ธวัชชัย อุ่ยพานิช เสนอการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเรียกร้องให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พร้อมเสนอแก้ไขมาตรา ๒๘๖ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตราอื่นๆ และลดบทบาทของรัฐให้เพียงผู้จัดให้มีการศึกษาเท่านั้น นอกจากนี้ยังเสนอการมีส่วนร่วมของเอกชน ชุมชน องค์กรบริหารท้องถิ่นในการจัดการศึกษา และการปรับปรุงระบบการผลิต การพัฒนา และการประเมินครู อาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลาการทางการศึกษา
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม นายธวัชชัย อุ่ยพานิช สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เลขที่ ๑๐๒ จากจังหวัดระยอง ก่อนอื่นผมขอให้กําลังใจท่านประธานและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน ขอให้ท่านนั้นมีกําลังกาย กําลังใจ ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้สําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายในภาค ๔ หมวด ๒ เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในมาตรา ๒๘๖ ในประเด็นดังต่อไปนี้
ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๘๖ ได้มีการกําหนดให้มีการปฏิรูปการศึกษา ในหลายระดับด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในระดับปฐมวัย อาชีวศึกษา อุดมศึกษา ซึ่งปรากฏอยู่ใน (๓) (๔) และ (๕) ตามลําดับ แต่ท่านประธานครับ ยังมีการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ไม่ได้กล่าวถึงในมาตรานี้ ทั้งที่การศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นมีความสําคัญอย่างยิ่ง การศึกษา ขั้นพื้นฐานทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา เป็นพื้นฐานที่สําคัญในการศึกษาต่อ ในระดับที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ดังนั้น ท่านประธานครับ ในมาตรานี้ผมขอเสนอต่อท่านประธานให้มีการปฏิรูปปรับปรุงการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ถ้าเป็นไปได้ผมขอให้บัญญัติไว้ใน (๔) โดยมีข้อความดังต่อไปนี้ ปรับปรุง ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน การจัดสภาพแวดล้อม สื่อ เทคโนโลยี การวัดผลประเมินผล และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
ท่านประธานครับ ประเด็นต่อไปครับ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการบัญญัติ ในบทบาทหน้าที่ของรัฐในการจัดการศึกษาไว้ในหลายมาตราด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น ในมาตรา ๒๖ วรรคสาม ความเป็นพลเมืองได้บัญญัติไว้ว่า รัฐมีหน้าที่ต้องปลูกฝังให้พลเมือง ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ตลอดจนจัดการศึกษาอบรมในทุกระดับ ทุกประเภท และทุกกลุ่มอายุ มาตรา ๕๒ วรรคสาม สิทธิพลเมืองบัญญัติไว้ว่า รัฐมีหน้าที่ต้องจัด การศึกษาอบรม มาตรา ๘๔ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐบัญญัติไว้ว่า รัฐต้องจัดส่งเสริม และทํานุบํารุงการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท แต่พอมาถึงมาตรา ๒๘๖ ได้บัญญัติไว้ว่า (๑) กระจายอํานาจการจัดการศึกษา โดยลดบทบาทของรัฐจากการเป็นผู้จัดการศึกษา ให้เป็นผู้จัดให้มีการศึกษา ท่านประธานครับ ผมขอตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้คําที่แตกต่างกัน ผมดูในเจตนารมณ์การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ก็ไม่พบว่ามีเจตนารมณ์อย่างไร ผมเข้าใจ ว่าผู้ร่างน่าจะมีเจตนารมณ์ที่จะลดบทบาทของรัฐ บทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ ลดบทบาทของส่วนกลาง แล้วกระจายอํานาจไปยังพื้นที่และสถานศึกษา ผมจึงขอเสนอ ให้บัญญัติข้อความให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าจะใช้คําว่า ผู้จัดการศึกษาหรือ ผู้จัดให้มีการศึกษา ควรเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการตีความมิให้ เกิดความสับสน ควรมีความชัดเจนในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ผมขอตัดคําว่า ผู้จัดการศึกษาและผู้จัดให้มีการศึกษา ออก โดยผมขอเสนอให้มีการแก้ไขในมาตรา ๒๘๖ (๑) โดยใช้ข้อความดังต่อไปนี้
กระจายอํานาจการจัดการศึกษาให้กับพื้นที่และสถานศึกษา สามารถ จัดการศึกษาได้อย่างมีอิสระ มีประสิทธิภาพและรับผิดชอบต่อผลการจัดการศึกษา ทั้งนี้โดยให้เอกชน ชุมชนและองค์กรบริหารท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมด้วย
เหตุผลประกอบครับท่านประธาน
ประการที่ ๑ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๒๖ ความเป็นพลเมือง สอดคล้อง กับมาตรา ๕๒ สิทธิพลเมือง และสอดคล้องกับมาตรา ๘๔ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่บัญญัติให้รัฐมีหน้าที่ในการจัดการศึกษา
ประการที่ ๒ เพื่อลดขนาดและบทบาทของส่วนกลาง แต่มาเพิ่มบทบาท ให้กับหน่วยงานทางการศึกษาในระดับพื้นที่และสถานศึกษา
ประการสุดท้ายครับ เพื่อให้เอกชน ชุมชน องค์กรบริหารท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา
ท่านประธานครับ ต่อไปจะเป็น (๗) ใน (๗) นี้ ผมขอเพิ่มคําว่าผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษาใน (๗) โดยใช้ข้อความดังต่อไปนี้
(๗) ปรับปรุงระบบการผลิต การพัฒนา และการประเมินครู อาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลาการทางการศึกษา ประเด็นนี้เป็นประเด็น ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาได้เคยเสนอไว้แล้ว แต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ตัดออกไป วันนี้ผมมาขอเพิ่มต่อท่านประธานด้วยเหตุผลที่ว่าผู้บริหารเป็นบุคคล ที่มีความสําคัญขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา เป็นผู้นํานโยบาย ไปสู่การปฏิบัติ ผู้บริหารสถานศึกษาหมายถึง บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบต่อการบริหาร สถานศึกษาแต่ละแห่ง ผู้บริหารการศึกษา หมายถึงบุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหาร จัดการศึกษานอกสถานศึกษาเพื่อเป็นการให้ความสําคัญกับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ในทุกระดับ ในทุกสายงาน ไม่ว่าจะเป็นสายงานการสอน สายงานการบริหารสถานศึกษา สายงานบริหารการศึกษา และสายงานนิเทศการศึกษา ประกอบกับกระบวนการในการพัฒนา คุณภาพการศึกษา จะต้องประกอบไปด้วยกระบวนการที่สําคัญ ๓ กระบวนการ
๑. ก็คือกระบวนการเรียนการสอนโดยครู
๒. กระบวนการบริหารก็คือโดยผู้บริหาร และ
ประการสุดท้าย ก็คือกระบวนการนิเทศ โดยศึกษานิเทศก์ บุคลากรทางการศึกษา และครูร่วมกันนิเทศ
ประเด็นที่ ๒ ใน (๗) จากคําว่า โดยอาศัยผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียน ผมขอเสนอให้แก้เป็นโดยอาศัยผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนแทน ผมมีความเห็นว่าการพัฒนาและการประเมินครู โดยอาศัยผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ของผู้เรียนเป็นการเน้นเฉพาะด้านสติปัญญาหรือด้านคะแนนของผู้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าเราใช้คําว่า ผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนน่าจะหมายรวมถึง ผลการพัฒนา ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ซึ่งจะมีความสอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในตอน ๓ สิทธิพลเมือง ในมาตรา ๔๖ วรรคสามที่บัญญัติไว้ว่าเด็กและเยาวชนย่อมมีสิทธิ ในการอยู่รอด และได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาตามศักยภาพ ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม กล่าวโดยสรุปแล้วในมาตรานี้ มาตรา ๒๘๖ (๗) ผมขอใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน ปรับปรุง ระบบการผลิต การพัฒนา และการประเมินครู อาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหาร การศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา โดยอาศัยผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากประเด็นนี้ผมมีข้อเสนอในการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการ ในการประเมินวิทยฐานะของครูว่าควรเน้นการประเมินตามสภาพจริง ไม่ควรเน้น การประเมินที่เอกสาร ผลงานทางวิชาการ แต่ควรประเมินที่คุณภาพการเรียน การสอน ในห้องเรียน ดูที่ผลการเรียนของนักเรียน พิจารณาจากคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน และดูที่จรรยาบรรณวิชาชีพของครู กล่าวโดยสรุปแล้วการประเมินวิทยฐานะของครูนั้น ผมขอให้ท่านประธานนั้นได้โปรดพิจารณา พิจารณาถึงผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญาและพิจารณาถึงการประพฤติปฏิบัติตนของครู ความเป็นครู และจรรยาบรรณของครู
ท่านประธานครับต่อไปเป็นข้อเสนอใน (๑๒) เกี่ยวกับการประมวลกฎหมาย การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อเป็นกลไกสําคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา รองรับ การกระจายอํานาจจากส่วนกลาง ผมมีข้อเสนอต่อท่านประธานใน ๕ ประเด็นด้วยกันครับ
ประเด็นที่ ๑ ผมขอให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และพระราชบัญญัติ สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยขอให้มีการกระจายอํานาจ ลดอํานาจรัฐจาก ส่วนกลางให้น้อยลง กระจายการบริหารจัดการไปยังเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาให้มี อํานาจในการบริหารจัดการ ทั้งในด้านวิชาการ งบประมาณ บริหารทั่วไป บริหารงานบุคคล อย่างมีอิสระ มีความคล่องตัว รวดเร็ว สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของ แต่ละพื้นที่
ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ๒ ผมขอเสนอการกระจายอํานาจ การบริหารงานบุคคลไปสู่ส่วนราชการ ท่านประธานครับ ผมขอให้มีการแก้ไขให้องค์กรกลาง ในการบริหารงานบุคคลของครูให้เล็กลง องค์กรกลางในที่นี้หมายถึง ก.ค.ศ. ก.ค.ศ. ก็คือคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผมขอให้มีหน้าที่เพียง กําหนดนโยบาย กําหนดแผน กําหนดทิศทาง กํากับดูแลการบริหารงานบุคคลเท่านั้น ส่วนการบริหารงานบุคคลด้านอื่น ๆ ขอให้กระจายอํานาจไปยังส่วนราชการ พื้นที่และสถานศึกษา กล่าวคือผมขอเสนอให้มีอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของ ส่วนราชการ เรียกว่า อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ เพื่อให้การบริหารงานบุคคลมีความคล่องตัว รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพราะทุกวันนี้ ก.ค.ศ. ทําทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของ ส่วนราชการ ทําให้เกิดความล่าช้า ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนและการบริหารจัดการ เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ก.ค.ศ. จัดทําหลักเกณฑ์วิธีการในการสรรหาครูผู้ช่วย ในการสรรหาผู้บริหารโรงเรียนใช้เวลาในการจัดทําเกณฑ์เป็นเวลาเป็นปี เกิดผลกระทบ ต่อการเรียนการสอนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากโรงเรียนต้องขาดผู้บริหารและขาดครูผู้สอน เป็นเวลานาน แต่ถ้ามี อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการจะช่วยให้การดําเนินงานต่าง ๆ เป็นไป ด้วยความรวดเร็ว และสอดคล้องกับความต้องการของส่วนราชการอย่างแท้จริง สามารถแก้ไขปัญหา การบริหารงานบุคคลของพื้นที่และสถานศึกษาได้อย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์
ประเด็นต่อไปครับ เพื่อรองรับการกระจายอํานาจจากส่วนกลาง ผมขอเสนอ ให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการต่าง ๆ ที่อยู่ในส่วนราชการ แก้ไขบทบาทหน้าที่ขององค์คณะบุคคลต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์คณะบุคคลในเขตพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ ๓ องค์คณะบุคคลด้วยกัน นั่นก็คือ ๑. คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา ๒. คณะกรรมการติดตามตรวจสอบประเมินผลและนิเทศการศึกษา ๓. อนุกรรมการ ข้าราชการครูและบุคลาการทางการศึกษา หรือที่เรียกว่า อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ผมขอเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไข เรื่องที่มา องค์ประกอบ อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้องค์คณะบุคคลเหล่านี้ได้ทําหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุนให้ข้อแนะนํา ให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเขตพื้นที่ในทุกด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารงานบุคคลตั้งแต่กระบวนการสรรหาครู ผู้บริหารโรงเรียน การแต่งตั้งโยกย้าย การเลื่อนเงินเดือน การเลื่อนวิทยฐานะ การดําเนินงานทางวินัย โดยยึดหลักธรรมาภิบาล ยึดหลักนิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อให้ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนมีความมั่นใจในหลักประกันว่าจะได้รับ ความเที่ยงธรรม ความยุติธรรมในการบริหารงานบุคคล
ประเด็นต่อไป ผมขอเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้บุคลากรที่เป็นข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาในส่วนราชการต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการทุกคนเป็นข้าราชการครู ทั้งหมดในทุกสายงาน ไม่ว่าจะเป็นสายงานการสอน สายงานบริหารสถานศึกษา สายงาน บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น ซึ่งจะเป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในภาค ๒ หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา ๘๔ (๕) ที่บัญญัติไว้ว่าพัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา และปราชญ์ชาวบ้าน รวมทั้งจัดระบบการให้ค่าตอบแทนและ สิทธิประโยชน์ที่พึงได้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ําระหว่างบุคลากรภาครัฐและภาคเอกชน สรุปได้ว่า ในเรื่องนี้ผมขอเสนอให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการ ทุกคนเป็นข้าราชการครูเพื่อลดความเหลื่อมล้ําในทุกสายงาน ใช้พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการครูฉบับเดียวกัน มาตรฐานเดียวกัน ภายใต้กรอบความคิดเดียวกัน ได้รับค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์เหมือนกัน
ประเด็นสุดท้ายครับ ผมขอเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการประเมิน คุณภาพการศึกษา คือการประเมินภายนอกของสถานศึกษา ผมขอเสนอให้มีการทบทวน แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ เนื่องจากว่าที่ผ่านมา สมศ. ก็คือสํานักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษาได้ทําการประเมินสถานศึกษามาแล้ว ๓ รอบ การประเมิน ของ สมศ. นั้นได้สร้างภาระ ได้สร้างปัญหา ได้สร้างความยุ่งยากให้กับสถานศึกษาเป็นอย่างมาก ขาดความชัดเจนเรื่องตัวบ่งชี้ เรื่องมาตรฐาน เรื่องเกณฑ์การประเมิน รวมทั้งคุณภาพ และมาตรฐานของผู้ประเมิน ผมขอเสนอต่อท่านประธานว่า
๑. ขอให้มีการชะลอการประเมินรอบ ๔ ที่จะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ออกไป ก่อนเพื่อให้ สมศ. นั้นไปปรับปรุงไปออกแบบตัวชี้วัดมาตรฐาน เกณฑ์การประเมินทั้งในด้าน คุณภาพผู้เรียน คุณภาพครู การบริหารจัดการ ขอให้ สมศ. นั้นไปทบทวนวิธีการประเมิน กระบวนการประเมินพร้อมทั้งคุณภาพของผู้ประเมินให้มีมาตรฐานอยู่ในระดับเดียวกัน ควรให้ สมศ. ทําหน้าที่ส่งเสริมความเข้มแข็งในการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา แล้วให้หน่วยงานต้นสังกัดทําหน้าที่ประเมินแทน สมศ. ขอบคุณท่านประธานมากครับ