นันทวัฒน์ บรมานันท์ หารือเรื่องกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับความยากในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในร่างฉบับนี้ และเสนอแนะให้พิจารณาใช้คะแนนเสียงในวาระที่ 3 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ โดยใช้คะแนนเสียง 2 ใน 3 เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นมากกว่าที่เป็นอยู่ นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการประเมินผลการใช้บังคับของรัฐธรรมนูญ และเสนอแนวคิดในการจัดตั้งหน่วยงานวิจัยเพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นจากการใช้รัฐธรรมนูญ
กราบเรียนประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผม นันทวัฒน์ บรมานันท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๐๘ ในบทสุดท้ายนี้มีผมขอพูดเพียงคนเดียว แล้วก็เป็นบทสั้น ๆ มีมาตราอยู่ด้วยกันไม่กี่มาตรา เรื่องที่ผมจะพูดมีอยู่ ๒ ส่วนด้วยกัน
ในส่วนแรกเป็นเรื่องของกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่า จากบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกัน ๕ มาตรา ก็คือมาตรา ๒๙๙ ถึงมาตรา ๓๐๓ ๕ มาตรานะครับ ในขณะที่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และฉบับปี ๒๕๕๐ มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพียงมาตราเดียวเท่านั้น คําถามก็คือว่าทําไมร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงได้บัญญัติกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเอาไว้ยาวพอสมควรเหมือนกัน อันนี้หลาย ๆ ท่าน ก็อาจจะยังคงจําเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ว่ามีความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นก็เลยเป็นที่มาของการบัญญัติเอาไว้ยาว อันนี้ตามที่ผมเข้าใจนะครับ คราวนี้เมื่อพิจารณาดูบทบัญญัติ ๕ มาตราที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ เราจะเห็น ได้ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในร่างฉบับนี้บัญญัติกระบวนการเอาไว้ ๓ กระบวนการ ด้วยกันนะครับ
กระบวนการแรกก็คือเป็นกระบวนการ ผมไม่อยากใช้คําว่า กระบวนการ ดีกว่านะครับ เป็น ประเภท ดีกว่านะครับ ประเภทแรกก็คือเป็นประเภทของบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญที่ห้ามแก้ไขเลยนะครับ อันนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ก็เคยบัญญัติเอาไว้แล้วว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะทําไม่ได้นะครับ ซึ่งอันนี้บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มีอยู่ในมาตรา ๒๙๙
กระบวนการที่ ๒ ก็คือกระบวนการของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่แก้ไขได้ แต่ต้องทําประชามติตามมาตรา ๓๐๐ นะครับ อันนี้ก็จะมีการบัญญัติเอาไว้ว่าบทบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์และประชาชนในภาค ๑ กับหลักการพื้นฐานสําคัญ ๖ กรณี ที่บัญญัติเอาไว้ในมาตรา ๓๐๐ ถ้าจะแก้ไขเพิ่มเติมก็สามารถทําได้แต่ต้องไปทําประชามตินะครับ
ประเภทที่ ๓ หรือกระบวนการที่ ๓ ก็คือกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญปกตินะครับ ในกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปกติเราจะเห็นได้ว่า เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และฉบับปี ๒๕๕๐ จะเห็นได้ว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั่ว ๆ ไปปกติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทําได้ยากมากนะครับ เพราะว่าถ้าเราไปดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ จะเห็นได้ว่าในการออกเสียงในวาระที่ ๓ ของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กําหนดเอาไว้ว่าต้องได้คะแนนเสียง ไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา ซึ่งจะเห็นได้ว่าระหว่าง กึ่งหนึ่งกับ ๒ ใน ๓ เราจะเห็นได้ว่าแก้ไขยากกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นะครับ และนอกจากนี้แล้วหลังจากที่ผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว ก่อนที่รัฐธรรมนูญ จะถูกถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ลงพระปรมาภิไธยนะครับ ก็จะต้องส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบ โดยก็เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าตรวจสอบทั้งกระบวนการตรา แล้วก็เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ กระบวนการปกติทั่ว ๆ ไปแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็บัญญัติไว้ว่าทําได้ยากกว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาทั้งหลายฉบับ และรวมถึง ๒ ฉบับท้ายด้วยนะครับ แล้วนอกจากนี้ ก็ยังมีกระบวนการออกเสียงประชามติอีกนะครับ ซึ่งจะทําให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมกังวลก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วก็อย่าง ที่ทุกท่านฟังมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีกระบวนการใหม่ ๆ มีองค์กรใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมายนะครับ ถ้ามีความจําเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หลังจากใช้บังคับไปแล้วแล้วเกิดปัญหาขึ้น แล้วสมมุติว่าต้องทําประชามติมันจะวุ่นวายขนาดไหน เพราะว่าจริง ๆ แล้วการทําประชามติแต่ละครั้งผมคิดว่านอกจากจะใช้ระยะเวลาพอสมควร แล้วก็ยังต้องใช้เงินพอสมควรด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมอยากจะฝาก กรรมาธิการว่าขอให้ท่านลองพิจารณาดูนิดหนึ่งนะครับว่า ถ้าสมมุติว่ากระบวนการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั่ว ๆ ไปใช้คะแนนเสียงในวาระที่ ๓ กึ่งหนึ่งเหมือนที่ผ่านมาทั้งหมดนะครับ การแก้ไขที่เป็นหลักการสําคัญ หมวดที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ที่เป็นหลักการสําคัญนะครับ ใช้ คะแนนเสียง ๒ ใน ๓ ส่วนแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ถึงค่อยส่งไป ทําประชามติ ผมคิดว่าจะทําให้เกิดความยืดหยุ่นมากกว่าที่เป็นอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันนี้คือประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นที่อยู่ในมาตรา ๓๐๓ ครับ ในมาตรา ๓๐๓ กําหนดให้ทุกรอบ ๕ ปีให้มีการตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิอิสระมาประเมินผลการใช้บังคับ รัฐธรรมนูญ ถ้าเห็นสมควรก็ให้เสนอสภา ครม. พิจารณาดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ต่อไป นะครับ บทบัญญัติลักษณะแบบนี้เคยมีอยู่แล้วหนหนึ่ง ถ้าผมไม่ผิดนะครับ ก็คือ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่เขียนเอาไว้ว่าเมื่อรัฐธรรมนูญใช้บังคับไปครบ ๕ ปีแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอํานาจทํารายงาน เสนอความเห็นต่อรัฐสภาและ ครม. เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนะครับ
- ๑๒๙/๑ ในตอนนั้นไม่มีการแก้ไข บังเอิญผมมีส่วนเข้าไปช่วยทํางานในองค์กรใดองค์กรหนึ่งในนี้ด้วย ก็ถามผู้ใหญ่ที่อยู่ในองค์กรว่าทําไมไม่เสนอเพราะตอนนั้นมีปัญหา ท่านก็พูดขึ้นมาตรง ๆ ว่า ถ้าเสนอไปเดี๋ยวมีคนอื่นพ่วงเอาประเด็นอื่นเสนอเข้าไปด้วยที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่องค์กรเหล่านี้เป็นคนเห็นนะครับ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่เกิดการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นในตอนนั้น คราวนี้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันผมคิดว่าถ้าจะเขียน เอาไว้ในลักษณะนี้ดีนะครับ แต่ว่าความตั้งใจของผมนี้ผมคิดว่า ถ้าสมมุติว่าจะมีองค์กร สักองค์กรหนึ่งเป็นเจ้าภาพ ยกตัวอย่างอย่างเช่น สมมุตินะครับ สมมุติง่าย ๆ ว่าเราให้ สภาวิจัยแห่งชาติตั้งหน่วยงานเล็ก ๆ ขึ้นมาภายในหน่วยงานหนึ่งคอยรวบรวมประเด็นปัญหา ที่เกิดขึ้นจากการใช้รัฐธรรมนูญนะครับ เอาปัญหาเหล่านั้นมาวิเคราะห์ วิจัยหรือทําอะไรก็ได้ ให้เห็นว่าปัญหานี้มันเกิดขึ้นจากข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญเอง หรือว่าเป็นปัญหา ที่เกิดขึ้นจากการตีความหรือเกิดขึ้นจากการใช้บังคับนะครับ เมื่อปัญหาเกิดขึ้น มีการวิเคราะห์ วิจัยอย่างเป็นระบบ แล้วมีคําตอบทางวิชาการนะครับ พอครบ ๕ ปี ตั้งกรรมการชุดนี้ขึ้นมาก็ส่งเอกสารรายงานเหล่านี้ไปให้กรรมการชุดนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันก็จะแก้ง่ายขึ้นไม่ต้องมานั่งรวบรวมประเด็นหรือคาดเดาประเด็น แล้วก็จะมีเหตุผล ทางวิชาการสนับสนุนครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อยากฝากทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่าลองดูนิดหนึ่ง ไม่ต้องถึงขนาดตั้งองค์กรใหม่ แต่ว่าใช้องค์กรเท่าที่มีอยู่นะครับ แล้วก็เป็น องค์กรวิชาการแท้ ๆ แต่ว่าต้องเป็นองค์กรที่ค่อนข้างถาวรเพราะผมเข้าใจว่าหลังจากที่ รัฐธรรมนูญใช้บังคับนี้คงจะมีประเด็นทางด้านกฎหมายเกิดขึ้นมากมายนะครับ ก็ขอฝากไว้ ๒ ประเด็นครับ ขอบพระคุณครับ