เอกชัย ศรีวิลาศ พูดถึงการเปลี่ยนแปลงและความขัดแย้งในประเทศไทยที่เกิดขึ้นทุกๆ 20 ปีตั้งแต่ปี 2475 และบอกว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ผล จะมีความขัดแย้งอีกในอนาคต เขาเรียกร้องให้ประชาชนปรองดองกัน ไม่แบ่งฝ่ายหรือพรรคพวก และเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ และเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้กับคณะกรรมการอิสระ
บรรยากาศแห่งการปรองดองเริ่มแล้วครับ ผม พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒๔๘ ผมว่าความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในปัจจุบัน ถ้าเผื่อเราจะดูว่าความขัดแย้งรุนแรงขนาดไหน ผมก็ไปดู จากการที่เราถูกประเมินจากองค์กรระหว่างประเทศ ชื่อว่าจีพีไอ (GPI) ขออนุญาต ภาษาอังกฤษ โกลบอล พีซ อินเด็กซ์ (Global Peace Index) เขาได้ประเมินความสงบสุข ของประเทศไทย ผมติดตามดูตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ เราอยู่ลําดับที่ ๑๐๗ พอปี ๒๕๕๖ เราอยู่ลําดับ ที่ ๑๑๘ พอปีที่แล้วเราอยู่ลําดับที่ ๑๒๖ แสดงว่าความรุนแรงมันเพิ่มขึ้น ความเลวลง ในการขัดแย้งมันก็มากขึ้น อีกหน่วยงานหนึ่งเขาประเมินเราว่ามีความเสี่ยงก่อการร้าย ประมาณเท่าไร เมื่อ ๔ ปีที่แล้วเราอยู่ลําดับที่ ๑๓ มาปีที่ผ่านมานี้เราอยู่ลําดับที่ ๑๐ ครับ เสี่ยงต่อการก่อการร้ายด้วย ทีนี้มาดูแล้วการจัดการความขัดแย้ง ผมจะมองสามมิติ คือมิติเชิงป้องกัน แก้ไข แล้วก็ฟื้นฟูเยียวยาหรือปรองดองอะไรที่เรากําลังจะทํา ในการจัดการ ความขัดแย้งต้องทําด้วยการมีสมาธิและสติมาก แล้วก็จะต้องไม่อคติ แล้วผมคิดว่าต้องใช้ศาสตร์ มากกว่าศิลป์ ผมพยายามจะดูรัฐธรรมนูญว่า เราต้องสร้างให้เกิดการอยู่ร่วมกันมากกว่าการแข่งขัน
แล้วก็อีกประการหนึ่งก็คือต้องสร้างพื้นที่ให้ฝ่ายรัฐ ฝ่ายการเมือง ฝ่ายประชาชน สามารถอยู่ร่วมกันได้ ผมก็ดูในรัฐธรรมนูญต่าง ๆ มา ก็มี แล้วก็บางทีอาจจะมีน้อยไป หรือเปล่าบางที่ ยกตัวอย่างเช่น ผมเคยอภิปรายในครั้งที่แล้วว่า ในมาตรา ๑๖๖ มาตรา ๒๗๓ มาตรา ๓๐๑ ที่จะให้มี ๑ ใน ๓ ของสมาชิกที่สามารถที่จะลงมติไม่ไว้วางใจหรือร้องศาลฎีกา หรือว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็ท่านบอกว่ารวมตัวกันในมาตรา ๑๒๐ ได้ ๔ ใน ๕ ก็คือหมายความว่า พรรคฝ่ายค้านจะมี ๑ ใน ๕ เพราะฉะนั้นไม่ต้องทําอะไรหรอกครับ พรรคฝ่ายค้านนี้ถูกซื้อคนเดียวก็ทําอะไรไม่ได้แล้ว ผมจึงขอเปลี่ยนในมาตรา ๑๒๐ น่าจะเป็น ฝ่ายค้านน่าจะมี ๑ ใน ๔ อย่างน้อยมากกว่า
อีกประการหนึ่ง ผมดูแล้วว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฝากข้อสังเกตเอาไว้ด้วย มีสมาชิกบอกว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ในมาตรา ๓๕ (๑๐) ได้เขียนไว้ว่าให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาถึงความจําเป็นและความคุ้มค่า ที่จะต้องมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นโดยอาศัยอํานาจตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่จําเป็นต้องมี ให้พิจารณามาตราที่จะให้ดําเนินการของงานองค์กรดังกล่าว เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อันนี้สําคัญยิ่งเลย ต้องไปเขียนในเจตนารมณ์ให้ดี มิฉะนั้นก็อาจจะเบี่ยงเบนไปได้ แล้วก็อาจจะมีปัญหาในอนาคตต่อไปด้วย ตอนนี้ถึงความขัดแย้ง ในประเทศไทย มีมานานหรือยัง ผมเห็นท่านก็พูดกันเยอะแยะมากมายว่ามีมา ๑๐ ปีแล้ว และไม่ใช่ครับ มีมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นไป ผมจะพิสูจน์ให้ทราบว่าทําไมเป็นอย่างนี้ มีการเปลี่ยนแปลงและมีความขัดแย้งรุนแรงทุก ๆ ๒๐ ปี ตั้งแต่ ๒๔๗๕ ก็จะมี ปี ๒๔๙๐ ถึงปี ๒๔๙๕ แล้วมาถึง ปี ๒๕๑๖ ปี ๒๕๓๕ แล้วก็มาปีนี้เป็นรอบปีที่ ๒๐ ในรอบที่ ๓ ก็คือ ปี ๒๕๕๕ ที่เรากําลังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วเชื่อมั่นได้ว่าถ้าเผื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ออกมาและการปฏิบัติ การยึดตามรัฐธรรมนูญไม่เกิดผล เราก็คงไปเจอกันในปี ๒๕๗๕ ต่อไปด้วย ซึ่งผมก็ไม่เจอแล้วนะครับ ขอบคุณครับ
แล้วในส่วนของความขัดแย้งที่ผมบอกว่าเกิดขึ้นผมมีสิ่งที่พิสูจน์ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันขึ้นครองราชย์ ปี ๒๔๘๙ บรมราชาภิเษก ปี ๒๔๙๓ บรมราชาภิเษกได้เพียง ๕ เดือน ท่านดูพระราชดํารัสของพระองค์ท่าน ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้ปรากฏตลอดว่าชาติใดเสื่อมสูญย่อยยับอับปางไปก็เพราะประชาชาติ ขาดสามัคคีธรรม แตกแยกเป็นหมู่คณะ เป็นพรรคเป็นพวก คอยเอารัดเอาเปรียบ ประหัตประหารซึ่งกันและกัน บางพรรคบางพวกถึงกลับเป็นไส้ศึกให้ศัตรูมาจู่โจมทําลายชาติตน เหมือนปัจจุบันไหมครับ นี่คือเกิดเมื่อปี ๒๔๙๓ หลายท่านยังไม่ได้เกิดเลย ผ่านมาปี ๒๕๓๕ ท่านก็ตรัสว่า ปัญหาของวันนี้ไม่ใช่ปัญหาของการบัญญัติหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกวันนี้ คือความปลอดภัย ขวัญดีของประชาชน ซึ่งเดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วไปทุกแห่งทุกหนมีความหวาดระแวง ว่าจะเกิดอันตราย มีความหวาดระแวงว่าประเทศชาติจะล่มจมโดยที่จะแก้ไขลําบาก และอีกวรรคหนึ่งท่านตรัสว่าจะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วใครจะชนะ ไม่มี ทางอันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดคือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานคร แล้วจะมี ประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะเวลาอยู่บนกองปรักหักพังเหล่านี้ อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น
ในส่วนการปรองดองผมก็มองเห็นว่า ถึงจะมี ๒ มาตรา ผมเห็นกําหนดไว้ ในมาตรา ๒๗๗ ว่าหลักการระยะเวลาที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ที่ให้มีคณะกรรมการ สร้างความปรองดองตามหลักการตรงนี้ ๕ ปี ผมคิดว่า ๕ ปีนี้คงไม่มีทางแก้ปัญหาได้ แล้วก็มี ประชามติต่อได้อีก ๕ ปี ผมก็คิดว่ายังแก้ปัญหาไม่ได้ ไม่ควรจะกําหนดไว้แค่นี้ ผมเชื่อแน่ว่า อีก ๒๐ ปีก็แก้ปัญหาไม่ได้ ผมจะเรียนทุกท่านในที่นี้เลยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา ท่านไม่ต้องทําอะไรเลยวันนี้ ท่านเริ่มแก้ปัญหาอีก ๑๐ ปียังแก้ไม่หมดเลย แล้วนับประสาอะไร ที่ท่านกําหนดไว้นี้ ไม่ต้องครับ ปล่อยให้ลอยตัวอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วก็เปลี่ยนไปทุก ๕ ปี ให้มีการลงมติก็จะลงไป ผมคิดว่ามันจะสามารถแก้ปัญหาอันนี้ได้ตลอดไป
ในมาตรา ๒๙๘ ที่มอบอํานาจคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ ควรให้มีอํานาจหน้าที่และท่านกําหนดไว้นั้น ผมขออนุญาตเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับว่ามีอํานาจ ในการที่จะเรียกให้ผู้ขัดแย้งหรือฝ่ายต่าง ๆ เข้ามาร่วมในการพูดคุยกัน ต้องมีอํานาจหน้าที่ ตรงนี้ด้วย เพราะว่าบางประเทศเขามีอํานาจตรงนี้ ถ้าเผื่อไม่เข้ามาพูดคุยไม่สามารถ ไปฟ้องร้องต่อศาลได้ ขออนุญาตเพิ่มตรงนี้
แล้วก็ขออนุญาตอีกส่วนหนึ่งก็คือในมาตรา ๑๗๙ ที่มีการกําหนดเอาไว้ว่า การบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดําเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งรวมถึงนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
พอมามาตรา ๒๘๔ (๑) ท่านเขียนเอาไว้แค่การบริหารราชการแผ่นดิน และจัดสรรงบประมาณต้องดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาวและแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่ใช่ครับ ต้องเพิ่มไปว่า ในแผนระยะยาวซึ่งรวมถึงนโยบาย ความมั่นคงแห่งชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย ถึงจะครอบคลุมทั้งหมด
อันสุดท้าย ในมาตรา ๑๑๔ ที่ท่านเขียนว่า อายุของสภาผู้แทนราษฎร มีกําหนดคราวละสี่ปีนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง
ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร จะมีการควบรวมพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มิได้
แต่พอไปดูในมาตรา ๑๖๘ ในเจตนารมณ์ท่านเขียนไว้อย่างนี้ครับ
กรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองที่มิได้ร่วมเป็นรัฐบาล เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี เป็นรายบุคคล ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาในกรณีที่พรรครัฐบาลยุบรวม ควบรวมกับพรรคการเมืองอื่น เพื่อให้พรรคฝ่ายค้านมีเสียงในสภาน้อยจนไม่สามารถขอเปิดอภิปรายไว้วางใจได้ มันขัดแย้งกันเองครับ ขอบคุณมากครับ