สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘

เทียนชัย ปิ่นวิเศษ พูดถึงการปฏิรูปศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านสื่อภาพยนตร์ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาพยนตร์ในการส่งเสริมและจดจารประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม และภาษาไทย

นายเทียนชัย ปิ่นวิเศษ

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ผม เทียนชัย ปิ่นวิเศษ ผมในฐานะที่จะเป็นผู้อภิปราย คนสุดท้ายในภาคนี้ผมจึงใคร่ขอใช้สิทธินําทุกท่านเข้าสู่โลกมายาครับ มันถึงเวลาแล้วครับ ที่เราจะต้องส่งเสริมและเอาจริงในการปฏิรูปศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านสื่อภาพยนตร์ตาม มาตรา ๒๙๐ เรื่องการปฏิรูปด้านวัฒนธรรม โดยผมจะขอเน้นเรื่องสื่อภาพยนตร์ แล้วก็ขอให้ ภาพยนตร์นี้เป็นอีกเวทีหนึ่งหรือว่าช่องทางหนึ่งของการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยครับ ผมขออนุญาตนําเรียนอย่างนี้ครับว่าภาพยนตร์เป็นสื่อที่เป็นตัวอย่างของการปรองดอง หรือว่าการสมานฉันท์อย่างดีที่สุด ในภาพยนตร์ ๑ เรื่อง ท่านจะพบว่าจะประกอบด้วย งานลิขสิทธิ์ที่มากมาย บทภาพยนตร์ก็คืองานวรรณกรรม ดนตรีที่ประกอบภาพยนตร์ก็คือ งานดนตรีกรรม นักแสดงที่เล่นก็คือสิทธินักแสดง แล้วก็คอสตูม (Costume) หรือว่าสิ่งที่เขา ใช้แต่งตัวในภาพยนตร์ก็เป็นคอสตูม ดีไซน์ (Costume design) และเมื่อรวมกันแล้วมันก็คือ ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง มีท่านผู้รู้บางคนกล่าวว่าในปัจจุบันนี้มนุษย์ใช้สมองอยู่ ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือสมองที่อยู่ในกะโหลก อีกส่วนหนึ่งก็คือสมองที่อยู่นอกกะโหลก และเสมือน หนึ่งว่าปัจจุบันนี้มนุษย์ใช้สมองที่อยู่นอกกะโหลกมากกว่าอยู่ในกะโหลก ที่ผมพูดเช่นนี้ ต้องขออภัยถ้าหากว่าใช้คําที่ไม่สุภาพ ในปัจจุบันนี้ถ้าผมถามว่าวันนี้ท่านว่างไหมจะไปทานข้าว ด้วยกัน แทนที่ท่านจะคิด ท่านหยิบเครื่องอันนี้ขึ้นมา อันนี้คือสมองของเราอีกส่วนหนึ่ง เราต้องการรู้ข้อมูลเราถามอาจารย์กูเกิล (Google) อาจารย์กูเกิลก็บอกว่าข้อมูลนี้อยู่ที่ไหน อย่างไร ที่ผมพูดอย่างนี้ผมจะพยายามชี้ให้เห็นว่าภาพยนตร์เป็นสิ่งซึ่งบันทึกและจดจาร ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนะธรรม จารีตประเพณี ภาษา สิ่งต่างๆ เอาไว้รวมกัน แล้วเขา ก็เก็บเอาไว้ อันนี้คือสมองส่วนหนึ่ง ผมพยายามจะพูดเสมอครับว่าความจําเป็นและ ความสําคัญของงานภาพยนตร์ เมื่อประมาณ ๗-๘ ปีที่แล้วผมมีความภูมิใจครับ ถ้าเราจําไม่ผิด จะมีทูต ๓ ประเทศยักษ์ใหญ่แข่งกันที่จะพูดภาษาไทยว่าใครพูดได้ดีกว่ากัน พูดได้ถูกต้องกว่ากัน และหนึ่งในนั้นท่านทูตซึ่งเป็นประเทศที่มาจากประเทศมหาอํานาจ ท่านบอกว่าท่านเรียน ภาษาไทยมาจากการชมภาพยนตร์สี่แผ่นดิน อันนี้เป็นการชี้ให้เห็นครับว่าภาพยนตร์ มีอิทธิพลในการที่ส่งเสริมหรือว่าสอนให้เขารู้เรื่องภาษา สี่แผ่นดินเป็นงานวรรณกรรม เป็นงานภาพยนตร์ ซึ่งบันทึกและจดจารศิลปะ วัฒนธรรมภาษาที่ใช้ แต่ถ้าเราดูต่อไปเราจะเห็น การโต้แย้งระหว่างสมภารกร่างกับนายแกว่น สิ่งนี้จะชี้ให้เห็นว่าในสมัยนั้นกระบวนการ ทางความคิดทางการเมืองของคนยุคนั้นเขาเป็นอย่างไร เราเห็นภาพของขวัญ เรียม และภาษาที่เขาใช้ การแต่งตัวที่เขาใช้ สิ่งเหล่านี้ก็เช่นเดียวกันครับมันจดจารอยู่ในงาน ภาพยนตร์ทั้งสิ้น ประเทศไทยเราโชคดี เราร่ํารวยเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม เรามีความ หลากหลาย เราน่าที่จะใช้ความได้เปรียบเหล่านี้ส่งออกวัฒนธรรมของไทยหรือว่าเชิญชวน เขาให้มาถ่ายทําวัฒนธรรมไทยแล้วก็ส่งออกไป อย่าลืมว่าทุกครั้งที่มีคนมาถ่ายทําภาพยนตร์ ในประเทศไทย ถ้ายิ่งเขาไปฉายมากประเทศเท่าไร ถ้าเขายิ่งเอาไปฉายมากโรงเท่าไร นั่นแสดงว่าเรากําลังส่งหนังสือเชิญไปถึงเพื่อนชาวโลกให้มาเที่ยว ให้มาเยี่ยมเยือนประเทศไทย มากเท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ การปฏิรูปวัฒนธรรม การสร้างค่านิยมที่ดี มีความจําเป็น ต้องทําร่วมกับภาคเอกชน ผมเคยถูกปลูกฝังและได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์ ตอนเด็ก ๆ ผมเชื่อว่าทุกท่านในห้องนี้ทันครับ หลังจากที่เราดูภาพยนตร์หน้ากากเสือจบ ท่านผู้พากย์ ท่านก็จะบอกว่าคุณหนู ๆ อย่าลืมนะครับก่อนนอนให้ทําการบ้านแล้วก็แปรงฟันด้วย นี่มันซึมมาครับ แล้วก็ต่อไปเกาหลีเขาจะชี้เลยว่าดารานํากินข้าวเสร็จหรือว่าก่อนนอน ให้แปรงฟัน เขาจะแปรงฟัน เด็กซึมซับไป ภาพยนตร์ฮอลลีวูด (Hollywood) พระเอก นางเอก จะฟันสวยมากเลย นี่เขาแฝงอยู่ตลอด แล้วก็ญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดีที่เป็น ประเทศหนึ่งในการที่จะใช้ภาพยนตร์ในการเปลี่ยนทัศนคติของคน ญี่ปุ่นเคยชอบกีฬาเบสบอล แต่เขาใช้การ์ตูนสร้างจนคนมาหลงใหลในกีฬาซอกเกอร์ (Soccer) หรือฟุตบอล แต่การที่เรา จะเชิญชวนให้เข้ามาถ่ายทําภาพยนตร์หรือว่าใช้ประเทศไทยเป็นเวทีในการที่จะถ่ายทําเรา ต้องมีสิ่งที่จูงใจ ต้องมีสิทธิพิเศษ สิ่งหนึ่งที่ผมเสียดายครับ ประเทศไทยควรจะเป็นฐานของการ ถ่ายทําโปรแกรมที่ชื่อว่า เอเชียก๊อตทาเลนต์ (Asia got talent) แต่เราถูกสิงคโปร์แย่งไป เพราะขั้นตอนและเรื่องภาษี ถ้าเราสามารถที่จะให้สิ่งเหล่านี้กับเขาได้เอเชียก๊อตทาเลนท์ อยู่ที่เมืองไทยแล้ว และภาพยนตร์ที่อีกหลายๆ เรื่องที่จะมาทําถ่ายทําในเมืองไทย ถ้าหากว่า เขานําสิ่งดี ๆ ของประเทศไทยไปเผยแพร่ เราควรจะมีสิทธิพิเศษให้เขา อย่างตอนนี้ ที่อุบลราชธานีของพี่นิมิตของผม ก็ใช้เป็นซีน (Scene) หนึ่งในการถ่ายทําภาพยนตร์ เรื่องอาเล็กซานเดอร์ และ ณ ปัจจุบันนี้ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ของชาวอุบลราชธานีและของชาวโลกไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ มันถึงเวลาแล้วที่เรา จะต้องส่งเสริมและเอาจริงในการปฏิรูปวัฒนธรรมผ่านสื่อภาพยนตร์ ขอบคุณครับ