สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘

สิระ เจนจาคะ อภิปรายเรื่องการปฏิรูปศาสนาในรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขมาตรา 41 ที่ไม่เหมาะสมและอาจนำไปสู่ผลเสียต่อสังคม

นายสิระ เจนจาคะ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสิระ เจนจาคะ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เลขที่ ๒๑๓ ด้านสังคมนะครับ ผมมีความประสงค์ อภิปรายในภาค ๒ หมวด ๔ นะครับ ในส่วนขอเพิ่มเติมและปรับปรุงแก้ไข ท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นผมไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนประเด็นสําคัญในหมวดนี้ ซึ่งเป็นหมวด ลดความเหลื่อมล้ําทางสังคม กระผมให้ตระหนักและสร้างความเป็นธรรม คนต้องมีธรรมก่อน จะตอบโจทย์ของประเทศไทยได้ทุกเรื่องเพราะปัญหาบริหารเกี่ยวกับ ๒ เรื่องหลักคือ ๑. คน และ ๒. ระบบ สําหรับระบบผมเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ปฏิรูปไปในส่วนหนึ่งแล้ว แต่ในส่วนของคนยังไม่มีมาตราที่กําหนดให้ศาสนาอยู่ในกรอบพัฒนาคน ท่านประธานครับ ประเทศเรามีศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักที่ประชาชนนับถือและศรัทธา ศาสนาทุกศาสนา ล้วนกล่อมให้คนเป็นคนดีมีความสามารถ อันพึงประสงค์ต่อการพัฒนาชาติ ในศาสนาพุทธ ตอนนี้ผมอยากให้มีการปฏิรูปครับ ในส่วนหนึ่งปัญหาเกิดขั้นถึงวิกฤตินะครับ คนที่เข้ามาใน ศาสนาพุทธตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นสงฆ์หรือฆราวาส แล้วก็มูลนิธิต่าง ๆ ทําให้เกิดปัญหาต่างคน ต่างเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ในกรณีที่ว่าเงินพระ เงินวัด เงินบริจาคต่าง ๆ เป็นช่องทาง ที่เปิดโอกาสให้คนมาแสวงหา เมื่อก่อนเราเข้าวัดเราก็ทําบุญเพื่อการตัดกิเลส แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าบางวัด ๆ การเข้าวัดทําบุญ ทําบุญมากหรือน้อยจะกําหนดได้ ขึ้นสวรรค์ชั้นไหน เป็นการบิดเบือนศาสนาพระธรรมวินัยนะครับ ก็อยากจะให้ทาง กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอยากให้บรรจุการปฏิรูปศาสนาเข้าไปหนึ่งมาตรานะครับ แล้วก็ในส่วนของเกี่ยวข้องกับศาสนามันมีมาตรา ๔๑ ผมขออ่านนะครับ บุคคลย่อมมี เสรีภาพบริสุทธิ์ในการนับถือศาสนาหรือนิกายในศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติ ศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อของตน เมื่อไม่เป็นปรปักษ์ ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีงามของประชาชน ในการใช้เสรีภาพในวรรคหนึ่งบุคคลย่อมได้รับการคุ้มครองไม่ให้รัฐกระทําใด ๆ ลิดรอนสิทธิ และเสียประโยชน์อันมิควร เพราะเหตุที่นับถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธิในศาสนาหรือ ปฏิบัติศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือแตกต่างจากบุคคลอื่น ท่านประธานที่เคารพ บทบัญญัติแห่งมาตรา ๔๑ เป็นเรื่องอันตรายมากโดยเฉพาะคําว่า นิกายของศาสนาลัทธินิยม หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อของตน ซึ่งในวรรคสองแห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติว่า การใช้เสรีภาพตามวรรคหนึ่งย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ให้รัฐกระทําการใด ๆ อันลิดรอนสิทธิ หรือเสียผลประโยชน์อันสมควรได้ ที่ผมบอกว่าเป็นเรื่องอันตรายเนื่องจากรัฐธรรมนูญรับรอง และคุ้มครองนิกายศาสนาลัทธิหรือการปฏิบัติพิธีกรรม ซึ่งไม่เคยมีการรับรองในรัฐธรรมนูญ ฉบับใดมาก่อนเลยนะครับ ต่อไปลัทธิต่าง ๆ และความเชื่อถือต่าง ๆ เช่น เณรแอกระทํา กระทะเดือดต่อไปมันก็จะได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ หรือวัดบางวัดที่เป็นข่าว ซึ่งใช้หลักคําสอนของพระพุทธองค์ผิดเพี้ยนเนื่องจากเป็นลัทธิและความเชื่อแล้วก็มี รัฐธรรมนูญคุ้มครองด้วย เราไม่สามารถจะจัดการใด ๆ ในสิ่งเหล่านี้มิได้เลย เพราะเป็นการคุ้มครอง องค์กรหรือสิ่งที่ไม่เคยยอมรับในการรับรองรัฐธรรมนูญมาเลย ผมขอให้มีการแก้ไขนะครับ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาก็แค่นี้ก็พอแล้ว อย่าไปคุ้มครองถึงพิธีกรรมเลยครับ ต่อไปนี้อาจจะมีคดีต่าง ๆ มาอีกเยอะเลยนะครับที่เกี่ยวกับขโมยศพเด็กมาทําพิธีกรรม หรือปลุกเสกเสน่ห์ยาแฝดอะไรนะครับ เพราะจะได้คุ้มครองแล้ว อีกมาตราในส่วนของ มาตรา ๒๘๓ (๔) จัดให้มีระบบบํานาญแห่งชาติเพื่อให้คุ้มครองประชาชนยังไม่ได้อยู่ใน บํานาญให้ดํารงชีพได้อย่างเพียงพอและยั่งยืน ผมขอกราบเรียนว่า ในช่วงชีวิตบุคคลหนึ่ง สร้างระบบบํานาญด้วยการออมของบุคคลเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีที่สุดสําหรับรัฐ แต่ดูแลประชาชน ได้อย่างยั่งยืน ระบบนี้การออมโดยรัฐไม่ว่าจะเป็นภาคบังคับหรือภาคสมัครใจ ในการประกันสังคมหรือระบบบํานาญประชาชนที่แยกกองทุนกันอยู่นั้น หากสามารถสะสม ต่อเนื่องกันได้ก็จะเป็นการสะสม เช่น การออมประชาชนผู้มีรายได้น้อย หรือรายได้ ไม่เพียงพอจะสะสมเข้าทั้งสองระบบแยกกัน ท่านประธานที่เคารพครับในช่วงชีวิตของเรา กะเกณฑ์ไม่ได้ว่าจะอยู่ระบบจ้างงานในระบบประกันสังคม หรือจะประกอบอาชีพอิสระ ไปเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งไปตลอดชีวิต การบูรณาการหรือการจัดการให้บํานาญแห่งชาติ ให้ดูแลประชาชนของเราวัยสูงอายุย่อมนํามาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี และต้องไม่ตัดสิทธิในการ ใช้เงินสงเคราะห์พื้นฐานที่รัฐจัดการในรูปแบบของการสังคมสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้สูงอายุ ทุกคนด้วย แต่การที่มีมาตรการสร้างให้สังคมยอมรับในหลักการรัฐศาสตร์ รัฐจะต้องดูแล คนยากจน คนด้อยโอกาสมากกว่าคนที่มีศักยภาพสูงกว่า หรือให้คนจนมากกว่าคนรวยครับ ดังนั้นหากมีมาตรการประเมินให้คนที่ร่ํารวยเพียงพอแล้วไม่ต้องรับเงินสงเคราะห์ที่รัฐจัดให้ ก็จะเป็นสังคมที่เกื้อกูลกัน เป็นสังคมที่พึงปรารถนา ดังนั้นจึงขอเพิ่มเติมมาตรา ๒๘๓ (๔) ว่า โดยไม่ตัดสิทธิเงินสงเคราะห์ที่รัฐให้แก่บุคคลสูงอายุทุกวัยและให้สามารถสะสมสิทธิต่อเนื่อง ในการออมกับโครงการของรัฐในระบบประกันสังคมได้ก็จะเป็นผลดีในการเตรียมรับสังคม ผู้สูงวัยในอนาคตอันใกล้นี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ