สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘

แพทย์กระแส ชนะวงศ์ กล่าวขอบคุณสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ช่วยกันอภิปรายและแสดงความคิดเห็นจนเกิดผล และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความเป็นธรรม ความภาคภูมิใจในการทำงานร่วมกัน และการพัฒนาตั้งแต่หมู่บ้าน จังหวัด อําเภอ ตําบล และส่วนกลาง นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงคุณค่าของความอดทนและความอ่อนน้อมถ่อมตน และแสดงความเคารพและศรัทธาในบวรศักดิ์ อุวรรณโณ

ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธาน และท่านรองประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพรักทุกท่านครับ กระผม นายกระแส ชนะวงศ์ ได้รับมอบหมายจากท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้กล่าวแสดงความขอบคุณและชื่นชมท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้ช่วยกันอภิปราย และแสดงความคิดเห็นจนกระทั่งเกิดมรรคเกิดผลขึ้น แล้วก็สร้างประวัติศาสตร์ในการ อภิปรายการยกร่างรัฐธรรมนูญถึง ๗ วัน ๗ คืนครับ กระผมรู้สึกภาคภูมิใจที่มีโอกาสได้ยืนอยู่ ต่อหน้าท่านทั้งหลาย แล้วมีโอกาสที่จะได้กราบเรียนถึงข้อเท็จจริงบางอย่างที่เป็นข้อสังเกต ส่วนตัวครับ เพราะว่าท่านทั้งหลายก็ได้พูดในหลักการ ในทฤษฎีและในข้อที่เป็นกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ท่านประธาน คือท่านอาจารย์บวรศักดิ์อยากจะให้กระผมได้ตั้งข้อสังเกต ๒-๓ ประการ จากประสบการณ์ส่วนตัว ๒-๓ ประการนั้น

ประการแรกที่สุด กระผมอยากจะกราบเรียนว่าในการประชุม ๗ วัน ๗ คืนนี้ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายได้แสดงถึงความเป็นผู้มีระเบียบวินัย แสดงถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และผมเองในฐานะที่เคยผ่านสภาแห่งนี้ทั้งในฐานะ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วก็เป็นผู้แทนราษฎรทั้งจากต่างจังหวัดที่จังหวัดขอนแก่น และจาก กทม. นี่ ผมอยากจะกราบเรียนความรู้สึกและความเข้าใจว่าท่านทั้งหลายได้แสดงถึง ความเป็นตัวอย่างในการอภิปรายในการแสดงความรู้ความคิดครับ สมกับที่ท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติได้เอ่ยอ้างว่าสภาแห่งนี้เป็นสภาทางวิชาการ กระผมได้สังเกตการณ์ เห็นการอภิปรายที่ผ่านมาจาก ๑๘๔ ท่าน ผมได้ทั้งความรู้ ได้ความคิดมากขึ้น แล้วได้รู้มากขึ้น ทําให้รู้มากขึ้นด้วยว่าที่ไม่รู้อีกมากเหมือนกันครับ แล้วก็จะขอความอนุเคราะห์จากเลขาธิการสภา ในการที่จะเอาการอภิปรายของท่านทั้ง ๗ วัน ๗ คืน เก็บเอาไว้สําหรับสอนหนังสือ เพราะผมรู้สึกว่าจะเป็นครูมากกว่าเป็นหมอนะครับ เพราะชอบการเรียนการสอน และการที่ ท่านอภิปรายแต่ละท่านนั้นผมได้บันทึกเอาไว้เหมือนกัน แล้วก็จดจําเอาไว้เหมือนกันว่า ท่านได้แสดงความรู้ความคิดทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ผมเห็นว่า มีหลายตอนหลายท่านที่ทําให้ผมรู้สึกว่าท่านทั้งหลายเป็นครูด้วย เป็นอาจารย์ด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะหาฟังแบบนี้ไม่ใช่ง่าย มีการเรียนการสอนที่ไหนจะเชิญครูบาอาจารย์ ได้ขนาดนี้คงไม่มีทางแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมว่านี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมบันทึกเอาไว้บ้าง อย่างเช่นท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็ทําให้เราเข้าใจถึงเรื่องศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีต่าง ๆ ที่เราควรจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ท่านพงศ์โพยม วาศภูติ ก็เป็นนักปกครอง เป็นผู้บริหาร เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีใครต่อใครมักจะบอกว่ากระทรวงมหาดไทย ไม่ยอมกระจายอํานาจอะไรต่าง ๆ นี้นะครับ แต่ท่านก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นํา ทางการปกครองยุคใหม่ จะเรียกว่าเป็นความคิดก้าวหน้าจนกระทั่งเราเห็นว่านั่นก็คือ ความหวังของประเทศไทยเหมือนกัน เพราะเราพูดถึงเรื่องการกระจายอํานาจมาตั้งแต่ สมัยผมเป็นหนุ่ม ตั้งแต่สมัยผมเริ่มต้นเข้ามาสู่การเมืองในสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาทํา พรรคพลังใหม่ด้วยความคิดว่าเราจะสร้างความเป็นธรรมในสังคมและเราก็พูดว่าการกระจายอํานาจ เป็นเรื่องสําคัญ ๓๐-๔๐ ปีที่ผ่านมาก็ไม่กระจายมากนัก แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ทําให้ เราเห็นความหวังแล้วมีความเป็นไปได้ เพราะว่าการกระจายอํานาจนั้นความจริงในประเทศ ที่เขาเจริญแล้วเขาไม่ต้องพูดกันแล้วเพราะเขากระจายมานานแล้ว มีแต่ว่าการปกครองท้องถิ่น หรือการดูแลตนเองในชุมชนต่าง ๆ นั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนด้วย เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นความหวัง แล้วก็อยากจะกราบเรียนว่าหลายท่านนะครับ นอกจากท่านพงศ์โพยม คุณสารี อ๋องสมหวัง นั่นก็เป็นผู้ที่ผมชื่นชมมานาน ได้ยินแต่ข่าวแต่ว่าเมื่อมาอยู่ ในสภาปฏิรูปแห่งชาติท่านก็แสดงสุนทรพจน์ แสดงความคิดความอ่านชัดเจนมากขึ้น นี่ก็เป็น เรื่องหนึ่ง เป็นวิชาการครับ เป็นความรู้ทั้งนั้นครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่ามีหลายท่าน ที่ทําให้ผมประทับใจนะครับ รวมทั้งท่านอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ถึงแม้จะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยก็ตามกับรัฐธรรมนูญ แต่ก็แสดงถึงความเข้าใจแล้วก็ความรับผิดชอบด้วย รวมทั้ง ท่านประธานชัย ชิดชอบ ก็น่าสนใจครับ ผมคิดว่า มีข้อมูลต่าง ๆ ที่เราสรุปไว้ก็คือว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผู้ทรงคุณวุฒิได้แสดง ความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมืองและประชาชนอย่างจริงใจ อาจจะเห็นด้วย อาจจะไม่เห็นด้วย ความที่เห็นแตกต่างกันนั้นนี่ผมว่าเป็นนิมิตหมายของสังคมไทย แสดงว่าเรายังคิดว่าที่ว่าดี เรายังมีทางเลือกนะครับ ถ้าหากว่าการประชุมที่นี่เห็นการร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วอันนั้นก็ถูก อันนี้ก็ดี เราก็จบกัน ผมว่าเรากําลังจะสิ้นหวัง แต่นี่เกิดความหวังขึ้นครับ เพราะความแตกต่าง ในความคิดนั้นผมจําได้เสมอว่า ความแตกต่างนั้นคือความก้าวหน้า ความแตกต่างนั้น คือการศึกษา ดิฟเฟอเรนซ์ เมค โปรเกรส (Difference make progress) และดิฟเฟนเรนซ์ เมค เอดูเคชัน (Difference make education) ผมเข้าใจอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมจึงชื่นชม ท่านทั้งหลาย แล้วก็ถือว่าท่านทั้งหลายได้แสดงสิ่งที่น่าจะจดเอาไว้สําหรับการเรียนการสอน ต่อไปด้วย

ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ผมยังเชื่อว่าสิ่งที่เราเคยทํากันมาในอดีตนั้น เวลาเราพูดถึงเรื่องกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผมทบทวนความหลังได้เพราะว่า บรรยากาศในวันนี้ทําให้ผมได้ทบทวนความหลังที่เราตั้งอกตั้งใจที่จะทําให้เกิดความเป็นธรรม ในสังคมนี่นะครับ ผมจําได้ ๒-๓ ข้อ ซึ่งก็เอาความทรงจําเหล่านั้นมาเพื่อจะแลกเปลี่ยนกับ ท่านทั้งหลายด้วย ความทรงจําอันหนึ่งในการเขียนกฎหมายในการยกร่างกฎหมายใด ๆ นั้น เราก็จะมีความในใจว่าคนที่เกิดมามีน้อยในชีวิตเขาควรจะได้มาก ๆ โดยกฎหมาย ความทรงจํา อย่างนี้ก็พูดกันมาเรื่อย ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมเองก็ติดตามฟังมาตั้งแต่แรกก็เห็นว่า เปิดโอกาสให้ผู้ที่เกิดมามีน้อย เกิดมาในชนบท เกิดมาที่เป็นประชาชนหรือพลเมืองตัวเล็ก ๆ ได้โอกาส ได้เกียรติ ได้ศักดิ์ศรีมากขึ้นครับ ในขณะเดียวกันผมก็จําคําพูดของนักรัฐศาสตร์ หรือใครต่อใครมา เพราะว่าสนใจการบ้านการเมือง การปกครองว่าในกฎหมายนั้นในการ ปกครองนั้นจงให้สิ่งที่ประชาชนต้องการ แล้วเราจะได้รับสิ่งที่เราปรารถนา ผมคิดว่าคําพูด เหล่านี้ยังเป็นคําพูดที่กึกก้องดังอยู่ในใจผมตลอดเวลาว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อะไรกับ ประชาชนบ้าง ถ้าเราแน่ใจว่าเราได้ให้กับประชาชน เราก็แน่ใจว่าเราจะได้รับสิ่งที่เรา ปรารถนาเหมือนกันครับ แต่ว่าถ้าเราได้ให้และได้ทําสิ่งที่ถูกต้องดีงามและเหมาะสมแล้ว ก็จะเป็นผลงานของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราคงต้องทํางานร่วมกัน แล้วก็ถ้าเป็นความสําเร็จเรียบร้อยเราก็จะมี ความภาคภูมิใจด้วยกัน เราคงไม่โทษกัน สังคมไทยที่บอบช้ํามาจะเป็นเพราะการศึกษา หรือเป็นเพราะอะไรก็ตาม เป็นสังคมที่ชอบโทษคนอื่น โทษกันครับ ภาษาตลาด ๆ หน่อย เราเรียกว่า เป็นโรคซัดกัน ชอบชี้ไปที่ว่าคุณผิด เจ้าผิด แล้วผมก็เคยถูกสอนว่าเวลา ๑ นิ้ว ชี้ไปที่อื่นว่า เขาผิด ๔ นิ้วมันชี้มาที่เราเองว่าแล้ว ๔ นิ้วมันชี้มาเราเองว่าแล้วเราเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นโอกาสแบบนี้ครับ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ผมเองเคยได้รู้เรื่อง เกี่ยวกับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง อย่างน้อยก็ ๒ ประเทศที่ผมได้คุยด้วย อย่างประเทศญี่ปุ่น ตอนที่ผมได้รับเกียรติ ได้รับพระราชทานเครื่องราชย์อิสริยาภรณ์สูงสุดจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ประธานรัฐสภาซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศด้วยกันก็เชิญไปเลี้ยงกัน เสร็จแล้วเราก็ได้ถามกันว่า ญี่ปุ่นแพ้สงครามบอบช้ํามากระเบิดเมืองฮิโรชิมากับนางาซากิทําให้ถนนหนทางบ้านเมือง พังยับเยินหมดแล้วผู้หลักผู้ใหญ่ครูบาอาจารย์ของญี่ปุ่นคิดอย่างไรครับผมถาม ประธานรัฐสภา มิสเตอร์โคโนบอกว่า เราบอกว่าอย่าพูดถึงเกี่ยวกับความเสียหายจากสงคราม หรือระเบิด ปรมาณูเลย เราบอกคนญี่ปุ่นทั้งหลายว่าบ้านเมืองถนนหนทางมันเสียก็ให้มันเสียไปแต่อย่าให้ ความเป็นคนญี่ปุ่นเสียก็แล้วกัน และเขาก็ปลุกใจกันทั่วบ้านทั่วเมืองว่าคนญี่ปุ่นเป็นคน อย่างไร ผมก็จําคนไทยที่ไปเขียนแปลเพลงญี่ปุ่นเพื่อเผยแพร่ เพลงญี่ปุ่นที่ทําให้คนญี่ปุ่น ลุกขึ้นมาสู้ขยันขันแข็งจนกระทั่งได้เปลี่ยนความเป็นคนแพ้สงครามเป็นผู้ชนะทางเศรษฐกิจ แล้วก็เป็นประเทศที่เป็นมหาอํานาจประเทศหนึ่ง เพลงบทนั้นผมเชื่อว่าหลายท่านคงได้ยินมา หมดแล้วละครับ แต่ผมขออนุญาตพูดสักนิดหนึ่งเพราะว่าเวลาพูดถึงคําแปลเพลงบทนี้แล้ว ผมเองก็มีกําลังใจครับ แล้วเวลาไปสอนลูกศิษย์ลูกหาไปพูดให้ข้าราชการฟังก็เกิดความภูมิใจ แล้วก็มีกําลังใจด้วยครับ เพลงบทนั้นรู้สึกจะแปลออกมาทํานองนี้ครับว่า แม้มิได้เกิดเป็น ซามูไร ก็จงภูมิใจเถิดเจ้าที่ได้เกิดมาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของซามูไร แม้มิได้เกิดเป็นซากุระ ก็จงภูมิใจเถิดที่ได้เป็นบุปผาพันธุ์อื่น แม้มิได้เป็นถนน ก็จงพอใจเถิดเจ้าที่ได้เป็นบาทวิถี ภูเขาไฟฟูจิยามานั้นสวยงามที่สุดก็จริงอยู่ แต่หาได้ทําให้ภูเขาลูกอื่น ๆ ไร้ค่าไม่ แม้ไม่ได้เกิด เป็นชาย ก็อย่าเสียดายที่ได้เกิดเป็นหญิง เพราะแท้จริงแล้วทั้งหญิงและชายต่างก็มี ความหมายและความสําคัญ เป็นอะไรนั้นไม่สําคัญดอก สําคัญอยู่ที่ว่าเมื่อเป็นอะไรแล้ว จงเป็นให้ดีที่สุดเถิด แล้วญี่ปุ่นก็เปลี่ยนแปลงจากผู้แพ้กลายเป็นผู้ชนะครับ ญี่ปุ่นได้รับระเบิด ปรมาณู ๒ ลูก พังทลายอย่างนั้นเขายังฟื้นฟูขึ้นมาได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยถึงแม้ว่า เราจะเดือดร้อน เราจะรู้สึกเสียใจกับความเสียหายเหล่านั้น ผมว่ายังบอบช้ําเสียหายน้อยกว่า ญี่ปุ่นตอนแพ้สงคราม ตอนถูกปรมาณู เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าหากเราซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่วันนี้ เราจะช่วยกันจับมือในการพูดให้กับคนทั่วไปฟังแล้วก็ทําเป็นตัวอย่าง ผมเชื่อว่าเราก็จะมี โอกาสฟื้นฟูทําให้ประเทศไทยของเราเป็นประเทศชั้นนําประเทศหนึ่งในเอเชีย เพราะหลาย ๆ อย่าง ที่เรามีประเทศเพื่อนบ้านเราไม่มีครับ แต่เรามีแล้วเราลืมไปว่าเรามีของสําคัญ อย่างน้อยที่สุด สถาบันพระมหากษัตริย์ก็เป็นสิ่งที่เพื่อนบ้านชื่นชมยกย่องแล้วเขาเสียดายที่เขาไม่มีแบบเรา ด้วยซ้ํา หลายอย่างที่เรามี ในทางภูมิศาสตร์เราก็มีดี พอผมพูดถึงประเทศอาเซียนเราก็อยู่ ตรงกลาง ๆ อะไรตั้งหลายอย่างครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากเราจะต้องใช้เวลาต่อไปนี้ไม่ช้า เกินไปครับที่จะเริ่มต้นทําตัวเป็นตัวอย่าง เพราะว่าตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคําสอนครับ เพราะว่าทั้งหมดที่พูดกันไปพูดกันมาผมก็จับความได้จากท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ของเรานี่ละครับ จะเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ตามอยู่ที่คน เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าการศึกษา ก็จะมีส่วนสําคัญ และพอพูดถึงการศึกษาผมก็อยากจะกราบเรียนว่าผมมีความในใจ มานานแล้วในฐานะที่ไปเป็นหมออยู่ที่อําเภอพล จังหวัดขอนแก่น อยู่กับเทศบาลที่เล็กที่สุด ในประเทศไทย ๑๒ ปี ก็ได้เรียนจากชาวบ้าน เรียนจากคนยากคนจนนั่นละทุกวัน ๆ ก็รู้ว่า ความจําเป็น ความต้องการ ความน้อยเนื้อต่ําใจของคนที่อยู่ในชนบทที่เสียเปรียบนั้นเป็นอย่างไร ในที่สุดผมไปตั้งโรงเรียนผมก็ตั้งเป็นคําขวัญไว้คําหนึ่งว่า การศึกษาของชาวชนบทคืออนาคต ของประเทศไทย คําพูดอย่างนี้เขียนมาตั้ง ๓๐-๔๐ กว่าปีแล้วที่ไปทําโรงเรียนไว้นี่ วันนี้ก็ยัง เป็นความจริงที่อยากจะกราบเรียนว่าเราคงต้องช่วยกันทําให้คนชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ แล้วเกิดมาต่ําต้อยน้อยหน้ามานานแล้ว ให้เกิดมีโอกาสที่จะมีสิทธิมีเสียง มีความภาคภูมิใจ ในความเป็นคนไทยเหมือนกับพวกเรา ผมอยากจะกราบเรียนว่าการศึกษานั้นเป็นคําตอบที่สําคัญมาก แต่ผมเห็นว่ากระทรวงศึกษาธิการ ที่เขียนไว้ว่าการศึกษาคือการทําให้คนเป็นคนเก่ง เป็นคนดี แล้วก็มีความสุข อาจจะไม่พอครับ เพราะการศึกษาที่ทําให้เป็นคนเก่ง คนดี แล้วมีความสุขนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเพื่อตัวเอง มากกว่า เป็นความสุขก็เป็นความรู้สึกส่วนตัว แต่ว่าเพื่อให้เกิดเป็นความสุขที่เกิดจากทําให้ ผู้อื่นมีความสุขนั้นผมคิดว่าการศึกษายุคใหม่ต้องเน้นที่การทําให้คนเก่ง คนดี แล้วก็มีภาวะผู้นํา เพราะภาวะผู้นํานั้นจะทําให้เกิดความรู้สึกรักผู้อื่นและสนใจที่จะทําให้ผู้อื่นมีความสุขครับ ความสุขที่ทําให้ผู้อื่นมีความสุขนั้น นั่นคือความสุขที่จะทําให้เรามีความสุขมากกว่าด้วยซ้ําครับ แต่การมีภาวะผู้นํานั้นต้องมีการเริ่มต้นกันตั้งแต่อนุบาลขึ้นไปครับ เพราะไปสอนให้เป็นผู้นํา ตอนระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอกนั้นคงสอนไว้สําหรับให้ไปสอนคนอื่น มากกว่า แต่ถ้าจะให้มีภาวะผู้นําเพื่อจะรวมตัวกันเพื่อจะให้เป็นคนมีวินัย มีวัฒนธรรมจริง ๆ ผมว่าต้องเริ่มต้นตั้งแต่อนุบาลแล้วครับ นั่นเป็นความคิดของผมที่คิดว่าญี่ปุ่นไม่ได้บอก ไม่ได้โทษใครว่าใครผิด แต่ญี่ปุ่นแสดงความรับผิดชอบบอกเพื่อนร่วมชาติว่า ต้องทําให้เกิด ความเจริญก้าวหน้าในฐานะเป็นคนญี่ปุ่น เพราะไม่มีใครจะช่วยญี่ปุ่นได้เท่ากับคนญี่ปุ่น ถ้าเช่นนั้นผมคิดว่าเราคนไทยก็ช่วยคนไทยได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่า ผมเองพูดกับเพื่อนฝูงโดยสํานวนผมเองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับมัชฌิมาปทิปทา หลายคนก็จะถามว่า มัชฌิมาปทิปทา จะแปลว่าอะไร ผมว่าเป็นกลาง ๆ ครับ เพราะว่าประเทศไทย เรานั้นมีความแตกต่างกันในระหว่างเมืองกับชนบท ผมเคยเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ที่จังหวัดนครพนม เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยที่มหาสารคาม แล้วตอนหลังมานี่ ๑๐ ปี ที่ผ่านมาเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยที่นราธิวาสราชนครินทร์ แล้วก็ ๖-๗ ปีที่ผ่านมาก็เป็น นายกสภามหาวิทยาลัยนเรศวร ผมก็มีโอกาสได้ศึกษา ได้เรียนรู้จากพี่น้องประชาชนที่อยู่ ในภูมิภาคต่าง ๆ ว่ายังมีความแตกต่างกัน ในทัศนคติ ในความภาคภูมิใจและในความรู้สึก ต่อบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องที่มีความหมายกว้าง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองครับที่กระผมอยากจะกราบเรียนว่าทําให้ผมภูมิใจและพอใจกับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีการสนับสนุนให้การปกครองท้องถิ่นและการกระจายอํานาจเด่นชัด มากขึ้นครับ และการที่ให้มีการปกครองท้องถิ่นเด่นชัดและมากขึ้นนั้นเอง นอกจากจะมีผล ต่อการพัฒนาในชุมชนต่าง ๆ แล้วก็จะมีผลดีต่อรัฐบาลกลางที่เบาแรงลงครับ ผมไม่อยากจะ บอกว่าหมดอํานาจหรือว่าอํานาจน้อยลงแต่ว่าเบาแรงลงเพราะว่ารัฐบาลกลางก็จะได้มี โอกาสทําเรื่องใหญ่ ๆ ทําเรื่องที่จะเป็นมรรคเป็นผลในระยะยาวสําหรับลูกหลาน แต่งานพัฒนา ต่าง ๆ ก็ขอให้ชุมชนและการพัฒนาของการปกครองท้องถิ่นได้ครับ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ผมคิดว่าเรื่องทั้งหมดนั้นบังเอิญผมผ่านมาก็อยากจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับงานที่ตัวเองเกี่ยวข้อง ไม่ถึงกับเป็นวิชาการอะไร ผมเป็นข้าราชการมาโดยตลอด จนกระทั่งเป็นนายกสมาคม ข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย ๒ สมัย อย่างน้อยก็ ๘ ปี ผมพอจะเข้าใจว่าพี่น้อง เพื่อนข้าราชการมีความรู้สึกอย่างไร มีความน้อยเนื้อต่ําใจอะไร มีความรู้สึกว่าการเมืองแทรกแซง แล้วก็มีอะไรผิดพลาดขึ้นมาก็มักจะไปโทษการเมืองด้วยเหมือนกัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เปิดโอกาสให้มีการบริหารจัดการกับข้าราชการดีขึ้น ๆ จะทําให้ข้าราชการมีขวัญดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทําให้ผู้ที่เป็นผู้บริหารทางการเมืองนั้นมีอํานาจน้อยลงหรือด้อยลงครับ เพราะผมก็เคยเป็นรัฐมนตรีถึง ๔ กระทรวง ผมก็ได้ดูแลกันกับข้าราชการผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ไม่ได้เคยใช้ อํานาจวาสนาอะไรที่จะไปบริหารข้าราชการ และผมเชื่อว่า ณ วันนี้ยิ่งจําเป็นที่จะทําให้ นักการเมืองหรือผู้นําทางการเมืองบริหารกระทรวงต่าง ๆ ด้วยวิธีการของคนมีภาวะผู้นํา แล้วก็รู้จักการปรึกษาหารือมากกว่าจะสั่งการครับ อย่างที่ภาษาฝรั่งตําราว่านอท ดิคเตติง บัท คอนซัลติง (Not dictating but consulting) ถ้าเช่นนั้นแล้วผมก็คิดว่าการบริหารก็จะสง่างามขึ้นสําหรับผู้เป็นนักการเมืองหรือผู้บริหาร ทางการเมือง ในขณะเดียวกันที่กระผมเคยรับผิดชอบกับคําว่า เอ็นจีโอ มูลนิธิต่าง ๆ ในการ พัฒนาต่าง ๆ ผมเชื่อว่าโดยกฎหมายฉบับนี้จะเปิดโอกาสให้ราชการ กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ได้ใช้ศักยภาพของคําว่า เอ็นจีโอ มูลนิธิต่าง ๆ ผมเป็นประธานมูลนิธิมาตลอด เดี๋ยวนี้ ก็ยังมี ๒-๓ แห่ง มูลนิธิรักษ์ไทย ซึ่งก็ได้โยงใยกับคําว่า แคร์ อินเตอร์เนชันแนล (CARE international) มูลนิธิเตรียมความพร้อมป้องกันสาธารณภัยแห่งเอเชียอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ความเกี่ยวข้องของชุมชน ขององค์กรเอกชนก็จะทําให้การบริหารจัดการดีขึ้น และมีความหมายขึ้น

สุดท้ายครับ ผมคิดว่าในการที่เรากําลังดําเนินการขณะนี้ ผมอยากจะกราบเรียน อีกหน่อยหนึ่งว่าสิ่งที่เหลืออยู่เราคงต้องคิดว่าเรามีศัตรูร่วมกันคืออะไร ผมเองมีความเชื่อ และมีความเข้าใจว่าศัตรูที่สําคัญที่เราจะต้องต่อสู้เอาชนะให้ได้คือความยากจนของประชาชน ที่อยู่ในชนบท คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการพัฒนาต่อไปนี้ ถ้าหากเรา จะคิดก็ไม่ช้าเกินไปว่าการพัฒนาต่อไปนี้แทนที่จะเริ่มต้นจากกระทรวง ทบวง กรม ในส่วนกลางแล้วก็ไปที่จังหวัด ไปที่อําเภอ ไปที่ตําบล ไปที่หมู่บ้านนั้น เราอาจจะต้องช่วยคิด กันว่าเราคงต้องเปลี่ยนทิศทางการพัฒนา ให้ความสนใจตั้งแต่หมู่บ้าน แล้วก็มาตําบล มาอําเภอ มาจังหวัด เราถึงจะมาส่วนกลาง นั่นเป็นความคิดของผมตั้งแต่นานมาแล้ว แต่ว่า มีโอกาสได้รับเกียรติให้พูดต่อท่านทั้งหลายวันนี้ ทําให้เกิดความหวังว่าท่านจะเป็นส่วนสําคัญ ในการที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนทิศทางในการพัฒนา และสุดท้ายที่อยากจะ ให้กําลังใจไว้อีกนิดหนึ่งก็คือว่า ผมขอกลับไปญี่ปุ่นอีกนิดหนึ่งเถอะครับ ถ้าเป็นอเมริกาแบบ จอห์น เอฟ เคนเนดี คงจะต้องบอกกันกับพี่น้องประชาชนชาวอเมริกันว่า อย่ามาถามว่า ประเทศชาติจะให้อะไรกับท่านได้มากแค่ไหน แต่จงถามว่าท่านจะให้อะไรกับประเทศชาติ ได้มากแค่ไหน แต่ญี่ปุ่นนั้นไม่ได้บอกกับพี่น้องประชาชนว่าอย่างนั้นครับ ญี่ปุ่นบอกว่า จงเป็นคนญี่ปุ่น จงอย่าเสียความเป็นคนญี่ปุ่น แล้วฝรั่งก็ไปเขียนเป็นตําราว่าความไม่เสีย ความเป็นคนญี่ปุ่นนั้นมีอะไรบ้าง ผมก็ขอจับความมาฝากท่านทั้งหลายในวันนี้ก่อนจากกัน คืนนี้ด้วยครับ ญี่ปุ่นบอกกับพี่น้องประชาชนทั้งหลายว่า

ประการที่ ๑ คนญี่ปุ่นต้องเป็นคนอดทนเพสชัน (Passion) อดทนต่อคําเยาะเย้ย ถากถาง อดทนต่อการดูถูกว่าสินค้าญี่ปุ่นไม่ดี ต้องอดทน

ประการที่ ๒ ญี่ปุ่นต้องเป็นคนสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน เพราะฉะนั้นเขาจะว่า อย่างไรก็ตาม เราจะร่ํารวยขึ้นแค่ไหน หรือจะใหญ่โตแค่ไหนเราก็อ่อนน้อมถ่อมตน สอนกันไว้ ย้ํากันไว้ว่าต้องอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไว้

ประการที่ ๓ ที่ญี่ปุ่นบอกว่าให้เป็นคนญี่ปุ่นก็คือต้องตรงต่อเวลา มีการกล่าวย้ําว่า ถ้าหากไม่ตรงต่อเวลาก็ไม่ใช่คนญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นคือคนตรงต่อเวลา คนตรงต่อเวลาคือคนญี่ปุ่น

อีกข้อหนึ่งก็คือคนญี่ปุ่นนั้นต้องละเอียดลออพิถีพิถัน ก็สอนกันอย่างนี้ละครับ ว่าให้คนญี่ปุ่นเป็นอย่างนั้น

แล้วอีกข้อหนึ่งที่พูดกันก็คือคนญี่ปุ่นนั้นต้องเป็นคนมีความจงรักภักดี มีกตัญญูกตเวที

และอันสุดท้ายที่จํามาได้ก็คือ คนญี่ปุ่นต้องซื่อสัตย์ ซื่อตรง ถ้าไม่ซื่อสัตย์ ซื่อตรง ไม่ใช่คนญี่ปุ่น สมัยก่อนถ้าหากใครถูกกล่าวหาว่าไม่ซื่อสัตย์ ซื่อตรง เขาก็ไม่ต้องถูก รอคอยให้ตํารวจมาจับหรือไปขึ้นโรงขึ้นศาลให้พิพากษา เขาพร้อมที่จะฮาราคีรีฆ่าตัวเองดีกว่า ตายดีกว่าที่จะถูกประจานว่าเป็นคนไม่ซื่อสัตย์สุจริตแล้ว เขาตายแบบนั้น ตายเพื่อให้ ครอบครัววงศ์ตระกูลมีศักดิ์ศรีต่อไป แล้วมีคนถามว่าทําอย่างนั้นมันซามูไร แต่เดี๋ยวนี้ ไม่มีซามูไรเป็นอย่างไร แล้วหลักซามูไรเป็นอย่างไร ผมขอจบด้วยหลักซามุไร ๔ ข้อว่า ถ้าเราตัดสินใจจะทําอย่างนี้แล้วหลักการ ๔ ข้อของซามูไรซึ่งผมได้ให้กําลังใจกับเพื่อนที่กําลัง ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ว่ามาถึงตรงนี้อย่าไปห่วง อย่าไปกังวลใจต่อคํากระแนะกระแหนหรือ คําเปรียบเปรยใด ๆ เลย ถึงแม้ว่าเราจะมีคําสอนที่ดีอย่างไรก็ตามลองเอาซามูไรมาเป็นหลักสิ หลักของซามูไรก็คือการที่จะทําอะไรแล้ว

๑. โน เฟียร์ (No fear) ไม่กลัว

อันที่ ๒ ก็คือ โน เซอร์ไพรส์ (No surprise) ไม่ต้องวิตกวิจารณ์ ไม่ต้องตื่นเต้น ไม่ต้องประหลาดใจว่าจะมีคนวิพากษ์วิจารณ์ กระแนะกระแหน เยาะเย้ยถากถางอย่างไร

ประการที่ ๓ ก็คือ โน เดาท์ (No doubt) ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องหน้าที่ของเรา เมื่อรับผิดชอบแล้วก็ต้องทํา เป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็รู้เต็มอกว่าเมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วจะไม่มีสิทธิรับตําแหน่งทางการเมืองใด ๆ ก็ต้องเต็มใจ ต้องพอใจ ต้องภูมิใจ ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องสงสัย

และอันสุดท้ายของความเป็นหลักและปรัชญาซามูไรที่กระผมได้โอกาสมาคุย ๆ กับท่านทั้งหลายในวันนี้นี่ก็คือ โน เฮชสิเตท (No hesitate) อย่าลังเลใจครับ เพราะฉะนั้น ท่านที่เคารพครับ ผมขอโทษที่ผมพูดนอกเรื่องนอกราวไม่ได้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเลยครับ แต่ว่านี่เป็นความคิดที่ท่านประธานของเราท่านบวรศักดิ์ อุวรรณโณ บอกผมว่าพี่หมอสรุปหน่อย แล้วพี่หมอสรุปจากประสบการณ์ก็แล้วกัน เพราะคนอื่นพูดหลักการ พูดทฤษฎีมามากแล้ว ผมก็เลยได้โอกาสที่จะพูดในสิ่งที่ผมอยากพูด ท่านอยากฟังหรือไม่อยากฟังก็ตามครับ อันนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง

และสุดท้ายจริง ๆ กระผมอยากจะกราบเรียนว่าภูมิใจมากที่ผมได้มาเป็น กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็มีท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน แล้วก็โชคดี ของประเทศไทยและคนไทยด้วยที่มีคนเก่ง คนดี คนมีภาวะผู้นํา ผมก็อยากจะเรียกว่า เป็นคนที่เป็นอัจฉริยะ พูดอย่างนี้ไม่ใช่ต้องการจะให้อาจารย์บวรศักดิ์มาขึ้นเงินเดือน ๒ ขั้น แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ผมไม่เคยทํางานกับท่าน แล้วก็มานั่งประชุม นั่งฟัง เห็นการตัดสินใจ เห็นความพยายามแล้วผมชื่นชมท่านแล้วก็เคารพท่าน แล้วก็เกิดศรัทธาในการที่ท่านจะเป็น ผู้นําในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ครับ ขอขอบคุณครับ ท่านประธาน ท่านรองประธานครับ