครื่องมือทําลายความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรม ในสังคมครับ

ประการที่ ๒ ครับ ได้ระบบการเมืองที่มีดุลยภาพในมิติต่าง ๆ มากขึ้นครับ

ประการที่ ๓ ครับ ได้หลักประกันในการเข้าถึงสิทธิและการคุ้มครองสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญมากขึ้น และ

ประการสุดท้ายครับ ได้สังคมที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

ผมอยากจะสรุปสั้น ๆ ในแต่ละประเด็น ๔ อย่างซึ่งมีคุณค่าเหลือเกินสําหรับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ

ประการแรก ได้เครื่องมือทําลายความเหลื่อมล้ําและสร้างสังคมที่เป็นธรรม ถามว่าทําไมรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงต้องมีเครื่องมือสําคัญในการที่บรรจุไว้ในภาค ๔ ของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กราบเรียนด้วยเหตุผล ๒-๓ ประการครับ ปัญหาความเหลื่อมล้ํา ไม่เป็นธรรมในสังคมไทยนั้นไม่อาจจะแก้ไขได้ด้วยระบบราชการตามปกติ

ประการที่ ๒ ระบบการเมืองภายใต้ระบบพรรคการเมืองที่มีอยู่นั้นไม่สามารถ ที่จะดําเนินการเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมได้ เพราะฉะนั้นเจตจํานง สําคัญเช่นนี้จึงจําเป็นจะต้องบัญญัติไว้ให้เกิดพลังในภาค ๔ เพื่อที่จะขับเคลื่อนนะครับ

ถามว่าทําไมจะต้องบรรจุมาตรา ๒๗๗ ถึงมาตรา ๒๙๖ ไว้ในรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยก็เพื่อบอกทิศทาง หลักการ กลไกและมาตรการของการปฏิรูป กําหนดหลักประกัน ของการปฏิรูป กําหนดกระบวนการเฉพาะในการที่จะตรากฎหมายในเรื่องของการปฏิรูป ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ถ้าความเหลื่อมล้ําไม่ลดลง ความเป็นธรรมไม่เกิดขึ้น อย่าคาดหวังเลยครับว่าสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นจะเกิดขึ้นได้ในสังคมแห่งนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้คือคุณค่ามหาศาล หลักสาระสําคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่จะเกิดขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ประการที่ ๒ ครับ ได้ระบบการเมืองที่มีดุลยภาพในมิติต่าง ๆ มากขึ้น ผมสรุปเร็ว ๆ นะครับ ดุลยภาพระหว่างนักการเมืองกับประชาชนผ่านกลไกต่าง ๆ ระบบ การเลือกตั้งผสม โอเพน ลิสต์ (Open list) นะครับ ระบบการที่จะให้ประชาชนถอดถอนต่าง ๆ นะครับ นี่คือระบบที่จะทําให้เกิดดุลยภาพ และ

ประการที่ ๔ ครับ ทําให้เกิดกลุ่มผลประโยชน์ผ่านกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ผมอยากจะเรียนครับว่าอันนี้ล่ะครับ คือช่องทางที่จะทําให้ประชาชนกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ นั้น มีโอกาสที่จะเข้ามาในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ผมยกตัวอย่างครับ เช่น ถ้ากลุ่มคนท้องถิ่น รวมตัวกันในนามของกลุ่มคนท้องถิ่น ได้สัก ๕ เปอร์เซ็นต์ เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายกระจาย อํานาจ ผมเชื่อว่าจะมีตัวแทนที่มีพลัง มีผลประโยชน์ในการขับเคลื่อนเป็นตัวแทน ผลประโยชน์ของกลุ่มคนในผลประโยชน์ต่าง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้คือการเมืองที่จะ ทําให้เกิดดุลยภาพระหว่างการเมืองของนักการเมืองกับการเมืองของประชาชนนะครับ

ประการต่อมาดุลยภาพระหว่างการเมืองระดับชาติกับการกําหนดตนเอง ในระดับชุมชนท้องถิ่นนะครับ การกําหนดไว้ในมาตรา ๒๑๒ ให้ท้องถิ่นมีอํานาจในการ บริหารการจัดการตนเองนะครับ การกําหนดให้มีสมัชชาพลเมือง การกําหนดให้มี คณะกรรมการกระจายอํานาจ การกําหนดให้มีกลไกที่จําเป็นในการบริหารจังหวัดเต็มพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นดุลยภาพระหว่างการเมืองของส่วนกลางกับการเมืองในระดับท้องถิ่น ปรับดุลยภาพระหว่างการเมืองของฝ่ายรัฐบาลกับของฝ่ายค้านนะครับ มีกลไกหลายกลไก การมีรองประธานสภาคนหนึ่งมาจากฝ่ายค้าน การกําหนดให้สมาชิกของฝ่ายค้าน เป็นประธานในกรรมาธิการที่สําคัญ การกําหนดให้นายกรัฐมนตรีก็ดี รัฐมนตรีก็ดี มาตอบ กระทู้ถามด้วยตนเอง การกําหนดให้ผู้นําฝ่ายค้านสามารถเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ได้ตามมาตรา ๒๓๖ อันนี้คือดุลยภาพที่จะทําให้ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลนั้นมีดุลยภาพ

ประการสุดท้ายครับ คือดุลยภาพระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการครับ การกําหนดให้มีคณะกรรมการดําเนินการแต่งตั้งข้าราชการระบบคุณธรรมตามมาตรา ๒๐๗ การกําหนดให้มีการดําเนินการสั่งการของฝ่ายการเมืองต้องมีหลักประกัน สิ่งเหล่านี้ จะดุลยภาพการเมืองระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการประจําครับ

ประการที่ ๓ ครับ ได้หลักประกันในการเข้าถึงสิทธิและการคุ้มครองสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญมากขึ้น

ประการแรก การบัญญัติแยกระหว่างสิทธิมนุษยชนกับสิทธิพลเมือง ตรงนี้ ทําให้เกิดความชัดเจนครับว่าสิทธิมนุษยชนนั้นย่อมเข้าถึงกันได้โดยประชาชนทั้งหลายที่อยู่ ในประเทศนี้ ตรงนี้จึงเป็นหลักประกันสําคัญประการแรกนะครับ

ประการที่ ๒ ได้มีการบัญญัติสิทธิใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมากมายนะครับ สิทธิในทาง ครอบครัว สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ สิทธิของจําเลยต่าง ๆ พวกนี้ สิทธิเหล่านี้ มีการบัญญัติเพิ่มมากขึ้นนะครับ สิทธิในทางเสรีภาพของสื่อต่าง ๆ เสรีภาพในทางวิชาการ เสรีภาพในการตั้งกลุ่มการเมือง สิ่งเหล่านี้เป็นการบัญญัติสิทธิเพิ่มขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ การเข้าถึงสิทธิในกรณีนี้มีกฎหมายบัญญัติหลักประกันครับว่า ต่อไปนี้เจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญนั้นจะได้รับการบัญญัติกฎหมายตามมาตรา ๑๐๒ นั้น ได้บัญญัติหลักการสําคัญ ให้ผู้ที่มีหน้าที่ในการตรากฎหมายหรือพิจารณากฎหมายต้องดําเนินการ มิฉะนั้นแล้วอาจจะ ถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นะครับ

ประการต่อมา การกําหนดหน้าที่แก่รัฐหรือหน่วยงานแก่รัฐ ในการที่จะ ให้สิทธิของบุคคลที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองสัมฤทธิ์ผลนั้นเป็นการบัญญัติเพื่อให้สิทธิทั้งหลาย สัมฤทธิผลตามความสามารถทางการคลังนะครับ นี่คือประการที่ ๓ นะครับ

ประการต่อมา หลักประกันในการทําให้สิทธิเสรีภาพของบุคคลบรรลุผลอย่าง เป็นรูปธรรม ประเด็นนี้จะเชื่อมโยงไปสู่ภาค ๔ ในเรื่องของการปฏิรูปทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพจึงเป็นประเด็นสําคัญที่จะนําไปสู่การทําให้เกิดผลประโยชน์ กับประชาชน

ประการต่อมา ได้สังคมที่มีความโปร่งใส และความสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น เรื่องนี้มีการกําหนดให้หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนทั้งหลายที่ใช้งบประมาณของรัฐนั้น ต้องทําหน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูลที่จําเป็นต่อสาธารณะ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้นําทางการเมือง มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินนะครับ สําเนาแบบรายการเสียภาษีเพื่อเป็นพื้นฐานในการ ตรวจสอบต่อไป

ประการที่ ๓ ระบบการคลังและงบประมาณนั้นได้วางหลักประกันอย่าง สําคัญนะครับ เงินของแผ่นดิน การจัดทําระบบงบประมาณ ระบบการควบคุมตรวจสอบเงิน ของแผ่นดิน การมีศาลแผนกคดีวินัยการคลังและงบประมาณ สิ่งเหล่านี้จะเป็นหลักประกัน สําคัญในการตรวจสอบเงินของแผ่นดินนะครับ

หมวดศาลและกระบวนการยุติธรรม ได้สร้างหลักประกันในความโปร่งใส และเป็นธรรมในการที่จะดําเนินการให้เกิดความโปร่งใส การให้มีสภาตรวจสอบพลเมือง สมัชชาคุณธรรม สิ่งเหล่านี้จะเป็นหลักประกันสําคัญในการที่จะทําให้สังคมมีความโปร่งใส และเป็นธรรม ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่จะทําให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทําให้พลเมืองเป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาด หนุนสังคมที่เป็นธรรม นําชาติสู่สันติสุข

ผมอยากจะกราบเรียนในประการสุดท้ายนะครับว่า กติกาที่พวกเราทั้งหมด ร่วมกันในการที่จะสร้างสรรค์เพื่อที่จะเตรียมกติกาพื้นฐานไปสู่คนรุ่นใหม่ เป็นการเตรียม พื้นฐานกติกาของบ้านเมืองไปสู่ประชาชน ๖๔ ล้านคน มิใช่ส่งให้กับนักการเมืองเพียงไม่กี่ พันคนนะครับ ท้ายที่สุดนะครับ ผมหวังว่าพลังแห่งความสร้างสรรค์ พลังแห่งประโยชน์ มหาชนจะเป็นพลังที่จะนําประเทศชาติบ้านเมืองไปสู่ความสงบสันติสุข ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญ ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ ครับ

ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธาน และท่านรองประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพรักทุกท่านครับ กระผม นายกระแส ชนะวงศ์ ได้รับมอบหมายจากท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้กล่าวแสดงความขอบคุณและชื่นชมท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้ช่วยกันอภิปราย และแสดงความคิดเห็นจนกระทั่งเกิดมรรคเกิดผลขึ้น แล้วก็สร้างประวัติศาสตร์ในการ อภิปรายการยกร่างรัฐธรรมนูญถึง ๗ วัน ๗ คืนครับ กระผมรู้สึกภาคภูมิใจที่มีโอกาสได้ยืนอยู่ ต่อหน้าท่านทั้งหลาย แล้วมีโอกาสที่จะได้กราบเรียนถึงข้อเท็จจริงบางอย่างที่เป็นข้อสังเกต ส่วนตัวครับ เพราะว่าท่านทั้งหลายก็ได้พูดในหลักการ ในทฤษฎีและในข้อที่เป็นกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ท่านประธาน คือท่านอาจารย์บวรศักดิ์อยากจะให้กระผมได้ตั้งข้อสังเกต ๒-๓ ประการ จากประสบการณ์ส่วนตัว ๒-๓ ประการนั้น

ประการแรกที่สุด กระผมอยากจะกราบเรียนว่าในการประชุม ๗ วัน ๗ คืนนี้ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายได้แสดงถึงความเป็นผู้มีระเบียบวินัย แสดงถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และผมเองในฐานะที่เคยผ่านสภาแห่งนี้ทั้งในฐานะ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วก็เป็นผู้แทนราษฎรทั้งจากต่างจังหวัดที่จังหวัดขอนแก่น และจาก กทม. นี่ ผมอยากจะกราบเรียนความรู้สึกและความเข้าใจว่าท่านทั้งหลายได้แสดงถึง ความเป็นตัวอย่างในการอภิปรายในการแสดงความรู้ความคิดครับ สมกับที่ท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติได้เอ่ยอ้างว่าสภาแห่งนี้เป็นสภาทางวิชาการ กระผมได้สังเกตการณ์ เห็นการอภิปรายที่ผ่านมาจาก ๑๘๔ ท่าน ผมได้ทั้งความรู้ ได้ความคิดมากขึ้น แล้วได้รู้มากขึ้น ทําให้รู้มากขึ้นด้วยว่าที่ไม่รู้อีกมากเหมือนกันครับ แล้วก็จะขอความอนุเคราะห์จากเลขาธิการสภา ในการที่จะเอาการอภิปรายของท่านทั้ง ๗ วัน ๗ คืน เก็บเอาไว้สําหรับสอนหนังสือ เพราะผมรู้สึกว่าจะเป็นครูมากกว่าเป็นหมอนะครับ เพราะชอบการเรียนการสอน และการที่ ท่านอภิปรายแต่ละท่านนั้นผมได้บันทึกเอาไว้เหมือนกัน แล้วก็จดจําเอาไว้เหมือนกันว่า ท่านได้แสดงความรู้ความคิดทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ผมเห็นว่า มีหลายตอนหลายท่านที่ทําให้ผมรู้สึกว่าท่านทั้งหลายเป็นครูด้วย เป็นอาจารย์ด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะหาฟังแบบนี้ไม่ใช่ง่าย มีการเรียนการสอนที่ไหนจะเชิญครูบาอาจารย์ ได้ขนาดนี้คงไม่มีทางแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมว่านี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมบันทึกเอาไว้บ้าง อย่างเช่นท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็ทําให้เราเข้าใจถึงเรื่องศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีต่าง ๆ ที่เราควรจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ท่านพงศ์โพยม วาศภูติ ก็เป็นนักปกครอง เป็นผู้บริหาร เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีใครต่อใครมักจะบอกว่ากระทรวงมหาดไทย ไม่ยอมกระจายอํานาจอะไรต่าง ๆ นี้นะครับ แต่ท่านก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นํา ทางการปกครองยุคใหม่ จะเรียกว่าเป็นความคิดก้าวหน้าจนกระทั่งเราเห็นว่านั่นก็คือ ความหวังของประเทศไทยเหมือนกัน เพราะเราพูดถึงเรื่องการกระจายอํานาจมาตั้งแต่ สมัยผมเป็นหนุ่ม ตั้งแต่สมัยผมเริ่มต้นเข้ามาสู่การเมืองในสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาทํา พรรคพลังใหม่ด้วยความคิดว่าเราจะสร้างความเป็นธรรมในสังคมและเราก็พูดว่าการกระจายอํานาจ เป็นเรื่องสําคัญ ๓๐-๔๐ ปีที่ผ่านมาก็ไม่กระจายมากนัก แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ทําให้ เราเห็นความหวังแล้วมีความเป็นไปได้ เพราะว่าการกระจายอํานาจนั้นความจริงในประเทศ ที่เขาเจริญแล้วเขาไม่ต้องพูดกันแล้วเพราะเขากระจายมานานแล้ว มีแต่ว่าการปกครองท้องถิ่น หรือการดูแลตนเองในชุมชนต่าง ๆ นั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนด้วย เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นความหวัง แล้วก็อยากจะกราบเรียนว่าหลายท่านนะครับ นอกจากท่านพงศ์โพยม คุณสารี อ๋องสมหวัง นั่นก็เป็นผู้ที่ผมชื่นชมมานาน ได้ยินแต่ข่าวแต่ว่าเมื่อมาอยู่ ในสภาปฏิรูปแห่งชาติท่านก็แสดงสุนทรพจน์ แสดงความคิดความอ่านชัดเจนมากขึ้น นี่ก็เป็น เรื่องหนึ่ง เป็นวิชาการครับ เป็นความรู้ทั้งนั้นครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่ามีหลายท่าน ที่ทําให้ผมประทับใจนะครับ รวมทั้งท่านอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ถึงแม้จะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยก็ตามกับรัฐธรรมนูญ แต่ก็แสดงถึงความเข้าใจแล้วก็ความรับผิดชอบด้วย รวมทั้ง ท่านประธานชัย ชิดชอบ ก็น่าสนใจครับ ผมคิดว่า มีข้อมูลต่าง ๆ ที่เราสรุปไว้ก็คือว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผู้ทรงคุณวุฒิได้แสดง ความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมืองและประชาชนอย่างจริงใจ อาจจะเห็นด้วย อาจจะไม่เห็นด้วย ความที่เห็นแตกต่างกันนั้นนี่ผมว่าเป็นนิมิตหมายของสังคมไทย แสดงว่าเรายังคิดว่าที่ว่าดี เรายังมีทางเลือกนะครับ ถ้าหากว่าการประชุมที่นี่เห็นการร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วอันนั้นก็ถูก อันนี้ก็ดี เราก็จบกัน ผมว่าเรากําลังจะสิ้นหวัง แต่นี่เกิดความหวังขึ้นครับ เพราะความแตกต่าง ในความคิดนั้นผมจําได้เสมอว่า ความแตกต่างนั้นคือความก้าวหน้า ความแตกต่างนั้น คือการศึกษา ดิฟเฟอเรนซ์ เมค โปรเกรส (Difference make progress) และดิฟเฟนเรนซ์ เมค เอดูเคชัน (Difference make education) ผมเข้าใจอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมจึงชื่นชม ท่านทั้งหลาย แล้วก็ถือว่าท่านทั้งหลายได้แสดงสิ่งที่น่าจะจดเอาไว้สําหรับการเรียนการสอน ต่อไปด้วย

ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ผมยังเชื่อว่าสิ่งที่เราเคยทํากันมาในอดีตนั้น เวลาเราพูดถึงเรื่องกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผมทบทวนความหลังได้เพราะว่า บรรยากาศในวันนี้ทําให้ผมได้ทบทวนความหลังที่เราตั้งอกตั้งใจที่จะทําให้เกิดความเป็นธรรม ในสังคมนี่นะครับ ผมจําได้ ๒-๓ ข้อ ซึ่งก็เอาความทรงจําเหล่านั้นมาเพื่อจะแลกเปลี่ยนกับ ท่านทั้งหลายด้วย ความทรงจําอันหนึ่งในการเขียนกฎหมายในการยกร่างกฎหมายใด ๆ นั้น เราก็จะมีความในใจว่าคนที่เกิดมามีน้อยในชีวิตเขาควรจะได้มาก ๆ โดยกฎหมาย ความทรงจํา อย่างนี้ก็พูดกันมาเรื่อย ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมเองก็ติดตามฟังมาตั้งแต่แรกก็เห็นว่า เปิดโอกาสให้ผู้ที่เกิดมามีน้อย เกิดมาในชนบท เกิดมาที่เป็นประชาชนหรือพลเมืองตัวเล็ก ๆ ได้โอกาส ได้เกียรติ ได้ศักดิ์ศรีมากขึ้นครับ ในขณะเดียวกันผมก็จําคําพูดของนักรัฐศาสตร์ หรือใครต่อใครมา เพราะว่าสนใจการบ้านการเมือง การปกครองว่าในกฎหมายนั้นในการ ปกครองนั้นจงให้สิ่งที่ประชาชนต้องการ แล้วเราจะได้รับสิ่งที่เราปรารถนา ผมคิดว่าคําพูด เหล่านี้ยังเป็นคําพูดที่กึกก้องดังอยู่ในใจผมตลอดเวลาว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อะไรกับ ประชาชนบ้าง ถ้าเราแน่ใจว่าเราได้ให้กับประชาชน เราก็แน่ใจว่าเราจะได้รับสิ่งที่เรา ปรารถนาเหมือนกันครับ แต่ว่าถ้าเราได้ให้และได้ทําสิ่งที่ถูกต้องดีงามและเหมาะสมแล้ว ก็จะเป็นผลงานของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราคงต้องทํางานร่วมกัน แล้วก็ถ้าเป็นความสําเร็จเรียบร้อยเราก็จะมี ความภาคภูมิใจด้วยกัน เราคงไม่โทษกัน สังคมไทยที่บอบช้ํามาจะเป็นเพราะการศึกษา หรือเป็นเพราะอะไรก็ตาม เป็นสังคมที่ชอบโทษคนอื่น โทษกันครับ ภาษาตลาด ๆ หน่อย เราเรียกว่า เป็นโรคซัดกัน ชอบชี้ไปที่ว่าคุณผิด เจ้าผิด แล้วผมก็เคยถูกสอนว่าเวลา ๑ นิ้ว ชี้ไปที่อื่นว่า เขาผิด ๔ นิ้วมันชี้มาที่เราเองว่าแล้ว ๔ นิ้วมันชี้มาเราเองว่าแล้วเราเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นโอกาสแบบนี้ครับ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ผมเองเคยได้รู้เรื่อง เกี่ยวกับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง อย่างน้อยก็ ๒ ประเทศที่ผมได้คุยด้วย อย่างประเทศญี่ปุ่น ตอนที่ผมได้รับเกียรติ ได้รับพระราชทานเครื่องราชย์อิสริยาภรณ์สูงสุดจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ประธานรัฐสภาซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศด้วยกันก็เชิญไปเลี้ยงกัน เสร็จแล้วเราก็ได้ถามกันว่า ญี่ปุ่นแพ้สงครามบอบช้ํามากระเบิดเมืองฮิโรชิมากับนางาซากิทําให้ถนนหนทางบ้านเมือง พังยับเยินหมดแล้วผู้หลักผู้ใหญ่ครูบาอาจารย์ของญี่ปุ่นคิดอย่างไรครับผมถาม ประธานรัฐสภา มิสเตอร์โคโนบอกว่า เราบอกว่าอย่าพูดถึงเกี่ยวกับความเสียหายจากสงคราม หรือระเบิด ปรมาณูเลย เราบอกคนญี่ปุ่นทั้งหลายว่าบ้านเมืองถนนหนทางมันเสียก็ให้มันเสียไปแต่อย่าให้ ความเป็นคนญี่ปุ่นเสียก็แล้วกัน และเขาก็ปลุกใจกันทั่วบ้านทั่วเมืองว่าคนญี่ปุ่นเป็นคน อย่างไร ผมก็จําคนไทยที่ไปเขียนแปลเพลงญี่ปุ่นเพื่อเผยแพร่ เพลงญี่ปุ่นที่ทําให้คนญี่ปุ่น ลุกขึ้นมาสู้ขยันขันแข็งจนกระทั่งได้เปลี่ยนความเป็นคนแพ้สงครามเป็นผู้ชนะทางเศรษฐกิจ แล้วก็เป็นประเทศที่เป็นมหาอํานาจประเทศหนึ่ง เพลงบทนั้นผมเชื่อว่าหลายท่านคงได้ยินมา หมดแล้วละครับ แต่ผมขออนุญาตพูดสักนิดหนึ่งเพราะว่าเวลาพูดถึงคําแปลเพลงบทนี้แล้ว ผมเองก็มีกําลังใจครับ แล้วเวลาไปสอนลูกศิษย์ลูกหาไปพูดให้ข้าราชการฟังก็เกิดความภูมิใจ แล้วก็มีกําลังใจด้วยครับ เพลงบทนั้นรู้สึกจะแปลออกมาทํานองนี้ครับว่า แม้มิได้เกิดเป็น ซามูไร ก็จงภูมิใจเถิดเจ้าที่ได้เกิดมาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของซามูไร แม้มิได้เกิดเป็นซากุระ ก็จงภูมิใจเถิดที่ได้เป็นบุปผาพันธุ์อื่น แม้มิได้เป็นถนน ก็จงพอใจเถิดเจ้าที่ได้เป็นบาทวิถี ภูเขาไฟฟูจิยามานั้นสวยงามที่สุดก็จริงอยู่ แต่หาได้ทําให้ภูเขาลูกอื่น ๆ ไร้ค่าไม่ แม้ไม่ได้เกิด เป็นชาย ก็อย่าเสียดายที่ได้เกิดเป็นหญิง เพราะแท้จริงแล้วทั้งหญิงและชายต่างก็มี ความหมายและความสําคัญ เป็นอะไรนั้นไม่สําคัญดอก สําคัญอยู่ที่ว่าเมื่อเป็นอะไรแล้ว จงเป็นให้ดีที่สุดเถิด แล้วญี่ปุ่นก็เปลี่ยนแปลงจากผู้แพ้กลายเป็นผู้ชนะครับ ญี่ปุ่นได้รับระเบิด ปรมาณู ๒ ลูก พังทลายอย่างนั้นเขายังฟื้นฟูขึ้นมาได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยถึงแม้ว่า เราจะเดือดร้อน เราจะรู้สึกเสียใจกับความเสียหายเหล่านั้น ผมว่ายังบอบช้ําเสียหายน้อยกว่า ญี่ปุ่นตอนแพ้สงคราม ตอนถูกปรมาณู เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าหากเราซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่วันนี้ เราจะช่วยกันจับมือในการพูดให้กับคนทั่วไปฟังแล้วก็ทําเป็นตัวอย่าง ผมเชื่อว่าเราก็จะมี โอกาสฟื้นฟูทําให้ประเทศไทยของเราเป็นประเทศชั้นนําประเทศหนึ่งในเอเชีย เพราะหลาย ๆ อย่าง ที่เรามีประเทศเพื่อนบ้านเราไม่มีครับ แต่เรามีแล้วเราลืมไปว่าเรามีของสําคัญ อย่างน้อยที่สุด สถาบันพระมหากษัตริย์ก็เป็นสิ่งที่เพื่อนบ้านชื่นชมยกย่องแล้วเขาเสียดายที่เขาไม่มีแบบเรา ด้วยซ้ํา หลายอย่างที่เรามี ในทางภูมิศาสตร์เราก็มีดี พอผมพูดถึงประเทศอาเซียนเราก็อยู่ ตรงกลาง ๆ อะไรตั้งหลายอย่างครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากเราจะต้องใช้เวลาต่อไปนี้ไม่ช้า เกินไปครับที่จะเริ่มต้นทําตัวเป็นตัวอย่าง เพราะว่าตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคําสอนครับ เพราะว่าทั้งหมดที่พูดกันไปพูดกันมาผมก็จับความได้จากท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ของเรานี่ละครับ จะเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ตามอยู่ที่คน เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าการศึกษา ก็จะมีส่วนสําคัญ และพอพูดถึงการศึกษาผมก็อยากจะกราบเรียนว่าผมมีความในใจ มานานแล้วในฐานะที่ไปเป็นหมออยู่ที่อําเภอพล จังหวัดขอนแก่น อยู่กับเทศบาลที่เล็กที่สุด ในประเทศไทย ๑๒ ปี ก็ได้เรียนจากชาวบ้าน เรียนจากคนยากคนจนนั่นละทุกวัน ๆ ก็รู้ว่า ความจําเป็น ความต้องการ ความน้อยเนื้อต่ําใจของคนที่อยู่ในชนบทที่เสียเปรียบนั้นเป็นอย่างไร ในที่สุดผมไปตั้งโรงเรียนผมก็ตั้งเป็นคําขวัญไว้คําหนึ่งว่า การศึกษาของชาวชนบทคืออนาคต ของประเทศไทย คําพูดอย่างนี้เขียนมาตั้ง ๓๐-๔๐ กว่าปีแล้วที่ไปทําโรงเรียนไว้นี่ วันนี้ก็ยัง เป็นความจริงที่อยากจะกราบเรียนว่าเราคงต้องช่วยกันทําให้คนชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ แล้วเกิดมาต่ําต้อยน้อยหน้ามานานแล้ว ให้เกิดมีโอกาสที่จะมีสิทธิมีเสียง มีความภาคภูมิใจ ในความเป็นคนไทยเหมือนกับพวกเรา ผมอยากจะกราบเรียนว่าการศึกษานั้นเป็นคําตอบที่สําคัญมาก แต่ผมเห็นว่ากระทรวงศึกษาธิการ ที่เขียนไว้ว่าการศึกษาคือการทําให้คนเป็นคนเก่ง เป็นคนดี แล้วก็มีความสุข อาจจะไม่พอครับ เพราะการศึกษาที่ทําให้เป็นคนเก่ง คนดี แล้วมีความสุขนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเพื่อตัวเอง มากกว่า เป็นความสุขก็เป็นความรู้สึกส่วนตัว แต่ว่าเพื่อให้เกิดเป็นความสุขที่เกิดจากทําให้ ผู้อื่นมีความสุขนั้นผมคิดว่าการศึกษายุคใหม่ต้องเน้นที่การทําให้คนเก่ง คนดี แล้วก็มีภาวะผู้นํา เพราะภาวะผู้นํานั้นจะทําให้เกิดความรู้สึกรักผู้อื่นและสนใจที่จะทําให้ผู้อื่นมีความสุขครับ ความสุขที่ทําให้ผู้อื่นมีความสุขนั้น นั่นคือความสุขที่จะทําให้เรามีความสุขมากกว่าด้วยซ้ําครับ แต่การมีภาวะผู้นํานั้นต้องมีการเริ่มต้นกันตั้งแต่อนุบาลขึ้นไปครับ เพราะไปสอนให้เป็นผู้นํา ตอนระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอกนั้นคงสอนไว้สําหรับให้ไปสอนคนอื่น มากกว่า แต่ถ้าจะให้มีภาวะผู้นําเพื่อจะรวมตัวกันเพื่อจะให้เป็นคนมีวินัย มีวัฒนธรรมจริง ๆ ผมว่าต้องเริ่มต้นตั้งแต่อนุบาลแล้วครับ นั่นเป็นความคิดของผมที่คิดว่าญี่ปุ่นไม่ได้บอก ไม่ได้โทษใครว่าใครผิด แต่ญี่ปุ่นแสดงความรับผิดชอบบอกเพื่อนร่วมชาติว่า ต้องทําให้เกิด ความเจริญก้าวหน้าในฐานะเป็นคนญี่ปุ่น เพราะไม่มีใครจะช่วยญี่ปุ่นได้เท่ากับคนญี่ปุ่น ถ้าเช่นนั้นผมคิดว่าเราคนไทยก็ช่วยคนไทยได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่า ผมเองพูดกับเพื่อนฝูงโดยสํานวนผมเองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับมัชฌิมาปทิปทา หลายคนก็จะถามว่า มัชฌิมาปทิปทา จะแปลว่าอะไร ผมว่าเป็นกลาง ๆ ครับ เพราะว่าประเทศไทย เรานั้นมีความแตกต่างกันในระหว่างเมืองกับชนบท ผมเคยเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ที่จังหวัดนครพนม เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยที่มหาสารคาม แล้วตอนหลังมานี่ ๑๐ ปี ที่ผ่านมาเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยที่นราธิวาสราชนครินทร์ แล้วก็ ๖-๗ ปีที่ผ่านมาก็เป็น นายกสภามหาวิทยาลัยนเรศวร ผมก็มีโอกาสได้ศึกษา ได้เรียนรู้จากพี่น้องประชาชนที่อยู่ ในภูมิภาคต่าง ๆ ว่ายังมีความแตกต่างกัน ในทัศนคติ ในความภาคภูมิใจและในความรู้สึก ต่อบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องที่มีความหมายกว้าง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองครับที่กระผมอยากจะกราบเรียนว่าทําให้ผมภูมิใจและพอใจกับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีการสนับสนุนให้การปกครองท้องถิ่นและการกระจายอํานาจเด่นชัด มากขึ้นครับ และการที่ให้มีการปกครองท้องถิ่นเด่นชัดและมากขึ้นนั้นเอง นอกจากจะมีผล ต่อการพัฒนาในชุมชนต่าง ๆ แล้วก็จะมีผลดีต่อรัฐบาลกลางที่เบาแรงลงครับ ผมไม่อยากจะ บอกว่าหมดอํานาจหรือว่าอํานาจน้อยลงแต่ว่าเบาแรงลงเพราะว่ารัฐบาลกลางก็จะได้มี โอกาสทําเรื่องใหญ่ ๆ ทําเรื่องที่จะเป็นมรรคเป็นผลในระยะยาวสําหรับลูกหลาน แต่งานพัฒนา ต่าง ๆ ก็ขอให้ชุมชนและการพัฒนาของการปกครองท้องถิ่นได้ครับ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ผมคิดว่าเรื่องทั้งหมดนั้นบังเอิญผมผ่านมาก็อยากจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับงานที่ตัวเองเกี่ยวข้อง ไม่ถึงกับเป็นวิชาการอะไร ผมเป็นข้าราชการมาโดยตลอด จนกระทั่งเป็นนายกสมาคม ข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย ๒ สมัย อย่างน้อยก็ ๘ ปี ผมพอจะเข้าใจว่าพี่น้อง เพื่อนข้าราชการมีความรู้สึกอย่างไร มีความน้อยเนื้อต่ําใจอะไร มีความรู้สึกว่าการเมืองแทรกแซง แล้วก็มีอะไรผิดพลาดขึ้นมาก็มักจะไปโทษการเมืองด้วยเหมือนกัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เปิดโอกาสให้มีการบริหารจัดการกับข้าราชการดีขึ้น ๆ จะทําให้ข้าราชการมีขวัญดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทําให้ผู้ที่เป็นผู้บริหารทางการเมืองนั้นมีอํานาจน้อยลงหรือด้อยลงครับ เพราะผมก็เคยเป็นรัฐมนตรีถึง ๔ กระทรวง ผมก็ได้ดูแลกันกับข้าราชการผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ไม่ได้เคยใช้ อํานาจวาสนาอะไรที่จะไปบริหารข้าราชการ และผมเชื่อว่า ณ วันนี้ยิ่งจําเป็นที่จะทําให้ นักการเมืองหรือผู้นําทางการเมืองบริหารกระทรวงต่าง ๆ ด้วยวิธีการของคนมีภาวะผู้นํา แล้วก็รู้จักการปรึกษาหารือมากกว่าจะสั่งการครับ อย่างที่ภาษาฝรั่งตําราว่านอท ดิคเตติง บัท คอนซัลติง (Not dictating but consulting) ถ้าเช่นนั้นแล้วผมก็คิดว่าการบริหารก็จะสง่างามขึ้นสําหรับผู้เป็นนักการเมืองหรือผู้บริหาร ทางการเมือง ในขณะเดียวกันที่กระผมเคยรับผิดชอบกับคําว่า เอ็นจีโอ มูลนิธิต่าง ๆ ในการ พัฒนาต่าง ๆ ผมเชื่อว่าโดยกฎหมายฉบับนี้จะเปิดโอกาสให้ราชการ กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ได้ใช้ศักยภาพของคําว่า เอ็นจีโอ มูลนิธิต่าง ๆ ผมเป็นประธานมูลนิธิมาตลอด เดี๋ยวนี้ ก็ยังมี ๒-๓ แห่ง มูลนิธิรักษ์ไทย ซึ่งก็ได้โยงใยกับคําว่า แคร์ อินเตอร์เนชันแนล (CARE international) มูลนิธิเตรียมความพร้อมป้องกันสาธารณภัยแห่งเอเชียอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ความเกี่ยวข้องของชุมชน ขององค์กรเอกชนก็จะทําให้การบริหารจัดการดีขึ้น และมีความหมายขึ้น

สุดท้ายครับ ผมคิดว่าในการที่เรากําลังดําเนินการขณะนี้ ผมอยากจะกราบเรียน อีกหน่อยหนึ่งว่าสิ่งที่เหลืออยู่เราคงต้องคิดว่าเรามีศัตรูร่วมกันคืออะไร ผมเองมีความเชื่อ และมีความเข้าใจว่าศัตรูที่สําคัญที่เราจะต้องต่อสู้เอาชนะให้ได้คือความยากจนของประชาชน ที่อยู่ในชนบท คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการพัฒนาต่อไปนี้ ถ้าหากเรา จะคิดก็ไม่ช้าเกินไปว่าการพัฒนาต่อไปนี้แทนที่จะเริ่มต้นจากกระทรวง ทบวง กรม ในส่วนกลางแล้วก็ไปที่จังหวัด ไปที่อําเภอ ไปที่ตําบล ไปที่หมู่บ้านนั้น เราอาจจะต้องช่วยคิด กันว่าเราคงต้องเปลี่ยนทิศทางการพัฒนา ให้ความสนใจตั้งแต่หมู่บ้าน แล้วก็มาตําบล มาอําเภอ มาจังหวัด เราถึงจะมาส่วนกลาง นั่นเป็นความคิดของผมตั้งแต่นานมาแล้ว แต่ว่า มีโอกาสได้รับเกียรติให้พูดต่อท่านทั้งหลายวันนี้ ทําให้เกิดความหวังว่าท่านจะเป็นส่วนสําคัญ ในการที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนทิศทางในการพัฒนา และสุดท้ายที่อยากจะ ให้กําลังใจไว้อีกนิดหนึ่งก็คือว่า ผมขอกลับไปญี่ปุ่นอีกนิดหนึ่งเถอะครับ ถ้าเป็นอเมริกาแบบ จอห์น เอฟ เคนเนดี คงจะต้องบอกกันกับพี่น้องประชาชนชาวอเมริกันว่า อย่ามาถามว่า ประเทศชาติจะให้อะไรกับท่านได้มากแค่ไหน แต่จงถามว่าท่านจะให้อะไรกับประเทศชาติ ได้มากแค่ไหน แต่ญี่ปุ่นนั้นไม่ได้บอกกับพี่น้องประชาชนว่าอย่างนั้นครับ ญี่ปุ่นบอกว่า จงเป็นคนญี่ปุ่น จงอย่าเสียความเป็นคนญี่ปุ่น แล้วฝรั่งก็ไปเขียนเป็นตําราว่าความไม่เสีย ความเป็นคนญี่ปุ่นนั้นมีอะไรบ้าง ผมก็ขอจับความมาฝากท่านทั้งหลายในวันนี้ก่อนจากกัน คืนนี้ด้วยครับ ญี่ปุ่นบอกกับพี่น้องประชาชนทั้งหลายว่า

ประการที่ ๑ คนญี่ปุ่นต้องเป็นคนอดทนเพสชัน (Passion) อดทนต่อคําเยาะเย้ย ถากถาง อดทนต่อการดูถูกว่าสินค้าญี่ปุ่นไม่ดี ต้องอดทน

ประการที่ ๒ ญี่ปุ่นต้องเป็นคนสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน เพราะฉะนั้นเขาจะว่า อย่างไรก็ตาม เราจะร่ํารวยขึ้นแค่ไหน หรือจะใหญ่โตแค่ไหนเราก็อ่อนน้อมถ่อมตน สอนกันไว้ ย้ํากันไว้ว่าต้องอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไว้

ประการที่ ๓ ที่ญี่ปุ่นบอกว่าให้เป็นคนญี่ปุ่นก็คือต้องตรงต่อเวลา มีการกล่าวย้ําว่า ถ้าหากไม่ตรงต่อเวลาก็ไม่ใช่คนญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นคือคนตรงต่อเวลา คนตรงต่อเวลาคือคนญี่ปุ่น

อีกข้อหนึ่งก็คือคนญี่ปุ่นนั้นต้องละเอียดลออพิถีพิถัน ก็สอนกันอย่างนี้ละครับ ว่าให้คนญี่ปุ่นเป็นอย่างนั้น

แล้วอีกข้อหนึ่งที่พูดกันก็คือคนญี่ปุ่นนั้นต้องเป็นคนมีความจงรักภักดี มีกตัญญูกตเวที

และอันสุดท้ายที่จํามาได้ก็คือ คนญี่ปุ่นต้องซื่อสัตย์ ซื่อตรง ถ้าไม่ซื่อสัตย์ ซื่อตรง ไม่ใช่คนญี่ปุ่น สมัยก่อนถ้าหากใครถูกกล่าวหาว่าไม่ซื่อสัตย์ ซื่อตรง เขาก็ไม่ต้องถูก รอคอยให้ตํารวจมาจับหรือไปขึ้นโรงขึ้นศาลให้พิพากษา เขาพร้อมที่จะฮาราคีรีฆ่าตัวเองดีกว่า ตายดีกว่าที่จะถูกประจานว่าเป็นคนไม่ซื่อสัตย์สุจริตแล้ว เขาตายแบบนั้น ตายเพื่อให้ ครอบครัววงศ์ตระกูลมีศักดิ์ศรีต่อไป แล้วมีคนถามว่าทําอย่างนั้นมันซามูไร แต่เดี๋ยวนี้ ไม่มีซามูไรเป็นอย่างไร แล้วหลักซามูไรเป็นอย่างไร ผมขอจบด้วยหลักซามุไร ๔ ข้อว่า ถ้าเราตัดสินใจจะทําอย่างนี้แล้วหลักการ ๔ ข้อของซามูไรซึ่งผมได้ให้กําลังใจกับเพื่อนที่กําลัง ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ว่ามาถึงตรงนี้อย่าไปห่วง อย่าไปกังวลใจต่อคํากระแนะกระแหนหรือ คําเปรียบเปรยใด ๆ เลย ถึงแม้ว่าเราจะมีคําสอนที่ดีอย่างไรก็ตามลองเอาซามูไรมาเป็นหลักสิ หลักของซามูไรก็คือการที่จะทําอะไรแล้ว

๑. โน เฟียร์ (No fear) ไม่กลัว

อันที่ ๒ ก็คือ โน เซอร์ไพรส์ (No surprise) ไม่ต้องวิตกวิจารณ์ ไม่ต้องตื่นเต้น ไม่ต้องประหลาดใจว่าจะมีคนวิพากษ์วิจารณ์ กระแนะกระแหน เยาะเย้ยถากถางอย่างไร

ประการที่ ๓ ก็คือ โน เดาท์ (No doubt) ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องหน้าที่ของเรา เมื่อรับผิดชอบแล้วก็ต้องทํา เป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็รู้เต็มอกว่าเมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วจะไม่มีสิทธิรับตําแหน่งทางการเมืองใด ๆ ก็ต้องเต็มใจ ต้องพอใจ ต้องภูมิใจ ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องสงสัย

และอันสุดท้ายของความเป็นหลักและปรัชญาซามูไรที่กระผมได้โอกาสมาคุย ๆ กับท่านทั้งหลายในวันนี้นี่ก็คือ โน เฮชสิเตท (No hesitate) อย่าลังเลใจครับ เพราะฉะนั้น ท่านที่เคารพครับ ผมขอโทษที่ผมพูดนอกเรื่องนอกราวไม่ได้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเลยครับ แต่ว่านี่เป็นความคิดที่ท่านประธานของเราท่านบวรศักดิ์ อุวรรณโณ บอกผมว่าพี่หมอสรุปหน่อย แล้วพี่หมอสรุปจากประสบการณ์ก็แล้วกัน เพราะคนอื่นพูดหลักการ พูดทฤษฎีมามากแล้ว ผมก็เลยได้โอกาสที่จะพูดในสิ่งที่ผมอยากพูด ท่านอยากฟังหรือไม่อยากฟังก็ตามครับ อันนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง

และสุดท้ายจริง ๆ กระผมอยากจะกราบเรียนว่าภูมิใจมากที่ผมได้มาเป็น กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็มีท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน แล้วก็โชคดี ของประเทศไทยและคนไทยด้วยที่มีคนเก่ง คนดี คนมีภาวะผู้นํา ผมก็อยากจะเรียกว่า เป็นคนที่เป็นอัจฉริยะ พูดอย่างนี้ไม่ใช่ต้องการจะให้อาจารย์บวรศักดิ์มาขึ้นเงินเดือน ๒ ขั้น แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ผมไม่เคยทํางานกับท่าน แล้วก็มานั่งประชุม นั่งฟัง เห็นการตัดสินใจ เห็นความพยายามแล้วผมชื่นชมท่านแล้วก็เคารพท่าน แล้วก็เกิดศรัทธาในการที่ท่านจะเป็น ผู้นําในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ครับ ขอขอบคุณครับ ท่านประธาน ท่านรองประธานครับ

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ขออนุญาตแถลงสรุปการให้ความเห็นของท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติสั้น ๆ ไม่ยาว ท่านประธานครับ ไม่มีการพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับใด ในระยะหลังนี้จะใช้เวลา ๗ วัน ๗ คืน แล้วท่านสมาชิกยังนั่งอยู่เต็มห้องประชุมอย่างนี้ สภานี้ เป็นสภาซึ่งประกอบด้วยผู้ที่มีวุฒิภาวะ มีการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ มีเนื้อหาสาระ ตรงไปตรงมา ความเห็นแตกต่างเป็นสิ่งที่ดีเพราะก่อให้เกิดความเจริญ และคณะกรรมาธิการ ก็จะรับความเห็นนั้นไปพิจารณา ไม่มีคําเสียดสี ไม่มีคําประท้วง และที่สําคัญที่สุดก็คือว่า ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันในสภา ให้ความเห็นกันอย่างเป็นกัลยาณมิตร ผมขอขอบพระคุณ ในความเมตตาของท่านประธาน ท่านรองประธาน และท่านสมาชิกทุกท่าน ท่านประธานครับ บัดนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กระทําการตามมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ครบถ้วนแล้ว มาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอรัฐธรรมนูญ ที่จัดทําเสร็จต่อประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติจัดให้ สภาปฏิรูปแห่งชาติประชุมกันเพื่อพิจารณาเสนอแนะหรือให้ความเห็นให้แล้วเสร็จภายใน ๑๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาสุดท้ายแห่งการสรุปของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งยังมีเวลาเหลืออีก ๑ ชั่วโมงกว่า แต่ผมจะใช้เวลาแค่ไม่เกิน ๑๕-๒๐ นาที ท่านประธานครับ การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ภายในกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งระยะเวลา กระบวนการ และเนื้อหา สาระ ในเรื่องระยะเวลามีกําหนดไว้ในมาตรา ๓๑ วรรคสาม มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ บัดนี้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คสช. ต้องเสนอคําขอแก้ไขเพิ่มเติม ร่างรัฐธรรมนูญมาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพว่าคําขอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นคงจะระบุแต่หลักการไม่ได้ คงจะต้องระบุว่าท่านสมาชิก ต้องการให้ตัดมาตราใดหรือข้อความใด หรือเพิ่มมาตราใด ข้อความใด ทุกถ้อยคํา ในรัฐธรรมนูญคืออนาคตของประเทศครับ นี่คือคําพูดคุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านจะขอแก้ไขเพิ่มเติมจึงมีความสําคัญมาก หลังจากวันที่ ๒๕ พฤษภาคม คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาประมวลคําขอแก้ไขเพิ่มเติม ทั้งของ ท่านสมาชิก ของ ครม. คสช. ให้เสร็จภายใน ๓-๔ วัน และคณะกรรมาธิการจะเชิญท่านสมาชิก ไปชี้แจง ไปชี้แจงตั้งแต่วันที่ ๑ ถึงวันที่ ๖ รวมทั้งคณะรัฐมนตรี คสช. และถ้ามีเวลาก็จะเรียน เชิญพรรคการเมืองมาชี้แจงด้วย คณะกรรมาธิการมีเวลาถึงวันที่ ๒๓ กรกฎาคม คือ ๖๐ วัน ที่จะต้องเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายมาที่สภาแห่งนี้ เมื่อเสนอมาแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๗ วรรคสอง บอกว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องมีมติภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้รับ ร่างรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติจะแก้ไข เพิ่มเติมเนื้อความของร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้ เว้นแต่เป็นข้อผิดพลาดที่ไม่ใช่สาระสําคัญและ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น หรือเป็นกรณี ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าจําเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์ขึ้น

ท่านประธานครับ การลงมติจะต้องลงภายในวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของท่านสมาชิกแต่ละท่านว่า จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอมา และท่านประธานมีหน้าที่ต้องนําขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๘ นี่คือเรื่องระยะเวลา จะเร็วกว่านี้ได้แต่จะช้ากว่านี้ไม่ได้ จะขยายออกไป ๒ ปีหรือ ๓ ปีตามที่พูดกันในสื่อมวลชนก็จะต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ไม่มีใครขยายได้ เว้นแต่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญชั่วคราว กระบวนการตามมาตรา ๓๔ วรรคสอง ก็ได้ดําเนินการแล้วโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นําความเห็นของ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษา ความสงบแห่งชาติและประชาชน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาดังที่ได้นําเสนอ แล้วเมื่อตอนนําเสนอรัฐธรรมนูญนี้

นอกจากนั้นเราได้ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศโดยคณะ อนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นที่มีดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล เป็นประธาน อนุกรรมาธิการ ๑๐ พื้นที่ ที่สุพรรณบุรี ร้อยเอ็ด เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี อุดรธานี สงขลา สุรินทร์ พิษณุโลก ชลบุรี กรุงเทพฯ แล้วก็จัดเวทีต่าง ๆ ฟังกลุ่มต่าง ๆ ๑๐ เวที ทั้งผู้สูงอายุ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน นักวิชาการ นักธุรกิจ เยาวชน โดยเฉพาะเยาวชน นั้นท่านอาจารย์มีชัย วีระไวทยะไปจัดถึง ๑๒ ครั้งทั่วประเทศ ท่านกรรมาธิการวิสามัญ การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดของประชาชนที่มีคุณประชา เตรัตน์ เป็นประธานได้รับ ความร่วมมือจากท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๗๗ จังหวัด รับฟังความเห็น ๒๑๘ เวที เราได้เปิดตู้ ปณ. ๙ รัฐสภา ตั้งกล่องรับฟังความเห็นที่ทําการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ๑,๖๐๐ แห่ง ทําการสํารวจความเห็นของประชาชนร่วมกับสํานักงานสถิติแห่งชาติและสถาบันพระปกเกล้า ๕,๕๐๐ ตัวอย่าง ท่านประธานครับ เราได้พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้เมืองไทย ปราศจากทุจริต เป็นอันดับ ๑ การศึกษาดี แล้วก็มีนโยบายให้เรียนฟรีถึงปริญญาตรี เป็นอันดับ ๒ เน้นความสามัคคีปรองดอง เป็นอันดับ ๓ เน้นการลดความเหลื่อมล้ําสวัสดิการดี ผู้นําการเมืองดี เป็นอันดับ ๔ เน้นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม เป็นอันดับ ๕ แล้วเน้น จิตสํานึกพลเมืองดีและกระจายอํานาจ เป็นอันดับ ๖ นั่นคือกระบวนการ

ในด้านเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญก็ถูกกําหนดกรอบไว้ชัดเจนในมาตรา ๓๕ อย่างที่คุณคํานูณได้กราบเรียนท่านประธานแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีพิมพ์เขียว แต่มีธง ธงนั้นถูกปักโดยมาตรา ๓๕ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งกําหนดเอาไว้ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ให้ครอบคลุมเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้

(๒) การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย

(๓) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันตรวจสอบขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกํากับและควบคุมให้การใช้อํานาจรัฐเป็นไป เพื่อประโยชน์เพื่อส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน

(๔) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้อง คําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคย กระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมเข้าดํารงตําแหน่งทางการเมือง อย่างเด็ดขาด แล้วก็กําหนดไปอีกจนกระทั่งถึง (๑๐) ครับ

(๑๐) บอกว่ากลไกที่จะมีการผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป ที่สําคัญที่สุดหลายท่านอาจจะคิดว่าทําไมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถึงไปผนวกรวมองค์กรบางองค์กรไปพิจารณาอํานาจองค์กรบางองค์กร คณะกรรมาธิการต้อง ทําตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ วรรคสุดท้ายที่บอกว่า ให้คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ พิจารณาถึงความจําเป็นและความคุ้มค่าที่ต้องมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรที่ก่อตั้ง โดยอาศัยอํานาจตามรัฐธรรมนูญในกรณีที่จําเป็นต้องมีให้พิจารณามาตรการที่จะให้ การดําเนินการขององค์กรดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย นี่คือคําตอบ ที่ว่าเหตุใดกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าควรจะรวมเพื่อยกระดับผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขึ้นเป็นองค์กรเดียวกันเพื่อความสะดวก แก่ประชาชน

บัดนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ดําเนินการตามระยะเวลา กระบวนการและเนื้อหาสาระทั้ง ๓ ประการที่ถูกกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญครบถ้วนแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอให้สภาปฏิรูปแห่งชาตินั้น มีเจตนารมณ์ ๔ ประการ ซึ่งท่านสมาชิกทราบดีอยู่แล้วว่า ๑. คือสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ๒. การเมืองใสสะอาดสมดุล ๓. หนุนสังคมที่เป็นธรรม และ ๔. นําชาติสู่สันติสุข

การสร้างให้พลเมืองเป็นใหญ่ก็คือการยึดประโยชน์และสุขของประชาชน เป็นหลักของการปกครองประการหนึ่ง สมดังพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งวันฉัตรมงคลในปี ๒๔๙๓

อีกประการหนึ่งก็คือการสร้างความเป็นพลเมืองให้มีสํานึกและพฤติกรรม ที่เป็นพลเมืองดีทั้งในสํานึกและพฤติกรรม สํานึกพลเมืองดีจะต้องมี ๒ ส่วนคือ

ประการแรกความรับผิดชอบส่วนตัวของพลเมืองที่จะต้องเคารพกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่ของตนตรงไปตรงมา เช่น เสียภาษี รับราชการทหาร เคารพสิทธิเสรีภาพและ รับฟังผู้อื่น สุจริต ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ใฝ่สันติและไม่ใช้ความรุนแรง

สํานึกพลเมืองส่วนที่ ๒ ก็คือต้องมีจิตสาธารณะ จิตสาธารณะนั้นมีระดับ ตั้งแต่สนใจใฝ่รู้กิจการบ้านเมือง ไม่ใช่ปิดหูปิดตา ไม่ติดตามความเป็นไปของบ้านเมืองและ เชื่อข่าวลือต่าง ๆ ติดตามการทํางานของพรรคการเมือง นักการเมืองและข้าราชการ รับฟัง วิพากษ์วิจารณ์และให้ข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ และท้ายที่สุดต้องมีจิตช่วยงานชุมชน จิตช่วยงานของบ้านเมืองที่เรียกว่าจิตสาธารณะ พฤติกรรมพลเมืองที่จะต้องเป็นพลเมืองดี ก็คือการมีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมือง ท่านประธานครับพฤติกรรมนั้นมีตั้งแต่ระดับต้น คือเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มต่าง ๆ ในโรงเรียน ในชุมชน ในศาสนสถาน ตลอดจน ในระดับชาติ แล้วก็เข้าไปช่วยดูแล ช่วยงานของชุมชน ของสังคม ของประเทศโดยไม่เพิกเฉย ดูดาย ทําหน้าที่ของตนอย่างเต็มใจ มีหน้าที่เสียภาษีก็เสียภาษี เป็นทหารก็ต้องเป็นทหาร แล้วใช้สิทธิทางการเมืองคือไปเลือกตั้งอย่างรับผิดชอบไม่ซื้อสิทธิขายเสียง แล้วก็ ปรึกษาหารือแล้วร่วมมือกับผู้อื่นในสังคมในชุมชนอย่างแข็งขัน ท้ายที่สุดก็คือร่วมตรวจสอบ สํานึกพลเมืองและพฤติกรรมพลเมืองเท่านั้นที่จะทําให้ราษฎรกลายเป็นพลเมือง ราษฎรไม่ได้ เป็นพลเมืองขึ้นมาชั่วพริบในรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้หรอกครับ เพราะฉะนั้นรัฐจึงมีหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานทั้งหลายในการที่จะสร้างความเป็นพลเมืองที่ยึดมั่น ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและค่านิยมประชาธิปไตย โดยผ่านพลเมืองศึกษา ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญนี้ให้ความสําคัญมากโดยบัญญัติไว้ใน ๓ มาตรา ว่ารัฐต้องจัดการพลเมืองศึกษาให้คนทุกระดับ ทุกประเภท ทุกกลุ่มอายุในมาตรา ๒๖ วรรคสาม กําหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องส่งเสริมพลเมืองศึกษาในมาตรา ๒๗๖ (๑) แล้วกําหนดให้การปฏิรูปการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนให้เป็นพลเมืองดีและต้องมี การพลเมืองศึกษา ต่อเมื่อเราสร้างพลเมืองดีเท่านั้นนะครับ ท่านประธานครับ จึงจะเกิดสิ่งที่ ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านเรียกว่า ธรรมิกกับประชาธิปไตย คือประชาธิปไตยที่ประกอบไปด้วยธรรม เราต้องมีประชาธิปไตยที่ประกอบด้วยความถูกต้องเป็นหลัก ท่านสรุปว่าเมื่อมีระบบ การปกครองชนิดนี้แล้วก็จะมีการปกครองสังคมหรือโลกให้มีสันติภาพได้โดยง่ายดาย นี่ผมเอามาจากหนังสือธรรมิกสังคมนิยมของท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านประธานครับ การเมือง ของนักการเมืองในอดีตมีปัญหามากมายจนวิกฤติเรื้อรังเสียหายมาจนทุกวันนี้ดังที่คุณคํานูณ ได้พรรณนามาให้ท่านฟังพร้อมด้วยตัวเลข เราจึงต้องสร้างการเมืองภาคพลเมือง มีพลเมือง ที่มีจิตสํานึกและพฤติกรรมที่เป็นธรรมิกประชาธิปไตยจึงจะเป็นทางออกให้กับบ้านเมือง เวทีต่าง ๆ จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อการนี้ไม่ว่าจะเป็นสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติที่ต้องสร้างจริยธรรม คุณธรรมให้เกิดขึ้นในผู้นําการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับเพื่อให้เป็นธรรมิก ประชาธิปไตยอย่างที่ท่านพุทธทาสภิกขุว่า สมัชชาพลเมือง สภาตรวจสอบภาคพลเมือง แล้วเมื่อพลเมืองเข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมืองในฐานะพลเมืองดีที่รู้ทั้งหน้าที่ ความรับผิดชอบและสิทธิ เขาก็จะกลายจากราษฎรที่เคยถูกปกครองโดยใช้อํานาจ ที่เหนือกว่าของผู้ปกครองไปเป็นพลเมืองที่มีความกระตือรือร้นเพื่อร่วมกันดูแลบ้านเมือง ผู้ปกครองที่เคยใช้อํานาจเหนือราษฎรก็ต้องปรับตัวเองให้เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินครับ ผู้ปกครองนั้นใช้อํานาจ ใช้การสั่ง การบังคับและการบัญชา แต่ว่าผู้บริหารราชการแผ่นดิน ไม่เน้นการใช้อํานาจ ไม่อาศัยการสั่ง ไม่อาศัยการบังคับ ไม่อาศัยการบัญชา แต่เป็นผู้นําที่ ทรงธรรมครับ เป็นผู้นําที่ต้องสร้างความศรัทธาด้วยสํานึกและพฤติกรรมที่ดี เป็นผู้นําที่ต้องได้รับ ความเชื่อมั่นจากพลเมืองและเป็นผู้นําที่ต้องแสวงความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ใช่สั่ง การบริหาร แบบมีส่วนร่วมที่เหมาะสมของพลเมืองอย่างนี้ตามหลักธรรมาภิบาล แน่นอนที่สุดครับ มันจะทําให้ การบริหารไม่ได้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทันใจ มันจะช้า แต่มันจะไม่ใช่รถด่วนที่พา ท่านทั้งหลายตกรางไปตกเหว มันจะช้า แต่เป็นช้าที่จะไม่เกิดสภาพตึกที่ซอยชิดลมซึ่งออก ใบอนุญาตไปได้ภายในเวลา ๑ อาทิตย์ ๒ อาทิตย์ โดยไม่รับฟังความคิดเห็นของพลเมือง คนใดแล้วถูกศาลปกครองสั่งเพิกถอนและให้รื้อตึก มันจะช้าครับ แต่มันจะทําให้ผืนป่า ทั้งหลายที่ถูกบุกรุกกันอย่างง่ายดาย ด้วยการออกโฉนดผิด ๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทําเอา โดยใช้อํานาจฝ่ายเดียว ช้าครับ แต่ช้าด้วยความรอบคอบเพราะส่วนร่วมที่เหมาะสม ของพลเมืองทุกภาคส่วนจะนํามาซึ่งความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม ส่วนร่วมที่ทุกภาคส่วน ที่มีส่วนได้เสียเข้ามาในการเมืองที่มีผู้บริหารที่ดีนั้น จะสร้างความเป็นธรรมและยั่งยืน เพราะจะไม่มีใครได้ร้อยและไม่มีใครเสียร้อย ทุกคนจะได้ในส่วนที่ตัวรับได้ จึงเป็นความเป็นธรรม ที่ทุกคนรู้สึกได้ และเมื่อเป็นความเป็นธรรมแล้วความยั่งยืนของสิ่งนั้นจะตามมาครับ ไม่ต้อง ถูกรื้อตึกที่สร้างระฟ้าขึ้นไปแล้ว ไม่ต้องถูกเพิกถอนโฉนดที่ออกทับที่ป่าอุทยานแห่งชาติ หรือป่าสงวนแห่งชาติไปแล้ว เพราะฉะนั้นการเมืองภาคพลเมืองจะเป็นฐานที่สําคัญของการเมืองของนักการเมือง ที่ใสสะอาดและสมดุล เพราะนักการเมืองจะต้องเปลี่ยนตัว เปลี่ยนความเคยชินจากการเป็น ผู้ปกครองที่ใช้อํานาจสั่งการบังคับและบัญชามาเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินที่ต้อง สร้างความศรัทธา ความเชื่อมั่นและความร่วมมือของพลเมือง การเมืองภาคพลเมืองจะเป็น ฐานสําคัญของสังคมที่เป็นธรรมขึ้น เพราะว่ามีส่วนร่วมในการเมืองของพลเมือง และการเมือง ของภาคพลเมืองที่มีความรับผิดชอบนี้เองครับที่จะนําชาติสู่สันติสุข ท่านประธานครับ กระผมจะขอจบลงตรงขั้นตอนต่อไปของการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ ๒๗ เมษายน คือวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ถึงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้รับฟัง ความคิดเห็นของท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๗ วันเต็ม หลายท่านจดบันทึกไว้เอง แต่ว่าฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นทําสรุปให้คณะกรรมาธิการ ทุกวัน และคณะกรรมาธิการตั้งใจรอคอยคําขอแก้ไขเพิ่มเติมของท่านสมาชิก ๘ คําขอครับ เพื่อที่จะพิจารณาอย่างจริงจัง รอคําขอจากคณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติด้วย วันที่ ๒๕ พฤษภาคมเป็นวันสุดท้าย นอกจากนั้นก็จะรอข้อเสนอแนะของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และพรรคการเมือง และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็จะจัดรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนอีก ๑๖ ครั้งในระหว่างเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคมซึ่งรอคําขอแก้ไขเพิ่มเติม ท่าน ดังตารางที่ขึ้นและไม่ขออนุญาตอ่านนะครับ ท่านประธานครับในระหว่างที่พิจารณา คําขอแก้ไขเพิ่มเติมและทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายใน ๖๐ วันนั้น มีงานที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญและสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องทําต่อคู่กับการพิจารณารัฐธรรมนูญดังต่อไปนี้

๑. การจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๕๙ ๑๒ ฉบับเพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

๒. การจัดทําพระราชบัญญัติอื่นที่สําคัญเพื่อรัฐธรรมนูญใช้บังคับได้ ๑๔ ฉบับ

๓. การจัดทําร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิรูปทั้งที่เป็นร่างพระราชบัญญัติใหม่ และร่างพระราชบัญญัติที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม ๓๗ ฉบับ

สิ่งที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะทําเองเพราะเข้าใจเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญได้ดีที่สุดก็คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๕๙ ๑๒ ฉบับ ส่วน ๑๔ ฉบับ และ ๓๗ ฉบับนั้น ถ้าสภาปฏิรูปแห่งชาติจะเมตตารับไปช่วยด้วยก็จะเป็น พระเดชพระคุณอย่างสูงต่อคณะกรรมาธิการและต่อบ้านเมืองหรือจะร่วมกันทําก็ได้ครับ

ท้ายที่สุดท่านประธานครับ นี่คือการสืบทอดงานปฏิรูปที่เราเรียกร้องกันนัก กันหนา เรียกร้องกันก่อนวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นการสืบทอดงานครับ ไม่ใช่สืบทอด อํานาจ หากไม่ต้องการให้ข้อเสนอของการปฏิรูปเป็นเพียงหนังสือเล่มหนา ๆ ที่ปราชญ์ สําคัญของแผ่นดินเคยทํามาแล้ว เช่น ท่านศาสตราจารย์ประเวศ วะสี ใช้เวลา ๓ ปีทําแล้วได้ หนังสือเล่มหนา ๆ ขึ้นมาหลายเล่ม ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ใช้เวลาทําปีกว่า แล้วได้หนังสือหนา ๆ มาเล่มหนึ่ง ก็จะต้องทําตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ตามมาตรา ๓๕ (๑๐) นะครับ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องกําหนดให้มี กลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป การที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขอความกรุณาท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทําร่างพระราชบัญญัติ ๑๔ ฉบับ บวก ๓๗ ฉบับ จึงเป็นงานใหญ่ เป็นงานสร้างอนาคตและความหวังให้บ้านเมือง ไม่ใช่งานแห่งการสืบทอดอํานาจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติจึงถูกคิดขึ้นมาเพื่อให้การปฏิรูปที่เรียกร้องกันนักกันหนา ประสบความสําเร็จ ไม่ใช่คิดขึ้นมาเพื่อการสืบทอดอํานาจใด ๆ ทั้งสิ้น ด้วยเหตุดังนี้ครับ ท่านประธาน กระผมขอสรุปและขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ท่านรองประธาน ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ทั้งหลายที่ช่วยให้การจัดทําและพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญในวาระแรกนี้เป็นไปได้ด้วยความสมบูรณ์ และขอขอบพระคุณ กรมประชาสัมพันธ์ด้วยนะครับ ที่ได้เมตตาถ่ายทอดการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ อย่างต่อเนื่อง ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณนิรันดร์ พันทรกิจ ครับ

นายนิรันดร์ พันทรกิจ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิรันดร์ พันทรกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๑๑๕ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นที่ผมจะได้ตั้งคําถามกับ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ กระผมอยากจะนําเรียนอย่างนี้ครับว่าจากคําแถลง สรุปทุกท่าน ในความเห็นของกระผม กระผมมีความเห็นว่าการทํางานหนักของ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนี่ถือว่าเป็นเรื่องที่ควรยกย่องอย่างยิ่งนะครับ แต่ว่า ในขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับว่าสมาชิกอาจจะมีความเห็นต่างกันบ้าง ความเห็นต่างนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นศัตรูกัน เจอหน้ากันก็ไม่ทักทายกัน แต่ว่าเป็นความเห็นที่ต่าง เพราะทุกคนในฝ่ายที่มีการอภิปรายนี่ก็อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างไปจากคณะกรรมาธิการ แต่ทุกคนก็มีเจตนาดีต่อประเทศชาติเช่นเดียวกัน นั่นประการที่ ๑

ในประการที่ ๒ กระผมมีความเห็นว่าในการนําเสนอของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญบางความเห็น บางท่านอาจจะมีคณะกรรมาธิการของสมาชิกสภาปฏิรูป ด้วยเหมือนกันว่ามีความเห็นในลักษณะที่ค่อนข้างมองนักการเมืองเป็นภาพลบ แล้วก็ มีการอภิปรายกันในที่ประชุมแห่งนี้ค่อนข้างหลายครั้งรู้สึกว่ามีลักษณะเป็นอคติ วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งจริง ๆ แล้วเขาก็ไม่มีโอกาสที่จะมาชี้แจงทําความเข้าใจในข้อที่เขาเห็นต่างในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นที่มาของเรื่องการเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งหรือ การสรรหาสมาชิกวุฒิสภา วิธีการเลือกตั้งโอเพน ลิสต์ (Open list) อะไรทั้งหลายที่มีการ วิพากษ์วิจารณ์กันในสื่อนี่เขาไม่มีโอกาสที่จะมาชี้แจงในเวทีแห่งนี้ อาจจะมีโอกาสได้ชี้แจง ในเวทีของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ว่าในเวทีสาธารณะแบบที่ถ่ายทอด อย่างนี้นี่เขาไม่มีโอกาส อันนั้นก็ต้องให้ความเห็นใจเขาเหมือนกันครับ

ประการที่ ๓ ในการแสดงความคิดเห็นนั้นท่านประธานครับ แต่ละคนก็มี บุคลิก มีลักษณะ มีการใช้ภาษาที่แตกต่างกันนะครับ ผมนี่อาจจะใช้ถ้อยคําที่รุนแรงบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นถ้อยคําที่รุนแรงเพื่อดูถูก ดูหมิ่น ดูแคลน และทุกคนที่เป็นคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญทุกคน กระผมก็ให้ความรัก ความเคารพอย่างยิ่งเสมือนเป็นเหมือน ครูบาอาจารย์ของผมทุกคนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมก็เลยได้ให้เข้าใจในเบื้องต้นว่าผมไม่ได้มี เจตนาที่จะไปดูถูกดูแคลน แต่ว่าเราเห็นต่างกันถือว่าเป็นของปกติธรรมดานะครับ แล้วก็ท่าน จะได้เอาแนวความคิดความเห็นต่าง ๆ ที่เห็นต่างกันของสมาชิกทั้งหลายร้อยกว่าท่านไป ปรับปรุงแก้ไขต่อไป เพื่อที่จะได้รัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ที่สุด ได้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ เหมือนกับที่มีบางท่านบอกว่าทุกคําพูดในรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอนาคต เมื่อเป็นอนาคตทุกคน ก็ต้องมีความรับผิดชอบในการที่จะต้องเห็นต่างบ้าง เห็นด้วยบ้างธรรมดา ประเด็นสําคัญอย่างนี้ที่เป็นคําถามที่จริงผมคอยฟังว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะตอบหรือไม่ ไม่ใช่เป็นคําถามใหม่เป็นคําถามเก่า คําถามของท่านอธิการเปรื่อง จันดา คําถามก็คือว่าในช่วงของการแปรญัตติหลังจากนี้เราก็จะเสนอเอกสารแปรญัตติ ท่านคณะกรรมาธิการท่านบอกว่าเราจะยื่นในวันที่ ๒๗ ไปถึงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม แล้วก็ มีการเชิญบุคคลต่าง ๆ มาชี้แจง เชิญพวกเราไปในการทําความเข้าใจ ชี้แจงกันว่าทําไมเราแปรญัตติ อย่างนี้ ๆ จะได้มีการถกแถลงกัน ปัญหาก็คือว่าในช่วงที่ก่อนจะถึงวันโหวตก็คือวันที่ ๖ สิงหาคม เราจะมีโอกาสได้รับรู้ รับทราบ เราไปชี้แจงแล้วท่านเอาตามไหม หรือไม่เอาตาม หรือเห็นต่างอย่างไร รูปแบบมันจะออกมาอย่างไรก่อนวันที่ ๖ สิงหาคม คือในความเห็นของ พวกเรามีความกลัวว่า กลัวจะได้เอกสารฉบับเสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนสัก ๒-๓ วันมันไม่มี ประโยชน์อะไร เพราะเราจะได้มีโอกาสว่าในช่วงที่พวกเราทําแปรญัตติไปคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเอาหรือไม่เอาเพราะเอกสิทธิ์มันอยู่ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็อยากจะทราบว่าเอาหรือไม่เอา เพราะจะได้ตัดสินใจในวาระ สุดท้ายวันที่ ๖ สิงหาคมว่าจะรับหรือไม่รับ เราก็ต้องพิจารณาดูเพราะว่าการตัดสินใจตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๑๘ เป็นเอกสารสิทธิ์ โดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเอกสิทธิ์เราก็ต้องใช้ความรอบคอบในการพิจารณา เพราะเราต้องไปตอบกับสังคมภายนอก ครูบาอาจารย์ก็ต้องไปตอบกับลูกศิษย์ สมาชิกจาก ต่างจังหวัด ๗๗ จังหวัดก็ต้องไปตอบกับชาวบ้านว่าที่เราเห็นด้วย เห็นดี เห็นงามไปกับนี่ เพราะอะไร ข้อนี้ประชาชนเห็นอย่างนี้ แต่ว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่เห็นด้วย เมื่อไม่เห็นด้วยเราจะตอบชาวบ้านอย่างไร อันนี้ก็ควรจะต้องรู้ก่อน ก่อนวันที่ ๖ สิงหาคม พวกเราควรจะต้องรู้ก่อนว่ารายละเอียดการแปรญัตติแล้วท่านรับหรือไม่รับ มีอยู่ เปลี่ยนแปลง เห็นชอบอย่างไร เผื่อจะได้เป็นโอกาสในการตัดสินใจด้วย เพราะฉะนั้นก็อยากจะถามคําถามนี้ ว่าเราน่าจะได้รู้สุดท้ายแล้วในฉบับที่ท่านแก้ไข ปรับปรุง สักวันที่เท่าไร อย่าให้มันถึงจนกระทั่ง วันที่ ๕ แล้วมาให้ข้อมูล อย่างนี้มันน่าจะไม่ยุติธรรมกับพวกเราในการที่ไปปรึกษาหารือกัน ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

โอเคครับ ขอบคุณมากเลย สภาปฏิรูปแห่งชาติเองได้พิจารณาข้อเสนอแนะให้ความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ หมดแล้ว

รองศาสตราจารย์เปรื่อง จันดา

ผมกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ผมกําลังพูดอยู่ครับ ผมกําลังพูดอยู่ครับ

รองศาสตราจารย์เปรื่อง จันดา

ครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ผมกําลังจะพูดว่า ประเด็นคุณนิรันดร์ พันทรกิจ พูดมี ๒ ส่วน ส่วนประเด็นที่เป็นคําถามนั้นยังมีเวลา เอาไว้เรา ค่อยตอบกัน เราคงต้องเป็นคนตอบ คงไม่ใช่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เดี๋ยวผมจะ จัดการเรื่องนั้น

ส่วนที่ ๒ ที่คุณนิรันดร์พูดไปนี่คือคนสรุปวันนี้ซึ่งผมจะพูด คุณนิรันดร์พูดไป หมดแล้ว เพราะฉะนั้นวาระวันนี้จบแล้ว ผมขอขอบคุณกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกทุกท่านครับ ขอปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๒๒.๔๒ นาฬิกา