เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อภิปรายความสำคัญของหมวด ๓ ภาค ๔ มาตรา ๒๙๗ และ ๒๙๘ เรื่องการสร้างความปรองดอง โดยเน้นย้ำว่าเป้าหมายของรัฐธรรมนูญคือการปฏิรูปและปรองดองควบคู่กัน ซึ่งการปฏิรูปที่แท้จริงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย
ท่านประธาน ท่านเพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ผมจะใช้เวลาไม่มากนะครับ พูดถึงหมวด ๓ ภาค ๔ มาตรา ๒๙๗ และมาตรา ๒๙๘ เรื่องการสร้างความปรองดองนะครับ ผมขอเกริ่นนําว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๓๖ คนอาจจะมีความขัดแย้งกันในหลายเรื่อง บางเรื่องก็ใหญ่ บางเรื่องก็เล็ก บางเรื่องก็ยังต้องจัดการต่อไป บางเรื่องก็ตกผลึกร่วมกันได้ แต่เรื่องหนึ่ง ที่เห็นร่วมกันมาตั้งแต่ต้นไม่เปลี่ยนแปลงเลย คือรัฐธรรมนูญนี้มีเป้าหมายที่จะทําให้บ้านเมืองปฏิรูป และปรองดอง เราได้พูดเรื่องการปฏิรูปกันไปหลายชั่วโมง แต่ว่าเรื่องปรองดองนั้นก็สําคัญ ไม่น้อยกว่าการปฏิรูป เพราะการปฏิรูปที่แท้จริงนั้นในความเห็นของพวกกระผมนั้น หมายถึงการต้องตบมือ ๒ ข้าง ไม่ใช่ข้างเดียว ก็คือจะต้องปรองดองด้วย
ในมาตรา ๒๙๗ และมาตรา ๒๙๘ มีสาระสําคัญแรกสุดก็คือให้มี คณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งแก้ไขความขัดแย้ง สร้างความรัก ความสามัคคีให้เกิดขึ้นระหว่าง สีเหลืองกับสีแดง หรือจะเรียกสีแดงกับสีเหลืองก็ได้ หรือสีแดง สีเหลือง แล้วก็ฝ่ายที่ ๓ ด้วยก็ได้ แต่ท่านสมาชิกครับมันอาจจะขยายไปถึงความขัดแย้งใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ยังได้ไม่ได้จํากัดตัวเองให้หมายถึงเฉพาะการที่จะแก้ไขความขัดแย้งระหว่างสีเหลืองกับสีแดง เท่านั้น อาจจะขยายไปจนถึงความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ ประชาชน กับประชาชนด้วยกันในเรื่องความขัดแย้งที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ป่า ทะเล ต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดมาแล้วให้ได้ผลตามที่ต้องการที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ขณะเดียวกัน ก็คํานึงถึงประโยชน์ของประชาชนที่ควรจะได้รับการตอบสนองที่ถูกต้องด้วย หรืออาจจะขยายไป จนถึงผู้ที่เดือดร้อนหรือว่าเสียหาย หรือสูญเสียจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ ก็ยังได้ แต่ว่าขอกลับมาที่เรื่องหลักของคณะกรรมการชุดนี้ ก็คือเป็นเรื่องความขัดแย้ง ระหว่างสีเหลืองกับสีแดง คณะกรรมการชุดนี้พยายามที่จะสร้างสรรค์ที่สุด ใช้นวัตกรรม ให้มากที่สุด ที่ผมใช้คําว่าต้องมีนวัตกรรมมากที่สุดเพราะว่าบทเรียนที่เราได้จากต่างประเทศ นี่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกาใต้ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมัน ไม่ว่าจะเป็นรวันดา ไม่ว่าจะเป็นศรีลังกา เป็นบทเรียนที่ว่าด้วยการสร้างความปรองดองหลังจากที่มีการชนะกันแล้ว สงครามสิ้นสุดแล้ว มีผู้ชนะแล้ว สร้างความปรองดองระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้ แต่ความขัดแย้ง ความแตกหัก แล้วก็ความนองเลือดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมันไม่มีผู้แพ้ ไม่มีผู้ชนะ และเราก็ไม่ปรารถนา ที่จะเห็นผู้แพ้ ผู้ชนะก่อนแล้วจึงจะเริ่มปรองดอง จึงเริ่มหาข้อเท็จจริง จึงเริ่มสํานึกผิด จึงเริ่มเมตตา จึงเริ่มให้อภัย แต่ของเราจะต้องสร้างความปรองดองโดยไม่มีผู้แพ้ ผู้ชนะ ไม่มีผู้พิชิต และไม่มีผู้ที่ย่อยยับ และมันยังยากอีกอย่างก็คือว่าในทั้ง ๒ ฝ่าย หรือ ๓ ฝ่ายที่ขัดแย้งกันนั้น ล้วนแต่คิด หรือส่วนใหญ่ก็คิดว่าตนถูกอีกฝ่ายผิด ตนเสียเปรียบ อีกฝ่ายได้เปรียบ ตนมีหลักการ อีกฝ่ายไม่มีหลักการ ตนคือขาว อีกฝ่ายคือดํา ผมคิดว่าสิ่งที่ทั้ง ๒ ฝ่าย หรือ ๓ ฝ่าย ก็ตามต่อสู้ขัดแย้งกันนั้นก็ยอมรับว่าหลายอย่างก็มีมูล หลายอย่างก็มีข้อเท็จจริง หลายอย่าง ก็ฟังได้ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเรานอกจากที่จะต้องพยายามสามัคคีกันแล้วต้องให้เกียรติ กับทั้ง ๒ ฝ่าย หรือ ๓ ฝ่าย ต้องมองกันในแง่ดี ต้องหัดคิดให้เหมือนคู่ปรปักษ์หรือคู่ขัดแย้ง ของเราบ้าง คณะกรรมการที่จะมาสร้างความปรองดองนั้นเป็นคณะกรรมการอิสระ ๑๕ คน ไม่ใช่ลูกน้องของรัฐบาล ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐสภา ไม่ได้เป็นราชการปกติ แล้วก็อยู่แค่ ๕ ปี ประกอบด้วยคนกลาง ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้รู้ถึงความขัดแย้งในอดีตตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ จนถึงปี ๒๕๕๗ มีประสบการณ์ในการแก้ไขความขัดแย้ง และที่สําคัญมีคนยอมรับนับถือ โดยนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คนที่จะรับผิดชอบตั้งก็คือนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็คือฝ่ายที่ ๓ พอจะเรียกอย่างนั้นได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เป็นปรปักษ์กัน ที่จะเป็นคนตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้น แต่รายละเอียดยังต้องว่ากันอีกทีหนึ่ง แล้วก็คนตั้งนี้ ก็ไม่ใช่จะตั้งได้ตามใจชอบ จะต้องระมัดระวัง มีคุณสมบัติที่ในกฎหมายลูกจะเขียนเอาไว้ ที่จะต้องคํานึงถึงในการตั้ง ๑๐ ท่านซึ่งเป็นคนกลาง ส่วนอีก ๕ ท่านก็จะเป็นผู้ที่มาจาก ความขัดแย้ง เป็นผู้ที่เป็นผู้นําอยู่ในความขัดแย้ง หรือจะเป็นผู้ที่ไม่ยอมรับว่าตัวเอง อยู่ในความขัดแย้ง แต่ปรารถนาที่จะแก้ไขความขัดแย้งแต่ว่าเป็นที่ยอมรับจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้เข้ามาทํางาน แต่มาทํางานด้วยหมวกใบใหม่ ซึ่งจะไม่คิดถึงแต่ประโยชน์ของฝ่ายตนหรือความห่วงใยของ ฝ่ายตนที่ตนสังกัดหรือที่ตนเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น เพื่อจะมาร่วมกับอีก ๑๐ ท่านช่วยกัน แก้ปัญหาแล้วก็อยู่ได้แค่ ๕ ปีเท่านั้นเองอีกนะครับ คณะกรรมการอิสระนี้จะต่อยอด ทางความคิด ทางข้อมูล ทางประสบการณ์ จากคณะกรรมการ จากนักวิชาการ จากรัฐสภา จากรัฐบาลที่ได้ศึกษาวิเคราะห์เรื่องความขัดแย้ง สาเหตุที่มานี้นะครับ เป็นเอกสารกองโต เราจะไม่ศึกษาอะไรเพิ่มอีกมากนักนะครับ แต่จะต่อยอดจากความรู้ ข้อสังเกต ข้อแนะนํา ต่าง ๆ เหล่านั้น แล้วหาวิธีแก้ไขมาเสนอรัฐบาล เราจะเอาประสบการณ์จากต่างประเทศด้วย ต้องคํานึงถึงหลักการสากลด้วย แต่ขณะเดียวกันก็จะต้องเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทยของเราด้วย คณะกรรมการอิสระจะเป็นคนกลาง จะเป็นเวที จะเป็นสมอง จะเป็นหัวใจในการผนึก กําลังสร้างสรรค์ ๒ ฝ่ายหรือทุก ๆ ฝ่าย ซึ่งท่านประธานครับ ผมเองได้ดําเนินการพูดคุยกับ หลาย ๆ ฝ่ายที่ขัดแย้งกัน ทั้งที่อยู่ในระดับนํา ระดับกลาง ๆ และระดับล่างมามากพอสมควร ก็พอจะกล่าวให้เพื่อนสมาชิกได้มั่นใจได้ว่าเห็นทางออก เหมือนที่คุณหมอชูชัย เห็นทางออก ของบ้านเมือง ผมเองก็เห็นทางออกนะครับ หากรัฐธรรมนูญของเราไม่กีดกันฝ่ายใดให้ออกไป จากอํานาจสิ้นเชิง ไม่ขโมยชัยชนะของฝ่ายใด ซึ่งรัฐธรรมนูญของเราผมก็ย้ําว่าแทบจะไม่มี ฝ่ายแพ้ ฝ่ายชนะ มันจะเป็นการชนะตามสัดส่วนได้คะแนนมากก็ชนะมาก ได้คะแนนน้อย ก็ชนะน้อยนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็มีความมั่นใจเมื่อมารวมกับรายละเอียดต่าง ๆ ของ คณะกรรมการอิสระนี้แล้วนะครับ บ้านเมืองก็น่าจะกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ในเวลาที่ไม่ช้ามากนัก คณะกรรมการอิสระนี้จะเยียวยา ฟื้นฟู เยี่ยมเยือนครอบครัว จะไปตามโรงพยาบาล คุก ตะราง ซึ่งผมเองก็มีโอกาสได้ไปเยี่ยมคุก ตะราง ได้พบกับผู้ที่เสียหาย ผู้ที่ถูกคุมขัง ผู้ที่ต้องสูญเสียกระทั่งครอบครัวในระหว่างที่ติดอยู่ในคุก ผู้ที่จําคุกมาแล้ว ๓ ปี ๙ เดือน แล้วก็เหลือจะจําคุกต่อไปอีก ๙ ปี ๓ เดือนต่าง ๆ เหล่านี้ พิการ ตาบอด ก็มีอยู่หลายรายมาก รวมทั้งฟื้นฟูด้านจิตใจของผู้ที่เสียหาย ญาติมิตร คนรักที่เหลืออยู่ แล้วก็ให้การเยียวยา ทางเงินตราด้วยนะครับ แม้กระทั่งต้องหาที่เรียน ที่ทํางานต่าง ๆ ให้กับลูกหลานของผู้ที่สูญเสีย หรือผู้ที่เสียชีวิตไปนะครับ ท่านผู้มีเกียรติครับ ท่านเพื่อนสมาชิกครับ คณะกรรมการอิสระนี้ ยังจะต้องจัดให้มีการศึกษา จัดให้มีการศึกษาครั้งใหญ่ในสังคม ในหลาย ๆ ระดับ ในหลาย ๆ รูปแบบ ทําให้เรื่องรู้รักสามัคคีเป็นอุดมการณ์ เป็นค่านิยมชุดใหม่ ให้คนที่ต่างกัน เถียงกัน ประชันขันแข่งกันได้ตามระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่แตกหัก ไม่ทําลายล้าง ไม่รุนแรง สันติสุข น่าจะต้องเป็นค่านิยมใหม่อีกค่านิยมหนึ่งที่พวกเราจะต้องช่วยกันเผยแพร่ ให้เป็นที่ยึดกุม ของประชาชน นอกจากนั้นคณะกรรมการอิสระอาจจะเสนอให้ตราพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ เสนอนี้ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเสนอเองได้ อย่างที่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วง ก็ขออย่าได้เป็นห่วงเลย ก็เป็นพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษซึ่งขอพระราชทานอภัยโทษจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้ล่วงละเมิดพระราชอํานาจแน่นอนนะครับ และในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่เรากําลังใช้อยู่ขณะนี้ รัฐธรรมนูญที่กําลังร่างอยู่ขณะนี้ ก็ล้วนแต่ระบุบัญญัติเอาไว้ทั้งสิ้นว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจที่จะอภัยโทษนะครับ ไม่มีวิธีการอื่นนะครับ แล้วก็ในการที่จะตราพระราชกฤษฎีกาให้รัฐบาลเพื่ออภัยโทษ ก็ต้องโทษมาถึงที่สุดแล้ว มีการรับโทษแล้ว แล้วก็สํานึกผิดต่อคณะกรรมการอิสระนี้นะครับ และต่อราชการตามปกติด้วย ไม่ได้ต่างจากกรณีอื่น ๆ เลย เพราะฉะนั้นก็เป็นการอภัยโทษที่คํานึงถึงหลักนิติธรรมด้วย ไม่ใช่อภัยโทษสุ่มสี่สุ่มห้า หรือว่าส่งเดชแบบที่เราทั่วไปอาจจะเป็นห่วงกันอยู่นะครับ แม้แต่พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ก็อาจจะเกิดได้ แต่ในรูปของความคิดเห็นที่เสนอต่อรัฐบาล และรัฐบาลจะต้องเป็นคน ตราขึ้นมาเป็นพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม แต่ว่าเราเองไม่มีอํานาจที่จะออกพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมได้ เสนอรัฐบาลก็ยังไม่ได้ รัฐบาลต้องตราเอง ไม่เหมือนกับพระราชกฤษฎีกา อภัยโทษ ซึ่งเราสามารถตราขึ้นมาได้แล้วก็ให้รัฐบาลและรัฐบาลก็ต้องเป็นผู้รับสนอง พระบรมราชโองการ นั่นก็เป็นสาระอย่างสั้น ๆ ของมาตรา ๒๙๗ และมาตรา ๒๙๘ แต่ว่าท่านสมาชิกครับ สิ่งที่สําคัญที่สุดก็อยู่ที่ว่าพรรคฝ่ายต่าง ๆ ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่เวลานี้ รวมทั้ง สปช. ของเราด้วยว่าจะมีวัฒนธรรมที่จะมุ่งมั่น ที่จะฟันฝ่าวิกฤติต่อไปได้อย่างไร ผมก็อยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วคนไทยเราเคยฝ่าวิกฤติมาแล้วอย่างมหัศจรรย์หลายต่อหลายครั้ง วิกฤติที่เรากําลังประสบอยู่เวลานี้ก็คือวิกฤติเรื่องความปรองดอง วิกฤติในเรื่องความสามัคคี ผมก็เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือของ สปช. จะทําให้เราฝ่าวิกฤติได้ด้วยความร่วมมือของ พรรคฝ่ายต่าง ๆ ของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เราจะต้องฝ่าวิกฤติออกไปให้ได้นะครับ จริง ๆ แล้ว บรรพบุรุษของเราเคยนําชาติฝ่าวิกฤติไปได้หลายครั้งอย่างมหัศจรรย์นะครับ เช่นในสมัย ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ เราเป็นไม่กี่ประเทศในโลกตะวันออกที่เอาตัวรอดจากอาณานิคมฝรั่งได้ ที่ตั้งของประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้านซ้ายก็อังกฤษ ด้านขวาก็ฝรั่งเศส ด้านเหนือก็อังกฤษ ด้านใต้ก็อังกฤษ แต่ว่าเราสามารถเอาตัวรอดมาได้ อย่างน่าพิศวง ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผมคิดว่าวิกฤตินี้หนักกว่าวิกฤติที่เรากําลังเผชิญอีกนะครับ เราเอาตัวรอดจากญี่ปุ่นได้อย่างไร ญี่ปุ่นเข้าที่ไหนที่นั่นตายกันเป็นพันคน เป็นหมื่นคน เป็นแสนคน แต่เราเอาตัวรอดจากญี่ปุ่นได้ แล้วก็ยังเอาตัวรอดจากสัมพันธมิตรได้ ญี่ปุ่นแพ้ แต่เราไม่ได้แพ้ตามญี่ปุ่น เราเอาตัวรอดมาได้อย่างไร มันน่าพิศวง ในสงครามเย็นซึ่งประเทศ รอบบ้านของเราเข้าสู่สงครามแล้วกลายเป็นสงครามร้อนหมด แต่เรายังรักษาความเป็น สงครามเย็นไว้ได้นะครับ เราไม่ถลําลึกเข้าไป จึงทําให้เรามีโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่าง ยาวนานต่อเนื่องร่วม ๓๐ ปี ๔๐ ปี นับว่าเป็นความสําเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของผู้นํา ของประชาชน ของกลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่ในเมืองไทย นอกจากนั้นเรายังได้ฝ่าวิกฤติสงครามกลางเมือง กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาได้อย่างไร ท่านที่อายุมากพอสมควรคงจําได้ว่า สมัยก่อนเมืองไทยเกินกว่ากึ่งหนึ่งมีการต่อสู้ด้วยกําลังอาวุธทั้งสิ้น พอตกเย็นไม่ต้องไปไหนละครับ ถนนหนทางไม่ต้องไปใช้กันอย่างทุกวันนี้นะครับ อันตราย หยุดเสาร์อาทิตย์ไม่ได้ไปเที่ยว ต่างจังหวัดหรอกครับ เพราะว่ามันไม่ปลอดภัยที่จะไป แต่ในที่สุดเราสามารถแก้ปัญหานั้นได้ สามารถทําให้ประเทศคืนสู่ความสุข สงบ สันติได้อย่างน่าพิศวง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวิกฤติ ที่เรากําลังเผชิญอยู่นี้ เราในฐานะที่เป็น สปช. ก็ดี เป็นกรรมาธิการก็ดี เราคงไม่มีสิทธิที่จะทํา อะไรอย่างอื่นนอกจากจะต้องฟันฝ่าไป นอกจากที่เราจะต้องร่วมกับฝ่ายนําในสังคมที่จะต้อง ฟันฝ่าไป แล้วก็ร่วมกับประชาชนที่เราอยู่ใกล้ชิดหรือที่เราเชื่อมสัมพันธ์อยู่ด้วยพากันไป คงไม่สามารถที่จะมอบให้เป็นภาระของคนอื่นได้ ท่านที่เคารพครับ เรารอดจากวิกฤติต่าง ๆ มาได้มากมายจนกระทั่งกลายเป็นลักษณะประจําชาติ แต่ผมกลัวเหลือเกินว่าเราจะสูญเสีย ลักษณะประจําชาตินี้ กลัวมากว่าความมืดมน ความอับจน ความท้อแท้จะเข้ามาอยู่ในจิตใจ ของพวกเรา ผมจึงอยากจะเรียกร้องพวกเราว่าเราจะต้องฟันฝ่าไป แน่นอนบางส่วนอาจจะ พระสยามเทวาธิราชช่วยคุ้มเกล้าปกเกศพวกเราเอาไว้นะครับ แต่ว่าท่านครับ พระสยามเทวาธิราช จะช่วยคนที่ช่วยตัวเองเท่านั้น บรรพบุรุษของเราได้ทําอะไรทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว พระสยามเทวาธิราชก็โปรด พวกเราก็เหมือนกันครับเราต้องทํา เพราะฉะนั้นจึงอยากที่จะให้พวกเราที่อยู่ในที่นี้มีส่วนที่จะช่วยให้คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญคิด หลายอย่างยังไม่มีรายละเอียด ที่ท่านวันชัยถามว่าสมัชชาพลเมืองคืออะไร อย่าว่าแต่ท่านจะงง ผมเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร เพราะฉะนั้นผมเองก็ร่วมโง่ด้วยอีกคนหนึ่ง แต่ว่าเราทุกคนก็เรียนรู้ด้วยกัน คุณสมสุขเองก็คงไม่ได้เข้าใจเสียทั้งหมด แต่ว่าเราไม่ใช่เข้าใจ อะไรหมดและเราถึงร่าง ก็เรียกว่างม ตอนไหนต้องงมก็งม ตอนไหนมีไฟฉายส่องก็ต้องใช้ ไฟฉายส่อง เรื่องที่เราทํานั้นมันสําคัญมากจนไม่สามารถที่จะรอให้เข้าใจก่อนแล้วถึงจะมาทํา เพราะฉะนั้นผมก็ต้องยอมรับว่ามาตรา ๒๙๗ มาตรา ๒๙๘ นี้พยายามที่คิดออกมาอย่างนี้ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความตั้งใจ ด้วยความพยายามที่จะทําให้บ้านเมืองฝ่าวิกฤติได้ ผมก็มีสั้น ๆ แต่เพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ