สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘

บรรเจิด สิงคะเนติ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของร่างนั้น โดยมี 4 ประการ ได้แก่ การลดความเหลื่อมล้ำในอีกสังคมที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น ระบบการเมืองที่มีความสมดุลมากขึ้น การคุ้มครองสิทธิของประชาชน และสังคมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อการปกครองประเทศ และเรียกร้องการการปฏิรูปการเมืองให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเน้นย้ำถึงสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองที่ได้รับการยอมรับและหลักประกันอย่างชัดเจน รวมถึงการบัญญัติสิทธิใหม่ๆ และการปฏิรูปที่มุ่งส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของบุคคลและความโปร่งใสในระบบการบริหารรัฐกิจ

ศาสตราจารย์บรรเจิด สิงคะเนติ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายบรรเจิด สิงคะเนติ ในฐานะกรรมาธิการ จะขอรบกวนเวลาท่านเพียงเล็กน้อยเพื่อที่จะสรุปสาระสําคัญในการ ที่จะรายงานพี่น้องประชาชนว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นได้ให้อะไรกับประชาชนบ้าง แต่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ เราทั้งหมดในที่นี้ได้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ เพราะไม่ว่าจะ สปช. ก็ดี ไม่ว่าจะคณะกรรมาธิการก็ดีล้วนมาจากต้นธารเดียวกันครับ ต้นธาร แห่งความหวังที่จะสร้างบ้านนี้เมืองนี้ให้สงบสันติ นี่คือต้นธารแห่งความปรารถนาดี และความหวังดี เพราะฉะนั้นตลอดระยะเวลา ๗ วัน จนถึงนาทีนี้ สมาชิกทั้งหมดทั้ง สปช. และกรรมาธิการ ๒๖๔ ชีวิตได้ร่วมกันทําหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ เราได้ทําหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ไม่ใช่ทําลายและขัดแย้ง ผมจึงคิดว่านี่คือหน้าประวัติศาสตร์ อันสําคัญที่เราได้ร่วมกันสร้างข้อคิดความเห็นทั้งหลายของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ไม่ว่า จะเห็นค้าน เห็นต่าง เห็นชม เห็นแย้ง ล้วนเป็นข้อคิดความเห็นที่กรรมาธิการทุกท่านจะต้อง นําไปประกอบการพิจารณาอย่างปราศจากอคติบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประชาชน เป็นที่ตั้ง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผมอยากจะขอสรุปตรงนี้สั้น ๆ เพื่อที่จะ รายงานพี่น้องประชาชนว่าประชาชนและสังคมจะได้อะไรจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ อย่างที่คุณคํานูณได้รายงานไปสักครู่นะครับ ประชาชนและสังคมนั้นจะได้สาระสําคัญ อย่างน้อยที่สุด ๔ ประการจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ

ประการแรกครับ ได้เครื่องมือทําลายความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรม ในสังคมครับ

ประการที่ ๒ ครับ ได้ระบบการเมืองที่มีดุลยภาพในมิติต่าง ๆ มากขึ้นครับ

ประการที่ ๓ ครับ ได้หลักประกันในการเข้าถึงสิทธิและการคุ้มครองสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญมากขึ้น และ

ประการสุดท้ายครับ ได้สังคมที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

ผมอยากจะสรุปสั้น ๆ ในแต่ละประเด็น ๔ อย่างซึ่งมีคุณค่าเหลือเกินสําหรับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ

ประการแรก ได้เครื่องมือทําลายความเหลื่อมล้ําและสร้างสังคมที่เป็นธรรม ถามว่าทําไมรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงต้องมีเครื่องมือสําคัญในการที่บรรจุไว้ในภาค ๔ ของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กราบเรียนด้วยเหตุผล ๒-๓ ประการครับ ปัญหาความเหลื่อมล้ํา ไม่เป็นธรรมในสังคมไทยนั้นไม่อาจจะแก้ไขได้ด้วยระบบราชการตามปกติ

ประการที่ ๒ ระบบการเมืองภายใต้ระบบพรรคการเมืองที่มีอยู่นั้นไม่สามารถ ที่จะดําเนินการเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมได้ เพราะฉะนั้นเจตจํานง สําคัญเช่นนี้จึงจําเป็นจะต้องบัญญัติไว้ให้เกิดพลังในภาค ๔ เพื่อที่จะขับเคลื่อนนะครับ

ถามว่าทําไมจะต้องบรรจุมาตรา ๒๗๗ ถึงมาตรา ๒๙๖ ไว้ในรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยก็เพื่อบอกทิศทาง หลักการ กลไกและมาตรการของการปฏิรูป กําหนดหลักประกัน ของการปฏิรูป กําหนดกระบวนการเฉพาะในการที่จะตรากฎหมายในเรื่องของการปฏิรูป ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ถ้าความเหลื่อมล้ําไม่ลดลง ความเป็นธรรมไม่เกิดขึ้น อย่าคาดหวังเลยครับว่าสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นจะเกิดขึ้นได้ในสังคมแห่งนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้คือคุณค่ามหาศาล หลักสาระสําคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่จะเกิดขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ประการที่ ๒ ครับ ได้ระบบการเมืองที่มีดุลยภาพในมิติต่าง ๆ มากขึ้น ผมสรุปเร็ว ๆ นะครับ ดุลยภาพระหว่างนักการเมืองกับประชาชนผ่านกลไกต่าง ๆ ระบบ การเลือกตั้งผสม โอเพน ลิสต์ (Open list) นะครับ ระบบการที่จะให้ประชาชนถอดถอนต่าง ๆ นะครับ นี่คือระบบที่จะทําให้เกิดดุลยภาพ และ

ประการที่ ๔ ครับ ทําให้เกิดกลุ่มผลประโยชน์ผ่านกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ผมอยากจะเรียนครับว่าอันนี้ล่ะครับ คือช่องทางที่จะทําให้ประชาชนกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ นั้น มีโอกาสที่จะเข้ามาในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ผมยกตัวอย่างครับ เช่น ถ้ากลุ่มคนท้องถิ่น รวมตัวกันในนามของกลุ่มคนท้องถิ่น ได้สัก ๕ เปอร์เซ็นต์ เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายกระจาย อํานาจ ผมเชื่อว่าจะมีตัวแทนที่มีพลัง มีผลประโยชน์ในการขับเคลื่อนเป็นตัวแทน ผลประโยชน์ของกลุ่มคนในผลประโยชน์ต่าง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้คือการเมืองที่จะ ทําให้เกิดดุลยภาพระหว่างการเมืองของนักการเมืองกับการเมืองของประชาชนนะครับ

ประการต่อมาดุลยภาพระหว่างการเมืองระดับชาติกับการกําหนดตนเอง ในระดับชุมชนท้องถิ่นนะครับ การกําหนดไว้ในมาตรา ๒๑๒ ให้ท้องถิ่นมีอํานาจในการ บริหารการจัดการตนเองนะครับ การกําหนดให้มีสมัชชาพลเมือง การกําหนดให้มี คณะกรรมการกระจายอํานาจ การกําหนดให้มีกลไกที่จําเป็นในการบริหารจังหวัดเต็มพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นดุลยภาพระหว่างการเมืองของส่วนกลางกับการเมืองในระดับท้องถิ่น ปรับดุลยภาพระหว่างการเมืองของฝ่ายรัฐบาลกับของฝ่ายค้านนะครับ มีกลไกหลายกลไก การมีรองประธานสภาคนหนึ่งมาจากฝ่ายค้าน การกําหนดให้สมาชิกของฝ่ายค้าน เป็นประธานในกรรมาธิการที่สําคัญ การกําหนดให้นายกรัฐมนตรีก็ดี รัฐมนตรีก็ดี มาตอบ กระทู้ถามด้วยตนเอง การกําหนดให้ผู้นําฝ่ายค้านสามารถเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ได้ตามมาตรา ๒๓๖ อันนี้คือดุลยภาพที่จะทําให้ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลนั้นมีดุลยภาพ

ประการสุดท้ายครับ คือดุลยภาพระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการครับ การกําหนดให้มีคณะกรรมการดําเนินการแต่งตั้งข้าราชการระบบคุณธรรมตามมาตรา ๒๐๗ การกําหนดให้มีการดําเนินการสั่งการของฝ่ายการเมืองต้องมีหลักประกัน สิ่งเหล่านี้ จะดุลยภาพการเมืองระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการประจําครับ

ประการที่ ๓ ครับ ได้หลักประกันในการเข้าถึงสิทธิและการคุ้มครองสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญมากขึ้น

ประการแรก การบัญญัติแยกระหว่างสิทธิมนุษยชนกับสิทธิพลเมือง ตรงนี้ ทําให้เกิดความชัดเจนครับว่าสิทธิมนุษยชนนั้นย่อมเข้าถึงกันได้โดยประชาชนทั้งหลายที่อยู่ ในประเทศนี้ ตรงนี้จึงเป็นหลักประกันสําคัญประการแรกนะครับ

ประการที่ ๒ ได้มีการบัญญัติสิทธิใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมากมายนะครับ สิทธิในทาง ครอบครัว สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ สิทธิของจําเลยต่าง ๆ พวกนี้ สิทธิเหล่านี้ มีการบัญญัติเพิ่มมากขึ้นนะครับ สิทธิในทางเสรีภาพของสื่อต่าง ๆ เสรีภาพในทางวิชาการ เสรีภาพในการตั้งกลุ่มการเมือง สิ่งเหล่านี้เป็นการบัญญัติสิทธิเพิ่มขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ การเข้าถึงสิทธิในกรณีนี้มีกฎหมายบัญญัติหลักประกันครับว่า ต่อไปนี้เจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญนั้นจะได้รับการบัญญัติกฎหมายตามมาตรา ๑๐๒ นั้น ได้บัญญัติหลักการสําคัญ ให้ผู้ที่มีหน้าที่ในการตรากฎหมายหรือพิจารณากฎหมายต้องดําเนินการ มิฉะนั้นแล้วอาจจะ ถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นะครับ

ประการต่อมา การกําหนดหน้าที่แก่รัฐหรือหน่วยงานแก่รัฐ ในการที่จะ ให้สิทธิของบุคคลที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองสัมฤทธิ์ผลนั้นเป็นการบัญญัติเพื่อให้สิทธิทั้งหลาย สัมฤทธิผลตามความสามารถทางการคลังนะครับ นี่คือประการที่ ๓ นะครับ

ประการต่อมา หลักประกันในการทําให้สิทธิเสรีภาพของบุคคลบรรลุผลอย่าง เป็นรูปธรรม ประเด็นนี้จะเชื่อมโยงไปสู่ภาค ๔ ในเรื่องของการปฏิรูปทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพจึงเป็นประเด็นสําคัญที่จะนําไปสู่การทําให้เกิดผลประโยชน์ กับประชาชน

ประการต่อมา ได้สังคมที่มีความโปร่งใส และความสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น เรื่องนี้มีการกําหนดให้หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนทั้งหลายที่ใช้งบประมาณของรัฐนั้น ต้องทําหน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูลที่จําเป็นต่อสาธารณะ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้นําทางการเมือง มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินนะครับ สําเนาแบบรายการเสียภาษีเพื่อเป็นพื้นฐานในการ ตรวจสอบต่อไป

ประการที่ ๓ ระบบการคลังและงบประมาณนั้นได้วางหลักประกันอย่าง สําคัญนะครับ เงินของแผ่นดิน การจัดทําระบบงบประมาณ ระบบการควบคุมตรวจสอบเงิน ของแผ่นดิน การมีศาลแผนกคดีวินัยการคลังและงบประมาณ สิ่งเหล่านี้จะเป็นหลักประกัน สําคัญในการตรวจสอบเงินของแผ่นดินนะครับ

หมวดศาลและกระบวนการยุติธรรม ได้สร้างหลักประกันในความโปร่งใส และเป็นธรรมในการที่จะดําเนินการให้เกิดความโปร่งใส การให้มีสภาตรวจสอบพลเมือง สมัชชาคุณธรรม สิ่งเหล่านี้จะเป็นหลักประกันสําคัญในการที่จะทําให้สังคมมีความโปร่งใส และเป็นธรรม ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่จะทําให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทําให้พลเมืองเป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาด หนุนสังคมที่เป็นธรรม นําชาติสู่สันติสุข

ผมอยากจะกราบเรียนในประการสุดท้ายนะครับว่า กติกาที่พวกเราทั้งหมด ร่วมกันในการที่จะสร้างสรรค์เพื่อที่จะเตรียมกติกาพื้นฐานไปสู่คนรุ่นใหม่ เป็นการเตรียม พื้นฐานกติกาของบ้านเมืองไปสู่ประชาชน ๖๔ ล้านคน มิใช่ส่งให้กับนักการเมืองเพียงไม่กี่ พันคนนะครับ ท้ายที่สุดนะครับ ผมหวังว่าพลังแห่งความสร้างสรรค์ พลังแห่งประโยชน์ มหาชนจะเป็นพลังที่จะนําประเทศชาติบ้านเมืองไปสู่ความสงบสันติสุข ขอบพระคุณครับ