เปรื่อง จันดา มีความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกติกาและกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้มีการบันทึกประวัติศาสตร์ชาติที่ดีเพื่อเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติในอนาคต นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิรูปสังคมและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินการแก้ไขและขอให้มีการมีส่วนร่วมของคนส่วนใหญ่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการทั้ง ๓๖ ท่าน รวมทั้งเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ความจริงแล้วผมอยู่ในวงการศึกษา แต่เผอิญได้มีเพื่อนชาวการศึกษาได้พูดเรื่องการศึกษาไปเยอะ ผมก็เลยขอพูดในส่วนที่ ผมเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับสภาแห่งนี้
ผมขอร่วมอภิปรายในภาค ๔ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ส่วนที่ ๑ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ความจริงแล้วที่ผมจะพูดต่อไปนี้ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย ผมเห็นด้วยที่จะให้มีการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศต่อไป ในฐานะที่เราได้มีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติร่วมกันกระทํากิจกรรม บางอย่างเพื่อเป็นการปฏิรูปทั้ง ๒๕๐ คน แต่การกําหนดให้มีองค์กรเพิ่มขึ้นในมาตรา ๒๗๙ นั้น ค่อนข้างจะไม่ค่อยเห็นด้วยมากนัก มาตรา ๒๗๙ ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ สภานี้ประกอบไปด้วยสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เช่นเรา ๆ ท่าน ๆ ๖๐ ท่าน ไปชวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาอีก ๓๐ ท่าน มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่าง ๆ อีก ๓๐ ท่าน เราเอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้อง ผมไม่แน่ใจว่าเราเข้าไปนั้นมีประโยชน์ส่วนใดส่วนหนึ่งหรือไม่ จะมีคนมองหรือไม่ นอกจากนั้นยังกําหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ อีก ๑๕ ท่าน คําว่า และ ของคณะกรรมการทั้ง ๒ ส่วน ผมคิดว่าจะไปด้วยกัน แต่พอไปอ่านดู หน้าที่ในวรรคสี่ (๑) ถึง (๖) จะเห็นว่าการได้มาซึ่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาตินั้น ได้มา ๑๕ ท่าน แม้จะนําขึ้นเพื่อทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าแต่งตั้งแต่ก็ต้องผ่านมติของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมก็เดาเอาในใจว่าคงจะมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก่อน ที่จะมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นการกํากับกันอยู่ในตัว ไปดูหน้าที่ ใน (๑) มาตรา ๒๗๙ วรรคสี่ กําหนดไว้ว่าข้อเสนอของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ การปฏิรูปแห่งชาติจะมีผลให้มีการดําเนินการได้หรือไม่ จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ อันนี้ก็ถือว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีการกํากับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ แต่คณะกรรมการกํากับยุทธศาสตร์ การปฏิรูปแห่งชาตินั้นเป็นคณะกรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา ทั้ง ๒ องค์กรได้รับ การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งทั้ง ๒ องค์กร ผมได้พิจารณาแล้วในมาตรา ๒๗๙ ก็เป็นองค์กร ที่คอยกํากับตรวจสอบเหมือนกับองค์กรอื่น ๆ ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา แล้วก็มีอยู่ใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมจึงขอยกเหตุผลต่าง ๆ ที่ไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะกล่าวต่อไปนี้ แต่ผมยืนยัน ว่าการกํากับ การตรวจสอบทําให้เกิดการพัฒนา องค์กรใด บุคคลใดที่รังเกียจการตรวจสอบ องค์กรนั้นบุคคลนั้นย่อมไม่พัฒนา ผมเห็นด้วย แต่ต้องเป็นไปตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง พอดี พอประมาณ มีเหตุมีผล เป็นไปตามหลักที่เรายึดมาปรับใช้ในวิถีชีวิตของคนไทย อยู่ในปัจจุบันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอยกเหตุผลที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการให้มี องค์กรตรวจสอบเพิ่มขึ้น คือองค์กรตามมาตรา ๒๗๙
เหตุผลประการแรก องค์กรดังกล่าวเป็นองค์กรที่มากํากับตรวจสอบ ตรวจสอบอะไรนั้นอยู่ในรัฐธรรมนูญเห็นชัดเจนแล้วว่าจะต้องให้หน่วยงาน อย่างน้อย รัฐบาล อย่างน้อยก็รัฐสภามีการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ การกําหนดองค์กร ในรัฐธรรมนูญนั้นเพียงพอหรือยังครับ เพราะเรามีการกําหนดองค์กรไว้มากมายพอสมควร ดังเช่น มาตรา ๒๓๒ กําหนดให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ กําหนดให้มี ศาลยุติธรรมสามชั้น มาตรา ๒๔๐ กําหนดให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองในศาลฎีกา มาตรา ๒๔๒ กําหนดให้มีศาลปกครอง ซึ่งต่อไปนี้อาจมีชั้นอุทธรณ์ ด้วยก็ได้ ทั้ง ๆ ที่ขณะนี้มีศาลชั้นต้นกับศาลปกครองสูงสุด มาตรา ๒๔๕ กําหนดให้มี ศาลทหาร มาตรา ๒๕๙ กําหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา ๒๗๐ กําหนดให้มี คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มาตรา ๒๗๑ กําหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และมาตรา ๒๗๕ กําหนดให้มีผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์ สิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเพิ่มอีกครับ ยังเพิ่มองค์กรตรวจสอบอีกพอสมควร ผมยังยืนยันนะครับการตรวจสอบเป็นเรื่องดี มาตรา ๒๘ พลเมืองสามารถทําหน้าที่สมัชชา คุณธรรมแห่งชาติ สมัชชาพลเมือง องค์กรตรวจสอบภาคประชาชน จะเห็นว่ามีทั้งประชาชน และพลเมืองอยู่ในมาตราเดียวกัน มาตรา ๗๒ พลเมืองมีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อรัฐสภาได้หลายกรณี มาตรา ๒๑๕ วรรคสาม พลเมือง อาจรวมตัวกันเป็นสมัชชาพลเมืองแล้วก็ร่วมกัน มีส่วนร่วมในการบริหารองค์กรท้องถิ่น อันนี้ล่ะครับ ผมกําลังจะนึกไปว่าถ้าการรวมตัวของสมัชชาพลเมืองมีคุณธรรม มีจริยธรรม ในการที่จะกํากับตรวจสอบผมเห็นว่าเป็นเรื่องดี แต่ไปพิจารณาดูรายละเอียดมาตรา ๒๑๕ วรรคสาม กําหนดให้พลเมืองอาจรวมตัวกันเป็นสมัชชาพลเมืองทําหน้าที่มีส่วนร่วม ส่วนร่วมอะไรครับ ส่วนร่วมดังต่อไปนี้ ส่วนร่วมในการบริหารองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ๑ อย่างแล้วนะครับ ส่วนร่วมในการกําหนดรูปแบบขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ส่วนร่วม ในการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองท้องถิ่น ส่วนร่วมในการบริหารงานท้องถิ่น มีส่วนร่วมเยอะเลย ส่วนร่วมในการออกเสียงประชามติระดับท้องถิ่น ส่วนร่วมในการตรวจสอบการดําเนินงาน ของท้องถิ่น ส่วนร่วมในการถอดถอนคณะผู้บริหาร ผู้บริหาร สมาชิกองค์กรบริหารท้องถิ่น ส่วนร่วมในการเสนอข้อบัญญัติขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ผมเคยมีประสบการณ์มาแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าเวลาปฏิบัติจริง ๆ ถ้าพฤติกรรมของผู้ที่มีส่วนร่วมทําเกินอํานาจหน้าที่ที่ถูก กําหนดในกฎหมายอาจจะเป็นการควบคุมไปด้วยหรือเปล่า จะกลายเป็นความขัดแย้ง ในองค์กรของการบริหารส่วนท้องถิ่นหรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องน่าคิด ผมมีตัวอย่างบางท้องถิ่น สภาท้องถิ่นไม่เห็นชอบกับกรรมการบริหารท้องถิ่น ไม่ผ่านงบประมาณให้ครับ แล้วก็ไม่สามารถ ที่จะดําเนินการพัฒนาบ้านเมืองท้องถิ่นตรงนั้นได้ แต่ผมไม่ขอยกตัวอย่างว่าที่ไหน
เหตุผลประการที่ ๒ ครับ องค์กรทั้ง ๒ ตามมาตรา ๒๗๙ ทั้งสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาตินั้นเป็นองค์กรทําหน้าที่ กํากับ ตรวจสอบอย่างที่ผมได้เรียนแล้ว แล้วก็กําหนดพวกเราเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นกรรมการ ด้วย ๖๐ ท่าน มีอายุในการทํางาน ๕ ปี หลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ สามารถ มีอายุการทํางานต่ออีกไป ๕ ปี ถ้าคน ๕๐,๐๐๐ คน มีประชามติว่าเห็นควรให้มีองค์กรนี้ต่อไป นั่นคือข้อกําหนดในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมไปดูบทบาทไม่ค่อยเห็นสภาพการบังคับขององค์กร ทั้ง ๒ องค์กร แต่เห็นชัดเจนอยู่ในบทบาทมาตรา ๒๘๐ มีหน้าที่ในการเสนอพระราชบัญญัติ ทั้งนี้การเสนอพระราชบัญญัติต้องผ่านความเห็นชอบวุฒิสภา ถ้าวุฒิสภาเห็นชอบก็ให้นําเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาพระราชบัญญัติ ถ้าสภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นชอบดําเนินการตามมาตรา ๑๕๖ นําเสนอขึ้นทูลเกล้าทูลฯ เพื่อทรงลง พระปรมาภิไธยเป็นพระราชบัญญัติต่อไป แต่ในทางกลับกันสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วย ย้อนกลับมาวุฒิสภาอีกครั้งหนึ่งให้วุฒิสภายืนยัน ถ้าวุฒิสภายืนยันเสียง ๒ ใน ๓ ของวุฒิสภา เห็นชอบเป็นอันว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านไปตามมาตรา ๑๕๖ สามารถนําขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยได้ เป็นกฎหมายได้ในความเป็นจริงแล้ววุฒิสภากับ สภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยกันใช่หรือไม่ เป็นการขัดแย้งกันหรือไม่ ไปพิจารณามาตรา ๑๔๗ ซึ่งกําหนดไว้ชัดเจนว่าพระราชบัญญัติใด ๆ จะเสนอได้ก็โดย ๑. คณะรัฐมนตรี ๒. ส.ส. ไม่น้อยกว่า ๒๐ คน ๓. ส.ว. ไม่น้อยกว่า ๔๐ คน ๔. ศาลหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเป็นผู้เสนอ ๕. พลเมืองที่มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คนเสนอ ไม่เห็นมีองค์กร ๒ องค์กรนี้กําหนดไว้ในมาตรา ๑๔๗ ซึ่งเป็นช่องทาง ให้องค์กรนี้มีอีกช่องทางหนึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันหรือไม่นะครับ
เหตุผลประการที่ ๓ กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับ วุฒิสมาชิกกําหนดไว้ในมาตรา ๑๐๓ ถึงมาตรา ๑๒๐ เป็นเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นสมาชิก จะเป็น ส.ส. ได้ผ่านด่านการตรวจสอบตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ๑๘ มาตราครับ ส.ว. ผ่านด่านตั้งแต่มาตรา ๑๒๑ ถึงมาตรา ๑๓๐ ๑๐ มาตรา ฉะนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องดีครับที่เราจะได้ ส.ส. ที่ดี ส.ว. ที่ดี แต่เรายอมรับได้ไหมว่า ส.ส. ที่เราให้เขาผ่านด่านเหล่านั้นมาเป็นคนดีแล้ว เป็นคนเหมาะสมแล้ว ผมขอยกเอา ของท่านประสารที่พูดว่าดอกไม้ที่สวยที่สุดยังไม่บานครับ ผมมีคําถามที่จะผ่านท่านประธาน ไปยังประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อว่า ส.ว. กับ ส.ส. ยังเป็นผู้แทนของปวง ชนไหม คําถามผมต่อไปว่า ปวงชนหมายถึงใคร ถ้าตอบได้ว่าปวงชนหมายถึงใครก็ให้เขา เหล่านั้นมีสิทธิได้มีส่วนร่วมเลือกผู้แทนของเขาเข้ามา ผมคิดว่าน่าจะเป็นหนทางที่เหมาะสม ที่สุด ฉะนั้นถ้ายังเป็นผู้แทนปวงชนอยู่ ขอให้ปวงชนได้มีส่วนร่วมครับ ผมไม่บอกว่าควรจะมีส่วนร่วม อย่างไร นอกจากเหตุผลดังกล่าวต่อไปนี้เป็นข้อคําถามเพื่อจะให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้งหลายได้ร่วมกันขบคิดครับ
คําถามแรก พอหรือยังครับ กับ ๒๘ มาตรา ได้ ส.ส. ได้ ส.ว. มาตามมาตรา ๑๐๓ ถึงมาตรา ๑๓๐ ถ้าพอแล้วเราพอเชื่อถือได้หรือยังว่าคนเหล่านั้นก็คือคนที่มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรีเหมือนพวกเรานี่ละครับ ที่มานั่งอยู่ในสภาแห่งนี้
คําถามที่ ๒ ถ้ายอมรับได้แล้ว หลายคนเปรียบเทียบ ผมก็ขอเปรียบเทียบด้วย เหมือนกับเราได้ ส.ว. กับ ส.ส. แล้วก็มาช่วยกันตั้งรัฐบาลเป็นรถยนต์ที่มีคุณภาพ รถคันนี้ก็มี ท่านนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีเป็นคนขับที่มีคุณภาพ รถคันนี้ย่อมมีเบรกที่ดีด้วยครับ คือเบรกในการสํานึกรับผิดชอบ มีคุณธรรมของคนเหล่านั้นคอยเบรก คอยกํากับดูแลกันว่า เรื่องนี้ควรหรือไม่ควร แต่ยังมีองค์กรข้างนอกคอยเป็นเบรกอีก นอกจากคนขับเบรกเองยังมี องค์กรข้างนอกเบรกอีก พอหรือยังครับกับที่จะมีองค์กรตามมาตรา ๒๗๙ เพิ่มอีก ๒ องค์กร เป็นเบรกของรถคันนี้ แล้วรถคันนี้จะเคลื่อนได้อย่างไร เคลื่อนไปหยุดไป แล้วประเทศชาติ จะพัฒนาได้อย่างไร ถ้าเรายอมรับในความเป็น ส.ส. กับ ส.ว. ที่ได้มาโดยกระบวนการ ตามรัฐธรรมนูญ
คําถามที่ ๓ มาตรา ๒๗๙ ที่กําหนดให้องค์กร ๒ องค์กรนั้นถ้าจะให้ มีการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปใส่ไว้ในมาตรา ๑๐๒ ได้ไหมครับ ใส่ไว้อะไรก็ได้เหมือนที่ ท่านใส่ลงไปแล้ว แต่ผมไม่ขออ่านเพราะมันจะเสียเวลา ใส่ลงไปว่ามีองค์กรใด มีหน่วยงานใด ที่รับผิดชอบในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ใส่ลงไปถ้าไม่ทําละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ครับ แล้วก็มีบทลงโทษหนักด้วย ผมอยากให้ใส่ตรงนั้น
คําถามต่อไปที่สําคัญครับ จะขจัดวาทกรรมที่สังคมกําลังมอบให้เราอยู่ขณะนี้ ได้อย่างไร เป็นการสืบทอดอํานาจ เป็นการผูกขาดความรับผิดชอบ เป็นการใช้อํานาจ ซ้อนอํานาจ ทําอย่างไรเราจะขจัดสิ่งเหล่านี้ลงไปได้ มาตรา ๓๙ ยังเปิดโอกาสให้เราได้อยู่ ท่านประธานครับ ผมขออ่านครับ เมื่อจัดรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อประโยชน์ในการจัดให้มี ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นที่จําเป็น ในการนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ อาจจะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่จําเป็นก็ได้ แต่เมื่อมีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญใหม่แล้ว การปฏิบัติหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้นี้ อ่านหลาย ๆ รอบผมเข้าใจว่า ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญน่าจะนึกออกว่าควรจะเขียนอย่างไร และผมก็เห็นด้วย กับท่าน พันตํารวจโท จิตต์ที่บอกว่าเห็นด้วยกับให้มีกระบวนขับเคลื่อนการปฏิรูป แต่หน้าที่ ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเรายังพอมีอยู่ไหมครับในสิ่งที่เรายังทําไม่เสร็จ ฉะนั้นมาตรา ๓๙ ยังพอจะให้เราทําอะไรได้บ้าง ในความรับผิดชอบที่เรามีอยู่
คําถามสุดท้ายท่านประธานครับ พวกเราสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติถือว่า เป็นรุ่นพี่ของน้อง ๆ ที่จะเป็น ส.ว. เป็น ส.ส. มาทําหน้าที่ในการบริหารบ้านเมืองในโอกาส ที่เรากําหนดรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้นในขณะนี้ เรากําลังจะมอบให้เป็นสมบัติของประชาชน เป็นกฎหมายสูงสุดที่เป็นเจ้าของประเทศกับคนเกือบ ๗๐ ล้านคน เราไม่ต้องไปสร้างกฎสร้างเกณฑ์ นอกกติกา เพราะเราเป็นคนที่มาปฏิรูป ทําตามกติกา ทําตามกฎเกณฑ์ที่เขามอบให้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๓๙ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่ให้เรากระทํา แล้วเราก็ยินดีที่จะมอบภารกิจ มอบสิ่งที่ จําเป็นให้คนอื่นที่จะมารับผิดชอบบ้านเมืองทําต่อไปนะครับ ผมคิดว่าน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี ให้น้อง ๆ ที่ดี ไม่ต้องให้มีการบันทึกในประวัติศาสตร์ชาติว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติกลุ่มนี้ กําลังคิดจะทําอะไรเพื่อจะเป็นสิ่งที่ทําให้ตัวเองได้รับผลประโยชน์อยู่บ้างไม่มากก็น้อย ฉะนั้นผมไม่อยากให้คนยกขึ้นมากล่าวอ้าง อ้างอิงในอนาคตเหมือนกับพวกเราได้อ้างอิง รัฐบาลเก่า ผู้นําในอดีตว่ามีทั้งดีและไม่ดีอย่างไร ผมคิดว่าการบันทึกประวัติศาสตร์ชาติครั้งนี้ ก็คงได้รับการอ้างอิงเหมือนกัน แต่ถ้าเราได้รับการบันทึกที่ดี ผมคิดว่าการอ้างอิงน่าจะเป็น สิ่งที่ดีแล้วก็เป็นสิ่งที่ลูกหลานน่าจะนําไปปฏิบัติ นําไปประพฤติที่มันเป็นแบบอย่างของพวกเรา เป็นแบบอย่างของคนในชาติ ทั้งหมดทั้งปวงที่ผมยกมาเป็นเหตุผล เป็นคําถาม เพราะไม่เห็นด้วย กับการกําหนดให้มีคณะกรรมการตามมาตรา ๒๗๙ แต่ยังยืนยันนะครับ เห็นด้วยกับ ให้มีกระบวนการขับเคลื่อนแต่จะเขียนอย่างไรไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นมาตรา ๓๙ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่ผมกล่าวมา เมื่อสักครู่ก็น่าจะทําได้
อีกประการหนึ่ง ประการสุดท้ายท่านประธานครับ ผมมีความห่วงใยว่า หลังจากนี้มีหลายคนคุยกัน คณะกรรมาธิการจะมีการแก้ไขไหม จะแก้ไขเมื่อไร ถ้าสมมุติว่า เป็นความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ แก้ไขโดยกระบวนการของ ๒๕ คนนี้ไหม ๒๖ คนนี้ไหม ที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าแก้ไขทําอย่างไรจะรู้ เพราะมาตรา ๓๗ บอกเราว่าภายใน ๖๐ วัน ให้ท่านนําส่งสู่สภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็ลงมติ ภายใน ๑๕ วัน หรือการลงมตินั้นจะต้องใช้เวลา ๑๕ วันเต็ม หรือเราจะมีกิจกรรมก่อนที่เรา จะรับร่างแรกนี้เช่นเดียวกับที่เราไปพบกันที่สภาการพยาบาล แต่การพบกันครั้งต่อไปนี้น่าจะ ใช้เวลามากกว่านั้นเพื่อความเข้าใจตรงกัน และเราจะได้มีข้อสรุปว่าเราจะรับหรือไม่รับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมพูดมาทั้งหมดไม่ได้มีการคัดค้านอย่างหัวชนฝาที่จะไม่ให้มี ยินดีครับ ยินดีให้มีการขับเคลื่อน แต่น่าจะเขียนไว้โดยที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรา ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่เข้าไปมีส่วนรับประโยชน์ จะเขียนโดยให้คนส่วนใหญ่ทุกคนเข้ามามีสิทธิ ถ้าจะมีองค์กรอย่างนี้แล้วให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคมครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ กราบขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน แล้วก็ขอเป็นกําลังใจครับ ขอขอบคุณครับ