สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘

สังศิต พิริยะรังสรรค์ หารือเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระและกระจายอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานตำรวจ

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ประเด็นที่ผมจะอภิปรายนี้อยู่ในภาค ๔ ส่วนที่ ๒ มาตรา ๒๘๒ (๘) ว่าด้วยการปฏิรูป โครงสร้างและอํานาจหน้าที่ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ซึ่งใน (๘) นี้มีสาระสําคัญอยู่ ๘ ประเด็นก็คือ

๑. การโอนภารกิจของสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่มิใช่ภารกิจหลักของตํารวจ ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินการ

๒. กําหนดมาตรการเพื่อป้องกันการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ในกระบวนการยุติธรรม

๓. กําหนดเกณฑ์มาตรฐานการแต่งตั้งหรือการโยกย้ายข้าราชการตํารวจ ให้เป็นไปตามหลักคุณธรรม

๔. กระจายอํานาจการบริหารงานตํารวจไปสู่ระดับจังหวัดและสร้าง กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจการตํารวจ

๕. ปรับปรุงระบบงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระและให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอําเภอ มีส่วนร่วมสอบสวนในกรณีที่ประชาชนร้องขอ ความเป็นธรรม

๖. ปรับปรุงระบบงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ให้มีความเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

๗. มีระบบบริหารงานบุคคลที่ยึดหลักความรู้ ความชํานาญเฉพาะทาง และ

๘. จัดสรรและกระจายอํานาจการบริหารงบประมาณให้แก่หน่วยปฏิบัติงาน ในพื้นที่ให้เพียงพอและสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมเห็นด้วยกับข้อความในมาตรา ๒๘๒ (๘) ทุกประการ เพราะสามารถตอบโจทย์เรื่องของตํารวจได้ แต่เนื่องจากข้อจํากัดของเวลาผมจึงใคร่ ขอแสดงความคิดเห็นเพียง ๒-๓ ประเด็น ดังต่อไปนี้ครับ

ประการแรก หลักการที่สําคัญที่สุด และเป็นหัวใจของการปฏิรูปตํารวจ คือการปรับปรุงระบบงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระ คําถามก็คือระบบงานสอบสวนของ ตํารวจที่เป็นอิสระ เป็นอิสระจากอะไร ท่านประธานครับ ปัญหาระบบงานสอบสวนของ ตํารวจในทุกวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่นอกจากไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากตํารวจ แล้วที่สําคัญตํารวจที่มีหน้าที่ทางด้านการสอบสวนก็มักจะนําเอาคดีความมาต่อรอง เรื่องผลประโยชน์ โดยนําตัวจําเลยมาต่อรองว่าถ้ายอมจ่ายเงินตํารวจก็จะทําคดีให้อ่อนหรือว่า ไม่ฟ้องร้องเลย ซึ่งปรากฏการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้นทั่วไป ท่านประธานครับ ผมคิดว่าตัวเลข ของทางราชการที่ตํารวจแสดงให้เห็นถึงสถิติอาชญากรรมในแต่ละปีนั้นผมคิดว่าต่ํากว่าความเป็นจริง ไม่น้อยกว่า ๑๐ เท่าครับ เพราะว่าจากการศึกษาของผมพบว่าผู้ที่ไปร้องทุกข์กับตํารวจ ไม่ว่าจะถูกปล้น ถูกจี้ ถูกขโมยขึ้นบ้าน จะมีเพียง ๑ รายเท่านั้นล่ะครับที่ตํารวจจะรับแจ้งความ ทําไมถึงเป็นอย่างนั้น ผมคิดว่าสาเหตุที่สําคัญนี่เป็นเพราะว่าเป็นนโยบายของผู้บังคับบัญชาของตํารวจ ในทุกระดับชั้นที่ต้องการเห็นคดีความในพื้นที่ความรับผิดชอบของตนให้อยู่ในระดับที่ต่ําที่สุด มีการกําหนดว่าโรงพักนี้เดือนหนึ่งจะมีคดีความเกิดขึ้นได้ไม่เกินกี่คดีอย่างนี้เป็นต้น เพื่อให้ สังคมยอมรับเกณฑ์การประเมินของตํารวจว่าตํารวจสามารถที่จะควบคุมคดีอาชญากรรม เอาไว้ในระดับต่ํา แต่จริง ๆ แล้วคดีส่วนใหญ่ที่ประชาชนไปร้องทุกข์ไปแจ้งความนี่มันจะไป อยู่ในบัญชีผีครับ ในระบบโรงพักนี่ตํารวจมีสมุดอยู่ ๒ เล่มสําหรับรับแจ้งความจากประชาชน ก. นี่คือเล่มที่เป็นของราชการ ๑ ใน ๑๐ คนเท่านั้นละครับที่จะลงในเอกสารฉบับนี้นะครับ ส่วนอีก ๙ คนนี่ได้รับการประโลมใจให้ลงไปไว้ในเล่ม ข. ซึ่งเป็นเล่มที่ประชาชนแจ้งความ แล้วก็สบายใจกลับบ้านไป แต่ตํารวจก็จะไม่ไปดําเนินการใด ๆ ต่อไป ท่านประธานครับ ระบบงานสอบสวนของตํารวจเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม เป็นงานพลเรือน ที่จะต้องใช้ความคิดที่เป็นอิสระ และใช้ดุลยพินิจเพื่อรวบรวมหลักฐาน แต่เมื่อระบบงาน สอบสวนของตํารวจที่ตั้งอยู่ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ไปเอาระบบของทหารมาใช้ตั้งแต่ ปี ๒๔๙๐ เป็นต้นมา ระบบยศแบบทหารจึงขัดแย้งและเข้าไม่ได้กับธรรมชาติของงาน สอบสวนครับ เพราะระบบยศทําให้เกิดการบังคับบัญชาตามชั้นยศแบบทหารอย่างเคร่งครัด และตํารวจก็ต้องมีวินัยแบบทหาร ด้วยเหตุนี้ครับทําให้พนักงานสอบสวนที่มีความสุจริตใจ ไม่สามารถจะใช้ความคิดอย่างเป็นอิสระ และใช้ข้อมูลพยานหลักฐานข้อเท็จจริงอย่างที่ ตัวเองต้องการได้ ท่านประธานครับ พนักงานสอบสวนสามารถจะถูกออกคําสั่งให้ยุติการทําคดี หรือให้ยุติการสอบสวนในคดีหนึ่ง คดีหนึ่งได้ทันทีโดยที่เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ เนื่องจากว่า มีการใช้วินัยแบบทหาร ถ้าหากว่าไม่เชื่อฟังก็จะถูกลงโทษได้ตามระเบียบของทางราชการ ด้วยเหตุนี้ครับ ระบบงานสอบสวนของตํารวจในปัจจุบันจึงไม่สามารถทําให้ตํารวจ ที่มีมโนธรรม สํานึกหรือยึดถือหลักความยุติธรรมให้แก่ประชาชน สามารถจะทํางานได้ อาจจะกล่าวได้แน่นอนว่าระบบการแต่งตั้งโยกย้ายของตํารวจในปัจจุบันขาดหลักเกณฑ์ แห่งธรรมาภิบาล ตํารวจที่อยู่ในเมืองอาจจะถูกย้ายไปอยู่ในต่างจังหวัด ไปอยู่ในชนบท ตํารวจจากโรงพักใหญ่อาจจะถูกย้ายไปอยู่ในโรงพักเล็กนี่นะครับ จากการศึกษาผมพบว่า ตํารวจส่วนใหญ่ในประเทศนี้ตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีอะไรที่แน่นอนในชีวิตเลย ทุกคนตกอยู่ใน ความเสี่ยง และมีความหวั่นวิตกกับสถานะของตนเองที่ต้องขึ้นต่อความพึงพอใจของ ผู้บังคับบัญชาแต่เพียงผู้เดียว เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ระบบงานสอบสวนของตํารวจเป็นอิสระ ก็จะต้องเป็นอิสระจาก ๑. การถูกแทรกแซงของผู้บังคับบัญชา ผู้กํากับ ผู้การจังหวัด ผู้การภาค และผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ และ ๒. จะต้องเป็นอิสระจากระบบการบังคับบัญชา ด้วยระบบชั้นยศแบบทหารและ ๓. จะต้องเป็นอิสระจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ที่ผมพูดนี่ไม่ได้หมายความว่าระบบยศแบบทหารไม่ดี ดีครับ แต่ดีสําหรับระบบทหารครับ แต่ไม่เหมาะสําหรับระบบการสอบสวนที่ต้องการใช้ความคิดที่เป็นอิสระ ระบบการสอบสวน ของตํารวจที่จะเป็นอิสระได้ต้องไม่อยู่ในระบบการใช้อํานาจ ต้องไม่ใช่ระบบการเชื่อฟัง ผู้บังคับบัญชาแบบทหาร ต้องไม่ใช่ระบบการเชื่อฟัง เพราะเหตุว่าผู้สั่งการมียศสูงกว่า และต้องไม่ใช่ระบบที่พนักงานสอบสวนต้องเชื่อฟังเพราะถูกกล่าวอ้างเรื่องวินัยตามแบบทหารครับ สาเหตุสําคัญที่ตํารวจชั้นผู้ใหญ่มักจะออกมาคัดค้านไม่ให้แยกพนักงานสอบสวนออกจาก สํานักงานตํารวจแห่งชาติก็เพราะว่าในขาหนึ่งของตํารวจที่ถือปืนนี่ไปเก็บส่วยจากหวย ซ่อง บ่อนยาบ้า ธุรกิจผิดกฎหมายนี่นะครับ แต่ว่าตํารวจนี่มีอีกขาหนึ่งคือขาที่เป็นฝ่ายสอบสวน ฝ่ายสอบสวนที่คอยคุ้มกันตํารวจที่ไปทําการทุจริต ไปเก็บส่วยเป็นเกราะกําบังให้แก่ตํารวจ ที่ประพฤติมิชอบครับ ท่านประธานครับ ถ้าตํารวจที่ทํางานด้านสอบสวนยังมีระบบยศแบบทหาร ตํารวจที่ทํางานด้านสอบสวนไม่มีวันที่จะเป็นอิสระได้ครับ เพราะฉะนั้นคําเสนอว่า ให้ตํารวจฝ่ายสอบสวนแยกออกมาเป็นแท่งหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่ใน สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ตํารวจแท่งนี้ถ้าอยู่นี้ต้อง ๑. ยกเลิกระบบยศทั้งหมด และ ๒. ระบบการสอบสวนต้องไม่ขึ้นต่อสายการบังคับบัญชาของผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติครับ ผมคิดว่าข้อดีของมาตรานี้อีกก็คือการให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ สามารถจะร่วมสอบสวนได้ ถ้าประชาชนร้องขอเพื่อความเป็นธรรม ผมคิดว่า อันนี้เป็นความก้าวหน้า เพราะว่า พ.ร.บ. ตํารวจ ปัจจุบันนี้ ถ้าตํารวจไม่ร้องขอ พนักงานอัยการก็เข้าไปช่วยอะไรไม่ได้

ประการที่ ๒ หลักการที่สําคัญที่สุดของการปฏิรูปตํารวจก็คือทําอย่างไร ให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นการที่ทําให้เกิดการกระจายอํานาจ การบริหารงานตํารวจไปสู่ระดับจังหวัดและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในกิจการตํารวจนี้ ผมคิดว่าเป็นปมที่สําคัญที่สุดที่จะทําให้ตํารวจกับประชาชนใกล้ชิดกัน การทํางานอย่างใกล้ชิดระหว่างตํารวจกับชุมชนจะทําให้หลักประกันเรื่องความยุติธรรม ในสังคมดีขึ้น จํานวนอาชญากรรมจะลดลงครับ จํานวนนักโทษในคุกจะลดลงครับ และงบประมาณด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมก็จะลดลงไปด้วยครับ ตํารวจ ที่เคยคุมหวย ซ่อง บ่อนยาบ้าและกิจกรรมเศรษฐกิจผิดกฎหมายจํานวนมากก็ทําได้ ยากกว่าเดิมครับ ขอบคุณครับท่านประธาน