สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘

คํานูณ สิทธิสมานเผชิญหน้ากับสถานการณ์การร่างรัฐธรรมนูญที่หนักหนาสาหัสและยากที่สุดในชีวิต โดยกล่าวถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมสาธารณะในกรุงเทพมหานคร และยืนยันว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่ผู้มีอำนาจสูงสุด แต่เป็นปุถุชนที่มีความรับผิดชอบในการร่างรัฐธรรมนูญ

นายคํานูณ สิทธิสมาน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน ในฐานะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญถือกําเนิดขึ้นมา เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยคําสั่งแต่งตั้งของท่านประธานนะครับ ภารกิจแรกในวันเช้าวันรุ่งขึ้นของพวกเราก็คือ การเดินทางไปถวายสักการะและกล่าวคําสัตย์ปฏิญาณต่อพระแก้วมรกตและพระสยามเทวาธิราช กระผมยังจําได้ขึ้นใจนะครับ ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม เป็นกลาง ปราศจากอคติ ด้วยความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และยึดมั่นในประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ทุกประการ ขอย้ําคําว่า สุจริต เที่ยงธรรม เป็นกลาง และปราศจากอคติครับ ผลงานร่างรัฐธรรมนูญ ร่างแรกของคณะกรรมาธิการที่ได้รับความเมตตาชี้แนะจากเพื่อนสมาชิกมาตลอด ๗ วัน ๗ คืน หากจะมีความบกพร่อง หากจะมีความไม่สมบูรณ์ก็หาได้เป็นไปเพราะความทุจริต ลําเอียง อคติหรือมีเจตนาสร้างความขัดแย้งในลักษณะใดไม่ แต่เป็นไปเพราะว่าความไม่สมบูรณ์ พร้อมใน ๓๖ ชีวิตของพวกเราทุกคนที่มาทําหน้าที่นี้ เพราะขอยืนยันว่าพวกเราทั้งไม่ใช่ อรหันต์ ทั้งไม่ใช่เทวดา และทั้งไม่ใช่มหาปราชญ์ แต่ในขณะเดียวกันพวกเราก็ยืนยันว่า พวกเราไม่ใช่ขันทีครับ เราเป็นเพียงปุถุชนธรรมดา ๓๖ ชีวิต ที่พอมีความรู้ พอมี ประสบการณ์ และขออาสาเข้ามาทํางานสําคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง และต้อง เผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสและยากที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่งของพวกเราทุกคน เพราะอะไรครับ ก็เพราะทั้งบรรยากาศและบริบทของสถานการณ์การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แตกต่างไปจากทุกครั้งในอดีต เพราะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญบนพื้นฐานของความขัดแย้ง และวิกฤติของประเทศที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาเกือบ ๑๐ ปีเต็ม เป็นความขัดแย้งและวิกฤติที่ร้าวลึก แบ่งแยกคนไทยออกเป็นฝักฝ่าย แทบทุกสถาบันถูกดึงเข้ามาสู่วังวนแห่งความขัดแย้ง และวิกฤตินี้ เป็นความขัดแย้งและวิกฤติที่รุนแรงและยังไม่สิ้นสุด ผมขอย้ําว่ารุนแรงและ ยังไม่สิ้นสุด ขอให้ข้อมูลย้ําจากที่เคยกล่าวไว้ในการอภิปรายนําบทบัญญัติในภาค ๔ เมื่อสองวันก่อนว่าตลอดระยะเวลา ๘ ปี นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๔๙ จนถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ประเทศไทยมีการชุมนุมสาธารณะในลักษณะปักหลักพักค้าง ปิดถนน ปิดสถานที่ราชการและแหล่งการค้าของทุกกลุ่มทุกฝ่ายเฉพาะในกรุงเทพมหานคร รวมแล้ว ๗๐๑ วันหรือเกือบ ๒ ปี คิดเป็นระยะเวลาเกือบ ๑ ใน ๔ ของทั้งหมด มีผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม ทั้งหมดนี้รวมอย่างน้อย ๑๓๑ คน มีผู้บาดเจ็บตั้งแต่สาหัสไปจนถึงเล็กน้อยรวมแล้วอย่างน้อย ๓,๓๘๘ คน ความเสียหายในทางเศรษฐกิจมูลค่ารวมประมาณจากการวิเคราะห์ต่างกรรม ต่างวาระของผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ แล้ว กระผมได้ทดลองรวมดูแล้วสูงถึง ๒ ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็น ๓ ประเภทก็คือค่าเสียหายโดยตรง ค่าเสียหายในทางเศรษฐกิจและค่าเสีย โอกาสทางเศรษฐกิจ ในส่วนของค่าเสียหายจากการชุมนุมโดยตรงนั้นรวมแล้วประมาณ ๓๓,๕๗๒ ล้านบาท ในจํานวนนี้จะแบ่งเป็นงบประมาณด้านความมั่นคง ค่าจัดการเลือกตั้ง ที่ไม่ประสบความสําเร็จ ๒ ครั้ง ความเสียหายด้านทรัพย์สิน สถานที่ อันเนื่องมาจากการชุมนุม และค่าชดเชยเยียวยาผู้ประสบเคราะห์กรรมและผู้เสียชีวิต ค่าเสียหายทางเศรษฐกิจรวมแล้ว สูงถึงประมาณ ๗๑๐,๑๐๒ ล้านบาท โดยแยกเป็นเม็ดเงินด้านการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ การชะงักงันของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสุดท้ายก็คือต้นทุนค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ รวมแล้วสูงถึงประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ การลงทุนจากต่างชาติ การพัฒนาประเทศเพื่อเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ๒ ล้านล้านบาทนี้ เป็นค่าเสียหายที่เกือบ ๆ เท่ากับงบประมาณรายจ่ายประจําปีของ ๑ ปีงบประมาณ ที่ในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ ๒. จุด จุด จุดล้านล้านบาท และเป็นค่าเสียหายที่เกือบ ๆ เทียบเท่ากับ ๕ เท่าของงบลงทุนภาครัฐในแต่ละปีงบประมาณ ถ้าเราคิดเสียว่างบลงทุน ภาครัฐในแต่ละปีงบประมาณจะตกประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ยังไม่นับ ความเสียหายจากการออกนโยบายเพื่อเอาชนะการเลือกตั้งต่าง ๆ ที่ในบางนโยบายอาจจะ ขาดความเป็นได้ในทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ต้น และการคอร์รัปชันที่ตามมาทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ของผู้ออกนโยบายอีกจํานวนหนึ่ง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ตัวเลขอย่างเป็นทางการแต่เป็นการรวบรวม ตัวเลขที่ประเมินได้จากการแถลงของบุคคลและคณะบุคคลและหน่วยงานวิจัยต่าง ๆ ที่ประเมินความเสียหายจากเหตุการณ์วิกฤติในแต่ละครั้ง กระผมได้ทดลองนํามารวบรวม เพื่อให้เห็นเป็นภาพรวม ซึ่งก็ยังคงขาดความแม่นยําอยู่มาก หากกรรมาธิการคณะใดของ สภาปฏิรูปแห่งชาติคณะนี้ ชุดนี้จะได้ศึกษาให้มีความรอบด้านและครบถ้วนยิ่งขึ้นก็จะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศชาติของเรา อย่างน้อยก็ได้เป็นบทเรียนประวัติศาสตร์ที่จะ ได้เรียนรู้กันต่อไปว่าในรอบ ๑๐ ปีมานี้เราสูญเสียกันอย่างไร ท่านประธานครับ นี่เราคิดเฉพาะ ของประเทศไทยนะครับ ยังไม่ได้คิดคํานวณในเชิงเปรียบเทียบว่าในขณะที่เราติดกับอยู่ในกับดัก ความขัดแย้งนี้มาเกือบ ๑๐ ปีเต็ม ประเทศเพื่อนบ้านเขาเดินหน้าไปตามปกติ ถ้ามาเปรียบเทียบ กับเราแล้วจะสามารถคิดคํานวณเป็นค่าเสียหายได้ประการใดหรือไม่ กระผมไม่มีความรู้ โดยตรงครับ เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอร์รัม (World economic forum) ได้เผยแพร่รายงาน ความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ๑๔๘ ประเทศพบว่านับจาก ปี ๒๕๔๙ ถึงปี ๒๕๕๖ ระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดลง ๖ อันดับ ท่านประธานครับ คงไม่ต้องกล่าวนะครับว่าถ้าไม่อาจยุติวิกฤติที่ดําเนินมา ดํารงอยู่มา ๑๐ ปีนี้ได้ ความเสียหายจะเพิ่มมากมายมหาศาลขนาดไหน ประเทศไทยจะเป็นรัฐล้มเหลวหรือไม่ นี่มิต้องพูดถึงความเสียหายในทางสังคมที่ไม่อาจประเมินเป็นตัวเงินได้ ความขัดแย้งระหว่าง บุคคล ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคล ความขัดแย้งระหว่างเพื่อนฝูงที่กินข้าวหม้อเดียวกันมา ความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน จะทําอะไรกันสักอย่างหนึ่งก็จะต้องถูกตั้งข้อสังเกตหรือถูก หวาดระแวงว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เหล่านี้เป็นมูลค่าทางจิตใจ ที่ไม่อาจประเมินได้ ท่านประธานครับ ภายใต้สภาพการณ์อย่างนี้ กระผมขอตั้งคําถามว่า ลูกหลานของเราจะอยู่กันต่อไปอย่างไร เราจะส่งมอบประเทศไทยแบบไหนให้กับลูกหลาน ของเรา กระผมเห็นว่านี่คือความรุนแรง นี่คือความโหดเหี้ยมที่ยิ่งกว่าตัวเลขของคนตาย คนบาดเจ็บเสียอีกครับ ในช่วง ๑๐ ปีมานี้ พี่น้องคนไทยของเราจํานวนหนึ่งที่มีอุดมการณ์ ความเชื่อแตกต่างกันออกไป ได้ก่อตั้งกลุ่ม ก่อตั้งองค์กรต่อสู้ ที่ในที่สุดแล้วได้พัฒนามาเป็น การใช้ความรุนแรงเพื่อแสดงสัญลักษณ์ กลุ่มหรือองค์กรเหล่านี้เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร ๒๕๔๙ เสียอีก เป็นการเริ่มต้น ตอบโต้กลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลในขณะนั้น พี่น้องคนไทยของเราหลายคนในเวลานี้ถูกจับกุม ดําเนินคดีอยู่ หลายคนลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศและยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้าน ระบอบปัจจุบันอยู่ พี่น้องของเราในกลุ่ม ในองค์กรหลากหลาย หลายส่วนปฏิบัติงานโดยอิสระ ไม่ขึ้นต่อกัน เชื่อมต่อกันด้วยอุดมการณ์ในเชิงความคิด การจับอาวุธลอต (Lot) ใหญ่ที่อําเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๗ บอกเล่าเราเช่นนี้ว่าเป็นความเป็นจริง ของบ้านเมืองที่ดํารงอยู่ การจับกุมผู้ต้องหาขว้างระเบิดใส่ศาลอาญาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ต่อเนื่องกัน มาหลายระลอก ก็บอกเล่าเราเช่นนี้เช่นกันว่ามีสถานการณ์เช่นนี้ดํารงอยู่ ความปรองดอง ที่จะเกิดขึ้นกระผมเชื่อว่าไม่สามารถดําเนินการโดยวิธีที่เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่าเกี้ยเซี้ยะ หรือคุยกันระหว่างชนชั้นนํา คุยกันระหว่างผู้นําเพียงไม่กี่คน ไม่อาจจะได้ผลอีกต่อไป คําถาม ก็คือว่าทําไม ๑๐ ปีมานี้ ประเทศของเราที่ได้ชื่อว่าสยามเมืองยิ้มจึงมีสภาพเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ เราแก้ปัญหากันมาแล้วหลายรูปแบบ มีรัฐประหารมาแล้ว ๒ ครั้ง มีการเลือกตั้งที่ไม่ประสบ ความสําเร็จมา ๒ ครั้ง ที่ประสบความสําเร็จมา ๒ ครั้ง พรรคการเมืองที่ขึ้นเป็นรัฐบาลนั้น สลับกันขึ้นเป็นทั้ง ๒ ขั้ว รวมทั้งทหารที่ทํารัฐประหารก็ขึ้นเป็นรัฐบาลแล้ว มีการเปลี่ยนขั้ว รัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร ๑ ครั้ง ไม่ประสบความสําเร็จครับ คณะกรรมาธิการพบว่าสภาพ ๑๐ ปีมานี้ เป็นเพียงการโผล่ขึ้นเหนือพ้นน้ําของยอดของภูเขาน้ําแข็งเท่านั้น แท้จริงแล้วยังมี ฐานของภูเขาน้ําแข็งขนาดมหึมาอยู่ใต้น้ําลึกลงไปจนถึงก้นมหาสมุทร ฐานของภูเขาน้ําแข็ง ขนาดมหึมาใต้น้ํานี้ ดํารงอยู่ และก่อตัวขึ้นมาหลายสิบปี อันเป็นผลมาจากการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมของประเทศเราที่มีผลข้างเคียงก่อให้เกิดสภาวะที่อาจจะสรุปได้แต่เพียง คําสั้น ๆ ว่ารวยกระจุกจนกระจาย เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร ฐานของ ภูเขาน้ําแข็งขนาดมหึมานี้ อาจจะยังไม่ได้โผล่พ้นน้ําก่อนปี ๒๕๔๐ ก่อนใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เหตุวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในขณะนั้นได้ทําให้ยอด ของภูเขาน้ําแข็งโผล่พ้นผิวน้ําและโตขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ เป็นต้นมา ท่านประธานครับ ไม่มีใครผิดทั้งหมด ไม่มีใครถูกทั้งหมด วิกฤติทางเศรษฐกิจเมื่อปี ๒๕๔๐ ทําให้กลุ่มทุน ของประเทศมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงสาระ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มุ่งสร้างรัฐบาลให้มี เสถียรภาพ แข็งแกร่ง และเปิดให้มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ได้เปิดประตูให้กลุ่มทุนที่มั่งคั่ง และมีวิสัยทัศน์เข้ามาทํางานการเมืองโดยตรง ในด้านที่ดีก็มีมหาศาล กระผมเชื่อว่าพวกเราหลายคน เคยคิดฝันว่าประเทศไทยหลังปี ๒๕๔๐ นั้นพัฒนาแล้ว สมบูรณ์แล้ว การเมืองดีขึ้นแล้ว แต่ในที่สุดในผลดีก็มีผลเสียตามมาและเป็นส่วนสําคัญที่นําชาติไปสู่วิกฤติในช่วงตั้งแต่ ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ อันที่จริงเริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ด้วยซ้ําไปครับ ถ้าเราจะก้าวข้าม วิกฤติ ๑๐ ปีนี้ไปได้ คณะกรรมาธิการเชื่อว่าเราจะต้องทลายภูเขาน้ําแข็งนี้ทั้งฐาน ทั้งยอดครับ และเครื่องมือในการทลายภูเขาน้ําแข็งนี้ ส่วนหนึ่งก็คือบทบัญญัติภาค ๔ การปฏิรูปและ การสร้างความปรองดอง ภาค ๔ นี้ก็คือเหรียญ ๒ หน้าครับ เราจะปรองดองโดยปราศจาก การปฏิรูปประเทศไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันเราจะปรองดองโดยใช้วิธีการเกี้ยเซี้ยะ ในหมู่ชนชั้นนํา ในหมู่ผู้นําแต่เพียง ผู้เดียวก็ไม่ได้เช่นกันครับ เหรียญต้องมี ๒ ด้านถึงจะมีคุณค่า ท่านประธานครับเราไม่ใช่ ทั้งอรหันต์ และมหาปราชญ์หรือเทวดา เพราะสิ่งที่เราสรุปนี้ ภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม รวมทั้งภาคประชาชน ก็ได้สรุปเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว ไม่ใช่ว่าพอมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขึ้นมาแล้วถึงมาพูดเรื่องการปฏิรูปครับ หลายปีก่อนหน้านี้มีเสียงเรียกร้องจากพี่น้อง ประชาชนหลายส่วน แม้กระทั่งส่วนที่อยู่ตรงกันข้ามกันก็เรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศ ลองดูข่าวพาดหัวหน้าหนังสือพิมพ์สิครับ กลุ่มประชาชนในปี ๒๕๕๖ และปี ๒๕๕๗ เรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องเสียชีวิตไป ๒๘ คน หนึ่งในจํานวนนั้นเป็นญาติของผู้อันเป็นที่รักของเราที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ แห่งนี้ท่านหนึ่ง เสียชีวิตอยู่หน้าหน่วยเลือกตั้งครับ กลุ่มประชาชนในปี ๒๕๕๑ เรียกร้องให้ มีการปฏิรูปประเทศ ผ่านวาทกรรม ต้องสร้างการเมืองใหม่ขึ้นมา ประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง เสียชีวิตไป ๑๑ คน กลุ่มประชาชนในปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ มองด้วยความเป็นธรรม เขาก็เรียกร้อง ให้มีการปฏิรูปประเทศผ่านวาทกรรมต่อต้านระบอบอมาตยาธิปไตยและรณรงค์ให้ร่วมกัน สร้างรัฐไทยใหม่ ซึ่งก็ทําให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในชนบทเข้าร่วมจํานวนหนึ่ง กลุ่มประชาชน ที่ออกมาเรียกร้องเสียชีวิตไปรวมทั้งเจ้าหน้าที่ ๙๒ คน รัฐบาลที่มาจากทั้ง ๒ พรรคการเมือง ใหญ่ที่อยู่ต่างขั้วกันตั้งคณะกรรมการที่มีเป้าหมายหาข้อสรุปในการปฏิรูปประเทศรวมแล้ว ประมาณ ๓ ชุด แต่การปฏิรูปประเทศไม่เคยได้เกิดขึ้นจริงครับ มีแต่วรรณกรรมสวยงามว่า ด้วยการปฏิรูปประเทศเล่มแล้วเล่มเล่า ทยอยขึ้นไปวางบนหิ้ง สภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้ ผมคิดว่าทุกท่านไม่อยากจะเขียนวรรณกรรมที่งดงามกว่าเล่มอื่น ๆ แต่ในที่สุดก็ต้องถูกขึ้น ไปวางบนหิ้งเคียงคู่กับวรรณกรรมเล่มก่อนหน้านั้น ท่านประธานครับ ทุกวิกฤติ ทุกการเปลี่ยนแปลงคือโอกาสครับ โอกาสของการปฏิรูปประเทศ หน้าต่างแห่งโอกาส ทางประวัติศาสตร์จะเปิดกว้างทุกครั้งในทุกช่วงของวิกฤติของการเปลี่ยนแปลงแต่จะปฏิรูป ประเทศได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลที่มีหน้าที่ในแต่ละช่วงนั้น จะสามารถกุมโอกาสก้าวข้าม หน้าต่างแห่งโอกาสทางประวัติศาสตร์ไปได้หรือไม่ ท่านประธานครับ โชคชะตานําพา ท่านประธานและพวกเราในประชุมแห่งนี้ ๓๖ ชีวิตบนที่นั่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอีก ๒๒๙ ชีวิต ณ ที่นั่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและบนบัลลังก์ประธานสภา พวกเรา ทั้งหมด ๒๖๙ ชีวิต ได้สิทธิมาอยู่ใกล้หน้าต่างแห่งโอกาสทางประวัติศาสตร์มากที่สุดครับ เราจะเกาะกุมโอกาสก้าวข้ามไปได้หรือไม่ คําตอบอยู่ที่การร่วมกันพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ทั้งในช่วง ๗ วัน ๗ คืนที่กําลังจะจบลงในช่วง ๒ ชั่วโมงข้างหน้านี้และต่อไป ในกระบวนการจนถึงวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๘ เอาเป็นชั่วโมครึ่งก็แล้วกันนะครับ ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีธงครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีธงอยู่ที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๒๗ วรรคสอง และมาตรา ๓๕ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา ๓๕ (๑๐) คณะกรรมาธิการฟันธงตอบโจทย์ใหญ่ไว้ที่บทบัญญัติภาค ๔ การปฏิรูป และการสร้างความปรองดอง การออกแบบระบบเลือกตั้งใหม่ การออกแบบความสัมพันธ์ ระหว่างสถาบันการเมืองต่าง ๆ ให้มีความสมดุล กระผมได้เคยกล่าวไปแล้วว่ามีทั้งหมด ๙ สมดุลจะไม่กล่าวซ้ําอีกครั้ง แต่จะขอย้ําว่าสมดุลสําคัญที่สุดก็คือการสร้างสมดุลระหว่าง การเมืองของนักการเมือง กับการเมืองของพลเมือง หรือถ้าจะใช้คําว่า การเมืองของ ประชาชน คณะกรรมาธิการก็ไม่ขัดข้องครับ ซึ่งก็หมายความว่าเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างประชาธิปไตยโดยผู้แทน กับประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วม เราฟันธงตอบโจทย์รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๒๗ วรรคสองว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่มีความเหมาะสม กับสภาพสังคมไทยนั้นจะต้องเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ๔ วินาที หรือประชาธิปไตย ๒ วินาทีสถาปนาเผด็จการ ๔ ปี อันเป็นคําที่เกิดขึ้นเมื่อปีเริ่มต้นของ วิกฤติรอบนี้ เมื่อปี ๒๕๔๘ ประโยคหลังเป็นคําของท่านอาจารย์ดอกเตอร์อัมมาร สยามวาลา ไม่แปลกครับที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีสภาพเป็นตําบลกระสุนตกครับ วาทกรรมหลักที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือวาทกรรมของการเมืองของนักการเมือง ซึ่งก็ไม่แปลกครับ แล้วเรายินดีรับฟัง แต่ว่าในโอกาสต่อไปเราก็จะทยอยกันชี้แจงอีกไม่กี่คน ละครับที่จะชี้ให้ท่านเห็นว่า ประชาธิปไตยที่เหมาะสมที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ๒ วินาที สถาปนาเผด็จการ ๔ ปี จะให้อะไรแก่ประชาชนบ้าง ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บรรเจิด สิงคะเนติ จะได้อรรถาธิบายประกอบตัวบทรายงานรายหมวดต่อจากกระผม ขออนุญาต ฉายหนังตัวอย่างสักเล็กน้อย ประชาชนจะได้เครื่องมือทําลายความเหลื่อมล้ําและสร้าง ความเป็นธรรมในสังคม ประชาชนจะได้ระบบการเมืองที่มีดุลยภาพในมิติต่าง ๆ มากขึ้น ประชาชนจะได้หลักประกันในการเข้าถึงสิทธิและการคุ้มครองสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และประชาชนจะได้สังคมที่มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญของท่านไพโรจน์ พรหมสาส์น และคณะอนุกรรมาธิการกลั่นกรองรวบรวมสังเคราะห์ ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีท่านศาสตราจารย์ศุภชัย ยาวะประภาษ เป็นประธาน ที่ได้กรุณาจัดทําระบบการสืบค้นที่เรียกว่า ฐานข้อมูลระบบสืบค้น ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช อยู่ในรายงานเล่มหนานี้นะครับ หน้า ๔๖๘ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ กระผมทดลองใช้ฐานการค้นคําดูแล้วพบ ความน่าสนใจครับ ผมค้นคําว่า สิทธิเสรีภาพ ส่วนร่วม เป็นธรรม คุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล ปฏิรูป และปรองดอง เพียง ๙ คําค้น จะพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คําว่า สิทธิ มี ๒๐๙ คํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี ๑๗๓ คํา คําว่า เสรีภาพ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๕๗ คํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี ๔๐ คํา คําว่า ส่วนร่วม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๔๐ คํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี ๒๙ คํา คําว่า เป็นธรรม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๒๑ คํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี ๑๑ คํา คําว่า คุณธรรม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๑๖ คํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี ๖ คํา คําว่า จริยธรรม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๒๖ คํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี ๒๐ คํา คําว่า ธรรมาภิบาล ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๑๒ คํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี ๒ คํา คําว่า ปฏิรูป ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีถึง ๕๖ คํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีเพียง ๖ คํา และคําว่า ปรองดอง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๑๐ คํา ในขณะที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่มีครับ คําค้นทั้ง ๙ คําอาจจะบอกเล่าอะไรไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็น่าจะเป็นภาพสะท้อนได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สมควรจะเรียกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศและบ่งบอก เจตนารมณ์ของพวกเราได้ แน่นอนครับจุดอ่อนหรือจุดที่เป็นปัญหา ก็คือการสร้าง ความสมดุลระหว่างการเมืองของนักการเมืองกับการเมืองของพลเมืองนั้นย่อมจะทําให้หลายฝ่าย ไม่สบายใจและอาจจะไม่เห็นด้วย พวกเรายินดีรับฟังทุกความคิดเห็นครับ และขอยืนยันว่า เราไม่ได้มีเจตนาที่จะไปทําลายการเมืองของนักการเมือง เราจะส่งร่างรัฐธรรมนูญนี้ให้ พรรคการเมืองทุกพรรคและจะเชิญเขามาให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาหลังจากที่คําขอแก้ไข ของท่านสมาชิกสภาปฏิรูปได้ผ่านการชี้แจงในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว เช่นเดียวกับในบทบัญญัติในภาค ๔ โดยเฉพาะในมาตรา ๒๗๙ และมาตรา ๒๘๐ ที่ได้รับ การวิพากษ์วิจารณ์หลากหลาย พวกเรายินดีรับฟังทุกความคิดเห็นและพร้อมที่จะพิจารณา ทบทวนโดนเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่มาและประเด็นอํานาจหน้าที่ของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ แต่ทั้งสิ้นทั้งปวงก็จะต้องอยู่ภายใต้โจทย์ของรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว ๒๕๕๗ มาตรา ๒๗ วรรคสอง มาตรา ๓๕ และหลักประกันที่จะสร้างความมั่นใจให้ได้ในระดับสําคัญ ว่าหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกแล้ว บ้านเมืองจะไม่กลับไปสู่ ภาพที่พี่น้องสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ดูไปเมื่อสักครู่นี้ เราจะต้องสร้างความมั่นใจได้ ในระดับสําคัญว่าจะไม่เป็นการไปกดนาฬิกาของระเบิดเวลาที่ถูกกดหยุดไว้เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ให้เดินต่อไปอีก ประวัติศาสตร์มักจะซ้ํารอยแต่มนุษย์มีการเรียนรู้ เราไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เดินซ้ํารอยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญในทันทีและที่สําคัญที่สุด ก็คือดําเนินการโยกย้ายอธิบดีดีเอสไอที่ดําเนินคดีสําคัญในขณะนั้นอยู่ จึงเกิดการชุมนุมใหญ่ กลางกรุงขึ้นในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ห่างจากวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญเพียง ๙ เดือน เราไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้นครับ และกระผมเชื่อว่าพี่น้องสมาชิกก็ไม่ต้องการ ให้เป็นอย่างนั้นครับ

ในท้ายที่สุดนี้กระผมยืนยันว่าพวกเราทั้ง ๓๖ ชีวิตยินดีที่จะพิจารณาข้อเสนอ ขอแก้ไขของเพื่อนสมาชิกและใช้การตัดสินใจครั้งสุดท้ายให้รอบคอบที่สุด ผมอยากจะ เรียกว่าในช่วงยกสุดท้ายของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ยกนี้มีเวลา ๖๐ วัน ระหว่างวันที่ ๒๕ พฤษภาคม จนถึง ๒๓ กรกฎาคม ขอยืนยันอีกครั้งว่าเราไม่ใช่ทั้งอรหันต์ เราไม่ใช่ทั้งเทวดาและเรายิ่งไม่ใช่มหาปราชญ์ครับ แต่เราก็ไม่ใช่ขันทีที่จะเขียน ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ เราเป็นเพียงปุถุชน ๓๖ คนที่จะไม่ตระบัดสัตย์ ต่อคําปฏิญาณต่อหน้าองค์พระแก้วมรกตและพระสยามเทวาธิราชเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ อย่างแน่นอน กราบขอบพระคุณครับ