บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เสนอสรุปการให้ความเห็นของท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความเห็นและความเห็นอกเห็นใจในระหว่างสมาชิกสภา และย้ำถึงความสำคัญของการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ การเมืองที่ใสสะอาด การสังคมที่เป็นธรรม และการนำชาติไปสู่สันติสุข นอกจากนี้ยังพูดถึงจิตสาธารณะและพฤติกรรมพลเมืองที่ควรเป็นพลเมืองดี และเสนอว่าไม่ควรใช้การปฏิรูปเพื่อสืบทอดอํานาจ แต่ควรใช้เพื่อส่งเสริมการปฏิรูปประเทศให้ประสบความสําเร็จ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ขออนุญาตแถลงสรุปการให้ความเห็นของท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติสั้น ๆ ไม่ยาว ท่านประธานครับ ไม่มีการพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับใด ในระยะหลังนี้จะใช้เวลา ๗ วัน ๗ คืน แล้วท่านสมาชิกยังนั่งอยู่เต็มห้องประชุมอย่างนี้ สภานี้ เป็นสภาซึ่งประกอบด้วยผู้ที่มีวุฒิภาวะ มีการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ มีเนื้อหาสาระ ตรงไปตรงมา ความเห็นแตกต่างเป็นสิ่งที่ดีเพราะก่อให้เกิดความเจริญ และคณะกรรมาธิการ ก็จะรับความเห็นนั้นไปพิจารณา ไม่มีคําเสียดสี ไม่มีคําประท้วง และที่สําคัญที่สุดก็คือว่า ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันในสภา ให้ความเห็นกันอย่างเป็นกัลยาณมิตร ผมขอขอบพระคุณ ในความเมตตาของท่านประธาน ท่านรองประธาน และท่านสมาชิกทุกท่าน ท่านประธานครับ บัดนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กระทําการตามมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ครบถ้วนแล้ว มาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอรัฐธรรมนูญ ที่จัดทําเสร็จต่อประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติจัดให้ สภาปฏิรูปแห่งชาติประชุมกันเพื่อพิจารณาเสนอแนะหรือให้ความเห็นให้แล้วเสร็จภายใน ๑๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาสุดท้ายแห่งการสรุปของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งยังมีเวลาเหลืออีก ๑ ชั่วโมงกว่า แต่ผมจะใช้เวลาแค่ไม่เกิน ๑๕-๒๐ นาที ท่านประธานครับ การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ภายในกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งระยะเวลา กระบวนการ และเนื้อหา สาระ ในเรื่องระยะเวลามีกําหนดไว้ในมาตรา ๓๑ วรรคสาม มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ บัดนี้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คสช. ต้องเสนอคําขอแก้ไขเพิ่มเติม ร่างรัฐธรรมนูญมาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพว่าคําขอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นคงจะระบุแต่หลักการไม่ได้ คงจะต้องระบุว่าท่านสมาชิก ต้องการให้ตัดมาตราใดหรือข้อความใด หรือเพิ่มมาตราใด ข้อความใด ทุกถ้อยคํา ในรัฐธรรมนูญคืออนาคตของประเทศครับ นี่คือคําพูดคุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านจะขอแก้ไขเพิ่มเติมจึงมีความสําคัญมาก หลังจากวันที่ ๒๕ พฤษภาคม คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาประมวลคําขอแก้ไขเพิ่มเติม ทั้งของ ท่านสมาชิก ของ ครม. คสช. ให้เสร็จภายใน ๓-๔ วัน และคณะกรรมาธิการจะเชิญท่านสมาชิก ไปชี้แจง ไปชี้แจงตั้งแต่วันที่ ๑ ถึงวันที่ ๖ รวมทั้งคณะรัฐมนตรี คสช. และถ้ามีเวลาก็จะเรียน เชิญพรรคการเมืองมาชี้แจงด้วย คณะกรรมาธิการมีเวลาถึงวันที่ ๒๓ กรกฎาคม คือ ๖๐ วัน ที่จะต้องเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายมาที่สภาแห่งนี้ เมื่อเสนอมาแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๗ วรรคสอง บอกว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องมีมติภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้รับ ร่างรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติจะแก้ไข เพิ่มเติมเนื้อความของร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้ เว้นแต่เป็นข้อผิดพลาดที่ไม่ใช่สาระสําคัญและ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น หรือเป็นกรณี ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าจําเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์ขึ้น
ท่านประธานครับ การลงมติจะต้องลงภายในวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของท่านสมาชิกแต่ละท่านว่า จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอมา และท่านประธานมีหน้าที่ต้องนําขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๘ นี่คือเรื่องระยะเวลา จะเร็วกว่านี้ได้แต่จะช้ากว่านี้ไม่ได้ จะขยายออกไป ๒ ปีหรือ ๓ ปีตามที่พูดกันในสื่อมวลชนก็จะต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ไม่มีใครขยายได้ เว้นแต่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญชั่วคราว กระบวนการตามมาตรา ๓๔ วรรคสอง ก็ได้ดําเนินการแล้วโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นําความเห็นของ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษา ความสงบแห่งชาติและประชาชน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาดังที่ได้นําเสนอ แล้วเมื่อตอนนําเสนอรัฐธรรมนูญนี้
นอกจากนั้นเราได้ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศโดยคณะ อนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นที่มีดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล เป็นประธาน อนุกรรมาธิการ ๑๐ พื้นที่ ที่สุพรรณบุรี ร้อยเอ็ด เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี อุดรธานี สงขลา สุรินทร์ พิษณุโลก ชลบุรี กรุงเทพฯ แล้วก็จัดเวทีต่าง ๆ ฟังกลุ่มต่าง ๆ ๑๐ เวที ทั้งผู้สูงอายุ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน นักวิชาการ นักธุรกิจ เยาวชน โดยเฉพาะเยาวชน นั้นท่านอาจารย์มีชัย วีระไวทยะไปจัดถึง ๑๒ ครั้งทั่วประเทศ ท่านกรรมาธิการวิสามัญ การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดของประชาชนที่มีคุณประชา เตรัตน์ เป็นประธานได้รับ ความร่วมมือจากท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๗๗ จังหวัด รับฟังความเห็น ๒๑๘ เวที เราได้เปิดตู้ ปณ. ๙ รัฐสภา ตั้งกล่องรับฟังความเห็นที่ทําการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ๑,๖๐๐ แห่ง ทําการสํารวจความเห็นของประชาชนร่วมกับสํานักงานสถิติแห่งชาติและสถาบันพระปกเกล้า ๕,๕๐๐ ตัวอย่าง ท่านประธานครับ เราได้พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้เมืองไทย ปราศจากทุจริต เป็นอันดับ ๑ การศึกษาดี แล้วก็มีนโยบายให้เรียนฟรีถึงปริญญาตรี เป็นอันดับ ๒ เน้นความสามัคคีปรองดอง เป็นอันดับ ๓ เน้นการลดความเหลื่อมล้ําสวัสดิการดี ผู้นําการเมืองดี เป็นอันดับ ๔ เน้นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม เป็นอันดับ ๕ แล้วเน้น จิตสํานึกพลเมืองดีและกระจายอํานาจ เป็นอันดับ ๖ นั่นคือกระบวนการ
ในด้านเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญก็ถูกกําหนดกรอบไว้ชัดเจนในมาตรา ๓๕ อย่างที่คุณคํานูณได้กราบเรียนท่านประธานแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีพิมพ์เขียว แต่มีธง ธงนั้นถูกปักโดยมาตรา ๓๕ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งกําหนดเอาไว้ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ให้ครอบคลุมเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้
(๒) การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย
(๓) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันตรวจสอบขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกํากับและควบคุมให้การใช้อํานาจรัฐเป็นไป เพื่อประโยชน์เพื่อส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน
(๔) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้อง คําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคย กระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมเข้าดํารงตําแหน่งทางการเมือง อย่างเด็ดขาด แล้วก็กําหนดไปอีกจนกระทั่งถึง (๑๐) ครับ
(๑๐) บอกว่ากลไกที่จะมีการผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป ที่สําคัญที่สุดหลายท่านอาจจะคิดว่าทําไมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถึงไปผนวกรวมองค์กรบางองค์กรไปพิจารณาอํานาจองค์กรบางองค์กร คณะกรรมาธิการต้อง ทําตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ วรรคสุดท้ายที่บอกว่า ให้คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ พิจารณาถึงความจําเป็นและความคุ้มค่าที่ต้องมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรที่ก่อตั้ง โดยอาศัยอํานาจตามรัฐธรรมนูญในกรณีที่จําเป็นต้องมีให้พิจารณามาตรการที่จะให้ การดําเนินการขององค์กรดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย นี่คือคําตอบ ที่ว่าเหตุใดกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าควรจะรวมเพื่อยกระดับผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขึ้นเป็นองค์กรเดียวกันเพื่อความสะดวก แก่ประชาชน
บัดนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ดําเนินการตามระยะเวลา กระบวนการและเนื้อหาสาระทั้ง ๓ ประการที่ถูกกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญครบถ้วนแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอให้สภาปฏิรูปแห่งชาตินั้น มีเจตนารมณ์ ๔ ประการ ซึ่งท่านสมาชิกทราบดีอยู่แล้วว่า ๑. คือสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ๒. การเมืองใสสะอาดสมดุล ๓. หนุนสังคมที่เป็นธรรม และ ๔. นําชาติสู่สันติสุข
การสร้างให้พลเมืองเป็นใหญ่ก็คือการยึดประโยชน์และสุขของประชาชน เป็นหลักของการปกครองประการหนึ่ง สมดังพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งวันฉัตรมงคลในปี ๒๔๙๓
อีกประการหนึ่งก็คือการสร้างความเป็นพลเมืองให้มีสํานึกและพฤติกรรม ที่เป็นพลเมืองดีทั้งในสํานึกและพฤติกรรม สํานึกพลเมืองดีจะต้องมี ๒ ส่วนคือ
ประการแรกความรับผิดชอบส่วนตัวของพลเมืองที่จะต้องเคารพกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่ของตนตรงไปตรงมา เช่น เสียภาษี รับราชการทหาร เคารพสิทธิเสรีภาพและ รับฟังผู้อื่น สุจริต ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ใฝ่สันติและไม่ใช้ความรุนแรง
สํานึกพลเมืองส่วนที่ ๒ ก็คือต้องมีจิตสาธารณะ จิตสาธารณะนั้นมีระดับ ตั้งแต่สนใจใฝ่รู้กิจการบ้านเมือง ไม่ใช่ปิดหูปิดตา ไม่ติดตามความเป็นไปของบ้านเมืองและ เชื่อข่าวลือต่าง ๆ ติดตามการทํางานของพรรคการเมือง นักการเมืองและข้าราชการ รับฟัง วิพากษ์วิจารณ์และให้ข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ และท้ายที่สุดต้องมีจิตช่วยงานชุมชน จิตช่วยงานของบ้านเมืองที่เรียกว่าจิตสาธารณะ พฤติกรรมพลเมืองที่จะต้องเป็นพลเมืองดี ก็คือการมีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมือง ท่านประธานครับพฤติกรรมนั้นมีตั้งแต่ระดับต้น คือเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มต่าง ๆ ในโรงเรียน ในชุมชน ในศาสนสถาน ตลอดจน ในระดับชาติ แล้วก็เข้าไปช่วยดูแล ช่วยงานของชุมชน ของสังคม ของประเทศโดยไม่เพิกเฉย ดูดาย ทําหน้าที่ของตนอย่างเต็มใจ มีหน้าที่เสียภาษีก็เสียภาษี เป็นทหารก็ต้องเป็นทหาร แล้วใช้สิทธิทางการเมืองคือไปเลือกตั้งอย่างรับผิดชอบไม่ซื้อสิทธิขายเสียง แล้วก็ ปรึกษาหารือแล้วร่วมมือกับผู้อื่นในสังคมในชุมชนอย่างแข็งขัน ท้ายที่สุดก็คือร่วมตรวจสอบ สํานึกพลเมืองและพฤติกรรมพลเมืองเท่านั้นที่จะทําให้ราษฎรกลายเป็นพลเมือง ราษฎรไม่ได้ เป็นพลเมืองขึ้นมาชั่วพริบในรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้หรอกครับ เพราะฉะนั้นรัฐจึงมีหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานทั้งหลายในการที่จะสร้างความเป็นพลเมืองที่ยึดมั่น ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและค่านิยมประชาธิปไตย โดยผ่านพลเมืองศึกษา ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญนี้ให้ความสําคัญมากโดยบัญญัติไว้ใน ๓ มาตรา ว่ารัฐต้องจัดการพลเมืองศึกษาให้คนทุกระดับ ทุกประเภท ทุกกลุ่มอายุในมาตรา ๒๖ วรรคสาม กําหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องส่งเสริมพลเมืองศึกษาในมาตรา ๒๗๖ (๑) แล้วกําหนดให้การปฏิรูปการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนให้เป็นพลเมืองดีและต้องมี การพลเมืองศึกษา ต่อเมื่อเราสร้างพลเมืองดีเท่านั้นนะครับ ท่านประธานครับ จึงจะเกิดสิ่งที่ ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านเรียกว่า ธรรมิกกับประชาธิปไตย คือประชาธิปไตยที่ประกอบไปด้วยธรรม เราต้องมีประชาธิปไตยที่ประกอบด้วยความถูกต้องเป็นหลัก ท่านสรุปว่าเมื่อมีระบบ การปกครองชนิดนี้แล้วก็จะมีการปกครองสังคมหรือโลกให้มีสันติภาพได้โดยง่ายดาย นี่ผมเอามาจากหนังสือธรรมิกสังคมนิยมของท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านประธานครับ การเมือง ของนักการเมืองในอดีตมีปัญหามากมายจนวิกฤติเรื้อรังเสียหายมาจนทุกวันนี้ดังที่คุณคํานูณ ได้พรรณนามาให้ท่านฟังพร้อมด้วยตัวเลข เราจึงต้องสร้างการเมืองภาคพลเมือง มีพลเมือง ที่มีจิตสํานึกและพฤติกรรมที่เป็นธรรมิกประชาธิปไตยจึงจะเป็นทางออกให้กับบ้านเมือง เวทีต่าง ๆ จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อการนี้ไม่ว่าจะเป็นสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติที่ต้องสร้างจริยธรรม คุณธรรมให้เกิดขึ้นในผู้นําการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับเพื่อให้เป็นธรรมิก ประชาธิปไตยอย่างที่ท่านพุทธทาสภิกขุว่า สมัชชาพลเมือง สภาตรวจสอบภาคพลเมือง แล้วเมื่อพลเมืองเข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมืองในฐานะพลเมืองดีที่รู้ทั้งหน้าที่ ความรับผิดชอบและสิทธิ เขาก็จะกลายจากราษฎรที่เคยถูกปกครองโดยใช้อํานาจ ที่เหนือกว่าของผู้ปกครองไปเป็นพลเมืองที่มีความกระตือรือร้นเพื่อร่วมกันดูแลบ้านเมือง ผู้ปกครองที่เคยใช้อํานาจเหนือราษฎรก็ต้องปรับตัวเองให้เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินครับ ผู้ปกครองนั้นใช้อํานาจ ใช้การสั่ง การบังคับและการบัญชา แต่ว่าผู้บริหารราชการแผ่นดิน ไม่เน้นการใช้อํานาจ ไม่อาศัยการสั่ง ไม่อาศัยการบังคับ ไม่อาศัยการบัญชา แต่เป็นผู้นําที่ ทรงธรรมครับ เป็นผู้นําที่ต้องสร้างความศรัทธาด้วยสํานึกและพฤติกรรมที่ดี เป็นผู้นําที่ต้องได้รับ ความเชื่อมั่นจากพลเมืองและเป็นผู้นําที่ต้องแสวงความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ใช่สั่ง การบริหาร แบบมีส่วนร่วมที่เหมาะสมของพลเมืองอย่างนี้ตามหลักธรรมาภิบาล แน่นอนที่สุดครับ มันจะทําให้ การบริหารไม่ได้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทันใจ มันจะช้า แต่มันจะไม่ใช่รถด่วนที่พา ท่านทั้งหลายตกรางไปตกเหว มันจะช้า แต่เป็นช้าที่จะไม่เกิดสภาพตึกที่ซอยชิดลมซึ่งออก ใบอนุญาตไปได้ภายในเวลา ๑ อาทิตย์ ๒ อาทิตย์ โดยไม่รับฟังความคิดเห็นของพลเมือง คนใดแล้วถูกศาลปกครองสั่งเพิกถอนและให้รื้อตึก มันจะช้าครับ แต่มันจะทําให้ผืนป่า ทั้งหลายที่ถูกบุกรุกกันอย่างง่ายดาย ด้วยการออกโฉนดผิด ๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทําเอา โดยใช้อํานาจฝ่ายเดียว ช้าครับ แต่ช้าด้วยความรอบคอบเพราะส่วนร่วมที่เหมาะสม ของพลเมืองทุกภาคส่วนจะนํามาซึ่งความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม ส่วนร่วมที่ทุกภาคส่วน ที่มีส่วนได้เสียเข้ามาในการเมืองที่มีผู้บริหารที่ดีนั้น จะสร้างความเป็นธรรมและยั่งยืน เพราะจะไม่มีใครได้ร้อยและไม่มีใครเสียร้อย ทุกคนจะได้ในส่วนที่ตัวรับได้ จึงเป็นความเป็นธรรม ที่ทุกคนรู้สึกได้ และเมื่อเป็นความเป็นธรรมแล้วความยั่งยืนของสิ่งนั้นจะตามมาครับ ไม่ต้อง ถูกรื้อตึกที่สร้างระฟ้าขึ้นไปแล้ว ไม่ต้องถูกเพิกถอนโฉนดที่ออกทับที่ป่าอุทยานแห่งชาติ หรือป่าสงวนแห่งชาติไปแล้ว เพราะฉะนั้นการเมืองภาคพลเมืองจะเป็นฐานที่สําคัญของการเมืองของนักการเมือง ที่ใสสะอาดและสมดุล เพราะนักการเมืองจะต้องเปลี่ยนตัว เปลี่ยนความเคยชินจากการเป็น ผู้ปกครองที่ใช้อํานาจสั่งการบังคับและบัญชามาเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินที่ต้อง สร้างความศรัทธา ความเชื่อมั่นและความร่วมมือของพลเมือง การเมืองภาคพลเมืองจะเป็น ฐานสําคัญของสังคมที่เป็นธรรมขึ้น เพราะว่ามีส่วนร่วมในการเมืองของพลเมือง และการเมือง ของภาคพลเมืองที่มีความรับผิดชอบนี้เองครับที่จะนําชาติสู่สันติสุข ท่านประธานครับ กระผมจะขอจบลงตรงขั้นตอนต่อไปของการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ ๒๗ เมษายน คือวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ถึงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้รับฟัง ความคิดเห็นของท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๗ วันเต็ม หลายท่านจดบันทึกไว้เอง แต่ว่าฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นทําสรุปให้คณะกรรมาธิการ ทุกวัน และคณะกรรมาธิการตั้งใจรอคอยคําขอแก้ไขเพิ่มเติมของท่านสมาชิก ๘ คําขอครับ เพื่อที่จะพิจารณาอย่างจริงจัง รอคําขอจากคณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติด้วย วันที่ ๒๕ พฤษภาคมเป็นวันสุดท้าย นอกจากนั้นก็จะรอข้อเสนอแนะของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และพรรคการเมือง และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็จะจัดรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนอีก ๑๖ ครั้งในระหว่างเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคมซึ่งรอคําขอแก้ไขเพิ่มเติม ท่าน ดังตารางที่ขึ้นและไม่ขออนุญาตอ่านนะครับ ท่านประธานครับในระหว่างที่พิจารณา คําขอแก้ไขเพิ่มเติมและทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายใน ๖๐ วันนั้น มีงานที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญและสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องทําต่อคู่กับการพิจารณารัฐธรรมนูญดังต่อไปนี้
๑. การจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๕๙ ๑๒ ฉบับเพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
๒. การจัดทําพระราชบัญญัติอื่นที่สําคัญเพื่อรัฐธรรมนูญใช้บังคับได้ ๑๔ ฉบับ
๓. การจัดทําร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิรูปทั้งที่เป็นร่างพระราชบัญญัติใหม่ และร่างพระราชบัญญัติที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม ๓๗ ฉบับ
สิ่งที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะทําเองเพราะเข้าใจเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญได้ดีที่สุดก็คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๕๙ ๑๒ ฉบับ ส่วน ๑๔ ฉบับ และ ๓๗ ฉบับนั้น ถ้าสภาปฏิรูปแห่งชาติจะเมตตารับไปช่วยด้วยก็จะเป็น พระเดชพระคุณอย่างสูงต่อคณะกรรมาธิการและต่อบ้านเมืองหรือจะร่วมกันทําก็ได้ครับ
ท้ายที่สุดท่านประธานครับ นี่คือการสืบทอดงานปฏิรูปที่เราเรียกร้องกันนัก กันหนา เรียกร้องกันก่อนวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นการสืบทอดงานครับ ไม่ใช่สืบทอด อํานาจ หากไม่ต้องการให้ข้อเสนอของการปฏิรูปเป็นเพียงหนังสือเล่มหนา ๆ ที่ปราชญ์ สําคัญของแผ่นดินเคยทํามาแล้ว เช่น ท่านศาสตราจารย์ประเวศ วะสี ใช้เวลา ๓ ปีทําแล้วได้ หนังสือเล่มหนา ๆ ขึ้นมาหลายเล่ม ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ใช้เวลาทําปีกว่า แล้วได้หนังสือหนา ๆ มาเล่มหนึ่ง ก็จะต้องทําตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ตามมาตรา ๓๕ (๑๐) นะครับ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องกําหนดให้มี กลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป การที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขอความกรุณาท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทําร่างพระราชบัญญัติ ๑๔ ฉบับ บวก ๓๗ ฉบับ จึงเป็นงานใหญ่ เป็นงานสร้างอนาคตและความหวังให้บ้านเมือง ไม่ใช่งานแห่งการสืบทอดอํานาจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติจึงถูกคิดขึ้นมาเพื่อให้การปฏิรูปที่เรียกร้องกันนักกันหนา ประสบความสําเร็จ ไม่ใช่คิดขึ้นมาเพื่อการสืบทอดอํานาจใด ๆ ทั้งสิ้น ด้วยเหตุดังนี้ครับ ท่านประธาน กระผมขอสรุปและขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ท่านรองประธาน ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ทั้งหลายที่ช่วยให้การจัดทําและพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญในวาระแรกนี้เป็นไปได้ด้วยความสมบูรณ์ และขอขอบพระคุณ กรมประชาสัมพันธ์ด้วยนะครับ ที่ได้เมตตาถ่ายทอดการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ อย่างต่อเนื่อง ขอบพระคุณครับ