สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘

กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล แถลงว่าข้อกฎหมายบทเฉพาะกาลของสภาไม่ชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ และไม่จำเป็นต้องมีส.ว. ครึ่งหนึ่งเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิบัติตามมาตรา ๑๒๖ วรรคสองที่เกี่ยวกับสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา โดยอ้างว่าเจตนารมณ์ของมาตรานี้คือเพื่อป้องกันการเป็นเจ้าของอำนาจนานเกินไป และการไม่ปฏิบัติตามจะทำให้เกิดความไม่สมานฉันท์ในกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา

รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล สมาชิก สปช. หมายเลข ๐๐๗ จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านประธานคะ เนื่องจากดิฉันมีเวลาเหลือเพียง ๗ นาที แล้วก็เมื่อคืนนี้ขณะที่เตรียมพูด ดิฉันก็ปรากฏว่าพบแต่ใบหน้าของท่านประธานบวรศักดิ์ กับท่านโฆษก พลเอก เลิศรัตน์ ท่านคํานูณและคณะกรรมาธิการลอยขึ้นมาว่าดิฉันจะใช้เวลา ๗ นาทีพูดอย่างไรให้ท่านเห็นด้วยทั้ง ๓๖ ท่าน เห็นด้วยกับสิ่งที่ดิฉันไม่เห็นด้วย ในมาตรา ๓๐๘ (๔) ดิฉันก็เลยจะขอเรียนเชิญท่านสมาชิก เพื่อนสมาชิกช่วยกรุณาเปิดดู ในหน้า ๑๒๗ มาตรา ๓๐๘ (๔) ไปพร้อม ๆ กัน เผื่อท่านเห็นด้วยกับดิฉันจะได้ช่วยกันแปรญัตติ เพื่อให้ตัดอนุมาตรานี้ออกไปนะคะ ดิฉันมีเหตุผลที่ไม่เห็นด้วย จริง ๆ หลายประการมาก แต่เนื่องจากเวลาจํากัดดิฉันจะขอยกเป็น ๒ ประเด็นใหญ่ ๒ ประเด็นใหญ่ที่ดิฉันคิดว่าไม่เห็นด้วย ในการที่จะมีมาตรา ๓๐๘ (๔) ซึ่งพูดย่อ ๆ ก็คือเมื่อครบ ๓ ปีแล้วจะให้สมาชิกวุฒิสภา จํานวนประมาณเกือบกึ่งหนึ่ง คือ ๙๔ คน ออกไปก่อน แล้วก็ให้มีสิทธิรับเลือกเข้ามาใหม่ และรับเลือกเข้ามาใหม่จะอยู่ได้อีกถึง ๖ ปี ซึ่งก็จะรวมเป็น ๙ ปี เหตุผล ๒ ประการ ที่ดิฉันไม่เห็นด้วยอย่างแรง และจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของดิฉันเองก็คือ

ประการที่ ๑ ดิฉันคิดว่ามันผิดเจตนารมณ์อย่างแรงของการมี ส.ว. ที่เรากําหนดไว้ และมันเกิดความไม่เป็นธรรมมาก ๆ และ

เหตุผลประการที่ ๒ ที่ดิฉันจะเรียนชี้แจงก็คือ ความไม่ชัดเจนของข้อกฎหมาย ในบทเฉพาะกาลของ (๔) ในทางปฏิบัติ ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วกับ ส.ว. ชุดที่แล้ว ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดมาตรานี้ไว้เป็นครั้งแรก ซึ่งดิฉันคิดว่ามีปัญหามากกว่าข้อดี ดิฉันเข้าใจดี ถึงความตั้งใจดีของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่คิดว่าอยากให้เกิดความต่อเนื่อง หรือไม่มีสุญญากาศของการปฏิบัติงานของวุฒิสมาชิกหรือสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาพี่เลี้ยง ของสภาผู้แทนราษฎร และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณธรรม อย่างไรก็ตามเราต้องไว้วางใจ เขานะคะว่าคนที่จะมาสมัครเป็น ส.ว. ไม่ว่าจะมาจากเลือกกันเอง สรรหา หรือว่ามาจาก การเลือกตั้งจากจังหวัดเขามีวุฒิภาวะสูง หลายท่านเตรียมการมาอย่างดี หลายท่านเคยดํารง ตําแหน่งทางการเมืองมาก่อนไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. หรือตําแหน่งอื่น ๆ เขารู้อํานาจหน้าที่ ของการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาเป็นอย่างดี ไม่จําเป็นจะต้องมีคนเหลือไว้ ครึ่งหนึ่งเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ดิฉันเชื่อว่าชุดที่เข้ามาใหม่ตามรัฐธรรมนูญนี้ไม่ถึง ๑ เดือน เขาก็ทํางานได้หมดต่อเนื่องแน่นอนค่ะ เพราะเราไม่มีตั้งนานแล้วยังไม่เป็นอะไรนะคะ

เหตุผลข้อที่ ๑ ที่บอกว่าผิดเจตนารมณ์ข้อที่ว่าตามมาตรา ๑๒๖ วรรคสอง ที่บอกว่า เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งกําหนดไว้คราวละ ๖ ปี เมื่อหมดลงแล้ว จะดํารงตําแหน่งติดต่อกัน ๒ วาระไม่ได้ อันนี้เป็นเจตนารมณ์นะคะ เพราะว่าถ้าเกิน ๑ วาระ คือเกิน ๖ ปี สืบทอดอํานาจนานเกินไป แล้วดิฉันก็เชื่อแน่ว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ก็คือมันไม่เป็นธรรมกับกลุ่มที่เราคัดออกไป ๙๔ คน เพราะให้เขาอยู่แค่ ๓ ปี เพราะฉะนั้น เมื่อเขาไปสรรหาเลือกกันเองมาใหม่หรือสรรหามาใหม่ก็จะได้กลุ่มเก่ากลับมาใหม่ เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ก็จะมาอยู่กลายเป็น ๙ ปี ซึ่งไม่เป็นธรรมเลย และผลที่ตามมา คือก่อให้เกิดความไม่ปรองดอง ไม่สมานฉันท์อย่างแรงในกลุ่ม ส.ว. ดังที่ผ่านมา เนื่องจากว่า มันเกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบในการลงชิงตําแหน่งประธานวุฒิสภา รองประธานอีก ๒ คน ประธานคณะกรรมาธิการอีกประมาณ ๒๐ กว่าคณะ กลุ่มที่เหลืออยู่เขาจะได้เปรียบ ในการที่จะฟอร์ม (Form) รวมตัวบุคคลรวมกันทําให้เขาได้ตําแหน่งสําคัญ ๆ ไปหมด กลุ่มที่เข้ามาใหม่ก็จะไม่ได้ตําแหน่งอะไรต้องรอไปอีก ๓ ปี เมื่อให้ครึ่งหนึ่งออกไปเขาก็จะแก้แค้น ทํานองนั้นนะคะ ก็คือมาครองตําแหน่งสําคัญ ๆ แทน ซึ่งดิฉันคิดว่าไม่เป็นการดีนะคะ

เหตุผลประการที่ ๒ ที่สําคัญมากก็คือในแง่ของความไม่ชัดเจนของ ข้อกฎหมายในบทเฉพาะกาลและการตีความที่ต่างกัน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของรุ่นที่แล้ว การที่เรากําหนดว่าให้เขาออกไปหรือให้เขาพ้นสภาพโดยไม่ห้ามที่จะกลับมาใหม่ แต่มันจะ ไม่ได้ไปรองรับอยู่กับข้อที่บอกว่าถ้าหากว่าเขาออกไปแล้วโดยการลาออก เพราะกลุ่มนี้ เขาจะต้องลาออกซึ่งมันก็ไปขัดกับอีกข้อหนึ่งที่บอกว่าในอํานาจหน้าที่ตามวรรคเก้าของ มาตรา ๑๒๑ ซึ่งไม่ได้กําหนดไว้ ถ้าสมาชิกเหลือไม่ถึงร้อยละ ๘๕ จะประชุมไม่ได้ และจะไปขัดกับ มาตรา ๑๔๑ ซึ่งก็ไม่ได้กําหนดอีกว่าเมื่อเขาพ้นสภาพไปแล้วคนที่จะถูกเลือกเข้ามาใหม่ ควรจะอยู่ได้เพียงเท่าตําแหน่งที่เหลือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือว่าเขาจําเป็นต้องลาออก ก่อนกําหนด อาจจะ ๑ วัน อาจจะ ๑ สัปดาห์ เพื่อให้พ้นจากสภาพของการที่จะหมดสมาชิกภาพ เมื่อครบ ๓ ปี แล้วมีเวลาอีก ๙๐ วัน เพื่อกลับไปเลือกกันเองหรือได้รับการสรรหาเข้ามาใหม่ เพราะถ้าเขาปฏิบัติงานต่อหรือเราเรียกว่าคล้าย ๆ เป็นรักษาการนะคะ คือโดยคนทั่วไป เราจะกําหนดในอีกมาตราหนึ่ง ดิฉันก็เร็ว ๆ นี่ก็จะดูไม่ทันนะคะ ในมาตรานั้นจะบอกว่า เขาสามารถที่จะปฏิบัติต่อจนกว่าชุดใหม่จะมา ซึ่งก็ใช้เวลาอีกถึง ๙๐ วัน ซึ่งในกรณีนี้จะทําให้เกิดกรณีการตีความตามแง่กฎหมายว่าเขาต้องลาออกก่อนกี่วัน และเมื่อ ลาออกแล้วจึงจะลงไปรับการสรรหาหรือเลือกกันเองกลับมาใหม่ ซึ่งเชื่อแน่ว่าส่วนใหญ่ ก็กลับมาอีก ก็เกิดกรณีฟ้องร้อง ยื่นฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่ากลุ่มนี้ขาดคุณสมบัติ เพราะไม่ลาออกก่อน หรือถึงลาก่อนออกก่อน ๖ ชั่วโมงก็ตาม กลุ่มใหม่มาก็ต้องทํางาน เท่าที่เหลือคืออีก ๖ ชั่วโมงหรืออีก ๑ วัน หรืออีก ๗ วันที่เขาลาออกก่อนใช่หรือไม่ อันนี้ก็เป็นไป ตามวรรคสามของมาตรา ๑๒๖ ดิฉันขอเวลาท่านประธานอีกนิดหนึ่งเพื่อแสดงเหตุผล ในวรรคนี้ว่าความไม่ชัดเจนตรงนี้มันก่อให้เกิดผลของการปฏิบัติงานของสมาชิกวุฒิสภา จํานวน ๑๐๖ คนที่เหลืออยู่ในช่วงนั้นว่าเขาควรจะประชุมเพื่อทําหน้าที่ได้ตามปกติหรือไม่ หรือเขาควรจะไปปฏิบัติตามมาตรา ๑๔๑ คือจะประชุมได้เพียง ๓ อนุมาตรา เช่น การประกาศ สงคราม การแต่งตั้งองค์รัชทายาท การสืบราชสมบัติ การแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการเท่านั้น แต่กรณีอื่น ๆ โดยเฉพาะการพิจารณาร่างกฎหมายไม่ควรจะประชุมหรือพิจารณา ผ่านกฎหมายด้วยจํานวน ส.ว. ที่เหลืออยู่เพียงร้อยละ ๕๐ เศษ ๆ เพราะมันไม่ครบองค์ประชุม ร้อยละ ๘๕ ที่กําหนดไว้ในอีกมาตราหนึ่ง และทําให้ความน่าเชื่อถือในช่วงนั้นของ ๙๐ วัน ที่ให้ ส.ว. ที่เหลือปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความหละหลวม ไม่รอบคอบ เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ที่ท่านมีเจตนาอยากให้เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งดิฉันคิดว่าไม่มีความจําเป็นในความต่อเนื่อง ทุกชุดของสมาชิกวุฒิสภาที่เข้ามาเขาสามารถทําหน้าที่ปฏิบัติงานได้ทันทีค่ะ ภายในเวลา ๑ สัปดาห์ หรืออย่างมาก ๑ เดือน ปรับตัวแป๊บเดียว ไม่จําเป็นต้องมีชุดเก่ามาเหลือไว้ ให้ครึ่งหนึ่งเพราะก่อให้เกิดความแตกแยกและก่อให้เกิดความไม่เข้ากัน ไม่สมานฉันท์ ดังที่ปรากฏมาในอดีต ดิฉันวิงวอนขอให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓๖ ท่าน ได้กรุณาพิจารณาข้อนี้อย่างเข้มงวด และขอวิงวอนสมาชิกทั้ง ๒๐๐ กว่าคนกรุณาแปรญัตติ ให้ตัด (๔) มาตรา ๓๐๘ ออกจากบทเฉพาะกาลนี้ก็จะเป็นพระคุณสําหรับประชาชนชาวไทย อย่างยิ่งค่ะ ขอบพระคุณค่ะ