อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ หารือเรื่องการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนมุมมองในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกดำเนินคดี และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปราบปรามอาชญากรรมควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ นอกจากนี้ยังเสนอแนะการปรับปรุงกระบวนการบังคับโทษให้มีประสิทธิภาพ และการลดปริมาณคดี โดยการปรับปรุงระบบบุคลากรให้มีความรู้และความสามารถ การมีส่วนร่วมของประชาชน การเป็นองค์กรที่โปร่งใส และการปรับปรุงระบบการสอบสวนให้เป็นสากล นอกจากนี้ยังเรียกร้องการส่งเสริมให้มีการหาสาเหตุของการกระทำผิดเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการป้องกันอาชญากรรมและการพิจารณาว่าควรมีการฟ้องร้องในชั้นศาลหรือไม่
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนท่าน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรียนท่านเพื่อน สปช. ทั้งหลาย ผม อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างมากที่ได้กรุณาให้โอกาส ผมมีเวลาอภิปรายในวันนี้ ผมเองนั่งร่วมประชุมกับทุกท่านมาตลอด ๗ วัน ด้วยความรู้สึกที่มี ศรัทธาต่อทั้ง ๒ ฝ่าย ผมศรัทธาต่อท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้มีความอดทน เสียสละทุ่มเททั้งพลังสมอง พลังกาย พลังใจ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา และในขณะเดียวกันผมก็ศรัทธากับเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่าน ที่ต่างแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะติติง ชี้แนะนําทางให้กับท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย ผมเองอยากจะ เรียนว่ามีโอกาสที่ได้ไปรับราชการในต่างประเทศนั้น ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับ ผู้คนในหลาย ๆ ประเทศ ชาวต่างประเทศนั้นส่วนใหญ่มีความประทับใจ มีความชื่นชม ในวัฒนธรรมประเพณี ในน้ําใสไมตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งไมตรีจิตของคนไทยต่อชาวต่างชาติ แต่เสียงส่วนใหญ่นั้นได้แสดงความวิตกกังวลแล้วก็เห็นใจประเทศไทยว่า ประเทศไทยเรานั้น น่าเสียดายมีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อม แต่ว่ามีปัญหาที่สําคัญก็คือมีความเบาบางมากในเรื่อง การรักษาวินัย แต่มีความเข้มข้นมากในเรื่องของการทุจริตมิชอบ และในขณะเดียวกันก็มี ความหย่อนยานในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งผมเองก็ต้องพยายามที่จะชี้แจงในหลายโอกาส เมื่อพูดถึงเรื่องการชี้แจงนั้นมีสิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจผมมาตลอดคือ ทุก ๆ ครั้งที่มีการปฏิวัติ รัฐประหาร คําถามจะพุ่งตรงมาเสมอว่าด้วยเหตุใด มีความจําเป็นเพียงไร เป็นการทําลาย ประชาธิปไตยหรือไม่ ผมเองในฐานะที่เป็นข้าราชการที่จะต้องปฏิบัติตามคําสั่ง ถึงแม้ใจ จะรับไม่ได้แต่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ชี้แจงอ้างถึงความจําเป็นต่าง ๆ ของสถานการณ์ในขณะนั้น ให้ต่างประเทศเขาเข้าใจให้เขาเห็นใจ แต่ในครั้งหลังนี้ผมกับมีความคิดอีกแบบหนึ่ง คือนับตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๖.๓๐ น. เป็นต้นมา ผมมีความรู้สึก ลึก ๆ ว่าผมรับได้กับการปฏิวัติรัฐประหารและการกําเนิดของ คสช. ในครั้งนี้ การที่ผมรับได้นั้น ไม่ใช่เป็นเพราะว่าจิตประชาธิปไตยของผมเสื่อมถอยลงไป แต่ผมคิดว่าสถานการณ์ ในขณะนั้นเราไม่มีทางออกแล้ว ถ้าลองว่าประเทศไทยเราถึงขั้นที่ทําลายล้างกันถึงชีวิต ทําลายล้างกันถึงซึ่งทรัพย์สินต่าง ๆ อย่างชัดเจนขนาดนั้น มันเป็นความจําเป็นที่จะต้องมี การแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้นะครับ ในวันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานอภิปรายในเรื่อง ที่เกี่ยวกับภาค ๔ ในเรื่องของการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ผมขออนุญาตเรียนว่า เมื่อพูดถึงสภาพปัญหาแล้ว วิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมล้วนเกิดจากปัญหาที่สั่งสมมาอย่างช้านาน โดยเฉพาะการที่สภาพสังคม เทคโนโลยี การสื่อสารต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่สังคมไทยกับไม่สามารถ ปรับเปลี่ยนตามสภาพที่เปลี่ยนไป วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นทําให้เกิดสภาพความแตกแยก ในสังคมทุกระดับ จนเป็นเหตุให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับ ต่างประเทศในเกือบทุกด้าน ซึ่งหากสภาพการดําเนินการเป็นเช่นนี้ประเทศชาติย่อมล่มสลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ ผนวกกับการใช้วาทกรรมต่าง ๆ อันนําไปสู่ ความแตกแยก บ่อนทําลายความสามัคคีในชาติ ฉะนั้นประเด็นสําคัญที่จะนําไปสู่ การดับวิกฤติของประเทศไทยคือการทราบสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาและความจริงใจในการร่วม แก้ปัญหา ถ้าหากพิจารณาจากร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในภาพรวมแล้วจะเห็น ได้ถึงความพยายามของท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในการที่จะบรรเทาวิกฤติ ของประเทศโดยนอกจากจะสร้างกลไกในการจัดโครงสร้างทางการเมืองในหมวดต่าง ๆ แล้วความพยายามดังกล่าวจะเห็นได้จากภาค ๔ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง โดยตั้งชื่อหมวด ๒ เพื่อดําเนินการดังกล่าวว่า การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้าง ความเป็นธรรม โดยเน้นการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ๑๕ ด้าน ตามมาตรา ๒๘๒ ถึงมาตรา ๒๙๖ ประเด็นที่จะนําเสนอก็คือประเด็นการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่จะมีผลเป็นการตอกย้ําปัญหาอื่นทุกปัญหาที่ประเทศไทย ต้องดําเนินการปฏิรูป
สิ่งหนึ่งที่เป็นแรงดลใจให้ผมพิจารณาในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมนั้น คือผมได้เห็นถึงตัวเลขสถิติของทางสํานักเลขาธิการสํานักงานงานศาลยุติธรรมได้เปิดเผยสถิติ ในปี ๒๕๒๗ ว่าถึงการคั่งค้างของการพิจารณาคดี เช่น ศาลชั้นต้นมีคดีค้างจากปีที่แล้วถึง ๑๘๑,๔๑๒ คดี รับคดีใหม่อีก รวมคดีทั้งหมด ๑,๔๖๗,๔๔๒ คดี ซึ่งทางศาลชั้นต้น ได้พิจารณาแล้วเสร็จไป ๑,๒๕๔,๓๙๘ คดี ในส่วนชั้นศาลอุทธรณ์นั้นมีคดีค้าง ๑๑,๐๘๐ คดี คดีรับใหม่ ๔๗,๘๔๓ คดี รวม ๕๘,๙๒๓ คดี ทางศาลอุทธรณ์ก็ได้พิจารณา และศาลอุทธรณ์ ภาคได้พิจารณาเสร็จไปแล้ว ๔๗,๐๐๐ กว่าคดี ศาลฎีกามีคดีค้างทั้งหมด ๓๒,๐๖๙ คดี แล้วเสร็จไป ๑๗,๑๖๕ คดี เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ามีปริมาณคดีที่เข้าสู่การดําเนินในชั้นศาล มีมากจนทําให้เกิดความล่าช้าในการดําเนินคดี รวมทั้งปัญหาการขาดการประสานงาน ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ทําให้เกิดปัญหาในเรื่อง ความเสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม ส่งผลให้เกิดปัญหามากมายในกระบวนการยุติธรรม ทั้งทางแพ่ง อาญาและปกครอง นอกจากนั้นที่เป็นปัญหาสําคัญอย่างยิ่งคือกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญาที่เกิดขึ้นในขั้นตอนของการบังคับโทษในระบบเรือนจําที่ทําให้ กระบวนการบังคับโทษไม่ได้ผล รวมถึงการป้องกันอาชญากรรมมิให้เกิดการกระทําความผิดขึ้น
สําหรับประเด็นการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมนั้น ผมขออนุญาต ท่านประธานอภิปรายในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เพราะเป็นกระบวนการ ยุติธรรมที่กระทบต่อปัญหาสิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกดําเนินคดี ซึ่งทั่วโลกให้ความสําคัญ ในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนหลักเสรีนิยม และหลักความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งถ้าหากพิจารณาจากกระบวนการดําเนินคดีที่เกิดขึ้นแล้ว จะเห็นขั้นตอนที่สําคัญ ๓ ประการ คือขั้นตอนการสอบสวนและฟ้องคดี ขั้นตอนการพิจารณาและ พิพากษาคดี และขั้นตอนการบังคับโทษ ในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ก็จะมีปัญหาที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพมากน้อยต่างกันไป แต่สิ่งที่ประเทศไทยได้พัฒนา ไปอย่างมากแล้ว หลังจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ก็คือการออกบทบัญญัติทั้งหลายที่เป็นการคุ้มครองสิทธิต่าง ๆ เช่นการลดระยะเวลา ในการควบคุมตัวในชั้นพนักงานสอบสวนเหลือ ๔๘ ชั่วโมง หากมีความจําเป็นต้องมีตัวไว้ ในการสอบสวนต่อไป ต้องให้ศาลอนุญาตในการฝากขังเป็นต้น แต่สิ่งที่ควรจะได้เน้นควบคู่ ไปกับการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิก็คือจะทําอย่างไรให้ผู้บังคับใช้กฎหมายได้ตระหนักถึงสิทธิ และหน้าที่ต่าง ๆ เหล่านี้ โดยจะต้องเปลี่ยนมุมมองจากการใช้อํานาจให้เป็นการคุ้มครองสิทธิ เพราะประเด็นเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนนั้น ผู้บังคับใช้กฎหมายนอกจากต้องรู้ ต้องเข้าใจแล้วยังจะต้องผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามด้วย ซึ่งองค์กรทั้งหลายในกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นองค์กรศาล อัยการ พนักงานสอบสวน หรือองค์กรทนายความจะต้องให้ความสําคัญกับการเปลี่ยนมุมมองในการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิทั้งหลาย หากพิจารณาบทบัญญัติในมาตรา ๒๘๒ แห่งร่างรัฐธรรมนูญ แล้วจะเห็นได้ว่าท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ให้ความสําคัญโดยบัญญัติ เป็นเรื่องแรกในการปฏิรูปด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน (๘) เกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้าง และอํานาจหน้าที่ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับอํานาจ ในการสอบสวน ซึ่งเป็นต้นทางแห่งกระบวนการยุติธรรมว่าจะมีกลไกในการบริหารองค์กร อย่างไรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปราบปรามอาชญากรรมควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพอย่างแท้จริง ประเด็นเกี่ยวกับอํานาจในการสอบสวนฟ้องร้องนี้ประเทศไทยน่าจะมี การพัฒนาให้เป็นระบบสากล กล่าวคือการสอบสวนฟ้องร้องเป็นกลไกที่สําคัญที่พนักงาน สอบสวนและพนักงานอัยการต้องร่วมกันในการสอบสวน มาตรา ๒๒๘ วรรคสาม แห่งร่างรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติให้การสอบสวนคดีอาญาที่สําคัญให้พนักงานอัยการมีอํานาจสอบสวนร่วมกับ พนักงานสอบสวน ผมคิดว่าการปฏิรูปอย่างจริงจังจะเป็นทางออกของประเทศที่ดี ปัญหาที่ ประเทศไทยเผชิญตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาก็คือการไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง การคงไว้ซึ่งอํานาจ หรือกระทั่งการขยายอํานาจ รวมทั้งการไม่มีการประสานงานกันระหว่าง องค์กรต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม ผมขออนุญาตย้ํานะครับว่าไม่มีการประสานงานกัน อย่างแท้จริงระหว่างองค์กรต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม การไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองปัญหา ทําให้เกิดภาวะความไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทําให้การปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรมยิ่งทวีความสําคัญมากยิ่งขึ้น ปัญหาต่าง ๆ ที่แม่น้ําทั้ง ๕ สาย ต่างได้นําเสนอขึ้นมา จึงไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเพิ่งพบปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาที่หมักหมมและถูกเมินเฉยมาช้านาน การไม่อนาทรร้อนใจในปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกด้านจึงยิ่งเป็นการเสมือนหนึ่งเติมเชื้อเพลิง แห่งความขัดแย้ง และยิ่งยากแก่การนําไปสู่ความปรองดองเพื่อความสงบสุขของประเทศ ฉะนั้นการปฏิรูปอย่างจริงจังจึงเป็นทางออกของประเทศไทยเท่านั้น
สําหรับข้อเสนอแนะ เนื่องจากประเด็นปัญหาที่สําคัญของกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญาที่ผ่านมาคือนอกจากความไม่ไว้ใจในกระบวนการยุติธรรมแล้ว การเลือกปฏิบัติ กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า รวมทั้งปริมาณคดีที่มีจํานวนมาก การลงโทษโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมูลเหตุจูงใจในการประกอบอาชญากรรมล้วนนําไปสู่กระบวนการยุติธรรม ที่ขาดประสิทธิภาพ ตลอดจนปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจําและการใช้งบประมาณที่สูง ในกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเพื่อให้ประเด็นการปฏิรูปกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรมเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผมคิดว่าเราน่าจะให้ความสําคัญกับ ๓ ประเด็น ดังต่อไปนี้ ๑. การป้องกันอาชญากรรม ๒. การลดปริมาณคดี และ ๓. การปฏิรูประบบ การบังคับโทษ
ในส่วนที่ ๑ เกี่ยวกับการป้องกันอาชญากรรม ปัญหาอาชญากรรมทั้งร้ายแรง และไม่ร้ายแรงมักเกิดจากพฤติกรรมการไม่เคารพกฎหมายของประชาชน และการปล่อยปละละเลย ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ดังนั้นเพื่อเน้นย้ําภารกิจของรัฐในด้านการป้องกันอาชญากรรม จึงควรมีการกําหนดมาตรการเชิงป้องกันอาชญากรรม โดยประเด็นเพื่อให้องค์กรตํารวจ เป็นองค์กรที่เอื้อต่อการรักษากฎหมายและอํานวยความยุติธรรมทั้งในเชิงป้องกัน และเชิงปราบปรามอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพ สมควรพิจารณาประเด็นในการปฏิรูป องค์กรตํารวจในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้นะครับ
๑. การปฏิรูปให้องค์กรตํารวจที่มีความโปร่งใสตรวจสอบได้มิให้ถูกแทรกแซง และประชาชนเข้าถึงโดยง่าย โดยประเด็นสําคัญของการปฏิรูปก็คือความโปร่งใสขององค์กร และการกระจายการบริหารไปยังพื้นที่มากขึ้น
๒. การคงการปฏิบัติภารกิจหลัก และการถ่ายโอนภารกิจอื่นไปยังองค์กรอื่น ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยที่ปัจจุบันองค์กรตํารวจมีภารกิจและหน้าที่ครอบคลุมประเภทงาน จํานวนมาก ทั้งที่ควรมุ่งเป้าไปที่การบังคับใช้กฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับการรักษาความสงบ เป็นหลัก และควรโอนงานบางอย่างไปหน่วยงานที่ชํานาญการเฉพาะดังที่เคยดําเนินการ มาแล้ว เช่น งานทะเบียน ใบขับขี่ ที่โอนไปยังกรมการขนส่งทางบก เป็นต้น
๓. การปรับปรุงระบบบุคลากรเพื่อให้ได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ โดยประเด็นหลักอยู่ที่การปฏิรูประบบการเข้าสู่ตําแหน่ง การเลื่อนตําแหน่งที่ไม่มี หลักธรรมาภิบาล
๔. การมีส่วนร่วมของประชาชน โดยองค์กรควรได้รับความร่วมมือจากประชาชน เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดกับประชาชน เข้าถึงง่าย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานยิ่งขึ้น
๕. การเป็นองค์กรที่โปร่งใส ถูกตรวจสอบได้ และ
๖. การปรับปรุงระบบการสอบสวนให้เป็นสากล โดยการทําให้งานสอบสวน มีความเป็นอิสระโดยไม่ถูกแทรกแซงจากสายการบังคับบัญชาของตํารวจ
ประเด็นที่ ๒ ที่มีความสําคัญคือการลดปริมาณคดี เมื่อมีการกระทําความผิด เกิดขึ้นแล้วภารกิจที่สําคัญของรัฐในการอํานวยความยุติธรรมคือการดําเนินคดีเพื่อการบังคับ ใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพและคุ้มค่างบประมาณ โดยควรจัดให้มีมาตรการหันเหคดี ไม่ว่าคดีแพ่ง คดีอาญา โดยการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ โดยคํานึงถึงประโยชน์ ที่จะได้รับจากการดําเนินคดี ซึ่งได้แก่ การไกล่เกลี่ยในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ จนกระทั่งชั้นศาล ในชั้นการสอบสวนฟ้องร้องรัฐควรส่งเสริมให้มีการหาสาเหตุของการ กระทําความผิดเพื่อใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการป้องกันอาชญากรรมและการพิจารณาว่าควรมี การฟ้องร้องในชั้นศาลหรือไม่ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมในชั้นก่อนฟ้อง กล่าวคือในชั้น พนักงานสอบสวนควรมีมาตรการในการไกล่เกลี่ยคดีและในชั้นพนักงานอัยการควรมี มาตรการชะลอการฟ้อง โดยจัดให้มีมาตรการในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อํานาจ ให้เหมาะสมเพื่อให้เกิดการรับผิดชอบต่อการใช้อํานาจด้วย นอกจากนั้นในทุกองค์กร ในกระบวนการยุติธรรมควรจัดให้มีทักษะในการไกล่เกลี่ยคดี โดยเฉพาะในชั้นพนักงาน สอบสวนและพนักงานอัยการ โดยควรมีบทบาทในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยคดีมากกว่า เป็นผู้ฟ้องร้องคดี โดยควรจะฟ้องร้องคดีเมื่อมีประโยชน์ในเชิงการป้องปรามอาชญากรรม เท่านั้นสําหรับการพิจารณาพิพากษาคดีควรมีการนําวิทยาการทางด้านอาชญาวิทยา โดยเฉพาะการพิจารณาสาเหตุ มูลเหตุจูงใจในการกระทําความผิดเพื่อประกอบการดําเนิน คดีอาญาในทุกระดับ หากต้องลงโทษก็จะได้ลงโทษได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งการนําไป ประกอบการฟื้นฟูผู้ต้องขังได้ด้วย
ความสําคัญระดับที่ ๓ คือการปฏิรูประบบการลงโทษ การบังคับโทษอาญา ในประเทศไทยในระบบเรือนจํามีปัญหาที่ต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เกิดผลอย่างจริงจัง ในการฟื้นฟูผู้กระทําความผิดเพื่อป้องกันไมให้มีการกระทําความผิดซ้ํา โดยปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างเรื้อรังก็คือปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจํา ทั้งผู้ต้องขังระหว่างดําเนินคดีที่ฝากขังไว้ระหว่าง พิจารณาคดีและผู้ต้องขังเด็ดขาด จนกระทั่งไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ําในการ ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังได้อย่างแท้จริง ผมขออนุญาตเรียนเป็นข้อมูลเสริมว่าจากสถิติ ณ วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๘ สถิติของผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศ ผู้ต้องขังชายมีทั้งสิ้น ๒๑๗,๑๔๕ คน ผู้ต้องขังหญิงมี ๓๙,๔๒๘ คน รวมทั้งสิ้นเรามีผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจํา ๒๕๖,๕๗๓ คน จํานวน ผู้ต้องขังดังกล่าวเป็นจํานวนที่มีขึ้นหลังจากที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งแม้จะมีจํานวนลดลงแต่ก็ยังเกินกว่าศักยภาพที่เรือนจําจะกักขังได้
มีอีกปัญหาหนึ่งเมื่อพูดถึงปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจํา ก็คือปัญหาผู้ต้องขัง ล้นเรือนจํากระทบต่อผู้ต้องขังหญิงกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ ก็คือผู้ต้องขังหญิง โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิง ที่มีลูกเล็กตั้งครรภ์เข้าไป ไปคลอดลูกในเรือนจําและต้องมาเลี้ยงอยู่ในเรือนจํา ซึ่งปัญหานี้ กระทบต่อทั้งอนาคตของผู้ต้องขังหญิง ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพและอื่น ๆ ต่างจากผู้ต้องขังชาย และมีผลกระทบต่อลูกเล็กซึ่งต้องอยู่ในเรือนจําด้วย ผมอยากจะเรียนว่าจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาในเรื่องผู้ต้องขังหญิงนั้น แม้ว่าจะได้รับ การแก้ไข เริ่มต้นโดยพระวิริยะอุตสาหะและความเอาพระทัยใส่ของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า พัชรกิติยาภา ที่ทรงใฝ่พระทัยในการแก้ปัญหานี้ด้วยพระองค์เองในหลายเรือนจําที่เป็น ต้นแบบ และได้มีความพยายามที่จะโน้มน้าวให้ประเทศต่าง ๆ โดยผ่านทางองค์การ สหประชาชาติให้พิจารณาในเรื่องนี้เป็นพิเศษ เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจว่าในที่สุดแล้วองค์การ สหประชาชาติได้ให้การยอมรับ โดยที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ ๖๕ ได้ให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ต่อข้อกําหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ในเรือนจํา และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสําหรับผู้กระทําความผิดที่เป็นหญิง โดยมีชื่อเรียก เพื่อเป็นเกียรติกับประเทศไทยว่า ข้อกําหนดกรุงเทพ หรือ บางกอก รูลส์ (Bangkok rules) ซึ่งเรื่องนี้ข้อกําหนดกรุงเทพฯ นั้น ผมขออนุญาตเรียนว่ามีลักษณะเป็นซอฟต์เทน ลอว์ (Soften law) ที่ประเทศต่าง ๆ พึงนํามาปฏิบัติ ท่านประธานขอประทานโทษครับ ผมได้ ๒๐ นาที ใช่ไหมครับ