สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘

สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง หารือเรื่องการเป็นแชมป์แบดมินตันเอเชียนและความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ประชาชนเป็นพลเมืองที่มีรายได้เฉลี่ย 40,000 บาทต่อปี ภายในปี 2575 และมีความรู้ความสามารถพื้นฐาน โดยเสนอระบบการเงินที่ชัดเจน เพื่อให้รัฐธรรมนูญสามารถติดตามการบริหารประเทศของพรรคการเมืองหรือนักการเมืองได้

นายสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง

กราบเรียนท่านประธาน ผม สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง หมายเลข ๒๑๙ ครับท่านประธาน ก่อนอื่นท่านประธานมีข่าวดีมาบอกพวกเราทุกคนนะครับ ตอนนี้น้องเมของเราได้แชมป์ (Champ) แบดมินตันเอเชียนะครับ การเป็นแชมป์จําเป็น จะต้องมีความมุ่งมั่นนะครับท่านประธาน เรากําลังจะเดินไปข้างหน้า ผมว่าเป็นตัวอย่างที่ดี สําหรับประเทศไทยถ้าเราจะเดินไปข้างหน้าในโลกนี้อย่างงามสง่า เราก็ต้องมุ่งมั่น ผมเชื่อว่า ในสภาแห่งนี้ของเราก็มีความมุ่งมั่นนะครับท่านประธาน ส่วนที่ ๔ ภาค ๔ ของเรา เป็นภาคที่สําคัญมาก มันจะเป็นตัวที่สรุปงานของ สปช. ทั้งหมดครับท่านประธาน เพี่อที่จะผ่าน ให้มีการดําเนินการต่อไปข้างหน้า เราคงต้องช่วยกันคิดให้มันดี ให้มันละเอียดว่าจะส่งอะไรต่อไป มีการพูดถึงเรื่องยุทธศาสตร์ชาติเอาไว้หลายที่แล้วก็มีการยกตัวอย่าง ซึ่งท่านเจษฎาเพิ่งพูดไป เรื่องเกี่ยวกับตัวอย่างของประเทศต่าง ๆ หลาย ๆ ประเทศ ท่านพลเดชก็พูดถึงเรื่องตัวอย่าง ของอินโดนีเซียเป็นต้น แล้วก็ประธานกลุ่มเศรษฐกิจท่านสมชัยกับท่านเกริกไกร ก็ได้พูดถึงเป้าหมายที่จะทําให้ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนของผมอยากจะขอย้ํา ในเรื่องของการเป็นประเทศพัฒนาแล้วนี้ว่ามันสําคัญอย่างไรนะครับ เดี๋ยวขอสไลด์เลยนะครับ

อันที่ ๑ ก็คือว่าผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับกลยุทธ์ของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องการที่จะทําให้ประชาชนเป็นพลเมือง จะทําอย่างไรให้ประชาชน เป็นพลเมือง ประชาชนจะต้องเป็นคนกําหนดทิศทางในอนาคต แล้วก็ถือเป้าของการพัฒนา ประเทศอยู่ในมือของประชาชน อย่างนั้นละครับประชาชนถึงจะเป็นใหญ่นะครับ เป้าอะไรล่ะ ที่จะให้ประชาชนเขาถือนะครับ คุณสมบัติที่จะเป็นเป้าได้นี่นะครับ ข้อ ๑ มันต้องง่าย ชัด จับต้องได้ ผมเอาแค่ ๓ ข้อนี้ ผมถึงเสนอว่าเราเอาเป้าที่มันชัด ง่าย แล้วก็จับต้องได้นี้ ไปขายให้ประชาชน ให้ประชาชนเขาถือตรงนี้เป็นเจ้าของ แล้วประชาชนเขาจะเป็นใหญ่ รัฐบาลก็จะอ่อนลงไปเอง ผมเข้าใจว่าซีกที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์คิดเอาไว้นี่คือไม่ใช่ทําให้ รัฐบาลอ่อน แต่ทําให้อํานาจการต่อรองของคู่ต่อสู้นี่สูงขึ้น ซึ่งท่านวินัยได้พูดเอาไว้เมื่อวานนี้ ถ้ามันมีการต่อรองที่เข้มแข็งขึ้นนี่เป้าของเรามันก็สามารถที่จะสําเร็จได้ตามจุดประสงค์ของ คณะร่าง แล้วก็ของพวกเราทุก ๆ คนนะครับ ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วนี่คืออะไร รายละเอียดของมัน ตัวอย่างไม่ใช่ทั้งหมด แต่เป้าที่มันจะเป็นอะไรที่มันถูกใจคนก็คือ ๑. ให้ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยคนละไม่ต่ํากว่า ๔๐,๐๐๐ บาท ภายในปี ๒๕๗๕ อย่างนี้ มันจับต้องได้ ต้องไม่มีคนจน อันที่ ๒ คือคนที่จนที่สุดเขาต้องมีรายได้ไม่ต่ํากว่าเดือนละ ๑๕,๐๐๐ ตอนนี้ ๔,๓๐๐ บาทนะครับ เพิ่มไปประมาณ ๓ เท่า อีก ๑๕ ปีทําได้ไหม ผมว่าก็น่าจะทําได้ มันก็พอจะจับต้องได้นะครับ จะทําอย่างนี้มันต้องมีอะไรบ้าง ก็ต้องมีอุปกรณ์ ต่าง ๆ นะครับ โครงสร้างพื้นฐานเอยอะไรเอยเราก็ต้องให้มันพร้อมเพื่อที่จะไปสู่เป้าตัวนี้ ให้ได้นะครับ นอกจากนั้นประชาชนก็ต้องมีความรู้ความสามารถ พื้นฐานเลย ไม่ใช่เรื่อง การศึกษาอย่างเดียวแล้วนะครับ เรื่องการเงินที่ท่านไพบูลย์ได้พูดถึงมาหลายครั้งแล้วนะครับ เรื่องการที่จะมีความเข้าใจทางด้านคอมพิวเตอร์ก็สําคัญ พวกนี้เป็นเคพีไอได้หมด ต้องลด คอร์รัปชันของท่านประมนต์ อันนี้ก็เป็นเคพีไอ เราไม่ต้องมีสํานักงานตรวจเลยนะครับ ต่างประเทศก็ตรวจเราอยู่เป็นประจําอยู่แล้ว อันนี้คือเคพีไอที่มันจับต้องได้นะครับ มันมีเรื่อง อื่นที่ผมลิสต์ (List) เอาไว้นะครับ ทําอย่างไรถึงจะเอาตรงนี้ขึ้นมาเป็นเป้า ถ้าเรารับตรงนี้ เป็นเป้าปุ๊บนี่สิ่งที่เราต้องทําต่อไปนี่คือว่าเราจะเอามากําหนดมันอยู่ในรัฐธรรมนูญของเรา ต่อไปได้อย่างไร ตอนนี้เท่าที่ผมเห็นในส่วนที่ ๒ ของภาค ๔ เรามีพูดถึงประเด็น อันนี้ผม เทียบเรื่องต่าง ๆ ที่อยู่ในหมวดเกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งมีอยู่ ๑๔ มาตรา ด้วยกันนะครับ แล้วก็มีเรื่องของปฏิรูปที่เราทํากันอยู่ ๑๖ เรื่องด้วยกันนะครับ มันก็สอดคล้องกันหมด แสดงว่าในภาค ๒ ที่เราพูดถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี่มันเป็น โครงสร้างทั้งหมด แล้วเราก็พูดถึงว่าอะไรมันเร่งด่วน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันยังขาดเป้าว่าเราจะ ปฏิรูปนี่ ไปหาอะไร ไปเพื่ออะไร ถ้าเราไปดูแต่ละมาตราแล้วเราตั้งคําถามบอกว่าเอาล่ะ เรื่องการศึกษาจะทําให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วนี่จะต้องทําอย่างไรบ้าง อย่างนั้นมันถึงจะชัดนะครับว่ามันสอดคล้องกับเป้าหมายที่เรากําลังจะเดินไปนะครับ ทําอย่างไรการศึกษาถึงจะทําให้ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยคนละ ๔๐,๐๐๐ บาทต่อปีภายในอีก ๑๕ ปีข้างหน้า มันต้องชัดขนาดนั้นนะครับมันถึงจะส่งต่อไปเป็นชิ้นเป็นอันแล้วไปคุยกับ คนเขาได้นะครับ ทีนี้จะส่งต่อไปนี่มันมีเรื่องของสถาบัน ผมขอเสนอว่าอย่างนี้ คือผมไม่ค่อย เห็นด้วยกับการมีสถาบันสภานะครับ เพราะว่ามันจะรุ่มร่าม แล้วก็มีหลายสภาอยู่แล้ว คือคนที่จะมานั่งทําเรื่องนี้ต่อไปนี่จะต้องเป็นองค์กรอิสระ เป็นเลิศทางวิชาการ เป็นเลิศทาง วิชาการระดับนานาชาติคือมันดีที่สุดละครับ คือเอาความรู้ เอาความสามารถจากที่อื่น ทั้งเอกชน ทั้งรัฐบาลจากที่อื่นนะครับ องค์กรระหว่างประเทศที่เขามีหยิบมาครับ เอามาช่วย ทําให้ประเทศไทยเราพัฒนา ประเทศอื่นเขาก็ทํากันหมดนะครับ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ที่เขาทํากันมาตัวอย่างที่เราเห็น ๆ กันนี่มันไม่ได้ทํากันคนเดียว มันต้องเอาที่อื่น เอาที่ดีที่สุด นี่มาช่วยนะครับ งบประมาณการทํานี่จัดสรรมาเลยเป็นสัดส่วนของจีดีพี (GDP) ตอนแรก อาจจะน้อยก็ได้นะครับ ทําองค์กรอิสระประมาณคล้าย ๆ กับที่เราทํากับไทยพีบีเอส (Thai PBS) นี่นะครับ ให้เขามีเงิน ให้เขามีอํานาจในการที่จะใช้เงิน องค์กรอิสระตัวนี้ ไม่ต้องใหญ่นะครับ แต่มีทรัพยากรในการที่จะจ้างแล้วก็ดึง มีการประสานงานดึงเอารีซอร์ส (Resource) ที่มันสําคัญ ๆ เอามาใช้ มีกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่เกิน ๒๐ คนมาให้ ไดเรคชัน (Direction) มาให้นโยบาย แล้วก็มีทั้งจากภาครัฐและเอกชนโดยเฉพาะภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นกลไกสําคัญในการที่จะดําเนินการพัฒนาประเทศต่อไปนะครับ รายงานต่อสภากับ รัฐบาลด้วย และที่สําคัญอย่างยิ่งก็คือต้องรายงานให้ประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ ว่าตอนนี้ เดินไปขนาดไหนแล้วของเป้านะครับ ผมมีโครงสร้างเอาไว้ดูคร่าว ๆ ตรงนี้สถาบันยุทธศาสตร์ชาติมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แล้วเป็นองค์กรอิสระเป็นเซนเตอร์ ออฟ เอคเซลเลนท์ (Center of excellent) จริง ๆ ในเรื่องของความรู้แล้วก็พัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ มีไดนามิคนะครับ แผนที่เราตั้งไว้ เป้าที่เราตั้งไว้รีวิวได้ตลอดเวลา แต่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายใน ปี ๒๕๗๕ มันเป็นเป้า ที่ค่อนข้างจะไดนามิคมันกว้างพอ แต่ขณะเดียวกันมันก็สามารถที่จะทําให้เราโฟกัส ทําให้เรา สามารถที่จะเล็งลงไปให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเรา เห็นด้วยกับพวกนี้ ผมก็คิดว่าสิ่งที่เราต้องทํานอกจากที่จะต้องมีการไปรีออร์แกไนซ์ (Reorganize) คือปรับส่วนที่ ๒ แล้วก็ในหมวด ๒ ของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นให้มัน สอดคล้องนะครับ มีเรื่องบางเรื่องที่ตอนนี้มันมีอยู่แล้วที่อยู่ใน ๑๕ หัวข้อยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของเราที่มีอยู่ ขณะเดียวกันจะเห็นเลยว่า ๒-๓ เรื่อง ซึ่งมันเป็นเรื่องสําคัญมากที่จะทําให้ ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วซึ่งยังไม่ได้รวมอยู่ อย่างเช่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน คําว่า โครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่เฉพาะถนนหนทาง แต่ระบบราชการ ระบบอะไรต่าง ๆ มันต้องมีมาด้วยนะครับ ทําไมผมถึงบอกว่ามันยังไม่ชัด เพราะว่าลองเขียน เอาไว้แต่เราไม่มีเป้า พอไม่มีเป้าก็เลยไม่ชัด แต่ถ้าเราพูดถึงว่าเราจะเป็นประเทศ ที่มันพัฒนาแล้วของพวกนี้มันต้องมีครบ แล้วก็มีการตรวจสอบได้นะครับ

อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องระบบการเงิน ตอนนี้เรื่องที่สําคัญที่สุดที่จะทําให้คนจน หรือรวยได้คือเรื่องการเงิน ผมว่าตัวนี้ต้องเป็นไพรออริตี (Priority) นอกจากเรื่องสหกรณ์ ท่านประธานข้อเสนอของผมก็คือว่าเราควรจะเอามารีออร์แกไนซ์ตรงนี้ใหม่ แล้วก็เปลี่ยน ภาค ๒ ให้มันชัดเจนมากขึ้นเพื่อจะเอารัฐธรรมนูญตัวนี้ออกมา แล้วคนอ่านเข้าใจ แล้วก็เอาไปเป็นเจ้าของ แล้วก็เอาเป็นเครื่องมือในการติดตามพรรคการเมือง หรือนักการเมือง หรือรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศว่าเขาทําไปถึงไหนแล้ว ถ้าทําไม่ได้ ก็ให้ออกไปนะครับ อย่างนั้นเลย ผมก็มีข้อเสนอเท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน