สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘

ศิริ จิระพงษ์พันธ์ อภิปรายเกี่ยวกับการปฏิรูปในรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงการเพิ่มบทบาทของชุมชนในการมีส่วนร่วมของประชาชน และการมีส่วนร่วมของภาคสังคมในการใช้อํานาจของรัฐ โดยเสนอแก้ไขมาตรา ๒๗๙ และ ๒๘๑ เพื่อให้มีมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรม และการเปิดเผยต่อสาธารณะ นอกจากนี้ ศิริ จิระพงษ์พันธ์ ยังหารือเรื่องการเจาะสำรวจแก๊สธรรมชาติในจังหวัดขอนแก่น และการแต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งในสภา

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และท่านสมาชิก สปช. ที่เคารพ กระผม นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขออภิปรายแสดงความคิดเห็นในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปในบทเฉพาะกาลครับ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นกระผมขออนุญาตร่วมกับสมาชิก สปช. ที่ได้อภิปรายมาก่อนหน้านี้ แสดงความชื่นชมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในความตั้งใจทุ่มเทของท่านทั้งคณะใน การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญที่พยายามจะตอบสนองความคิดเห็นและความต้องการ อันหลากหลายของภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งเป็นภารกิจที่ยากลําบากเพราะเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่จะสร้างความพึงพอใจให้ทุกคนในทุก ๆ เรื่อง โดยเฉพาะท่ามกลางกระแสความขัดแย้ง และอคติในหลายเรื่องหลายด้านในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากเหตุการณ์ในอดีต แต่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านก็ยอมเสียสละรับสภาพเป็นประชากรในหมู่บ้าน กระสุนตกไปโดยปริยาย ผมขอคารวะครับ และถึงแม้จะต้องทํางานภายใต้ภาวะกดดัน จากรอบด้านดังกล่าวมาข้างต้น ท่านก็ยังต้องออกแบบร่างรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการปฏิรูปในทุกด้าน สําหรับทุก ๆ ภาคส่วน จนออกมาเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป ๓๑๕ มาตรานี้ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ตลอด ๖ วันที่ผ่านมาท่านสมาชิกได้ร่วมกันวิเคราะห์ วิจารณ์ ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ แก้ไขเพิ่มเติมร่างข้อบัญญัติในมาตราต่าง ๆ ทั้ง ๓๑๕ มาตรา อย่างละเอียดในหลาย ๆ แง่มุม ในการอภิปรายของกระผมในวันนี้จะโฟกัสอยู่ในประเด็น การปฏิรูปที่สําคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้ ซึ่งได้แก่ การเพิ่มบทบาทของชุมชน ในกิจการต่าง ๆ ที่จะมีขึ้นในชุมชนของตน และการมีส่วนร่วมโดยตรงของภาคสังคม และพลเมือง ในการใช้อํานาจของรัฐและในคุณสมบัติด้านคุณธรรม จริยธรรม ของผู้สมัคร รับเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น รวมทั้งการสรรหา แต่งตั้ง และถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้เครื่องมือและกลไกที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ออกแบบไว้ เพื่อใช้ให้เกิดการปฏิรูปในประเด็นสําคัญดังกล่าวข้างต้น ก็ด้วยการจัดตั้งสภา สมัชชา องค์การ องค์กร และคณะกรรมการในรูปแบบใหม่ต่าง ๆ กัน หลายชุด อาทิเช่น การกําหนดให้มีสภาตรวจสอบของภาคพลเมืองในแต่ละจังหวัด สมัชชาพลเมือง สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ และการให้มีการจัดตั้งองค์การ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค องค์กรกลางบริหารงานบุคคลขององค์กรบริหารท้องถิ่น องค์การอิสระ ด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการระบุให้มีคณะกรรมการต่าง ๆ อีกหลายคณะ เช่นคณะกรรมการ ดําเนินการแต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยระบบคุณธรรมในแต่ละจังหวัด ซึ่งการออกแบบให้มีสภา สมัชชา องค์การ องค์กรและคณะกรรมการต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ เป็นความพยายามปฏิรูปเพื่อสร้างระบบที่จะเพิ่มบทบาทของชุมชนในการมีส่วนร่วม ของประชาชนโดยตรง โดยคาดหวังว่าระบบดังกล่าวจะสามารถขจัดความเหลื่อมล้ําในสังคม และสามารถปิดช่องไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับ แต่หากวิเคราะห์ในเชิงลึกแล้ว ในภาพรวมก็อาจจะเกิดข้อสงสัยได้ว่าบทบาท อํานาจหน้าที่ของคณะต่าง ๆ ทั้งหมดนี้จริง ๆ แล้ว จะมีความเชื่อมโยงสอดคล้องเกื้อหนุนกันอย่างมีประสิทธิภาพให้ประสิทธิผลเป็นอย่างดี หรือมีความซ้ําซ้อน สร้างความขัดแย้งกันเอง หรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อประสิทธิภาพ ของการให้บริการของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ ตัวอย่างหนึ่งของผลกระทบต่อประสิทธิภาพ ของหน่วยงานที่มีอยู่ ซึ่งเป็นผลสรุปจากการวิเคราะห์ของคณะอนุกรรมาธิการอีไอเอ (EIA) คือการกําหนดให้มีองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ ที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงในมาตรา ๖๔ ซึ่งเป็นบทบัญญัติเดียวกับ ที่มีในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งก็ได้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าไม่สัมฤทธิผล เนื่องจาก ซ้ําซ้อนกับคณะผู้ชํานาญการ ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ประกอบไปด้วยผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งจากองค์กรเอกชน ภาคสังคมและสถาบันอุดมศึกษาให้เป็นผู้ให้ความเห็นชอบต่อรายงานการศึกษาและ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของแต่ละโครงการ ซึ่งมีชื่อเรียกว่าเอนไวเรนเมนเทิล อิมแพคท์ แอสเซสเมนท์ (Environmental Impact Assessment) หรือที่รู้จักกันในเชื่ออีไอเอ ผมจึงมี ความคิดเห็นว่าแทนที่จะกําหนดให้มีการจัดตั้งองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาท หน้าที่ซ้ําซ้อนกับที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าองค์การดังกล่าวไม่ได้สร้างประโยชน์ หรือมีประสิทธิผลในการเพิ่มบทบาทของชุมชน หรือการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน แต่ควรจะปฏิรูปให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการอีไอเอให้มีประสิทธิผล สามารถบรรลุ เจตนารมณ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๒ ของร่างรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าพลเมืองย่อมมีสิทธิได้รับ ข้อมูล คําชี้แจงและเหตุผลจากรัฐก่อนการอนุญาตโครงการที่อาจจะมีผลกระทบต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อม สุขภาพหรือคุณภาพชีวิต และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนต่อการพิจารณา ในเรื่องดังกล่าว ซึ่งในมาตรา ๒๑๕ ของร่างรัฐธรรมนูญก็ได้มีบทบัญญัติให้มีสมัชชาพลเมือง ที่มาจากพลเมืองในท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และชุมชนโดยตรง ซึ่งสามารถตรวจสอบกํากับให้กระบวนการอีไอเอตอบสนองต่อเจตนารมณ์ ของมาตรา ๖๒ นี้ได้อย่างเหมาะสมอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ในเรื่องสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ได้มีสมาชิก สปช. กล่าวระหว่างการอภิปรายถึงกรณีผลกระทบจากก๊าซไข่เน่าที่มาจากการ สํารวจหาแก๊สธรรมชาติของบริษัทอาปิโกนั้น กระผมขออนุญาตให้ข้อมูลที่ได้รับ จากฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ดังนี้ครับ

บ่อปลาที่มีปลาตายเป็นของนายสมศักดิ์ สุนา ชาวบ้านบ้านนามูล ตําบลดูนสาด จังหวัดขอนแก่น ในวันที่เกิดเหตุ วันที่ ๑๘ เมษายน มีปลายี่สกตาย ๕ ตัว และมีอาการน็อก (Knock) น้ํา ๒-๓ ตัว บ่อปลาของนายสมศักดิ์อยู่ห่างจากแท่นเจาะสํารวจแก๊สธรรมชาติ ของบริษัทอาปิโกประมาณ ๑ กิโลเมตรครึ่ง เป็นบ่อเลี้ยงปลาที่ขุดขึ้นเองโดยเติมน้ําจากน้ําผิวดิน และไม่มีส่วนเชื่อมต่อกับแหล่งน้ําใด กลุ่มคณะกรรมการไตรภาคีประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมกับ นายสมศักดิ์เจ้าของบ่อปลาทําการตรวจสอบแล้วพบว่ามีร่องรอยการเอารากไม้ไหลแดงไปทิ้ง ในบ่อปลาของนายสมศักดิ์ ซึ่งรากไหลแดงนั้นมีคุณสมบัติเป็นยาเบื่อปลาอย่างดี และจาก ข้อเท็จจริงว่าบริษัทอาปิโกเพิ่งเริ่มทําการเจาะสํารวจยังไม่พบแก๊ส แต่มีแผนงานที่จะเจาะ ให้ลึกถึงชั้นหินที่คาดว่าจะมีแก๊สในประมาณกลางเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งกลุ่ม คณะกรรมการไตรภาคีภาคประชาชนในพื้นที่ และนายสมศักดิ์ก็ทราบข้อเท็จจริงนี้เป็นอย่างดี จึงได้ร่วมกันสรุปว่าเหตุการณ์ปลาตายที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับการเจาะสํารวจแก๊สธรรมชาติ แต่อย่างใด ทั้งนี้กระผมจะได้มอบข้อมูลที่ได้รับจากฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ไว้ที่ ฝ่ายเลขาธิการสภาเพื่อมอบให้ท่านประธานด้วยครับ กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าชุมชนท้องถิ่น สามารถแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจกันเองได้ครับ

ท่านสมาชิก สปช. ที่เคารพครับ อีกด้านหนึ่งของการอภิปรายของผมในวันนี้ เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ที่จะเข้ามาดํารงตําแหน่งในสภา สมัชชา องค์การ องค์กร และคณะกรรมการต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งในหลาย ๆ กรณีก็ยังไม่มีความชัดเจน มีเพียงระบุ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งที่มาของผู้ที่จะมาดํารงตําแหน่งจะเป็นการสรรหา หรือคัดเลือกกันมาเองแทบทั้งนั้น ดังนั้นจึงควรมีการกําหนดมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม และคุณสมบัติขั้นต่ําของผู้ที่จะเข้ามาดํารงตําแหน่งต่าง ๆ รวมทั้งของผู้ที่จะทําการสรรหา และคัดเลือกผู้ที่จะดํารงตําแหน่งดังกล่าว ซึ่งโดยตรรกะของวิญญูชนทั่วไปแล้ว คุณสมบัติ ของผู้ที่ทําการคัดเลือกควรจะมีมาตรฐานสูงกว่าของผู้ที่ถูกคัดเลือก และควรเปิดเผยให้สังคม ตรวจสอบได้ เช่น จะต้องเปิดเผยรายงานการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ จริยธรรม บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและแบบแสดงรายได้และรายการภาษีเงินได้ย้อนหลัง ของตนเป็นอย่างต่ํา ทั้งนี้ผู้ดํารงตําแหน่งตามรัฐธรรมนูญที่มีอํานาจหน้าที่ในการกําหนด คุณสมบัติและมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรมต่าง ๆ ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ควรจะต้องเปิดเผยรายงานการตรวจสอบประวัติของตนตามหลักเกณฑ์ ที่ตนกําหนดต่อสาธารณชนด้วยเช่นกัน ท่านสมาชิก สปช. ครับ กระผมขอแสดงความเห็นด้วย และสนับสนุน มาตรา ๒๗๙ ของร่างรัฐธรรมนูญที่ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อให้การปฏิรูปของประเทศสามารถ ดําเนินการได้อย่างต่อเนื่องจนบรรลุผล แต่ขอเสนอขอแก้ไขเช่นเดียวกับสมาชิกอีกหลายท่าน ว่าไม่ควรมีการกําหนดสัดส่วนหรือที่มาของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ว่าจะต้องมาจาก สปช. หรือองค์การใดโดยเฉพาะ และในส่วนของกรรมการยุทธศาสตร์ การปฏิรูปแห่งชาติก็ควรเป็นเสมือนคณะทํางานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ได้รับ การแต่งตั้งโดยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งผมคิดว่ารูปแบบนี้น่าจะเหมาะสมกว่า และจะไม่ทําให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต รวมทั้ง ไม่ควรผูกพันการดําเนินงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในเรื่องต่าง ๆ ที่ สปช. อาจจะมีมติมาก่อน แต่ไม่ได้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงขอเสนอแก้ไขร่างมาตรา ๒๘๑ ดังนี้ครับ มาตรา ๒๘๑ ให้ดําเนินการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในส่วนนี้ และให้พิจารณา รายงานแผนและขั้นตอนการปฏิรูป และร่างกฎหมายและแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้เกิด การปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบประกอบการดําเนินงาน และจากเจตนารมณ์ในมาตรา ๒๗๘ ที่ให้ข้อกําหนดในภาค ๔ มีผลบังคับในช่วงสั้น ๆ ไม่เกิน ๕ ปี ดังนั้นการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่าง ๆ องค์กรต่าง ๆ หรือคณะกรรมการอิสระ ต่าง ๆ ทั้งหลายหรือไม่นั้นควรให้เป็นไปตามความเหมาะสม และตามมติของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศมากกว่า ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและท่านสมาชิก สปช. ที่เคารพครับ ที่ผมใช้เวลาประมาณ ๑๕ นาที อภิปรายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และมาตรฐานด้านคุณธรรม และจริยธรรม และการเปิดเผยต่อสาธารณะของทั้งผู้ที่จะเข้ามาดํารงตําแหน่งและของ ผู้ทําการสรรหาและคัดเลือกนั้น เพราะด้วยความชื่นชมในเจตนาอันบริสุทธิ์ของการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตั้งใจสร้างระบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการกําหนดนโยบาย การติดตาม กํากับ และตรวจสอบการดําเนินการต่าง ๆ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ํา ในสังคม และปิดช่องไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับ และเพื่อร่วมกันพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมของไทยให้มีความมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืน แต่เจตนาบริสุทธิ์ดังกล่าว จะไม่สัมฤทธิผล และไม่เป็นที่ยอมรับหากเกิดความคลางแคลงใจจากภาคส่วนต่าง ๆ ว่าระบบ ที่สร้างขึ้นตามบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้ออกแบบเพื่อเอื้อให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้รับประโยชน์เพื่อตนเองหรือพวกพ้อง ไม่ว่าจะเข้ามาดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือจะมีส่วนร่วมในการสรรหาและคัดเลือกผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ เหล่านี้ ดังนั้นเพื่อให้ ร่างรัฐธรรมนูญที่จะจัดทําขึ้นด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์นี้ไม่เกิดรอยตําหนิด่างพร้อย จากข้อแคลงใจ ว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติมีผลประโยชน์ทับซ้อนและด้วยความเชื่อมั่นว่าระบบที่สร้างขึ้น ตามบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญนี้มีความเข็มแข็ง สามารถสัมฤทธิผลได้ตามเป้าหมาย โดยไม่จําเป็นต้องมีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเข้าไปเป็นผู้เล่นหรือเป็นผู้กํากับเสียเอง กระผมจึงขอเสนอให้บรรจุเป็นบทเฉพาะกาลว่า ยกเว้นการรับการแต่งตั้งให้เป็น สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติแล้ว สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจะไม่รับการแต่งตั้งหรือคัดเลือกให้เป็นผู้ดํารงตําแหน่ง ในสภา สมัชชา องค์การ องค์กร และคณะกรรมการต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือมีส่วนร่วม ในการสรรหาหรือคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาดํารงตําแหน่งต่าง ๆ นี้เป็นระยะเวลา ๒ ปี นับจากวัน ถัดจากวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และไม่ว่าจะมีการบัญญัติข้อความดังกล่าวในบทเฉพาะกาล ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ กระผมขอแสดงเจตนารมณ์ที่จะปฏิบัติตามข้อความดังกล่าวข้างต้น และขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ดังกล่าวด้วยครับ ขอขอบคุณครับ