วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ หารือเรื่องสิทธิของคนพิการและผู้ด้อยโอกาส และเสนอให้ปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้คนพิการและผู้ด้อยโอกาสได้รับสิทธิและความช่วยเหลือที่สมเหตุสมผล นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นและเรียกร้องให้ไม่รวมศูนย์บริหารงานบุคคล เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบริหารงานบุคคลที่รวมอยู่ที่ศูนย์กลาง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ นะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอให้กําลังใจคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประธานเพื่อนรุ่นเดียวกันนะครับ ถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกกลุ้มใจ บทบัญญัติที่เกี่ยวกับคนพิการ ผมก็ให้กําลังใจนะครับ ท่านประธานต้องเข้าใจนะครับ แม้แต่เรื่องสหกรณ์นี้ไปอยู่ตอนท้ายไม่อยู่ตอนหน้า ผู้ทํางานสหกรณ์เขายังไม่สบายใจเลยครับ ส่วนของผมมันเป็นอีแอบย้อนยุคครับท่านประธาน เดิมเป็นบทหลัก เรื่องคนพิการ ปี ๒๕๔๐ เป็นบทหลักอยู่ในมาตรา ๕๕ ว่าผู้พิการทุพพลภาพมีสิทธิได้รับสิ่งอํานวยความสะดวกอันเป็น สาธารณะ และความช่วยเหลืออื่นใดนะครับ ปี ๒๕๕๐ ต่อสู้เปลี่ยนคําว่า ได้รับ มาเป็นเข้าถึง และใช้ประโยชน์ได้นะครับ เพราะว่าได้รับแล้วใช้ประโยชน์ไม่ได้ เหมือนเอกสารที่กอง อยู่หน้าผมนี้นะครับ มันก็ไม่มีประโยชน์นะครับท่านประธาน มันต้องเข้าถึง ใช้ประโยชน์ได้ มันจึงมีประโยชน์ แต่พอมาปีปัจจุบันนะครับท่านประธาน มันไปเป็นอีแอบอยู่ในมาตรา ๔๖ วรรคสาม เรื่องสิทธิครอบครัว อีแอบไม่พอยังย้อนยุคไปปี ๒๕๔๐ นะครับ ผมส่งเอกสาร ให้แล้วนะครับ ผมจึงเสนอให้ยุบยกเลิกมาตรา ๔๖ วรรคสาม อันนี้ผมทวนต้นก่อนนะครับ มาตรา ๔๖ วรรคสาม มาตรา ๕๙ และมาตรา ๖๑ เพราะมันสามารถเขียนรวมไปด้วยกันได้ แล้วก็ให้แสดงออกถึงหลักประกันการเป็นสังคมสําหรับทุกคนนะครับ มาตรา ๕๙ ก็สามารถเขียนขึ้นมาได้เลยนะครับ ประธานครับ ว่าพลเมืองมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ จากสภาพแวดล้อมอันเป็นสาธารณะไม่ว่าอาคารสถานที่ การขนส่ง เทคโนโลยีการสื่อสาร ข้อมูลข่าวสาร แล้วก็บริการสาธารณะ สิ่งอํานวยความสะดวก การช่วยเหลืออื่นใด ที่สมเหตุสมผล แล้วก็รวมทั้งสวัสดิการเอย การช่วยเหลืออื่นใดเอยตามที่กฎหมายกําหนด ทั่วถึง เท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ผมว่าเป็นหลักประกันที่ชัดเจนครับท่านประธาน แล้วก็ดึง ทั้งกลุ่มเด็กคนพิการ ผู้สูงอายุ มาเป็นพลเมืองกับเขาครับ ไม่ต้องจับแยกไปเป็นอีแอบในสิทธิ ของครอบครัวครัวท่านประธาน ผมขอเสนอให้ท่านได้พิจารณาด้วยนะครับ ถ้ายอมรับหลักนี้ ท่านประธานครับ มาตรา ๙๑ ก็เสนอต่อนะครับ มาตรา ๙๑ นี้พูดถึงแต่ว่ารัฐต้องจัดให้ ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณะเท่านั้น ผมว่าไม่พอครับ ต้องจัดให้เข้าถึงสภาพแวดล้อม อันเป็นสาธารณะและจึงค่อยบริการสาธารณะ และสิ่งอํานวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะด้วยก็ได้ครับ ท่านประธาน แล้วก็ตามด้วยการช่วยเหลืออื่นใดที่สมเหตุสมผล ซึ่งผมได้อธิบายค่อนข้าง ละเอียดมาแล้วในวันแรกนะครับ อันนี้ก็เป็นการต่อเนื่องนะครับท่านประธานครับ แล้วก็เชื่อมโยงมาสู่หมวดปฏิรูปครับ หมวดปฏิรูปก็เช่นเดียวกันครับ มาตรา ๒๙๕ (๒) ผมขอเสนอ ให้ตัดตั้งแต่ พัฒนาระบบดูแลต่อเนื่องอะไรนั่นนะครับ ผมว่าอย่าไปดูแลต่อเนื่องอะไรเลยครับ ก็พัฒนาระบบ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการครับ จะปฏิรูปทั้งทีต้องพัฒนาระบบ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คนชายขอบแล้วก็ผู้ด้อยโอกาส คือต้องพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการครับ แล้วก็เน้นลงไปเลยเรื่องการศึกษาพิเศษ เพราะกลุ่มนี้ต้องการการศึกษาพิเศษ เพราะการศึกษาทั่วไปไม่ได้เน้นถึงเรื่องนี้ผมเข้าใจครับ ไม่ได้เน้นถึงเรื่องคนพิการมันก็ไปแล้ว ตั้ง (๑๒) ครับ เอามาไว้ที่นี่ก็ไปได้ครับ แล้วที่อยู่อาศัยก็ว่าไปครับ แล้วก็สภาพแวดล้อม เป็นสาธารณะก็ใส่เข้าไปด้วยครับ เพราะว่ามันต้องเร่งออกกฎหมายที่จะทําอย่างไร ที่เราจะทําให้สิ่งแวดล้อมเป็นสาธารณะที่ทุกคนจะเข้าถึงใช้ประโยชน์ได้ เมื่อเรากําลังจะ ก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุ อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องสําคัญที่ต้องเร่งปฏิรูป และการที่จะทําให้เข้าถึง มันต้องขจัดการปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการปฏิบัติไม่เกี่ยวกับกฎหมายเพราะว่า กฎหมายมันมีรัฐธรรมนูญอื่นรองรับอยู่แล้ว อันนี้ต้องมีกฎหมายออกมารองรับระบบขจัด การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลครับ แล้วก็ต้องปฏิรูปการคลังเพื่อสังคม ง่าย ๆ ที่สุดเลยครับ เปลี่ยนสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นสลากวิสาหกิจเพื่อสังคมเท่านั้นนะครับ แก้ได้สารพัดปัญหา แล้วก็สามารถเอาเงินมาสร้างเอสอี (SE) ทําให้คนลุกขึ้นมาช่วยตัวเอง สร้างอาชีพให้กับตัวเองแล้วเอาไปทําประโยชน์เพื่อสังคมครับ นอกจากนั้นเรื่องภัยพิบัติ ไม่มีใครพูดถึงเลยครับท่าน สังคมเราเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติมากครับ แล้วเวลามีภัยพิบัติทีไรคนพิการ ผู้ด้อยโอกาสหนักสุดครับ เพราะฉะนั้นจําเป็นต้องมีการปฏิรูปคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของ ผู้ที่ประสบภัยพิบัติแล้วก็เรื่องฉุกเฉินครับ คนหูหนวกครับ เจ็บป่วยฉุกเฉินมันต้องมีระบบ ที่จะเข้าไปช่วย ผมต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่อุตส่าห์ไปเปิดตู้ทีทีอาร์เอส (TTRS) อันนั้นก็เป็น ระบบหนึ่งที่จะทําให้คนหูหนวกเข้าถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องในส่วน ของคนพิการ ผมมีเวลาผมขอเข้าเรื่องทั่วไปครับ ท่านประธานครับ ผมสนับสนุนอย่างเต็มที่ว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องการสืบทอดงานไม่ใช่สืบทอดอํานาจครับ มันเป็นงาน งานที่เราจะต้องช่วยกันทําปฏิรูปให้บรรลุผล แต่ผมก็เห็นด้วยว่า สปช. สนช. ไม่ใช่อภิสิทธิ์ชนครับต้องเหมือนคนอื่นเพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยว่าคนที่จะเข้ามาอยู่ ในสภาปฏิรูปมีชุดเดียวครับ คือผู้ทรงคุณวุฒิการปฏิรูปด้านต่าง ๆ สปช. สนช. ท่านใดสนใจ ก็ไปสมัครเหมือนคนอื่นครับ ไม่ควรจะมีอภิสิทธิ์ชน มีโควตาต่างหาก เราควรจะเหมือนกันครับ เพราะเราเป็นสังคมสําหรับทุกคนครับ อันนี้ผมเห็นด้วยถ้าเราไม่สืบทอดแล้วใครจะมาทําครับ ในอดีตก็มีแล้วปัญหาทั้งนั้น และผมเห็นด้วยครับว่าเมืองไทยเราจะต้องเอาใจใส่จริง ๆ ในการลดข้าราชการครับ เหมือนที่คุณหมอพลเดชเสนอ ซึ่งแนวปฏิบัติในรัฐธรรมนูญนี้ ก็มีอยู่แล้วครับ เราต้องเร่งให้ระดับชาติเป็นเรกกูเลเตอร์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข มาเป็นเรกกูเลเตอร์เสีย ตัวบริการทั้งหลาย โรงพยาบาลเอย โรงเรียนเอย ท้องถิ่นเอย เอกชนเอยหรือหน่วยงานของรัฐอื่นเอยเอาไปทําครับ ให้แยกเสียครับ เรกกูเลเตอร์กับ โอเปอเรเตอร์ (Operator) แล้วก็สนับสนุนเป็นเปอร์ เฮด (Per head) เมื่อสนับสนุนเป็น เปอร์ เฮดเหมือนอารยประเทศที่เขาทํากัน เราจะลดงบบริหารลงได้อย่างมหาศาล แล้วเรา สามารถที่จะยุบรวมกระทรวงอีก ๔ กระทรวงเข้าเป็น ๑ กระทรวงเหมือนเดิมได้เลยครับ เราสามารถเอากระทรวงวัฒนธรรมและการกีฬา กระทรวงศึกษาธิการกลับมาอยู่ด้วยกัน แล้วก็ยังดึงแรงงานกลับเข้ามาอยู่ด้วยกันได้เหมือนประเทศอังกฤษครับ เพราะว่าเมื่อมันเป็นเรกกูเลเตอร์แล้วมันไม่ใหญ่ครับท่านประธาน แต่ที่มันใหญ่มันต้อง โอเปอเรเตอร์ ในเมื่อโอเปอเรเตอร์เราถ่ายโอนลงไปแล้ว เขาก็จะสามารถทํางานแล้วก็จะมี คนกํากับมาตรฐาน ผมขอให้กําลังใจกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเอาใจใส่เรื่องนี้ให้ดีเลย นะครับว่าเรกกูเลเตอร์ โอเปอเรเตอร์ เราต้องเอาจริงเอาจริงครับ แล้วก็โอเปอเรเตอร์ ก็พยายามถ่ายให้เอกชนทําให้มากที่สุดนะครับ ท้องถิ่น ถ้าเอกชนเขาทําได้ก็กรุณาให้เขาทํา แต่ถ้าเอกชนทําไม่ได้ ท้องถิ่นก็ทําไป แต่ส่วนกลางควรจะเป็นเรกกูเลเตอร์เท่านั้นครับ เราก็จะไม่เห็นกระทรวงใหญ่โตครับ แล้วการเมืองก็จะไม่มาแย่งกันที่ส่วนกลางครับท่านประธาน เพราะเงินก้อนใหญ่จะไปอยู่ที่ท้องถิ่นครับท่านประธาน ส่วนกลางก็จะเป็นการขับเคลื่อน นโยบาย แล้วเราก็จะเห็นว่าการบริหารประเทศไม่ควรจะอยู่ที่นักการเมืองเท่านั้นครับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กรรมการนโยบายทั้งหลายช่วยได้ทั้งนั้นครับท่านประธาน เราอย่าไปคิดว่าการปกครองประเทศนี้ต้องอยู่ในมือการเมืองเท่านั้น การปกครองประเทศนี้ มันต้องร่วมช่วยกันทําครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ ก่อนจะไปเรื่องอื่นครับ ผมก็ไม่รู้ใครโทรมาห้ามผมพูดครับ ท่านประธาน ผมว่าเรื่องบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น ผมอยากตั้งข้อสังเกตนะครับ เราอย่าไปรวมศูนย์ เลยครับ ผมกลัวมีปัญหาเหมือนกระทรวงศึกษาธิการครับท่านประธาน ตอนนี้ผมเข้าไป อยู่กับปฏิรูปการศึกษา เราจะทําอย่างไร เราจะให้การบริหารงานบุคคลไปอยู่ที่โรงเรียนครับ ท่านประธาน เพราะว่าเมื่อบริหารงานบุคคลมารวมอยู่ตรงกลางนะครับท่านประธาน โรงเรียนมีปัญหาครับ ไม่รู้ใครย้ายใครมา แล้วก็ย้ายกันอุตลุด มาทําที่เราชั่วคราว ได้โอกาส ย้ายไปที่อื่น วิ่งเต้น ไม่รู้ยัดเงินหรือเปล่า ผมไม่ทราบนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอตั้งข้อสังเกต นะครับ บริหารงานบุคคลอย่ารวมศูนย์ครับ ให้แต่ละท้องถิ่นเขามีอิสระบริหารงานบุคคล แล้วพยายามอย่าใช้ระบบข้าราชการครับ แต่ให้เป็นพนักงานราชการ ซึ่งเป็นแนวโน้มของ การเปลี่ยนแปลง แล้วมันควรจะไปเช่นนั้นครับ ถ้าเรายังกลับสู่ระบบข้าราชการ เราจะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ