สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ระบุว่าพระราชอํานาจการตราพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เป็นอํานาจนิติบัญญัติ ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ โดยมีคําแนะนําของรัฐสภา แต่การพระราชทานอภัยโทษ เป็นอํานาจบริหาร เป็นพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ที่ทรงไว้ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ กระผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะประธาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตทําความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็เรื่อง พระราชอํานาจการตราพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษสักเล็กน้อยนะครับ ท่านประธานครับ การอภัยโทษในประเทศไทยต่างจากนิรโทษกรรม อภัยโทษนั้นภาษาฝรั่ง เรียกว่า พาร์ดอน (Pardon) นิรโทษกรรมนั้นเรียกว่า อัมเนสตรี (Amnesty) ในทางหลักวิชานั้น ถือว่านิรโทษกรรมเป็นการล้างทั้งความผิดและโทษ ผู้ที่ได้รับนิรโทษกรรมจึงไม่มี ทั้งความผิดและโทษ ถ้ามีทะเบียนประวัติอาชญากรต้องลบ เพราะฉะนั้นอํานาจนิรโทษกรรม จึงเป็นอํานาจนิติบัญญัติ ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้น โดยคําแนะนําของรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนปวงชน แต่ว่าอภัยโทษที่เรียกว่า พาร์ดอน นั้น เป็นอํานาจบริหาร เป็นพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ก็เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติบัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๙๔ ว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการพระราชทานอภัยโทษ รัฐบาลทําไม่ได้ครับ การอภัยโทษนั้นไม่ได้ล้างความผิด ล้างแต่โทษเพราะฉะนั้นทะเบียน ประวัติอาชญากรไม่ลบนะครับ แล้วพระราชอํานาจนี้ใช้ได้ใน ๒ รูปแบบเป็นพระราชอํานาจ ที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานอภัยโทษเป็นการเฉพาะราย การพระราชทานอภัยโทษ เป็นการเฉพาะรายนั้นที่ชัดเจนที่สุดคือการพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษหรือผู้ที่ต้องถูกจําขัง อยู่ในเรือนจําตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นี่เรียกว่าเป็นการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ซึ่งคนที่จะขอพระราชทานได้นั้น คือผู้ที่ได้รับโทษ การพระราชทานอภัยโทษประเภทที่ ๒ เป็นการพระราชทานอภัยโทษ ที่ไม่ใช่โทษอาญา เช่นโทษทางวินัย เป็นการพระราชทานอภัยโทษในกรณีที่ได้รับการลงโทษทางวินัย แล้วมีพระมหากรุณาเมื่อถวายฎีกาขอพระราชทานความเป็นธรรมขึ้นไป ขีดเส้นใต้ ขอพระราชทานความเป็นธรรม นะครับ ไม่ใช่ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทรงใช้พระราชอํานาจนี้ในหลายกรณี ในกรณีวิกฤติตุลาการ ตุลาการจํานวนหนึ่งถูกลงโทษวินัยปลดออก ไล่ออก แล้วก็ขอพระราชทานอภัยโทษ ทรงมีพระมหากรุณาให้พระราชทานอภัยโทษวินัย รัฐบาลในเวลานั้นคือท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ ก็ลงนามรับสนอง พระราชอํานาจที่ว่านี้เป็นพระราชอํานาจพระมหากษัตริย์ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๙๔ แล้วก็มาตรา ๑๙๘ บอกว่า บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้อย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ และผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการย่อมต้องรับผิดชอบทางกฎหมายและทางการเมืองในฐานะที่เป็นผู้ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการนั้น ก็แปลว่าการใช้พระราชอํานาจพระราชทานอภัยโทษ เป็นการเฉพาะรายนี้พระมหากษัตริย์ทรงใช้เป็นพระราชอํานาจของท่าน แต่คนที่จะต้อง ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการก็คือนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีนายหนึ่ง ซึ่งเป็นคน กราบบังคมทูลถวายคําแนะนํา จะต้องเป็นคนรับผิดชอบทางกฎหมายและการเมือง การพระราชทานอภัยโทษกรณีที่ ๒ เป็นการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะรายแล้ว การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปนั้นในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กําหนดให้ตราขึ้นเป็นพระราชกฤษฎีกา แล้วก็พระราชกฤษฎีกาฉบับล่าสุดนี่ก็คือพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา คือไม่ระบุตัวคน แต่ว่าให้เป็นการทั่วไป ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๘ กําหนดว่า คณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติมีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ เสนอให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษแก่บุคคลซึ่งให้ความจริง อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การดําเนินงานและผู้กระทําการซึ่งแสดงความสํานึกผิดต่อ คณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติแล้ว ขีดเส้นใต้ เสนอให้มีการตรา พระราชกฤษฎีกา แปลว่า คณะกรรมการนี้ไม่มีสิทธิที่จะไปให้อภัยโทษกับใคร จึงไม่ใช่การที่ สมาชิก ๒ ท่านบอกว่าเป็นการล่วงละเมิดพระราชอํานาจ แท้ที่จริงแล้วคณะกรรมการชุดนี้ เสนอพระราชกฤษฎีกาที่เป็นเงื่อนไขให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาตามหลักทั่วไป แล้วถ้านายกรัฐมนตรีเห็นด้วยก็จะนําความกราบบังคมทูลตามหลักในมาตรา ๑๙๘ และลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการ เมื่อทูลเกล้าฯ ถวายขึ้นไปแล้วก็เป็นไปตามมาตรา ๑๙๔ ถ้าไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชกฤษฎีกานั้นไม่มีผลใช้บังคับครับ ต่างจากพระราชบัญญัติ พระราชบัญญัตินั้นถ้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วนายกรัฐมนตรีต้องนําขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และถ้าพระราชทานคืนมาโดยไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยหรือเมื่อครบ ๙๐ วันแล้ว ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย รัฐธรรมนูญกําหนดให้รัฐสภาเรียกประชุมอีกครั้งหนึ่ง แล้วถ้ามีมติยืนยัน ด้วยคะแนนเสียง ๒ ใน ๓ ก็ให้นําขึ้นทูลเกล้าฯ อีกครั้งหนึ่ง ท่านประธาน มาตรา ๒๙๘ จึงไม่มีอะไรน่ากลัวทั้งสิ้นเพราะเป็นการเสนอพระราชกฤษฎีกาให้กําหนดเงื่อนไขว่า ใครที่จะมาให้ความจริงอันเป็นประโยชน์แก่การดําเนินงานและได้แสดงความสํานึกผิดนั้น แสดงความจริงอย่างไร แค่ไหน มีเงื่อนไขในการสํานึกผิดอย่างไร เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เป็นกรณีที่เป็นพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษโดยระบุชื่อคน เพราะถ้าทําอย่างนั้น ขัดรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านประธานเมตตาเปิดไปดูรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๓๓ การจํากัดสิทธิเสรีภาพบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้กระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัย อํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กําหนดไว้เท่าที่จําเป็น และจะกระทบกระเทือนต่อสาระสําคัญแห่งสิทธิเสรีภาพไม่ได้ กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมี ผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นการเจาะจง พระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมายจะกําหนดให้ไปนิรโทษ นาย ก นาย ข นาย ค โดยใส่ชื่อคนไม่ได้ครับ ขัดหลักการการตรากฎหมาย เพราะฉะนั้นพระราชกฤษฎีกา ที่คณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติจะเสนอใน (๖) นั้น ว่ากันอันที่จริง คือพระราชกฤษฎีกากําหนดเงื่อนไขเท่านั้นเองครับว่าเป็นอย่างไร ๆ แล้วจึงจะได้รับ พระราชทานอภัยโทษ ก็เหมือนกับพระราชกฤษฎีกาทั้งปวงที่ตราขึ้นในวโรกาสต่าง ๆ และขอกราบเรียนท่านประธานที่เคารพนะครับว่า คณะรัฐมนตรีต้องเป็นคนพิจารณา นายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ถ้าคณะรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย ก็จบครับ กรรมการนี้ก็ทําอะไรต่อไม่ได้ ถึงแม้คณะรัฐมนตรีเห็นด้วยแล้วกราบบังคมทูลขึ้นไป ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ก็จบครับ เป็นพระราชอํานาจเด็ดขาดของพระองค์ท่าน ไม่มีการที่จะต้อง กลับมายืนยันอะไรทั้งสิ้น เป็นพระราชอํานาจเด็ดขาดเสียยิ่งกว่าพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เพราะฉะนั้นที่ท่านสมาชิกกรุณามีหูตาละเอียดถี่ถ้วนจึงเป็นที่ขอบพระคุณครับ มันทําให้ คณะกรรมาธิการได้โอกาสในการชี้แจง ต้องกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เจิมศักดิ์และ ท่านสมาชิกก่อนหน้านี้นะครับว่าพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ไม่อาจจะระบุชื่อคนใดคนหนึ่ง ให้ได้รับอภัยโทษได้ครับ เป็นการกําหนดเงื่อนไขเท่านั้นเองว่าถ้าทําอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ อยู่ในการที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษได้ กราบขอบพระคุณครับ