มนูญ ศิริวรรณ หารือเรื่องการหลีกเลี่ยงการอภิปรายประเด็นที่ซ้อนกับสมาชิกอื่นๆ และเรียกร้องให้มีองค์กรที่มีหน้าที่ติดตามการปฏิรูปประเทศเพียงองค์กรเดียว พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปด้านพลังงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานของประชาชน และเสนอให้จัดตั้งศูนย์สารนิเทศด้านพลังงานที่เป็นอิสระและเชื่อถือได้เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม มนูญ ศิริวรรณ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เนื่องจากกระผมเป็นคนอภิปรายลําดับที่ ๙๗ ในจํานวนทั้งหมด ๑๐๒ ท่าน เพราะฉะนั้นคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะอภิปรายในประเด็น ที่ซ้ําซ้อนกับสมาชิกท่านอื่นที่ได้อภิปรายไปแล้ว
ประเด็นแรกที่กระผมจะเรียนอภิปรายก็คงจะเป็นเรื่องของมาตรายอดนิยม ก็คือมาตรา ๒๗๙ เกี่ยวกับเรื่องของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติและ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มาตรานี้กระผมก็ต้องเรียนว่าเห็นด้วยกับการที่เราจะ กําหนดให้มีองค์กรที่ติดตามการปฏิรูปซึ่งเป็นองค์กรที่จะติดตามดูว่าคณะรัฐบาลชุดใหม่นั้น ได้ดําเนินการปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่องหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามกระผมไม่เห็นด้วยกับทาง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้มีการกําหนดให้มีองค์กรถึง ๒ องค์กร ก็มีทั้ง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้วก็คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ กระผม เห็นว่าเป็นความไม่จําเป็นแล้วมันจะเกินความจําเป็นจนเกินไป แล้วก็รกรุงรังโดยใช่เหตุ จริง ๆ แล้วเราควรจะมีองค์กรขนาดเล็กกะทัดรัดเพราะว่าหน้าที่ของคณะกรรมการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหรือจะเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ หรืออะไรก็แล้วแต่ก็ควรจะดําเนินการในเรื่องของการติดตามให้มีการดําเนินการในสิ่งที่ สภาปฏิรูปแห่งชาติได้ศึกษาเอาไว้แต่เพียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะมีองค์กรใดองค์หนึ่ง แต่เพียงองค์กรเดียว แล้วก็เป็นองค์กรที่มีความเล็กกะทัดรัดสามารถดําเนินการได้อย่างคล่องตัว น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า และจะดําเนินการโดยมีสมาชิกของสภาปฏิรูปแห่งชาติไปเป็น สมาชิกขององค์กรใหม่ก็เป็นเรื่องที่กระทําได้ โดยที่ไม่ต้องไปกังวลว่าจะเป็นการสืบทอดอํานาจ หรือว่าจะเป็นการที่ถูกติฉินนินทาอะไร อันนั้นถ้าเราทําเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ก็ไม่ต้องกังวล แต่จํานวนนั้นผมคิดว่าไม่จําเป็นจะต้องมีมาก การที่กําหนดว่าจะต้องมีจํานวน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศถึง ๑๒๐ ท่านนั้น ผมคิดว่ามากจนเกินไป อาจจะมีเพียงแค่ ๒๕-๓๐ ท่านก็น่าจะเพียงพอแล้ว แล้วก็ให้รายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือต่อรัฐสภา ก็น่าจะเป็นความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ข้อสําคัญที่สุดก็คือว่าหน่วยงานแห่งนี้ ไม่ว่าจะใช้ชื่อว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหรือจะใช้ชื่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ หรือจะใช้ชื่อว่าสมัชชา หรือจะใช้ชื่อว่าสถาบันยุทธศาสตร์หรืออะไรก็แล้วแต่จําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีเครื่องมือในการที่จะดูแลให้รัฐบาลนั้นได้ดําเนินการตามข้อเสนอหรือข้อศึกษา ที่คณะทางด้านสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้นได้ศึกษาไว้ และคณะกรรมการชุดนี้ได้เสนอต่อสภา ถ้าเผื่อคณะรัฐบาลไม่ดําเนินการก็จะต้องมีเครื่องมือในการที่จะเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกการตรวจสอบต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้กําหนดขึ้นให้เป็น ผู้ตรวจสอบแล้วก็ดูแลให้รัฐบาลต้องดําเนินการ อันนั้นก็เป็นประเด็นแรกที่ผมใคร่ ขอเสนอความเห็นเอาไว้ในที่นี้นะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๒ นั้นก็คงจะเป็นเรื่องของมาตรา ๒๘๘ เกี่ยวกับเรื่องของ การปฏิรูปด้านพลังงาน ซึ่งก็เห็นด้วยกับทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกประการ ที่ได้เสนอแนวทางในการปฏิรูปด้านพลังงานเอาไว้ทั้ง ๓ แนวทาง ซึ่งก็สอดคล้องกับ แนวความคิดของคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งได้นําเสนอไปที่ ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งก็ได้รับความกรุณาให้บรรจุเอาไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เข้าใจว่าส่วนใหญ่นั้นคงจะได้เดินตามแนวทางที่คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปพลังงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติได้นําเสนอไป เพียงแต่กระผมมีความกังวลใจเล็กน้อย ที่ทุกครั้งที่ท่านรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หก เวลามานําเสนอ หรือมาชี้แจงต่อที่ประชุมของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านมักจะกล่าวอ้างถึงกลุ่มเคลื่อนไหว ทางด้านพลังงานกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอาจจะทําให้มีความเข้าใจหรือเกิดความเข้าใจไปได้ว่า ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้ยกร่างรัฐธรรมนูญบทบัญญัติในมาตรา ๒๘๘ นี้ เพื่อเป็นการตอบสนองความเคลื่อนไหวของกลุ่มกดดันหรือกลุ่มเคลื่อนไหว ทางการเมืองกลุ่มนี้ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าคงไม่ใช่เจตนาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด กระผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าความคิดเห็นหรือข้อเสนอในเรื่องการปฏิรูป ด้านพลังงานนั้นในสังคมไทยยังมีข้อคิดเห็นที่หลากหลายแล้วก็แตกต่าง แล้วก็มีความคิดเห็นที่ ค่อนข้างยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่เป็นอันมาก แล้วก็มีกลุ่มที่เคลื่อนไหวในเรื่องของ พลังงานหรือว่ากลุ่มที่มีความคิดเห็นในเรื่องของการปฏิรูปพลังงานที่หลากหลาย เพราะฉะนั้นการที่เราจะกําหนดวิธีการในการปฏิรูปพลังงานอย่างไรก็แล้วแต่ก็จําเป็น ที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกกลุ่ม ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานของสภาปฏิรูป แห่งชาติก็ได้ดําเนินการไปในแนวทางนี้ ข้อเสนอต่าง ๆ ที่เราเสนอไปยังคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเราก็ได้เสนอโดยมุ่งหวังที่จะให้เกิดความคิดเห็นที่สอดคล้องกับ ความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มในสังคม ไม่ได้คิดว่าจะต้องไปตอบสนองต่อความ ต้องการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และเราก็ยังไม่ได้มีการตกผลึกทางความคิดว่าวิธีการใด หรือแนวทางในการปฏิรูปใดจะเป็นวิธีการหรือแนวทางที่ดีที่สุด ก็คงควรจะต้องรอให้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติได้นําเสนอต่อสภาแห่งนี้เสียก่อน เพราะฉะนั้นการที่ท่านกรรมาธิการจะไปนําเสนอ ณ ที่ใดโดยบอกว่าเพื่อเป็นการตอบสนอง การรณรงค์หรือว่าความคิดเห็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่น่า เหมาะสมนะครับ
ส่วนประเด็นเรื่องของแนวทางปฏิรูปที่เสนอมาทั้ง ๓ แนวทางนั้น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในมาตรา ๒๘๘ (๓) กระผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่กําหนดเอาไว้ว่าดําเนินการ ให้ประชาชนได้รับรู้เข้าถึงและเข้าใจในข้อมูลด้านพลังงานนะครับ อันนี้ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าขณะนี้ความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานของประชาชนในสังคม นั้นก็ค่อนข้างที่จะแตกต่างกันและไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง หรือว่าเป็นไปในทิศทางที่ ในทิศทางเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นการที่เราจะให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนให้มี ความเข้าใจในเรื่องของพลังงานอย่างถ่องแท้นะครับ อันนั้นเป็นพื้นฐานสําคัญก่อนที่จะ ดําเนินการปฏิรูปพลังงานได้ ถ้าไม่มีความเข้าใจในข้อมูลและพื้นฐานอันเดียวกันการปฏิรูป พลังงานก็จะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานของสภาปฏิรูป แห่งชาติ จึงได้มีดําริว่าเราอยากจะจัดตั้งศูนย์สารนิเทศด้านพลังงานที่เป็นอิสระแล้วก็เป็นที่ น่าเชื่อถือขึ้นมาเพื่อที่จะดําเนินการในการเป็นศูนย์ข้อมูลแล้วก็ให้ความรู้ความเข้าใจ ด้านพลังงานแก่ประชาชนโดยทั่วไปนะครับ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่เราจะได้ดําเนินการศึกษา แล้วก็เสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ในโอกาสต่อไป
ส่วนในวรรคที่สองของมาตรานี้ก็ได้มีการพูดถึงการส่วนร่วมในการกําหนด นโยบายและวางแผนพลังงานทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นนะครับ รวมทั้งการติดตาม และตรวจสอบการดําเนินนโยบายและแผนนั้น ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ และกระผมก็เห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกําหนดนโยบายนั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ทุกภาคส่วน ได้เข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่เฉพาะแต่ว่าภาคของรัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ ภาคเอกชนแล้วก็ผู้มีส่วนได้เสียรวมทั้งภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย แต่ที่อาจจะขอ ตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือเรื่องของการวางแผนนะครับ เพราะว่ากําหนดเอาไว้กว้างมากแล้วก็ ค่อนข้างที่จะไม่ได้ระบุว่าวางแผนนั้นจะมีขอบเขตแค่ไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าเราไป พูดถึงการวางแผนทุกระดับ ทุกขั้นตอนก็อาจจะเป็นเรื่องที่ทําให้เกิดความยากลําบากในทาง ปฏิบัตินะครับ แล้วก็ทางหน่วยงานราชการที่จะมีหน้าที่ในการดําเนินการตามแผนก็อาจจะ ประสบอุปสรรคในการดําเนินงานตามแผน แล้วก็จะทําไม่ให้สามารถที่จะบริหารงานได้ เพราะว่าผมอยากจะยกตัวอย่าง อย่างเช่น การสํารวจปิโตรเลียม ถ้าเราบอกว่ามาดูด้านนโยบาย อันนั้นเห็นด้วยว่านโยบายนั้นควรจะเปิดสํารวจปิโตรเลียมหรือไม่ จะเปิดที่ไหน อย่างไร อะไรนี่นะครับ อันนี้เป็นเรื่องของนโยบาย แต่ถ้าบอกว่านโยบายกําหนดเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าเวลาดําเนินนโยบายต้องไปวางแผนด้วยว่าจะวางแผนสํารวจที่ไหน แปลงไหน สัมปทานเป็นอย่างไร กําหนดการณ์ว่าจะต้องเจรจาอย่างไรอะไรต่ออะไรนี่นะครับ อันนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนเหมือนกัน ซึ่งก็จะทําให้เจ้าหน้าที่หรือว่าหน่วยงานราชการ ที่จะปฏิบัตินั้นก็ไม่เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงานนะครับ เพราะฉะนั้นก็ควรจะต้อง กําหนดขอบเขตของการวางแผนให้ชัดเจนว่าอย่างไรถึงจะเรียกว่าเป็นการวางแผน และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้กําหนดหน่วยงานที่ตรวจสอบมากมายเยอะแยะเลยทีเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่กําหนดให้ชัดเจนต่อไปก็จะเป็นประเด็นปัญหาให้มีการร้องเรียน มีการฟ้องร้องซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างยิ่งครับ กระผมก็คงจะมีเรื่อง ที่ตั้งข้อสังเกตเอาไว้แต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ