สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ สะท้อนความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้ภาค 4 ซึ่งเป็นเรื่องการปฏิรูปเป็นจุดสนใจหลัก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีกลไกในการติดตามผลการปฏิรูป และแสดงความเห็นชอบต่อการออกแบบของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในการจัดทำรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการและประชาชน เพื่อให้การปฏิรูปมีผลกระทบจริงและประโยชน์ต่อประชาชน
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ที่บัลลังก์ผมยังไม่เห็น เข้าใจว่ากําลังเดินทางนะครับ และพี่ ๆ น้อง ๆ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านครับ ผม นายแพทย์สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๒๒๕ วันนี้เป็นวันที่ ๗ ของการอภิปรายให้ข้อคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อยากเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญและพี่ ๆ น้อง ๆ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอย่างนี้ครับ เมื่อ ๒ วันที่แล้ว ผมมีโอกาสลงไปสัมมนาซึ่งนัดหมายล่วงหน้า ได้ลาต่อรัฐสภาเป็นทางการ ได้ไปเจอเพื่อน ๆ พี่ ๆ วิชาชีพแพทย์ที่เรามีการสัมมนากัน หลายคนติดตามข้อมูลข่าวสารทางด้านบ้านเมืองครับ หลายคนก็บอกว่านี่เป็นนิมิตหมายของการเมืองไทย เราเป็นสภาตัวอย่าง เราอภิปรายกัน อย่างสร้างสรรค์ มีสิ่งที่ทั้งเห็นด้วยแล้วก็ไม่เห็นด้วย อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย เขาฝากคําสั้น ๆ มานิดเดียวครับท่านประธานเขาบอกว่าเขาเห็นอนาคต เขาเห็นความหวัง ของประเทศ โดยภาพรวมของรัฐธรรมนูญผมคิดว่ารัฐธรรมนูญมันคือนิยามของประเทศ มันจะบอกหน้าตา บอกบุคลิก บอกวิธีคิดของผู้คนในประเทศนี้ครับ เพราะฉะนั้นอาจจะพูด ได้ว่าทุกตัวอักษร ทุกถ้อยคําที่บรรจุหรือบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่ามันมีความหมาย มันมีความหมายเพราะว่ามันคืออนาคตของประเทศเรานั่นเองครับ ผมขออนุญาต จะเปรียบเทียบ ถ้าประเทศไทยเราเป็นเรือ เราเป็นนาวาลําใหญ่ เรากําลังเคลื่อนไปในมหาสมุทร เพื่อไปหาเป้าหมาย หรือหาเกาะ หาดินแดนแห่งหนึ่ง ดินแดนแห่งนี้เราอยากเห็นพลเมือง ที่เป็นใหญ่ เราอยากเห็นสังคมที่เป็นธรรม เราอยากเห็นการเมืองที่ใสสะอาดและสมดุล แล้วก็ประเทศเราสันติสุข ผมคิดว่านี่เป็นเป้าหมายร่วมกันของคนทั้งชาติครับ ในระหว่างที่เรา เดินทางก็มีทั้งคลื่นลมที่สงบบ้าง มีคลื่นลมที่ถาโถมเข้ามาบ้าง แต่เราก็ผ่านมันไปได้ด้วยดีครับ วันหนึ่งครับท่านประธาน เราเห็นเกาะแห่งหนึ่งอยู่ไว ๆ เราเห็นดินแดนเห็นอยู่ไกลลิบเลย มีแสงระยิบระยับ เราเข้าไปใกล้ ๆ โอ้โหเห็นอาคารใหญ่โตหะรูหะราเลย เราก็คิดว่าใช่แล้วครับ พวกเราก็ลงไปจากเรือขึ้นไปบนเกาะแห่งนี้ แต่ปรากฏว่ากลับตาลปัตรเพราะเราไปเจอสิ่งที่ เป็นข้อเท็จจริง ผู้คนอดอยากผอมโซมากเลยครับ มิหนําซ้ําระหว่างที่พวกเราเดินเข้าไป ในดินแดนแห่งนี้กลับมีโจรมาฉกชิงวิ่งราวต่อหน้าต่อตาเลยครับ ผมกําลังเปรียบเปรยตรงนี้ กับรัฐธรรมนูญที่พวกเราให้ความคิดเห็น แล้วก็พี่น้องประชาชนรวมถึงทั้งสื่อสารมวลชน ผมคิดว่าถ้าเราพุ่งเป้า วางเป้าหรือเราโฟกัส (Focus) ผิดจุด เราอาจจะหลงทางเหมือนกับ ที่เราขึ้นเกาะแห่งนี้ก็ได้ครับ ผมคิดว่าที่ผ่านมาเราอาจจะสนใจกันในเรื่องที่มาของ ส.ส. ส.ว. ที่มาของนายกรัฐมนตรี แต่ในความเห็นของผมแล้ว ผมสะสมเวลาทั้งหมดมาในภาค ๔ ในเรื่องของการปฏิรูป เพราะโดยส่วนตัวคิดว่านี่คือส่วนสําคัญที่สุดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ เราได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป พวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ คือสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เราถือกําเนิดเกิดมา ผมคิดว่าจุดเป้าหมายสําคัญก็คือ เรื่องการปฏิรูปครับ เมื่อวานนี้ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ท่านได้กล่าวไว้ ตอนท้ายซึ่งผมแอบเคืองหน่อย ๆ เพราะท่านบอกว่าถ้าภาค ๔ นี้ในเรื่องการปฏิรูป ดูมันไม่เหมาะสมจะไปตัด จะไปเพิ่มในส่วนใดดีไหม ผมคิดว่าท่านกําลังจะเปิดศึกวิวาทะ กับสมาชิกส่วนใหญ่ในห้องนี้ ผมเชื่ออย่างนั้น เพราะว่าหน้าที่ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมคิดว่ามี ๒ ภารกิจ ภารกิจเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญ ช่วยกันดูรัฐธรรมนูญที่ให้เหมาะ กับประเทศไทยส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งก็คือเราต้องเดินหน้าปฏิรูปประเทศไปด้วยกันกับ พี่น้องประชาชน ซึ่งคณะกรรมาธิการด้านต่าง ๆ ผมคิดว่าเราทํางานกันหนักมากครับ เพราะฉะนั้นในภาค ๔ ผมคิดว่านี่คือเสน่ห์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ เพื่อนผมที่เล่าให้ ท่านประธานฟังเขาบอกว่าเวลาเขาเปิดอ่านรัฐธรรมนูญ หน้าที่พลเมือง นโยบายแนวพื้นฐานแห่งรัฐ เขาอ่านแล้วภาษาวัยรุ่น ยังไม่ค่อยเกท (Get) แต่พอมาเปิดในส่วนภาค ๔ เรื่องของการปฏิรูป และการปรองดอง เขาบอกในแต่ละด้านจะทําอย่างนี้ ๆ ใช่ไหม ดูมันมีความหวัง ผมก็เลย อยากจะขออนุญาตสะท้อนผ่านไปยังท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย ผมคิดว่านี่คือ หัวใจครับ นี่คือหัวใจที่จะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลง นําไปสู่หมุดหมายที่เราปักไว้ร่วมกันครับ แล้วก็ตรงกับเจตจํานงของพี่น้องประชาชนที่ออกมาเป็นล้านคนครับ เขาอยากให้เรามาช่วยปฏิรูป มาช่วยสะสางปัญหาของบ้านเมืองนะครับ ผมขออนุญาตจะลงรายละเอียดเป็นมาตรา แต่ถ้าเป็นรายละเอียดที่ท่านสมาชิก ซึ่งทั้งวันเมื่อวานนี้ได้อภิปรายไปแล้วก็ขออนุญาตผ่านไป เพื่อทําให้การอภิปรายได้ลงเนื้อหาสาระที่ไม่ซ้ําซ้อนกันนะครับ
ในมาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๘ ว่าด้วยบททั่วไป อันนี้มีหลายท่านอภิปรายไปแล้ว ผมขออนุญาตข้ามไปที่ มาตรา ๒๗๙ ว่าด้วยเรื่องกลไกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ กับมาตรา ๒๘๐ เป็นกลไกในการตรากฎหมาย และการออกพระราชบัญญัติต่าง ๆ นะครับ
ส่วนมาตรา ๒๘๑ ถึงมาตรา ๒๙๖ อีก ๑๖ มาตรา ก็เป็นเรื่องการปฏิรูป ด้านต่าง ๆ ในมาตรา ๒๗๙ และมาตรา ๒๘๐ ผมคิดว่าเป็นการออกแบบของกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเป็นเรื่องใหม่ แล้วหลายท่านที่พาดพิงไปยังกรรมาธิการ ผมไม่ได้แก้ต่างให้นะครับ ที่บอกว่ากรรมาธิการจะมีอีแอบอะไรหรือเปล่า ผมกลับมองต่างมุม ผมคิดว่ากรรมาธิการโปร่งใส เพราะคิดอะไรก็บอกอย่างนั้น เช่น คิดบอกว่าที่มาองค์ประกอบ ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศควรจะต้องมาจาก สปช. ๖๐ คน สนช. ๓๐ คน ผู้ทรงคุณวุฒิ ๓๐ คน ท่านพยายามสื่อออกมาว่าท่านคิดอะไรอยู่ แต่ถ้าท่านไม่บอกเราก็ได้ ท่านเขียนบอกว่าตามที่กฎหมายบัญญัตินี่เราอาจจะไม่รู้เลยก็ได้ ผมคิดว่าแฟร์ (Fair) ครับแบบนี้ เพราะฉะนั้นเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็เป็นเรื่องที่เราแสดงความคิดเห็นกัน โดยส่วนตัว ผมคิดว่าทั้ง ๒ มาตรานี้ กรรมาธิการผมเชื่อว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผ่านประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะเลย ท่านคงเห็นล่ะว่าถ้าเขียนแล้วมันปฏิบัติไม่ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือมันเสียของครับ กรรมาธิการด้านต่าง ๆ ประชุมปรึกษาหารือกันเยอะแยะเลย คิดประเด็นของการปฏิรูปการศึกษามีอยู่ ๑๒ อนุมาตรา สาธารณสุขมีอยู่อีก ๕ อนุมาตรา ในแต่ละด้านอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเรื่องราวเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงได้ผมคิดว่าต้องมีกลไก ในการติดตามนะครับ
แล้วยิ่งมาดูในเรื่องหน้าที่ต่าง ๆ ใน (๑) ในมาตรา ๒๗๘ จนถึง (๖) ผมดูแล้ว ไม่ใช่เป็นแนวคิดแบบอํานาจนิยมเลยครับ แต่เป็นแนวคิดการทํางานแบบเชิงวิชาการ เป็นการทํางานแบบแนวราบ เป็นการชักชวนให้ผู้คนมาร่วมปฏิรูปประเทศนี้ไปด้วยกันครับ เพราะประเทศนี้ไม่ใช่เป็นของพวกเราในห้องประชุมสภาแห่งนี้เท่านั้น แต่เป็นของพี่น้องประชาชน ทุกคน ผมดูแล้ว ผมอ่านแล้ว ผมคิดว่าทิศทางจะเป็นอย่างนี้นะครับ ส่วนองค์ประกอบ โดยส่วนตัวผม ผมไม่ได้ติดใจ ผมไม่ได้ติดใจในแง่ที่ว่าจะมีที่มาเป็นอย่างไร ผมคิดว่า ความสําคัญอยู่ที่ผลลัพธ์ อยู่ที่พวกเราจะต้องทําให้เห็นว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรานี้ ปฏิรูปแล้วมีน้ํายาจริงหรือเปล่า นั่นต่างหากที่เป็นเรื่องสําคัญนะครับ แล้วสภาปฏิรูปแห่งชาตินี้ ผมเชื่อว่าเราทํางานกันหนักมากครับ ผมเคยถามเจ้าหน้าที่รัฐสภาว่าที่ผ่านมาการทํางาน ของสภาแต่ละชุดเป็นอย่างไร เขาก็บอกผมว่าคุณหมอ ชุดนี้ขยันจริง ๆ บางชุดยังประชุมนอกรอบ วันเสาร์ วันอาทิตย์เลยครับ ยังขอที่ประชุมสภาใช้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สปช. ต่างจังหวัด ภาษาชาวบ้านเขาบอก ภาษาวัยรุ่นนะครับว่า โค ตะ ระ ขยันเลยครับ วันเสาร์วันอาทิตย์ ท่านยังไปรับฟังเสียงพี่น้องประชาชน เพราะเราเป็น สปช. ครับ เราฟังเสียงประชาชน ต้องขอบคุณท่านประชา เตรัตน์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเรียกว่าเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ที่ได้กําหนดแนวทางที่ไปรับฟังเสียงพี่น้องประชาชน ผมขออนุญาตที่จะสะท้อนความเห็น ผ่านไปยังท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ
ทีนี้ในมาตรา ๒๘๑ ถึงมาตรา ๒๙๖ ซึ่งเป็นการปฏิรูปด้านต่าง ๆ นั้น จะขออนุญาตลงรายละเอียดบางมาตราแค่นั้นเองครับ ในเวลาที่จํากัด แต่ภาพใหญ่อยากจะเรียน อย่างนี้ว่าถ้าเราดูถ้อยคํา ดูหลักการ ดูประเด็นต่าง ๆ ของการปฏิรูปแล้วนี่ ผมคิดว่า ค่อนข้างดีนะครับ เข้าใจว่าส่วนใหญ่ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คิดมาจากกรรมาธิการด้านต่าง ๆ ๑๘ ด้าน ๑๘ คณะนี่ช่วยคิด ช่วยกลั่นกรองมาจนตกผลึกแล้วละครับ แต่ความยากต่อไปนี้ ก็คือรายละเอียด ถ้าจะเปรียบเปรยก็คือหลักการดูเหมือนเป็นเรื่องดี เหมือนเป็นบาทหลวงเลย แต่รายละเอียดอาจจะเป็นซาตานหรืออาจจะเป็นปีศาจก็ได้ เพราะฉะนั้นจําเป็นอย่างยิ่งครับที่ต้องมีการทํางานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างคณะกรรมาธิการ ด้านต่าง ๆ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญรวมถึงพี่น้องประชาชนครับ ทําอย่างไรครับ ถ้อยคําที่เราบอกว่ามันคืออนาคตของประเทศจะเกิดมรรคผลในทางปฏิบัติได้จริง ๆ ครับ ผมคิดว่าแนวคิดที่สําคัญก็คือต้องทําไปด้วยกันและเรียนรู้ไปด้วยกันครับ เราต้องทําแบบที่ ภาษาอังกฤษใช้คําว่า ดี แอนด์ ดี (D and D) ครับ คือ ดูอิง แอนด์ ดีเวลล็อปเมนท์ (Doing and development) ต้องทําไปด้วย พัฒนาไปด้วยและปฏิรูปไปด้วยครับ แล้วก็แอล แอนด์ จี (L and G) ด้วยครับ ไม่โฆษณาให้ใคร เป็นการเลิร์นนิง แอนด์ โกรธ (Learning and growth) คือการเรียนรู้และการพัฒนา ผมคิดว่านี่คือทิศทางของสังคมไทยนะครับ ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างในมาตรา ๒๘๙ ใน (๒) ที่ได้บัญญัติไว้ว่าจะสนับสนุนการจัดตั้งธนาคารแรงงาน เพื่อเป็นกองทุนการเงินของผู้ใช้แรงงานในการส่งเสริมการออมและการพัฒนาตนเอง อันจะนําไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อนุมาตรานี้เขียนไปนี่ครับพี่น้องประชาชนผู้ใช้แรงงาน ครอบครัวผู้ใช้แรงงาน ผมคิดว่าได้ประโยชน์จากอนุมาตรานี้กว่า ๒๕ ล้านคน เกือบครึ่งประเทศ เพราะฉะนั้นมีประโยชน์แน่ ๆ ในเชิงหลักการ แต่รายละเอียดก็เป็นสิ่งที่เราต้องสนใจ ใส่ใจ เป็นอย่างยิ่งครับ ไม่อย่างนั้นแล้วประวัติศาสตร์จะซ้ํารอยครับ เรามีเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งหลักคิดคือการออมทรัพย์ แต่ชาวบ้านเขาบอกว่าเป็นสหกรณ์อมทรัพย์ อ ตกไปตัวหนึ่ง แล้วขณะนี้ก็มีเรื่องราวอีกมากมาย ซึ่งไม่ใช่ออมแล้วครับกลายเป็นเน้นให้กู้ อย่างนี้เป็นต้น ผมคิดว่าหลักการดีอย่างเดียวไม่พอครับ พวกเราทุกคนต้องช่วยกันทําให้รายละเอียดมันลงไป ในทางปฏิบัติได้จริง เกิดประโยชน์ได้จริง หลักใหญ่ของการปฏิรูปผมจําได้ในการประชุมสภา ครั้งแรก ๆ นี่ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านอาจารย์อําพล จินดาวัฒนะ ท่านได้ช่วยพวกเรา ทบทวนแล้วก็รีวิว (Review) เอกสารต่าง ๆ มาให้ ผมขออนุญาตทวนอีกทีหนึ่ง เขาบอกว่า อย่างนี้ครับ การปฏิรูปเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างขนานใหญ่ทั้งระบบ แต่เปลี่ยนเป็นขั้น เป็นตอน ทําให้ไม่เกิดความรุนแรงหรือกระทบในทางเสียหายน้อยที่สุด เป็นวิถีทางของอารยชน เหมาะสมกับสังคมประชาธิปไตยที่ยึดหลักการเปลี่ยนแปลงโดยปราศจากพลกําลังและความรุนแรง เป็นของท่านนคร อัศวอาภากร ที่ได้เขียนไว้ ผมคิดว่านี่คือหัวใจ แต่ที่สําคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือในการปฏิรูปแต่ละด้าน ผมคิดว่าเราต้องหาจุดคานงัดครับ จุดที่จะทําให้เปลี่ยนจริง จุดที่จะทําให้ปฏิรูปจริงนะครับ ผมก็ได้เรียนรู้การทํางานในการขับเคลื่อนสังคมผ่านท่าน สปช. ท่านหนึ่งนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม เช่นเดียวกันก็คือท่านอาจารย์หมอพลเดช ปิ่นประทีป ท่านบอกว่าอย่างนี้ ถ้าจะเคลื่อน ถ้าจะเปลี่ยน ถ้าจะปฏิรูป อย่างน้อยควรจะดูองค์ประกอบเหล่านี้ ๕ องค์ประกอบครับ อันที่ ๑ ก็คือเรื่องฐานทุน ๒. ก็คือแรงต้านมากหรือน้อยครับ ๓. ปฏิรูปแล้วมันเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงหรือเปล่า เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ไหม องค์ประกอบที่ ๔ ง่ายต่อการลงมือปฏิบัติขยายผลได้หรือเปล่า และประเด็นสุดท้าย องค์ประกอบก็คืออย่าทํามากเรื่องมากจุดครับ ผมขออนุญาตเปรียบเทียบกับ คณะกรรมาธิการสาธารณสุขนะครับ ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข อาจารย์หมอพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ได้ช่วยวิเคราะห์สังเคราะห์กับกรรมาธิการ ครบถ้วนไหม จุดคานงัดของระบบสุขภาพถ้าเราจะปฏิรูป เราก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นในระบบบริการสิ่งสําคัญ ก็คือเราต้องเน้น เราต้องให้ความสําคัญกับการปฏิรูประบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ที่ใช้พื้นที่เป็นฐานประชาชนเป็นศูนย์กลางก็คือที่ใกล้ชาวบ้านมากที่สุด เราดูสิครับ องค์ประกอบที่ ๑ ฐานทุน เรามีโครงสร้างในระบบเราอยู่แล้ว เรามีสถานบริการในระดับปฐมภูมิ ก็คือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลหรือสถานีอนามัย เรามีศูนย์บริการสาธารณสุข ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรายังมีคลินิกเอกชน ร้านขายยาอีกมากมาย ดูโครงสร้างเอื้อนะครับ เรามีฐานทุนที่ดีแล้ว แรงต้าน คณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการลงไปในพื้นที่เราได้รับการตอบรับ เรื่องนี้อย่างมากเลย พี่น้องประชาชนเขาอยากเห็นการพัฒนาสถานบริการที่อยู่ใกล้บ้านเขา เขาอยากจะมีหมอประจําครอบครัวของเขา อย่างนี้เป็นต้น เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ไหม ใช่เลยครับ ถ้าเราปฏิรูปเรื่องระบบบริการตรงนี้ได้จะทําให้เปลี่ยนวิธีคิดของผู้คนครับ จากเรื่องสุขภาพ มองเรื่องโรค มองเรื่องโรงพยาบาล เปลี่ยนวิธีคิดว่าเราจะมองประชาชน และพื้นที่เป็นหลัก ง่ายต่อการลงมือปฏิบัติขยายผลได้ไหม เราก็ไปทบทวนว่า ๓-๔ ปีที่ผ่านมา เราเริ่มทํากันในบางพื้นที่ในเครือข่ายบริการปฐมภูมิในระดับอําเภอ เริ่มต้น ๓ ปีที่แล้วประมาณ ๒๑ อําเภอ อีก ๑ ปีต่อมาขยายเป็น ๔๔ อําเภอ ล่าสุดกว่า ๒๐๐ อําเภอทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้เป็นตัวอย่างไม่มากจุด เราคิดว่าระบบบริการนี้ถ้าจะทําทํา ๓ เรื่อง เท่านั้นเอง ๑. ให้มีกลไกระดับพื้นที่ที่เขาสามารถบริหารจัดการตัวเขาเองได้ แก้ปัญหาสุขภาพ เขาได้ เราต้องมีทีมผู้ให้บริการ ไม่ใช่เฉพาะหมอพยาบาล แต่หมายรวมถึงญาติเขา จิตอาสา ที่อยู่ในชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข
แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องระบบข้อมูลและการเงินที่ได้เอื้อต่อการ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบบริการ เหล่านี้เป็นต้น ผมคิดว่านี่คือตัวอย่างครับ ว่าถ้าเราคิดว่า เราจะปฏิรูปลองไปดูว่าจุดคานงัดของเราคืออะไร ย้ําครับ ผมคิดว่าเวลาเราคิดเราคิดใหญ่ได้ เรามีฝันใหญ่ได้ เรามีมิกซ์ ดรีม (Mix dream) ได้ อาจารย์หมอประเวศบอกว่าให้ฝันให้ใหญ่ครับ แต่เวลาทําให้เริ่มทําจากจุดเล็ก ๆ ครับ จุดที่ทําแล้วมันมีความสําเร็จผู้คนอยากจะมาร่วมด้วยช่วยกัน
ในมาตรา ๒๘๖ ว่าด้วยเรื่องปฏิรูปการศึกษา มีอยู่ ๑๒ อนุมาตรา ผู้รู้ทางการศึกษา ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผมคิดว่าอาจจะต้องดูว่าอะไรคือจุดคานงัดในเรื่องการศึกษา อะไรคือจุดเปลี่ยนที่เป็นที่ทิปปิง พอยท์ (Tipping point) ข้อสังเกตของผมนิดเดียว ท่านประธานครับ ยกตัวอย่างในการปฏิรูปการศึกษานี้มีคณะกรรมการหรือในเรื่อง ของปฏิรูปทางด้านสังคม หรือเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มักจะมีวรรคท้ายว่าจะมี คณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้น ให้จัดตั้งขึ้นภายใน ๑ ปี ข้อสังเกตของผมก็คือว่าทําอย่างไร ไม่ให้ทับซ้อนกับกลไกที่อยู่ในมาตรา ๒๗๘ มาตรา ๒๗๙ อย่างที่นําเรียน ให้ช่วยหนุนเสริมกัน นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าอยากจะฝากไว้นะครับ
ส่วนรายละเอียดในบางมาตราในเวลาที่จํากัดจะขออนุญาตทําเป็นเอกสาร เสนอผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เช่น ตัวอย่างในมาตรา ๒๙๔ (๔) ในเรื่องของกําลังคนของทางด้านสุขภาพ ผมอยากให้เติมคําว่า ธํารงรักษา ไปด้วย คงไม่ได้ มีเวลาอภิปรายเพิ่มเติมนะครับ ผมคิดว่าจนถึง ณ วินาทีนี้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เขาพร้อมที่จะลงเรือลํานี้ครับท่านประธานครับ เรือที่ชื่อว่าประเทศไทย ไปสู่เกาะหรือ ดินแดนที่มีแต่ความสันติสุขนะครับ เป็นสังคมที่เป็นธรรม ผู้คนเป็นพลเมืองตื่นรู้นะครับ การเมืองเราใสสะอาด เราจะโลดแล่นไปแบบไม่ต้องเหนื่อยแรงมาก เพราะทุกคนช่วยกันจ้ํา ช่วยกันพาย เราเจอลมพายุเราก็หลบเสีย คลื่นลมสงบเราก็แล่นต่อไปได้ครับ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง อายุของสภาปฏิรูปแห่งชาติก็จะหมดลง เราจะทอดสมอ เราจะหยุดนิ่งและเราจะสงบ อย่างมั่นคงพร้อมที่ส่งไม้ต่อเพื่อให้ความมั่นใจว่ามันจะไม่หวนกลับไปเหมือนดั่งเดิมนะครับ ก็ขออนุญาตฝากว่าภารกิจของการปฏิรูปเป็นหน้าที่ของทุกคนครับ ขอบพระคุณครับ