สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘

พอพล มณีรินทร์ ระบุปัญหาการศึกษาในประเทศไทยและขอให้กระทรวงศึกษาธิการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อให้การศึกษามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเมืองที่เข้มแข็งและองค์กรการตรวจสอบที่เข้มแข็ง เพื่อให้แน่ใจว่าประเทศไทยมีการเมืองที่ดี และไม่ทำให้ระบบอ่อนแอ

พลเอก พอพล มณีรินทร์

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านประธานและท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพทุกท่าน เพื่อนสมาชิกครับ ผม พลเอก พอพล มณีรินทร์ สมาชิกสภาปฏิรูป หมายเลข ๑๕๓ ซึ่งท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่า เราใช้เวลามาวันนี้วันที่ ๗ ท่านที่น่าเห็นมากที่สุดคือท่านประธานของเรา พวกเรายังพอที่จะ ลุกออกไปข้างนอกได้บ้าง ท่านประธานที่เคารพมีอยู่ ๒ ท่านก็หมุนเวียนกันอยู่ เพราะฉะนั้น ท่านก็เป็นบุคคลที่ต้องได้รับกําลังใจมากที่สุด เช่นเดียวกับท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมเองนั้นได้ขออภิปรายในภาค ๔ หมวด ๒ ส่วนที่ ๒ ซึ่งเน้นเกี่ยวกับการศึกษา ซึ่งจริง ๆ แล้ว ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติท่านมีความรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ท่านเคยปรารภว่าจริง ๆ แล้ว ท่านจะเข้ามาให้ข้อคิดเห็น แต่ด้วยเวลาท่านคงมีอย่างจํากัด เพราะท่านอยู่ในวงการศึกษา มาเกือบตลอดชีวิต อย่างไรก็ตามในการที่ผมเองนั้นและเพื่อนสมาชิกได้ให้คําแนะนํา แล้วก็วิจารณ์อภิปรายทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญกับบางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องนั้น ผมถือว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง ท่านครับพวกเรานั่งอยู่ที่นี่ก็คือผลผลิตของ การศึกษาที่จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ในอดีตไปจนถึงปัจจุบัน ผมยังอยากให้พวกเรา ได้ให้ความเชื่อมั่นว่ากระทรวงศึกษาธิการนั้นเป็นองค์กรที่มีความใหญ่แล้วก็เกี่ยวพันกับ วิถีชีวิตตั้งแต่ปฐมวัยจนกระทั่งที่เขาพูดว่าสู่เชิงตะกอนนะครับ จริง ๆ แล้วในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เราร่างอยู่ปัจจุบันนี้ก็มีมาตราที่เกี่ยวข้องอยู่ประมาณ ๕ มาตรา ซึ่งประกอบด้วย มาตรา ๓๔ มาตรา ๕๑ มาตรา ๘๗ และสิ่งสุดท้ายคือมาตรา ๒๘๖ เกี่ยวกับการปฏิรูปทุก ๆ เรื่องในด้านต่าง ๆ จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ถึง ๕ มาตรานั้น ก็ล้วนที่จะเกี่ยวพัน เกี่ยวข้องกันโดยตรง ผมขออนุญาตนําคําแถลงนโยบายของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งท่านได้แถลงก่อนที่จะทําหน้าที่ ณ สภาแห่งนี้ ผมขออนุญาตท่านประธาน ขออนุญาตใช้สไลด์แล้วก็เอกสารบางประการ ขอเชิญเจ้าหน้าที่ สไลด์ที่ ๑ ครับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้พูดไว้ว่าการปฏิรูปการศึกษาอยู่ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ จะทําอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ต้องพัฒนาเรียนรู้ให้สามารถพัฒนาตนเอง ด้วยความคิดและสติปัญญาด้วยตนเอง แต่ต้องเสริมความคิดรับฟังปัญหาการพัฒนาทุกช่วงวัย มีศีลธรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยิ่งสําคัญ สิ่งที่สําคัญคือการอ่านหนังสือเพื่อเป็น การเพิ่มความรู้ เพิ่มวิสัยทัศน์ แนวความคิดจัดระเบียบตนเอง นี่คือส่วนหนึ่งที่ท่านแถลงไว้ เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๗ จะเห็นได้ว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้อง ต่างก็ให้ความสําคัญในการจัดการศึกษา จนกระทั่งท่านได้ตั้งซูเปอร์ บอร์ด (Super board) ขึ้น ท่านประธานครับ คงยังจําได้ว่ากระทรวงศึกษาธิการนั้นได้ปฏิรูปครั้งใหญ่เมื่อปี ๒๕๔๐ เหตุผลในการปฏิรูปนั้นก็คงจะทราบกันอยู่ ได้ปรับโครงสร้างขนาดใหญ่ จาก ๑๔ กรม มาเหลืออยู่ประมาณ ๕ แท่ง ที่เราเรียกกันอยู่ปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นแท่งการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา การอุดมศึกษาและอื่น ๆ ประมาณ ๕ แท่งผลการศึกษาเป็นอย่างไรครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านอธิการบดีสมเดชได้กล่าวไปแล้วว่าเราแพ้ประเทศเพื่อนบ้านใน ระดับอุดมศึกษา ผมเชื่อว่าอาจจะเป็นการชี้วัดหรือวัดจากเกณฑ์หรือตัวชี้วัดบางประการ แต่โดยรวมแล้วผมยังเชื่อ มิฉะนั้นแล้วเราจะไม่มีแพทย์ที่เชี่ยวชาญ เราจะไม่มีวิศวะที่เก่งกาจ เราจะไม่มีอาชีพสถาปนิก แม้กระทั่งกิจการปิโตรเลียม ซึ่งปัจจุบันนี้เราก็มีผู้เชี่ยวชาญอยู่เป็นจํานวนมาก เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเชื่อว่า ไม่ทราบว่าในการประเมินนั้นเขาประเมินเรื่องอะไร อย่างไรนะครับ อย่างไรก็ดี เราก็มักจะพูดอยู่เสมอว่าเด็กปัจจุบันนี้อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ก็เป็นปัญหาหนัก คุณครูในกระทรวงศึกษาธิการก็ขวัญเสียเหมือนกันว่า เราสอนลูกศิษย์ไปอย่างไร ระบบการบริหารจัดการเป็นอย่างไร โดยเฉพาะขั้นพื้นฐานที่ท่านเลขาฯ กมล ซึ่งท่านเป็น สมาชิก สปช. อยู่ที่นี่ด้วย ท่านก็ใจดีครับ ใครจะเอาอะไร ใครจะเสนอข้อคิดเห็นอย่างไร ท่านก็กรุณารวบรวมไปทั้งสิ้น และปัจจุบันนี้ท่านก็ยังปฏิรูปอยู่ ขออนุญาตนําข้อมูลมากล่าว ว่าตัวเลขที่เราสํารวจแล้วว่าอัตราการรู้หนังสือของผู้ใหญ่ เมื่อปี ๒๐๑๒ เราอยู่ที่ ๙๓.๕ เปอร์เซ็นต์ อัตรารู้หนังสือของประชากรชายไทย อายุระหว่าง ๑๕-๒๕ ปี อยู่ที่ ๙๘.๒ เปอร์เซ็นต์ อัตรารู้หนังสือของประชากรหญิงอยู่ที่ ๙๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจากการที่ กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบอยู่ประมาณ ๑๒ ล้านคนนะครับ ซึ่งเราสามารถแบ่งออกเป็น ขั้นอุดมศึกษา อยู่ที่ประมาณ ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน หรือเกือบถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ขั้นพื้นฐาน อยู่ที่ประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน ส่วนอาชีวศึกษาอยู่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คน ในขั้นพื้นฐานนั้น เรามีโรงเรียนรับผิดชอบอยู่ถึงประมาณ ๓๐,๐๐๐ โรงมีอัตราครูอยู่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ท่าน จริง ๆ แล้วในส่วนนี้เองก็มีต่างชาติ ตัวอย่างเช่นไม่ปรากฏสัญชาติ อยู่ประมาณ ๓๗,๐๐๐ คน และประเทศเพื่อนบ้านอยู่ฝั่งตะวันตกของเราอยู่ประมาณ ๕๖,๐๐๐ คน จะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้มาเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการทั้งสิ้น หลังจากที่ปฏิรูปแล้วก็จะมี พ.ร.บ. ที่มาเกี่ยวข้องอยู่ถึง ๕-๖ พ.ร.บ. การศึกษา ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ครับ ตอนนั้นเราก็ได้หลักสูตร ในปี ๒๕๔๐ เราก็มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี ๒๕๔๒ ซึ่งปัจจุบันได้แก้ไขมาแล้วเมื่อปี ๒๕๔๕ สิ่งที่น่าจะเป็นอุปสรรคหรือสิ่งที่มีเพื่อนสมาชิกได้ขอแก้ไข ก็คือพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ส่วนอีก ๒-๓ เรื่องนั้นก็เป็น พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่าการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการนั้น มีระเบียบกฎเกณฑ์ค่อนข้างที่จะชัดเจน ปัจจุบันนี้ดูเสมือนจะเป็นอุปสรรคในการ จัดการศึกษาทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นก็เลยจะมีงานแก้ไข จริง ๆ แล้วการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นส่วนสําคัญยิ่งในการที่จะทําให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น จริง ๆ แล้วการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะเป็นขั้นพื้นฐานของการที่จะไปต่อที่อาชีวศึกษา จะไปต่อที่อุดมศึกษา เพราะฉะนั้นผมจึงให้ความสําคัญของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผมก็ได้คุยกับเพื่อนสมาชิก อยู่หลายท่านว่าปัจจุบันนี้ทราบว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยท่านเลขาธิการกมลนั้น ท่านก็ได้ มีการปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่นปัญหาครูขาด ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ท่านก็ได้ดําเนินการอยู่ ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน จริง ๆ แล้วก็จะมีอีกส่วนหนึ่ง คือกลุ่มพหุวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ตะเข็บชายแดน พื้นที่สูง ชุมชนเมืองและชายขอบ ชาวเล แม้กระทั่งคนในป่า สิ่งเหล่านี้ปัจจุบันมีสิทธิที่เราจะต้องให้การศึกษาตามรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ แต่อย่างไรก็ตามการจัดการศึกษาซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการนั้น บางครั้ง ก็เกินขีดความสามารถ เราจึงพยายามที่จะให้องค์กรเอกชน หรือส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา อย่างไรก็ตามในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ ก็ได้ตั้งคณะทํางานขึ้นมาอีก ๓ คณะ ประกอบด้วยคณะทํางานการศึกษา ขั้นพื้นฐาน เพื่อจะตอบสังคมว่าต่อไปนี้ลูกหลานเขาจะอ่านออกเขียนได้ไหม เขาจะมีความรู้ไหม เขาจะถูกต่อว่าอีกหรือไม่ คณะกรรมการการศึกษาเรื่องกลุ่มอาชีวศึกษา ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็มีท่านอาจารย์เขมทัตอยู่ตรงนั้นด้วย แล้วก็เพื่อนสมาชิกอีกหลายท่าน กรรมการอุดมศึกษา ก็มีท่านอาจารย์เปรื่อง มีอาจารย์อีกหลายท่านที่อยู่ ณ ที่นี้เป็นกรรมการ เพราะฉะนั้น เราจะนําเรื่องการบริหารจัดการเป็นวาระการปฏิรูป วาระการคลัง การศึกษา วาระการเรียนรู้ ลงไปในแท่งทั้ง ๓ แท่ง หรือ ๔ แท่ง แม้กระทั่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งท่านอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกําธร รับผิดชอบ ก็จะลงไปในรายละเอียดต่อจากนี้ไป ซึ่งก็จะทําให้ผู้ที่เป็นผู้ปกครองหรือญาติ ได้สบายใจว่าสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการกําลังดําเนินการอยู่นั้น กับสิ่งที่สมาชิกสภาปฏิรูป ดําเนินการอยู่นั้นเราคู่ขนานกันไปแล้วก็ประสานงานกันอย่างใกล้ชิด โดยมีท่านอาจารย์ ประภาภัทรและอาจารย์อีกหลายท่าน ท่านอาจารย์อมรวิชช์ไปร่วมในการดําเนินการ สิ่งเหล่านี้ ก็ขอให้พวกท่านได้สบายใจได้ ส่วนการศึกษานั้นผมคงจะกล่าวเท่านี้ เพราะว่า เพื่อนสมาชิกได้กรุณากล่าวไปเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นในรายละเอียดของการศึกษา ขั้นอุดมศึกษาก็ดี ขั้นอาชีวศึกษาก็ดี ขั้นพื้นฐานก็ดี เราจะมีคณะทํางานเพื่อที่จะปฏิรูป ส่วนเพื่อนสมาชิก ท่านสมาชิกทั้งหลายที่จะมีข้อคิดเห็นอย่างไร เราก็น้อมรับ ในส่วนที่ ท่านกรรมาธิการได้กรุณาร่างไว้ในสิ่งที่จะปฏิรูปในมาตรา ๒๘๖ นั้น ก็คิดว่าน่าจะเพียงพอ ยังไม่ทราบว่า ๕ ปีจะทําทันหรือไม่

ผมขออนุญาตให้ความเห็นในเวลาที่เหลือนี้ ผมขออนุญาตให้ความเห็น เกี่ยวกับเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญครับ จริงอยู่ครับ ร่างรัฐธรรมนูญนั้นทุกคนให้ความสนใจ ซึ่งเราเรียนมาตั้งแต่เด็กว่ารัฐธรรมนูญคือการปกครอง หรือกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการ ปกครองประเทศ เราจะเห็นได้ว่าตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ก็ยังมีแนวความคิดที่ค่อนข้างที่จะ เห็นคล้อยต้องกัน ก็คือต้องการเห็นประเทศชาติเราเจริญก้าวหน้า แต่อย่างไรก็ตาม มีบางเรื่องที่ท่านผู้อาวุโสมีประสบการณ์ ก็จะให้ข้อคิดว่าบางเรื่องไม่ตรงกับหลักการ หลักวิชาการ ผมขออนุญาตลงไปในรายละเอียด

ในภาค ๑ ซึ่งผมจะมาพูดในมาตรา ๗๘ มาตรา ๑๗๙ และมาตรา ๒๘๔ ซึ่งท่านยงยุทธ สาระสมบัติ ได้กรุณาชี้แจงไปแล้วว่าจะต้องมีการแก้ไขโดยการแปรญัตติ ซึ่งในเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทั้งสิ้น ซึ่งยุทธศาสตร์แล้วเป็นเรื่องจําเป็นสําคัญ ตามที่ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้กล่าวมาแล้วหลายท่าน

มาตรา ๗๙ อันนี้เพื่อนสมาชิกได้ฝากมานะครับว่า ในมาตรา ๗๙ นั้น เราได้เอาเรื่องของรัฐจะต้องจัดกําลังทหารเข้ามารวมกับรัฐต้องมีหน้าที่ในการที่จะดําเนินการ อื่น ๆ ในการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย ขออนุญาตเจ้าหน้าที่สไลด์ กลับไปที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ครับ ในปี ๒๕๔๐ นั้นเราแยก ๒ เรื่องนี้ออกจากกัน รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต แล้วก็ในมาตรา ๗๒ ก็เขียนรัฐบาลจะต้องจัดให้มีกําลังทหารออกมาจากกันอย่างเด่นชัด พอมาปี ๒๕๕๐ นํา ๒ เรื่องนี้มารวมกัน เช่นกันครับ ในปี ๒๕๕๘ ที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้นํา ๒ ภารกิจนั้นมารวมกัน ซึ่งเสมือนว่าจริง ๆ แล้วในภารกิจมาตรา ๗๑ ตามปี ๒๕๔๐ นั้นมันเป็นหน้าที่ของพลเมืองทุกคนที่ต้องช่วยกัน ต้องดําเนินการพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช และบูรณภาพแห่งอาณาเขต ส่วนกําลังทหารนั้นก็จัดมา ตามภารกิจในมาตรา ๗๑ และเพิ่มเติมด้วยการพัฒนาประเทศ เมื่อนํา ๒ มาตรามารวมเป็น มาตราเดียวมันดูทําให้เสมือนว่าเป็นหน้าที่ของทหารแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งตรงนี้ไม่ทราบว่า ความมุ่งหมายของคณะกรรมาธิการต้องการจะให้เป็นเช่นนั้น หรือต้องการที่จะเห็นว่า มันคล้ายกันจึงนํามารวมกัน ผมขออนุญาตว่าตรงนี้ช่วยฝากไปพิจารณาด้วย

ในภาค ๒ ตั้งแต่มาตรา ๗๘ ถึงมาตรา ๙๕ ในหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมเห็นด้วยทุกอย่างครับ ผมพยายามไปศึกษาของปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ ปรากฏว่า ในปี ๒๕๕๐ เขาได้แบ่งเป็นส่วน ๆ นอกจากภาค จากภาคมาเป็นหมวด หมวดมาเป็นส่วน ส่วนมาเป็นตอน เพราะฉะนั้นในปี ๒๕๕๐ เขาเขียนเป็นส่วน ๆ ไว้ ซึ่งทําให้ง่ายต่อการ อ่านครับท่านคณะกรรมาธิการ แต่อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าท่านกรรมาธิการคงมีเหตุผลว่า ทําไมไม่ใส่ส่วนไว้เพื่อให้อ่านได้ง่าย ผมได้รับแจ้งว่ามีบางส่วนมีแค่มาตราเดียวท่านครับ มาตราเดียวก็มีความจําเป็น เพราะฉะนั้นตรงนี้เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านผมเชื่อว่าน่าจะจัดส่วน ผมขอเสนออย่างนั้น แม้กระทั่งเรื่องนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในเรื่องการพัฒนาระบบราชการไทย หรือที่ ก.พ.ร. รับผิดชอบอยู่ ผมอ่านดูแล้วทุกมาตราใน ๓๑๕ มาตรา ไม่ได้มีเขียนไว้ว่า ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาระบบราชการไทยซึ่ง ก.พ.ร. รับผิดชอบอยู่นั้น ซึ่งเราก็มี การปฏิญาณทุกวันสําคัญ ๆ ว่าข้าราชการต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนที่ดีนั้นไม่ได้ถูกเขียนไว้ เลยครับ อันนี้ผมขอเสนอว่าควรจะต้องมี

ในหมวด ๓ ในเรื่องรัฐสภา ที่มาของ ส.ส. ของ ส.ว. ผมคงไม่รังเกียจครับที่มา ของ ส.ส. หรือ ส.ว. อย่างไร แต่ผมได้รับฟังจากผู้ที่มีความรู้ในอดีตว่าถ้า ส.ว. ได้กําหนด หน้าที่ให้ชัดเจนมันจะระบุถึงที่มาว่าที่มาควรมาจากอย่างไร แต่ที่มานั้นไม่ควรให้ที่มาแบบ แยกกัน เมื่อแยกกันแล้วความสามัคคี การทํางานก็จะมีการแบ่งอยู่ในทีมไม่ว่าจะเป็น การเลือกตั้งหรือการแต่งตั้ง อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตนะครับ ส่วนการเมืองนั้นท่านนายกรัฐมนตรี ได้พูดเอาไว้ หัวหน้า คสช. ได้เคยกล่าวไว้ว่า ผมขออนุญาตนํามานะครับ ท่านบอกว่าต้องการ เห็นการเมืองที่ดี ถ้า สปช. ไปสร้างปัญหาใหม่เราทุกคนต้องรับผิดชอบ ตรงนี้ท่านหัวหน้า คสช. ผมขออนุญาตที่เอาของท่านมากล่าวตรงนี้ ก็เพราะเราเห็นว่าจากการร่างรัฐธรรมนูญอันนั้น ในบทของการเมืองต่าง ๆ นั้น จริง ๆ แล้วเราต้องการการเมืองที่เข้มแข็ง แต่การตรวจสอบต้องเข้มแข็งด้วย องค์กรที่ ตรวจสอบ ในอดีตก่อนปี ๒๕๔๐ การเมืองไม่ค่อยเข้มแข็ง แล้วก็องค์กรการตรวจสอบ ก็ไม่ค่อยเข้มแข็ง พอมาปี ๒๕๔๐ ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีการเมืองเข้มแข็งแต่องค์กร ตรวจสอบไม่เข้มแข็ง เพราะฉะนั้นในปัจจุบันนี้ผมยังเชื่อในหลักการว่าการเมืองที่ดีนั้นจะต้อง ได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง และองค์กรที่จะตรวจสอบต้องเข้มแข็งด้วย มิฉะนั้นแล้วจะทําให้ทุกอย่าง เสียหายหมด ฐานคติต้องเชื่อว่านักการเมืองไม่ใช่คนที่ไม่ดี ถ้าเราร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้ ดูเสมือนได้ว่านักการเมืองเป็นคนที่ไม่ดี ต้องคุมให้อยู่ ถึงในที่สุดต้องคุมให้อยู่ จะเป็นการทําให้ ทุกระบบอ่อนแอหมด เราต้องคิดว่าจะทําอย่างไรที่จะทําให้นักการเมืองที่ดีเข้ามาในสภา แทนที่นักการเมืองเข้ามาและเราทําให้นักการเมืองอ่อนแอ หรือรัฐบาลอ่อนแอ แล้วแต่ เครื่องมือตรวจสอบตามที่ผู้อภิปรายหลายท่านได้กล่าวไว้แล้วว่าจะทําให้งานรัฐบาล สิ่งที่ผม เป็นห่วงมากที่สุดก็คือเมื่อได้รัฐบาลที่ไม่ค่อยเข้มแข็งนัก ก็จะทําให้สิ่งที่เราเขียนไว้ใน มาตรา ๒๘๖ คือสิ่งที่เราจะปฏิรูปนั้นไม่สามารถที่จะปฏิรูปได้ครับ เราเชื่อกันว่าอย่างนั้นครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอฝากเป็นข้อคิดให้กับเพื่อนกรรมาธิการ

อีกมาตราหนึ่ง คือมาตรา ๑๙๓ หนังสือสัญญา ขอความกรุณาว่าช่วยดูนิดหนึ่งว่า บางครั้งเราออกระเบียบกฎหมายเกณฑ์ไว้มันค่อนข้างที่จะแข็งตัว การจะไปทําสัญญาต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเสียดินแดน หรือเหนือดินแดนทั้งหลายเหล่านั้น มันจะทําให้การดําเนินการ ในเชิงรุก ไม่ว่าเชิงเศรษฐกิจ เรื่องของความมั่นคงที่เราไม่ได้เสียเปรียบ เราคงมีขั้นตอนในการดําเนิน จริงอยู่ครับต้องนําเข้ามาในสภาอย่างแน่นอน แต่ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้อยากจะให้ทบทวน ในมาตรา ๑๙๓ ใหม่ครับ

ส่วนการปฏิรูปเพื่อความเหลื่อมล้ําแล้วก็สร้างความปรองดองนั้น ผมคิดว่า สิ่งที่จะยุติปัญหาได้ก็คือความยุติธรรมครับ การให้อภัยซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การลดความเหลื่อมล้ําจะทําได้อย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมขออนุญาตกล่าวได้ว่า ขอให้ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกได้กรุณาทบทวน ถึงจะไปเขียนกฎหมาย ลดความเหลื่อมล้ําต่าง ๆ ตราบใดถ้าไม่มีหลักความยุติธรรม ไม่มีการให้อภัยกัน ผมเชื่อได้ อย่างยิ่งว่าสิ่งตรงนี้ไม่เกิดขึ้น

อีกเรื่องหนึ่งการบัญญัติคําใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคําว่า พลเมือง ซึ่งใช้ใน สภาพัฒนาการเมืองควรระวัง มิฉะนั้นแล้วเราไปบอกว่าประชาชนเมื่อได้รับการพัฒนา เช่น เสียภาษี ทําความดีแล้วจะเป็นพลเมือง ถ้าคนที่ไม่ได้ทําความดี ไม่ได้เสียภาษีจะถูกแบ่งออกไป ตรงนี้ต้องระวังให้ดีครับ ผมเข้าใจในหัวใจของคณะกรรมาธิการต้องการจะยกฐานะของคน ของประชาชนแต่ว่าเมื่อเขียนไปแล้วจะเกิดคําถามเกิดขึ้นพึงระวังครับ จากที่เราหวังดี เป็นสิ่งที่ไม่ดี ขอบคุณมากครับ