สมสุข บุญญะบัญชา หารือเรื่องสมัชชาพลเมือง โดยเน้นย้ำว่าเป็นการพัฒนาการแบบไทยที่ควรภาคภูมิใจ และมีแนวทางที่จะเชื่อมโยงภาคพลเมืองที่กว้างขวางหลากหลายเข้ามาร่วมทํางานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อยกระดับและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบที่กระจัดกระจายขององค์กรท้องถิ่นและประชาชนทั่วไป
ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน สมสุข ค่ะ ดิฉันจะขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวกับสมัชชาพลเมืองซึ่งมีท่าน สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้พูดถึง ซึ่งข้อคิดเห็นหลายประการก็เป็นข้อคิดเห็นที่มีความสําคัญ ซึ่งเราคงจะรับความคิดเห็นหลาย ๆ ประการไปพิจารณาแล้วก็ไปดูว่าจะทําอย่างไรให้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามดิฉันขออนุญาตชี้แจงประเด็นสําคัญในเรื่องนี้ เพราะว่าในการอภิปราย ก็ยังอาจจะมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันอยู่บ้าง
ประเด็นแรกก็คืออยากจะเรียนว่าเรื่องสมัชชาพลเมืองที่ได้มีการเขียน ในรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ จริง ๆ แล้วเวลานี้การเชื่อมโยงโครงข่ายพลเมือง ในรูปแบบต่าง ๆ ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยในระดับต่าง ๆ เป็นจํานวนมาก มีการทําอยู่แล้ว มากมายกระจัดกระจายหลากหลายรูปแบบและจะเกิดมากขึ้น ๆ ประเด็นคือว่าการเชื่อมโยง มาเป็นสมัชชาพลเมืองนี้เป็นการยกระดับ สร้างความเข้มแข็งให้ระบบที่กระจัดกระจาย เหล่านี้สามารถมาจับตัวเอง เป็นพลังพัฒนาใหม่ที่มีความเข้มแข็งและสามารถที่จะทําให้เกิด การพัฒนาพื้นที่ระหว่างรัฐกับประชาชน เรากําลังพูดถึงการพัฒนาไปข้างหน้าที่รัฐและ ประชาชนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมีความใกล้เคียงกันในแนวทางการพัฒนามากขึ้น จริง ๆ แล้วรูปแบบสมัชชาพลเมืองไม่ใช่เป็นรูปแบบแปลกใหม่ ถ้าหากว่าท่านอดีตผู้ว่าฯ หรือว่าท่านที่ทํางานองค์กรท้องถิ่นทั้งหลาย เราก็จะเห็นว่าในพื้นที่มีเกิดขึ้นมากมาย เพราะฉะนั้นบัญญัติเรื่องสมัชชาพลเมืองมันเป็นเรื่องพัฒนาการแบบไทย ซึ่งดิฉันคิดว่า เราควรจะมีความภาคภูมิใจในเรื่องที่เรากําลังจะนําเสนอให้เกิดขึ้นและเป็นกลไกสําคัญ ในการที่จะปฏิรูปการพัฒนาสังคมไทย ซึ่งประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในระดับต่าง ๆ อย่างกว้างขวางและทั่วถึง ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่เราไปเอาจากใครมา แต่ถ้าหากประเทศไทย เริ่มมีกระบวนการสมัชชาพลเมืองดิฉันคิดว่าแนวทางนี้จะมีส่วนทําให้ประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย สปช. ๓๑/๒๕๕๘ เป็นพิเศษ สิริพร ๑๐๕/๒ เห็นว่าแนวทางนี้จะเป็นแนวทางที่มีประโยชน์ที่จะเชื่อมโยงภาคพลเมืองที่กว้างขวาง หลากหลายเต็มพื้นที่เข้ามาร่วมทํางานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งองค์กรท้องถิ่น หน่วยงาน พัฒนาและหน่วยงานรัฐ ท่านประธานและท่านสมาชิก สปช. ที่เคารพ เราจะต้องยอมรับว่า โลกเรากําลังเปลี่ยนแปลงไป พลวัตของโลกที่เปลี่ยนไปมหาศาลมาก ประชาชนปัจจุบันนี้ รับข่าวสาร มีความตื่นตัว เขาดูข่าวสารจากทีวีเครื่องเดียวกับเรา ฟังทุกอย่างเหมือนเรา ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ มันเป็นโลกยุคใหม่โดยสิ้นเชิง ประชาชนอยากเข้ามามีส่วนร่วม ประชาชนอยากมีสิทธิ ประชาชนอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอยากมีโอกาส เท่าเทียมกับคนอื่น แต่ถามว่าพื้นที่นี้อยู่ที่ไหน เรายังคงมีสังคมที่แตกต่างมากมายระหว่าง ระบบที่จัดการอยู่กับระบบของประชาชนที่อยู่ฐานรากทั้งหลาย ทั้งหมดนี้ทําให้ช่องว่าง อันมหาศาลเกิดกลุ่มองค์กรประชาชนมหาศาลมากโดยที่เขาตั้งกันเอง โดยที่เขาอยากแก้ปัญหา จัดการกันเองและโดยที่หน่วยงานต่าง ๆ ไปตั้งให้ เพราะฉะนั้นเราลองดูภาพในพื้นที่หนึ่ง ๆ จะมีกลุ่มองค์กรเยอะแยะไปหมดเลย แต่ละกลุ่มองค์กรก็จะโยงกับหน่วยโน้น หน่วยนี้ หน่วยนั้น ภาพคล้าย ๆ กับที่ท่านอาจารย์นครินทร์พูดเมื่อวานนี้ แต่นั่นเป็นเฉพาะหน่วยงานรัฐ อันนี้กลุ่มองค์กรที่มีอยู่จะกระจัดกระจาย อันนี้ขึ้นอยู่กับหน่วยนั้น อันนั้นขึ้นกับหน่วยนี้ เต็มพื้นที่ไปหมด โดยที่ไม่ค่อยประสานหรือเชื่อมโยงกัน และตรงนี้คือตรงที่เป็นปัญหา อยู่ที่ว่าเราจะให้การกระจัดกระจายอันนี้เป็นอย่างนี้ต่อไป หรือเราโยงพลังอันนี้เข้ามาเป็น พลังใหม่ของการพัฒนาร่วมกันและการพัฒนาพื้นที่ เมื่อปี ๒๕๕๑ ก็มีความพยายาม ในแนวทางนี้สมัยที่ท่านอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ซึ่งท่านเสียชีวิตแล้วเป็นรองนายกรัฐมนตรีกับคุณหมอพลเดชเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านได้ร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน ขอเรียนตามตรงว่าในสมัยนั้นดิฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ยังค้านอยู่ลึก ๆ ว่าจะดีหรือเรามี พ.ร.บ. ออกมาให้กลุ่มที่กระจัดกระจาย ซึ่งเขาก็ทํางานกันตามสมควรโยงกันเข้ามาอยู่ในเวที เดียวกัน เป็นสภาองค์กรชุมชน แต่จากการที่ทํางานและเราได้มีการประเมินทั่วประเทศ โดยให้เขาประเมินตัวเอง ประเมินทุกองค์กรกลไกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราก็พบว่ามันมีการ เปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์มากมาย แค่สภาองค์กรชุมชนเป็นแค่เวทีโยงให้คนเข้ามาทํางาน ร่วมกันไม่ได้มีอํานาจอะไร เป็นแค่ยอมรับสิ่งที่ภาคประชาชนจะโยงกันเข้ามา เราก็พบว่า ในสภาองค์กรชุมชนเราไม่เห็นเรื่องว่าฝ่ายค้านจะไปซ่องสุมเพื่อจะให้ใช้สภานี้เป็นประโยชน์ เราเห็นว่าการที่ขบวนของกลุ่มคนมาโยงกันในพื้นที่อย่างระดับตําบล ๓๐ ๔๐ ๕๐ องค์กรโยงกัน มีการประชุมสม่ําเสมอ มีการคิดว่าจะทําอะไรร่วมกัน จัดการอะไรร่วมกัน ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้ ถ้าเราไปดูเราจะเห็นว่ากํานัน ผู้ใหญ่บ้านก็มานั่งอยู่ในนี้เต็มไปหมด กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ท้องถิ่น ท้องที่ พระ ครู หมอ ปราชญ์ก็ไปนั่งรวมกันอยู่ ถ้าเราปล่อยให้ประชาชนเขาสามารถ จัดการตัวเขาเอง ธรรมชาติของกระบวนการท้องถิ่นเขาจะค่อย ๆ เข้ามาหากันแล้วก็เข้ามาสู่ เวทีการพูดคุย เรามีการประเมินผลแล้วก็พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน เปลี่ยนแปลงไป ประชาชนปัจจุบันนี้ถ้าจะเสนองโครงการอะไรคุยกับท้องถิ่นได้ ท้องถิ่นก็มา นั่งประชุมกับชาวบ้าน มีแผนอะไรก็มานั่งคุยกัน ทําแผนร่วมกัน หน่วยงานทั้งหลายที่เคย ต่างคนต่างมาทําโครงการไม่รู้เรื่องเลยก็มานั่งร่วมประชุมด้วย ก็แปลว่าเวทีของพลเมือง ที่เกิดขึ้นสามารถจะเป็นตัวที่ช่วยเชื่อมโยงหน่วยต่าง ๆ ให้เข้ามานั่งทํางานและประสานกัน ระหว่างหน่วยงานกันเองจะไม่ประสาน เพราะว่าต่างคนต่างงบประมาณ ต่างคนต่างกฎกติกา แต่ถ้าหากว่าเขาสามารถที่จะมาโยงกับการทํางานในพื้นที่และประชาชนเริ่มเชื่อมโยงกัน ระบบต่าง ๆ ก็จะเชื่อมโยงกัน เพราะฉะนั้นผลของรูปแบบสภาองค์กรชุมชนซึ่งคล้าย ๆ กับ สมัชชาพลเมืองจะเห็นว่าเกิดขึ้นมากมายทั้งในความร่วมมือ ในการเมืองสมานฉันท์ ในการที่ทํา โครงการร่วมกัน การประหยัด การเอาโครงการนี้ก็ไปต่อโครงการนั้น การที่ประชาชนร่วมด้วย หน่วยงานนี้จ่ายบางส่วน หน่วยงานนั้นจ่ายบางส่วน การบริหารท้องถิ่นเป็นการบริหาร ท้องถิ่นที่ง่ายมาก ถ้าเราจะดูภาพนี่คือภาพการบริหารท้องถิ่นที่น่าจะเกิดขึ้นโดยท้องถิ่น ซึ่งอาจจะมีอํานาจจํากัด มีบทจํากัดแต่ว่าพลเมืองมีอํานาจ มีกลไกที่จะโยงเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ มากมายมหาศาล สมัชชาพลเมืองเป็นพัฒนาการในทิศทางเดียวกันแต่ว่ากว้างขวางขึ้น ใหญ่ขึ้นนะคะ แล้วก็ครอบคลุมระดับหลาย ๆ ระดับแล้วแต่บริบทของแต่ละพื้นที่ที่จะอยากทํา ให้เกิดขึ้นนะคะ สิ่งที่สําคัญสําหรับสมัชชาพลเมืองก็คือว่า กระบวนการของสมัชชา พลเมืองเองที่ให้ภาคพลเมืองเชื่อมโยงกันเข้ามามันเป็นกระบวนการสําคัญที่ทําให้เกิด พลเมืองที่เข้มแข็ง ถามว่าจะมีพื้นที่อะไรที่ไปรับประชาชนของเราจากทุกจุด ปัจจุบันเราจะมี โปรเจกท์ (Project) เยอะ โปรเจกท์ก็จะทําจุดนั้นบ้าง จุดนี้บ้าง เดี๋ยวทําเดี๋ยวเลิก เดี๋ยวอะไร ต่าง ๆ ประสานไหม ก็ประสานบ้างไม่ประสานบ้าง แต่ถ้าเรามีเวทีสมัชชาพลเมือง ซึ่งเครือข่ายกลุ่มองค์กรผู้คนทั้งหลายสามารถจะมานั่งคุยกันแลกเปลี่ยนกันได้ แล้วก็โยงกับ หน่วยงาน หน่วยงานพื้นฐานที่สุดก็คือหน่วยงานท้องถิ่นซึ่งคงต้องทํางานร่วมกัน เป็นพลัง ร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นระหว่างรัฐกับประชาชน ส่วนจะจัดความสัมพันธ์อย่างไรก็คงค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ จัด หาวิธีที่จะโยงเป็นกลไกและกระบวนการเดียวกันนะคะ ในแนวทางนี้เราจะเห็นว่า การพัฒนาร่วมกันของประชาชนพลเมืองมันจะเปลี่ยนไปจากเจ้านายสู่ประชาชนซึ่งต้องทํา ตาม จะเป็นลักษณะการพัฒนาเคียงบ่าเคียงไหล่ให้ประชาชนร่วมรู้เห็น ร่วมดําเนินการ ร่วมดูแลรักษา ร่วมดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันเกิดประโยชน์ไหมหรือไม่เกิดประโยชน์ มีความภูมิใจ มีความมั่นใจในตัวเอง เห็นคุณค่าของการพัฒนาท้องถิ่น เห็นคุณค่าของตัวเขาเอง ถ้าเขามั่นใจ และเขาเชื่อใจ มีความไว้วางใจรู้ข้อมูล อันนี้เป็นการเติบโตของภาคประชาชน ทําให้เกิด ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับผู้คน เกี่ยวกับแผน เกี่ยวกับ วิธีดําเนินการ สมัชชาเป็นแพลทฟอร์ม (Platform) เป็นเวทีที่จะทําให้เกิดการพัฒนาเหล่านี้ เพื่อสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งร่วมกับการพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาพื้นที่และพัฒนาสังคม ในเรื่องต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตัวสมัชชาพลเมืองจึงเป็นกระบวนการและเป็นกลไกที่ทําให้เกิดการเรียนรู้ การสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งนะคะ ดิฉันคิดว่าถ้าเรามองภาพเหมือนกับเรากําลังสร้างฐานเจดีย์ ที่เข้มแข็ง เราพูดกันอยู่มากเรื่องนี้ ท่านอาจารย์หมอประเวศท่านก็พูดเรื่องนี้อยู่เป็นประจํา เราสร้างประเทศกันอย่างไรที่เกิดปัญหาวิกฤติต่าง ๆ เพราะเราไม่ได้สร้างเจดีย์จากฐานเจดีย์ สมัชชาพลเมืองเป็นเครื่องมือและกลไกในการสร้างเจดีย์จากฐานเจดีย์ร่วมกับการพัฒนา พื้นที่ทั้งหลาย และในกระบวนการนี้ถ้าเราดูระยะต่อไปในบริบทของการปฏิรูปเราอาจจะเห็น กระบวนการพัฒนาท้องถิ่นที่ไม่ใช่ผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เป็นความสัมพันธ์ของ ผู้ให้บริการและผู้รับบริการอย่างเดียว แต่เป็นการพัฒนาท้องถิ่นที่ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมจัดการ การพัฒนาท้องถิ่นต่อไปซึ่งมีความสําคัญมากเพราะว่าถ้าการกระจายอํานาจ การพัฒนา ชุมชนเข้มแข็งไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงการพัฒนาประเทศที่เข้มแข็งก็ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ จริงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการพัฒนาในพื้นฐานที่สุดก็คือที่ท้องถิ่นก็ต้องเป็นการพัฒนา ร่วมระหว่างรัฐ ประชาชน เป็นการพัฒนาที่ประชาชนเติบโต เป็นการพัฒนาทุกเรื่อง เป็นการ พัฒนาร่วมกัน เป็นการบริหารทั้งพื้นที่ ทุกเรื่อง ทุกเวลา ตลอดเวลาอย่างมีชีวิตชีวาและ ประชาชนเติบโตทุกขณะจิตและเขาดูแลจัดการพึ่งตัวเองของเขาได้ อันนี้มันจะเป็นบริบท ของการจัดความสัมพันธ์ใหม่ ระหว่างรัฐกับประชาชนอย่างสร้างสรรค์ อย่างเป็นมิตร แล้วก็อย่างต่อเนื่อง ดิฉันเห็นด้วยกับในข้อคิดเห็นของหลาย ๆ ท่านที่ว่ามันไม่ควรจะเป็นระบบ กฎเกณฑ์ กติกา ก็ต้องขอประทานโทษที่ว่าในร่างรัฐธรรมนูญก็มีเนื้อความที่ทําให้เข้าใจไปใน ลักษณะนั้นว่านี่จะเป็นสภาที่แต่งตั้งที่มีระบบ ระเบียบแน่นอนหนาแน่นอย่างนั้นหรือเปล่า เท่าที่เราได้มีการประชุมกันมาในทุก ๆ เวทีทั่วประเทศไทยนะคะ ทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายเห็นว่า ไม่ควรจะเป็นในระบบนั้นนะคะ สมัชชาพลเมืองควรจะใช้ความรู้ทั้งหลายของพวกเราเกี่ยวกับ การสร้างองค์กรประชาชนที่สร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงมาสู่การจัดระบบเป็นซอฟต์ เพาเวอร์ (Soft power) เป็นการเอื้ออํานวยให้ระบบของผู้คนที่ทํากันอยู่แล้วทํากันได้เข้มแข็งมากขึ้น นะคะ ถ้าเราจะเริ่มทําสมัชชาพลเมือง กฎเกณฑ์ที่เขียนอยู่ตอนนี้ก็คงจะเป็นกฎเกณฑ์ที่ เอื้ออํานวยเพื่อให้ระบบต่าง ๆ ที่ทําอยู่แล้วทําได้เข้มแข็งขึ้น จัดตัวเองได้มากขึ้นหรือขยาย บทเชื่อมโยงมากกว่าเดิมที่ทําอยู่หรือว่าดึงกลไกของหน่วยที่เกี่ยวข้องมาผสมกลมกลืน ให้มากขึ้นนะคะ เพราะฉะนั้นจะไม่เน้นเรื่องของการสร้างกฎเกณฑ์ที่เข้มข้น แล้วก็เป็นสภา ท่านสภาที่เคารพ เป็นสมาชิกที่เคารพไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะคะ ก็คงจะเป็นรูปแบบของ สมัชชาที่มีวิถีชีวิต มีความยืดหยุ่น มีความเรียบง่าย มีรูปแบบตามบริบทภูมิสังคม แล้วก็ประวัติความเป็นมาค่อยเป็นค่อยไปตามรูปแบบของเขานะคะ แนวทางสําคัญก็คงจะเน้น เรื่องการเชื่อมโยงภาคประชาชนมาสร้างเวทีการทํางานร่วมกันพัฒนาประชาชนให้เข้มแข็ง นะคะ เป็นเวทีกลางที่จะเข้าถึงกลุ่มต่าง ๆ หรือให้กลุ่มต่าง ๆ สามารถเข้าถึงได้ โยงกลุ่ม เครือข่ายภาคเอกชน ภาคประชาชน ปราชญ์ต่าง ๆ ให้มาสร้างกลไกในการทํางานร่วมกัน แล้วถ้าท้องถิ่นหรือว่าหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันได้ก็คงหมุนกระบวนการนี้ไปด้วยกัน เวทีร่วมอันนี้คือเวทีที่มีความสําคัญของการพัฒนาพื้นที่ แล้วก็การพัฒนาต่าง ๆ เพราะว่า ปัจจุบันนี้เรามีการกระจัดกระจาย การมีอํานาจที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในบริบทต่าง ๆ เป็นอันมาก ถ้าหากว่าเราสร้างโอกาสให้ความกระจัดกระจายเหล่านี้ค่อย ๆ มาจัดตัวเอง แล้วก็หามติร่วม หาแนวทางร่วมเพื่อจะไปในทิศทางของการพัฒนาร่วมของแต่ละพื้นที่ โดยที่แต่ละหน่วยก็ยังคงมีบทบาทกลไกของเขาอย่างเต็มที่ เพียงแต่ว่าไม่ใช่เป็นบทโดด ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับใคร หน่วยแต่ละหน่วยก็ต้องเกี่ยวกับประชาชนในพื้นที่ ประชาชนพูดได้ ประชาชนมีแรงแล้ว ประชาชนมีพลัง ประชาชนมีอาเจนดา (Agenda) ประชาชนอยากให้เกิด การพัฒนา ประชาชนอยากเป็นส่วนหนึ่งนะคะ ระบบอันนี้ก็จะทําให้เกิดการรีฟอร์ม (Reform) การปฏิรูปโดยประชาชนเองมีส่วนสําคัญนะคะ นอกจากนั้นสมัชชาพลเมืองก็คงทําให้เกิดสํานึกการพัฒนาท้องถิ่น การอนุรักษ์พัฒนาพื้นที่ สร้างศักดิ์ศรีการพัฒนาพื้นที่ ทําให้เกิดการพัฒนาพื้นที่สามารถจะครอบคลุมคนได้ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มด้อยโอกาสหรือกลุ่มอะไรก็แล้วแต่นะคะ แล้วก็ช่วยเฝ้าระวัง ในส่วนที่มีการพูดเรื่องตรวจสอบดิฉันเข้าใจว่าจะเป็นส่วนที่ตัวแทนสมัชชาพลเมืองจํานวนหนึ่ง จะต้องไปร่วมกับสภาการตรวจสอบภาคพลเมืองในพื้นที่นะคะ แต่ตัวของสมัชชาพลเมืองเอง อาจจะไม่ได้มาทําหน้าที่ตรวจสอบโดยตรงนะคะ ในเรื่องของหน้าตา รูปแบบก็คงจะมีอยู่ หลายระดับนะคะ อาจจะมีระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด ระดับภูมินิเวศน์ ระดับตําบลนะคะ กลไกทํางานก็คงจะมีหน่วยประสานที่ตกลงกันว่าจะประสานงานกันอย่างไร จะทํางานกัน แบบไหนนะคะ แล้วก็เท่าที่มีข้อสรุปจนถึงขณะนี้ก็คือมีข้อเสนอว่างบประมาณควรจะเป็น อิสระ เป็นตัวของตัวเอง แต่ว่าในการทํางานกับท้องถิ่น มีหลาย ๆ เรื่องที่ท้องถิ่นอยากทํา ก็อาจจะใช้งบของท้องถิ่นนั่นล่ะ หรืองบหน่วยงานต่าง ๆ ที่อยากทํา สมัชชาพลเมืองก็จะเป็น หน่วยที่ทํา ก็อาจจะมีงบพื้นฐานอะไรบางอย่างซึ่งยังคุยไม่ถึงเรื่องนั้นนะคะ ส่วนข้อเสนอของ คุณหมออําพลที่พูดถึงเรื่องว่าสมัชชาพลเมืองนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก ไม่ควรที่จะไป แอบอยู่เฉพาะในมาตรา ๒๑๕ ของท้องถิ่น ดิฉันคิดว่าก็เป็นข้อเสนอที่มีความสําคัญน่าสนใจ ก็คงจะได้ขอรับข้อเสนอนี้ไปดูว่าจะทําอย่างไรต่อไปนะคะ ขอขอบคุณในความคิดเห็น ส่วนใหญ่ที่มีหลากหลายมิติแล้วก็ขอรับข้อเสนอแนะไปพิจารณาในการที่จะทํากฎหมาย เกี่ยวข้องต่อไปนะคะ เรามีอนุกรรมการยกร่างสมัชชาพลเมืองที่มีตัวแทนจากทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทั้งท้องถิ่น ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชุมชน องค์กร ผู้มีประสบการณ์ ผู้ทํา ผู้นําทั้งหลาย ที่รู้เรื่องนะคะ เราก็กําลังพยายามที่จะร่างกฎหมายสมัชชาพลเมืองที่จะตอบคําถามที่ได้พูดมา ทั้งหมดนี้นะคะ แล้วหลังจากที่เราร่างเสร็จเราก็คงจะส่งให้ท่านที่สนใจให้ความคิดเห็นเรื่องนี้ ก็คงถือว่าตั้งแต่การร่างก็เป็นเรื่องของประชาชนพลเมืองที่จะให้ความคิดเห็นและมีส่วนร่วม แล้วก็จะได้ข้อสรุปของทิศทางที่เป็นที่มีความคิดเห็นร่วมกันจากทุกกลุ่มทุกฝ่ายค่ะ ขอบพระคุณค่ะ