เขมทัต สุคนธสิงห์ หารือเรื่องการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหา และการปฏิรูปกฎหมายที่มีความขัดแย้ง โดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษาเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างและระบบการศึกษาให้ดีขึ้น
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ผม นายเขมทัต สุคนธสิงห์ ๐๒๕ นะครับ จะพูดเรื่องภาค ๔ การปฏิรูปเพื่อลด ความเหลื่อมล้ํานะครับ ผมคิดว่าปัญหาที่เราจะต้องมาทําปฏิรูปนี้ก็เป็นปัญหาที่เรารู้ ๆ กัน อยู่ก็คือเรื่องคอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ํา ความยากจน ความแตกแยก สิ่งเหล่านี้จะคงเป็น ปัญหาของสังคมไทยตราบเท่าที่การศึกษาไม่ได้พัฒนาคนให้รู้จักคิดชอบ เห็นชอบ สังคมก็จะ ขัดแย้ง แม้แต่ในรัฐสภาที่อ้างว่ามีสมาชิกที่มีเกียรติก็จะกลายเป็นที่ต่อสู้แบบอนารยชน ก็คือทะเลาะเบาะแว้งกันดังที่เห็นในหลายประเทศ คนไทยส่วนใหญ่ยังใช้ความเชื่อ ไม่ชอบใช้วิธี คิดวิเคราะห์ แต่ชอบใช้ความเห็น ไม่ใช้ข้อเท็จจริง ดังนั้นในการอภิปรายที่เรากําลังทํากันอยู่ครั้งนี้ แม้จะถูกวาทกรรมว่าเป็นพิธีกรรม แต่ก็ถือว่าเป็นพิธีกรรมที่เปิดโลกทัศน์ให้แก่ประชาชนไทย ที่สนใจที่จะแก้ปัญหาของชาติเรา การศึกษาพัฒนาปัญญา จิตใจถือเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่ม คุณภาพของคน แต่ในปัจจุบันนี้ในประเทศไทยเรากลับเป็นการลงทุนเพื่อเอากระดาษ เอารูป ไปติดไว้ที่บ้าน การจัดการเรียนการสอนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่เก็บค่าเล่าเรียนนั้นต่างกันนะครับ ในประเทศที่เจริญแล้วสถานศึกษาไม่เก็บค่าเล่าเรียนเท่านั้น แต่ว่าการศึกษาภาคบังคับของเรา จําเป็นที่จะไม่ให้ประชาชนมีค่าใช้จ่าย ส่วนภาคอุดมศึกษานั้นทําได้อย่างมากก็เพียงไม่เก็บ ค่าเล่าเรียนครับ เราคงต้องปรับกระบวนความคิดให้เป็นวิทยาศาสตร์ อยากจะให้กําลังใจ ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน เราทําโจทย์ที่คิดกระบวนการแก้ไขความเหลื่อมล้ําทุจริตที่ปรากฏชัดเจน ซึ่งเราตอบโจทย์ แต่ก็มีคนบอกว่าเราไม่ตอบโจทย์ แล้วก็มาพูดกันถึงเรื่องวิธีการเลือกตั้ง ที่ผมเคยอภิปราย ไปแล้วว่าวิธีที่จะแก้ได้ก็คือ ต้องกําจัดธุรกิจการเมืองเท่านั้น เราคงต้องปฏิรูป ให้ภาคเศรษฐกิจเป็นตัวนํา ความร่วมมือของรัฐ เอกชน ชุมชนสําคัญมากครับ ต้องแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ก่อน ในกระบวนการปฏิรูปครั้งนี้ยังให้ทางออกในการแก้เศรษฐกิจ น้อยเกินไป ในมาตรา ๒๘๓ มาตรา ๒๘๗ และมาตรา ๒๙๒ ในเรื่องของการปฏิรูปการเงิน การคลัง เรื่องปฏิรูปสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจมหภาคยังมีข้อติดขัด เพราะว่ายังมีกฎหมายควบคุม กํากับดูแลกิจกรรมที่ไม่สมเหตุสมผลต้องปรับปรุง แล้วก็การปฏิรูปกฎหมายที่มีความขัดแย้ง อันเนื่องมาจากในอดีตการออกกฎหมายต่าง ๆ นั้นเป็นแนวทางที่ข้าราชการแต่ละกระทรวง ผลักดันออกมาเพื่อให้ทํางานควบคุมได้ง่าย ดังนั้นจึงควรจะทําเป็นอนุมาตราเหมือนเช่น ของทางการศึกษาเป็น (๑๒) อันนี้ก็อยากจะขอเรียนให้ไปเพิ่มนะครับ ในเรื่องของการศึกษานั้น จําเป็นต้องพูดเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตนะครับ เพราะว่าสังคมเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไม่อย่างนั้นเราจะตามไม่ทัน ในการปฏิรูปครั้งนี้เราได้ปฏิรูปความคิดที่จะพัฒนาคน สร้างพลเมือง เพาะต้นกล้า ดูแลทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คือการเพาะต้นกล้า ก่อนวัยเรียน ก็คือการอนุบาล วัยเรียนระดับประถม มัธยมคือการประคับประคอง ทั้งหมดนี้จะต้องให้การดูแล อย่างเต็มที่ ให้ปุ๋ย รดน้ําพรวนดิน เมื่อออกดอก ออกผล แล้วจบการศึกษาระดับอุดมศึกษา แล้วก็ต้องดูแลต่อ เพราะฉะนั้นความจําเป็นของการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อไม่ให้คนสูงวัย ได้กลายเป็นภาระของสังคม ในทางกลับกันสามารถสร้างประโยชน์ให้สังคม ต้นไม้ตัดทิ้งได้ คนฆ่าทิ้งไม่ได้ การศึกษาในระบบสถานศึกษาที่ผ่านมานั้นเป็นกระบวนการการดึงคน ที่มีความสามารถ คนเก่งจากชนบทแล้วไม่กลับลงไปพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง การเรียนรู้ ตลอดชีวิตนั้นจะต้องปรับวิธีการทําหลักสูตร เพื่อให้ทุกคนได้อาศัยและพัฒนาถิ่นกําเนิด แผ่นดินนี้ทําประโยชน์ การเรียนในห้องเรียนคงไม่พอ เราพูดถึงการเรียนหน้าที่ศีลธรรม ธรรมะเป็นหลักวิทยาศาสตร์ เป็นตรรกะ ดังนั้นวิธีการคิดแบบวิทยาศาสตร์หมายถึงพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง จึงจําเป็นมากกว่าการท่องจํา และเด็กนี้จะไม่ยอมเรียนวิทยาศาสตร์เลยถ้าให้ไปท่องจํา เพราะฉะนั้นหน้าที่ศีลธรรมจะต้อง เรียนด้วยการปฏิบัติจนเป็นนิสัย จากข่าวที่ปรากฏในปัจจุบันก็จะเห็นว่าแม้กระทั่ง มหาวิทยาลัยชั้นนําของโลกก็มีการโกงข้อสอบ การโกงข้อสอบในประเทศไทยนั้นก็มีมา ตลอดเวลา แน่นอนครับ คนมีทั้งดีและไม่ดี คนดีน่าจะมีมากกว่าแต่ถ้าเราไม่วางกติกาให้ดี คนดีก็จะถูกชักนําให้เปลี่ยนแปลงไป เหมือนอย่างที่สังคมประเทศเราประสบมาตลอด ๒๐ ปีนี้
อีกอย่างหนึ่งนะครับ การแข่งขันกันจนเป็นเหตุให้เกิดการกวดวิชาและสร้าง ความไม่เป็นธรรมในสังคม การฝากเด็กเข้าเรียนก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ํา ต้องยกเลิกวิธีการ คัดเลือกผู้เข้าเรียนใหม่ทั้งหมดนะครับ หลักการปฏิรูปก็คือการปรับโครงสร้างและระบบ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาจําเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้าง ที่ผ่านมานั้น โครงสร้างไม่เหมาะสม ถึงแม้ทางกระทรวงศึกษาธิการจะพยายามปฏิรูป แต่ก็ยังอยู่ ในกระบวนการความคิดเดิม โครงสร้างมีปัญหามากมายนะครับ การแบ่งเป็นแท่ง แบ่งเป็น อาณาจักร ศูนย์รวมอํานาจ การบริหารบุคคลอยู่ที่ส่วนกลางทําให้เกิดความเหลื่อมล้ํา ทุจริต งบประมาณไม่ลงไปที่ผู้เรียน ทั้ง ๆ ที่มีงบมากมาย หลายท่านได้พูดไปแล้วนะครับ เรื่องระบบปรับวิทยฐานะ ดูจากกระดาษ ดูจากผลงาน เรื่องของการประมวลผลก็ใช้รายงาน เป็นหลัก ทําให้เกิดการบิดเบือนและกล่าวโทษ ทัศนคติของคนทํางานก็จะอ้างว่าทําตาม กฎหมายโดยไม่ได้คํานึงถึงข้อเท็จจริงที่ปฏิบัติได้เลยสับสนไปหมดนะครับ พ.ร.บ. การศึกษา ที่ผ่านมาก็ไม่ได้เลวร้ายนะครับ แต่ไม่ได้รับการปฏิบัติการบริหารที่แบ่งเป็นอาณาจักร ก็เหมือนปลูกต้นไม้กันคนละต้น ใส่ปุ๋ยกันคนละอย่างก็จําเป็นต้องปรับเปลี่ยน จากที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาได้ออกไปฟังความคิดเห็นก็เห็นพ้องว่าจะต้องรื้อใหม่ ทั้งหมดนะครับ ดังนั้นในการปฏิรูปครั้งนี้ต้องปรับกระบวนความคิดใหม่ ปรับให้เห็นชอบ ดําริชอบ พูดชอบ พูดกันดี ๆ เราต้องกลับมาตั้งต้นอย่างมีสติ ระลึกชอบ มุ่งมั่นชอบนะครับ เราคงต้องสร้างคนให้เก่งคนเก่งในการเข้าใจความคิด สื่อสารให้คนเข้าใจ สุดท้ายเรื่องของ ที่จะตั้งเป็นสภาติดตามการปฏิรูปนั้นผมคิดว่าคงไม่จําเป็น ถ้าเผื่อเราทํากระบวนการ การปฏิรูปให้ดี ใครมาทําก็ต้องทําตามที่เราคิด ขอบพระคุณครับ